Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 61 - 90 of 151
Full-Text Articles in Biotechnology
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลาสมาเพื่อฆ่าจุลินทรีย์ก่อโรค, ตันติกร เหล่าสุข
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลาสมาเพื่อฆ่าจุลินทรีย์ก่อโรค, ตันติกร เหล่าสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการแพร่ระบาดของเชื้อก่อโรคมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคให้ความสนใจเกี่ยวกับสุขลักษณะที่ดี นำมาสู่ความสนใจในเทคโนโลยีกำจัดจุลินทรีย์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมในอุปกรณ์เครื่องมือชีวิตประจำวัน ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งปัจจุบันบริษัท บิทไว้ส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี 2 ชนิด ได้แก่ negative ion generator (NIG) และพลาสมาชนิด dielectric barrier discharge (DBD plasma) เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาภาวะที่เหมาะสมในการทดสอบประสิทธิภาพในการกำจัดจุลินทรีย์ ด้วยเทคโนโลยีพลาสมา และทดสอบประสิทธิภาพการกำจัดจุลินทรีย์สำคัญในกลุ่มแบคทีเรีย รา และไวรัส ด้วยเทคโนโลยีพลาสมา พร้อมทั้งทดสอบผลของเทคโนโลยีพลาสมาต่อเซลล์มนุษย์ โดยสร้างกล่องทดลองอะคริลิค ที่ติดตั้ง NIG กำลังไฟ 1 วัตต์ และสร้าง กล่องทดลองอะคริลิค ที่ติดตั้งพลาสมาชนิด DBD กำลังไฟ 15 วัตต์ เพื่อใช้ในการทดสอบ ซึ่งในการทดสอบแบคทีเรียนั้นใช้แบคทีเรียแกรมบวก แบคทีเรียแกรมลบ และแบคทีเรียที่ทนต่อสารปฏิชีวนะ ได้แก่ Escherichia coli ATCC25922, Staphylococcus aureus ATCC6538P และ Pseudomonas aeruginosa ATCC9027 ตามลำดับ โดยเลี้ยงและนำมากระจายเชื้อบนอาหารแข็งชนิด LB จากนั้นนำมาสัมผัส NIG และพลาสมาชนิด DBD เป็นเวลา 60 นาที พบว่าพลาสมาชนิด DBD สามารถกำจัดแบคทีเรียทั้ง 3 ชนิดได้ 100% แต่ NIG ไม่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแบคทีเรียดังกล่าว ในการทดสอบผลต่อยีสต์โดยเลือก Saccharomyces cerevisiae ATCC4105 เป็นตัวแทนเนื่องจากโครงสร้างใกล้เคียงยีสต์ที่ก่อโรคในมนุษย์ โดยทดสอบนำยีสต์มากระจายเชื้อบนอาหารแข็งชนิด YPD และสัมผัส NIG และพลาสมาชนิด DBD เป็นเวลา 60 นาที พบว่าพลาสมาชนิด DBD มีประสิทธิภาพในการฆ่ายีสต์ 100% และ NIG ไม่มีประสิทธิภาพในการฆ่ายีสต์ …
ความต้องการทางการตลาดของเทคโนโลยีเครื่องควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศในกลุ่มตลาดใหม่, กมลวรรณ บรรจงแก้ว
ความต้องการทางการตลาดของเทคโนโลยีเครื่องควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศในกลุ่มตลาดใหม่, กมลวรรณ บรรจงแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ 1. ศึกษาลักษณะตลาดเครื่องปรับอากาศ แนวโน้มการตลาด และลักษณะของตลาดผลิตภัณฑ์ เครื่องควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศ (Evaporative Condensing Unit) ที่บริษัทต้องการพัฒนา 2. ศึกษาแนวทางการพัฒนาตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ในสองรูปแบบ คือ แบบติดตั้งเพิ่มเติม (Retrofitting) และแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้จัดการดูแลงานโครงการภาคใต้ และผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งซ่อมบำรุงระบบเครื่องปรับอากาศ 10 คน, บุคคลทั่วไป 10 คน และเจ้าของสถานประกอบการ 4 คน ร่วมกับการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2 ชุด ชุดแรกสำหรับผู้จัดการดูแลงานโครงการภาคใต้ และผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งซ่อมบำรุงระบบเครื่องปรับอากาศ 10 คน ชุดที่ 2 สำหรับกลุ่มตัวอย่างผู้ที่เคยซื้อ หรือกำลังตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ 400 คน โดยใช้วิธีแจกแบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บข้อมูล ซึ่งใช้สถิติพรรณนา และสถิติอนุมาน ในการวิเคราะห์รายงานผล ผลการวิจัยพบว่า ปัจจุบันมีการใช้เครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหย เพียงร้อยละ 0.8 โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่มีพฤติกรรมค้นหาข้อมูลของผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันจากหลายยี่ห้อ จากผู้จัดจำหน่ายหลายแห่งก่อนการตัดสินใจซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่สนใจจะซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่แบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) และแบบติดตั้งเพิ่มเติม (Retrofitting) ช่วง 6-10 ปี ข้างหน้าโดยผู้บริโภคจะยอมจ่ายเพื่อซื้อเครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหยแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) ขนาด 25,000 btu/h ประเภทธรรมดา (Fix speed) ในช่วงราคา 30,252-31,421 บาท สำหรับเครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหยแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) ขนาด 36,000 btu/h ประเภทธรรมดา (Fix speed) ในช่วงราคา 47,369-52,020 บาท สำหรับผู้บริโภคกลุ่มเจ้าของกิจการจะยอมจ่ายเพื่อซื้อเครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหยแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) ขนาด 25,000 btu/h ประเภทธรรมดา (Fix speed) ไม่เกิน 37,828 บาท สำหรับเครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหยแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) ขนาด 36,000 btu/h ประเภทธรรมดา (Fix speed) ไม่เกิน 66,587.81 …
การพัฒนาหน่วยควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศขนาดกลาง, ไปรยา ทองเหลือง
การพัฒนาหน่วยควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศขนาดกลาง, ไปรยา ทองเหลือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หน่วยควบแน่นแบบระเหย (Evaporative condenser unit) คือการอาศัยหลักการระเหยของน้ำมาช่วยเพิ่มความสามารถในการระบายความร้อนของเครื่องปรับอากาศ งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาหน่วยควบแน่นแบบระเหยและศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศ ได้แก่ ความชื้นสัมพัทธ์โดยรอบ (Ambient relative humidity) และอัตราการไหลของน้ำ (Water flow rate) โดยออกแบบคอยล์เสริมเพื่อเป็นบริเวณที่ใช้ในการฉีดพ่นน้ำ พบว่าการเชื่อมต่อคอยล์เสริมบริเวณดิสชาร์จสูงกว่าบริเวณลิควิด 3.5% การทดลองเพื่อศึกษาเปลี่ยนแปลงค่าความชื้นสัมพัทธ์ควบคุมโดยปรับค่าความเร็วอากาศพบว่าเมื่อความเร็วอากาศลดลงทำให้ความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มขึ้น และความสามารถในการระบายความร้อนมีค่าสูงสุดในช่วงความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 73.1% ถึง 80.9% การทดลองศึกษาการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหลของน้ำพบว่าพื้นที่สัมผัสบริเวณผิวคอยล์เสริมมากจะสามารถลดอุณหภูมิของสารทำความเย็นได้มากเช่นกัน นอกจากนี้ขนาดของหัวฉีดพ่นและความชื้นสัมพัทธ์ยังส่งผลต่อการลดลงของอุณหภูมิสารทำความเย็นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นในการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพการทำงานของต้นแบบหน่วยควบแน่นแบบระเหยพบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพจากเครื่องปรับอากาศที่ระบายความร้อนด้วยลมปกติได้สูงถึง 20.36%
Paper-Based Biosensor For Acetylcholinesterase, C-Reactive Protein, And Lipoarabinomannan Detection, Yosita Panraksa
Paper-Based Biosensor For Acetylcholinesterase, C-Reactive Protein, And Lipoarabinomannan Detection, Yosita Panraksa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Paper-based analytical devices for detection of biological markers were developed and divided into two main parts. In the first part, paper-based analytical device (PAD) coupled with amperometric electrochemical detection (PED) was established. The electrode of this sensor was fabricated by the screen-printed graphene and subsequently used for acetylcholinesterase determinations. A wax-printing method was employed for patterning the device. The obtained limit of detection (LOD), %RSD, and %recovery for AChE detection were found to be 0.1 U/mL, 0.3-3.2, and 103-106, respectively. For the second part, lateral flow immunoassay platforms integrated with colorimetric detection were described. This part was subdivided into three …
การระบุสารประกอบกลิ่นสำคัญของใบกะเพราแดงสด "Ocimum Tenuiflorum L.” และสารที่เกี่ยวข้องกับการเกิดกลิ่นผิดปกติในกะเพราหลังการให้ความร้อน, ชลพร ศรีพรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้ใช้กระบวนการเซนโซมิกส์ (sensomics approach) ในการศึกษาเพื่อระบุสารระเหยที่มีศักยภาพที่จะเป็นสารให้กลิ่นสำคัญ (odor-active compounds) ของใบกะเพราแดงสดและสารที่เกี่ยวข้องกับการเกิดกลิ่นผิดปกติหลังให้ความร้อนด้วยไมโครเวฟ โดยใช้ผู้ทดสอบ 8 คน ทำการทดสอบและประเมินลักษณะกลิ่นของตัวอย่างใบกะเพราแดงสดและใบกะเพราแดงที่มีกลิ่นผิดปกติหลังให้ความร้อนด้วยไมโครเวฟ พบว่า ผู้ทดสอบสามารถอธิบายลักษณะเฉพาะ (attribute) ของใบกะเพราแดงสดได้ 5 กลิ่น ได้แก่ กลิ่นกะเพรา กลิ่นฉุน กลิ่นกานพลู กลิ่นส้มเปรี้ยว และกลิ่นเขียว สำหรับใบกะเพราแดงที่มีกลิ่นผิดปกติหลังให้ความร้อนด้วยไมโครเวฟ พบ 5 ลักษณะเฉพาะของกลิ่น เหมือนกันกับตัวอย่างใบกะเพราแดงสด ยกเว้น กลิ่นอับ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของกลิ่นที่ทำให้เกิดกลิ่นผิดปกติ จากนั้นสกัดตัวอย่างด้วยตัวทำละลาย DCM (dichloromethane) นำสารสกัดที่ได้มาสกัดด้วย เทคนิค SAFE (solvent-assisted flavor evaporation) เพื่อแยกสารระเหย (volatiles) ออกจากสารระเหยยาก (non-volatiles) ได้ส่วนสกัดของสารระเหยที่เป็นของเหลว ใส ไม่มีสี และนำมาทำให้สารสกัดเข้มขึ้นด้วยวิธีการกลั่นลำดับส่วนด้วย Vigruex column และ microdistillation จนได้ส่วนสกัดของสารระเหยในปริมาตร 1-2 มิลลิลิตร จากนั้นนำมาวิเคราะห์ด้วยเครื่อง GC-O/FID โดยใช้คอลัมน์ DB-FFAP และ DB-5 เพื่อหาลักษณะ (character) ของสารให้กลิ่นในแต่ละ retention time และใช้เทคนิค AEDA (aroma extract dilution analysis) เพื่อคัดเลือกสารให้กลิ่นที่มีศักยภาพเป็นสารให้กลิ่นสำคัญ โดยระบุเป็นค่า FD Factor (flavor dilution factor) พบ สารให้กลิ่นของใบกะเพราแดงสดที่มีค่า FD factor ≥ 4 ทั้งหมด 24 ชนิด โดยสารให้กลิ่นที่มีค่า FD factor สูงสุดคือ สารให้กลิ่นคล้ายกลิ่นกะเพรา (FD: 1024) รองลงมา สารให้กลิ่นคล้ายกลิ่นดิน (FD: 512) สารให้กลิ่นคล้ายกลิ่นปัสสาวะ …
Mrna Vaccine Encoding Neoantigen For Cancer Immunotherapy Using Mouse Melanoma As A Model, Chutamath Sittplangkoon
Mrna Vaccine Encoding Neoantigen For Cancer Immunotherapy Using Mouse Melanoma As A Model, Chutamath Sittplangkoon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cancer is the leading cause of death globally with an urgent need to find more effective approaches for prevention and treatment. mRNA vaccine is a promising vaccine platform over conventional vaccines in terms of safety, ease of large-scale production and effectiveness in inducing both cellular and humoral immune responses. Breakthrough in mRNA technology allowed novel strategies to improve mRNA stability and efficacy including nucleoside modifications. Modification of mRNA with N1-methylpseudouridine (m1Ψ) was reported to enhance protein expression and decrease innate immunogenicity due to low binding affinity to pattern recognition receptors, and low type I interferon (IFN-I) secretion. Therefore, this study …
Association Between Gene Expression And Promoter Methylation Of Cgb3, Gstp1 And Nop56 Genes And Their Potential In Biomarker Development - Associated Cervical Cancer., Palak Singh
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Binding of DNMT1-E7 complex can induce promoter methylation in tumor suppressor genes, such as CCNA1, CADM1 leading to their expression suppression and thus, cause cancer progression. This research establishes the association between methylation-related expression of CGB3 and NOP56 genes in cervical cell lines treated with 5-Azacytidine drug. Using MSP-PCR and qPCR, it was found that the methylation of CGB3 and NOP56 were significantly decreased as concentration of 5-Aza increased and this was inversely related with their expression. This demonstrated the association between gene methylation and the regulation of gene expression which were assessed by 5’-aza drug treatment. Of note, the …
Identification Of Α-Glucosidase Inhibitors From Black Garlic, Pattraporn Tantiwatcharachai
Identification Of Α-Glucosidase Inhibitors From Black Garlic, Pattraporn Tantiwatcharachai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Black garlic has emerged as one of the fastest-growing health food products on the market. It is processed by incubating fresh garlic under high temperature and high humidity conditions. The process causes the changes in characteristics of black garlic such as texture, flavor, nutrient contents, chemical composition and it pharmacological properties, especially antidiabetic activity. In the present investigation, we applied α-glucosidase inhibition guided isolation to identify active compounds. Four compounds named 5-hydroxymethylfurfural (5-HMF), 5-hydroxymethyl-2-furancarboxylic acid (HMFCA), 4-(hydroxymethyl)phenol and 2-deoxy-ribono-1,4 lactone were isolated. On evaluation against α-glucosidase, HMFCA, 4-(hydroxymethyl)phenol, and 2-deoxy-ribono-1,4 lactone were active against maltase with IC50 values of 18.83 …
Production And Characterization Of Mannanase From Aureobasidium Sp. For Mannooligosaccharide Preparation From Spent Coffee Ground, Syahriar Nur Maulana Malik Ibrahim
Production And Characterization Of Mannanase From Aureobasidium Sp. For Mannooligosaccharide Preparation From Spent Coffee Ground, Syahriar Nur Maulana Malik Ibrahim
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The aims of this study are to produce and characterize mannanase from the selected Thai Aureobasidium strain and use the enzyme for hydrolysis of spent coffee ground extract (SCGE) to prepare mannooligosaccharide (MOs). The optimum condition for SCGE extraction by hot water was 1:30 solid to liquid ratio with 60 min incubation time at 121°C 15 lbs per in2. The maximum yield was 9.5 g/100 g substrate. The second dominant composition of SCGE was hemicellulose at 28 %. Aureobasidium pullulans NRRL 58524 was selected as the best mannanase producer with 8.07 U/mL. The mannanase production medium was optimized by using …
Proteomics Analysis Of Bt-474 And Skov-3 Cancer Cell Lines Treated With Purified Compounds From Bee Pollen And Cerumen, Teeranai Ittiudomrak
Proteomics Analysis Of Bt-474 And Skov-3 Cancer Cell Lines Treated With Purified Compounds From Bee Pollen And Cerumen, Teeranai Ittiudomrak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Breast and gynaecological cancers are the main causes of global cancer death in females. So far, several compounds have been identified from traditional medicine components and natural products that exhibited anticancer activity. Previously, α-mangostin (α-MG) and apigenin (APG) had been extracted and purified from cerumen of Tetragonula laeviceps and bee pollen of Apis mellifera respectively. Preliminary studies reported that these compounds express antiproliferative activity in several cancer cell lines. In this study, α-MG and APG were investigated for antiproliferation effect in breast cancer cell line BT-474 and ovarian adenocarcinoma cell line SKOV-3 using MTT assay, fluorescent staining coupled with flow …
การคัดแยกแบคทีเรียจากวัสดุเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมการผลิตแป้งมันสำปะหลังเพื่อการผลิตปุ๋ยหมัก, เฌอญานุส บุตรคำโชติ
การคัดแยกแบคทีเรียจากวัสดุเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมการผลิตแป้งมันสำปะหลังเพื่อการผลิตปุ๋ยหมัก, เฌอญานุส บุตรคำโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในประเทศไทยกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังก่อให้เกิดของเหลือทิ้งจำนวนมาก เช่น กากมันสำปะหลัง และกากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียที่ก่อให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม ในงานวิจัยนี้ศึกษาการเปลี่ยนกากมันสำปะหลัง และกากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียให้เป็นปุ๋ยหมักโดยใช้หัวเชื้อแบคทีเรีย หัวเชื้อแบคทีเรียที่ใช้ประกอบด้วย กลุ่มเชื้อที่ทำหน้าที่ย่อยเซลลูโลส B. subtilis TISTR 008, B. subtilis C-CV1033 และ B. shackletonii C-S1052 กลุ่มเชื้อที่ทำหน้าที่ย่อยแป้ง B. subtilis A-CV1031 และ B. subtilis A-S51041 เชื้อที่ทำหน้าที่ตรึงไนโตรเจน B. ginsengihumi N-BS1 เชื้อที่ทำหน้าที่ละลายฟอสเฟต B. shackletonii P-S1041 และเชื้อที่ทำหน้าที่ละลายโพแทสเซียม B. bataviensis K-S1043 การใช้หัวเชื้อแบคทีเรียกลุ่มดังกล่าวกับกากมันสำปะหลัง กากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย ร่วมกับรำข้าว มูลวัว ผงหินฟอสเฟต และแร่เฟลด์สปาร์ เพื่อผลิตเป็นปุ๋ยหมัก พบว่ามีปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม เท่ากับร้อยละ 1.77, 1.97, 1.75, 3.76, 0.72 และมีปริมาณ สังกะสี แมงกานีส เหล็ก และทองแดงเท่ากับ 139, 740, 3040 และ 11.26 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ในขณะที่อัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจนของปุ๋ยลดลง การใช้กากมันสำปะหลัง กากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย ร่วมกับรำข้าว มูลวัว ผงหินฟอสเฟต และแร่เฟลด์สปาร์ มีศักยภาพในการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้แก่ปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือทิ้งได้
การพัฒนาระบบพลาสมาไอออนไนเซอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับเครื่องปรับอากาศ, นฤสรณ์ แน่นหนา
การพัฒนาระบบพลาสมาไอออนไนเซอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับเครื่องปรับอากาศ, นฤสรณ์ แน่นหนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้ วงจรเครื่องกำเนิดพลาสมาถูกออกแบบโดยวางรากฐานอยู่บนการใช้ Flyback Transformer ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสวิตชิ่งกำลังไฟฟ้าของ MOSFET ในการคายประจุแบบพลาสมาไดอิเล็กตริกแบริเออร์ดิสชาร์จเชิงผิวเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับพลาสมาไอออนไนเซอร์ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของบริษัท บิทไว้ส์ (ประเทศไทย) จำกัด แรงดันไฟฟ้ากระแสสลับที่จ่ายให้กับเครื่องพลาสมาไดอิเล็กตริกแบริเออร์ดิสชาร์จเชิงผิวใช้แรงดันไฟฟ้า 5.38 kV วงจรกำเนิดพลาสมาได้รับการออกแบบมีการทำงานที่ความถี่ 0.2 Hz เมื่อใช้ Duty Cycle ที่ 5%, 10%, 20% และ 100% การศึกษาอุณหภูมิวัสดุไดอิเล็กตริกที่เปิดระบบไว้ 10 นาที อยู่ที่ 34.0 °C, 36.5 °C, 39.6 °C และ 67.0 °C ตามลำดับ และเมื่อตรวจวัดค่าโอโซนพบว่ามีความเข้มข้นโอโซน 174 ppb, 794 ppb, 1,820 ppb และ 9,849 ppb ตามลำดับ จากการศึกษาสเปกโตรสโกปีการเปล่งแสงของพลาสมาไดอิเล็กตริกแบริเออร์ดิสชาร์จพื้นผิวที่ความดันบรรยากาศเผยให้เห็นว่ามีกลุ่ม N2, NO และ OH ซึ่งสารอนุมูลอิสระเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ โดยการใช้ Optical Emission Spectrometer พบว่ามีอุณหภูมิพลาสมาที่ 0.82 eV การทดสอบประสิทธิภาพการกำจัดเชื้อใช้ Escherichia coli (E. coli) ATCC 25922 ในการทดสอบ เชื้อ E. coli ถูกฉายด้วยไดอิเล็กตริกแบริเออร์ดิสชาร์จเชิงผิวและพลาสมาไอออนไนเซอร์เป็นเวลา 10 นาที จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าไดอิเล็กตริกแบริเออร์ดิสชาร์จเชิงผิวสามารถลดปริมาณเชื้อ E. coli ได้ถึง 100% ในขณะที่พลาสมาไอออนไนเซอร์ไม่สามารถลดปริมาณเชื้อ E. coli ได้
การออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์หยิบจับสำหรับผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป, พีรวัส รัตนโชติ
การออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์หยิบจับสำหรับผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป, พีรวัส รัตนโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอแนวทางการเลือกใช้และพัฒนาอุปกรณ์หยิบจับ (Gripper) สำหรับผลิตภัณฑ์ยางแปรรูปให้เหมาะสมกับรูปร่าง ขนาด และคุณสมบัติทางกลของยางแปรรูป ซึ่งอุปกรณ์หยิบจับนี้ถูกนำมาใช้เพื่อนำผลิตภัณฑ์ยางที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูปชิ้นงานด้วยแม่พิมพ์โดยการให้ความร้อนออกจากแม่พิมพ์ออกจากแม่พิมพ์โลหะ ซึ่งจำเป็นที่ต้องทราบถึงแรงที่ใช้นำชิ้นงานออกจากแม่พิมพ์โดยแรงนี้ถูกเรียกว่า Demolding force และโดยปกติแรงนี้จะประกอบไปแรงเสียดทาน (Friction Force) และแรงยึดติด (Adhesion force) ดังนั้นวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยที่ส่งผลต่อ Demolding force ได้แก่ รูปทรง พื้นที่สัมผัส ความแข็งของยาง และความหยาบผิวของแม่พิมพ์ โดยได้มีการออกแบบการทดลองโดยใช้ Full factorial design และใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis) เพื่อใช้ในการพยากรณ์ นอกจากนี้ยังได้พัฒนาซอฟท์แวร์มาเพื่อแนะนำการออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์หยิบจับ และสุดท้ายได้มีการพัฒนาอุปกรณ์หยิบจับตัวต้นเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของซอฟท์แวร์นี้
ปัจจัยที่ส่งผลถึงการประมาณค่าการนำความร้อนในยางคอมพาวด์, สุทธิพัฒน์ กมลสุทธิไพจิตร
ปัจจัยที่ส่งผลถึงการประมาณค่าการนำความร้อนในยางคอมพาวด์, สุทธิพัฒน์ กมลสุทธิไพจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวัลคาไนซ์เซชั่นยางในอุตสาหกรรมต้องอาศัยอุณหภูมิและระยเวลาในการคงรูปชิ้นงานซึ่งระยะเวลาในการคงรูปชิ้นงานจะขึ้นกับค่าการนำความร้อนของยางคอมปาวด์ที่แต่ละสูตร โดยงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาหลักการและกระบวนการทดสอบค่าการนำความร้อน การประมาณค่าการนำความร้อนในยางคอมปาวด์และปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าการนำความร้อนในกระบวนการคงรูป โดยขั้นแรกได้ศึกษาการประมาณค่าการนำความร้อน พบว่า การประมาณค่านำความร้อนของแบบจำลองขนานเทียบกับค่าการนำความร้อนที่ได้จากการทดสอบ HFM จะมีค่าความคาดเคลื่อนเกิดขึ้นไม่เกิน 5 % สำหรับยางคอมปาวด์ที่วัลคาไนซ์เซชั่นอย่างสมบูรณ์ ขั้นที่สองเป็นศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อค่าการนำความร้อน พบว่า สัดส่วนโดยปริมาตรของสารตัวเติมมีผลกระทบต่อค่าการนำความร้อนที่จะเปลี่ยนแปลงไปรวมถึงปริมาณน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อค่าการนำความร้อนอย่างมาก ส่วนยางที่วัลคาไนซ์เซชั่นอย่างสมบูรณ์จะให้ค่าการนำความร้อนสูงกว่ายางคอมปาวด์และยางที่วัลคาไนซ์เซชั่นร้อยละ 50 จะมีฟองอากาศภายในยางส่งผลให้ค่าการนำความร้อนต่ำกว่ายางคอมปาวด์ ส่วนยางที่เกิด และขั้นที่สามออกแบบชุดทดสอบสำหรับหาค่าการนำความร้อน พบว่า ชุดต้นแบบใช้วิธีการหาค่าการนำความร้อนในสภาวะคงที่ซึ่งต้องควบคุมความสม่ำเสมอของความร้อนและป้องสูญเสียความร้อนของชุดต้นแบบ ดังนั้นชุดต้นแบบจะมีส่วนประกอบหลักเป็นฮีตเตอร์สำหรับเป็นแหล่งความร้อนโดยจะใช้น้ำหล่อเย็นสำหรับการควบคุมอุณหภูมิประกอบกับฉนวนกันความร้อนสำหรับป้องกันการสูญเสียความร้อนโดยจะใช้การไหลของความร้อนในหนึ่งหน่วยพื้นที่เป็นตัวกำหนดค่าการนำความร้อน
การพัฒนาเทอร์มอพลาสติกวัลคาไนเซตจากยางโบรโมบิวทิลและพอลิโพรพิลีนสำหรับจุกปิดหลอดเก็บเลือด, สุพรรณษา คุณขยัน
การพัฒนาเทอร์มอพลาสติกวัลคาไนเซตจากยางโบรโมบิวทิลและพอลิโพรพิลีนสำหรับจุกปิดหลอดเก็บเลือด, สุพรรณษา คุณขยัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาอัตราส่วนผสมยางโบรโมบิวทิล (BIIR) พอลิโพรพิลีน (PP) และเอทิลีนออกทีนโคพอลิเมอร์ (EOC) เพื่อปรับปรุงความแข็งให้เท่ากับความแข็งของจุกปิดหลอดเก็บเลือดทางการค้า จากผลการทดสอบสมบัติความแข็งพบว่าที่อัตราส่วนผสม B65P10E25 (BIIR 65 wt%, PP 10wt% และ EOC 25 wt%) มีค่าความแข็งเท่ากับ 43 Shore A ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่าความแข็งของจุกปิดหลอดเก็บเลือด จึงได้เลือกอัตราส่วนนี้มาเตรียมเป็นเทอร์มอพลาสติกวัลคาไนเซต (TPV) โดยผสมสารวัลคาไนซ์ไดคิวมิลเพอร์ออกไซด์ 1.5 wt% และสารโคเอเจนต์ไตรเมทิลออลโพรเพนไตรเมทาอะคริเลท 1 wt% ผลการทดสอบสมบัติเชิงกลต่าง ๆ พบว่า TPV ที่เตรียมได้มีสมบัติความแข็ง ความต้านทานต่อแรงดึง ระยะยืดสูงสุด ณ จุดขาด และความต้านทานต่อแรงฉีกขาดสูงขึ้น ในขณะที่เปอร์เซ็นต์การยุบตัวหลังได้รับแรงกดลดลงเป็น 21.83% เมื่อเทียบกับ B65P10E25 ที่ไม่มีสารวัลคาไนซ์ ผลจากภาพกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM Micrograph) พบว่าการเติม EOC ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น จะช่วยปรับปรุงความเข้ากันได้และการกระจายตัวของ BIIR และ PP นอกจากนี้เมื่อผสม EOC ในสัดส่วนที่มากกว่า 25% วัสดุจะแสดงสมบัติการคืนตัวหลังแทงเข็มที่ดี โดยสูตรที่ผ่านการทดสอบนี้ ได้แก่ B65P10E25, B65E35 (BIIR 65 wt% และ EOC 35 wt%) และ B65P10E25 TPV (TPV ที่เตรียมขึ้นจากอัตราส่วน B65P10E25) เป็นต้น นอกจากนี้ความสามารถในการซึมผ่านแก๊สออกซิเจนของ B65P10E25 TPV มีค่าเท่ากับ 151.81 cm3·mm/m2·day·0.1MPa ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาวัสดุที่จะนำมาใช้เป็นจุกปิดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการป้องกันการซึมผ่านของอากาศภายนอกได้ดี ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงสามารถเตรียม TPV ที่มีสมบัติเชิงกลที่ดี มีอัตราการซึมผ่านแก๊สต่ำ และสามารถคืนตัวได้หลังจากดึงเข็มออก ซึ่งสมบัติเหล่านี้ผ่านเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาสำหรับนำไปประยุกต์ใช้เป็นจุกปิดในหลอดเก็บเลือด นอกจากนี้ยังสามารถนำมาผ่านกระบวนการขึ้นรูปซ้ำใหม่ได้
แซ็กคาริฟิเคชันของไซแลนจากหญ้าแฝกด้วยเอนไซม์อิสระและเอนไซม์ตรึงเพื่อการผลิตไซลิทอลโดย Aureobasidium Thailandense Pbuap70, พิชญากร เปี่ยมทองคำ
แซ็กคาริฟิเคชันของไซแลนจากหญ้าแฝกด้วยเอนไซม์อิสระและเอนไซม์ตรึงเพื่อการผลิตไซลิทอลโดย Aureobasidium Thailandense Pbuap70, พิชญากร เปี่ยมทองคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสกัดไซแลนจากหญ้าแฝกด้วย 12% (น้ำหนักต่อปริมาตร) NaOH ในเครื่องนึ่งความดันสูง สามารถสกัดไซแลนได้ 41.23% ของน้ำหนักแห้งชีวมวล นำไซแลนที่สกัดได้มาย่อยด้วยเอนไซม์เอนโดไซแลเนสและบีตาไซโลซิเดสหยาบผลิตจาก Aureobasidium melanogenum PBUAP46 เอนไซม์สามารถทำงานได้ดีที่พีเอช 4 อุณหภูมิ 50 และ 80 องศาเซลเซียส ตามลำดับ เนื่องจากบีตาไซโลซิเดสไม่เสถียรที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส จึงย่อยไซแลนในขั้นตอนเดียวโดยใช้ทั้งสองเอนไซม์ร่วมกันที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ใน 50 มิลลิโมลาร์ แอซิเตต บัฟเฟอร์ (พีเอช 4) หาภาวะที่เหมาะสมสำหรับการย่อยไซแลนด้วยเอนไซม์โดยพบว่าเอนโดไซแลเนสเท่ากับ 68.5 ยูนิตต่อกรัมไซแลน บีตาไซโลซิเดสเท่ากับ 63.6 ยูนิตต่อกรัมไซแลน และใช้เวลาย่อยนาน 60 ชั่วโมง 37 นาที ได้น้ำตาลรีดิวซ์เท่ากับ 227 มิลลิกรัมต่อกรัมไซแลน ไซโลสและไซโลไบโอสเท่ากับ 379 และ 124 มิลลิกรัมต่อกรัมไซแลน จากการพยายามปรับปรุงประสิทธิภาพการย่อยเพื่อให้ได้ปริมาณไซโลสที่สูงขึ้นโดยการตรึงเอนโดไซแลเนสด้วยไคโตซาน-เหล็กพบว่าให้ปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นจึงเลือกใช้เอนไซม์อิสระในการย่อยไซแลน เพื่อนำไซโลสที่ได้ไปผลิตไซลิทอลโดย A. thailandense PBUAP70 จากการหาภาวะที่เหมาะสมสำหรับการผลิตไซลิทอล ที่ความเข้มข้นของไซโลสและแอมโมเนียมซัลเฟต 4.77% และ 0.1% (น้ำหนักต่อปริมาตร) ใช้ไซโลสทางการค้าเป็นสารตั้งต้น หลังจากบ่มที่อุณภูมิห้อง (28±2 องศาเซลเซียส) เขย่าที่ 100 รอบต่อนาที เป็นเวลา 4 วัน ผลิตไซลิทอลเท่ากับ 210 มิลลิกรัมต่อกรัมไซโลส และไม่ตรวจพบการผลิตไซลิทอลจากการใช้ไซโลสจากการย่อยไซแลนของหญ้าแฝก
การพัฒนาหัวเชื้อราเอ็กโทไมคอร์ไรซาเห็ดเผาะหนัง Astraeus Odoratus โดยการดักจับเซลล์ด้วยแคลเซียมอัลจิเนต, ณิชา มณีศิลาสันต์
การพัฒนาหัวเชื้อราเอ็กโทไมคอร์ไรซาเห็ดเผาะหนัง Astraeus Odoratus โดยการดักจับเซลล์ด้วยแคลเซียมอัลจิเนต, ณิชา มณีศิลาสันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เห็ดเผาะหนัง Astraeus odoratus เป็นราเอ็กโทไมคอร์ไรซาที่มีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันกับไม้วงศ์ไม้ยาง ซึ่งเป็นไม้พื้นถิ่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมากของประเทศไทย ในปัจจุบันการปลูกไม้วงศ์ไม้ยางได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีคุณค่าทางการค้า และเกิดดอกเห็ดของราเอ็กโทไมคอร์ไรซาที่สามารถรับประทานได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามความสำเร็จในการปลูกไม้วงศ์ไม้ยางและการปลูกป่าต้องการหัวเชื้อราเอ็กโทไมคอร์ไรซาเพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตของพืช อัตราการอยู่รอดหลังการย้ายปลูก และความทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นการพัฒนาหัวเชื้อราเอ็กโทไมคอร์ไรซาเพื่อให้ได้หัวเชื้อที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ในการศึกษานี้ เส้นใยของเห็ดเผาะหนังจะถูกดักจับเซลล์ด้วยแคลเซียมอัลจิเนตเพื่อให้ได้เป็นหัวเชื้อที่มีประสิทธิภาพ สายพันธุ์เห็ดเผาะ 9 สายพันธุ์ได้มาจาก 3 แหล่ง ได้แก่ จังหวัดน่าน กาญจนบุรี และสระบุรี โดยเห็ดเผาะสายพันธุ์ K-1 เป็นสายพันธุ์ที่ถูกคัดเลือกมาใช้ในการดักจับเซลล์ด้วยแคลเซียมอัลจิเนต เนื่องจากมีอัตราการเจริญของเส้นใยบนอาหารแข็ง PDA ภายใน 14 วัน มากที่สุด และได้มีการศึกษาผลของอาหารเลี้ยงเชื้อ 6 ชนิด ได้แก่ PDB, PG, MMN, MEB, Ohta และ Czapek ต่อการเจริญของเส้นใยเห็ดเผาะหนังสายพันธุ์ K-1 และ S-24 พบว่า PDB และ PG ส่งผลให้เส้นใยมีน้ำหนักแห้งมากที่สุดหลังการเลี้ยงเชื้อ 30 วัน ผลของสารเติมแต่งต่อการงอกของเส้นใยจากเม็ดแคลเซียมอัลจิเนต พบว่าน้ำตาลกลูโคสความเข้มข้น 0.5 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ และซอร์บิทอลความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ สามารถรักษาอัตราการงอกของเม็ดแคลเซียมอัลจิเนตได้มากที่สุดเท่ากับ 100 และ 96 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ เม็ดแคลเซียมอัลจิเนตคงเหลืออัตราการงอกของเส้นใย 55 เปอร์เซ็นต์ หลังจากการเก็บรักษา 90 วัน ในน้ำกลั่นที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส โดยอัตราการงอกของเส้นใยจากชิ้นวุ้นที่ถูกเก็บในภาวะเดียวกันมีการลดลงอย่างรวดเร็วหลังการเก็บรักษาเพียง 5 วัน และไม่พบอัตราการงอกของเส้นใยหลังการเก็บรักษา 75 วัน หลังการเก็บรักษาเป็นเวลา 3 เดือน เส้นใยของเห็ดเผาะหนังสายพันธุ์ K-1 ในรูปเม็ดแคลเซียมอัลจิเนตสามารถเข้าติดเชื้อต้นกล้าตะเคียนทอง Hopea odorata ได้ด้วยอัตราการติดเชื้อ 46 เปอร์เซ็นต์ จากการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าเส้นใยของเห็ดเผาะหนังที่ถูกดักจับในเม็ดแคลเซียมอัลจิเนตสามารถนำมาใช้เป็นหัวเชื้อสำหรับการผลิตทางการค้าและใช้ในการอนุบาลกล้าไม้ป่าได้
Production Of Biodegradable Uv Protection Film Using Cellulose And Lignin Extracted From Oil Palm Empty Fruit Bunch, Muhammad Taufiq Haqiqi
Production Of Biodegradable Uv Protection Film Using Cellulose And Lignin Extracted From Oil Palm Empty Fruit Bunch, Muhammad Taufiq Haqiqi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The optimized process for cellulose extraction from oil palm empty fruit bunch (EFB) consisting of acid pretreatment (0.5% (v/v) H2SO4), alkaline extraction (15% (w/w) NaOH), and chlorine-free bleaching (10% (w/v) H2O2) yielded pulp with the highest cellulose content at 83.42%. The EFB cellulose was then etherified into carboxymethyl cellulose (CMC) which was readily water-soluble (81.32%). The EFB CMC (2.5% (w/v)) was blended with glycerol (0.5 % (w/v)) to produce a composite film by a solution casting method. Lignin obtained from acid precipitation of the EFB black liquor was added into the film at different concentrations, and its influence on the …
Inhibitory Activity Of Metabolites From Mangosteen Roots Garcinia Mangostana L. On Hepatocellular Carcinoma And Colon Cancer Cell Growth, Kedkran Koopklang
Inhibitory Activity Of Metabolites From Mangosteen Roots Garcinia Mangostana L. On Hepatocellular Carcinoma And Colon Cancer Cell Growth, Kedkran Koopklang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Liver cancer is one of the most common deadliest diseases both worldwide and in Thailand. Because of its rich and dual blood supply, malignant tumors in the liver could grow proliferative and rapidly spread to another organ. This process was called Metastasis, the major cause of human death. Mangosteen (Garcinia mangostana L.) generally known as a queen of fruits, has been widely studied in medicinal applications for many decades, due to plenty of bioactive metabolites such as xanthones as a major component. Nonetheless, reports about bioactivities of minor components were barely known. In this study, metabolites isolated from mangosteen roots …
Potential Of Antimicrobial Peptides Against Bacterial Pathogens Causing Bovine Mastitis, Kwantida Popitool
Potential Of Antimicrobial Peptides Against Bacterial Pathogens Causing Bovine Mastitis, Kwantida Popitool
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Bovine mastitis is a common disease in dairy cows. The majority causes of bovine mastitis disease is an intramammary bacterial infection via the teat orifice. In general, antibiotics are used for bovine mastitis treatment, its inappropriate usage leads to antibiotic-resistance problem and residue in meat and dairy products. One of the alternative ways against pathogen to reduce antibiotic usage is antimicrobial peptides which are innate immune of life. Three cationic peptides as Pm11, Pep64, and L10 peptides were evaluated for an antimicrobial activity to gram-positive and gram-negative bacteria. Pm11 has shown the best potent antimicrobial activity with minimum bactericidal concentration …
Effects Of Valproic Acid On Fatty Acid Production In Microorganisms And Bioactive Compounds From Feroniella Lucida (Scheff.) Swingle And Termite-Associated Fungus Isfb10, Prapassorn Poolchanuan
Effects Of Valproic Acid On Fatty Acid Production In Microorganisms And Bioactive Compounds From Feroniella Lucida (Scheff.) Swingle And Termite-Associated Fungus Isfb10, Prapassorn Poolchanuan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Valproic acid or valproate (VPA) is a drug for the treatment of epilepsy, bipolar disorder, migraine headaches and neuropathic pain. Unfortunately, VPA has many side effects. In this work, it was found that productions of some fatty acids were significantly affected by VPA at the concentration of 100 μM. Further exploration of VPA on fatty acid production in microorganisms including fungi, yeast, and bacteria, as well as representative gut microbiome. This work showed that VPA could enhance, reduce or completely inhibit the production of some fatty acids. VPA could induce the production of trans-9-elaidic acid that was previously found to …
Phytoalexin And Biomarker Peptide Detection Using Mass Spectrometry, Sasikarn Komkleow
Phytoalexin And Biomarker Peptide Detection Using Mass Spectrometry, Sasikarn Komkleow
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mass spectrometry (MS) has been one of the scientific techniques most commonly used in different areas. Therefore, the current research was carried out in order to investigate the role of MS in biological analysis. This study is divided into two main parts. The first part used MS imaging to reveal the ability of the technique for imaging metabolites directly from plant tissue. Thai rice varieties were used to investigate the production and distribution of diterpenoid phytoalexins using matrix-assisted laser desorption/ionization mass spectrometry imaging (MALDI-MSI). Results revealed the successfully detection of 5 types of diterpenoid phytoalexins on RD6 rice leaf tissue, …
Drought Tolerant Gene Identification By Rice Genome Comparison And Gene Characterization In Arabidopsis Plant Model, Chutarat Punchkhon
Drought Tolerant Gene Identification By Rice Genome Comparison And Gene Characterization In Arabidopsis Plant Model, Chutarat Punchkhon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Abiotic stresses, especially drought and salt stresses can affect plant growth and productivity. 'Kao Dawk Mali 105' ('KDML105') rice is one of the crops which has to face both drought and salt stresses as it is grown in rain-fed saline soil in the northeastern region of Thailand, where the irrigation is limited. CSSL104, a chromosome substitution line with 'KDML105' genetic background, was developed in order to improve drought tolerant ability of 'KDML105' rice by transferring the drought tolerant (DT)-QTL region from double haploid line, DH103. Photosynthesis parameters of CSSL104 and its parental lines, 'KDML105' and DH103, were investigated, when they …
Quantitative Trait Loci Analysis For Antioxidant Traits In Rice Oryza Sativa L., Saranyu Thaworn
Quantitative Trait Loci Analysis For Antioxidant Traits In Rice Oryza Sativa L., Saranyu Thaworn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research was conducted to study the antioxidant traits that contained the total phenolic content (TPC), total flavonoid content (TFC), and the antioxidant capacity (AC), by ABTS assay in the seed of 174 Thai rice cultivars, comprising 152 white, 10 red, and 12 purple pericarp cultivars. The hierarchical cluster analysis was evaluated, and the rice cultivars were classified into four clusters based on the antioxidant. Cluster I comprised of 72 white pericarp cultivars and had the lowest TPC, TFC, and AC. Cluster II contained 80 white cultivars and showed higher TFC values than cluster I. Cluster III consisted of 6 …
Spectral Reflectance Analysis For Genome-Wide Association Of Thali Rice Oryza Sativa L. Under Phosphorus-Deficient Condition, Sompop Pinit
Spectral Reflectance Analysis For Genome-Wide Association Of Thali Rice Oryza Sativa L. Under Phosphorus-Deficient Condition, Sompop Pinit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The goals of this research have three main points: (i) to develop a rapid method for inorganic phosphorus quantification, (ii) to investigate spectral reflectance indices representing phosphorus deficiency in rice, and (iii) to determine SNPs associated with phosphorus deficiency tolerance in Thai rice via genome-wide association study (GWAS). The punching method was developed to enhance the high throughput performance of the conventional Pi extraction and molybdate blue assay. Pi content can be extracted using equally small leaf areas without leaf grinding, balancing, and tedious transferring steps. The punching method provided comparable results to the conventional grinding method with a strong …
การพัฒนาชุดตรวจที่ง่ายต่อการใช้งานสำหรับวัณโรคในช้างโดยอินเตอร์เฟียรอนแกมมารีลีส, จิตสุดา พงษ์มา
การพัฒนาชุดตรวจที่ง่ายต่อการใช้งานสำหรับวัณโรคในช้างโดยอินเตอร์เฟียรอนแกมมารีลีส, จิตสุดา พงษ์มา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัณโรค เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนหรือจากคนสู่สัตว์ที่เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก รวมถึงในประเทศไทย เนื่องจากเชื้อ Mycobacterium tuberculosis (M. tb) complex (MTBC) ซึ่งเป็นเชื้อสาเหตุของวัณโรค สามารถพบการติดเชื้อได้ในสัตว์หลายกลุ่ม ทั้งสัตว์เท้ากีบ สัตว์ตระกูลลิง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมถึงช้าง การวินิจฉัยวัณโรคในช้างทำได้ยาก เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ จึงไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยวิธีเดียวกับมนุษย์ เช่น การเอกซเรย์ปอด และการทดสอบทางผิวหนัง นอกจากนี้ วิธีมาตรฐานโดยการเพาะเลี้ยงเชื้อจากน้ำล้างงวงช้างมีความไวต่ำ ใช้เวลานาน และตรวจได้เฉพาะระยะที่แสดงอาการเท่านั้น ดังนั้น การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ ครอบคลุมทุกระยะการติดเชื้อ M. tb จึงเป็นสิ่งจำเป็น นำมาสู่การประยุกต์ใช้เทคนิค Interferon gamma release assay (IGRA) สำหรับเป็นวิธีทางเลือกในการวินิจฉัยวัณโรค ซึ่งเป็นวิธีตรวจหาอินเตอร์เฟียรอนแกมมา (IFN) ที่มีการหลั่งออกมาจากทีลิมโฟไซต์ชนิด memory หลังถูกกระตุ้นด้วยแอนติเจนจำเพาะของ M.tb งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาวิธี IGRA ให้ใช้งานได้ง่ายกว่าที่มีอยู่เดิม โดยการคัดกรองเพปไทด์สังเคราะห์ของโปรตีน early secreted antigenic target 6 kDa (ESAT6) และ culture filtrate protein 10 kDa (CFP10) ที่สามารถกระตุ้นการหลั่ง eIFN ของเซลล์เม็ดเลือดขาวของช้าง และพัฒนาวิธีการตรวจโดยการกระตุ้นแบบ whole blood culture โดยเริ่มทำการตรวจการติดเชื้อของช้างด้วยวิธี IGRA เดิม (IGRA โดยใช้เซลล์เม็ดเลือดขาว PBMCs) ในตัวอย่างเลือดจากช้าง 20 เชือก โดยมีโปรตีนทั้งสายเป็นแอนติเจน พบว่าช้างมีการติดเชื้อ MTBC 50% ของตัวอย่างทั้งหมด ไม่ติดเชื้อ 30% และ 20% มีการติดเชื้อกลุ่ม Non tuberculous mycobacterium (NTM) จากนั้นทำการคัดกรองเพปไทด์สังเคราะห์ของโปรตีน ESAT6 และ CFP10 ในช้างทั้ง 20 เชือก พบว่าเพปไทด์สังเคราะห์ของโปรตีน …
การเตรียมไมโครแคปซูลของแคลเซียมอัลจิเนตเคลือบด้วย เจลาติน และ คัปปาคาราจีแนนเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของแบคทีเรียที่มีศักยภาพเป็นโปรไบโอติกในน้ำมะเกี๋ยง Cleistocalyx Nervosum Var. Paniala, ภัสริน หัทยาภิชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ศึกษาการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของแบคทีเรียที่มีศักยภาพเป็นโปรไบโอติกในน้ำมะเกี๋ยง Cleistocalyx nervosum var. paniala ที่มีกรด และ ฟีนอลิคเป็นองค์ประกอบในปริมาณมาก โดยคัดเลือกจุลินทรีย์ที่ผ่านการปรับตัว(Adaptation) ในเมี่ยงหมัก Camellia sinensis (L.) Kuntze var. assamica.ที่มีสภาวะ ฟีนอลิคสูง และ มีคุณสมบัติเป็นโปรไบโอติก โดยพบว่าแบคทีเรียที่คัดแยกได้จากเมี่ยงหมัก ซึ่งสามารถคัดแยกได้ 6 ไอโซเลท เมื่อนำมาเพิ่มจำนวนยีสต์เป้ามายด้วย 16S ribosomal RNA และ หาลำดับนิวคลีโอไทด์ พบว่าคล้ายคลึงกับแบคทีเรียโปรไบโอติกสายพันธุ์ Lactobacillus plantarum ในฐานข้อมูล GenBank โดยมีความคล้ายคลึงที่ 98-100% ซึ่งทำการศึกษา การลดลงของเซลล์ที่มีชีวิต ในน้ำมะเกี๋ยง ของแบคทีเรียที่เป็นเซลล์อิสระ 2 กลุ่ม ได้แก่ แบคทีเรียกลุ่ม LAB-MF ที่คัดแยกได้จากเมี่ยงหมัก และ กลุ่ม Lactobacillus sp. ทั้ง 6 สายพันธุ์ พบว่าในเวลา 24 ชั่วโมง L. plantarum KC332 (LAB-MF 105) มีอัตราการลดลงของเชื้อ 20.10% ซึ่ง แบคทีเรียในกลุ่ม Lactobacillus sp. พบว่า แบคทีเรียสายพันธุ์ L. plantarum TISTR2074 มีอัตรากาลดลงของเชื้อ 61.41% จึงนำมาศึกษาการยืดอายุโดยการห่อหุ้มในไมโครแคปซูล โดยเตรียมไมโครแคปซูล ทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ 2% อัลจิเนตบีด (2% Al) 2% อัลจิเนตบีดเคลือบด้วยเจลาตินชั้นเดี่ยว(ACG) 2% อัลจิเนตบีดเคลือบด้วยเจลาตินชั้นคู่ (ACGD) 2% อัลจิเนตบีดเคลือบด้วยคัปปาคาราจีแนนชั้นเดี่ยว (ACC) และ 2% อัลจิเนตบีดเคลือบด้วยคัปปาคาราจีแนนชั้นคู่ (ACCD) จากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางกายภาพ และ ทางเคมี ของเม็ดบีด …
การใช้ 1-เมทิลไซโคลโพรพีนร่วมกับนาโนเซลลูโลสแอโรเจล เพื่อรักษาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวของกล้วยไม้ตัดดอก Oncidium "Goldiana", ณิชกานต์ ทรัพย์ธำรงค์
การใช้ 1-เมทิลไซโคลโพรพีนร่วมกับนาโนเซลลูโลสแอโรเจล เพื่อรักษาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวของกล้วยไม้ตัดดอก Oncidium "Goldiana", ณิชกานต์ ทรัพย์ธำรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันกล้วยไม้เป็นหนึ่งในสินค้าทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูงและมีความสำคัญต่อการส่งออกของประเทศไทย กล้วยไม้สกุล Oncidium เป็น 1 ใน 3 สกุลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แต่เนื่องด้วยช่อดอกกล้วยไม้สกุล Oncidium มีคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวลดต่ำลงระหว่างการขนส่ง ดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเข้มข้นที่เหมาะสมของ 1-MCP (1-methylcyclopropene) รวมถึงการใช้งาน 1-MCP ร่วมกับนาโนเซลลูโลส แอโรเจล (nanocellulose aerogel) ในการรักษาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวของกล้วยไม้ตัดดอกของ Oncidium ‘Goldiana’ โดยจากผลของการใช้ 1-MCP ในความเข้มข้นที่แตกต่างกันด้วยวิธีการรม พบว่า 1-MCP ความเข้มข้น 1000 ppb สามารถลดการบานเพิ่มของดอกตูม การเหี่ยวของดอกตูมและดอกบานได้ จากนั้นนำ nanocellulose aerogel ที่ผลิตจากเส้นใยกัญชง ใช้เป็นวัสดุดูดซับน้ำ ร่วมกับ 1-MCP เพื่อใช้รักษาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวของกล้วยไม้ตัดดอก จากผลการศึกษาพบว่าการใช้ 1-MCP 1000 ppb ร่วมกับ นาโนเซลลูโลสแอโรเจลในลักษณะบรรจุภัณฑ์รูปแบบซอง (sachet) โดยนำ sachet ไปจุ่มน้ำก่อนใช้ เป็นวิธีที่ดีเทียบเท่ากับวิธีการรม 1-MCP ในการรักษาคุณภาพของกล้วยไม้ตัดดอก โดยสามารถช่วยลดการบานเพิ่มของดอกตูม การเหี่ยวของดอกตูมและดอกบาน ลดปริมาณมาลอนไดแอลดีไฮด์ (malondialdehyde, MDA) ซึ่งแสดงการลดลงของลิพิดเปอร์ออกซิเดชัน (lipid peroxidation) ลดอัตราการหายใจและการสร้างเอทิลีน ในขณะเดียวกันยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant enzyme) ได้แก่ คาทาเลส (catalase, CAT) และแอสคอร์เบตเพอร์ออกซิเดส (ascorbate peroxidase, APX) ดังนั้นวิธีการใช้ 1-MCP ร่วมกับ nanocellulose aerogel เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและสามารถประยุกต์กับอุตสาหกรรมการส่งออกได้ โดยเป็นวิธีที่สะดวก ลดต้นทุน รวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเพิ่มมูลค่าในการส่งออกของกล้วยไม้ตัดดอก Oncidium ‘Goldiana’
กระบวนการพัฒนาโปรแกรมตัวส่งระหว่างโมเดลเชิงวัตถุและเชิงสัมพันธ์ด้วยเทคนิคโลวโค้ดบนโอดู, โสภณวิชญ์ พิชิตเธียรธรรม
กระบวนการพัฒนาโปรแกรมตัวส่งระหว่างโมเดลเชิงวัตถุและเชิงสัมพันธ์ด้วยเทคนิคโลวโค้ดบนโอดู, โสภณวิชญ์ พิชิตเธียรธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอมอดูลเจนเนอเรเตอร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับการเขียนโปรแกรมตัวส่งระหว่างโมเดลเชิงวัตถุและเชิงสัมพันธ์บนโอดู โอดูเป็นซอฟต์แวร์อีอาร์พีแบบเปิดเผยรหัสต้นฉบับที่รวบรวมมอดูลที่จำเป็นสำหรับการจัดการธุรกิจต่าง ๆ และผู้พัฒนาสามารถพัฒนามอดูลเพื่อขยายขีดความสามารถของโอดูได้ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาการพัฒนาซอฟต์แวร์บนโอดู มักต้องใช้เวลาในการเรียนรู้เพราะมีความซับซ้อนของเฟรมเวิร์ก จึงมีการนำแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโลวโค้ด (การเขียนโค้ดที่น้อยกว่าปกติ) มาใช้ในการพัฒนามอดูลเจนเนอเรเตอร์ขึ้น เพื่อให้เป็นเครื่องมือสำหรับออกแบบและสร้างรหัสต้นฉบับสำหรับมอดูล ทำให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์บนโอดูไม่ต้องกังวลเรื่องข้อผิดพลาดอันเนื่องมาจากความซับซ้อนของเฟรมเวิร์ก และให้ความสำคัญกับการเขียนโปรแกรมในด้านอื่น ๆ ได้มากขึ้น โดยเครื่องมือนี้ถูกพัฒนาด้วยภาษา ไพธอนให้เป็นเว็บแอปพลิเคชันทำงานบนเว็บเบราว์เซอร์ และได้มีการทดสอบการใช้งานกับทั้งผู้พัฒนามอดูลบนโอดู ผู้ใช้งานโอดูที่มีทักษะการเขียนโปรแกรม ผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับโอดู และอาสาสมัครภายนอกบริษัท ซึ่งได้ผลลัพธ์ว่า ผู้ทดสอบทั้งหมดสามารถพัฒนามอดูลโดยใช้มอดูลเจนเนอเรเตอร์ได้สำเร็จ เครื่องมือนี้จึงสามารถช่วยให้ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในการพัฒนามอดูลบนโอดูสามารถพัฒนามอดูลขึ้นมาได้โดยใช้เวลาไม่นาน และเมื่อเปรียบเทียบเวลาที่ใช้ในการพัฒนามอดูลของกลุ่มผู้พัฒนามอดูลบนโอดู ระหว่างแบบปกติที่เขียนโค้ดด้วยตนเองกับการใช้ มอดูลเจนเนอเรเตอร์ พบว่าการใช้เครื่องมือนี้สามารถลดเวลาการพัฒนามอดูลโดยเฉลี่ยได้ถึง 20% อีกทั้งมอดูลเจนเนอเรเตอร์ยังนำไปใช้ได้จริงในโครงการการพัฒนาซอฟต์แวร์ของบริษัท
การวิเคราะห์การเกิดตำหนิในการผลิตกระจกโฟลต, คณุตม์ ไพบูลย์
การวิเคราะห์การเกิดตำหนิในการผลิตกระจกโฟลต, คณุตม์ ไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดตำหนิและหาแนวทางปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณตำหนิชนิดฟองอากาศและรีม ด้วยการนำตัวแปรจากกระบวนการผลิตได้แก่ การชั่งน้ำหนักส่วนผสม อุณหภูมิในการหลอม อุณหภูมิในการขึ้นรูปและองค์ประกอบทางเคมีของกระจก มาหาความสัมพันธ์กับปริมาณตำหนิที่เกิดขึ้นด้วยการวิเคราะห์การถดถอย จากผลการวิเคราะห์ตำหนิฟองอากาศด้วยเทคนิคแมสสเปกโทรเมตรีและเทคนิครามานสเปคโทรสโคปีพบว่าฟองอากาศส่วนใหญ่พบแก๊ส CO2 เป็นองค์ประกอบอยู่ที่ 30 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกิดจากการสลายตัวทางความร้อนของวัตถุดิบและการไล่ฟองอากาศที่ไม่สมบูรณ์ และจากความสัมพันธ์ของปริมาณฟองอากาศและตัวแปรจากกระบวนการผลิตพบว่า อุณหภูมิการหลอมที่สูงขึ้น ปริมาณ fining agent ที่น้อยลง และกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ตำหนิชนิดฟองอากาศเพิ่มขึ้น จากการศึกษาตำหนิชนิดรีมโดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดร่วมกับการวัดการกระจายพลังงานของรังสีเอกซ์ในการวิเคราะห์องค์ประกอบธาตุของตำหนิชนิดรีมเทียบกับบริเวณโดยรอบโดยพบว่ารีมมีปริมาณธาตุ Si และ Na สูงกว่าบริเวณโดยรอบ ซึ่งเกิดจากการชั่งวัตถุดิบที่คลาดเคลื่อนไปจากสูตรการผลิต โดยเกิดจากวัตถุดิบติดค้างบริเวณกรวยรับวัตถุดิบ ส่งผลให้องค์ประกอบทางเคมีของส่วนผสมไม่สม่ำเสมอ ยิ่งความแตกต่างของน้ำหนักส่วนผสมจากสูตรการผลิตยิ่งมาก จะทำให้ปริมาณรีมเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสามารถความผิดพลาดจากการชั่งนี้สามารถแก้ไขได้โดยติดตั้งค้อนลมเพื่อเคาะวัตถุดิบให้ลงไปในโม่ผสมวัตถุดิบครบถ้วนตามสูตรการผลิต