Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Law and Economics Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 1141 - 1170 of 7033

Full-Text Articles in Law and Economics

มาตรการควบคุมสินค้านำเข้าจากประเทศจีนเพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทย, วศินี ปิยะตรึงส์ Jan 2024

มาตรการควบคุมสินค้านำเข้าจากประเทศจีนเพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทย, วศินี ปิยะตรึงส์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแข่งขันทางธุรกิจในไทยมีความรุนแรงขึ้นมากในยุคปัจจุบันสืบเนื่องจากการมีช่องทางการขายสินค้าที่หลากหลายขึ้น และการค้าที่เปิดกว้างอย่างเสรีทั้งออฟไลน์และออนไลน์ กล่าวได้ว่าการค้าแบบปัจจุบันเป็นการค้าแบบไม่มีพรมแดนไปแล้ว การค้าเช่นนี้มีส่วนในการเปิดช่องให้สินค้าจีนราคาถูกไหลเข้ามาประเทศไทยอย่างล้นหลามและแย่งตลาดของผู้ประกอบการไทยด้วยการสร้างสมรภูมิด้านราคา เมื่อการแข่งขันสูงขึ้นทั้งในด้านต้นทุนการผลิตและราคาขาย อุตสาหกรรมภายในประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มSMEsจึงมีการชะลอตัวลงทำให้แรงงานส่วนหนึ่งมีความเสี่ยงที่จะตกงาน แม้จะมีการออกนโยบายป้องกันเบื้องต้นแล้วก็ตาม แต่ทางปฏิบัติยังไม่รวดเร็วและเพียงพอต่อการสะกัดสินค้าจีนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องการตลาดแบบเชิงรุกของสินค้าจีนเกิดจากการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลจีนจึงออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับประเทศโดยการสนับสนุนเทคโนโลยีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซให้ทันสมัย และเน้นการผลิตสินค้าจำนวนมากในราคาที่ต่ำเพื่อส่งออกไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสินค้ามีมากเกินความต้องการทำให้เกิดอุปทานส่วนเกินที่จีนนำเอามาเป็นอาวุธในการทุ่มราคา ประเทศไทยจึงประสบสถานการณ์การขาดดุลการค้ากับจีนที่ย่ำแย่ลง แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจำนนต่อสินค้าที่เข้ามาจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากจีนมีทั้งความหลากหลายของสินค้า และราคาที่ถูกปัญหาสำคัญคือที่ผ่านมาคือรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการปกป้องผู้ประกอบการไทย ทำให้สินค้าจีนทะลักเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นวิกฤติที่ส่งกระทบเป็นวงกว้าง ขณะที่ในต่างประเทศได้ออกมาตรการป้องกันหลายรูปแบบเพื่อปกป้องธุรกิจในประเทศจากการค้าที่ไม่เป็นธรรม ประเทศไทยจึงควรหาวิธีจัดการปัญหาสินค้านำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นให้รัดกุมและรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ และมีการจัดระเบียบการเข้ามาของนักลงทุนจีนในช่องทางต่างๆให้อยู่ในกรอบของกฎหมายไทย รวมถึงใช้มาตรการควบคุมรูปแบบต่างๆให้เหมาะสมหากพบว่ามีความเสี่ยงเกี่ยวกับสินค้านำเข้า หน่วยงานรัฐบาลอย่างกองปกป้องและตอบโต้ทางการค้าภายใต้กรมการค้าต่างประเทศย่อมมีข้อมูลที่ละเอียดและสามารถตัดสินใจได้แม่นยำกว่าเอกชน จึงควรมีการเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด และเน้นการปฏิบัติเชิงรุกมากขึ้นเพื่อลดภาระของผู้ประกอบการในการยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้านำเข้า และสามารถคัดกรองปัญหาได้อย่างทันท่วงที


แนวทางแก้ไขปรับปรุงอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์, วิชชา วงศ์วัชรไพบูลย์ Jan 2024

แนวทางแก้ไขปรับปรุงอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์, วิชชา วงศ์วัชรไพบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยมีการใช้ระบบอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ด้วยระบบอัตราเดียวที่ร้อยละ 1 ซึ่งไม่ได้สะท้อนถึงหลักความสามารถในการเสียภาษีของผู้เสียภาษี ที่ผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าควรจะต้องรับภาระภาษีในสัดส่วนที่มากกว่าผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า เป็นผลให้มีรายได้การจัดเก็บอากรแสตมป์ในสัดส่วนที่ต่ำ อีกทั้งยังมีปัญหาการเข้ามาของทุนต่างชาติที่อาศัยช่องว่างของกฎหมายไทย ทำการกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์และปล่อยเช่าให้กับคนในชาติเดียวกัน ทำให้เกิดทุนหมุนเวียนอยู่แค่ในกลุ่มชาวต่างชาติ ส่งผลให้รัฐบาลไทยไม่สามารถหารายได้จากกลุ่มทุนนี้ได้อย่างที่ควร และเป็นการปล่อยให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาใช้ทรัพยากรในประเทศไทยอยู่เพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังมีแนวนโยบายในการขยายระยะเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์จาก 50 ปี เป็น 99 ปี เพื่อรองรับการลงทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติโดยที่ไม่มีมาตรการทางภาษีในการรองรับแนวนโยบายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงอย่างเพียงพอ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ขาวต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศไทย โดยที่ประชาชนชาวไทยไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาการจัดเก็บและอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ของต่างประเทศ ได้แก่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอังกฤษ และประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งมีกฎหมายภาษีที่เข้มแข็ง มีสัดส่วนการจัดเก็บอากรแสตมป์ต่อรายได้ภาษีที่สูงกว่าประเทศไทย และมีอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบอัตราก้าวหน้า จากผลการศึกษา ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรนำหลักการคิดอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไอร์แลนด์มาผนวกกับหลักการในการเก็บค่าธรรมเนียม SDLT เพิ่มเติมของประเทศอังกฤษสำหรับชาวต่างชาติที่มาเช่าเพื่ออยู่อาศัย เนื่องด้วยอัตราอากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไอร์แลนด์ ได้แบ่งช่วงบันไดค่าอากรตามระยะเวลาการเช่าอยู่ที่ 35 ปี และ 100 ปี ตามลำดับ สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นมาตรการทางภาษีที่มีความสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขยายเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์เป็นเวลา 99 ปี และเป็นการเก็บอากรแสตมป์ด้วยอัตราก้าวหน้าที่มีความสอดคล้องกับหลักความสามารถของผู้เสียภาษี ประกอบกับการคิดค่าธรรมเนียมอากรแสตมป์เพิ่มเติมสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่อาศัยในไทย เป็นการหารายได้เพิ่มเติมจากการมาอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ ไม่ให้เกิดการหมุนเวียนของทุนต่างชาติเพียงฝ่ายเดียวโดยที่รัฐบาลไทยไม่ได้ประโยชน์ในส่วนนี้ และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลรวมถึงเพิ่มสัดส่วนการจัดเก็บอากรแสตมป์


แนวทางในการปรับปรุงการควบคุมโฆษณาเครื่องสำอางกึ่งยาในประเทศไทย, ศรสวรรค์ ปรมสกุล Jan 2024

แนวทางในการปรับปรุงการควบคุมโฆษณาเครื่องสำอางกึ่งยาในประเทศไทย, ศรสวรรค์ ปรมสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุตสาหกรรมเครื่องสำอางในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยส่งเสริมยอดขายของสินค้าในอุตสาหกรรมนี้คือการโฆษณาเครื่องสำอางผ่านสื่อชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความรับรู้ กระตุ้นความสนใจ และดึงดูดผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายในประเทศไทยไม่ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อนการโฆษณา และใช้เพียงคู่มือเพื่อให้ผู้ประกอบการตีความด้วยตนเอง สามารถนำไปสู่การตีความที่ผิดพลาดและการโฆษณาที่ผิดหลักกฎหมาย เช่น การโฆษณาเกินจริงหรือการใช้ข้อความที่บิดเบือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและลดความน่าเชื่อถือของตลาดสินค้าเครื่องสำอางงานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการโฆษณาเครื่องสำอางระหว่างประเทศไทย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อค้นหาแนวทางปรับปรุงกฎหมายไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น งานศึกษายังอธิบายแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาและการคุ้มครองผู้บริโภค โดยชี้ให้เห็นถึงบทบาทของการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด นอกจากนี้ ยังวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายในประเทศไทยที่ปัจจุบันยังไม่มีการบังคับให้ตรวจสอบข้อความโฆษณาก่อนการเผยแพร่ ซึ่งอาจนำไปสู่การโฆษณาที่ไม่เหมาะสมและสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภค โดยผลการเปรียบเทียบกับกฎหมายของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้พบว่าทั้งสองประเทศมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด เช่น การจัดประเภท "ผลิตภัณฑ์กึ่งยา (Quasi-Drugs)" ในญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และการกำหนดบทลงโทษชัดเจนในเกาหลีใต้ ซึ่งช่วยลดปัญหาการโฆษณาเกินจริงและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคข้อเสนอแนะสำคัญจากการศึกษานี้ คือการกำหนดให้มีการตรวจสอบข้อความโฆษณาในประเทศไทยเครื่องสำอางบางประเภทก่อนการเผยแพร่ รวมถึงการแบ่งประเภทผลิตภัณฑ์เพื่อกำกับดูแลในลักษณะเดียวกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ พร้อมทั้งเพิ่มบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับการโฆษณาที่ละเมิดกฎหมายผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงกฎหมายควบคุมการโฆษณาเครื่องสำอางในประเทศไทย จะช่วยลดปัญหาการโฆษณาเกินจริง ยกระดับความปลอดภัยของผู้บริโภค และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดสินค้าเครื่องสำอางไทย รวมถึงสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ในระดับสากลอย่างยั่งยืน


มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ให้การอุปการะแก่ผู้อื่น, ศิรรัตน์ สุขเกต Jan 2024

มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ให้การอุปการะแก่ผู้อื่น, ศิรรัตน์ สุขเกต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ค่าลดหย่อนตามประมวลรัษฎากรสำหรับผู้ที่ให้ความอุปการะแก่ผู้อื่น จำกัดอยู่เพียง กรณีลดหย่อนค่าดูแลบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย บุตรบุญธรรม บิดามารดา ผู้พิการ และผู้ทุพพล ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันการอุปการะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความสัมพันธ์เท่าที่กล่าวมา เช่น พี่ที่ต้องเลี้ยงดูน้อง หรือกรณีที่ลุงต้องเป็นผู้เลี้ยงหลาน ซึ่งการอุปการะก็ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมากขึ้นเนื่องจากต้องดูแลทั้งด้านที่อยู่อาศัย ด้านบริการสุขภาพ ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่น เช่นเดียวกับกรณีที่มีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรม หรือความสัมพันธ์อื่น เมื่อศึกษาประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ากรณีที่ให้การอุปการะแก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี หากเป็นไปตามเกณฑ์ที่รัฐกำหนดก็สามารถใช้เครดิตภาษีสำหรับเด็ก (Child Tax Credit) เพื่อลดภาระภาษีลงได้ โดยรัฐให้เครดิตภาษีสูงสุด 2,000 ดอลลาร์ต่อคน โดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้การอุปการะและบุคคลผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปีในความอุปการะมิได้จำอยู่เพียงต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย บุตรบุญธรรม แต่หมายรวมไปถึงหลาน พี่ หรือน้องด้วย เมื่อพิจารณามาตรการลดหย่อนภาษีปัจจุบันของไทยกับมาตรการเครดิตภาษีสำหรับเด็ก (Child Tax Credit) ของอเมริกา ประกอบกับหลักภาษีอากรที่ดีของอดัม สมิธ จึงเห็นควรว่ารัฐควรพิจารณาเพิ่มมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้ที่มิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมาย บุตรบุญธรรม หรือบิดามารดา แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่ไดใช้ระบบเครดิตเช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกาจึงต้องเป็นมาตราการบรรเทาภาระในรูปแบบการลดหย่อนภาษี


ความไม่เหมาะสมของเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร, ศิริพร สิงห์กุม Jan 2024

ความไม่เหมาะสมของเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร, ศิริพร สิงห์กุม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้ประเภทการจ้างงานเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของรัฐ โดยการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น กฎหมายจะกำหนดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษี ได้แก่ การหักค่าใช้จ่าย การหักค่าลดหย่อนตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสะท้อนถึงหลักการที่ว่าเงินได้ที่ได้รับมาล้วนมีต้นทุนในการได้มา และเฉพาะเงินได้หลังจากการหักค่าใช้จ่ายที่จะก่อให้เกิดความสามารถในการเสียภาษีที่แท้จริง ประมวลรัษฎากรได้กำหนดเงินได้ออกเป็น 8 ประเภทตามมาตรา 40 โดยเงินได้ประเภทการจ้างงานและการรับทำงานให้ถูกจัดอยู่ในมาตรา 40 (1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน และมาตรา 40 (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ประมวลรัษฎากรได้กำหนดเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายแบ่งตามประเภทของเงินได้ เมื่อพิจารณาเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภทแล้ว พบว่าเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) ถึงมาตรา 40 (8) กำหนดให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาโดยไม่ได้มีเพดานขั้นสูงจำกัดจำนวนและผู้เสียภาษียังสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควรได้อีกด้วย ส่วนมาตรา 40 (3) แม้จะมีเพดานขั้นสูงให้หักได้ไม่เกิน 100,000 บาทแต่ผู้เสียภาษีก็สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้ ในขณะที่อัตราการหักค่าใช้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ 40 (2) ตามมาตรา 42 ทวิ ซึ่งล่าสุดได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560 ระบุให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 50 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท หักได้เฉพาะอัตราเหมาเท่านั้นและยังจำกัดเพดานขั้นสูงที่ให้หักค่าใช้จ่ายได้ แสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันในการกำหนดเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายเงินได้แต่ละประเภท นอกจากนี้ แม้ว่ามีการแก้ไขปรับปรุงอัตราการหักค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว แต่ยังมีความไม่เหมาะสม ขัดต่อหลักการภาษีอากรที่ดีในเรื่องความเป็นธรรม และไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี ทำให้ผู้เสียภาษีที่มีเงินได้ตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไปต้องแบกรับภาระภาษีสูงเกินควร เมื่อศึกษาหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้จากค่าจ้าง เงินเดือนและจากการจ้างงานของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีและประเทศญี่ปุ่น พบว่ามีการกำหนดเกณฑ์ให้หักค่าใช้จ่ายออกจากเงินได้พึงประเมินจากการจ้างงานเช่นเดียวกันกับประเทศไทย แต่ทั้งสองประเทศจะกำหนดอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบ่งเป็นขั้นบันไดตามช่วงระดับเงินได้ กล่าวคือ ผู้ที่มีเงินได้น้อยให้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราที่สูง เพื่อช่วยลดภาระภาษีเงินได้ของผู้มีเงินได้น้อย ในขณะที่ผู้ที่มีเงินได้ระดับมากขึ้นจะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราที่ลดลง ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีเงินได้สูงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการหักค่าใช้จ่ายมากเกินไป เกณฑ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้มีเงินได้ทุกช่วงระดับได้รับการจัดเก็บภาษีที่เหมาะสมและเป็นธรรม ดังนั้น ผู้ศึกษาเห็นว่าควรนำหลักเกณฑ์และอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบขั้นบันไดตามช่วงระดับเงินได้ตามกฎหมายภาษีของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีและประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้กับการกำหนดอัตราการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแต่ละระดับเงินได้มากยิ่งขึ้น


แนวทางในการกำหนดเวลาทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะของงานเพื่อความเป็นธรรม :กรณีศึกษาบริษัทสอบบัญชี, ศิริพล นิลวาศ Jan 2024

แนวทางในการกำหนดเวลาทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะของงานเพื่อความเป็นธรรม :กรณีศึกษาบริษัทสอบบัญชี, ศิริพล นิลวาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัดศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการกำหนดเวลาทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะของงานเพื่อความเป็นธรรมของบริษัทสอบบัญชีโดยหลักการกำหนดเวลาในการทำงาน ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างสามารถกำหนดเวลาในการทำงานภายใต้กรอบวิธีการกำหนดเวลาในการทำงาน 4 ประเภท ได้แก่ 1.งานทั่วไป 2. งานอันตราย 3. งานที่ไม่อาจกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของการทำงานได้และ 4. การทำงานจากที่บ้านหรือที่พำนัก และการทำงานทางไกล ซึ่งเกิดความไม่เหมาะสมในการกำหนดเวลาในการทำงานของบริษัทสอบบัญชี ที่มีลักษณะงานเฉพาะทางโดยแยกเป็นประเภทงานหลัก ๆ ได้แก่ : 1. งานตรวจสอบบัญชี (Audit): ต้องการความได้สัดส่วนระหว่างการทำงานตามเวลาเปิดปิดของกิจการ และการทำงานที่มีความยืดหยุ่นบางช่วงเวลา 2. งานที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Advisory) : ต้องการการทำงานแบบยืดหยุ่นสูง 3. งานสนับสนุนการดำเนินงานภายในองค์กร (Support Functions) : ต้องการทำงานตามเวลาเปิดปิดของกิจการ ผลกระทบจากเวลาในการทำงานไม่สอดรับกับการทำงานที่แท้จริง ในลักษณะของการจัดการเวลาที่ไม่เหมาะสมทำให้พนักงานประสบปัญหาความไม่สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน โดยหลักแบ่งออกเป็น 3 ประการ ได้แก่ ประการที่ 1 ความไม่สมดุลชีวิตและการทำงาน การจัดการเวลาที่ไม่เหมาะสมทำให้ลูกจ้างต้องใช้เวลาในการทำงานที่มากกว่าปกติอันส่งผลต่อสุขภาพจิตและร่างกาย ประการที่ 2 ความปลอดภัยชีวิตอนามัย ความเครียดสะสมและโรคแทรกซ้อนจากการทำงาน หมดไฟในการทำงาน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและชีวิตอนามัยที่เพิ่มขึ้นจากการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือการทำงานหนักเกินไป ประการที่ 3 ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เพิ่มข้อผิดพลาด และสร้างความไม่พึงพอใจในงานของพนักงาน ส่งผลต่อคุณภาพของงานและอัตราการลาออกอีกประการหนึ่งจากผลการศึกษาพบว่าในต่างประเทศ แม้ว่ามีการกำหนดเวลาการทำงานในรูปแบบกฎหมายแรงงานแล้ว แต่ยังคงออกแนวปฏิบัติเพื่อให้การทำงานของลูกจ้างสอดคล้องกับการทำงานรูปแบบใหม่ในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการจัดการทำงานแบบยืดหยุ่นทั้งในด้านสถานที่ และเวลา เพื่อให้ลูกจ้างเกิดความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และประโยชน์ทางอ้อมต่อนายจ้างในการประหยัดต้นทุนในการบริหารทรัพยากรบุคคล และในประเทศสิงค์โปร์มีการกำหนดหลักการเฉพาะ โดยกำหนดให้กลุ่มพนักงานจะต้องตกลงเวลาในการทำงานหลัก “Core hours" เพื่อให้การเลือกเวลาของพนักงานได้มีช่วงเวลาในการทำงานพร้อมกัน และเพื่อเป็นคู่มือในการสนับสนุนให้เอกชนจัดทำแนวปฏิบัติในการกำหนดเวลาในการทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะงานของลูกจ้างอย่างราบรื่น


แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับนิติบุคคลที่เป็นองค์กรธุรกิจตามร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. …., ศุภกฤต อ่อนปาน Jan 2024

แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับนิติบุคคลที่เป็นองค์กรธุรกิจตามร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. …., ศุภกฤต อ่อนปาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้อาชญากรรมทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการฟอกเงิน การหลบเลี่ยงภาษีและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายไม่สามารถปราบปรามให้หมดไปได้ เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลไม่สามารถหาผู้กระทำผิดที่อยู่เบื้องหลังหรือผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership: BO) จากการที่ผู้กระทำผิดได้อาศัยนิติบุคคลอำพรางความเป็นเจ้าของที่แท้จริงของเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นการฟอกเงิน นอกจากนี้ ตามที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง Asia Pacific Group on Money Laundering มีพันธกรณีตามข้อบังคับที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำของ FATF ในการกำหนดมาตรการเพื่อความโปร่งใสและการเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของนิติบุคคล (คำแนะนำข้อที่ 24) โดยกำหนดให้แต่ละประเทศต้องมีมาตรการให้มั่นใจว่าข้อมูล BO มีความเพียงพอ ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน รวมถึงหน่วยงานที่มีอำนาจสามารถเข้าถึงได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม จากผลประเมินปี 2560 ระบุว่าประเทศไทยอยู่ในระดับ “สอดคล้องเพียงบางส่วน" เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากการใช้นิติบุคคลบังหน้าเพื่อการฟอกเงินและไม่มีกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลต้องเปิดเผยข้อมูล BOจากปัญหาข้างต้น ในปี 2565 สำนักงาน ปปง. จึงออกร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. .... โดยกำหนดให้นิติบุคคลต้องรายงานข้อมูล BO ต่อหน่วยงานของรัฐ เพื่อเป็นการส่งเสริมนโยบายด้าน AML/CFT และสร้างความรับรู้แก่สาธารณะว่าบุคคลใดคือ BO นอกจากนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูล BO ในร่างกฎหมายดังกล่าวมีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน จึงกำหนดกลไกการตรวจสอบโดยกำหนดให้ผู้มีหน้าที่แจ้งข้อมูล BO ต้องยืนยันความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูลต่อสำนักงาน ปปง. ผ่านหน่วยงานกำกับดูแลของนิติบุคคลนั้น ๆ ภายในระยะเวลา 30 วันนับแต่สิ้นปี และหากข้อมูลที่แจ้งไว้มีการเปลี่ยนแปลงให้ผู้มีหน้าที่แจ้งข้อมูลต้องปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันภายใน 30 วันนับแต่ข้อมูลเปลี่ยนแปลง และให้อำนาจสำนักงาน ปปง. ในการเปิดเผยข้อมูล BO แก่ผู้มีหน้าที่รายงานการทำธุรกรรมตามกฎหมาย AML/CFT รวมถึงกำหนดมาตรการลงโทษกรณีไม่ให้ข้อมูล BO หรือรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 500,000 บาท อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. .... แล้ว แต่ยังไม่มีกลไกการตรวจสอบและมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับผู้กระทำผิดที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายและฟอกเงินผ่านนิติบุคคลบังหน้าย่อมไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงเพื่อปิดบังธุรกรรมทางการเงินและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ส่งผลให้ข้อมูลไม่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และไม่สามารถนำข้อมูล BO ของนิติบุคคลไปใช้ป้องกันการฟอกเงินได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายดังนั้น ผู้วิจัยจึงขอเสนอให้นำหลักการตามมาตรฐานสากล เรื่อง หลักความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ รวมถึงกลไกการตรวจสอบและมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย มาปรับใช้กับประเทศไทยเพื่อให้สามารถนำข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของนิติบุคคลที่เป็นองค์กรธุรกิจตามร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. …


การขีดชื่อโดยสมัครใจของนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนกรณีนิติบุคคลสิ้นสภาพ : แนวทางการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในกิจการ, สิรวิชญ์ เหาตะวานิช Jan 2024

การขีดชื่อโดยสมัครใจของนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนกรณีนิติบุคคลสิ้นสภาพ : แนวทางการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในกิจการ, สิรวิชญ์ เหาตะวานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการสำคัญของการขีดชื่อนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนในระบบกฎหมายไทย โดยการเปรียบเทียบกับหลักการและแนวปฏิบัติของกฎหมายสหราชอาณาจักร รวมถึงศึกษาผลลัพธ์และบริบทอันเป็นปริมณฑลของการขีดชื่อนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียน ตลอดจนความเหมาะสมในการกำหนดให้มีการขีดชื่อนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนโดยสมัครใจ จากการศึกษาพบว่า การสิ้นสภาพนิติบุคคลตามกฎหมายไทย สามารถกระทำได้โดยการเลิกกิจการและชำระบัญชีประการหนึ่ง และการขีดชื่อนิติบุคคลออกจากทะเบียนกรณีไม่นำส่งงบการเงินหรือกรณีที่มิได้มีการชำระบัญชีให้สำเร็จอีกประการหนึ่ง อันเป็นเหตุให้นิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจที่มีทรัพย์สินคงเหลืออยู่ไม่มากและจะยุติการประกอบกิจการเกิดปัญหาภาระเกินควรและเป็นการละเมิดสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย นอกจากนี้ เมื่อได้ศึกษาเหตุและกระบวนการที่กฎหมายของสหราชอาณาจักรแตกต่างจากกฎหมายไทยในการสิ้นสภาพนิติบุคคล พบว่า สหราชอาณาจักรมีกระบวนการขีดชื่อออกจากทะเบียนโดยสมัครใจเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตามเหตุที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนจึงได้พิจารณาถึงสภาพปัญหาและความเหมาะสมในการกำหนดให้มีการขีดชื่อนิติบุคคลที่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจออกจากทะเบียนโดยสมัครใจในประเทศไทย เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาข้างต้น ดังนั้น จึงขอเสนอแนะให้มีการนำกระบวนการขีดชื่อออกจากทะเบียนโดยสมัครใจในประเทศไทย โดยการเพิ่มเติมกระบวนการดังกล่าวในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์


แนวทางแก้ไขผลกระทบของการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามเสาหลักที่สอง (Pillar 2) ของความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร (Base Erosionand Profit Shifting) (Beps) – ศึกษากรณีกิจการที่ได้รบการส่งเสริมการลงทุน, สิริพร สิริจินดาเลิศ Jan 2024

แนวทางแก้ไขผลกระทบของการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามเสาหลักที่สอง (Pillar 2) ของความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร (Base Erosionand Profit Shifting) (Beps) – ศึกษากรณีกิจการที่ได้รบการส่งเสริมการลงทุน, สิริพร สิริจินดาเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายรูปแบบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมการจ้างงานในประเทศ รวมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ เช่น การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมทั้งการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบเพื่อการส่งออก โดยหวังว่าการให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวจะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้บริษัทข้ามชาติมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นปัจจุบันอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 20 สามารถยกเว้นหรือปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน อย่างไรก็ตามเมื่อพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป โดยการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มนั้นคำนึงถึงการคำนวณอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มบริษัท ดังนั้นการที่บริษัทได้รับการยกเว้นหรือปรับลดอัตราภาษีจากการส่งเสริมการลงทุน จะส่งผลให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่สามารถดึงดูดการลงทุนได้ตามที่คาดหวัง การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลให้นักลงทุนพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่า ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศอื่นมีระบบภาษีที่เอื้อต่อการลงทุนมากกว่า การศึกษามาตรการของประเทศสิงคโปร์และแคนาดาพบว่า ทั้งสองประเทศได้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม โดยเน้นการให้เครดิตภาษี (Qualified Refundable Tax Credits: QRTC) ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์ OECD ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์คืนเครดิตภาษีจากการลงทุน จากการลงทุนในกิจกรรมเศรษฐกิจมูลค่าสูง ส่วนประเทศแคนาดาให้เครดิตภาษีสำหรับเทคโนโลยีสะอาดและการวิจัยพัฒนา แนวทางนี้ช่วยส่งเสริมการลงทุน พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และรักษาอัตราภาษีที่แท้จริงไว้ ดังนั้นประเทศไทยควรพิจารณาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยนำแนวทางการให้เครดิตภาษีจากการลงทุนของประเทศสิงคโปร์และแคนาดามาใช้ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการดึงดูดการลงทุนและยังคงรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว ทั้งนี้การให้เครดิตภาษีจากการลงทุนจะไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาษีส่วนเพิ่ม แต่ยังส่งเสริมการลงทุนในกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนของประเทศด้วย


แนวทางการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญา, อนัญญา แสงรุ่งเรืองกิจ Jan 2024

แนวทางการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญา, อนัญญา แสงรุ่งเรืองกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่การใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องด้วยทรัพย์สินทางปัญญาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ที่นานาประเทศต่างให้ความสำคัญและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ผู้เขียนทำการศึกษาโดยการวิจัยทางเอกสาร โดยการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลกฎหมาย และมาตรการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตจากแหล่งที่เชื่อถือและอ้างอิงได้ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา และแนวทางในการประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทย ปัจจุบันการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนของประเทศไทยมีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์ แต่อัตราการยื่นขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญากลับอยู่ในระดับต่ำ และมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับสองปีที่ผ่านมา ภาพรวมการจัดอันดับโลกด้านปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยก็ต่ำลงติดต่อกันสองปีซ้อน สะท้อนให้เห็นว่านโยบายของภาครัฐยังไม่สามารถดึงดูดให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาและนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญามีดังนี้ (1) การขาดความพร้อมด้านเงินทุนของผู้ประกอบการ (2) การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะในการบริหารจัดการงานวิจัยและพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ (3) งานวิจัยและพัฒนาส่วนมากไม่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม (4) การส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญายังไม่เพียงพอ (5) ผู้ประกอบการขาดความเข้าใจทรัพย์สินทางปัญญาอย่างแท้จริง และ (6) มาตราการส่งเสริมทางภาษียังไม่ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปัจจุบันมุ่งเน้นการให้สิทธิประโยชน์สำหรับค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา และไม่ครอบคลุมช่วงที่การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาสำเร็จและนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีปัจจุบันเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 598) พ.ศ. 2559 คือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายจริง นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่มีการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาและอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปีตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 จากการศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศสิงคโปร์และประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถทางการแข่งขันสูงและสามารถนำงานวิจัยและพัฒนามาปรับใช้สร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างโดดเด่น พบว่าทั้งสองประเทศมีนโยบายทางภาษีที่สนับสนุนครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาจนถึงภายหลังระยะเวลาที่ทรัพย์สินทางปัญญาถูกสร้างสำเร็จแล้ว โดยการลดอัตราภาษีสำหรับรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งสามารถสร้างแรงจูงใจต่อผู้ประกอบการในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์ในประเทศได้นอกเหนือจากการสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเพียงอย่างเดียว ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์รายได้ที่สามารถใช้สิทธิได้จะเป็นไปตามสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการวิจัยและพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญานั้น โดยเป็นไปตามแนวทางสากล Nexus approach ที่ประกาศโดย OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ทำให้นโยบายการส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญานี้มีความโปร่งใสและไม่เป็นภัย ดังนั้นหากประเทศไทยสามารถนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้โดยการพิจารณาลดอัตราภาษีสำหรับรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา และการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่สอดคล้องกับแนวทางสากล จะสามารถช่วยบรรเทาภาระภาษีของผู้ประกอบการและจูงใจให้เกิดการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและนวัตกรรมในภาคธุรกิจ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก


แนวทางการปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่วงหน้าในประเทศไทย, อารียา ตระการภาสกุล Jan 2024

แนวทางการปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่วงหน้าในประเทศไทย, อารียา ตระการภาสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การให้คำวินิจฉัยล่วงหน้า (Advance Ruling) ถือเป็นกลไกสำคัญในการลดอุปสรรคและข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกระบวนการศุลกากร โดยผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าสามารถช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าและทำให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินต้นทุนก่อนการดำเนินการนำเข้าสินค้าได้ และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ ท่าที่ตรวจปล่อยสินค้า แต่กฎหมายศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าของประเทศไทยนั้น ยังคงมีความจำกัดในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าของศุลกากรไทยไม่ครอบคลุมการอำนวยความสะดวก ด้านศุลกากร ปัญหาภาระการดำเนินการต่ออายุคำวินิจฉัยล่วงหน้า และปัญหาการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าในรูปแบบกระดาษ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้ปฏิบัติงานจากการศึกษาหลักการเกี่ยวกับการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าจากความตกลงระหว่างประเทศ ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation Agreement: TFA) อนุสัญญาว่าด้วยพิธีการศุลกากรที่เรียบง่ายและสอดคล้องกัน (International Convention on the Simplification and Harmonization of Customs Procedure) ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) และ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) โดยความตกลงและอนุสัญญาข้างต้นเน้นให้ประเทศภาคีจะต้องกำหนดเรื่องการจำแนกพิกัดอัตราศุลกากร และ/หรือ ถิ่นกำเนิดสินค้า และ/หรือ ราคาศุลกากร เป็นอย่างน้อย มีการกำหนดว่าระยะเวลาผูกพันของผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าต้องมีระยะเวลาที่สมเหตุสมผลและชัดเจน โดยในความตกลง ATIGA และ RCEP กำหนดให้ผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าต้องมีผลบังคับใช้อย่างน้อย 3 ปีนับจากวันที่ออกคำวินิจฉัย และไม่มีการกำหนดเกี่ยวกับรูปแบบในการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าเมื่อศึกษากฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ แล้วพบว่าขอบเขต การให้คำวินิจฉัยของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างของการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าที่มีความหลากหลายและครอบคลุมเรื่องทางศุลกากร การไม่กำหนดระยะเวลาผูกพันของคำวินิจฉัยล่วงหน้าของสหรัฐอเมริกาและข้อกำหนดที่สามารถขอต่ออายุผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าได้ของมาเลเซียและเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของการให้ความยืดหยุ่นของกฎหมายศุลกากรที่จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ และการสนับสนุนการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของประเทศที่พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้รองรับกับข้อกฎหมายเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคทางการค้าดังนั้นหากประเทศไทยดำเนินการปรับปรุงระบบการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้า โดยขยายขอบเขตของการให้คำวินิจฉัยให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร และขยายระยะเวลาผลผูกพันของคำวินิจฉัยล่วงหน้าหรือเพิ่มทางเลือกให้สามารถต่ออายุผลคำวินิจฉัยลวงหน้าได้ รวมถึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกคำวินิจฉัยให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบพิธีการศุลกากรอื่น ๆ ได้ แนวทางเหล่านี้นอกจากจะสอดคล้องกับหลักการอำนวยความสะดวกทางการค้า สนับสนุนการค้าเสรีของอนุสัญญาและความตกลงระหว่างประเทศแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบศุลกากรของประเทศไทยในเวทีสากล และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในฐานะประเทศที่มีระบบการดำเนินพิธีการศุลกากรที่มีมาตรฐาน โปร่งใส สะดวก ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพ


ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย, ไอลดา ศิริสิงห์ Jan 2024

ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย, ไอลดา ศิริสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมไทย โดยศึกษาผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบเชิงลบให้กับกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมผู้มีส่วนได้เสียต่อสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชนและเศรษฐกิจภายในประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นก็ส่งผลกระทบมหาศาลต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมบริการ สภาพอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่โรงแรมต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่วัสดุก่อสร้างไปจนถึงวัตถุดิบอาหาร ตลอดจนพลังงานและต้นทุน operation การดำเนินกิจการ และการเติบโตของอุตสาหกรรมทั้งหมดประเทศไทยคือจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวชั้นนำของโลกที่มีธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ การบริการต้อนรับ และทำเลที่เหมาะสมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี พ.ศ.2560 ประเทศไทยได้รับความนิยมเป็นอันดับ 10 ของโลก และมีรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 4 ในปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยว 38.27 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 จากปี พ.ศ.2560 ในปี พ.ศ. 2559 รายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 17.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังเป็นแหล่งงานมากกว่า 4.2 ล้านงาน หรือร้อยละ 11 ของการจ้างงานในประเทศทั้งหมดจากการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังขาดความตระหนักรู้ในการเตรียมความพร้อมกับกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเข้ามามีบทบาท ทั้งกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ และข้อกำหนด ในการรายงานการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประเภทก๊าซที่นำมาประเมินการปล่อย การตรวจวัดปริมาณการปล่อย การทวนสอบรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการนำส่งรายงานก๊าซเรือนกระจก กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นการปิดโอกาสธุรกิจรายเล็กในประเทศไทย หรือผู้ประกอบการในระดับ SMEs แต่จะเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยปรับตัวสู่ความยั่งยืน และก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตแม้ว่ากฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำเนินงานให้กับผู้ประกอบการ ทั้งค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดเก็บภาษีคาร์บอนตามกฎหมาย ดังนั้น จึงเห็นควรให้รัฐ กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาพรวมขององค์กรที่ถูกควบคุมทั้งหมด เพื่อช่วยให้องค์กรอุตสาหกรรม และธุรกิจสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว


มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย, รัสรินทร์ ตันตราชัย Jan 2024

มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย, รัสรินทร์ ตันตราชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดการภาษีในประเทศไทยยังคงเผชิญกับความซับซ้อนของกฎหมายและกระบวนการยื่นแบบภาษี ซึ่งส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดและความเสี่ยงในการถูกลงโทษทางกฎหมาย ปัจจุบัน ระบบภาษีของไทยยังขาดมาตรการที่ส่งเสริมและควบคุมตัวแทนภาษีในระดับบุคคลที่ชัดเจน การพัฒนาระบบตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนจึงมีความสำคัญในการเพิ่มความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของระบบภาษี โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เสียภาษีต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในการจัดการภาษีอย่างถูกต้องและครบถ้วนงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย โดยพิจารณาแนวคิดเกี่ยวกับการเพิ่มความน่าเชื่อถือของตัวแทนภาษี ศึกษามาตรการตัวแทนภาษีที่ใช้ในประเทศไทย เปรียบเทียบกับมาตรการตัวแทนภาษีในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นระบบขึ้นทะเบียนตัวแทนภาษี แบ่งเป็น 3 ประเภท (1) ตัวแทนที่ลงทะเบียน โดยผ่านการสอบหรือมีประสบการณ์การทำงานกับกรมสรรพากรตามกำหนด (2) ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต และ (3) ทนายความ มีสิทธิในการเป็นตัวแทนต่อหน้ากรมสรรพากรได้อย่างไม่จำกัด (Unlimited representation rights) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีที่มีคุณสมบัติเหล่านี้สามารถเป็นตัวแทนลูกค้าในเรื่องใดก็ได้ ตั้งแต่การยื่นแบบ การให้คำปรึกษา รวมทั้งการตรวจสอบ ปัญหาการชำระเงิน/การจัดเก็บ การอุทธรณ์ และการเป็นตัวแทนในศาล ผลการศึกษาพบว่าในประเทศไทยแม้ว่ากรมสรรพากรจะมีการกำหนดบทบาทของสำนักงานบัญชีตัวแทนที่ได้รับอนุญาตให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีในนามของผู้เสียภาษี แต่บทบาทดังกล่าวยังคงจำกัดอยู่ในรูปแบบองค์กร โดยไม่มีการรับรองตัวแทนภาษีที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในระดับบุคคลที่ครอบคลุมและเป็นมาตรฐาน การเพิ่มระบบการขึ้นทะเบียนตัวแทนภาษีสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่ตัวแทนภาษี ช่วยลดข้อผิดพลาดในการยื่นแบบภาษี อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีเพื่อเป็นทางเลือกในการยื่นแบบผ่านตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียน และสร้างความมั่นใจในกระบวนการจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพบทสรุปจากการวิเคราะห์มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย ผู้เขียนเห็นว่า รัฐควรสนับสนุนออกประกาศคำสั่งกรมสรรพากรโดยอาศัยอำนาจตามความในประมวลรัษฎากร โดยเหตุที่การจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรอยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร ทั้งนี้ ตามมาตรา 5 แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อให้การควบคุมและกำกับดูแลการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนซึ่งมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระ หรือดำเนินการอื่นใดตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดในนามของผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้


Paying For Performance? Attorneys' Fees In Securities Fraud Class Actions, Jessica M. Erickson Jan 2024

Paying For Performance? Attorneys' Fees In Securities Fraud Class Actions, Jessica M. Erickson

Law Faculty Publications

This Article studies whether plaintiffs’ lawyers matter in securities class actions. We use inverse propensity score weighting (IPW) to compare the results in cases led by top-tier firms against those brought by lower-tier firms. This technique addresses case selection effects by using all of the cases led by a top-tier firm and then weighting the cases led by lower-tier firms based on how similar these cases are to the cases led by top-tier firms. We do find that top-tier lawyers obtain better outcomes for shareholders in a subset of securities class actions, specifically the cases against the larger (although not …


The Future Of The International Financial System: The Emerging Cbdc Network And Its Impact On Regulation, Heng Wang, Simin Gao Jan 2024

The Future Of The International Financial System: The Emerging Cbdc Network And Its Impact On Regulation, Heng Wang, Simin Gao

Research Collection Yong Pung How School Of Law

Central bank digital currency (CBDC) is a digital form of fiat currency. CBDC has the potential to be a game challenger in the international financial system, bringing increased complexities arising from technology and regulatory considerations, as well as generating greater currency competition. As more states begin exploring CBDC, the interactions between actors may lead to the emergence of a new CBDC network. What shape would the emerging CBDC network take? What would its network effects be? What would be the impact of the CBDC network on the international financial system, or the global financial network? This article explores these questions …


Consider Buffalo, Pierre Schlag Jan 2024

Consider Buffalo, Pierre Schlag

Publications

No abstract provided.


Antisocial Innovation, Christopher Buccafusco, Samuel N. Weinstein Jan 2024

Antisocial Innovation, Christopher Buccafusco, Samuel N. Weinstein

Articles

Innovation is a form of civic religion in the United States. In the popular imagination, innovators are heroic figures. Thomas Edison, Steve Jobs, and (for a while) Elizabeth Holmes were lauded for their vision and drive, and seen to embody the American spirit of invention and improvement. For their part, politicians rarely miss a chance to trumpet their vision for boosting innovative activity. Popular and political culture alike treat innovation as an unalloyed good. And the law is deeply committed to fostering innovation, spending billions of dollars a year to make sure society has enough of it. But this sunny …


Regulating Driving Automation Safety, Matthew Wansley Jan 2024

Regulating Driving Automation Safety, Matthew Wansley

Articles

Over forty thousand people die in motor vehicle crashes in the United States each year, and over two million are injured. The careful deployment of driving automation systems could prevent many of these deaths and injuries, but only if it is accompanied by effective regulation. Conventional vehicle safety standards are inadequate because they can only test how technology performs in a controlled environment. To assess the safety of a driving automation system, regulators must observe how it performs in a range of unpredictable, real world edge cases. The National Highway Traffic Safety Administration (NHTSA) is trying to adapt by experimenting …


Reducing Food Scarcity: The Benefits Of Urban Farming, S.A. Claudell, Emilio Mejia Dec 2023

Reducing Food Scarcity: The Benefits Of Urban Farming, S.A. Claudell, Emilio Mejia

Journal of Nonprofit Innovation

Urban farming can enhance the lives of communities and help reduce food scarcity. This paper presents a conceptual prototype of an efficient urban farming community that can be scaled for a single apartment building or an entire community across all global geoeconomics regions, including densely populated cities and rural, developing towns and communities. When deployed in coordination with smart crop choices, local farm support, and efficient transportation then the result isn’t just sustainability, but also increasing fresh produce accessibility, optimizing nutritional value, eliminating the use of ‘forever chemicals’, reducing transportation costs, and fostering global environmental benefits.

Imagine Doris, who is …


Whom Is Corporate Esg Integration For?, Ryan Brennan Dec 2023

Whom Is Corporate Esg Integration For?, Ryan Brennan

Brooklyn Journal of International Law

Notions of corporate social responsibility (CSR) and more recently, environmental, social, and governance (ESG) have found their way into the boardrooms of the world’s largest corporations. The prominence of this trend has revived the timeless debate over the true function of for-profit business. Traditional theory calls for a corporation to maximize shareholder’s profits—a view known as “shareholder primacy.” A competing contemporary school of thought finds that corporate purpose naturally extends beyond generating return on the investment of a given shareholder to reflect social objectives and the many dependent constituents of a business. As it stands, US corporate law tracks the …


Smart Money For The People: Using Financial Innovation And Technology To Promote Esg, Frank Emmert Dec 2023

Smart Money For The People: Using Financial Innovation And Technology To Promote Esg, Frank Emmert

Duke Law & Technology Review

Traditional fiat currencies managed by governments and central banks have had negative impacts on environmental, social, and governance (ESG) goals. Central banks in mature democracies pursue policies that prioritize economic growth and high employment. However, these policies often lead to inflation, eroding the savings and pension funds of average citizens and encouraging risky behavior by banks and entrepreneurs. The pursuit of endless growth is socially and environmentally unsustainable. Leaders in developing countries and dictatorships use expansive monetary policy to maintain their positions, further exacerbating the situation. Convertible fiat currencies moving across borders in untraceable transactions evade regulation and taxation, with …


Kneecapping Scalping: Ending The Predatory Scourge Plaguing E-Commerce Using Unfair Practice Frameworks, Zachary Michael Elvove Dec 2023

Kneecapping Scalping: Ending The Predatory Scourge Plaguing E-Commerce Using Unfair Practice Frameworks, Zachary Michael Elvove

Brooklyn Law Review

Concert goers and sports fans are no longer the only people forced to pay absurdly marked up prices. From baby formula to video game consoles, scalping dominates the sale of goods online. Yet existing frameworks for antiscalping—specifically their relentless focus on tickets, bots, and hidden fees—fundamentally fail to address the parasitic profiteering that underpins scalping in the modern economy. We cannot understand the scope of harms posed by pernicious online resale if we focus purely on the minutiae of ticket markets and technological exploitation—the sheer number of industries affected by scalping and size of the market failure it causes demand …


The Benefits And Challenges To Cycle-Based Adoption Of The International Code Council’S Model Building And Energy Conservation Codes, Hailey M. Mattingly Dec 2023

The Benefits And Challenges To Cycle-Based Adoption Of The International Code Council’S Model Building And Energy Conservation Codes, Hailey M. Mattingly

Commonwealth Policy Papers

This green paper, written in the Commonwealth of Kentucky and applicable to any jurisdictions in the U.S. and abroad, provides policy guidance to state and local authorities that wish to bring their building and energy conservation codes to more current technological and methodological standards. Specifically, this green paper presents the case for cycle-based adoption of model building and energy conservation codes published every three years by the International Code Council (ICC). In doing so, the paper also discusses the numerous benefits and challenges to implementing such a policy.


Care Work, Jennifer Nedelsky Dec 2023

Care Work, Jennifer Nedelsky

Articles & Book Chapters

Care is routinely provided both as a commodity (paid care) and as unpaid care, usually by women. Virtually all care is treated as of low value, and care givers, paid and unpaid, are seen as low status. This devaluing of care and those who do it make care a major part of hierarchy and inequality. I argue that the solution is not more commodification (like wages for housework), but a norm of universal, unpaid care-giving. This would be made possible by a corresponding norm of limiting paid work to 30 hours a week. Part Time for All: A Care Manifesto …


The Federal Reserve's Mandates, David T. Zaring, Jeffery Y. Zhang Dec 2023

The Federal Reserve's Mandates, David T. Zaring, Jeffery Y. Zhang

Articles

Solutions to systemic problems such as climate change and racial inequities have eluded policymakers for decades. In searching for creative solutions, some policymakers have recently thought about expanding the Federal Reserve’s core set of macroeconomic mandates to tackle these issues. But there are real questions about whether that can be done from a legal perspective and whether that should be done from a policy perspective.


The Current State Of Abortion Law In Virginia Leaves Victims Of Domestic And Sexual Violence Vulnerable To Abuse: Why Virginia Should Codify The Right To Abortion In The State Constitution†, Courtenay Schwartz Dec 2023

The Current State Of Abortion Law In Virginia Leaves Victims Of Domestic And Sexual Violence Vulnerable To Abuse: Why Virginia Should Codify The Right To Abortion In The State Constitution†, Courtenay Schwartz

University of Richmond Law Review

All people must have access to safe and legal reproductive health care—especially victims of sexual and domestic violence who can and do become pregnant because of the violence they experience. This year, the United States Supreme Court overturned Roe v. Wade and Planned Parenthood of Southeastern Pennsylvania v. Casey in Dobbs v. Jackson Women’s Health Organization. In doing so, the Supreme Court held that the Constitution does not protect the right to an abortion. Though abortion access is currently protected in Virginia, this could change with each new General Assembly session. To guard against the danger that this poses to …


After Ftx: Can The Original Bitcoin Use Case Be Saved?, Mark Burge Dec 2023

After Ftx: Can The Original Bitcoin Use Case Be Saved?, Mark Burge

Faculty Scholarship

Bitcoin and the other cryptocurrencies spawned by the innovation of blockchain programming have exploded in prominence, both in gains of massive market value and in dramatic market losses, the latter most notably seen in connection with the failure of the FTX cryptocurrency exchange in November 2022. After years of investment and speculation, however, something crucial has faded: the original use case for Bitcoin as a system of payment. Can cryptocurrency-as-a-payment-system be saved, or are day traders and speculators the actual cryptocurrency future? This article suggests that cryptocurrency has been hobbled by a lack of foundational commercial and consumer-protection law that …


Competing For Talent: Large Firms And Startup Growth, James Bessen, Felix Poege, Ronja Röttger Dec 2023

Competing For Talent: Large Firms And Startup Growth, James Bessen, Felix Poege, Ronja Röttger

Faculty Scholarship

This paper explores the impact of large firms’ hiring in local labor markets on the salaries offered by startups and on startup growth and performance. We analyze firm data matched to help-wanted ads and find strong evidence of “crowding out.” A standard deviation increase in the share of ads posted by large firms raises startup pay offers by 5-10% for critical managerial, STEM, and sales jobs, and it reduces expected startup growth by 36%. Crowding is diminished by employee mobility and by spillovers to startups in closely related businesses. It is increased by big firm markups, which may have a …


The Economics Of Repair: Fixing Planned Obsolescence By Activating The Right To Repair In India, Dunia Zongwe, Mahantesh Gs, Mamatha R Nov 2023

The Economics Of Repair: Fixing Planned Obsolescence By Activating The Right To Repair In India, Dunia Zongwe, Mahantesh Gs, Mamatha R

International Journal on Consumer Law and Practice

This paper examines the lack of a Right to Repair (R2R) legislation in India, particularly in the technology sector, and proposes key principles for an optimal Right to Repair Act based on competition economics and consumer choice. In the current scenario, electronic devices are often designed with planned obsolescence, leading to limited lifespans and encouraging a cycle of consumption and disposal, which negatively impacts the economy, society, and the environment. The global R2R campaign aims to balance societal rights and corporate interests by empowering consumers with the right to repair their devices.

Our research is the first to develop core …


Christianity And Economic Law, Daniel A. Crane Nov 2023

Christianity And Economic Law, Daniel A. Crane

Book Chapters

From the first century forward, Christian thinkers and authorities have espoused many dierent views of economics, regulation, the role of the state, and economic law. Christian thought on economic regulation underwent systematic scholarly exposition during the Scholastic, Reformation, and modern eras, culminating in a wide array of perspectives on the role of markets and the government’s regulatory role. From Thomas Aquinas on just price theory to Martin Luther on cartelization and predatory pricing and Adam Smith on the nature of the market’s “invisible hand,” Christian and Christian-inuenced thinkers worked out the ethical and moral implications of contracts, usury, exchange, and …