Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 1 - 30 of 344
Full-Text Articles in Law and Economics
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปออนไลน์, ชิดชนก เดชทองพงษ์
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปออนไลน์, ชิดชนก เดชทองพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ซอฟต์แวร์โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปออนไลน์หลังจากผ่านช่วงโควิด-19 ก็ได้รับความนิยมและใช้งานกันมากขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งสัดส่วนการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นนั้นส่วนใหญ่เป็นการใช้ซอฟต์แวร์ของผู้ผลิตต่างประเทศ เนื่องจากมีฟังก์ชั่นที่ตอบสนองตรงตามความต้องการมากกว่า และถึงแม้รัฐบาลไทยจะมีการออกมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และมาตรการค่าใช้จ่ายซอฟต์แวร์ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าแล้ว แต่ก็มีเงื่อนไขการเข้าร่วมรับการส่งเสริมบางประการที่เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปออนไลน์บางรายจากการศึกษาพบว่า มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี ซึ่งธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ในช่วงแรกจะยังไม่มีกำไรเพื่อเสียภาษีทำให้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการนี้เท่าที่ควร ซึ่งเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดคือ การกำหนดเงินทุนเงินลงทุนขั้นต่ำจากค่าจ้างสะสม 1,500,000 บาทต่อปีนับจากหลังยื่นของการส่งเสริม และมาตรการค่าใช้จ่ายซอฟต์แวร์ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ส่วนนี้ก็เป็นมาตรการแต่ละช่วงเท่านั้นมีการกำหนดอายุ ซึ่งล่าสุดจะต้องซื้อช่วงปี 2564 – ปี 2565 เท่านั้น จึงทำให้การสนับสนุนดังกล่าวไม่ต่อเนื่องดังนั้น ประเทศไทยควรมีการปรับปรุงมาตรการและประโยชน์ทางภาษีให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการภาษี โดยการนำมาตรการต่างประเทศมาปรับใช้เพื่อช่วยลดความเสี่ยง ลดต้นทุนการพัฒนา ซอฟต์แวร์โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปออนไลน์ของประเทศไทยให้ตรงตามความต้องการต่อการใช้งานได้มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนในอนาคต
การศึกษาแนวทางในการกำหนดหน้าที่ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีให้มีหน้าที่รายงานธุรกรรมต้องสงสัยในร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 : ศึกษาเปรียบเทียบประเทศนิวซีแลนด์และประเทศสิงคโปร์, ถวิกา สุภาษิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีมีหน้าที่ในการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ซึ่งเป็นมาตรฐานของ FATF ที่ประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติในเรื่องดังกล่าวและจากการประเมินตามมาตรฐานของ FATF โดย APG ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกนั้นแนะนำให้ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดหน้าที่ดังกล่าวให้กับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีเป็นผู้มีหน้าที่รายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยขึ้นมาและได้มีการให้ทางสภาวิชาชีพบัญชีให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวว่าการกำหนดหน้าที่ให้เป็นผู้มีหน้าที่รายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีนั้นยังคงมีปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มภาระที่เกินขอบเขต การไม่มีแนวทางในการพิจารณาลักษณะธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย การขัดต่อจรรยาบรรณทางวิชาชีพในเรื่องการรักษาความลับของลูกค้า และการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติมาตรา 89/25 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ทำให้การกำหนดหน้าที่ดังกล่าวยังไม่สามารถบังคับใช้ในประเทศไทย จากปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวทำให้มีการศึกษาแนวทางจาก FATF รวมทั้งแนวทางในต่างประเทศ โดยเอกัตศึกษาฉบับนี้ได้ศึกษาแนวทางจากประเทศนิวซีแลนด์และประเทศสิงคโปร์ที่มีการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องนี้แล้ว และทั้งสองประเทศดังกล่าวเป็นสมาชิกทั้ง FATF และ APG จึงมีแนวทางที่เป็นตามมาตรฐานสากลที่สามารถนำมาศึกษาเพื่อปรับใช้กับการกำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีเป็นผู้มีหน้าที่รายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากผลการศึกษาจากแนวทางในต่างประเทศพบว่า หน่วยงานกำกับดูแลได้มีการจัดทำแนวทางในการปฏิบัติตามกฎหมายการฟอกเงินสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี จึงเสนอให้ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินควรมีการจัดทำแนวทางปฏิบัติในการทำหน้าที่เป็นผู้มีหน้าที่รายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยและหน้าที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี โดยมีการกำหนดลักษณะธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยเพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีเป็นแนวทางในการพิจารณาลักษณะธุรกรรมที่ต้องมีการรายงานกับทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นอกจากนี้เสนอให้มีมาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อช่วยลดอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มธุรกิจเพื่อแบ่งปันข้อมูลในการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงของลูกค้า การจัดอบรมให้กับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี และการนำเทคโนโลยีมาใช้โดยมีการพัฒนาเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวสามารถเป็นแนวทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินใช้ในการปรับปรุงการกำหนดหน้าให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีเป็นผู้มีหน้าที่ในการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยที่เหมาะสมกับประเทศไทย
การทบทวนงานเร่ขายสินค้าภายใต้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560, พัศภัสสรณ์ สิริทองสาคร
การทบทวนงานเร่ขายสินค้าภายใต้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560, พัศภัสสรณ์ สิริทองสาคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงหลักการความเป็นมาและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับงานเร่ขายสินค้าซึ่งเป็นอาชีพสงวนของคนไทย โดยการปรับให้งานเร่ขายสินค้าหลุดพ้นจากบัญชีหนึ่ง งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในปัจจุบันในการนี้งานเร่ขายสินค้าอยู่คู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนานและเป็นอาชีพที่สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับประเทศไทยจากการขายอาหารข้างทาง ริมถนน หรือทางเท้า ในชื่อที่เรียกกันว่า Street Food ซึ่งเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องจากทั่วโลกและถือเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมทางอาหารอีกด้วยจากการศึกษากฎหมายของต่างประเทศพบว่า เงื่อนไขในการประกอบอาชีพงานเร่ขายสินค้าใช้ระบบใบอนุญาตและมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพงานเร่ขายสินค้า ผู้วิจัยจึงเสนอแนะแนวทางนี้ เพื่อให้ งานเร่ขายสินค้าหลุดออกจากบัญชี 1 ของอาชีพสงวนที่ห้ามให้คนต่างด้าวทำเด็ดขาด เปลี่ยนมาเป็นให้คนต่างด้าวทำได้โดยการใช้ระบบใบอนุญาตการประกอบอาชีพนั้นมีประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยเป็นอย่างมากรวมทั้งด้านความมั่นคงของประเทศที่จะสามารถตรวจสอบและควบคุมจำนวนคนต่างด้าวที่เข้าประเทศและการที่ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบอาชีพงานเร่ขายสินค้าและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตอีกด้วย แต่ทั้งนี้จะต้องมีการออกกฎหมายที่เข้มงวดและรัดกุมเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมาย
มาตรการทางภาษีเพื่อควบคุมการเก็งกำไรจากการเข้าถือครองอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุดของคนต่างชาติ, เพชรนภา ชาตะมีนา
มาตรการทางภาษีเพื่อควบคุมการเก็งกำไรจากการเข้าถือครองอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุดของคนต่างชาติ, เพชรนภา ชาตะมีนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การที่พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้าถือครองกรรมสิทธิ์ใน ห้องชุดได้ แต่ไม่มีมาตรการทางภาษีที่เหมาะสมเพื่อควบคุมแรงจูงใจในการเก็งกำไรของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับราคาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยของไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จึงเป็นโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้าเก็งกำไรในห้องชุดจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาห้องชุดในพื้นที่ที่ชาวต่างชาติประสงค์จะเก็งกำไรนั้นปรับตัวสูงขึ้นจนเกินความสามารถที่คนไทยจะซื้อได้ อุปสงค์ภายในประเทศจึงลดลง แต่ราคาของห้องชุดกลับไม่มีการปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด เพราะนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้เล็งเห็นโอกาสจากกำลังซื้อและจำนวนอุปสงค์ของคนต่างชาติ จึงไม่ได้มีการปรับราคาห้องชุดให้เหมาะสมกับคนไทยและยังมีการพัฒนาโครงการอาคารชุดใหม่ ๆ มาอย่างต่อเนื่องยิ่งไปกว่านั้น มาตรการนี้ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมใกล้เคียงอย่างอุตสาหกรรมโรงแรมจาก การที่นักลงทุนต่างชาติให้เช่าห้องชุดแบบรายวันและรายเดือนในราคาที่ถูกกว่า ทำให้โรงแรมในบริเวณโดยรอบมีลูกค้าน้อยลงและได้รับรายได้น้อยลง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อนิติบุคคลอาคารชุด และผู้ที่อยู่อาศัยในอาคารชุดนั้น ๆ จากการไม่จ่ายชำระค่าส่วนกลาง หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎ ข้อบังคับของการอยู่อาศัยร่วมกันในอาคารชุด รวมถึงกรณีการนำห้องชุดไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ซึ่งสร้างความไม่สงบเรียบร้อยในสังคมอีกด้วยเอกัตศึกษาฉบับนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาปัญหาจากการเก็งกำไรในห้องชุดของนักลงทุนต่างชาติ มาตรการทางภาษีที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย และมาตรการทางภาษีที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศ ได้แก่ รัฐออนแทริโอ ประเทศแคนาดา ประเทศสิงคโปร์ และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงกฎหมายและหาแนวทางแก้ไขปัญหาการเก็งกำไรของต่างชาติในตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทห้องชุดในประเทศไทยจากการศึกษา ผู้เขียนพบว่า การเข้าถือครองอสังหาริมทรัพย์ประเภทห้องชุดของคนต่างชาติโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็งกำไรนี้ ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อคนไทยที่ต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยซึ่งมีการจ่ายภาษีจากการอุปโภคและบริโภคในไทย และธุรกิจโรงแรมของไทยที่มีการจ่ายภาษีจากเงินได้ที่เกิดขึ้น เพราะ นักลงทุนต่างชาติไม่ได้เข้ามาอุปโภคและบริโภคในไทย รวมถึงเงินได้ที่เกิดจากการให้เช่ารายวันและรายเดือนนั้นมักไม่ได้นำมายื่นจ่ายชำระภาษีในไทย นอกจากนี้ มาตรการทางภาษีที่มีอยู่ของไทยในปัจจุบันนั้นสร้างภาระภาษีให้กับนักลงทุนต่างชาติในอัตราที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศทั้ง 3 ประเทศที่ได้ทำการศึกษา ซึ่งมี การกำหนดภาระภาษีพิเศษให้กับต่างชาติที่เข้ามาซื้อที่อยู่อาศัยในอัตราระหว่างร้อยละ 7.5 – 60 ของราคาตลาด ตามความรุนแรงของปัญหาการเก็งกำไรของต่างชาติในแต่ละประเทศ ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นควรว่าต้องมีการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมจากคนต่างชาติที่เข้ามาซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย โดยกำหนดให้มีการจัดเก็บอากรแสตมป์เพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ ออกเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลรัษฎากร โดยกำหนดเพิ่มเป็นหมวดที่ 8 ของภาษีตามประมวลรัษฎากร จัดเก็บกับบุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทยหรือไม่ใช่ผู้ที่ได้รับสถานะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทย โดยบุคคลเหล่านี้ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเมื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่ที่กำหนดในประเทศไทย และจ่ายชำระพร้อมกับที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยที่กรมที่ดิน โดยกำหนดอัตราภาษีให้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 – 25 ซึ่งถือเป็นอัตราภาษีที่ไม่สูงเกินไปจนเป็นการกีดกันการเข้าถึงของต่างชาติ และไม่ต่ำเกินไปจนไม่ส่งผลกระทบต่อ การตัดสินใจของนักลงทุน รวมถึงมีข้อยกเว้นทางภาษีให้กับผู้ที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศในกรณีที่บุคคลนั้นได้รับการคุ้มครองโดยรัฐตามกฎหมายคุ้มครองผู้ลี้ภัย หรือเป็นคู่สมรสของประชาชนไทย และต่างชาติกลุ่มที่มีศักยภาพสูง 4 กลุ่มที่เข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศผ่านวีซ่าประเภท Long-Term Resident Visa หรือ LTR Visa ให้สามารถซื้อที่อยู่อาศัยโดยเสียภาษีเท่ากับอัตราที่ประชาชนไทยเสียได้สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยแห่งแรก และกำหนดสิทธิขอคืนภาษีให้ในกรณีที่มีการเปลี่ยนที่อยู่อาศัยตามเงื่อนไขที่กำหนดหรือในกรณีที่ต่างชาติรายนั้นกลายเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยภายใน 4 ปี นับแต่วันที่ซื้อหรือได้มาซึ่งที่อยู่อาศัย
แนวทางการกำกับดูแลธุรกิจการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวัน, ภคมน วิตตางกูร
แนวทางการกำกับดูแลธุรกิจการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวัน, ภคมน วิตตางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาถึงแนวทางการประกอบธุรกิจการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวันในประเทศไทย เนื่องจากในปัจจุบันพบว่าประเทศไทยยังไม่มีการกำกับดูแลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเอกัตศึกษานี้จะศึกษาถึงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของประเทศไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน และศึกษาหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของสาธารณรัฐเกาหลี เนื่องจากมีบริบททางสังคม และแนวทางการดูแลผู้สูงอายุโดยบุคคลในครอบครัวที่คล้ายคลึงกันกับประเทศไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและนำเสนอแนวทางการประกอบธุรกิจการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวันในประเทศไทยต่อไปจากการศึกษาพบว่า ในประเทศไทยมีกฎหมายกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเพียงการดูแลผู้สูงอายุในสถานประกอบการ และการดูแลผู้สูงอายุในสถานที่พำนักของผู้สูงอายุเท่านั้น ซึ่งมีการกำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นที่เหมือนกันเกี่ยวกับ (1) การประกอบการ โดยจะต้องมีการขอใบอนุญาตประกอบการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ (2) คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงาน ที่มีกำหนดอายุขั้นต่ำและลักษณะต้องห้ามของผู้ปฏิบัติงาน แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีลักษณะของกิจกรรมที่เป็นครั้งคราว และไม่เป็นประจำเหมือนกับการดูแลผู้สูงอายุในสถานประกอบการหรือสถานที่พำนักของผู้สูงอายุ อนึ่ง จากการศึกษาและพิจารณาหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของสาธารณรัฐเกาหลี พบว่ามีการกำกับดูแลเบื้องต้นที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ มีการกำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นที่เหมือนกันเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตประกอบการและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงาน ตามเหตุที่ได้กล่าวมา ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลสำหรับการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวันไว้ขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์การประกอบการและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานจากลักษณะงานที่ให้บริการ โดยหลักจะอ้างอิงจากหลักเกณฑ์การประกอบการและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานจากธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุในสถานที่พำนักของผู้สูงอายุ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับหลักเกณฑ์การประกอบการและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานในการกำกับดูแลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงานใช้เป็นแนวทางในการช่วยเหลือ ดูแล ส่งเสริม และฟื้นฟูสุขภาพ แก่ผู้สูงอายุด้วยบริการที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้สูงอายุ ทั้งนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลก็จะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจดังกล่าว สามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมีคุณภาพและมีความยั่งยืน
แนวทางการนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงานซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายจ้างหรือไม่สามารถเบิกคืนได้มาหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประเภท 40(1) สำหรับพนักงานประจำ, เรณุกา จักราบาท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันกฎหมายภาษีอากรของผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีรายได้ประเภท 40(1) หรือเงินได้จากการทำงานประจำอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายอัตราเหมาที่ 50% และต้องไม่เกิน 100,000 บาท การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้บุคคลธรรมดาประเภท 40(1) นั้นจำกัดและอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าเงินได้ประเภทอื่น อีกทั้งการจำกัดด้วยอัตราเหมาและเพดานการหักค่าใช้จ่ายทำให้ไม่สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปหรือวิถีการทำงานที่เปลี่ยนไป เพราะการอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายนี้ใช้มาตั้งแต่ปี 2560 ทำให้การหักค่าใช้จ่ายของพนักงานที่มีเงินเดือนประจำนั้นยังขาดความเป็นธรรม ไม่ยึดหยุ่นตามสภาพเศรษฐกิจ อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับหลักการของค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดเงินได้ ทำให้ไม่สอดคล้องหลักของการจัดเก็บอากรที่ดีอย่างไรก็ตาม การอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายตามกฎหมายไทยนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์และอังกฤษ การอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายของทั้งสองประเทศยึดหลักของการหักค่าใช้จ่ายตามจริง โดยอยู่บนหลักการของการหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการจ้างงานโดยไม่สามารถเบิกคืนได้หรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายจ้าง โดยอนุญาตให้หักค่าใช้ตามจริงโดยสะท้อนสภาวะของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป มีความเป็นธรรมและยืดหยุ่น การศึกษาการหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานโดยการอนุญาตให้หักตามจริงของประเทศสิงคโปร์และอังกฤษจะสามารถช่วยให้เสนอแนะแนวทางการหักค่าใช้จ่ายของพนักงานประจำได้ โดยสามารถให้เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งตามจริงหรือกำหนดอัตราล่วงหน้าสำหรับบางรายการที่ต้องใช้การคิดคำนวณ เช่น ค่าทำงานจากที่บ้าน ค่าเดินทาง เป็นต้น การหักค่าใช้จ่ายนั้นจะต้องอยู่บนหลักการของการหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการจ้างงานโดยไม่สามารถเบิกคืนได้หรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายจ้าง หากได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากนายจ้าง เฉพาะส่วนที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจะสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ อีกทั้งการหักค่าใช้จ่ายต้องเป็นลักษณะเฉพาะเจาะจงซึ่งถูกกำหนดโดยนายจ้างไม่ใช่ลักษณะของค่าใช้จ่ายทั่วไปที่สามารถหักจากค่าลดหย่อนส่วนตัว หากเป็นทรัพย์สินถาวรหรือส่วนตัวประเภทยานพาหนะ เช่น รถยนต์ ไม่อนุญาตให้หักเป็นค่าใช้จ่าย ส่วนทรัพย์สินอื่นขึ้นกับกฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายนั้นไม่ควรเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท โดยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจ้างงานต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดรายได้ของพนักงานเท่านั้น การอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายตามจริงของประเทศสิงคโปร์และอังกฤษจะสามารถช่วยให้เสนอแนะแนวทาง การนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงานซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายจ้างหรือไม่สามารถเบิกคืนได้มาหักเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประเภท 40(1) โดยสะท้อนต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงานที่แท้จริงตามเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป แทนการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 50 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ตามหลักภาษีอากรที่ดีได้
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย, กัญชลี ชัยวิวัฒน์ตระกูล
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย, กัญชลี ชัยวิวัฒน์ตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากรูปพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชาชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาสุขภาพโดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases – NCDs) ซึ่งเป็นโรคที่กินเวลานาน ก่อให้เกิดค่ารักษาในระยะยาว และเป็นสาเหตุในการเสียชีวิตของคนไทยจำนวนมากในแต่ละปี ผู้ที่เปราะบางและด้อยโอกาสทางสังคมจะเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบสูง ทำให้ผู้คนตกอยู่ในความยากจนทุกปีและส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ การไม่ออกกำลังกายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่เพิ่มความเสียงต่อการเสียชีวิตจากโรค NCDs ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ แม้ทุกคนจะตระหนักดีว่าการออกกำลังกายมีผลดีต่อสุขภาพ แต่คนจำนวนมากก็ยังละเลยการออกกำลังกายเพราะไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย ปัญหาสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือมีอุปสรรคที่ขัดขวางการออกกำลังกาย หลายประเทศทั่วโลกได้ร่วมกันจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Gold – SDGs) ซึ่งเป็นชุดเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกที่ได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย โดยมีการผสานแนวคิดด้านสุขภาพและการออกกำลังกายไว้ในหลายมิติ ในส่วนเป้าหมายระดับชาติ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561 – 2580 ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทยภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยในทุกมิติรวมทั้งมิติด้านการมีสุขภาวะที่ดีผ่านการออกกำลังกาย และมีการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการออกกำลังกายด้วยแผนแม่บทการส่งเสริมกิจกรรมทางกายของกระทรวงสาธารณะสุขเอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการกำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย เนื่องจากรัฐสามารถใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้คนออกกำลังกายได้ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและลดอุปสรรคในการออกกำลังกายของประชาชน เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการออกกำลังกายมากขึ้น แต่ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมให้คนออกกำลังกาย จึงต้องทำการศึกษาแนวทางจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลกที่ระบบภาษีมีการบรรเทาภาระภาษีเหมือนกับประเทศไทยและได้ใช้นโยบายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการกีฬาและการออกกำลังกายมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551ผู้ศึกษามีความเห็นว่าประเทศไทยควรมีการกำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และจูงใจให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการออกกำลังกายทั้งในระดับประเทศและระดับความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย
แนวทางการให้สิทธิประโยชน์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่สถานสาธารณกุศลซึ่งให้เช่าแก่ผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, จอมขวัญ สงวนกิจพัฒนา
แนวทางการให้สิทธิประโยชน์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่สถานสาธารณกุศลซึ่งให้เช่าแก่ผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, จอมขวัญ สงวนกิจพัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันทั้งราคาอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่รายได้ของประชาชนไม่ได้มีการเพิ่มมากขึ้นตาม ทำให้แม้แต่การหาเช่าที่อยู่อาศัยก็เป็นเรื่องยากสำหรับผู้มีรายได้น้อยซึ่งไม่มีทุนทรัพย์มากพอ ปัจจุบันการเคหะแห่งชาติมีโครงการบ้านเคหะสุขประชา โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย โครงการบ้านตั้งต้น เพื่อช่วยเหลือปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดด้านสถานที่ การกำหนดคุณสมบัติด้านอายุ และจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยซึ่งมีไม่มากพอรองรับความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย และมาตรการอื่นที่รัฐใช้แก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ก็เป็นการสนับสนุนการซื้อมากกว่าการเช่า ซึ่งนอกจากจะทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นจนโอกาสที่ผู้มีรายได้น้อยจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองยากขึ้นแล้ว ยังทำให้มีอุปสงค์การเช่าเพิ่มขึ้น ในขณะที่อุปทานการเช่าไม่มีมากพอจะตอบสนอง รัฐบาลจึงควรมีมาตรการเพิ่มอุปทานการเช่าที่อยู่อาศัยเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนมากกว่าการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยอาจอาศัยความร่วมมือกับองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรหรือสถานสาธารณกุศลให้สามารถจัดหาที่อยู่อาศัยที่ราคาถูกกว่าราคาตลาดแก่ผู้มีรายได้น้อยได้อย่างเพียงพอรองรับต่อปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ การคิดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของสถานสาธารณกุศลตามประกาศกระทรวงการคลังนั้น ปัจจุบันมีการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้สถานสาธารณกุศลตามมาตรา 8 (7) ของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 จำกัดแต่เพียงทรัพย์สินที่มิได้ใช้หาผลประโยชน์เท่านั้น ซึ่งจากการศึกษา พบว่ามีหลายกรณีที่สถานสาธารณกุศลมีการนำทรัพย์สินให้เอกชนเช่าเพื่อหาประโยชน์ แต่ทรัพย์สินส่วนนั้นจะไม่ได้รับการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะเป็นการใช้ทรัพย์สินโดยมีการคิดค่าตอบแทน อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับสภากาชาดไทยซึ่งเป็นหนึ่งในสถานสาธารณกุศลภายใต้ประกาศกระทรวงการคลังเช่นกัน แม้จะใช้หาผลประโยชน์กลับได้รับยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอยู่ดีตามมาตรา 8 (4) ของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ดังนั้น หากสถานสาธารณกุศลจะมีการให้เช่าพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยโดยคิดค่าเช่าจำนวนน้อยเป็นราคาที่จับต้องได้กับผู้มีรายได้น้อย ในกรณีนี้จึงสมควรที่จะมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยิ่งกว่ากรณีการใช้ทรัพย์สินเพื่อหาผลประโยชน์ของสภากาชาดไทย เพราะแม้จะเป็นการหาผลประโยชน์โดยมีการคิดค่าตอบแทน แต่ประโยชน์ที่ได้ก็มีเพียงเล็กน้อยจากการยอมคิดค่าเช่าในราคาไม่แพงให้แก่ผู้มีรายได้น้อย และเป็นการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักการใช้ประโยชน์ที่สูงที่สุดและดีที่สุด (Highest and Best Use) ของภาษีทรัพย์สิน รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาการเช่าที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นการช่วยเหลือสังคมตามวัตถุประสงค์ของสถานสาธารณกุศลอย่างแท้จริง ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงศึกษาการให้สิทธิประโยชน์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่สถานสาธารณกุศลซึ่งให้เช่าแก่ผู้มีรายได้น้อยของประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐออริกอนและแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและมีการกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการเช่าของผู้มีรายได้น้อยในไทย รวมถึงวิเคราะห์ข้อควรพิจารณาในการปรับใช้เพื่อให้มีความสอดคล้องและเหมาะสมกับประเทศไทยมากยิ่งขึ้น
แนวทางการปรับปรุงมาตรการทางภาษี เพื่อส่งเสริมและจูงใจการคิดค้นนวัตกรรมสำหรับนิติบุคคลที่มีผลขาดทุนสุทธิทางภาษีอากร, ปรียาพร ไกรศิริวุฒิ
แนวทางการปรับปรุงมาตรการทางภาษี เพื่อส่งเสริมและจูงใจการคิดค้นนวัตกรรมสำหรับนิติบุคคลที่มีผลขาดทุนสุทธิทางภาษีอากร, ปรียาพร ไกรศิริวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากการวิเคราะห์ปัญหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่ผู้ประกอบการที่มีผลขาดทุนไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรที่รัฐส่งเสริมในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งให้สิทธิประโยชน์โดยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและการให้หักรายจ่ายได้เพิ่ม เนื่องจากกิจการที่มีผลขาดทุนไม่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้นการยกเว้นภาษีเงินได้และการหักรายจ่ายได้เพิ่มขึ้น จึงไม่เป็นการส่งเสริมหรือจูงใจกิจการเหล่านี้แต่อย่างใด อีกทั้งกิจการที่มีผลขาดทุนมักเป็นกิจการขนาดเล็กที่มีเงินทุนจำกัดในการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในขณะที่กิจการที่มีกำไรสุทธิสามารถใช้สิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีอากรได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันของมาตรการทางภาษีของรัฐในปัจจุบัน จากการศึกษามาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์ พบว่าส่งเสริมให้กิจการได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งที่มีกำไรและขาดทุน โดยกิจการที่กำไรจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้จากรายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา และกิจการที่ขาดทุนจะได้รับเงินชดเชยจากรายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเงินชดเชยดังกล่าวไม่ถือเป็นเงินได้ ทำให้กิจการมีสภาพคล่องมากขึ้น และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่ามาตรการทางภาษีของสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นและจูงใจ ให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาได้อย่างแท้จริง ดังนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมและช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเทศไทยควรปรับปรุงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการนำมาตรการให้เงินชดเชยจากรายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์ มาปรับใช้กับมาตรการทางภาษีของไทยต่อไป
การนำดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ศิรินาฎ เพิ่มทรัพย์
การนำดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ศิรินาฎ เพิ่มทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการนำดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย โดยเล็งเห็นถึงข้อจำกัดในปัจจุบันที่สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยอนุญาตเฉพาะดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายในต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาและแคนาดาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการออกแบบมาตรการสนับสนุนผู้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาในรูปแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษี สหรัฐอเมริกามีมาตรการ "Student Loan Interest Deduction" ซึ่งอนุญาตให้นำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษามาหักลดหย่อนจากรายได้ที่ต้องเสียภาษีได้สูงสุด 2,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยจำนวนเงินลดหย่อนขึ้นอยู่กับรายได้รวมที่ปรับปรุงแล้ว (MAGI) ระบบนี้เหมาะสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง เนื่องจากสิทธิประโยชน์จะเพิ่มขึ้นตามฐานภาษีของผู้เสียภาษี แต่ข้อเสียคือผู้ที่มีรายได้ต่ำอาจไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่ ในทางกลับกัน แคนาดาใช้มาตรการ "Canada Student Loan Interest Deduction" ซึ่งคำนวณเครดิตภาษีที่ 15% ของดอกเบี้ยเงินกู้ที่ชำระในปีภาษีนั้น และอนุญาตให้ยกยอดเครดิตไปใช้ในปีถัดไปได้สูงสุด 5 ปี ระบบนี้ให้ประโยชน์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มรายได้ เนื่องจากการคำนวณเครดิตภาษีไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของผู้เสียภาษี แต่เป็นอัตราคงที่ตามจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระจริง นอกจากนี้ การอนุญาตให้ยกยอดเครดิตช่วยให้ผู้กู้รายได้ต่ำได้รับสิทธิประโยชน์เต็มจำนวนในอนาคตเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นจากการศึกษาแนวทางการให้สิทธิประโยชน์ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ผู้เขียนเห็นควรว่าแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาในประเทศไทย คือแนวทางการให้เครดิตภาษี (Tax Credit) ตามแบบของประเทศแคนาดา แนวทางนี้ช่วยสร้างความเท่าเทียมสำหรับทุกกลุ่มรายได้ เพราะการคำนวณเครดิตภาษีไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานภาษีเหมือนระบบลดหย่อนรายได้แบบสหรัฐอเมริกา แต่เป็นอัตราคงที่ตามดอกเบี้ยที่ชำระจริง เช่น 5% ของดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้ผู้ที่มีรายได้ต่ำยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับผู้ที่มีรายได้สูงกว่า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดภาระทางการเงินและช่วยกลุ่มผู้กู้ในทุกระดับรายได้ได้อย่างทั่วถึง อีกหนึ่งข้อดีที่คือการอนุญาตให้ยกยอดเครดิตภาษีที่ไม่ได้ใช้ในปีนั้นไปเครดิตภาษีในปีถัดไปได้สูงสุดถึง 5 ปี นโยบายนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับกลุ่มผู้กู้ที่อาจเริ่มต้นมีรายได้ต่ำหลังสำเร็จการศึกษา เช่น นักศึกษาที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพ หรือกลุ่มที่ยังไม่มีรายได้เพียงพอที่จะใช้สิทธิ์ได้เต็มจำนวนในช่วงแรกของการชำระหนี้ การยกยอดนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถได้รับประโยชน์ทางภาษีอย่างครบถ้วนในอนาคตเมื่อมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น
แนวทางการส่งเสริมและพัฒนา การแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) ให้เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์, กวิน คุณวิศาล
แนวทางการส่งเสริมและพัฒนา การแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) ให้เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์, กวิน คุณวิศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการวิเคราะห์หลักการที่เกี่ยวข้องกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ทั้งในแง่กฎหมาย โครงสร้าง และการบริหารจัดการ รวมถึงการสำรวจปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในกระบวนการแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) ให้เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะและแนวทางปรับปรุงให้การแปลงสภาพดังกล่าวเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนอย่างแท้จริงแม้ประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 34/2559 เรื่องการแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จะออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีอุปสรรคด้านภาระทางการเงินและภาษีที่เกิดขึ้นทั้งระหว่างกระบวนการและภายหลังการแปลงสภาพ เช่น ค่าธรรมเนียม ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ และภาษีเงินได้ จนผู้ถือหน่วยลงทุนขาดแรงจูงใจในการดำเนินการ ซึ่งสวนทางกับเจตนารมณ์ของประกาศดังกล่าว ดังนั้น เพื่อเพิ่มโอกาสและมูลค่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงอำนวยความสะดวกและกระตุ้นให้ผู้ถือหน่วยลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) แปลงสภาพเป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างแพร่หลายและเป็นมาตรฐานสากล จึงควรมีการเสนอแนะแนวทางส่งเสริมและพัฒนาให้การแปลงสภาพดังกล่าวเกิดประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นต่อไปจากผลการศึกษาพบว่า เมื่อพิจารณาการแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) ให้เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จะเห็นได้ว่าการลดต้นทุนทางการเงิน การกำหนดค่าธรรมเนียมแบบคงที่ ตลอดจนมาตรการส่งเสริมภาษี และการปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยจูงใจให้ผู้ถือหน่วยลงทุนพร้อมเข้าสู่กระบวนการแปลงสภาพมากขึ้น อีกทั้งยังเสริมสร้างความโปร่งใส (Transparency) และประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) โดยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สามารถบริหารอสังหาริมทรัพย์ได้หลากหลาย มีเพดานกู้ยืมที่สูงขึ้น ลงทุนในโครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ หรือในต่างประเทศได้ รวมถึงเปิดโอกาสให้ทั้งทุนรายย่อยและทุนขนาดใหญ่เข้ามาถือครองหน่วยทรัสต์ได้อย่างสมดุล ส่งผลให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติให้ความเชื่อมั่นและเข้ามาลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยมากขึ้น นำไปสู่การขยายตัวอย่างยั่งยืนของตลาดทุนและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย
ปัญหาการตีความรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีศึกษารายได้ Youtubers, จิรวรรณ จิณณธนพงษ์
ปัญหาการตีความรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีศึกษารายได้ Youtubers, จิรวรรณ จิณณธนพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการตีความรายได้ของ YouTubers เนื่องจากรายได้บริการที่เข้าเงื่อนไขการเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามคำนิยามของประมวลรัษฎากรมีความหมายที่ค่อนข้างกว้าง ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่ารายได้ของ YouTubers เป็นรายได้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามคำนิยามของประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะรายได้ของ Youtubers มีรูปแบบที่หลากหลายและกรมสรรพากรยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนสำหรับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากรายได้เหล่านี้ จากการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากรายได้ของ YouTubers ในประเทศอินเดีย แคนาดา และนิวซีแลนด์ พบว่าแต่ละประเทศได้ออกมาตรการทางกฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจน กำหนดให้รายได้ของ YouTubers เป็นรายได้ที่เข้าเงื่อนไขและต้องเสียภาษีสินค้าและบริการ (GST) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ YouTubers ผู้มีรายได้สามารถทำความเข้าใจและปฏิบัติตามได้ นอกจากนี้ หน่วยงานสรรพากรของแต่ละประเทศยังสามารถปฏิบัติตามและจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพผู้เขียนเสนอให้กรมสรรพากร ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและสร้างความชัดเจนในทางปฏิบัติสำหรับทั้งเจ้าหน้าที่และผู้เสียภาษี โดยแนะนำให้ใช้แนวทางปฏิบัติจากประเทศแคนาดาและนิวซีแลนด์เป็นต้นแบบในการดำเนินการในระยะสั้น โดยกรมสรรพากรควรออกคำสั่งกรมสรรพากร (คำสั่ง ป.) เพื่อกำหนดให้ YouTubers เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งกำหนดรูปแบบรายได้และเกณฑ์ในการเสียภาษีให้ครอบคลุมรูปแบบรายได้ที่หลากหลายของ YouTubers ซึ่งจะช่วยให้ผู้มีรายได้และเจ้าหน้าที่สรรพากรสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามได้ และเพื่อสร้างความชัดเจนและความครอบคลุมทางกฎหมายในระยะยาว กรมสรรพากรควรมีการปรับปรุง คำนิยาม ‘บริการทางอิเล็กทรอนิกส์’ ในมาตรา 77/1 (10/1) ประมวลรัษฎากร โดยใช้แนวปฏิบัติจากประเทศอินเดียเป็นกรอบอ้างอิง โดยเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้บริการของ YouTubers ถูกระบุเป็นหนึ่งในรูปแบบของบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ การปรับปรุงกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเหล่านี้จะช่วยให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมีความชัดเจน สอดคล้องกับรูปแบบรายได้ที่เปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และลดข้อขัดแย้งในการตีความที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย, ชนัฏฐา วงศ์สุวรรณ
มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย, ชนัฏฐา วงศ์สุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ในประเทศไทย เนื่องจาก ในประเทศไทยบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่บุหรี่ไฟฟ้ามีการเข้าถึงและเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน และคนทั่วไป โดยมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นและในอนาคตมีการคาดการณ์ว่าอาจจะเข้ามาแทนที่บุหรี่มวนแบบจุดสูบ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากวิวัฒนาการที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปตามนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสมัยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็น “สินค้าต้องห้าม" ในการนำเข้าตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2557 แต่ก็มิได้ทำให้ความนิยมในการสูบบุหรี่ไฟฟ้าลดลงแต่อย่างใด ในทางกลับกัน บุหรี่ไฟฟ้ากลับมามีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยได้มีการควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามาหลายปีแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่เป็นที่ประจักษ์ว่าจะควบคุมได้สำเร็จ ดังนั้น การพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการในการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อหาแนวทางในการดำเนินการให้ถูกต้อง ศึกษารายละเอียดในด้านต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ครบถ้วน สมบูรณ์ในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำจะช่วยเป็นกลไกที่จะใช้ควบคุม โดยให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้กำกับดูแลภายใต้การบริหารจัดการอย่างเหมาะสม จากการศึกษาเอกัตศึกษาฉบับนี้ ทำให้ทราบว่า ประเทศไทยมีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่แตกต่างกัน และไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ประเทศไทยจึงควรมีกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า ประเทศไทยควรมีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาความไม่ชัดเจนและข้อกฎหมายที่ปัจจุบันมีการบังคับอยู่หลายฉบับ โดยเห็นควรจัดให้กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติขึ้นใหม่ เพื่อกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ โดยรวมหลักการและมาตรการควบคุมทุกมิติไว้ในกฎหมายฉบับดังกล่าว อาทิ การห้ามการผลิต การนำเข้า การจำหน่าย การโฆษณา การสื่อสารการตลาด การโฆษณาชวนเชื่อ การครอบครอง การสูบ เป็นต้น เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนปิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย
การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Esg Bond), โซเฟีย แดงงาม
การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Esg Bond), โซเฟีย แดงงาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานการณการปลอยกาซเรือนกระจกของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จึงกอใหความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change ทำให้นานาประเทศได้มีการรับรองอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) เมื่อปี พ.ศ. 2535 และประเทศไทย ได้ร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโตเมื่อปี พ.ศ.2548 (Kyoto Protocol 2005) จึงเกิดความผูกพันในการปฏิบัติตามข้อตกลงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเด็นปัญหาสำคัญที่นำมาสู่การศึกษาครั้งนี้คือ แนวทางรัฐบาลไทยในการสนับสนุนและเพื่อสร้างความร่วมมือของทั้งภาครัฐและเอกชนในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตเพื่อให้บรรลุตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งมีความต้องการระดมทุนจำนวนมาก ดังนั้นภาคการเงินที่เป็นตัวกลางจัดสรรสภาพคล่องหรือ "เงิน" ในระบบเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นเพื่อสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนที่ยั่งยืน ผู้เขียนจึงเสนอแนวทางการลงทุนผ่านการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามผู้วิจัยพบประเด็นในการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนประกอบด้วยปัจจัย 3 ด้าน ได้แก่ การส่งสัญญาณสู่ตลาดทุน (Market signal)การบิดเบือนภาพลักษณ์ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Washing) และ ต้นทุนของเงินทุน (Cost of Capital) ผู้วิจัยจึงเสนอให้นำมาตรการจูงใจทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุนสำหรับประเทศไทยด้วยการให้เครดิตภาษีแทนการจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้ถือตราสารหนี้โดยมีการ เพิ่มข้อลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตาม มาตรา 47 ของประมวลรัษฎากรสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ก) ผลตอบแทนจากการลงทุน (ดอกเบี้ย) สำหรับผู้ถือพันธบัตรและเพิ่มเพิ่มเติมแนวทางในการกำกับดูแลการออกตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน สำหรับการพิจารณาตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนที่เข้าคุณสมบัติ (Eligible Green) โดยกรมสรรพากร โดยใช้หลักการสากลมาตรฐานตราสารหนี้ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Bond Standard) เป็นการยืนยันตราสารเพื่อความยั่งยืน สำหรับ ตราสารหนี้ สินเชื่อ หรือตราสารแห่งหนี้อื่น
การกำกับดูแลการใช้ Program Trading สำหรับซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทย, ชลธิชา นวสถาพร
การกำกับดูแลการใช้ Program Trading สำหรับซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทย, ชลธิชา นวสถาพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับดูแลการนำเทคโนโลยีมาใช้ในตลาดหลักทรัพย์ ในรูปแบบการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ Program Trading ให้มีความโปร่งใสและเท่าเทียมกันระหว่างนักลงทุน และทำให้ตลาดหลักทรัพย์มีสถาพคล่องที่ดีและมีประสิทธิภาพ โดยได้ศึกษาเกณฑ์การกำกับดูแลการใช้ Program Trading รวมถึงได้ศึกษากฎหมายและระเบียบการกำกับดูแลการใช้งานที่เกี่ยวข้องและศึกษาผลกระทบต่อนักลงทุน ซึ่งการวิจัยนี้ใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารของหลักทรัพย์ สถิติและข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ บทความและระเบียบต่าง ๆ บนเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเว็บไซต์ของต่างประเทศ เป็นต้น รวมถึงบทสัมภาษณ์จากผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการซื้อขายและดูแลหลักทรัพย์ และศึกษากฎหมาย แนวทางการกำกับดูแลของต่างประเทศ เพื่อนำมาเปรียบเทียบมาตราการการกำกับดูแลการใช้งาน จากการศึกษาพบว่าหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของตลาดหลักทรัพย์ไทยในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ เช่น การไม่มีกฎหมายดูแลเฉพาะสำหรับการใช้ Program Trading แบบรายงานของลักษณะการซื้อขายด้วยความถี่สูงซึ่งเป็นสาเหตุในการก่อให้เกิดความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ในตลาด บทลงโทษที่ยังไม่เข้มงวดมากเท่ากับต่างประเทศ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานในประเทศที่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่าของประเทศไทยยังไม่คลอบคลุมผู้เขียนจึงได้ศึกษาและเทียบเคียงแนวทางการกำกับดูแลจากต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และเสนอว่าควรมีการเพิ่มและแก้ไขกฎเกณฑ์การกำกับดูแลและกฎหมายให้ครอบคลุมในด้านการซื้อขายด้วยความถี่สูง ด้านการกำหนดระยะเวลาการระงับการซื้อขายชั่วคราวเพื่อชะลอความตื่นตระหนกของตลาด ด้านแบบรายงานที่ต้องแจ้งให้กับตลาดหลักทรัพย์รับทราบเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยง รวมถึงด้านการกำหนดบทลงโทษที่มีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาดหลักทรัพย์ และพัฒนากลไกที่ช่วยรองรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนตลาดหุ้นไทย
ผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการในประเทศไทย : การปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายเพื่อความเป็นธรรมระหว่างเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น, แดนิกา นิติศรวุฒิ
ผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการในประเทศไทย : การปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายเพื่อความเป็นธรรมระหว่างเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น, แดนิกา นิติศรวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบที่มีต่อเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของบริษัทจากการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ตลอดจนวิเคราะห์ความเหมาะสมของมาตรการทางกฎหมาย ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นในการเข้าฟื้นฟูกิจการของบริษัทภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 รวมถึงปัญหาและข้อจำกัดของมาตรการดังกล่าว โดยศึกษาเทียบเคียงกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และประเทศสิงคโปร์ เพื่อแสวงหาแนวทางในการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นภายหลังการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในประเทศไทยที่มีความเหมาะสมและเป็นธรรมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายการจัดทำเอกัตศึกษาฉบับนี้ ใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าและรวมรวมข้อมูลผ่านการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีตและปัจจุบันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงสำหรับใช้ในการศึกษา วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และนำเสนอแนวทางในการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเจ้าหนี้จากการศึกษาพบว่า กระบวนการฟื้นฟูกิจการของประเทศไทยมีความไม่เท่าเทียมกันในผลกระทบที่มีต่อเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นซึ่งเกิดจากกระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดยในกรณีที่บริษัทยังไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้อย่างครบถ้วน เจ้าหนี้ต้องยอมรับความเสียหายจากการปรับโครงสร้างหนี้ในกระบวนการเพื่อให้ลูกหนี้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ แต่ผู้ถือหุ้นกลับไม่ได้รับผลกระทบนอกเหนือไปจากการถูกระงับสิทธิชั่วคราวในระหว่างกระบวนการฟื้นฟูกิจการเท่านั้น ทั้งยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากผลการดำเนินงานของกิจการลูกหนี้ในอนาคต ซึ่งเห็นได้ว่าผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทในกระบวนการฟื้นฟูกิจการได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นที่มาของเอกัตศึกษาฉบับนี้ ในการศึกษาเกี่ยวกับสิทธิในการดำรงสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมภายหลังการฟื้นฟูกิจการ โดยในต่างประเทศมีการกำหนดเกี่ยวกับลำดับการชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งกำหนดสิทธิในการได้รับชำระหนี้และประโยชน์อื่น ๆ ของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น เพื่อให้ความคุ้มครอง และให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียอื่นของกิจการดังนั้น กฎหมายฟื้นฟูกิจการของประเทศไทยจึงควรมีบทบัญญัติเกี่ยวกับลำดับการชำระหนี้ ซึ่งกำหนดสิทธิของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นในการได้รับชำระหนี้หรือประโยชน์อื่น ๆ ซึ่งรวมถึงสิทธิในการดำรงสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นภายหลังการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการฟื้นฟูกิจการของประเทศไทยให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ
การควบคุมการปิดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ธนภรณ์ รองทิม
การควบคุมการปิดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ธนภรณ์ รองทิม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันแนวโน้มของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อาหารเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้หน่วยงานด้านอาหารในหลายประเทศให้ความสำคัญกับมาตรการในการป้องกันโดยเฉพาะการแสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารบนฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อแจ้งให้แก่ผู้บริโภค โดยองค์กรมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex Alimentarius) ได้กำหนดมาตรฐานกลางขึ้นเพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้เป็นแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกันในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศกำหนดให้ผู้ผลิตหรือนำเข้าเพื่อจำหน่ายจะต้องแสดงข้อความ “ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร" บนฉลากผลิตภัณฑ์ หากมีการใช้เป็นส่วนประกอบหรืออาจมีการปนเปื้อนในกระบวนการผลิต อย่างไรก็ตาม กฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวคือ กฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังไม่มีข้อบังคับให้ต้องแสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร ส่งผลให้ผู้บริโภคที่มีภาวะภูมิแพ้หรือภาวะภูมิไวเกินอาจไม่ได้รับข้อมูลที่สำคัญอย่างเพียงพอในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าโดยปัญหาดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ด้านหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างในการกำหนดข้อปฏิบัติที่มุ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภคในมิติที่แตกต่างกัน และ 2) ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมิได้นำหลักของกฎหมายทั่วไปมาบังคับใช้อย่างครอบคลุมในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ว่าในประเทศอื่น เช่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา จะมีมาตรการกำหนดให้ต้องปิดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่นเดียวกับอาหารทั่วไปดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยมีแนวทางการควบคุมการปิดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่คุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรดำเนินการผ่านกลไกทางกฎหมาย 2 แนวทาง ได้แก่ 1) แนวทางการควบคุมผ่านกฎหมายเฉพาะ โดยเพิ่มข้อกำหนดให้ต้องแสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารบนฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 2) แนวทางการควบคุมผ่านกฎหมายทั่วไป โดยบังคับใช้กฎหมายทั่วไปให้เคร่งครัดมากขึ้น นอกจากนี้ ควรจัดทำแนวทางการปฏิบัติ (Guideline) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้เข้าถึงข้อมูลและปฏิบัติตามกฎหมายได้สะดวกยิ่งขึ้นหากประเทศไทยดำเนินมาตรการตามแนวทางดังกล่าวแล้ว นอกจากจะช่วยคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยและข้อมูลที่จำเป็นอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เหมาะสมกับตนเอง ยังช่วยสร้างผลกระทบในเชิงบวกต่อทั้งผู้ประกอบการ ภาครัฐ และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้อีกด้วย
ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560ศึกษากรณีระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักร, ธวัชชัย สุขแว่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดพื้นฐาน ทฤษฎี ที่มา และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการผ่านแดนและการถ่ายลำที่เกี่ยวของกับระยะเวลาการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักร และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรของไทย เพื่อวิเคราะห์และศึกษาสภาพปัญหาของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรและการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของผ่านแดนหรือของถ่ายลำ และหาแนวทางในการปรับปรุงพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลานำของผ่านแดนหรือถ่ายลำออกไปนอกราชอาณาจักรให้มีความสอดคล้องและมีมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียวกันในการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศรวมทั้งสามารถใช้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้ จากการศึกษาพบว่าหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรของไทย ไม่สามารถขอขยายระเวลาของการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรได้ และต้องเปลี่ยนพิธีการศุลกากรจากการผ่านแดนหรือถ่ายลำเป็นการนำเข้าเท่านั้น ไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าได้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ มีระยะเวลาการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเหมือนกันกับไทยคือ 30 วันนับแต่วันนำเข้า แต่ทุกประเทศจะมีข้อยกเว้นในการขอขยายระยะเวลาในการส่งสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำให้กับผู้ประกอบการที่มีเหตุผลและความจำเป็นตามที่ได้กำหนดไว้ นอกจากนี้การใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้า ประเทศดังกล่าวได้กำหนดให้สินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำสามารถจัดเก็บในเขตปลอดอากร (Freezone) ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับผู้ประกอบการหากเกิดปัญหาในการส่งสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำออกไปนอกราชอาณาจักร ผู้ศึกษาได้ข้อเสนอแนวทางการนำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรของต่างประเทศมาใช้ประกอบในการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำของประเทศไทย ได้แก่ (1) การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การผ่านแดนและถ่ายลำของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการขยายระยะเวลา และ (2) การใช้เขตปลอดอากร (Free Zone) เป็นสถานที่จัดเก็บสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำ เพื่อให้มีความสอดคล้องและมีมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียวกันในการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ สนับสนุนให้เกิดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์, ธรรศปริชณ์ พุทธวรคุณ
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์, ธรรศปริชณ์ พุทธวรคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษา เรื่อง มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้บอท (bot) ซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ โดยศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะเพื่อให้คุ้มครองบริโภคได้รับความเป็นธรรม รวมทั้งแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการจำหน่ายบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์มีประสิทธิภาพในอนาคตจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับการห้ามใช้บอท (bot) ซื้อบัตรคอนเสิร์ตจำนวนมากเพื่อขายต่อในราคาสูงกว่าปกติ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมปัญหาและไม่มีอำนาจลงโทษผู้ที่นำบัตรมาจำหน่ายในราคาสูงกว่าปกติได้ จากการศึกษากฎหมายต่างประเทศพบว่า สหรัฐอเมริกา เช่น รัฐนิวยอร์ก และรัฐแอริโซนานั้นมีกฎหมายการควบคุมการใช้บอท (bot) เป็นเครื่องมือในการซื้อบัตรชมการแสดงต่าง ๆ ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย เช่น ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเข้าถึงบัตรชมการแสดง ปัญหาการนำบัตรชมการแสดงมาขายในราคาที่สูงกว่าปกติ เห็นได้ว่าสหรัฐอเมริกาได้มีความพยายามที่จะคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม เช่นมีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือการออกกฎหมายเพื่อเข้ามาควบคุมและลงโทษการกระทำที่ใช้บอทในการซื้อบัตรบัตรที่เกินกว่าที่กำหนด นอกจากนี้สาธารณรัฐเกาหลีได้แก้ไขกฎหมายกรณีผู้กระทำความผิดที่ใช้โปรแกรมอัตโนมัติซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตเพื่อจำหน่ายต่อ โดยกำหนดโทษจำคุกและโทษปรับด้วย และมีมาตรการป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดอีก เช่น การให้บัตรเข้าชมฟรีแก่แฟนคลับที่รายงานผู้ขายบัตรเกินราคา รวมถึงนำวิธีการต่าง ๆ มาใช้ เช่น โปรแกรมป้องกันมาโคร และการเฝ้าระวังการขายบัตร เป็นต้นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย สำหรับภาครัฐ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรายงานการกระทำที่เป็นความผิดผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ภาคธุรกิจ(ผู้ประกอบการ) ควรพัฒนาปรับปรุงระบบแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย และส่งเสริมกิจกรรมให้บัตรเข้าชมคอนเสิร์ตให้ฟรีแก่แฟนคลับที่รายงานผู้ที่ใช้บอทในการซื้อบัตรและหรือนำบัตรไปเก็งกำไรขายต่อเกินราคาที่กำหนดไว้ ในส่วนของภาคประชาชน (ผู้บริโภค) ควรสร้างความตระหนักรู้ไม่สนับสนุนการใช้บอทในการซื้อบัตร สำหรับข้อเสนอแนะทางกฎหมาย ควรบัญญัติกฎหมายการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดคำนิยาม “บอทที่ใช้ในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ต" ควรกำหนดลักษณะความผิด และบทลงโทษกรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค และทำลายโครงสร้างอุตสาหกรรมคอนเสิร์ต
แนวทางในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) เป็น 2 อัตรา, นวลจันทร์ ศิริสัจจวัฒน์
แนวทางในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) เป็น 2 อัตรา, นวลจันทร์ ศิริสัจจวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤตการคลัง ดังจะเห็นได้จากการที่หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 63% ต่อ GDP นับว่าใกล้แตะเพดาน 70% ซึ่งถือเป็นระดับวิกฤตสำหรับการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของประเทศ คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐต้องเตรียมความพร้อมด้านการคลังเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในระยะยาวโดยเฉพาะระบบบำนาญและประกันสังคม โดยปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีสัดส่วนของประชากรกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ถือว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ (Completed Aged Society) ในขณะที่อัตราการเกิดมีแนวโน้มลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึงประชากรวัยทำงานในอนาคตจะลดลง และคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุแบบสุดยอด(Super Aged Society) หรือมีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 2576 การพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่มีศักยภาพสูงในการเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐ เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มมีฐานภาษีกว้าง ครอบคลุมการบริโภคสินค้าและบริการในทุกระดับของเศรษฐกิจ การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มแม้เพียงเล็กน้อยสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมในสัดส่วนที่มาก และถึงแม้ว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยถูกกำหนดไว้ที่ร้อยละ 10 อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2540ประเทศไทยได้ปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มลงเหลือร้อยละ 7 และรักษาระดับนี้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 27 ปี เมื่อพิจารณาในบริบทระหว่างประเทศ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางถึงสูง (Upper Middle Income Countries - UMIC) และประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมักจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในอนาคตจึงอาจเป็นอีกทางเลือกที่สำคัญสำหรับการเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลังของประเทศจากผลการศึกษาการปรับขึ้นอัตราภาษีการบริโภคของประเทศญี่ปุ่นในสองช่วงเวลา ได้แก่ ปี พ.ศ.2557 และ พ.ศ. 2562 ที่มีความแตกต่างในด้านโครงสร้างอัตราภาษีและมาตรการสนับสนุนอย่างชัดเจน โดยในปี พ.ศ. 2557 ประเทศญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มอัตราภาษีการบริโภคโดยยังคงอัตราเดียว (Flat Rate) ตามโครงสร้างเดิม และไม่มีการกำหนดมาตรการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมและเพียงพอเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย พบว่า ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชนและเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างรุนแรง เนื่องจากประชาชนต้องแบกรับภาระที่เพิ่มขึ้นโดยไม่มีการแบ่งเบาผลกระทบอย่างเป็นระบบ ในทางกลับกัน การปรับเพิ่มอัตราภาษีการบริโภคของประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2562 มีการออกแบบโครงสร้างภาษีที่ยืดหยุ่นมากขึ้นโดยใช้อัตราภาษีสองระดับ (Dual Tax Rate) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำอัตราภาษีที่ลดลง (Reduced Tax Rate) มาใช้กับสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เตรียมมาตรการเปลี่ยนผ่านทั้งแบบถาวรและชั่วคราว เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อประชาชน และเพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เคยเกิดขึ้นจากการปรับขึ้นภาษีในปี …
ปัญหาการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีความผันผวนสูงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542, นงนภัส ศรีจันทรา
ปัญหาการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีความผันผวนสูงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542, นงนภัส ศรีจันทรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้เป็นการศึกษาการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีความผันผวนสูงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยทรัพย์สินที่อาชญากรได้มาจากการกระทำความผิดที่ถูกยึดหรืออายัดนั้น ทรัพย์สินบางประเภทที่มีมูลค่าความผันผวนสูง มีราคาไม่แน่นอน หรืออาจเสื่อมสภาพได้ ทรัพย์สินบางประเภทมีมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและยากต่อการประเมินมูลค่า การชดใช้คืนมูลค่าความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายอาจไม่ครอบคลุมถึงมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง เนื่องจากความแตกต่างระหว่างราคาทรัพย์สิน ณ เวลาที่ยึดหรืออายัด กับราคาทรัพย์สิน ณ เวลาที่จำหน่ายหรือชดเชย อาจทำให้เกิดช่องว่างในการคืนทรัพย์สินหรือมูลค่าให้แก่ผู้เสียหายเมื่อมีการบังคับคดีมูลค่าทรัพย์สินอาจต่ำกว่ามูลค่าตอนซื้อทรัพย์สิน การประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อชดใช้คืนแก่ผู้เสียหายนั้นไม่ครอบคลุมถึงมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ทรัพย์สินที่ทำให้ผู้เสียหายได้รับการคืนทรัพย์สินและมูลค่าที่ไม่เต็มจำนวนกับมูลค่าที่เสียหายไป ดังนั้น จึงควรนำหลักมูลค่าตลาด (Market Value) ในการประเมินราคาทรัพย์สินรวมถึงควรมีการจัดตั้งกองทุนสำรองในจัดเก็บรายได้จากการขายทรัพย์สิน การบริหารจัดการเพื่อรองรับการจัดการทรัพย์สินที่มีความซับซ้อนและมูลค่าผันผวนเพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในกรณีทรัพย์สินเสื่อมมูลค่าหรือไม่สามารถจำหน่ายได้ทันเวลา การกำหนดกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมในการจำหน่าย และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพย์สิน ช่วยให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถลดผลกระทบที่เกิดจากความผันผวนของมูลค่าทรัพย์สิน และช่วยให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาในมูลค่าที่สอดคล้องกับความเสียหายที่แท้จริงกำหนดกรอบเวลาชัดเจนในการขายหรือชดเชยทรัพย์สิน ทำให้มาตรการการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีความผันผวนสูงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเยียวยา และคืนมูลค่าให้แก่ผู้เสียหายได้อย่างเต็มจำนวนมูลค่าความเสียหายที่สูญเสียไป
สิทธิคนพิการในการขึ้นเครื่องบินในประเทศไทยโดยการใช้สายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airlines), ฐิติญาภรณ์ บัวงามดี
สิทธิคนพิการในการขึ้นเครื่องบินในประเทศไทยโดยการใช้สายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airlines), ฐิติญาภรณ์ บัวงามดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายสิทธิคนพิการในการใช้สายการบินต้นทุนต่ำ Low cost Airlines ในประเทศไทย ศึกษาแนวคิดหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพในการคุ้มครองคนพิการ และแนวความคิดการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทุกคนเข้าถึงได้ ทั้งกฎหมายไทย กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายต่างประเทศ ตลอดจนศึกษาแนวทาง ข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกปฏิบัติแบบไม่เป็นธรรมต่อคนพิการซึ่งเดินทางโดยสายการบินภายในประเทศไทยให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสมตามทฤษฎี หลักกฎหมาย หลักปฏิบัติที่เป็นสากล และสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนพิการได้จริงในปัจจุบัน จากการศึกษาพบว่ากฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับสิทธิคนพิการซึ่งเดินทางโดยสายการบินต้นทุนต่ำมีหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562 ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง การคุ้มครองสิทธิ ของผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินของไทย ในเส้นทางการบินประจำภายในประเทศ พ.ศ. 2553 กฎกระทรวง กำหนดลักษณะ หรือการจัดให้มีอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ และบริการขนส่ง เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ พ.ศ. 2556 ข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 7 ว่าด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการสำหรับคนโดยสารและสมาชิกลูกเรือในสนามบินที่ให้บริการ สาธารณะ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ล้วนแต่เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพหรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการซึ่งเดินทางโดยสายการบินภายในประเทศและมีปัญหาการบังคับใช้ด้วยกันทั้งสิ้น รวมถึงไม่มีบทบัญญัติที่มีการกำหนดค่าชดเชยและเยียวยาผู้เสียหายและบทลงโทษเพื่อคุ้มครอง รับรองสิทธิและเสรีภาพในการไม่ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการซึ่งเดินทางโดยสายการบินภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม จึงทำให้สายการบินส่วนใหญ่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไทยและเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการดังนั้น เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะทุกด้านอย่างเสมอภาคกับเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติหรือจำกัดสิทธิจากสายการบินและกำหนดข้อห้ามมิให้สายการบินปฏิเสธการขนส่งผู้โดยสารพิการ และกำหนดให้สายการบินห้ามกล่าวอ้างว่าเพื่อประโยชน์แห่งความปลอดภัยหรือการรักษาความปลอดภัย หรือกล่าวอ้างตามที่กำหนดในข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนซึ่งมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิและเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการซึ่งสามารถเดินทางได้แต่โดยลำพังหรือมีผู้ดูแลคนพิการร่วมเดินทางไปด้วย จึงเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวข้างต้น
มาตรการเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช, ณัฏฐา สงวนพงษ์
มาตรการเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช, ณัฏฐา สงวนพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อมีมาตรการ หรือแนวคิดริเริ่มเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชในประเทศไทยให้เติบโตมากขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์ในระยะยาวให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน ประโยชน์ของธุรกิจดังกล่าวส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (1) ประโยชน์ด้านสุขภาพ สามารถช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้น รวมถึงลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ (2) ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม การรับประทานอาหารทางเลือกจากพืชใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำ และพลังงาน น้อยกว่าอาหารที่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์ จึงถือเป็นการประหยัดพลังงานและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี (3) ประโยชน์ด้านความมั่นคงทางอาหาร สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนอาหาร เนื่องจากกระบวนการผลิตอาหารทางเลือกจากพืชใช้ทรัพยากรด้านต่าง ๆ น้อยกว่าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และ (4) ประโยชน์ด้านสวัสดิภาพสัตว์ การรับประทานอาหารทางเลือกจากพืชถือเป็นการคุ้มครองสัตว์ เพราะเป็นการลดการผลิตผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ในฟาร์มเอกัตศึกษาฉบับนี้ มีการดำเนินการวิจัยด้วยวิธีการศึกษาเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยการศึกษาค้นคว้า รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล จากหนังสือ บทความ ตำรา วิทยานิพนธ์ เอกัตศึกษา เอกสารสิ่งพิมพ์ หลักภาษีอากร โดยมีการใช้ฐานข้อมูลออนไลน์ ที่มีบุคคลอื่นได้บันทึกหรือตีพิมพ์เผยแพร่ไว้เกี่ยวกับมาตรการเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ จากนั้นนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาทำการศึกษา เรียบเรียง และวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อเสนอแนวทางการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชจากการศึกษา พบว่า ในปัจจุบัน ไทยยังขาดมาตรการส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชที่ชัดเจนและครอบคลุม เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสิงคโปร์ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชในไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควรมีการดำเนินการดังนี้ (1) จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ และกฎหมายเฉพาะเพื่อส่งเสริมอาหารทางเลือกจากพืช: กำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน (2) บูรณาการนโยบาย เชื่อมโยงนโยบายด้านอาหารกับนโยบายอื่น ๆ เช่น สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ รวมถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง (3) ส่งเสริมด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช ทั้งในส่วนที่ส่งผลกับอาหารทางเลือกจากพืชโดยตรง เช่น การพิจารณาปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับอาหารทางเลือกจากพืช และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทางอ้อม เช่น การหักค่าใช้จ่ายที่ใช้สำหรับการวิจัย (4) สร้างความตระหนักรู้ และประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของอาหารจากพืช ทั้งต่อผู้บริโภคเอง และต่อสังคมในภาพรวม (5) สนับสนุนเกษตรกร และส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารจากพืชการดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้ไทยมีอุตสาหกรรมอาหารทางเลือกจากพืชที่แข็งแกร่ง สามารถแข่งขันในตลาดโลก และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอกจากนี้ …
ธรรมาภิบาลองค์กรกับแนวทางในการปรับใช้ "สิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง" ของสถานประกอบการในประเทศไทย, บวร ตันจิตติวัฒน์
ธรรมาภิบาลองค์กรกับแนวทางในการปรับใช้ "สิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง" ของสถานประกอบการในประเทศไทย, บวร ตันจิตติวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อทราบถึงความเป็นมาและสถานการณ์ในปัจจุบันของการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้างในประเทศไทย เพื่อทราบถึงขอบเขตของกฎหมายและแนวทางสากลเกี่ยวกับสิทธิที่ลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานกับนายจ้าง และเพื่อทราบแนวทางที่เหมาะสมในการปรับใช้สิทธิที่ลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานกับนายจ้างในกฎหมายไทย เนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนา(โควิด 19) ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในการใช้ชีวิตประจำวัน และการขับเคลื่อนองค์กรธุรกิจผ่านเทคโนโลยีออนไลน์เพิ่มขึ้นแบบมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ประกอบการในปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้การปฏิบัติงานนอกสถานที่ทำงานร่วมกับการดำเนินการบริหารธุรกิจ รัฐบาลไทยได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับ 8) พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นการเพิ่มกฎหมายมาตรา 23/1 ที่เกี่ยวข้องกับการที่นายจ้างให้ลูกจ้างหรือพนักงานสามารถปฏิบัติงานนอกสถานที่ทำงาน มาตรา 23/1 ที่เพิ่มมานี้ในวรรค 3 ได้กล่าวถึงสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง (Right to disconnect) ซึ่งกล่าวถึงหลักการไว้อย่างสั้น ๆ ไม่ได้ระบุแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ทำให้เกิดความหลากหลายในการนำมาใช้ปฏิบัติในองค์กรธุรกิจตามความเข้าใจของนายจ้างซึ่งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับลูกจ้าง ดังนั้นจึงควรกำหนดแนวทางในการปรับใช้สิทธิที่ลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานกับนายจ้างให้มีความชัดเจนจากการศึกษาเอกัตศึกษานี้แนวทางในการพัฒนาของกฎหมายไทยในเรื่องสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้างมีดังนี้ ควรมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้างจะถูกบังคับใช้ในองค์กรที่มีจำนวนลูกจ้างตั้งแต่ 50 ตนขึ้นไป ในข้อนี้สามารถอ้างอิงจากเกณฑ์การแบ่งขนาดธุรกิจกันโดยกระทรวงอุตสาหกรรมที่กำหนดว่าองค์กรธุรกิจขนาดกลางจะมีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 200 คน และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 45 ซึ่งวางหลักว่าให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปสามารถจัดตั้งคณะกรรมการลูกจ้างได้ เพื่อลดปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ต้องมีการกำหนดขอบเขตของการใช้สิทธินี้ให้มีความชัดเจนมากขึ้นงโดยการนำขอบเขตในการใช้สิทธิของประเทศออสเตรเลียที่ปรับใช้ตามความสมเหตุสมผลของ เหตุผลในการติดต่อ วิธีการติดต่อที่เกิดขึ้น ลูกจ้างได้รับค่าตอบแทน เมื่อลูกจ้างสามารถปฏิบัติงานได้ในช่วงเวลาที่ได้รับการติดต่อ หรือลูกจ้างสามรถทำงานนอกเวลาเพิ่มเติมจากเวลางานปกติ บทบาทกับความรับผิดชอบของลูกจ้างในองค์กร และสถานการณ์ส่วนบุคคลของพนักงาน ซึ่งจะทำให้เกิดความสมดุล ได้สัดส่วน เป็นธรรมแก่นายจ้างอีกด้วย มีการกำหนดค่าชดเชยชัดเจนเมื่อมีการละเมิดสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง การกำหนดค่าชดเชยก็ควรให้เป็นไปตามมาตรา 61 62 และ 63 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และเมื่อนายจ้างไม่ชดเชยค่าเสียเวลา นายจ้างจะได้บทลงโทษใโดยอ้างอิงจากมาตรา 144 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 สุดท้ายให้นายจ้างยึดหลักธรรมาภิบาลองค์กรซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิของลูกจ้างโดยกำหนดให้เป็นข้อบังคับในการทำงานซึ่งมีผลบังคับใช้กับนายจ้างและลูกจ้าง ในเรื่องความโปร่งใส ที่ทำให้ลูกจ้างเข้าใจสิทธิของตนเองได้ดีขึ้น รวมถึงเรื่องความยุติธรรม ที่ การมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาที่เป็นธรรม และการให้โอกาสลูกจ้างได้แสดงความคิดเห็น
สิทธิประโยชน์ทางภาษีของบุคคลธรรมดาจากการบริจาคเพื่อการอนุรักษ์, บัณฑิตา ศรีเชิดชู
สิทธิประโยชน์ทางภาษีของบุคคลธรรมดาจากการบริจาคเพื่อการอนุรักษ์, บัณฑิตา ศรีเชิดชู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันพื้นที่ที่เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติมีจำนวนลดลง การอนุรักษ์พื้นที่เหล่านี้จึงมีความสำคัญที่จะช่วยให้เรามีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนในอนาคต ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศและทำหน้าที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญสำหรับสัตว์ป่าและพืชพันธุ์หลากหลายชนิด ภาครัฐจึงมีการจัดทำโครงการต่าง ๆ ด้านการอนุรักษ์ โดยให้ภาคเอกชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ เช่น การบริจาคให้กับหน่วยงานด้านการอนุรักษ์ อีกทั้งการบริจาคให้กับหน่วยงานด้านการอนุรักษ์ยังสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่ภาครัฐประกาศออกมาได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดที่ระบุว่าบุคคลธรรมดาจะสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการบริจาคเพื่อการอนุรักษ์ มีเพียงนิติบุคคลเท่านั้นที่สามารถบริจาคและสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ การไม่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจึงอาจส่งผลทำให้ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสนับสนุนโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ขาดความเท่าเทียมในการให้สิทธิประโยชน์ระหว่างภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และทำให้การพึ่งพิงงบประมาณจากภาครัฐอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ต้องใช้การลงทุนและต้นทุนที่ค่อนข้างสูง จากการศึกษาบทบัญญัติแห่งกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บุคคลธรรมดากรณีบริจาคทรัพย์สินเพื่อการอนุรักษ์ โดยสามารถนำมูลค่าทรัพย์สินที่บริจาคไปใช้เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้ ซึ่งจะประกอบไปด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากรัฐบาลกลาง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากรัฐถิ่นที่อยู่ โดยสิทธิประโยชน์ของรัฐบาลกลางเป็นการหักลดหย่อนภาษีเงินได้ที่สามารถยกยอดไปใช้สูงสุด 15 ปี หรือจนกว่าจะถึงมูลค่าของเงินบริจาค และในส่วนของรัฐถิ่นที่อยู่จะเป็นการให้เครดิตภาษีที่สามารถยกยอดไปใช้ในปีถัด ๆ ไปได้ พบว่ามีแนวทางในการนำมาปรับใช้กับประเทศไทย แต่จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้มีความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยด้วย โดยการนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามรูปแบบของประเทศสหรัฐอเมริกามาปรับใช้ในประเทศไทยอาจต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในด้านของผู้เสียภาษีว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เหมาะสมหรือไม่ และต่อภาครัฐที่จะต้องไม่สูญเสียรายได้ภาษีมากเกินควรจากการนำมาตรการมาปรับใช้
มาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ, ธนชัย จันทร์เลิศธนา
มาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ, ธนชัย จันทร์เลิศธนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุและผู้พิการเพิ่มขึ้น ซึ่งกลุ่มของผู้สูงอายุและผู้พิการถือเป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องได้รับการดูแลและช่วยเหลือมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายที่ถดถอย ทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันภายในที่พักอาศัยที่มีสภาพแวดล้อมแบบเดิมมีความลำบากมากขึ้น การปรับปรุงที่พักอาศัยให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่ใช้ในการปรับปรุงค่อนข้างสูงและประเทศไทยยังขาดมาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ มีเพียงนโยบายช่วยเหลือของภาครัฐตามโครงการการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้สูงอายุและผู้พิการให้เหมาะสมและปลอดภัย ซึ่งมีเงื่อนไขหลักคือผู้สูงอายุและผู้พิการมีฐานะยากจน ผู้สูงอายุและผู้พิการที่ไม่ได้มีฐานะยากจนแต่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงที่พักอาศัยไม่สามารถใช้สิทธิตามนโยบายดังกล่าวได้ เกิดเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ที่พักอาศัยไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างเหมาะสม ส่งผลให้เกิดปัญหาที่มีผลกระทบทั้งในด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้พิการ รวมไปถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขเพิ่มขึ้น จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงที่พักอาศัยพบว่า การปรับปรุงที่พักอาศัยให้มีความปลอดภัยมีผลทำให้อัตราการหกล้มของผู้สูงอายุและผู้พิการลดลง ผู้วิจัยจึงได้ศึกษามาตรการทางภาษีของประเทศแคนาดา ซึ่งพบว่าประเทศแคนาดามีมาตรการช่วยเหลือทางภาษีในการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ โดยสามารถนำจำนวนเงินที่ใช้ในการปรับปรุงที่พักอาศัยที่มีลักษณะเป็นการถาวรและเข้าเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในมาตรการมาใช้บรรเทาภาระภาษีได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้พิการมีความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการได้ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการส่งเสริมการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ปลอดภัย ประเทศไทยควรเพิ่มมาตรการช่วยเหลือทางภาษีโดยการนำมาตรการของประเทศแคนาดามาเป็นแนวทางในการปรับใช้ ซึ่งควรพิจารณาปรับเงื่อนไขในมาตรการทางภาษีให้สอดคล้องกับบริบทและกฎหมายของประเทศไทย ทั้งในส่วนของจำนวนสิทธิประโยชน์ทางภาษี เงื่อนไขผู้สูงอายุและผู้พิการ บุคคลที่สามารถใช้สิทธิ รูปแบบมาตรการทางภาษี ที่พักอาศัยและค่าใช้จ่ายที่เข้าเงื่อนไข รวมถึงพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้มาตรการทางภาษีที่กำหนดขึ้นสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการได้ ส่งผลให้ผู้สูงอายุและผู้พิการสามารถดำเนินชีวิตประจำวันภายในที่พักอาศัยได้อย่างสะดวก ปลอดภัย ลดโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ บรรเทาภาระภาษี รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้สูงอายุและผู้พิการ
แนวทางการส่งเสริมอาชีวอนามัยด้านสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจ สำหรับผู้ปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม, บัศรีย์ มะตัง
แนวทางการส่งเสริมอาชีวอนามัยด้านสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจ สำหรับผู้ปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม, บัศรีย์ มะตัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันสุขภาวะจิตใจเป็นประเด็นสำคัญในแผนสุขภาพขององค์การอนามัยโลก (WHO) รวมทั้งกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย ก็ได้ให้ความสำคัญกับการดูแล ป้องกัน และแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสุขภาพจิตในที่ทำงาน แน่นอนว่าการมีสมดุลระหว่างสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งนี้พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ได้ให้คำจำกัดความที่ครอบคลุมถึงอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และจิตใจจากการทำงาน โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักในการป้องกันเหตุอันตรายจากการทำงาน สถานที่ปฏิบัติงาน และบริบทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากหลักเกณฑ์และกรอบปฏิบัติของกฎหมายในการกำกับดูแลความปลอดภัย อาชีวอนามัยด้านสุขภาพร่างกายแล้ว การระบุรายละเอียดให้ครบถ้วนในการกำกับดูแลสุขภาพจิตใจก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพื่อเป็นการบังคับใช้และนำข้อกำหนดทางกฎหมายไปปฏิบัติให้เกิดความเป็นรูปธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ เอกัตศึกษาฉบับนี้ มุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมด้านสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจ สำหรับผู้ปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งการทำงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมกลางทะเลนั้น มีลักษณะและบริบทเฉพาะที่ผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญต่างไปจากงานประเภทอื่น คือ การทำงานท่ามกลางความโดดเดี่ยวอ้างว้างกลางทะเล การแยกจากสังคม มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ใกล้ชิดความเสี่ยง อันส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจของผู้ปฏิบัติงาน การกำกับดูแลสุขภาวะจิตใจของพนักงานจึงมีความสำคัญและควรมีแนวทางการส่งเสริมมาตรการที่ชัดเจนโดยระบุรายละเอียดของกฎข้อบังคับให้ครอบคลุมถึงส่วนของการประเมินและดูแลสุขภาพจิตของพนักงาน ทั้งนี้ ผลกระทบจากปัญหาด้านสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจ อาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟ ความเครียดสะสม จิตตก หรือภาวะซึมเศร้า ซึ่งส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงาน ตัวบุคคล และคนรอบข้างได้ ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงเสนอให้มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจประเมินสุขภาวะจิตใจสำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ลงในแบบสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้าง ที่กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีการบันทึกผลการตรวจสุขภาพทุกครั้งที่มีการตรวจสุขภาพทางการแพทย์ และนายจ้างควรมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมเกี่ยวกับการป้องกันดูแล และพื้นฟูสุขภาวะจิตใจของลูกจ้าง รวมทั้งสวัสดิการที่ช่วยเติมเต็มความรู้สึกของการต้องถูกปลีกแยกออกมาขณะต้องปฏิบัติงาน โดยข้อเสนอแนะเหล่านี้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันและแก้ปัญหาสุขภาพจิตที่ยั่งยืนสำหรับผู้ปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมมากยิ่งขึ้น
มาตรการจูงใจทางด้านการเงินและภาษีอากรสำหรับผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ : กรณีศึกษาประเทศแคนาดาและประเทศกาน่า, ปัณณวัชร์ วัฒนณธีสิทธิ์
มาตรการจูงใจทางด้านการเงินและภาษีอากรสำหรับผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ : กรณีศึกษาประเทศแคนาดาและประเทศกาน่า, ปัณณวัชร์ วัฒนณธีสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาให้ทราบถึงแนวคิดเกี่ยวกับ “ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์" ในทางสากล ภายใต้บริบทที่ผู้ประกอบรุ่นเยาว์มีศักยภาพในเชิงพัฒนานวัตกรรมที่มีความคิดสร้างสรรค์ และรวมถึงนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในการเริ่มต้นธุรกิจ โดยเน้นการศึกษาด้านการเงินและภาษี โดยการเปรียบเทียบกับประเทศแคนาดาและประเทศกาน่า เพื่อมาเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทยให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีผู้ประกอบการรุ่นเยาว์เป็นตัวการที่สำคัญในการขับเคลื่อนแผนดังกล่าวให้สามารถประสบความสำเร็จได้ในอนาคตจากการศึกษาพบว่า นโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในประเทศแคนาดาและประเทศกาน่าให้ประสบความสำเร็จ มีผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของการสรรค์สร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ การกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ห่างไกล หรือแม้กระทั่งด้านความยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตดังนั้น ถ้ารัฐบาลไทยจะนำนโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณของทั้งประเทศดังกล่าวนี้มาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทและสภาพแวดล้อมของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในประเทศ อาจจะก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมไม่มากก็น้อย อีกทั้งยังเป็นสร้างแรงจูงใจสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีความกล้าที่เริ่มประกอบธุรกิจที่ตนเองมีพื้นฐานทางความรู้หรือประสบการณ์จากครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ก่อให้เกิดแนวทางการประกอบธุรกิจใหม่ ๆ สร้างโอกาสและสร้างรายได้แก่ระบบเศรษฐกิจในชุมชนหรือพื้นที่ธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในอนาคต นอกจากนี้ การพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ในด้านการสร้างความยั่งยืน แผนดังกล่าวจะส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ได้มีโอกาสเติบโตทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังจะสร้างจิตสำนึกและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน และใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนในอนาคต
แนวทางแก้ไขปรับปรุงกฎหมายไทยเพื่อรองรับร่างพันธกรณีภายใต้ความตกลงEu-Thailand Fta เรื่อง Remanufactured Goods, ธีรนาฏ รอดสม
แนวทางแก้ไขปรับปรุงกฎหมายไทยเพื่อรองรับร่างพันธกรณีภายใต้ความตกลงEu-Thailand Fta เรื่อง Remanufactured Goods, ธีรนาฏ รอดสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เกิดปริมาณการผลิตสินค้าจำนวนมาก ก่อให้เกิดการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กระบวนการผลิตสินค้า Remanufactured Goods หรือการนำเข้าวัสดุจากสินค้าใช้แล้วจากประเทศภาคีภายใต้ความตกลงต่าง ๆ มาผลิตเป็นสินค้าใหม่ โดยมีกระบวนการตรวจสอบการผลิตและการวัดมาตรฐานสินค้าที่เข้มงวดเพื่อให้ได้มาตรฐานเทียบเท่ากับสินค้าใหม่จึงเป็นที่นิยมมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือโลหะพลาสติก ฯลฯดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมกระบวนการผลิตภายในประเทศไทยและรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การนำเข้าวัสดุเพื่อผลิตสินค้าในรูปแบบดังกล่าวจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในกระบวนการผลิตสำหรับยุคสมัยใหม่ แต่ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่เคยมีการรับรองพันธกรณีดังกล่าวภายใต้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศใด อีกทั้ง กฎหมายและข้อบังคับภายในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตสินค้า Remanufactured Goods ยังไม่ครอบคลุมและชัดเจนเพียงพอ นอกจากนี้ บางข้อกฎหมายอาจไม่สอดคล้องกับพันธกรณีดังกล่าว เช่น ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดให้รถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2562 หรือ ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2563 ทำให้เกิดข้อจำกัดในการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เนื่องจาก ความตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับมีการบัญญัติพันธกรณีดังกล่าวมากขึ้น เช่นเดียวกับความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย (EU-Thailand FTA) ที่กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา ซึ่งมีการเสนอพันธกรณีเรื่อง Remanufactured Goods ระบุอยู่ด้วย ดังนั้น เพื่อรองรับพันธกรณีภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประเทศไทยควรมีการกำหนดคำนิยามสินค้า Remanufactured Goods ให้ละเอียด ชัดเจน ตลอดจนปรับปรุงแก้ไขข้อบทกฎหมาย และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตสินค้าดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบประเทศภาคีอื่น ๆ ในภาคการผลิต ซึ่งต้องศึกษาผลประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นภายใต้กระบวนการผลิตสินค้าดังกล่าวอย่างละเอียดรอบคอบ และระมัดระวังให้มากที่สุด และอาจมีการพิจารณานโยบายอื่น ๆ ที่ช่วยป้องกันและควบคุมผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมภายในประเทศไทยเอาไว้ด้วย จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายภายใน กฎระเบียบ และข้อบังคับของประเทศต่าง ๆ ที่ได้มีการรับรองพันธกรณีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตสินค้า Remanufactured Goods ภายใต้ความตกลงการค้าระหว่างประเทศแล้ว อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และประเทศเวียดนาม พบว่า ประเทศเหล่านี้มีกฎหมายและระเบียบข้อบังคับหลายฉบับที่ครอบคลุมและเพียงพอต่อการนำเข้าวัสดุจากสินค้าใช้แล้วเพื่อนำมาผลิตสินค้าดังกล่าวอย่างเหมาะสม ดังนั้น หากประเทศไทยตกลงรับพันธกรณีเรื่อง Remanufactured Goods ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี EU-Thailand FTA จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้า การติดฉลาก การรับประกันสินค้า การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ตลอดจนกฎหมายควบคุมกระบวนการผลิตในด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการควบคุมหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าใช้แล้ว โดยต้องกำหนดให้มาตรการที่ใช้บังคับสำหรับสินค้าใช้แล้วทั่วไปจะไม่สามารถใช้กับสินค้า Remanufactured Goods ได้ เพื่อป้องกันมิให้การควบคุมหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าใช้แล้วทั่วไปมีผลใช้บังคับกับสินค้าประเภทดังกล่าว …
ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ
ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย โดยเน้นศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและกระบวนการขายประกันที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ยังมีการเปรียบเทียบกระบวนการก่อนและหลังการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เห็นความแตกต่างในด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น ขอบเขตการศึกษาครอบคลุมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการดำเนินธุรกิจประกันชีวิต โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในต่างประเทศ เช่น GDPR ของสหภาพยุโรป และ PDPA ของสิงคโปร์ เพื่อพิจารณาความแตกต่างด้านการปฏิบัติและผลกระทบในบริบทที่หลากหลาย นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางการปรับปรุง PDPA ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยเน้นการลดความซับซ้อนของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโต ผลการศึกษานี้คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยอย่างยั่งยืน