Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Civil Engineering Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2023

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 451 - 477 of 477

Full-Text Articles in Civil Engineering

A Communication System To Support Evacuation Route In The Building Construction Project, Somjintana Kanangkaew Jan 2023

A Communication System To Support Evacuation Route In The Building Construction Project, Somjintana Kanangkaew

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the past decade, emergencies have occurred in construction projects, directly influencing injuries and casualties due to the dynamic nature of construction. Currently, the practice of developing evacuation routes for most construction projects is presented in a static and non-interactive manner. This involves a two-dimensional evacuation plan that cannot provide a real-time evacuation route. Furthermore, some emergency signs are unclear and do not provide the correct evacuation routedue to construction activities not aligning with the construction progress. Therefore, conventional evacuation plans have limitations and require improvement. Building Information Modeling (BIM) and Augmented Reality (AR) can present the evacuation route position …


Assessment Of Macro Models Of Masonry Infilled Rc Frames With Opening, Sreyneth Lath Jan 2023

Assessment Of Macro Models Of Masonry Infilled Rc Frames With Opening, Sreyneth Lath

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to investigate the behavior of masonry infilled reinforced concrete structures in the presence of central windows and doors under lateral seismic loading through macro-modeling simulations. The primary objective is to assess and evaluate three macro models, including the multiple equivalent strut method, discretized macro element method, and reduction factor method, in the seismic performance evaluation of masonry-infilled RC frames with central window and door openings. To achieve this, a nonlinear push-over analysis will be conducted using the software SAP 2000. The results were compared with a recent experimental study on a single-story, on-bay masonry-infilled RC frame with …


การประยุกต์ใช้เกมการต่อรองและเรียลออปชันเพื่อวิเคราะห์เงื่อนไขการเจรจาขอแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ด้วยวิธีการจำลอง Monte Carlo, ชานน อธิปัญญา Jan 2023

การประยุกต์ใช้เกมการต่อรองและเรียลออปชันเพื่อวิเคราะห์เงื่อนไขการเจรจาขอแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ด้วยวิธีการจำลอง Monte Carlo, ชานน อธิปัญญา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันมีการใช้สัญญาการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมากขึ้น โดยรัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนและดำเนินการในโครงการ เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณและความสามารถในการกู้ อีกทั้งสัญญาการร่วมทุนยังส่งเสริมการแข่งขันของภาคเอกชนในการบริหารจัดการ ตลอดจนการแบ่งสรรความเสี่ยงที่เหมาะสมระหว่างรัฐและเอกชน อย่างไรก็ตามสัญญาร่วมทุนมักมีระยะเวลาคงที่และนานหลายปี เช่น 25-30 ปี เป็นต้น ซึ่งสัญญาระยะยาวย่อมมีความเสี่ยงสูง ทำให้มักเกิดเหตุการณ์ขอเจรจาแก้ไขสัญญาจากเอกชนผู้รับสัมปทานในช่วงดำเนินงาน กรณีที่หากเกิดเหตุการณ์เสี่ยงที่ส่งผลเชิงลบต่อผลการดำเนินงาน อีกทั้งโครงการร่วมลงทุนแต่ละโครงการมีบริบท ต้นทุน ผลประโยชน์และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ดังนั้นการกำหนดระยะเวลาสัมปทานที่เป็นแบบคงที่หรือการกำหนดรูปแบบการสนับสนุนที่เหมือนกัน อาจทำให้ภาครัฐเสียโอกาสในรายได้ที่ควรจะได้รับกรณีที่โครงการมีผลการดำเนินงานดีกว่าที่ประเมินในรายงานผลการศึกษาโครงการ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดเชิงคำนวณเพื่อใช้วิเคราะห์ระยะเวลาสัมปทานที่เหมาะสมของโครงการภายใต้การจำลองแบบมอนติคาร์โล โดยใช้หลักทฤษฎีเกมเพื่อหาระยะเวลาสัมปทาน และกรอบแนวคิดเชิงคำนวณเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบต่างๆด้วยการวิเคราะห์แบบเรียลออปชัน เช่น การวิเคราะห์การสนับสนุนโดยการให้กู้ยืมด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าตลาด หรือ การกำหนดระยะเวลาสัมปทานแบบยืดหยุ่น เนื่องจากเป็นการศึกษากรอบแนวคิดสำหรับการวิเคราะห์ดังนั้นจึงมีการกำหนดตัวแปรบางอย่างเพื่อให้สามารถทดสอบตัวแบบที่สร้างขึ้นมาได้ สำหรับการศึกษาในอนาคตอาจศึกษาถึงที่มาและผลของตัวแปรที่แตกต่างออกไป


การเรียนรู้ของเครื่องสำหรับทำนายกำลังรับแรงอัดประลัยของเสาท่อเหล็กคู่หล่อคอนกรีตด้านใน, ปิยวัฒน์ บุญเลิศนิรันดร์ Jan 2023

การเรียนรู้ของเครื่องสำหรับทำนายกำลังรับแรงอัดประลัยของเสาท่อเหล็กคู่หล่อคอนกรีตด้านใน, ปิยวัฒน์ บุญเลิศนิรันดร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอวิธีการทำนายกำลังรับแรงอัดประลัยของเสาวัสดุผสมท่อเหล็กคู่หล่อคอนกรีตด้านใน ( Concrete Filled Double Skin Steel Tube Columns ) หรือ CFDST โดยใช้ความสามารถในการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และค้นหาอัลกอริทึมที่ให้ความแม่นยำมากที่สุดนำมาสร้างโมเดลในการทำนายและเปรียบเทียบความแม่นยำกับการออกแบบมาตรฐาน (Standard Design Code) โดยงานวิจัยนี้จะเลือกใช้กระบวนการถดถอยแบบเกาส์เซียน (GPR : Gaussian Process Regression ) และเอกตรีมกาเดียนบูสติ่ง (XGBoost : Extreme Gradient Boosting) เป็นอัลกอริทึมหลักและใช้ข้อมูลจากการทดสอบจริงในอดีตและจากการจำลองด้วยโปรแกรม ABAQUS มาเป็นชุดข้อมูลในการฝึกฝนโมเดล โดยข้อมูลนำเข้าประกอบไปด้วย เส้นผ่าศูนย์กลางด้านนอกและด้านใน ความหนาท่อเหล็กด้านนอกและด้านใน กำลังรับแรงอัดของคอนกรีตที่ 28 วันจากการทดสอบโดยกดลูกปูนรูปทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 150 มิลลิเมตร ความสูง 300 มิลลิเมตร กำลังครากของท่อเหล็กด้านนอกและด้านใน และ ความสูงของเสาวัสดุผสม ข้อมูลนำออกคือ กำลังรับแรงอัดประลัยตามแนวแกนของเสาวัสดุผสม โดยการสร้างโมเดลสำหรับทำนายกำลังจะแบ่งออกเป็น 2 โมเดลคือโมเดลเสาสั้นและโมเดลเสายาวเนื่องจากพฤติกรรมการวิบัตินั้นแตกต่างกันและเกณฑ์ที่ใช้แบ่งคืออัตราส่วนความชะลูด ผลการทดสอบพบว่าโมเดลเสาสั้นที่ใช้ข้อมูลทั้งหมด 122 ชุดข้อมูล อัลกอริทึมเอกตรีมกาเดียนบูสติ่งให้ความแม่นยำมากกว่ากระบวนการถดถอยแบบเกาส์เซียนและการออกแบบมาตรฐาน ขณะที่โมเดลเสายาวที่ใช้ชุดข้อมูลทั้งหมด 181 ชุดข้อมูล ผลการทดสอบพบว่า เอกตรีมการ์เดียนบูสยังคงให้ความแม่นยำมากกว่ากระบวนการถดถอยแบบเกาส์เซียนและการออกแบบมาตรฐานเช่นกัน


การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางจากการใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รัฐพล ทองแป้น Jan 2023

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางจากการใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รัฐพล ทองแป้น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงบทบาทการใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ร่วมกันต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางโดยรวม ศึกษาปัจจัยเกี่ยวกับลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคม พฤติกรรมในการเดินทาง ทัศนคติและบุคลิกภาพที่ส่งผลต่อความถี่การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ร่วมกัน และศึกษาผลกระทบของการใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันในการเดินทางที่มีต่อค่าการปล่อยคาร์บอนในพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามย่าน โดยกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาคือ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเฉพาะผู้ที่เคยใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกัน ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบสอบถามร่วมกับการสัมภาษณ์และสุ่มตัวอย่างแบบสุ่มอย่างง่าย โดยการวิเคราะห์ประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา 2) การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสร้างแบบจำลองทางสถิติ ผลการศึกษาพบว่า เมื่อมีบริการสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเที่ยวการเดินทางโดยเฉลี่ยต่อวันลดลง และมีระยะการเดินทางเพิ่มขึ้น โดยผู้ใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนิสิตเพศชาย มีวัตถุประสงค์การเดินทางเพื่อไปเรียนเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ปัจจัยที่ส่งผลต่อความถี่การใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันมากที่สุด คือ ราคา รองลงมาคือ ความปลอดภัยในการเดินทางและตำแหน่งจุดจอดสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า โดยผลที่ได้จากการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาสำหรับการวางแผนหรือกำหนดนโยบายในการควบคุมดูแลหรือส่งเสริมรูปแบบการเดินทางดังกล่าว เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการขนส่งโดยรวมต่อไป


การประยุกต์ใช้แบบจำลองเสมือนจริงในงานก่อสร้าง, วุฒิภัทร วัชรพันธ์ Jan 2023

การประยุกต์ใช้แบบจำลองเสมือนจริงในงานก่อสร้าง, วุฒิภัทร วัชรพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงมาใช้ในการก่อสร้าง ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงงานในโครงการก่อสร้าง จึงทําการศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เพื่อประยุกต์ใช้ในการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงงานในโครงการก่อสร้าง โดยสมมติฐานของงานวิจัยนี้คือ ความรู้สึกของผู้ทดสอบที่วัดโดยใช้เทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงและสภาพแวดล้อมการก่อสร้างจริงก็ไม่ต่างกัน สมมติฐานได้รับการทดสอบโดยความรู้สึกของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้แบบสอบถามที่เปรียบเทียบระหว่างความรู้สึกที่วัดโดยเทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง กับสภาพแวดล้อมจริง กรณีศึกษา 3 กรณี ในโครงการก่อสร้างจริงถูกนํามาใช้ในการทดลอง ผู้ตอบแบบสอบถาม 20 คนได้รับเลือกให้เยี่ยมชมสถานที่ก่อสร้างและเปรียบเทียบความรู้สึกระหว่างการใช้เทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง กับสถานการณ์จริง จากนั้นนําการวิเคราะห์ทางสถิติมาวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าความรู้สึกของผู้ตอบแบบสอบถามที่ใช้เทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง และสถานการณ์จริงในโครงการก่อสร้างสําหรับทั้งสองกรณีศึกษาไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนําเทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงมาประยุกต์ใช้เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงงานก่อสร้างได้


การปรับปรุงคุณภาพแอสฟัลต์ซีเมนต์เก่าด้วยน้ำมันปาล์มโอเลอีนที่ใช้แล้ว, กนกศักดิ์ เพียรธัญกรณ์ Jan 2023

การปรับปรุงคุณภาพแอสฟัลต์ซีเมนต์เก่าด้วยน้ำมันปาล์มโอเลอีนที่ใช้แล้ว, กนกศักดิ์ เพียรธัญกรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การที่จะใช้กากยางยะมะตอยเก่า (RAP) ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความจำเป็นที่จะต้องทำการปรับปรุงคุณภาพเสียก่อน ด้วยการใช้สารปรับปรุงคุณภาพเพื่อพื้นฟูประสิทธิภาพของยางเก่าที่เสื่อมสภาพให้กลับมาดีดังเดิม ซึ่งในการศึกษานี้มีการใช้นำมันปาล์มโอเลอีนที่ใช้แล้ว (WPO) ซึ่งเป็นน้ำมันที่เหลือใช้จากการใช้ในครัวเรือนหรือในทางอุตสาหกรรม มาใช้เป็นสารปรับปรุงคุณภาพ โดยจะเปรียบเทียบคุณสมบัติกับสารปรับปรุงคุณภาพที่ใช้กับกากยางคือ Commercial Rejuvenator (CR) และนำมันปาล์มโอเลอีน (RPO) ที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน โดยสารปรับปรุงคุณภาพทั้งสามชนิดจะถูกผสมกับยางมะตอย (Asphalt Binder) ชนิด Penetration Grade 60/70 ที่ถูกทำให้เสื่อมสภาพ (Aging) ในห้องปฏิบัติด้วยการวิธี RTFOT และ PAV โดยการปรับปรุงคุณภาพจะถูกตรวจสอบด้วยกระบวนการ 4 ขั้นตอนดังนี้: 1)การทดสอบขั้นพื้นฐาน จะมีการทดสอบ ค่าความแข็ง, การหาจุดอ่อนตัวของยาง, ความสามารถในการยืดตัว โดยมีการทดสอบ 21 ตัวอย่างโดยใช้อัตราการใช้สารปรับปรุงคุณภาพ ที่ 1-17% 2) การทดสอบ Rheological มีการทดสอบ ความหนึด, ความต้านทางการเกิดร่องล้อ, ความต้านทานการล้า, ความต้านทานที่อุณหภูมิต่ำ โดยใช้เครื่องมือทดสอบ DSR 3) การทดสอบทางด้านเคมีเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างโมเลกุลของยางมะตอย และเปอร์เซ็นต์ที่เปลี่ยนแปลงของสาร Saturates, Aromatics, Resins และ Asphaltenes ด้วยการใช้เครื่องมือ FTIR และ SARA 4) การทดสอบทางด้านกายภาพ เพื่อดูประสิทธิภาพของยางมะตอยผสมร้อน (Hot-Mix) ด้วยการทดสอบ Mashall, Strength Index, Hamburg Wheel-Track และ Indirect Tension Resilient Modulus Test (IDT) จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการใช้ RPO และ WPO จะช่วยเพิ่มความต้านทานต่อการเกิดร่องล้อได้ดีขั้น ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางด้าน Rheological ให้กลับมาดีเหมือนยางมะตอยเดิม (AC 60/70) แต่ความหนืดของยางที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วย RPO และ WPO จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการทำงาน โดยปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการใช้งาน RPO และ …


การศึกษาผลของเสาเข็มเอียงในแท่นกลางทะเลต่อการต้านทานแรงจากแผ่นดินไหวและแรงกระแทกจากเรือ, กณิศ ขันการไถ Jan 2023

การศึกษาผลของเสาเข็มเอียงในแท่นกลางทะเลต่อการต้านทานแรงจากแผ่นดินไหวและแรงกระแทกจากเรือ, กณิศ ขันการไถ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงสร้างแท่นกลางทะเล (loading platform) ที่อยู่ตามชายฝั่งนั้นส่วนใหญ่ จะต้องสามารถรับแรงด้านข้างไม่ว่าจะเกิดจากแรงแผ่นดินไหว(Earthquake force), แรงกระแทกจากเรือ (Berthing force) ดังนั้นตัวโครงสร้างแท่นกลางทะเลจำเป็นต้องต้านทานต่อแรงด้านข้างได้ดี การใช้เสาเข็มเอียงเป็นที่นิยมในการรับแรงด้านข้าง ดังนั้นงานวิจัยนี้จะมุ่งเน้นไปการวิเคราะห์ปริมาณเสาเข็มเอียงและมุมเอียงของเสาเข็มมีผลอย่างไรต่อผลตอบสนองของโครงสร้าง โดยทำการสร้างแบบจำลองแท่นกลางทะเลที่มีความยาว 37 เมตรและกว้าง 47 เมตร โดยมีเสาเข็มทั้งหมด 96 ต้น โดยแบ่งเป็นด้านยาว 5 แถวและด้านกว้าง 9 แถว โดยที่การสร้างแบบจำลองออกเป็น 21 แบบจำลองโดยจะใช้โปรแกรม SAP2000 เพื่อที่จะศึกษาพารามิเตอร์ที่ทำการศึกษานั้นได้แก่ 1.มุมเอียงของเสาเข็ม 2.ปริมาณของเสาเข็มเอียง ที่ซึ่งจำนวนของเสาเข็มเอียงและมุมเอียงของเสาเข็มจะแตกต่างกันในแต่ละแบบจำลอง โดยจำนวนเสาเข็มเอียงนั้นแบ่งออกเป็น 0,8,16,24,40,60 ต้นและมุมเอียงของเสาเข็มแบ่งออกเป็น 1/3, 1/4, 1/6,1/8 ที่ซึ่งผลตอบสนองของโครงสร้างที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ แรงในแนวแกน, โมเมนต์ดัด, สัดส่วนการใช้งาน, การกระจัด โดยแรงภายนอกที่มาใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่แรงแผ่นดินไหวโดยใช้วิธีการตอบสนองแบบโหมดและแรงกระแทกของเรือ โดยผลจากวิเคราะห์ผลตอบสนองแบบโหมดพบว่าเมื่อเพิ่มจำนวนเสาเข็มเอียงและมุมเอียงของเสาเข็มพบว่าคาบตามธรรมชาติของลักษณะการสั่นในทางด้านข้างลดลงจาก 1.34 วินาที เหลือ 0.28 วินาที และในกรณีแรงแผ่นดินไหวผลตอบสนองของโครงสร้างพบว่าพารามิเตอร์ทั้งสองส่งผลอย่างมากโดยเมื่อเพิ่มจำนวนเสาเข็มเอียงและมุมเอียงของเสาเข็มเอียงนั้นพบว่าค่าการกระจัดลดลงจากแบบจำลองที่ไม่มีเสาเข็มเอียงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และความแตกต่างของผลตอบสนองระหว่างเสาเข็มตรงและเสาเข็มเอียงพบว่าแตกต่างกันอย่างมากในแรงในแนวแกนและอัตราส่วนการใช้งาน


ผลของคุณสมบัติของมวลรวมชนิดหินปูนที่มีต่อคุณสมบัติทางวิศวกรรมของวัสดุผิวทางสโตนมัสติกแอสฟัลต์, ณัฐชนน พันธพาณิชย์กุล Jan 2023

ผลของคุณสมบัติของมวลรวมชนิดหินปูนที่มีต่อคุณสมบัติทางวิศวกรรมของวัสดุผิวทางสโตนมัสติกแอสฟัลต์, ณัฐชนน พันธพาณิชย์กุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผิวทางส่วนใหญ่ในโครงข่ายถนนในประเทศไทยกว่าร้อยละ93 เป็น ผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีต โดยปัญหาหลักที่มักพบในผิวทางชนิดนี้ คือ ปัญหาการเกิดร่องล้อ (Rutting) ซึ่งการเกิดร่องล้อสามารถก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ โดยวิธีการหนึ่งที่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาการเกิดร่องล้อ คือ การใช้ผิวทาง สโตนมาสติกแอสฟัลต์ (SMA) ซึ่งเป็นแอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้วัสดุมวลรวมขนาดคละเรียงข้ามขนาด (Gap Grade) เพื่อให้ผิวทางมีลักษณะหยาบเป็นพิเศษซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านทานการเกิดร่องล้อได้ โดยวัสดุมวลรวมส่วนใหญ่ที่นำมาออกแบบ ในประเทศไทย จะเป็นตะกรันเหล็ก(Slag) ซึ่งมีความทนทานและสามารถในการรับน้ำหนักได้ดี แต่มีข้อจำกัดเรื่องแหล่งที่มาที่มีน้อยหาได้ยากในบางพื้นที่ ดังนั้นการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติทางวิศวกรรมของหินปูนที่จะนำมาทดแทนจึงมีความสำคัญ เนื่องจาก หินปูนสามารถหาได้ง่ายกว่าและมีราคาถูกกว่า โดยจากงานวิจัยที่ผ่านมาในอดีตพบว่า คุณสมบัติพื้นฐานของมวลรวมหินปูนด้อยกว่ามวลรวมตะกรันเหล็ก(Slag) จึงมีความจำเป็นที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพก่อน โดยงานวิจัยครั้งนี้ จะทำการคัดคุณภาพโดยพิจารณาที่คุณสมบัติของมวลรวมหยาบ ได้แก่ การต้านทานการสึกหรอ รูปทรง และลักษณะพื้นผิวของมวลรวมหยาบ จากนั้นทำการทดสอบคุณสมบัติ Marshall Mix Design และ ทดสอบปัจจัยด้านสมรรถนะ ได้แก่ ค่าความต้านทานต่อแรงดึงทางอ้อม (Indirect Tensile Strength) ค่าโมดูลัสคืนตัว (Resilience Modulus) และ ความสามารถในการต้านทานการเสียรูปอย่างถาวร (Permanent Deformation) โดยทดสอบความสามารถในการต้านทานการเกิดร่องล้อ (Rutting Resistance Test) ด้วยเครื่อง Hamburg Wheel Tracking และ ทดสอบความสามารถในการต้านทานการเสียรูปอย่างถาวร โดยการ ทดสอบ Dynamic Creep พบว่า ความแบนและความยาวของมวลรวม (Flat and Elongation) และ การแตกหักของอนุภาค (Fractured Particles) ส่งผลต่อ ค่าเสถียรภาพ (Stability) และ ค่าการยุบตัว (Flow) ในผิวทางสโตนมาสติกแอสฟัลต์ (SMA) โดยจากผลการทดสอบพบว่า การคัดคุณภาพของมวลรวมชนิดหินปูน ส่งผลให้มี ค่าเสถียรภาพ (Stability) เพิ่มขึ้น ค่าการยุบตัว (Flow) ลดลงเล็กน้อย และไม่ส่งผล ต่อค่า Voids in Mineral Aggregates (VMA) ค่า …


การศึกษาเชิงเปรียบเทียบอิทธิพลของความไว้วางใจในการทำงานต่อความสำเร็จของโครงการก่อสร้างในแต่ละรูปแบบการส่งมอบโครงการ, พรธีรา สุเมธาธิกุล Jan 2023

การศึกษาเชิงเปรียบเทียบอิทธิพลของความไว้วางใจในการทำงานต่อความสำเร็จของโครงการก่อสร้างในแต่ละรูปแบบการส่งมอบโครงการ, พรธีรา สุเมธาธิกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุตสาหกรรมก่อสร้างมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อไปในอนาคต โครงการก่อสร้างโดยทั่วไปมีลักษณะเฉพาะ มีการทำงานร่วมกันจากหลายฝ่าย เช่น เจ้าของโครงการ ผู้รับเหมา บริษัทที่ปรึกษา และผู้ออกแบบ เป็นต้น โดยแต่ละฝ่ายก็มีแรงจูงใจที่แตกต่างกัน บ่อยครั้งได้นำไปสู่ปัญหาความไว้ใจ ในการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นความไว้วางใจภายในองค์การ หรือความไว้วางใจระหว่างองค์การ ทำให้โครงการประสบปัญหาล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนงาน นำไปสู่ต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้น และส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการโดยรวม งานวิจัยนี้ศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความไว้วางใจในการทำงานและอิทธิพลของความไว้วางใจต่อความสำเร็จของโครงการก่อสร้างที่มีการใช้รูปแบบการส่งมอบโครงการ (Project delivery methods, PDMs) ที่แตกต่างกัน อาทิเช่น การส่งมอบโครงการแบบปกติ (Design-Bid-Build approach, DBB) และการส่งมอบโครงการที่มีการรวมสัญญา (Integrated Project Delivery approach, IPD) งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย และเก็บรวบรวมจากผู้ที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้านของโครงการก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยพัฒนากรอบแนวความคิดจากการทบทวนทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างแบบจำลองสมการโครงสร้าง (Structural equation modeling, SEM) สำหรับวิเคราะห์อิทธิพลของความไว้วางใจที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการก่อสร้าง จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 คน ผลการศึกษาพบว่า ความไว้วางใจภายในองค์การ และความไว้วางใจระหว่างองค์การมีอิทธิพลทางบวกต่อความสำเร็จของโครงการก่อสร้าง โดยพบต่อว่า ความไว้วางใจสำคัญต่อโครงการก่อสร้างที่มีการใช้รูปแบบการส่งมอบโครงการที่มีการรวมสัญญามากกว่าโครงการก่อสร้างที่มีการใช้รูปแบบการส่งมอบโครงการแบบปกติ


Effect Of Temperature On Performance Of Crack Repair Materials On Rendered Walls, Pattharadej Sansara Jan 2023

Effect Of Temperature On Performance Of Crack Repair Materials On Rendered Walls, Pattharadej Sansara

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cracking on wall surfaces, especially exterior rendered walls, is frequently found. Hence, whenever cracks initiate, it is unavoidable to repair such crack even though it may not be attributed to structural issues, but it may be the ingress of water to infiltrate into the wall. However, even though these fine cracks are sealed with some repair materials, re-cracking still occurs. One factor that causes such failure is temperature. Therefore, this thesis focuses on how temperature influences the performance of crack repair materials since temperature can cause the crack movement and make the repair materials fail subsequently. Moreover, crack movement has …


Impact Of Drainage Problem On Dynamic Behavior Of Ballasted Track-Bridge Structure, Ratabhat Wangtawesap Jan 2023

Impact Of Drainage Problem On Dynamic Behavior Of Ballasted Track-Bridge Structure, Ratabhat Wangtawesap

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Recently, the railway industry has favored expanding its network through the widespread use of ballasted tracks due to their cost-effectiveness and ease of construction. However, rising global temperatures have led to more unpredictable weather and increased rainfall, causing drainage issues in Thai railway bridges. The dynamic properties of ballast significantly influence the safety and performance of these railway systems. By conducting experiments on submerged ballast layers and integrating this data as a variable parameter in an optimization process, the research identifies diverse ballast properties under varying drainage conditions and use these properties to develops a numerical model for train-ballasted track-bridge …


การประยุกต์ใช้กล้องมัลติสเปกตรัมเพื่อประเมินค่าการสะท้อนแสงของเส้นจราจร, จินตสิทธิ์ ภู่พิชิต Jan 2023

การประยุกต์ใช้กล้องมัลติสเปกตรัมเพื่อประเมินค่าการสะท้อนแสงของเส้นจราจร, จินตสิทธิ์ ภู่พิชิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาการประยุกต์ใช้กล้องมัลติสเปกตรัมเพื่อประเมินค่าการสะท้อนแสงของเส้นจราจรโดยมีวัตุประสงค์ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าการสะท้อนแสงของเส้นจราจรที่ตรวจวัดจากเครื่องมือวัดค่าการสะท้อนแสงของสีตีเส้นกับข้อมูลภาพถ่ายสายทางด้วยกล้องมัลติสเปกตรัมที่ประกอบไปด้วย 5 ช่วงความยาวคลื่น ซึ่งพื้นที่ศึกษาคัดเลือกจากโครงการที่มีการประเมินผลการปฏิบัติงานการบำรุงและงานอำนวยความปลอดภัย (พ.ศ. 2564 – 2565) ของกรมทางหลวง โดยได้มีการออกแบบการเก็บข้อมูลสำรวจด้วยอากาศยานไร้คนขับร่วมกับกล้องมัลติสเปกตรัม ที่ปัจจัยต่างกัน ได้แก่ ด้านเวลา ด้านความสูง และมุมกล้องในการถ่ายภาพ เพื่อหาเทคนิคและวิธีการที่ทำให้ภาพถ่ายมีคุณภาพสูงที่สุด และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวิเคราะห์ผลต่อไป ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉดสีที่ได้จากการเก็บข้อมูลภาพถ่ายสายทางด้วยกล้องมัลติสเปกตรัม มีความสัมพันธ์กับค่าการสะท้อนแสงของเส้นจราจร ที่เก็บด้วยเครื่องมือวัดค่าการสะท้อนแสงของสีตีเส้น ทั้งค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงแบบย้อนกลับ (RL) และค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงจากแหล่งกำเนิดทุกทิศทาง (Qd) ทั้งเส้นจราจรสีขาวและสีเหลือง โดยค่าเฉดสีที่มีความสัมพันธ์กับค่าการสะท้อนแสงของเส้นจราจรมากที่สุด คือ ค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงจากแหล่งกำเนิดทุกทิศทาง (Qd) บนเส้นจราจรสีเหลือง ซึ่งผลที่ได้จากการวิจัย สามารถเสนอการประยุกต์ใช้กล้องมัลติสเปกตรัมในการตรวจวัดค่าการสะท้อนแสงของเส้นจราจร เพื่อประเมินค่าการสะท้อนแสงเบื้องต้น และใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการซ่อมบำรุงเส้นจราจรในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป


การศึกษาพฤติกรรมการรับแรงของท่อคอนกรีตเสริมแรงด้วยวัสดุพอลิเมอร์เสริมเส้นใยแก้วแบบเส้นภายใต้การทดสอบแบบสามแกน, นุฮ์ เหร่าหมัด Jan 2023

การศึกษาพฤติกรรมการรับแรงของท่อคอนกรีตเสริมแรงด้วยวัสดุพอลิเมอร์เสริมเส้นใยแก้วแบบเส้นภายใต้การทดสอบแบบสามแกน, นุฮ์ เหร่าหมัด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของท่อคอนกรีตขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 600 มิลลิเมตร โดยเสริมแรงด้วยวัสดุพอลิเมอร์เสริมใยแก้วแบบเส้น (GFRP bar) 3 ท่อ โดยใช้วิธีการออกแบบทางตรง (Direct Design Method ) ซึ่งจะมีปริมาณเสริมวัสดุพอลิเมอร์เสริมใยแก้วแบบเส้น เท่ากับ 168.00 ตารางมิลลิเมตร (GFRP1P) 576.00 ตารางมิลลิเมตร (GFRP2P) และ 276 ตารางมิลลิเมตร (GFRP3P) โดยใช้วิธีการทดสอบแบบสามแกน (Three-Edge Bearing ) เพื่อหากำลังความต้านแรงอัดแตก และกำลังรับแรงกดสูงสุด อีกทั้งยังสังเกตรอยร้าว และลักษณะการวิบัติของท่อคอนกรีตเสริมวัสดุพอลิเมอร์เสริมใยแก้วแบบเส้น โดยจากผลการทดสอบพบว่า ท่อ GFRP1P GFRP2P และ GFRP3P มีค่าความต้านแรงอัดแตกเท่ากับ 42.70 66.72 และ 47.07 กิโลนิวตัน/เมตร และมีกำลังรับแรงกดสูงสุดเท่ากับ 47.26 79.43 และ 52.00 กิโลนิวตัน/เมตร ตามลำดับ โดยค่ากำลังรับแรงกดสูงสุดของท่อ GFRP1P และ GFRP3P น้อยกว่าท่อ RCP เท่ากับ 32.69 % และ 25.9 % ตามลำดับ ในส่วนของท่อ GFRP2P มากกว่าท่อ RCP 13.13 % ซึ่งลักษณะการวิบัติของท่อคอนกรีตเสริมจะเป็นลักษณะการวิบัติแบบเปราะ โดยท่อ GFRP1P และ GFRP3P จะวิบัติจากการแตกหักของวัสดุเสริมพอลิเมอร์เสริมใยแก้วแบบเส้น (FRP rupture) ที่ผิวด้านนอกบริเวณด้านข้างของท่อ (Spring line) และท่อGFRP2P จะวิบัติจากสูญเสียแรงยึดเหนี่ยวของคอนกรีตบริเวณด้านบนของท่อ (Concrete Cushing) โดยจากการเจาะสำรวจพบว่าเกิดการเคลื่อนตัวของวัสดุเสริมพอลิเมอร์เสริมใยแก้วแบบเส้นจากกระบวนการหล่อท่อ โดยท่อ GFRP1P และ GFRP3P จะเคลื่อนไปอยู่ในพื้นที่รับแรงอัด (Compression zone) แต่สำหรับท่อ GFRP2P เนื่องด้วยมีการเคลื่อนตัวเล็กน้อยทำให้วัสดุเสริมยังอยู่ในพื้นที่รับแรงดึง (Tension zone) โดยเมื่อนำผลที่ได้ไปเปรียบกับ …


การประยุกต์ใช้คอนกรีตมวลเบาเป็นผนังรับแรงในโครงสร้างที่พักอาศัย, ธนายุต กฤษฎากมล Jan 2023

การประยุกต์ใช้คอนกรีตมวลเบาเป็นผนังรับแรงในโครงสร้างที่พักอาศัย, ธนายุต กฤษฎากมล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันการก่อสร้างที่พักอาศัยมีความพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารให้มากขึ้น ปัจจัยหลักที่ทำให้บ้านสูญเสียพลังงานเกิดจากคุณสมบัติของผนังที่มีความเป็นฉนวนความร้อนที่ต่ำ ทำให้ตัวบ้านเกิดความร้อนสะสมจากแสงอาทิตย์ จึงต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการทำความเย็น เพื่อลดการใช้พลังงานดังกล่าว วัสดุคอนกรีตมวลเบาจึงถูกนำมาผลิตเป็นอิฐก้อนเพื่อใช้ก่อผนังทดแทนอิฐประเภทเดิม อย่างไรก็ตามคอนกรีตมวลเบานั้นนอกจากคุณสมบัติการเป็นฉนวนความร้อนที่ดีแล้ว ยังมีคุณสมบัติเชิงกลที่สามารถแบกทานแรงอัดได้ในระดับหนึ่งด้วย งานวิจัยนี้จึงศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ผนังคอนกรีตมวลเบาเป็นผนังรับแรง (Bearing wall) เพื่อใช้วัสดุผนังให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะนำไปสู่การลดต้นทุนการก่อสร้างได้อย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาพิจารณารูปแบบโครงสร้างบ้าน 2 ชั้น ก่อสร้างด้วยผนังคอนกรีตมวลเบาชนิดหล่อในที่ (Cast-in-place lightweight concrete) เพื่อให้ได้คุณสมบัติเชิงกลที่สม่ำเสมอ แล้วทำการวิเคราะห์ออกแบบโครงสร้างผนังตามมาตรฐาน ACI 530/530.1-13 ด้วยโปรแกรม ETABs โดยกำหนดให้ผนังบ้านมีความหนา 20 เซนติเมตร ผลการศึกษาพบว่าผนังคอนกรีตมวลเบาสามารถใช้เป็นผนังรับแรงได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐาน ACI และจากการศึกษาพบว่าข้อจำกัดของผนังชนิดนี้คือต้องเสริมเหล็กในส่วนผนังที่อยู่เหนือช่องเปิด เนื่องจากผนังไม่สามารถต้านทานแรงดัดที่เกิดขึ้นได้


Numerical Modeling Of Reinforced Concrete Columns With Expanded Metal Mesh Ferrocement Under Constant Axial Load And Cyclic Lateral Loading, Khin Khin Moe Jan 2023

Numerical Modeling Of Reinforced Concrete Columns With Expanded Metal Mesh Ferrocement Under Constant Axial Load And Cyclic Lateral Loading, Khin Khin Moe

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research develops the numerical models of the unstrengthened and strengthened columns with an expanded metal mesh ferrocement jacket under constant axial load and cyclic lateral loading. The experimental data from two control and six strengthened columns validate the numerical model using nonlinear finite element analysis in OpenSees. The primary objective of this research is to model the seismic behavior of unstrengthened and ferrocement-strengthened reinforced concrete columns in OpenSees, considering two longitudinal steel ratios, two ferrocement jacket thicknesses, and the presence of two sizes of externally anchored longitudinal steel. The fiber-based displacement beam-column element was used. Each fiber section discretizes …


Numerical Modeling Of Reinforced Concrete Columns Strengthened By External Steel Collars And Steel Bars, Thin Zar Win Jan 2023

Numerical Modeling Of Reinforced Concrete Columns Strengthened By External Steel Collars And Steel Bars, Thin Zar Win

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigated numerical modeling for reinforced concrete columns strengthened by external hollow structural section (HSS) steel collars and external steel bars. The main objective of this study is to numerically assess the seismic performance of columns strengthened by external steel collars and external steel bars. The experimental test data of two control columns, four steel-collar-strengthened RC columns with external steel bars, performed by Panyakapo et.al. (2024), were taken as benchmarks for the validation of numerical analysis. The implementation of finite element models for RC columns was performed in the OpenSees program. The fiber-based displacement nonlinear beam-column element was used …


พฤติกรรมของเสาคอนกรีตเสริมเหล็กที่เสริมกำลังด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกร่วมกับเหล็กเสริมตามยาวภายนอก, วรวุฒิ ริดมัด Jan 2023

พฤติกรรมของเสาคอนกรีตเสริมเหล็กที่เสริมกำลังด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกร่วมกับเหล็กเสริมตามยาวภายนอก, วรวุฒิ ริดมัด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาพฤติกรรมการเสริมกำลังเสาคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกร่วมกับการเสริมเหล็กตามยาวภายนอก และเปรียบเทียบกำลังการรับแรงจากผลการทดลองกับการวิเคราะห์หน้าตัดอย่างง่ายด้วยโปรแกรม Response2000 และ ETABS ในการทดลองนี้ได้ทำการเสริมกำลังเสาคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 250มม.x250มม.มีความสูงเท่ากับ 1,600 มม.โดยการหุ้มด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกขนาด XS-33 จำนวน 2 ชั้น ร่วมกับการเสริมเหล็กตามยาวภายนอกโดยมีขนาดหน้าตัดหลังการเสริมกำลังเท่ากับ 350x350 มม. โดยแบ่งเสาออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1) เสา C1 เสริมเหล็กตามยาว 4-DB16 2). เสา C2 เสริมเหล็กตามยาว 8-DB16 ในการทดลองมีการเปลี่ยนแปลงขนาดเหล็กเสริมตามยาวภายนอกระหว่างเหล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 มม. และ 12 มม. ในการทดลองมีการให้แรงกระทำต่อเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ทิศทางคือ แรงกระทำคงที่ในแนวดิ่ง ร่วมกับ แรงกระทำด้านข้างแบบวัฏจักร ผลการศึกษาพบว่าตัวอย่างเสาคอนกรีต C1 ที่เสริมกำลังด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกร่วมกับเหล็กเสริมตามยาวภายนอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 มม. สามารถเพิ่มกำลังรับแรงทางด้านข้างและค่าความเหนี่ยวได้เท่ากับ 61% และ 26% ของเสาควบคุมตามลำดับและเสา C1 ที่เสริมกำลังด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกร่วมกับเหล็กเสริมตามยาวภายนอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 มม. สามารถเพิ่มกำลังรับแรงทางด้านข้างและค่าความเหนี่ยวได้เท่ากับ 84% และ 26% ของเสาควบคุมตามลำดับ และตัวอย่างเสา C2 ที่เสริมกำลังด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกเพียงอย่างเดียวนั้นสามารถเพิ่มกำลังรับแรงทางด้านข้างและค่าความเหนี่ยวได้เท่ากับ 7% และ 79% ของเสาควบคุมตามลำดับ และเสา C2 ที่เสริมกำลังด้วยเฟอร์โรซีเมนต์แบบตะแกรงเหล็กฉีกร่วมกับเหล็กเสริมตามยาวภายนอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 มม.สามารถเพิ่มกำลังรับแรงทางด้านข้างและค่าความเหนี่ยวได้เท่ากับ 72% และ 25% ของเสาควบคุมตามลำดับ ค่ากำลังรับแรงดัดที่วิเคราะห์ได้จากโปรแกรม Response2000 และ ETABS จากการวิเคราะห์หน้าตัดอย่างง่ายพบว่ามีค่าใกล้เคียงกับผลการทดลองจริงแต่มีค่าสติฟเนสสูงกว่าผลการทดลอง เพราะไม่ได้พิจารณาการครากของเหล็กเสริมเข้าไปในฐานราก


Sustainable Brick Comprising Recycled Granite Particle Waste And Hemp Shiv, Wai Lin Phyo Jan 2023

Sustainable Brick Comprising Recycled Granite Particle Waste And Hemp Shiv, Wai Lin Phyo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Products are responsible to fabricate using few natural resources and regenerating less waste in manufacturing according to eco-efficient concept reported by the World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) in 1991. As a consequence, reutilization of wastes from other production chains has been substantially increasing in brick production to contribute a more sustainable construction product. This study investigates the brick samples made the mixtures of recycled granite particle wastes and potential replacement of hemp shivs (10%, 20% and 30%), together with a few amounts of cement (around 11% by mass) by using clean energy production technique. Two brick specimens of …


การวิเคราะห์และเปรียบเทียบรอยแตกร้าวเนื่องจากความล้าในคานสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์แบบไม่เชิงเส้นและภาพถ่ายทางอากาศจากอากาศยานไร้คนขับ, วีรวัฒน์ นิลประพันธุ์ Jan 2023

การวิเคราะห์และเปรียบเทียบรอยแตกร้าวเนื่องจากความล้าในคานสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์แบบไม่เชิงเส้นและภาพถ่ายทางอากาศจากอากาศยานไร้คนขับ, วีรวัฒน์ นิลประพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันจำนวนของสะพานที่มีอายุการใช้งานยาวนานในประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในอนาคตจะมีปริมาณสะพานที่มีอายุการใช้งานยาวนานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปริมาณของสะพานในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ที่สัญจรผ่านสะพาน จึงต้องมีการตรวจสอบความเสียหายของสะพานเพื่อหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหาย โดยงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาความเสียหายของสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ปัจจุบันสะพานดังกล่าวมีอายุการใช้งานรวมกว่า 73 ปี และงานวิจัยนี้จะทำการศึกษาความเสียหายที่เกิดขึ้นบริเวณคานตัวนอกของสะพาน ซึ่งจากการสำรวจความเสียหายด้วยสายตา (Visual Inspection) พบว่ามีรอยร้าวเนื่องจากแรงดัด (Flexural Cracks) เกิดขึ้นบริเวณกึ่งกลางคานสะพาน และรอยร้าวผสมผสานระหว่างแรงดัดและแรงเฉือน (Flexural-Shear Cracks) เกิดขึ้นบริเวณใกล้จุดรองรับของคานสะพาน และจากข้อสันนิษฐานคาดว่าสาเหตุของรอยร้าวดังกล่าวเกิดจากกำลังรับแรงดัดที่มากกว่าความสามารถการรับน้ำหนักบรรทุกของโครงสร้างคานสะพาน (Structural Capacity) หรืออาจเกิดจากแรงกระทำเนื่องจากความล้า (Fatigue Loading) ที่เกิดขึ้นเมื่อมีน้ำหนักบรรทุกกระทำซ้ำไปมา (Cyclic Loading) เป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการตรวจสอบความเสียหายในคานสะพานจึงได้มีการประยุกต์ใช้อากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicles : UAV) ร่วมกับระเบียบวิธีการทางไฟไนต์เอลิเมนต์แบบไม่เชิงเส้น (Nonlinear Finite Element Analysis : NLFEA) ด้วยน้ำหนักรถบรรทุกที่มีความแตกต่างกันในการระบุประเภทและระยะห่างของรอยร้าวที่ปรากฏบนคานสะพาน


การจำแนกและประเมินความเสียหายแบบอัตโนมัติสำหรับการตรวจสอบพื้นผิวทางสะพานด้วยข้อมูลจากอากาศยานไร้คนขับ, สหัสวรรษ เชื่อมชัยตระกูล Jan 2023

การจำแนกและประเมินความเสียหายแบบอัตโนมัติสำหรับการตรวจสอบพื้นผิวทางสะพานด้วยข้อมูลจากอากาศยานไร้คนขับ, สหัสวรรษ เชื่อมชัยตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การตรวจสอบและการประเมินสุขภาพของโครงสร้างสะพานเป็นสิ่งสำคัญที่บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของโครงสร้างสะพาน โดยส่วนที่มีผลกระทบต่อผู้ใช้สะพานมากที่สุดคือพื้นผิวทางสะพาน เนื่องด้วยพื้นผิวทางสะพานเป็นส่วนที่ใช้เพื่อการสัญจรและได้รับความเสียหายเป็นอันดับแรกสุดจากน้ำหนักบรรทุก การตรวจสอบด้วยตาเปล่า (Visual Inspection) เป็นขั้นตอนแรกในการตรวจสอบความเสียหายสะพาน ซึ่งในการตรวจสอบนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความเข้าใจโครงสร้างสะพาน การได้รับการฝึกอบรม และมีประสบการณ์ในการตรวจสอบ รวมถึงการปิดช่องทางการจราจรเพื่อทำการตรวจสอบซึ่งอาจทำให้การจราจรติดขัดได้ และมีการใช้ผู้ปฏิบัติงานเพื่อดูแลรักษาด้านความปลอดภัยมาก นอกจากนี้การเก็บข้อมูลด้านความเสียหายนั้นใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายที่สูง งานวิจัยนี้ได้ศึกษาการตรวจสอบความเสียหายของพื้นผิวทางสะพานด้วยข้อมูลภาพถ่ายจากอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicles :UAV) ที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความแม่นยำสำหรับการตรวจสอบความเสียหายเนื่องด้วยการนำข้อมูลภาพถ่ายความเสียหายที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับมาประมวลผลภาพสำหรับการสร้างภาพออร์โธโมเสค (Orthomosaic image) ซึ่งมีความละเอียดสูงเหมาะแก่การใช้ตรวจสอบความเสียหาย และระบุความเสียหายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ด้วยกระบวนการ การตรวจจับและการคำนวณขนาดเชิงปริมาณของความเสียหาย รวมไปถึงการจำแนกประเภทของความเสียหายที่สนใจแบบอัตโนมัติ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้เชิงลึก (Deep learning) และนำเสนอการประเมินสุขภาพของพื้นผิวทางสะพานเพื่อนำไปสู่การจัดลำดับความสำคัญสำหรับการบำรุงรักษาพื้นสะพานในอนาคต


พฤติกรรมการยึดเหนี่ยวระหว่างกรอบแบบคานที่ทำการพิมพ์ 3 มิติ กับคอนกรีตหล่อทีหลัง, อธิพัฒน์ ทองญวน Jan 2023

พฤติกรรมการยึดเหนี่ยวระหว่างกรอบแบบคานที่ทำการพิมพ์ 3 มิติ กับคอนกรีตหล่อทีหลัง, อธิพัฒน์ ทองญวน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในงานด้านวิศวกรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการก่อสร้างที่มีการออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรมที่มีความซับซ้อนและมีรูปแบบที่หลากหลาย โดยเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานก่อสร้างได้ เช่น การพิมพ์กรอบแบบคานที่มีรูปแบบอิสระ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการยึดเหนี่ยวของกรอบแบบคานที่มีการหล่อทีหลังจากที่ทำการขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ ซึ่งกรอบแบบคานดังกล่าวจะใช้วิธีการพิมพ์แบบระบบบฉีดเนื้อวัสดุเป็นแบบเส้นกลม (Fused Deposition Modeling, FDM) พิมพ์เนื้อคอนกรีตซ้อนทับกันไปจนได้เป็นกรอบแบบ โดยมีการศึกษาพฤติกรรมของรูปแบบพื้นผิวที่มีลักษณะแตกต่างกันและปัจจัยด้านอายุของกรอบแบบหล่อที่มีอายุต่างกันต่อประสิทธิภาพการยึดเหนี่ยวกับคอนกรีตที่ทำการหล่อในภายหลังจากนั้นผลการทดสอบจะถูกนำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบผลเพื่อหาประสิทธิภาพการยึดเหนี่ยวระหว่างพื้นผิวซึ่งประสิทธิภาพการยึดเหนี่ยวระหว่างพื้นผิวกับคอนกรีตหล่อทีหลังช่วงเวลาที่ดีสุดอยู่ในช่วงระยะเวลา 7 วันจากการทดสอบ


Exploring Job Burnout And Engagement Amongst Construction Managers In Thailand: A Cross-Sectional Study Using Structural Equation Modelling, Thinley Lhendup Jan 2023

Exploring Job Burnout And Engagement Amongst Construction Managers In Thailand: A Cross-Sectional Study Using Structural Equation Modelling, Thinley Lhendup

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Studies of job burnout have gained appreciable momentum within the construction industry in the past few decades, however literature incorporating the Maslach Burnout Inventory (MBI) is still sparse. Furthermore, a single piece of literature can be traced that utilized the six Areas of Worklife Survey (AWS) as an independent variable influencing burnout among construction professionals. This study proposed a hypothetical model in which Areas of Worklife potentially contribute to Job Burnout/Engagement among construction professionals in Thailand and explored the consequential relationships between perceived Job Performance and Turnover Intentions. Cross-Sectional data was explored using an online questionnaire survey, and Structural Equation …


การวิเคราะห์แรงเฉือนสำหรับการออกแบบต้านทานแผ่นดินไหวของกำแพงโครงสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเมื่อพิจารณาผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับชั้นดินในเขตกรุงเทพมหานคร, สาริน กาญจนพันธุ Jan 2023

การวิเคราะห์แรงเฉือนสำหรับการออกแบบต้านทานแผ่นดินไหวของกำแพงโครงสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเมื่อพิจารณาผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับชั้นดินในเขตกรุงเทพมหานคร, สาริน กาญจนพันธุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการพิจารณาความเหมาะสมของวิธีการคำนวณแรงเฉือนสำหรับออกแบบกำแพงโครงสร้างเมื่อพิจารณาผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับชั้นดิน (soil-structure interaction, SSI) ในเขตกรุงเทพฯ โดยมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวของประเทศไทยฉบับล่าสุดได้มีการเสนอวิธีคำนวณแรงเฉือนด้วยวิธีที่เรียกว่า Modified Response Spectrum Analysis (MRSA) การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของวิธี MRSA เมื่อมีการพิจารณาผลของ SSI และเปรียบเทียบกับการคำนวณด้วยวิธีต่างๆ โดยศึกษาอาคารทั้งหมด 3 หลังประกอบไปด้วยอาคารสูง 8, 15 และ 39 ชั้น โดยจำลองฐานรองรับแบบยึดแน่น (fixed-base model, FB) เพื่อเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์กับการจำลองฐานรองรับที่คำนึงถึงความอ่อนตัวของชั้นดิน (compliant-base model, CB) โดยจะพิจารณาผลตอบสนองของอาคาร เช่น ค่าแรงเฉือน ค่าโมเมนต์พลิกคว่ำ การเคลื่อนตัวสัมพัทธ์ระหว่างชั้น การเคลื่อนตัวของชั้น เป็นต้น จากผลการศึกษาพบว่าอาคารสูงน้อยจะได้รับผลกระทบจากการพิจารณา SSI มากกว่าอาคารสูง เนื่องจากฐานรากอาคารมีขนาดเล็ก และเสาเข็มที่ไม่ลึกมากทำให้ฐานรองรับมีความอ่อนตัวมากกว่าอาคารที่มีฐานรากขนาดใหญ่ที่มีพฤติกรรมใกล้เคียงกับกับฐานรองรับแบบยึดแน่น


Ambient And Elevated Temperature Performance Of Geopolymer Concrete Containing Rubber And Graphene Nanoplatelets, Hafiz Waheed Iqbal Jan 2023

Ambient And Elevated Temperature Performance Of Geopolymer Concrete Containing Rubber And Graphene Nanoplatelets, Hafiz Waheed Iqbal

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Geopolymer concrete (GPC) is recognized as a promising alternative to conventional cement concrete due to its environmental sustainability properties. In this research work, crumb rubber (CR) was used to partially replace fine aggregate to reduce rubber waste, and graphene nanoplatelets (GNPs) were used as a nanomaterial to enhance the properties of GPC. Total 20 mix designs of fly ash-based GPC were made having 10% to 30% replacement of fine aggregate with CR and addition of 0.1% to 0.4% of GNPs as of binder percentage. The main objective of this research work is to assess the properties of these mix designs …


ผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินที่มีพื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้แตกต่างกัน, วศิน จันทร์ทอง Jan 2023

ผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินที่มีพื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้แตกต่างกัน, วศิน จันทร์ทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การออกแบบอุโมงค์ในภาวะเพลิงไหม้โดยส่วนใหญ่พิจารณาให้พื้นผิวด้านในของอุโมงค์สัมผัสเพลิงไหม้ตลอดแนวเส้นรอบรูป อย่างไรก็ตาม ในการเกิดเพลิงไหม้จริง พื้นผิวของอุโมงค์อาจได้รับผลกระทบจากความร้อนเพียงบางส่วน เนื่องจากลักษณะของเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นหรือการติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเติมภายในอุโมงค์ ส่งผลให้ผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์แตกต่างไป งานวิจัยนี้ศึกษาผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินที่มีรูปแบบของพื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้ที่แตกต่างกัน 4 กรณีศึกษา ได้แก่ กรณีที่ 1 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้ตลอดแนวเส้นรอบรูปด้านในของอุโมงค์ กรณีที่ 2 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้เหนือระดับรางรถไฟ กรณีที่ 3 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้เหนือระดับกึ่งกลางความสูงของอุโมงค์ และ กรณีที่ 4 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้เหนือระดับรางรถไฟเว้นทางเดินด้านข้างอุโมงค์ โดยประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ในการวิเคราะห์การถ่ายโอนความร้อนและการวิเคราะห์โครงสร้าง รวมทั้งนำเสนอตัวคูณลดค่าความต้านทานวิกฤติสำหรับแผนภาพปฏิสัมพันธ์ระหว่างความต้านทานโมเมนต์ดัดกับความต้านทานแรงตามแนวแกนเพื่อพิจารณากรณีเพลิงไหม้ที่เลวร้ายที่สุด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความแตกต่างของผลตอบสนองเชิงโครงสร้างอุโมงค์ภายใต้รูปแบบเพลิงไหม้ที่แตกต่างกัน โดยกรณีศึกษาที่ 3 เป็นรูปแบบเพลิงไหม้ที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งยืนยันจากการวิเคราะห์รูปแบบเพลิงไหม้เพิ่มเติมอีก 6 กรณีศึกษาที่อ้างอิงจากรูปแบบเพลิงไหม้ในกรณีศึกษาที่ 3 ด้วยการเพิ่มและลดส่วนของพื้นผิวด้านในอุโมงค์ที่สัมผัสเพลิงไหม้อีก 15o 30o และ 45o จากแนวกึ่งกลางความสูงของอุโมงค์ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ผลจากการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับการพิจารณารูปแบบเพลิงไหม้สำหรับการออกแบบโครงสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินต่อไป


Uses Of Geographic Information Systems And Remote Sensing To Study The Natural Resource Management Of The Red Sea Governorate, Egypt, Shrouk Galal, Fawzi Hamid Zarzoura, Mahmoud El-Mewafi Jan 2023

Uses Of Geographic Information Systems And Remote Sensing To Study The Natural Resource Management Of The Red Sea Governorate, Egypt, Shrouk Galal, Fawzi Hamid Zarzoura, Mahmoud El-Mewafi

Mansoura Engineering Journal

The Red Sea governorate is rich in natural resources that create challenges for Egypt's future economy and growth. The right ways must be found to manage and discover these resources without wasting them. Remote sensing is one of the best methods used in the development of natural resources. It is based on measuring electromagnetic ray reflections from deep-seated or dispersed natural resources, and these images are processed uniquely for a variety of applications, including the detection of minerals, making land cover maps, shifting rocks, and monitoring of geological distortions. The altered rocks that existed in the study area were identified …