Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Law and Economics Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 1111 - 1140 of 7033

Full-Text Articles in Law and Economics

U.S. Securities And Exchange Commission And The "Deep Administrative State": A Case Study Of Its Esg Rules, Jerry W. Markham Jan 2024

U.S. Securities And Exchange Commission And The "Deep Administrative State": A Case Study Of Its Esg Rules, Jerry W. Markham

American University Business Law Review

This study examines the highly controversial “environmental, social, and governance” (ESG) rules that were adopted by the Securities and Exchange Commission (SEC) in 2024. Those rules require large public companies to disclose their policies for dealing with climate change and report their greenhouse gas emissions. Critics charge that those rules are the product of a “deep state” administrative agency that is operating outside the checks and balances imposed by the Constitution on other government actors. The study relates the background for these deep state concerns and the constitutional and statutory restraints that were intended to prevent the development of such …


Hollywood's Triple Threat: Writers, Actors, And Antitrust Regulators Take On The Streaming Giants, Remy S. Farkas Jan 2024

Hollywood's Triple Threat: Writers, Actors, And Antitrust Regulators Take On The Streaming Giants, Remy S. Farkas

American University Business Law Review

In the summer of 2023, Hollywood froze when actors, writers, and crew took to the picket lines. Their gripe: the recent mega mergers by media conglomerates. The Writers Guild Association and Screen Actors Guild American Federation of Television and Radio Artists joined forces to protest recent acquisitions by Disney, Amazon, and Netflix; these companies vertically integrated within the industry, which allowed them to exploit workers, limit content, and raise prices for consumers. In the same summer, the Department of Justice and Federal Trade Commission released Draft Merger Guidelines, which included thirteen new guidelines for evaluating whether a merger violates antitrust …


แนวทางการส่งเสริมและพัฒนา การแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) ให้เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์, กวิน คุณวิศาล Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมและพัฒนา การแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) ให้เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์, กวิน คุณวิศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการวิเคราะห์หลักการที่เกี่ยวข้องกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ทั้งในแง่กฎหมาย โครงสร้าง และการบริหารจัดการ รวมถึงการสำรวจปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในกระบวนการแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) ให้เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะและแนวทางปรับปรุงให้การแปลงสภาพดังกล่าวเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนอย่างแท้จริงแม้ประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 34/2559 เรื่องการแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จะออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีอุปสรรคด้านภาระทางการเงินและภาษีที่เกิดขึ้นทั้งระหว่างกระบวนการและภายหลังการแปลงสภาพ เช่น ค่าธรรมเนียม ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ และภาษีเงินได้ จนผู้ถือหน่วยลงทุนขาดแรงจูงใจในการดำเนินการ ซึ่งสวนทางกับเจตนารมณ์ของประกาศดังกล่าว ดังนั้น เพื่อเพิ่มโอกาสและมูลค่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงอำนวยความสะดวกและกระตุ้นให้ผู้ถือหน่วยลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) แปลงสภาพเป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างแพร่หลายและเป็นมาตรฐานสากล จึงควรมีการเสนอแนะแนวทางส่งเสริมและพัฒนาให้การแปลงสภาพดังกล่าวเกิดประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นต่อไปจากผลการศึกษาพบว่า เมื่อพิจารณาการแปลงสภาพกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) ให้เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จะเห็นได้ว่าการลดต้นทุนทางการเงิน การกำหนดค่าธรรมเนียมแบบคงที่ ตลอดจนมาตรการส่งเสริมภาษี และการปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยจูงใจให้ผู้ถือหน่วยลงทุนพร้อมเข้าสู่กระบวนการแปลงสภาพมากขึ้น อีกทั้งยังเสริมสร้างความโปร่งใส (Transparency) และประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) โดยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สามารถบริหารอสังหาริมทรัพย์ได้หลากหลาย มีเพดานกู้ยืมที่สูงขึ้น ลงทุนในโครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ หรือในต่างประเทศได้ รวมถึงเปิดโอกาสให้ทั้งทุนรายย่อยและทุนขนาดใหญ่เข้ามาถือครองหน่วยทรัสต์ได้อย่างสมดุล ส่งผลให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติให้ความเชื่อมั่นและเข้ามาลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยมากขึ้น นำไปสู่การขยายตัวอย่างยั่งยืนของตลาดทุนและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย


ปัญหาการตีความรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีศึกษารายได้ Youtubers, จิรวรรณ จิณณธนพงษ์ Jan 2024

ปัญหาการตีความรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีศึกษารายได้ Youtubers, จิรวรรณ จิณณธนพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการตีความรายได้ของ YouTubers เนื่องจากรายได้บริการที่เข้าเงื่อนไขการเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามคำนิยามของประมวลรัษฎากรมีความหมายที่ค่อนข้างกว้าง ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่ารายได้ของ YouTubers เป็นรายได้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามคำนิยามของประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะรายได้ของ Youtubers มีรูปแบบที่หลากหลายและกรมสรรพากรยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนสำหรับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากรายได้เหล่านี้ จากการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากรายได้ของ YouTubers ในประเทศอินเดีย แคนาดา และนิวซีแลนด์ พบว่าแต่ละประเทศได้ออกมาตรการทางกฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจน กำหนดให้รายได้ของ YouTubers เป็นรายได้ที่เข้าเงื่อนไขและต้องเสียภาษีสินค้าและบริการ (GST) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ YouTubers ผู้มีรายได้สามารถทำความเข้าใจและปฏิบัติตามได้ นอกจากนี้ หน่วยงานสรรพากรของแต่ละประเทศยังสามารถปฏิบัติตามและจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพผู้เขียนเสนอให้กรมสรรพากร ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและสร้างความชัดเจนในทางปฏิบัติสำหรับทั้งเจ้าหน้าที่และผู้เสียภาษี โดยแนะนำให้ใช้แนวทางปฏิบัติจากประเทศแคนาดาและนิวซีแลนด์เป็นต้นแบบในการดำเนินการในระยะสั้น โดยกรมสรรพากรควรออกคำสั่งกรมสรรพากร (คำสั่ง ป.) เพื่อกำหนดให้ YouTubers เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งกำหนดรูปแบบรายได้และเกณฑ์ในการเสียภาษีให้ครอบคลุมรูปแบบรายได้ที่หลากหลายของ YouTubers ซึ่งจะช่วยให้ผู้มีรายได้และเจ้าหน้าที่สรรพากรสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามได้ และเพื่อสร้างความชัดเจนและความครอบคลุมทางกฎหมายในระยะยาว กรมสรรพากรควรมีการปรับปรุง คำนิยาม ‘บริการทางอิเล็กทรอนิกส์’ ในมาตรา 77/1 (10/1) ประมวลรัษฎากร โดยใช้แนวปฏิบัติจากประเทศอินเดียเป็นกรอบอ้างอิง โดยเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้บริการของ YouTubers ถูกระบุเป็นหนึ่งในรูปแบบของบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ การปรับปรุงกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเหล่านี้จะช่วยให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมีความชัดเจน สอดคล้องกับรูปแบบรายได้ที่เปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และลดข้อขัดแย้งในการตีความที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย, ชนัฏฐา วงศ์สุวรรณ Jan 2024

มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย, ชนัฏฐา วงศ์สุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ในประเทศไทย เนื่องจาก ในประเทศไทยบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่บุหรี่ไฟฟ้ามีการเข้าถึงและเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน และคนทั่วไป โดยมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นและในอนาคตมีการคาดการณ์ว่าอาจจะเข้ามาแทนที่บุหรี่มวนแบบจุดสูบ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากวิวัฒนาการที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปตามนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสมัยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็น “สินค้าต้องห้าม" ในการนำเข้าตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2557 แต่ก็มิได้ทำให้ความนิยมในการสูบบุหรี่ไฟฟ้าลดลงแต่อย่างใด ในทางกลับกัน บุหรี่ไฟฟ้ากลับมามีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยได้มีการควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามาหลายปีแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่เป็นที่ประจักษ์ว่าจะควบคุมได้สำเร็จ ดังนั้น การพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการในการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อหาแนวทางในการดำเนินการให้ถูกต้อง ศึกษารายละเอียดในด้านต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ครบถ้วน สมบูรณ์ในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำจะช่วยเป็นกลไกที่จะใช้ควบคุม โดยให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้กำกับดูแลภายใต้การบริหารจัดการอย่างเหมาะสม จากการศึกษาเอกัตศึกษาฉบับนี้ ทำให้ทราบว่า ประเทศไทยมีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่แตกต่างกัน และไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ประเทศไทยจึงควรมีกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า ประเทศไทยควรมีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาความไม่ชัดเจนและข้อกฎหมายที่ปัจจุบันมีการบังคับอยู่หลายฉบับ โดยเห็นควรจัดให้กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติขึ้นใหม่ เพื่อกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ โดยรวมหลักการและมาตรการควบคุมทุกมิติไว้ในกฎหมายฉบับดังกล่าว อาทิ การห้ามการผลิต การนำเข้า การจำหน่าย การโฆษณา การสื่อสารการตลาด การโฆษณาชวนเชื่อ การครอบครอง การสูบ เป็นต้น เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนปิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย


การกำกับดูแลการใช้ Program Trading สำหรับซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทย, ชลธิชา นวสถาพร Jan 2024

การกำกับดูแลการใช้ Program Trading สำหรับซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทย, ชลธิชา นวสถาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับดูแลการนำเทคโนโลยีมาใช้ในตลาดหลักทรัพย์ ในรูปแบบการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ Program Trading ให้มีความโปร่งใสและเท่าเทียมกันระหว่างนักลงทุน และทำให้ตลาดหลักทรัพย์มีสถาพคล่องที่ดีและมีประสิทธิภาพ โดยได้ศึกษาเกณฑ์การกำกับดูแลการใช้ Program Trading รวมถึงได้ศึกษากฎหมายและระเบียบการกำกับดูแลการใช้งานที่เกี่ยวข้องและศึกษาผลกระทบต่อนักลงทุน ซึ่งการวิจัยนี้ใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารของหลักทรัพย์ สถิติและข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ บทความและระเบียบต่าง ๆ บนเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเว็บไซต์ของต่างประเทศ เป็นต้น รวมถึงบทสัมภาษณ์จากผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการซื้อขายและดูแลหลักทรัพย์ และศึกษากฎหมาย แนวทางการกำกับดูแลของต่างประเทศ เพื่อนำมาเปรียบเทียบมาตราการการกำกับดูแลการใช้งาน จากการศึกษาพบว่าหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของตลาดหลักทรัพย์ไทยในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ เช่น การไม่มีกฎหมายดูแลเฉพาะสำหรับการใช้ Program Trading แบบรายงานของลักษณะการซื้อขายด้วยความถี่สูงซึ่งเป็นสาเหตุในการก่อให้เกิดความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ในตลาด บทลงโทษที่ยังไม่เข้มงวดมากเท่ากับต่างประเทศ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานในประเทศที่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่าของประเทศไทยยังไม่คลอบคลุมผู้เขียนจึงได้ศึกษาและเทียบเคียงแนวทางการกำกับดูแลจากต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และเสนอว่าควรมีการเพิ่มและแก้ไขกฎเกณฑ์การกำกับดูแลและกฎหมายให้ครอบคลุมในด้านการซื้อขายด้วยความถี่สูง ด้านการกำหนดระยะเวลาการระงับการซื้อขายชั่วคราวเพื่อชะลอความตื่นตระหนกของตลาด ด้านแบบรายงานที่ต้องแจ้งให้กับตลาดหลักทรัพย์รับทราบเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยง รวมถึงด้านการกำหนดบทลงโทษที่มีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาดหลักทรัพย์ และพัฒนากลไกที่ช่วยรองรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนตลาดหุ้นไทย


การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Esg Bond), โซเฟีย แดงงาม Jan 2024

การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Esg Bond), โซเฟีย แดงงาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานการณการปลอยกาซเรือนกระจกของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จึงกอใหความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change ทำให้นานาประเทศได้มีการรับรองอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) เมื่อปี พ.ศ. 2535 และประเทศไทย ได้ร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโตเมื่อปี พ.ศ.2548 (Kyoto Protocol 2005) จึงเกิดความผูกพันในการปฏิบัติตามข้อตกลงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเด็นปัญหาสำคัญที่นำมาสู่การศึกษาครั้งนี้คือ แนวทางรัฐบาลไทยในการสนับสนุนและเพื่อสร้างความร่วมมือของทั้งภาครัฐและเอกชนในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตเพื่อให้บรรลุตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งมีความต้องการระดมทุนจำนวนมาก ดังนั้นภาคการเงินที่เป็นตัวกลางจัดสรรสภาพคล่องหรือ "เงิน" ในระบบเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นเพื่อสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนที่ยั่งยืน ผู้เขียนจึงเสนอแนวทางการลงทุนผ่านการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามผู้วิจัยพบประเด็นในการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนประกอบด้วยปัจจัย 3 ด้าน ได้แก่ การส่งสัญญาณสู่ตลาดทุน (Market signal)การบิดเบือนภาพลักษณ์ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Washing) และ ต้นทุนของเงินทุน (Cost of Capital) ผู้วิจัยจึงเสนอให้นำมาตรการจูงใจทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุนสำหรับประเทศไทยด้วยการให้เครดิตภาษีแทนการจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้ถือตราสารหนี้โดยมีการ เพิ่มข้อลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตาม มาตรา 47 ของประมวลรัษฎากรสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ก) ผลตอบแทนจากการลงทุน (ดอกเบี้ย) สำหรับผู้ถือพันธบัตรและเพิ่มเพิ่มเติมแนวทางในการกำกับดูแลการออกตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน สำหรับการพิจารณาตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนที่เข้าคุณสมบัติ (Eligible Green) โดยกรมสรรพากร โดยใช้หลักการสากลมาตรฐานตราสารหนี้ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Bond Standard) เป็นการยืนยันตราสารเพื่อความยั่งยืน สำหรับ ตราสารหนี้ สินเชื่อ หรือตราสารแห่งหนี้อื่น


สิทธิคนพิการในการขึ้นเครื่องบินในประเทศไทยโดยการใช้สายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airlines), ฐิติญาภรณ์ บัวงามดี Jan 2024

สิทธิคนพิการในการขึ้นเครื่องบินในประเทศไทยโดยการใช้สายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airlines), ฐิติญาภรณ์ บัวงามดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายสิทธิคนพิการในการใช้สายการบินต้นทุนต่ำ Low cost Airlines ในประเทศไทย ศึกษาแนวคิดหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพในการคุ้มครองคนพิการ และแนวความคิดการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทุกคนเข้าถึงได้ ทั้งกฎหมายไทย กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายต่างประเทศ ตลอดจนศึกษาแนวทาง ข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกปฏิบัติแบบไม่เป็นธรรมต่อคนพิการซึ่งเดินทางโดยสายการบินภายในประเทศไทยให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสมตามทฤษฎี หลักกฎหมาย หลักปฏิบัติที่เป็นสากล และสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนพิการได้จริงในปัจจุบัน จากการศึกษาพบว่ากฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับสิทธิคนพิการซึ่งเดินทางโดยสายการบินต้นทุนต่ำมีหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562 ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง การคุ้มครองสิทธิ ของผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินของไทย ในเส้นทางการบินประจำภายในประเทศ พ.ศ. 2553 กฎกระทรวง กำหนดลักษณะ หรือการจัดให้มีอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ และบริการขนส่ง เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ พ.ศ. 2556 ข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 7 ว่าด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการสำหรับคนโดยสารและสมาชิกลูกเรือในสนามบินที่ให้บริการ สาธารณะ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ล้วนแต่เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพหรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการซึ่งเดินทางโดยสายการบินภายในประเทศและมีปัญหาการบังคับใช้ด้วยกันทั้งสิ้น รวมถึงไม่มีบทบัญญัติที่มีการกำหนดค่าชดเชยและเยียวยาผู้เสียหายและบทลงโทษเพื่อคุ้มครอง รับรองสิทธิและเสรีภาพในการไม่ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการซึ่งเดินทางโดยสายการบินภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม จึงทำให้สายการบินส่วนใหญ่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไทยและเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการดังนั้น เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะทุกด้านอย่างเสมอภาคกับเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติหรือจำกัดสิทธิจากสายการบินและกำหนดข้อห้ามมิให้สายการบินปฏิเสธการขนส่งผู้โดยสารพิการ และกำหนดให้สายการบินห้ามกล่าวอ้างว่าเพื่อประโยชน์แห่งความปลอดภัยหรือการรักษาความปลอดภัย หรือกล่าวอ้างตามที่กำหนดในข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนซึ่งมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิและเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการซึ่งสามารถเดินทางได้แต่โดยลำพังหรือมีผู้ดูแลคนพิการร่วมเดินทางไปด้วย จึงเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวข้างต้น


มาตรการเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช, ณัฏฐา สงวนพงษ์ Jan 2024

มาตรการเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช, ณัฏฐา สงวนพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อมีมาตรการ หรือแนวคิดริเริ่มเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชในประเทศไทยให้เติบโตมากขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์ในระยะยาวให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน ประโยชน์ของธุรกิจดังกล่าวส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (1) ประโยชน์ด้านสุขภาพ สามารถช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้น รวมถึงลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ (2) ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม การรับประทานอาหารทางเลือกจากพืชใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำ และพลังงาน น้อยกว่าอาหารที่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์ จึงถือเป็นการประหยัดพลังงานและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี (3) ประโยชน์ด้านความมั่นคงทางอาหาร สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนอาหาร เนื่องจากกระบวนการผลิตอาหารทางเลือกจากพืชใช้ทรัพยากรด้านต่าง ๆ น้อยกว่าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และ (4) ประโยชน์ด้านสวัสดิภาพสัตว์ การรับประทานอาหารทางเลือกจากพืชถือเป็นการคุ้มครองสัตว์ เพราะเป็นการลดการผลิตผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ในฟาร์มเอกัตศึกษาฉบับนี้ มีการดำเนินการวิจัยด้วยวิธีการศึกษาเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยการศึกษาค้นคว้า รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล จากหนังสือ บทความ ตำรา วิทยานิพนธ์ เอกัตศึกษา เอกสารสิ่งพิมพ์ หลักภาษีอากร โดยมีการใช้ฐานข้อมูลออนไลน์ ที่มีบุคคลอื่นได้บันทึกหรือตีพิมพ์เผยแพร่ไว้เกี่ยวกับมาตรการเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ จากนั้นนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาทำการศึกษา เรียบเรียง และวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อเสนอแนวทางการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชจากการศึกษา พบว่า ในปัจจุบัน ไทยยังขาดมาตรการส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชที่ชัดเจนและครอบคลุม เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสิงคโปร์ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชในไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควรมีการดำเนินการดังนี้ (1) จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ และกฎหมายเฉพาะเพื่อส่งเสริมอาหารทางเลือกจากพืช: กำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน (2) บูรณาการนโยบาย เชื่อมโยงนโยบายด้านอาหารกับนโยบายอื่น ๆ เช่น สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ รวมถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง (3) ส่งเสริมด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช ทั้งในส่วนที่ส่งผลกับอาหารทางเลือกจากพืชโดยตรง เช่น การพิจารณาปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับอาหารทางเลือกจากพืช และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทางอ้อม เช่น การหักค่าใช้จ่ายที่ใช้สำหรับการวิจัย (4) สร้างความตระหนักรู้ และประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของอาหารจากพืช ทั้งต่อผู้บริโภคเอง และต่อสังคมในภาพรวม (5) สนับสนุนเกษตรกร และส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารจากพืชการดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้ไทยมีอุตสาหกรรมอาหารทางเลือกจากพืชที่แข็งแกร่ง สามารถแข่งขันในตลาดโลก และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอกจากนี้ …


ผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการในประเทศไทย : การปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายเพื่อความเป็นธรรมระหว่างเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น, แดนิกา นิติศรวุฒิ Jan 2024

ผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการในประเทศไทย : การปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายเพื่อความเป็นธรรมระหว่างเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น, แดนิกา นิติศรวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบที่มีต่อเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของบริษัทจากการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ตลอดจนวิเคราะห์ความเหมาะสมของมาตรการทางกฎหมาย ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นในการเข้าฟื้นฟูกิจการของบริษัทภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 รวมถึงปัญหาและข้อจำกัดของมาตรการดังกล่าว โดยศึกษาเทียบเคียงกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และประเทศสิงคโปร์ เพื่อแสวงหาแนวทางในการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นภายหลังการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในประเทศไทยที่มีความเหมาะสมและเป็นธรรมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายการจัดทำเอกัตศึกษาฉบับนี้ ใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าและรวมรวมข้อมูลผ่านการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีตและปัจจุบันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงสำหรับใช้ในการศึกษา วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และนำเสนอแนวทางในการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเจ้าหนี้จากการศึกษาพบว่า กระบวนการฟื้นฟูกิจการของประเทศไทยมีความไม่เท่าเทียมกันในผลกระทบที่มีต่อเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นซึ่งเกิดจากกระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดยในกรณีที่บริษัทยังไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้อย่างครบถ้วน เจ้าหนี้ต้องยอมรับความเสียหายจากการปรับโครงสร้างหนี้ในกระบวนการเพื่อให้ลูกหนี้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ แต่ผู้ถือหุ้นกลับไม่ได้รับผลกระทบนอกเหนือไปจากการถูกระงับสิทธิชั่วคราวในระหว่างกระบวนการฟื้นฟูกิจการเท่านั้น ทั้งยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากผลการดำเนินงานของกิจการลูกหนี้ในอนาคต ซึ่งเห็นได้ว่าผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทในกระบวนการฟื้นฟูกิจการได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นที่มาของเอกัตศึกษาฉบับนี้ ในการศึกษาเกี่ยวกับสิทธิในการดำรงสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมภายหลังการฟื้นฟูกิจการ โดยในต่างประเทศมีการกำหนดเกี่ยวกับลำดับการชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งกำหนดสิทธิในการได้รับชำระหนี้และประโยชน์อื่น ๆ ของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น เพื่อให้ความคุ้มครอง และให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียอื่นของกิจการดังนั้น กฎหมายฟื้นฟูกิจการของประเทศไทยจึงควรมีบทบัญญัติเกี่ยวกับลำดับการชำระหนี้ ซึ่งกำหนดสิทธิของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นในการได้รับชำระหนี้หรือประโยชน์อื่น ๆ ซึ่งรวมถึงสิทธิในการดำรงสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นภายหลังการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการฟื้นฟูกิจการของประเทศไทยให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ


มาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ, ธนชัย จันทร์เลิศธนา Jan 2024

มาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ, ธนชัย จันทร์เลิศธนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุและผู้พิการเพิ่มขึ้น ซึ่งกลุ่มของผู้สูงอายุและผู้พิการถือเป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องได้รับการดูแลและช่วยเหลือมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายที่ถดถอย ทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันภายในที่พักอาศัยที่มีสภาพแวดล้อมแบบเดิมมีความลำบากมากขึ้น การปรับปรุงที่พักอาศัยให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่ใช้ในการปรับปรุงค่อนข้างสูงและประเทศไทยยังขาดมาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ มีเพียงนโยบายช่วยเหลือของภาครัฐตามโครงการการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้สูงอายุและผู้พิการให้เหมาะสมและปลอดภัย ซึ่งมีเงื่อนไขหลักคือผู้สูงอายุและผู้พิการมีฐานะยากจน ผู้สูงอายุและผู้พิการที่ไม่ได้มีฐานะยากจนแต่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงที่พักอาศัยไม่สามารถใช้สิทธิตามนโยบายดังกล่าวได้ เกิดเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ที่พักอาศัยไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างเหมาะสม ส่งผลให้เกิดปัญหาที่มีผลกระทบทั้งในด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้พิการ รวมไปถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขเพิ่มขึ้น จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงที่พักอาศัยพบว่า การปรับปรุงที่พักอาศัยให้มีความปลอดภัยมีผลทำให้อัตราการหกล้มของผู้สูงอายุและผู้พิการลดลง ผู้วิจัยจึงได้ศึกษามาตรการทางภาษีของประเทศแคนาดา ซึ่งพบว่าประเทศแคนาดามีมาตรการช่วยเหลือทางภาษีในการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ โดยสามารถนำจำนวนเงินที่ใช้ในการปรับปรุงที่พักอาศัยที่มีลักษณะเป็นการถาวรและเข้าเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในมาตรการมาใช้บรรเทาภาระภาษีได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้พิการมีความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการได้ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการส่งเสริมการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ปลอดภัย ประเทศไทยควรเพิ่มมาตรการช่วยเหลือทางภาษีโดยการนำมาตรการของประเทศแคนาดามาเป็นแนวทางในการปรับใช้ ซึ่งควรพิจารณาปรับเงื่อนไขในมาตรการทางภาษีให้สอดคล้องกับบริบทและกฎหมายของประเทศไทย ทั้งในส่วนของจำนวนสิทธิประโยชน์ทางภาษี เงื่อนไขผู้สูงอายุและผู้พิการ บุคคลที่สามารถใช้สิทธิ รูปแบบมาตรการทางภาษี ที่พักอาศัยและค่าใช้จ่ายที่เข้าเงื่อนไข รวมถึงพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้มาตรการทางภาษีที่กำหนดขึ้นสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการได้ ส่งผลให้ผู้สูงอายุและผู้พิการสามารถดำเนินชีวิตประจำวันภายในที่พักอาศัยได้อย่างสะดวก ปลอดภัย ลดโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ บรรเทาภาระภาษี รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้สูงอายุและผู้พิการ


การควบคุมการปิดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ธนภรณ์ รองทิม Jan 2024

การควบคุมการปิดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ธนภรณ์ รองทิม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันแนวโน้มของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อาหารเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้หน่วยงานด้านอาหารในหลายประเทศให้ความสำคัญกับมาตรการในการป้องกันโดยเฉพาะการแสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารบนฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อแจ้งให้แก่ผู้บริโภค โดยองค์กรมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex Alimentarius) ได้กำหนดมาตรฐานกลางขึ้นเพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้เป็นแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกันในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศกำหนดให้ผู้ผลิตหรือนำเข้าเพื่อจำหน่ายจะต้องแสดงข้อความ “ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร" บนฉลากผลิตภัณฑ์ หากมีการใช้เป็นส่วนประกอบหรืออาจมีการปนเปื้อนในกระบวนการผลิต อย่างไรก็ตาม กฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวคือ กฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังไม่มีข้อบังคับให้ต้องแสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร ส่งผลให้ผู้บริโภคที่มีภาวะภูมิแพ้หรือภาวะภูมิไวเกินอาจไม่ได้รับข้อมูลที่สำคัญอย่างเพียงพอในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าโดยปัญหาดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ด้านหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างในการกำหนดข้อปฏิบัติที่มุ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภคในมิติที่แตกต่างกัน และ 2) ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมิได้นำหลักของกฎหมายทั่วไปมาบังคับใช้อย่างครอบคลุมในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ว่าในประเทศอื่น เช่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา จะมีมาตรการกำหนดให้ต้องปิดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่นเดียวกับอาหารทั่วไปดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยมีแนวทางการควบคุมการปิดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่คุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรดำเนินการผ่านกลไกทางกฎหมาย 2 แนวทาง ได้แก่ 1) แนวทางการควบคุมผ่านกฎหมายเฉพาะ โดยเพิ่มข้อกำหนดให้ต้องแสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารบนฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 2) แนวทางการควบคุมผ่านกฎหมายทั่วไป โดยบังคับใช้กฎหมายทั่วไปให้เคร่งครัดมากขึ้น นอกจากนี้ ควรจัดทำแนวทางการปฏิบัติ (Guideline) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้เข้าถึงข้อมูลและปฏิบัติตามกฎหมายได้สะดวกยิ่งขึ้นหากประเทศไทยดำเนินมาตรการตามแนวทางดังกล่าวแล้ว นอกจากจะช่วยคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยและข้อมูลที่จำเป็นอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เหมาะสมกับตนเอง ยังช่วยสร้างผลกระทบในเชิงบวกต่อทั้งผู้ประกอบการ ภาครัฐ และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้อีกด้วย


มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์, ธรรศปริชณ์ พุทธวรคุณ Jan 2024

มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์, ธรรศปริชณ์ พุทธวรคุณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษา เรื่อง มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้บอท (bot) ซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ โดยศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะเพื่อให้คุ้มครองบริโภคได้รับความเป็นธรรม รวมทั้งแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการจำหน่ายบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์มีประสิทธิภาพในอนาคตจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับการห้ามใช้บอท (bot) ซื้อบัตรคอนเสิร์ตจำนวนมากเพื่อขายต่อในราคาสูงกว่าปกติ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมปัญหาและไม่มีอำนาจลงโทษผู้ที่นำบัตรมาจำหน่ายในราคาสูงกว่าปกติได้ จากการศึกษากฎหมายต่างประเทศพบว่า สหรัฐอเมริกา เช่น รัฐนิวยอร์ก และรัฐแอริโซนานั้นมีกฎหมายการควบคุมการใช้บอท (bot) เป็นเครื่องมือในการซื้อบัตรชมการแสดงต่าง ๆ ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย เช่น ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเข้าถึงบัตรชมการแสดง ปัญหาการนำบัตรชมการแสดงมาขายในราคาที่สูงกว่าปกติ เห็นได้ว่าสหรัฐอเมริกาได้มีความพยายามที่จะคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม เช่นมีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือการออกกฎหมายเพื่อเข้ามาควบคุมและลงโทษการกระทำที่ใช้บอทในการซื้อบัตรบัตรที่เกินกว่าที่กำหนด นอกจากนี้สาธารณรัฐเกาหลีได้แก้ไขกฎหมายกรณีผู้กระทำความผิดที่ใช้โปรแกรมอัตโนมัติซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตเพื่อจำหน่ายต่อ โดยกำหนดโทษจำคุกและโทษปรับด้วย และมีมาตรการป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดอีก เช่น การให้บัตรเข้าชมฟรีแก่แฟนคลับที่รายงานผู้ขายบัตรเกินราคา รวมถึงนำวิธีการต่าง ๆ มาใช้ เช่น โปรแกรมป้องกันมาโคร และการเฝ้าระวังการขายบัตร เป็นต้นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย สำหรับภาครัฐ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรายงานการกระทำที่เป็นความผิดผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ภาคธุรกิจ(ผู้ประกอบการ) ควรพัฒนาปรับปรุงระบบแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย และส่งเสริมกิจกรรมให้บัตรเข้าชมคอนเสิร์ตให้ฟรีแก่แฟนคลับที่รายงานผู้ที่ใช้บอทในการซื้อบัตรและหรือนำบัตรไปเก็งกำไรขายต่อเกินราคาที่กำหนดไว้ ในส่วนของภาคประชาชน (ผู้บริโภค) ควรสร้างความตระหนักรู้ไม่สนับสนุนการใช้บอทในการซื้อบัตร สำหรับข้อเสนอแนะทางกฎหมาย ควรบัญญัติกฎหมายการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดคำนิยาม “บอทที่ใช้ในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ต" ควรกำหนดลักษณะความผิด และบทลงโทษกรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค และทำลายโครงสร้างอุตสาหกรรมคอนเสิร์ต


ปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถาบันการเงินประชาชน พ.ศ. 2562, ฉัตรเฉลิม องอาจธานศาล Jan 2024

ปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถาบันการเงินประชาชน พ.ศ. 2562, ฉัตรเฉลิม องอาจธานศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคการดำเนินการของสถาบันการเงินประชาชนตามพระราชบัญญัติสถาบันการเงินประชาชน พ.ศ. 2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทางปฏิบัติ ผู้เขียนทำการศึกษามาตรการการกำกับดูแล หลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินประชาชน เทียบเคียงกับหลักเกณฑ์เงื่อนไขขององค์กรการเงินระดับฐานรากในประเทศไทยและต่างประเทศ และการวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของพระราชบัญญัติสถาบันการเงินประชาชน พ.ศ. 2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งนำหลักเกณฑ์ขององค์กรการเงินในระดับฐานรากต่างประเทศ มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาหลักเกณฑ์ให้มีความชัดเจนและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น จากการศึกษาและวิเคราะห์พบว่าหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของสถาบันการเงินประชาชนในปัจจุบันโดยเฉพาะในประเด็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงินประชาชน และประเด็นการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายใหญ่ยังไม่มีความชัดเจน ไม่เหมาะสม มีข้อจำกัดในทางปฏิบัติบางประการ ส่งผลให้การดำเนินงานของสถาบันการเงินประชาชนมีข้อจำกัด ขาดประสิทธิภาพ สมาชิกไม่สามารถเข้าถึงแหล่งบริการทางการเงินได้ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของชุมชนได้อย่างแท้จริง เอกัตศึกษานี้เสนอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความชัดเจนและเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยเสนอให้ (1) แยกหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านกำกับดูแลสถาบันการเงินประชาชน กับด้านแผนและนโยบายของสถาบันการเงินประชาชนออกจากกัน (2) หลักเกณฑ์การให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายใหญ่ เกณฑ์บุคคลพิจารณาเฉพาะผู้ขอสินเชื่อและคู่สมรสตามกฎหมาย และเพิ่มเกณฑ์ทุนกิจการโดยกำหนดมิให้ปล่อยสินเชื่อเกินรายได้จากการดำเนินงานเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี * 15% * 12.5 สำหรับเกณฑ์เรื่องพื้นที่การดำเนินงานของสถาบันการเงินประชาชนต้องไม่เกินเขตตำบลหรือแขวงที่ตั้งของสถาบันการเงินประชาชนและเขตหมู่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ที่ติดกับตำบลหรือแขวงอันเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินประชาชนที่กำหนดในปัจจุบันมีความเหมาะสมแล้ว และมีข้อเสนอแนะหลักเกณฑ์เพิ่มเติมในประเด็น (1) เพิ่มมาตรการการกำกับดูแลสถาบันการเงินประชาชนที่ประสบปัญหาทางการเงิน และ(2) เพิ่มมาตรการการคุ้มครองเงินฝากของสมาชิกสถาบันการเงินประชาชนเพื่อประโยชน์ต่อสมาชิกสถาบันการเงินประชาชนอันสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้


ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560ศึกษากรณีระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักร, ธวัชชัย สุขแว่น Jan 2024

ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560ศึกษากรณีระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักร, ธวัชชัย สุขแว่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดพื้นฐาน ทฤษฎี ที่มา และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการผ่านแดนและการถ่ายลำที่เกี่ยวของกับระยะเวลาการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักร และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรของไทย เพื่อวิเคราะห์และศึกษาสภาพปัญหาของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรและการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของผ่านแดนหรือของถ่ายลำ และหาแนวทางในการปรับปรุงพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลานำของผ่านแดนหรือถ่ายลำออกไปนอกราชอาณาจักรให้มีความสอดคล้องและมีมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียวกันในการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศรวมทั้งสามารถใช้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้ จากการศึกษาพบว่าหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรของไทย ไม่สามารถขอขยายระเวลาของการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรได้ และต้องเปลี่ยนพิธีการศุลกากรจากการผ่านแดนหรือถ่ายลำเป็นการนำเข้าเท่านั้น ไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าได้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ มีระยะเวลาการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเหมือนกันกับไทยคือ 30 วันนับแต่วันนำเข้า แต่ทุกประเทศจะมีข้อยกเว้นในการขอขยายระยะเวลาในการส่งสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำให้กับผู้ประกอบการที่มีเหตุผลและความจำเป็นตามที่ได้กำหนดไว้ นอกจากนี้การใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้า ประเทศดังกล่าวได้กำหนดให้สินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำสามารถจัดเก็บในเขตปลอดอากร (Freezone) ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับผู้ประกอบการหากเกิดปัญหาในการส่งสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำออกไปนอกราชอาณาจักร ผู้ศึกษาได้ข้อเสนอแนวทางการนำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรของต่างประเทศมาใช้ประกอบในการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำของประเทศไทย ได้แก่ (1) การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การผ่านแดนและถ่ายลำของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการขยายระยะเวลา และ (2) การใช้เขตปลอดอากร (Free Zone) เป็นสถานที่จัดเก็บสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำ เพื่อให้มีความสอดคล้องและมีมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียวกันในการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ สนับสนุนให้เกิดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น


แนวทางแก้ไขปรับปรุงกฎหมายไทยเพื่อรองรับร่างพันธกรณีภายใต้ความตกลงEu-Thailand Fta เรื่อง Remanufactured Goods, ธีรนาฏ รอดสม Jan 2024

แนวทางแก้ไขปรับปรุงกฎหมายไทยเพื่อรองรับร่างพันธกรณีภายใต้ความตกลงEu-Thailand Fta เรื่อง Remanufactured Goods, ธีรนาฏ รอดสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เกิดปริมาณการผลิตสินค้าจำนวนมาก ก่อให้เกิดการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กระบวนการผลิตสินค้า Remanufactured Goods หรือการนำเข้าวัสดุจากสินค้าใช้แล้วจากประเทศภาคีภายใต้ความตกลงต่าง ๆ มาผลิตเป็นสินค้าใหม่ โดยมีกระบวนการตรวจสอบการผลิตและการวัดมาตรฐานสินค้าที่เข้มงวดเพื่อให้ได้มาตรฐานเทียบเท่ากับสินค้าใหม่จึงเป็นที่นิยมมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือโลหะพลาสติก ฯลฯดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมกระบวนการผลิตภายในประเทศไทยและรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การนำเข้าวัสดุเพื่อผลิตสินค้าในรูปแบบดังกล่าวจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในกระบวนการผลิตสำหรับยุคสมัยใหม่ แต่ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่เคยมีการรับรองพันธกรณีดังกล่าวภายใต้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศใด อีกทั้ง กฎหมายและข้อบังคับภายในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตสินค้า Remanufactured Goods ยังไม่ครอบคลุมและชัดเจนเพียงพอ นอกจากนี้ บางข้อกฎหมายอาจไม่สอดคล้องกับพันธกรณีดังกล่าว เช่น ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดให้รถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2562 หรือ ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2563 ทำให้เกิดข้อจำกัดในการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เนื่องจาก ความตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับมีการบัญญัติพันธกรณีดังกล่าวมากขึ้น เช่นเดียวกับความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย (EU-Thailand FTA) ที่กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา ซึ่งมีการเสนอพันธกรณีเรื่อง Remanufactured Goods ระบุอยู่ด้วย ดังนั้น เพื่อรองรับพันธกรณีภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประเทศไทยควรมีการกำหนดคำนิยามสินค้า Remanufactured Goods ให้ละเอียด ชัดเจน ตลอดจนปรับปรุงแก้ไขข้อบทกฎหมาย และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตสินค้าดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบประเทศภาคีอื่น ๆ ในภาคการผลิต ซึ่งต้องศึกษาผลประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นภายใต้กระบวนการผลิตสินค้าดังกล่าวอย่างละเอียดรอบคอบ และระมัดระวังให้มากที่สุด และอาจมีการพิจารณานโยบายอื่น ๆ ที่ช่วยป้องกันและควบคุมผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมภายในประเทศไทยเอาไว้ด้วย จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายภายใน กฎระเบียบ และข้อบังคับของประเทศต่าง ๆ ที่ได้มีการรับรองพันธกรณีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตสินค้า Remanufactured Goods ภายใต้ความตกลงการค้าระหว่างประเทศแล้ว อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และประเทศเวียดนาม พบว่า ประเทศเหล่านี้มีกฎหมายและระเบียบข้อบังคับหลายฉบับที่ครอบคลุมและเพียงพอต่อการนำเข้าวัสดุจากสินค้าใช้แล้วเพื่อนำมาผลิตสินค้าดังกล่าวอย่างเหมาะสม ดังนั้น หากประเทศไทยตกลงรับพันธกรณีเรื่อง Remanufactured Goods ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี EU-Thailand FTA จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้า การติดฉลาก การรับประกันสินค้า การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ตลอดจนกฎหมายควบคุมกระบวนการผลิตในด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการควบคุมหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าใช้แล้ว โดยต้องกำหนดให้มาตรการที่ใช้บังคับสำหรับสินค้าใช้แล้วทั่วไปจะไม่สามารถใช้กับสินค้า Remanufactured Goods ได้ เพื่อป้องกันมิให้การควบคุมหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าใช้แล้วทั่วไปมีผลใช้บังคับกับสินค้าประเภทดังกล่าว …


ปัญหาการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีความผันผวนสูงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542, นงนภัส ศรีจันทรา Jan 2024

ปัญหาการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีความผันผวนสูงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542, นงนภัส ศรีจันทรา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้เป็นการศึกษาการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีความผันผวนสูงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยทรัพย์สินที่อาชญากรได้มาจากการกระทำความผิดที่ถูกยึดหรืออายัดนั้น ทรัพย์สินบางประเภทที่มีมูลค่าความผันผวนสูง มีราคาไม่แน่นอน หรืออาจเสื่อมสภาพได้ ทรัพย์สินบางประเภทมีมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและยากต่อการประเมินมูลค่า การชดใช้คืนมูลค่าความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายอาจไม่ครอบคลุมถึงมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง เนื่องจากความแตกต่างระหว่างราคาทรัพย์สิน ณ เวลาที่ยึดหรืออายัด กับราคาทรัพย์สิน ณ เวลาที่จำหน่ายหรือชดเชย อาจทำให้เกิดช่องว่างในการคืนทรัพย์สินหรือมูลค่าให้แก่ผู้เสียหายเมื่อมีการบังคับคดีมูลค่าทรัพย์สินอาจต่ำกว่ามูลค่าตอนซื้อทรัพย์สิน การประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อชดใช้คืนแก่ผู้เสียหายนั้นไม่ครอบคลุมถึงมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ทรัพย์สินที่ทำให้ผู้เสียหายได้รับการคืนทรัพย์สินและมูลค่าที่ไม่เต็มจำนวนกับมูลค่าที่เสียหายไป ดังนั้น จึงควรนำหลักมูลค่าตลาด (Market Value) ในการประเมินราคาทรัพย์สินรวมถึงควรมีการจัดตั้งกองทุนสำรองในจัดเก็บรายได้จากการขายทรัพย์สิน การบริหารจัดการเพื่อรองรับการจัดการทรัพย์สินที่มีความซับซ้อนและมูลค่าผันผวนเพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในกรณีทรัพย์สินเสื่อมมูลค่าหรือไม่สามารถจำหน่ายได้ทันเวลา การกำหนดกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมในการจำหน่าย และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพย์สิน ช่วยให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถลดผลกระทบที่เกิดจากความผันผวนของมูลค่าทรัพย์สิน และช่วยให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาในมูลค่าที่สอดคล้องกับความเสียหายที่แท้จริงกำหนดกรอบเวลาชัดเจนในการขายหรือชดเชยทรัพย์สิน ทำให้มาตรการการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีความผันผวนสูงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเยียวยา และคืนมูลค่าให้แก่ผู้เสียหายได้อย่างเต็มจำนวนมูลค่าความเสียหายที่สูญเสียไป


แนวทางในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) เป็น 2 อัตรา, นวลจันทร์ ศิริสัจจวัฒน์ Jan 2024

แนวทางในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) เป็น 2 อัตรา, นวลจันทร์ ศิริสัจจวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤตการคลัง ดังจะเห็นได้จากการที่หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 63% ต่อ GDP นับว่าใกล้แตะเพดาน 70% ซึ่งถือเป็นระดับวิกฤตสำหรับการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของประเทศ คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐต้องเตรียมความพร้อมด้านการคลังเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในระยะยาวโดยเฉพาะระบบบำนาญและประกันสังคม โดยปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีสัดส่วนของประชากรกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ถือว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ (Completed Aged Society) ในขณะที่อัตราการเกิดมีแนวโน้มลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึงประชากรวัยทำงานในอนาคตจะลดลง และคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุแบบสุดยอด(Super Aged Society) หรือมีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 2576 การพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่มีศักยภาพสูงในการเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐ เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มมีฐานภาษีกว้าง ครอบคลุมการบริโภคสินค้าและบริการในทุกระดับของเศรษฐกิจ การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มแม้เพียงเล็กน้อยสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมในสัดส่วนที่มาก และถึงแม้ว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยถูกกำหนดไว้ที่ร้อยละ 10 อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2540ประเทศไทยได้ปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มลงเหลือร้อยละ 7 และรักษาระดับนี้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 27 ปี เมื่อพิจารณาในบริบทระหว่างประเทศ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางถึงสูง (Upper Middle Income Countries - UMIC) และประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมักจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในอนาคตจึงอาจเป็นอีกทางเลือกที่สำคัญสำหรับการเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลังของประเทศจากผลการศึกษาการปรับขึ้นอัตราภาษีการบริโภคของประเทศญี่ปุ่นในสองช่วงเวลา ได้แก่ ปี พ.ศ.2557 และ พ.ศ. 2562 ที่มีความแตกต่างในด้านโครงสร้างอัตราภาษีและมาตรการสนับสนุนอย่างชัดเจน โดยในปี พ.ศ. 2557 ประเทศญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มอัตราภาษีการบริโภคโดยยังคงอัตราเดียว (Flat Rate) ตามโครงสร้างเดิม และไม่มีการกำหนดมาตรการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมและเพียงพอเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย พบว่า ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชนและเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างรุนแรง เนื่องจากประชาชนต้องแบกรับภาระที่เพิ่มขึ้นโดยไม่มีการแบ่งเบาผลกระทบอย่างเป็นระบบ ในทางกลับกัน การปรับเพิ่มอัตราภาษีการบริโภคของประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2562 มีการออกแบบโครงสร้างภาษีที่ยืดหยุ่นมากขึ้นโดยใช้อัตราภาษีสองระดับ (Dual Tax Rate) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำอัตราภาษีที่ลดลง (Reduced Tax Rate) มาใช้กับสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เตรียมมาตรการเปลี่ยนผ่านทั้งแบบถาวรและชั่วคราว เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อประชาชน และเพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เคยเกิดขึ้นจากการปรับขึ้นภาษีในปี …


ธรรมาภิบาลองค์กรกับแนวทางในการปรับใช้ "สิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง" ของสถานประกอบการในประเทศไทย, บวร ตันจิตติวัฒน์ Jan 2024

ธรรมาภิบาลองค์กรกับแนวทางในการปรับใช้ "สิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง" ของสถานประกอบการในประเทศไทย, บวร ตันจิตติวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อทราบถึงความเป็นมาและสถานการณ์ในปัจจุบันของการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้างในประเทศไทย เพื่อทราบถึงขอบเขตของกฎหมายและแนวทางสากลเกี่ยวกับสิทธิที่ลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานกับนายจ้าง และเพื่อทราบแนวทางที่เหมาะสมในการปรับใช้สิทธิที่ลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานกับนายจ้างในกฎหมายไทย เนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนา(โควิด 19) ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในการใช้ชีวิตประจำวัน และการขับเคลื่อนองค์กรธุรกิจผ่านเทคโนโลยีออนไลน์เพิ่มขึ้นแบบมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ประกอบการในปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้การปฏิบัติงานนอกสถานที่ทำงานร่วมกับการดำเนินการบริหารธุรกิจ รัฐบาลไทยได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับ 8) พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นการเพิ่มกฎหมายมาตรา 23/1 ที่เกี่ยวข้องกับการที่นายจ้างให้ลูกจ้างหรือพนักงานสามารถปฏิบัติงานนอกสถานที่ทำงาน มาตรา 23/1 ที่เพิ่มมานี้ในวรรค 3 ได้กล่าวถึงสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง (Right to disconnect) ซึ่งกล่าวถึงหลักการไว้อย่างสั้น ๆ ไม่ได้ระบุแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ทำให้เกิดความหลากหลายในการนำมาใช้ปฏิบัติในองค์กรธุรกิจตามความเข้าใจของนายจ้างซึ่งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับลูกจ้าง ดังนั้นจึงควรกำหนดแนวทางในการปรับใช้สิทธิที่ลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานกับนายจ้างให้มีความชัดเจนจากการศึกษาเอกัตศึกษานี้แนวทางในการพัฒนาของกฎหมายไทยในเรื่องสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้างมีดังนี้ ควรมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้างจะถูกบังคับใช้ในองค์กรที่มีจำนวนลูกจ้างตั้งแต่ 50 ตนขึ้นไป ในข้อนี้สามารถอ้างอิงจากเกณฑ์การแบ่งขนาดธุรกิจกันโดยกระทรวงอุตสาหกรรมที่กำหนดว่าองค์กรธุรกิจขนาดกลางจะมีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 200 คน และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 45 ซึ่งวางหลักว่าให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปสามารถจัดตั้งคณะกรรมการลูกจ้างได้ เพื่อลดปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ต้องมีการกำหนดขอบเขตของการใช้สิทธินี้ให้มีความชัดเจนมากขึ้นงโดยการนำขอบเขตในการใช้สิทธิของประเทศออสเตรเลียที่ปรับใช้ตามความสมเหตุสมผลของ เหตุผลในการติดต่อ วิธีการติดต่อที่เกิดขึ้น ลูกจ้างได้รับค่าตอบแทน เมื่อลูกจ้างสามารถปฏิบัติงานได้ในช่วงเวลาที่ได้รับการติดต่อ หรือลูกจ้างสามรถทำงานนอกเวลาเพิ่มเติมจากเวลางานปกติ บทบาทกับความรับผิดชอบของลูกจ้างในองค์กร และสถานการณ์ส่วนบุคคลของพนักงาน ซึ่งจะทำให้เกิดความสมดุล ได้สัดส่วน เป็นธรรมแก่นายจ้างอีกด้วย มีการกำหนดค่าชดเชยชัดเจนเมื่อมีการละเมิดสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง การกำหนดค่าชดเชยก็ควรให้เป็นไปตามมาตรา 61 62 และ 63 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และเมื่อนายจ้างไม่ชดเชยค่าเสียเวลา นายจ้างจะได้บทลงโทษใโดยอ้างอิงจากมาตรา 144 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 สุดท้ายให้นายจ้างยึดหลักธรรมาภิบาลองค์กรซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิของลูกจ้างโดยกำหนดให้เป็นข้อบังคับในการทำงานซึ่งมีผลบังคับใช้กับนายจ้างและลูกจ้าง ในเรื่องความโปร่งใส ที่ทำให้ลูกจ้างเข้าใจสิทธิของตนเองได้ดีขึ้น รวมถึงเรื่องความยุติธรรม ที่ การมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาที่เป็นธรรม และการให้โอกาสลูกจ้างได้แสดงความคิดเห็น


แนวทางการจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อนำไปใช้อุดหนุนรายจ่ายด้านสาธารณสุขของรัฐ : กรณีศึกษาภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล, นันทวัฒน์ อวยสินประเสริฐ Jan 2024

แนวทางการจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อนำไปใช้อุดหนุนรายจ่ายด้านสาธารณสุขของรัฐ : กรณีศึกษาภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล, นันทวัฒน์ อวยสินประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาแนวทางการนำเครื่องมือภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะมาใช้เพื่อกันเงินจากเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลแก่หน่วยงานทางด้านสาธารณสุข โดยถึงแม้ว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ต่อผู้บริโภคให้คำนึงถึงโทษจากการบริโภคน้ำตาลตามแนวคิดรัฐผู้พิทักษ์ แต่อย่างไรก็ดี เจตนารมณ์ของภาษีชนิดนี้จะมีความชัดเจนมากขึ้นหากมีกลไกในการจัดสรรเงินภาษีแก่หน่วยงานที่มีภารกิจด้านสุขภาพเหมือนกับกรณีภาษีสุราและภาษียาสูบ ซึ่งในเอกัตศึกษาฉบับนี้จะหยิบยกแนวทางการจัดเก็บและการกันเงินภาษีเครื่องดื่มของประเทศฟิลิปปินส์ และเมืองเบิร์กลีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มาปรับใช้เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มของประเทศไทยให้เกิดความเป็นธรรมทางภาษีเพิ่มขึ้นจากการศึกษาพบว่า แนวทางการกันเงินจากภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลจะประสบผลสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐสามารถดำเนินการผ่านแนวคิดบันได 3 ขั้น อันประกอบด้วย (1) “การสร้างรากฐานที่มั่นคง" ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลของไทยให้มีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ (2) “การสร้างการยอมรับ" ต่อการนำเครื่องมือกันเงินภาษีเพื่อวัตถุประสงค์มาใช้ในทางปฏิบัติ และ (3) “การมุ่งสู่เป้าหมายที่แข็งแกร่ง" ด้วยการกันเงินจากภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลแก่หน่วยงานด้านสาธารณสุข โดยผู้วิจัยมีข้อเสนอให้นำแนวคิดการกันเงินภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะแบบอ่อน (Soft Earmarking) มาใช้เนื่องจากสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ที่จัดเก็บและค่าใช้จ่ายตามภารกิจด้านสาธารณสุขได้อย่างชัดเจน มีความยืดหยุ่นสูงในการใช้บังคับเพราะสามารถยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามนโยบายของรัฐบาล อีกทั้งยังช่วยให้การจัดสรรงบประมาณผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ได้รับผลกระทบในระยะยาว โดยในการนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอให้กันเงินภาษีดังกล่าวไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปของเงินอุดหนุนแก่กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ควรสร้างกลไกการถ่วงดุลอำนาจเพื่อป้องกันไม่ให้กองทุนนำเงินที่ได้รับไปใช้จ่ายโดยขาดการควบคุม เช่น กำหนดให้กองทุนมีหน้าที่ต้องประเมินผลสัมฤทธิ์ผ่านการจัดทำรายงานประจำปีและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเป็นประจำทุกปี หรือกำหนดให้มีการทบทวนอัตราการนำส่งและเพดานการนำส่งเงินกันเป็นระยะ ๆ


สิทธิประโยชน์ทางภาษีของบุคคลธรรมดาจากการบริจาคเพื่อการอนุรักษ์, บัณฑิตา ศรีเชิดชู Jan 2024

สิทธิประโยชน์ทางภาษีของบุคคลธรรมดาจากการบริจาคเพื่อการอนุรักษ์, บัณฑิตา ศรีเชิดชู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันพื้นที่ที่เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติมีจำนวนลดลง การอนุรักษ์พื้นที่เหล่านี้จึงมีความสำคัญที่จะช่วยให้เรามีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนในอนาคต ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศและทำหน้าที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญสำหรับสัตว์ป่าและพืชพันธุ์หลากหลายชนิด ภาครัฐจึงมีการจัดทำโครงการต่าง ๆ ด้านการอนุรักษ์ โดยให้ภาคเอกชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ เช่น การบริจาคให้กับหน่วยงานด้านการอนุรักษ์ อีกทั้งการบริจาคให้กับหน่วยงานด้านการอนุรักษ์ยังสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่ภาครัฐประกาศออกมาได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดที่ระบุว่าบุคคลธรรมดาจะสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการบริจาคเพื่อการอนุรักษ์ มีเพียงนิติบุคคลเท่านั้นที่สามารถบริจาคและสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ การไม่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจึงอาจส่งผลทำให้ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสนับสนุนโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ขาดความเท่าเทียมในการให้สิทธิประโยชน์ระหว่างภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และทำให้การพึ่งพิงงบประมาณจากภาครัฐอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ต้องใช้การลงทุนและต้นทุนที่ค่อนข้างสูง จากการศึกษาบทบัญญัติแห่งกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บุคคลธรรมดากรณีบริจาคทรัพย์สินเพื่อการอนุรักษ์ โดยสามารถนำมูลค่าทรัพย์สินที่บริจาคไปใช้เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้ ซึ่งจะประกอบไปด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากรัฐบาลกลาง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากรัฐถิ่นที่อยู่ โดยสิทธิประโยชน์ของรัฐบาลกลางเป็นการหักลดหย่อนภาษีเงินได้ที่สามารถยกยอดไปใช้สูงสุด 15 ปี หรือจนกว่าจะถึงมูลค่าของเงินบริจาค และในส่วนของรัฐถิ่นที่อยู่จะเป็นการให้เครดิตภาษีที่สามารถยกยอดไปใช้ในปีถัด ๆ ไปได้ พบว่ามีแนวทางในการนำมาปรับใช้กับประเทศไทย แต่จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้มีความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยด้วย โดยการนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามรูปแบบของประเทศสหรัฐอเมริกามาปรับใช้ในประเทศไทยอาจต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในด้านของผู้เสียภาษีว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เหมาะสมหรือไม่ และต่อภาครัฐที่จะต้องไม่สูญเสียรายได้ภาษีมากเกินควรจากการนำมาตรการมาปรับใช้


แนวทางการส่งเสริมอาชีวอนามัยด้านสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจ สำหรับผู้ปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม, บัศรีย์ มะตัง Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมอาชีวอนามัยด้านสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจ สำหรับผู้ปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม, บัศรีย์ มะตัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันสุขภาวะจิตใจเป็นประเด็นสำคัญในแผนสุขภาพขององค์การอนามัยโลก (WHO) รวมทั้งกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย ก็ได้ให้ความสำคัญกับการดูแล ป้องกัน และแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสุขภาพจิตในที่ทำงาน แน่นอนว่าการมีสมดุลระหว่างสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งนี้พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ได้ให้คำจำกัดความที่ครอบคลุมถึงอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และจิตใจจากการทำงาน โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักในการป้องกันเหตุอันตรายจากการทำงาน สถานที่ปฏิบัติงาน และบริบทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากหลักเกณฑ์และกรอบปฏิบัติของกฎหมายในการกำกับดูแลความปลอดภัย อาชีวอนามัยด้านสุขภาพร่างกายแล้ว การระบุรายละเอียดให้ครบถ้วนในการกำกับดูแลสุขภาพจิตใจก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพื่อเป็นการบังคับใช้และนำข้อกำหนดทางกฎหมายไปปฏิบัติให้เกิดความเป็นรูปธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ เอกัตศึกษาฉบับนี้ มุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมด้านสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจ สำหรับผู้ปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งการทำงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมกลางทะเลนั้น มีลักษณะและบริบทเฉพาะที่ผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญต่างไปจากงานประเภทอื่น คือ การทำงานท่ามกลางความโดดเดี่ยวอ้างว้างกลางทะเล การแยกจากสังคม มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ใกล้ชิดความเสี่ยง อันส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจของผู้ปฏิบัติงาน การกำกับดูแลสุขภาวะจิตใจของพนักงานจึงมีความสำคัญและควรมีแนวทางการส่งเสริมมาตรการที่ชัดเจนโดยระบุรายละเอียดของกฎข้อบังคับให้ครอบคลุมถึงส่วนของการประเมินและดูแลสุขภาพจิตของพนักงาน ทั้งนี้ ผลกระทบจากปัญหาด้านสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจ อาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟ ความเครียดสะสม จิตตก หรือภาวะซึมเศร้า ซึ่งส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงาน ตัวบุคคล และคนรอบข้างได้ ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงเสนอให้มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจประเมินสุขภาวะจิตใจสำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ลงในแบบสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้าง ที่กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีการบันทึกผลการตรวจสุขภาพทุกครั้งที่มีการตรวจสุขภาพทางการแพทย์ และนายจ้างควรมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมเกี่ยวกับการป้องกันดูแล และพื้นฟูสุขภาวะจิตใจของลูกจ้าง รวมทั้งสวัสดิการที่ช่วยเติมเต็มความรู้สึกของการต้องถูกปลีกแยกออกมาขณะต้องปฏิบัติงาน โดยข้อเสนอแนะเหล่านี้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันและแก้ปัญหาสุขภาพจิตที่ยั่งยืนสำหรับผู้ปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมมากยิ่งขึ้น


มาตรการจูงใจทางด้านการเงินและภาษีอากรสำหรับผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ : กรณีศึกษาประเทศแคนาดาและประเทศกาน่า, ปัณณวัชร์ วัฒนณธีสิทธิ์ Jan 2024

มาตรการจูงใจทางด้านการเงินและภาษีอากรสำหรับผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ : กรณีศึกษาประเทศแคนาดาและประเทศกาน่า, ปัณณวัชร์ วัฒนณธีสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาให้ทราบถึงแนวคิดเกี่ยวกับ “ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์" ในทางสากล ภายใต้บริบทที่ผู้ประกอบรุ่นเยาว์มีศักยภาพในเชิงพัฒนานวัตกรรมที่มีความคิดสร้างสรรค์ และรวมถึงนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในการเริ่มต้นธุรกิจ โดยเน้นการศึกษาด้านการเงินและภาษี โดยการเปรียบเทียบกับประเทศแคนาดาและประเทศกาน่า เพื่อมาเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทยให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีผู้ประกอบการรุ่นเยาว์เป็นตัวการที่สำคัญในการขับเคลื่อนแผนดังกล่าวให้สามารถประสบความสำเร็จได้ในอนาคตจากการศึกษาพบว่า นโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในประเทศแคนาดาและประเทศกาน่าให้ประสบความสำเร็จ มีผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของการสรรค์สร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ การกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ห่างไกล หรือแม้กระทั่งด้านความยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตดังนั้น ถ้ารัฐบาลไทยจะนำนโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณของทั้งประเทศดังกล่าวนี้มาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทและสภาพแวดล้อมของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในประเทศ อาจจะก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมไม่มากก็น้อย อีกทั้งยังเป็นสร้างแรงจูงใจสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีความกล้าที่เริ่มประกอบธุรกิจที่ตนเองมีพื้นฐานทางความรู้หรือประสบการณ์จากครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ก่อให้เกิดแนวทางการประกอบธุรกิจใหม่ ๆ สร้างโอกาสและสร้างรายได้แก่ระบบเศรษฐกิจในชุมชนหรือพื้นที่ธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในอนาคต นอกจากนี้ การพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ในด้านการสร้างความยั่งยืน แผนดังกล่าวจะส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ได้มีโอกาสเติบโตทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังจะสร้างจิตสำนึกและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน และใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนในอนาคต


มาตราการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของแถมจากการซื้อสินค้า, ปารณัท จักรพันธุ์ Jan 2024

มาตราการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของแถมจากการซื้อสินค้า, ปารณัท จักรพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของแถมจากการซื้อสินค้า และศึกษาสภาพปัญหาของประเทศไทยเกี่ยวกับการส่งเสริมการขายในกรณีของแถมจากการซื้อสินค้า เพื่อนำมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในต่างประเทศที่มีความชัดเจนและได้ให้การคุ้มครองแก่ผู้บริโภคไว้เป็นอย่างดีแล้ว มาปรับใช้และเสนอแนะมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของแถมจากการซื้อสินค้าให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ในปัจจุบัน ภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบธุรกิจจึงต้องใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการแสวงหาผลกำไรและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด โดย“ของแถม"เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่มุ่งเน้นให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจและสร้างแรงจูงใจในการซื้อสินค้า ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ในประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของแถมจากการซื้อสินค้าไว้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถใช้ของแถมเพื่อเป็นการดึงดูดผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าอย่างไม่เป็นธรรม ส่งผลให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจผิดพลาดโดยเลือกซื้อสินค้าจากการให้ของแถมในลักษณะดังกล่าว จากการศึกษาพบว่า ในต่างประเทศ ได้แก่ สหภาพยุโรป ประเทศเยอรมนี และประเทศสิงคโปร์ มีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของแถม โดยห้ามไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจเพิ่มราคาหรือเปลี่ยนแปลงคุณภาพของสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนของแถม ซึ่งเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคจากการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทย ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะให้มีการกำหนดมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคจากการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมให้มีความชัดเจนและครอบคลุมถึงกรณีการกำหนดมูลค่าของแถมจากการซื้อสินค้า ที่ห้ามไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจนำต้นทุนของแถมมารวมไว้ในราคาสินค้าที่ขาย รวมถึงการกำหนดแนวทางการตีความและการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ ส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความเหมาะสมและเพียงพอ รวมถึงลดการเอารัดเอาเปรียบทางการค้าของผู้ประกอบธุรกิจ


แนวทางการกำหนดค่าปรับเป็นพินัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เป็นรายจ่ายต้องห้ามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร, ปิลันธมาส จันทร์สุโรจน์ Jan 2024

แนวทางการกำหนดค่าปรับเป็นพินัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เป็นรายจ่ายต้องห้ามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร, ปิลันธมาส จันทร์สุโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนากระบวนการลงโทษความผิดที่ไม่ร้ายแรง โดยเปลี่ยนจากโทษปรับทางอาญาที่มีความยุ่งยากและใช้เวลานาน มาเป็นการปรับเป็นพินัยซึ่งมีความยืดหยุ่นและลดผลกระทบต่อผู้กระทำผิด โดยมาตรการนี้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในการกำกับดูแลนิติบุคคล อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณากฎหมายภาษีอากรพบว่า ค่าปรับที่เป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุว่าเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา เป็นรายจ่ายต้องห้าม แต่ค่าปรับเป็นพินัยกลับไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดนี้ นอกจากนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 40/2560 ยังได้ตีความให้รายจ่ายต้องห้ามที่เป็นค่าปรับบังคับใช้เฉพาะกับการกระทำผิดตามกฎหมายภาษีอากร ส่งผลให้ค่าปรับที่เกิดจากการกระทำผิดกฎหมายอื่นสามารถบันทึกเป็นรายจ่ายได้ ซึ่งมีผลทำให้กำไรสุทธิของนิติบุคคลลดลงและภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลงตามไปด้วย ความไม่ชัดเจนของกฎหมายดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบในแง่ความเป็นธรรม โดยทำให้นิติบุคคลที่ฝ่าฝืนกฎหมายได้รับประโยชน์จากการเสียภาษีที่น้อยกว่านิติบุคคลที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและส่งเสริมพฤติกรรมละเมิดกฎหมายโดยอ้อม นอกจากนี้ความไม่ชัดเจนของประมวลรัษฎากรและคำวินิจฉัยยังสร้างความไม่แน่นอนในทางปฏิบัติและสร้างความสับสนให้แก่ผู้ใช้กฎหมายและผู้เสียภาษีเมื่อศึกษาหลักเกณฑ์การกำหนดค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายจ่ายต้องห้ามของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส พบว่าตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้มีความสอดคล้องกัน มีแนวปฏิบัติให้ค่าปรับเป็นพินัยที่เกิดจากการละเมิดกฎหมายเป็นรายจ่ายต้องห้าม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดได้รับผลประโยชน์ทางการเงิน ซึ่งสอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมและความแน่นอนตามหลักการทั่วไปเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากรที่ดีดังนั้นหากประเทศไทยมีการปรับปรุงแก้ไขมาตรา 65 ตรี (6) ของประมวลรัษฎากรให้รายจ่ายต้องห้ามครอบคลุมถึงค่าปรับเป็นพินัยและค่าปรับตามกฎหมายทุกประเภท จะสร้างความชัดเจนและไม่เป็นการเปิดช่องให้เกิดการตีความที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของการลงโทษทางกฎหมาย การแก้ไขดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมาย ลดการกระทำผิดซ้ำ สร้างความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทย และสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษีอากร ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ผู้เสียภาษีทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม


ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ Jan 2024

ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย โดยเน้นศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและกระบวนการขายประกันที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ยังมีการเปรียบเทียบกระบวนการก่อนและหลังการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เห็นความแตกต่างในด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น ขอบเขตการศึกษาครอบคลุมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการดำเนินธุรกิจประกันชีวิต โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในต่างประเทศ เช่น GDPR ของสหภาพยุโรป และ PDPA ของสิงคโปร์ เพื่อพิจารณาความแตกต่างด้านการปฏิบัติและผลกระทบในบริบทที่หลากหลาย นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางการปรับปรุง PDPA ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยเน้นการลดความซับซ้อนของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโต ผลการศึกษานี้คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยอย่างยั่งยืน


แนวทางการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ กรณีขายพ่วงผลิตภัณฑ์การเงิน, พัฒน์ พัฒโน Jan 2024

แนวทางการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ กรณีขายพ่วงผลิตภัณฑ์การเงิน, พัฒน์ พัฒโน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรอบกฎหมายและแนวทางการกำกับดูแลของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยเกี่ยวกับการขายพ่วงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน รวมถึงการเปรียบเทียบกับแนวทางของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมและแนวปฏิบัติที่เป็นธรรมในการกำกับดูแลการขายพ่วงผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยมีการกำกับดูแลผ่านแนวทาง การให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการป้องกันการบังคับขายพ่วงที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังมีความคลุมเครือในบางประเด็น เช่น การกำหนดนิยามของความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ และข้อกำหนดที่ห้ามการบังคับให้ลูกค้าทำประกันภัยกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งเปิดโอกาสให้ธนาคารใช้แรงจูงใจทางอ้อม เช่น การเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษหรือเงื่อนไขสินเชื่อที่เอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ที่ซื้อประกันภัยผ่านธนาคาร เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา พบว่ากฎหมายของสหภาพยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกามีข้อกำหนดที่ชัดเจนกว่า ซึ่งให้เหตุผลของการอนุญาตขายพ่วงอย่างชัดเจน และกำหนดให้สถาบันการเงินต้องเสนอทางเลือกที่แท้จริงแก่ลูกค้า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงมีช่องว่างในด้าน ความชัดเจนของหลักเกณฑ์การกำกับดูแล และการตีความข้อกำหนด ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ดังนั้น งานวิจัยนี้เสนอแนะให้มีการปรับปรุงแนวทางการขายพ่วงที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ การกำหนดผลิตภัณฑ์ที่สามารถขายพ่วงได้อย่างชัดเจน พร้อมเหตุผลที่สอดคล้องกับความจำเป็นทางธุรกิจ และข้อกำหนดที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค อันจะส่งผลให้ตลาดการเงินมีความโปร่งใสและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว


การคุ้มครองผู้บริโภค : ศึกษากรณีเกี่ยวกับการคิดค่าบริการ 10%, ภัทรพร กิจสมัย Jan 2024

การคุ้มครองผู้บริโภค : ศึกษากรณีเกี่ยวกับการคิดค่าบริการ 10%, ภัทรพร กิจสมัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค : ศึกษากรณีเกี่ยวกับการคิดค่าบริการ 10% มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวกับการเก็บค่าบริการของประเทศไทย และต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์ประเด็นปัญหาและหาแนวทางการแก้ไขค่าบริการของประเทศไทยโดยเปรียบเทียบกับต่างประเทศเพื่อให้ความคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม จากการศึกษา พบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวกับการเก็บค่าบริการแต่อย่างใด มีเพียงกฎหมายที่กล่าวถึงวิธีการปฏิบัติของผู้ประกอบการทั่วไปในพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 และประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 72 พ.ศ. 2567 เรื่องการแสดงสินค้าและค่าบริการ ซึ่งเป็นเพียงการกำหนดแนวทางการปฏิบัติให้ผู้จำหน่ายหรือผู้ให้บริการจะต้องปฏิบัติเท่านั้นว่าผู้ประกอบธุรกิจจะต้องปฏิบัติอย่างไร แต่ไม่ได้ระบุว่าอัตราที่จะเรียกเก็บค่าบริการต้องจะเป็นอัตราเท่าไหร่ จากการศึกษากฎหมายมลรัฐฮาวายและแมสซาชูเซตส์ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอังกฤษจะมีการกำหนดกฎหมายเกี่ยวกับค่าบริการไว้อย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าแต่ละประเทศดังกล่าวนั้นได้กำหนดอัตราค่าบริการไว้ในกฎหมายแต่อย่างใด ในขณะที่ประเทศมัลดีฟส์ มีกฎหมายเกี่ยวกับการเก็บเงินค่าบริการและกำหนดอัตราค่าบริการขั้นต่ำร้อยละ 10 ไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน ปัจจุบันประเทศไทยได้ตราร่างพระราชบัญญัติค่าบริการพิเศษ พ.ศ...ที่อยู่ระหว่างปรับปรุงตามข้อเสนอจากประชาวิจารณ์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่ากำหนดว่าการกำหนดอัตราค่าบริการพิเศษไม่เกินร้อยละสิบของราคาสินค้าและบริการนั้นยังเป็นข้อความที่ไม่ชัดเจนและเป็นอัตราที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และความไม่ชัดเจนกรณีให้ผู้ประกอบการแจ้งการเรียกเก็บค่าบริการว่าจะต้องแจ้งโดยวิธีใด อีกทั้งความไม่เหมาะสมของการกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้บริโภคกรณีไม่ชำระค่าบริการพิเศษโดยไม่มีเหตุทางกฎหมายที่จะอ้างได้นั้น ข้อเสนอแนะ ควรออกกฎหมายกำหนดแนวทางการเรียกเก็บค่าบริการให้ชัดเจน ควรกำหนดวิธีการแจ้งการเก็บค่าบริการให้ชัดเจน โดยมีการระบุในเมนูหรือป้ายประกาศหน้าร้าน และหากไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ผู้บริโภคมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายค่าบริการนั้น นอกจากนี้ผู้บริโภคควรมีสิทธิใช้ดุลพินิจในการจ่ายค่าบริการ ซึ่งหากให้สิทธิผู้บริโภคสามารถปฏิเสธการจ่ายค่าบริการพิเศษในกรณีที่ผู้บริโภคได้รับบริการที่ไม่เหมาะสม ประการสุดท้ายไม่ควรกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้บริโภคที่ปฏิเสธการจ่ายค่าบริการพิเศษ ในร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนพิเศษ พ.ศ...มาตรา 15


แนวทางการลดหย่อนภาษี กรณีนำค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตร อายุไม่เกิน 20 ปี และยังไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี มาใช้ลดหย่อนภาษีได้, รัชนากานต์ วาณิชชากุล Jan 2024

แนวทางการลดหย่อนภาษี กรณีนำค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตร อายุไม่เกิน 20 ปี และยังไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี มาใช้ลดหย่อนภาษีได้, รัชนากานต์ วาณิชชากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการลดหย่อนภาษี กรณีนำค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตร อายุไม่เกิน20ปี และยังไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี มาใช้ลดหย่อนภาษีได้ โดยศึกษาในขอบเขตของหลักกฎหมาย เงื่อนไข หลักเกณฑ์ และผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีค่าลดหย่อนบุตร โดยไม่พิจารณาบุตรในกรณีเป็นบุตรบุญธรรม เป็นบุคคลไร้ความสามารถ และ ทุพพลภาพ และใช้วิธีการศึกษาในกรอบของการวิจัยเชิงเอกสาร ที่มุ่งศึกษาจากปัญหาที่พบในชีวิตประจำวัน และรวบรวมข้อมูลโดยการค้นคว้าเชิงเอกสารเป็นหลัก ทั้งนี้จากการศึกษา พบว่าปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีมาตราการให้นำเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตรมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ มาตราการทางภาษีมีความไม่เสมอภาคกับกรณีของค่าอุปการะบิดามารดาและค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา การที่มาตราการทางภาษี กรณีค่าลดหย่อนบุตรยังไม่สามารถบรรเทาภาระทางการเงินของหน่วยครัวเรือนสะท้อนออกมาเป็นผลลัพธ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับแนวโน้มมีอัตราการเกิดที่ลดลง และโครงสร้างของหน่วยครัวเรือนมีการเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ เปลี่ยนจากครัวเรือนขยาย มาเป็นครัวเรือนที่เล็กลง เฉลี่ยมีสมาชิกที่เป็นวัยทำงานหนึ่งคน ที่ต้องมีภาระเลี้ยงดูวัยพึ่งพิง(บิดามารดา และ บุตร)ถึง 2 คน แม้ว่าในการดูแลบุตร จะมี ประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการ หรือหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพจากรัฐแล้ว แต่บิดามารดาก็ยังจำเป็นต้องเลือกซื้อ ประกันสุขภาพส่วนตัว ให้กับบุตรเพื่อเป็นการป้องกันภาระทางการเงินส่วนเกินจากค่ารักษาพยาบาล เพราะ การรักษาโรคร้ายแรงบางอย่าง ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์เบิกไม่ได้ ยาราคาแพงที่มีคุณภาพ จัดเป็นยานอกบัญชี และค่าห้องพิเศษ ห้อง ICU ในโรงพยาบาลเอกชน ก็เป็นส่วนที่ไม่ได้อยู่ในความคุ้มครองด้านสุขภาพจากรัฐ ในอีกด้านหนึ่ง บิดามารดาที่ต้องมีภาระการดูแลบุตร หากบุตรป่วยแล้วต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล อาจต้องลางานหรือหยุดงานเพื่อมาดูแล ทำให้ขาดรายได้ในช่วงระหว่างการรักษาตัวของบุตรไป การทำประกันสุขภาพส่วนตัวของบุตร จึงเป็นการได้รับความคุ้มครองรายได้ระหว่างรักษาตัว เพราะ แม้ระบบของรัฐ (เช่น ประกันสังคม) จะมีการจ่ายเงินชดเชยกรณีลาป่วย แต่ไม่เพียงพอสำหรับรายได้ที่ขาดไป กล่าวคือ ตามเงื่อนไขของการมีสิทธิได้รับค่าชดเชยการขาดรายได้ จะได้รับการชดเชยเพียงแค่ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ยิ่งไปกว่านั้น ระบบสวัสดิการของรัฐมีวงเงินจำกัด ในกรณีของการรักษาโรคร้ายแรงหรือการผ่าตัดจะมีส่วนเกินที่เกิดขึ้นมาก การทำประกันสุขภาพของบุตร ก็เพื่อเพิ่มวงเงินความคุ้มครอง อันเป็นการลดภาระทางการเงินของหน่วยครัวเรือนและเป็นการทำให้ครัวเรือนมีความมั่นคงของรายได้ และ ระบบทั้ง 3 ดังกล่าว ยังมี แนวคิดและการบริหารจัดการ ที่มีความแตกต่างกัน ขาดความเป็นองค์รวม ก่อให้เกิดต้นทุนในการบริหารสูง เกิดความซ้ำซ้อนในการกำกับควบคุมการตรวจสอบทางด้านการเงิน การตรวจสอบคุณภาพในการรักษาพยาบาล และการคำนวณต้นทุนในการรักษาพยาบาล ดังนั้น ประเทศไทย ควรมีการกำหนดมาตราการทางภาษีให้สามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพของบุตรที่อายุไม่เกิน 20 ปี และยังไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี มาใช้ลดหย่อนได้ รวมไปถึง ต้องสร้างนโยบายการบวกเพิ่มภาษี …


ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมโฆษณาในประเทศไทย : ศึกษากรณีเครื่องรางของขลัง, วรสิทธิ์ ศรีรุ่งกิจสวัสดิ์ Jan 2024

ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมโฆษณาในประเทศไทย : ศึกษากรณีเครื่องรางของขลัง, วรสิทธิ์ ศรีรุ่งกิจสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันกฎหมายที่ประเทศไทยนำมาบังคับใช้ควบคุมโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการที่ เกี่ยวข้องกับเครื่องรางของขลังอยู่ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ กำหนดขอบเขตลักษณะของข้อความโฆษณาของสินค้าเป็นการทั่วไปไม่ได้บัญญัติเฉพาะเจาะจงถึงลักษณะ ข้อความโฆษณาของสินค้าและบริการที่เป็นเครื่องรางของขลัง ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายชี้ชัดความผิดจากการใช้ข้อความโฆษณาที่เป็นเท็จหรือเกินจริงหรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้าหรือบริการที่เป็นเครื่องรางของขลังที่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ยืนยันความถูกต้องจากผู้ประกอบธุรกิจเครื่องรางของขลังตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าหรือไม่ทันการณ์ในการบังคับเอาผิดดำเนินคดี จากการศึกษากฎหมายต่างประเทศโดยเลือกศึกษาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายโฆษณาเครื่องรางของขลัง 3 ประเด็น ได้แก่ 1. กฎหมายที่ใช้บังคับควบคุม 2. ขอบเขตของลักษณะข้อความโฆษณาที่กฎหมายบัญญัติให้ควบคุม และ 3. กลไกการกำกับดูแลกันเอง พบว่ารูปแบบกฎหมายว่าด้วยการโฆษณาของประเทศจีน ประมวลวิธีปฏิบัติว่าด้วยการโฆษณาจากการกำกับดูแลกันเองของภาคเอกชนในประเทศสิงคโปร์ และกฎหมายต่อต้านไสยศาสตร์ในรัฐมหาราษฏระของประเทศอินเดียได้กำหนดขอบเขตลักษณะของข้อความที่โฆษณาสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์เป็นการเฉพาะที่ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่เกี่ยวกับการโฆษณาสามารถชี้ชัดความผิดของการใช้ข้อความเนื้อหาโฆษณาที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการเครื่องรางของขลังได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์ แต่ลักษณะ การบังคับใช้ผ่านกฎหมายโฆษณาโดยตรงแบบจีน ผ่านกฎหมายต่อต้านไสยศาสตร์แบบอินเดีย หรือผ่านกลไกการกำกับดูแลกันเองแบบสิงคโปร์ ไม่เหมาะกับบริบทของประเทศไทยเนื่องจากสังคมวัฒนธรรมและความเชื่อที่แตกต่างกัน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคควรกำหนดขอบเขตของลักษณะข้อความโฆษณาที่กฎหมายบัญญัติให้ควบคุมเป็นการเฉพาะเจาะจงถึงขอบเขตทั้งหมดที่เกี่ยวกับข้อความแสดงถึงความเหนือธรรมชาติของเครื่องรางของขลังในบทบัญญัติผ่านกฎกระทรวงที่อาศัยอำนาจตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา 22 (5) ให้เป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมส่วนรวมที่สามารถบังคับใช้กฎหมายเอาผิดดำเนินคดีโดยทันที นอกจากนี้ภาครัฐควรส่งเสริมกลไกการกำกับดูแลกันเองที่เกี่ยวกับโฆษณาของภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐแบบ Co-Regulation ด้วย