Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Civil Engineering Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2017

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 451 - 455 of 455

Full-Text Articles in Civil Engineering

การติดตามเส้นทางจราจรจากอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณบลูทูธ, ปวีร์ ทองไพบูลย์ Jan 2017

การติดตามเส้นทางจราจรจากอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณบลูทูธ, ปวีร์ ทองไพบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันสารสนเทศการจราจรเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อการวางแผนและจัดการปัญหาจราจรติดขัด สารสนเทศการจราจรที่ดีมาจากข้อมูลจราจรที่เป็นประโยชน์และมีความน่าเชื่อถือ การติดตามเส้นทางการจราจรเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์แต่รวบรวมได้ยากจากวิธีการเก็บข้อมูลการจราจรแบบดั้งเดิม งานวิจัยนี้ศึกษาการใช้อุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณบลูทูธเพื่อเก็บข้อมูลจราจรและ สร้างการติดตามยานพาหนะบนโครงข่ายถนน การศึกษานี้ใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณบลูทูธจำนวน 40 จุด ที่ติดตั้งบนโครงข่ายถนนในเขตพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานครและเก็บข้อมูลจำนวน 2 วัน MAC address และ เวลาที่ยานพาหนะผ่านอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณบลูทูธจะถูกนำมาวิเคราะห์โดยวิธี Re-identification เพื่อสร้างเส้นทางการแล่นของยานพาหนะ โดยวิเคราะห์ลักษณะและความต่อเนื่องของข้อมูลการติดตามยานพาหนะที่ได้ และเสนอวิธีการตรวจสอบลักษณะการหาย และการประมาณเส้นทางในกรณีที่ข้อมูลเกิดการหายขึ้น ผลการศึกษาพบว่าจากข้อมูลการตรวจจับสัญญาณบลูทูธ สามารถนำมาสร้างข้อมูลจราจรและติดตามการเดินทางบนโครงข่ายถนนได้โดยสามารถสร้างทราบแบบแผน (pattern) การจราจร อาทิ จุดเริ่มต้นจุดสิ้นสุดการเดินทาง ลักษณะการเดินทางรายช่วงเวลาในหนึ่งวัน เวลาและเส้นทางการเดินทาง จำนวนการสิ้นสุดการเดินทางในแต่ละพื้นที่บนโครงข่ายในแต่ละช่วงเวลา และ ยังพบว่าข้อมูลมีความไม่ต่อเนื่องหรือการหายของข้อมูลร้อยละ 40 ซึ่งหากใช้การประมาณเส้นทางโดยใช้ระยะเวลาเดินทางสั้นที่สุดเทียบกับข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงพบว่าจะสามารถเพิ่มการติดตามเส้นทางได้อย่างมาก การศึกษาเลือก 3 กรณีศึกษา (6 เส้นทาง) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเลือกใช้เส้นทางและพบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้เดินทางเลือกเส้นทางที่มีเวลาในการเดินทางสั้นกว่า เมื่อเปรียบเทียบเส้นทางเลือกที่เป็นไปได้สองเส้นทาง


การวิเคราะห์ผลตอบสนองของชั้นดินกรุงเทพต่อแผ่นดินไหวโดยคำนึงถึงความแปรปรวนของความเร็วคลื่นเฉือนในดิน, ภาณุสรณ์ เปล่งสิริ Jan 2017

การวิเคราะห์ผลตอบสนองของชั้นดินกรุงเทพต่อแผ่นดินไหวโดยคำนึงถึงความแปรปรวนของความเร็วคลื่นเฉือนในดิน, ภาณุสรณ์ เปล่งสิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันประเทศไทยประสบเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงบ่อยครั้งขึ้น เช่นในปี พ.ศ.2554 และ พ.ศ.2557 เกิดแผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพมหานคร ผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในอาคารสูงสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นไหวได้อย่างชัดเจน เนื่องจากชั้นดินเหนียวอ่อนหนาสามารถขยายกำลังคลื่นสั่นไหวได้ แม้จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวจะอยู่ไกลก็ตาม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมผลตอบสนองของชั้นดินกรุงเทพจากคลื่นสั่นไหวโดยคำนึงถึงความแปรปรวนของความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดิน ใช้แบบจำลองมอนติคาลโลเพื่อวิเคราะห์ผลเชิงสถิติของผลตอบสนองต่อแผ่นดินไหว ด้วยการสุ่มข้อมูลชั้นดินจากแบบจำลองทางธรณีวิทยา 3 มิติของชั้นดินกรุงเทพและประยุกต์ใช้สมการความสัมพันธ์ของความเร็วคลื่นเฉือนกับกำลังรับแรงเฉือนแบบไม่ระบายน้ำและจำนวนครั้งการตอกมาตรฐาน อีกทั้งใช้ค่าคุณสมบัติทางพลศาสตร์ของชั้นดินเหนียวที่ประมาณได้จากค่าดัชนีพลาสติก การวิเคราะห์จะใช้คลื่นแผ่นดินไหวที่ตรวจวัดได้ที่สถานีตรวจวัดแม่สายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวทาร์เลย์ในปี พ.ศ.2554 ส่งผ่านมาถึงชั้นดินกรุงเทพด้วยแบบจำลองการลดทอนพลังงานคลื่นรุ่นใหม่ ในการวิเคราะห์หาผลตอบสนองต่อแผ่นดินไหวด้วยวิธีหนึ่งมิติแบบไม่เชิงเส้นด้วยโปรแกรม DEEPSOIL และแสดงผลตอบสนองต่อแผ่นดินไหวของชั้นดินกรุงเทพในรูปของ ความเร่งงผิวดินสูงสุด ความเร่งเชิงสเปคตรัม และแฟกเตอร์กำลังขยายของชั้นดิน อีกทั้งยังหาความสัมพันธ์ของค่าเฉลี่ยความเร็วคลื่นเฉือน 30 เมตรแรก (VS30) และความหนาของชั้นดินอ่อน ที่มีต่อแฟกเตอร์กำลังขยายของชั้นดิน นอกจากนี้ยังสามารถนำผลตอบสนองเชิงสเปคตรัมจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวทาร์เลย์มาเปรียบเทียบกับกฎหมายการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหว ซึ่งงานวิจัยนี้สามารถแสดงผลตอบสนองต่อแผ่นดินไหวได้คลอบคลุมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และแสดงให้เห็นว่าชั้นดินอ่อนสามารถขยายกำลังของคลื่นสั่นไหวได้อย่างชัดเจน อีกทั้งเสนอผลทางสถิติของการวิเคราะห์ผลตอบสนองต่อแผ่นดินไหวเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงการออกแบบอาคารรับแรงแผ่นดินไหวในอนาคตได้อย่างเหมาะสม


พฤติกรรมการรับแรงเฉือนของรอยต่อแบบแห้งคอนกรีตอัดแรงสำเร็จรูปที่เสริมด้วยแผ่นยางอีลาสโตเมอริค, วริศร์ ศิริโสม Jan 2017

พฤติกรรมการรับแรงเฉือนของรอยต่อแบบแห้งคอนกรีตอัดแรงสำเร็จรูปที่เสริมด้วยแผ่นยางอีลาสโตเมอริค, วริศร์ ศิริโสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประยุกต์ใช้ชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปในงานก่อสร้างประเภทช่วงยาวให้ผลที่ดีมาก ทั้งในด้านความประหยัด คุณภาพงานที่สูง การก่อสร้างที่รวดเร็วและผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงน้อย ในอดีตชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปแต่ละชิ้นจะเชื่อมต่อกันโดยอาศัยอีพ็อกซีเป็นตัวเชื่อมประสาน แต่การใช้อีพ็อกซีจะทำให้การก่อสร้างเสียเวลามาก ต่อมาจึงได้มีการใช้งานรอยต่อแบบแห้งขึ้น ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม รอยต่อแบบแห้งก็ยังมีข้อจำกัดในการใช้งาน นั่นคือผิวสัมผัสระหว่างชิ้นส่วนแต่ละชิ้นหรือบริเวณสลักรับแรงเฉือนไม่สามารถต่อเข้ากันได้อย่างแนบสนิทพอดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอยต่อประเภทหลายสลัก ส่งผลให้รอยต่อไม่สามารถรับแรงเฉือนได้อย่างเต็มที่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกำลังรับแรงเฉือนของรอยต่อแบบแห้ง โดยอาศัยแผ่นยางอีลาสโตเมอริค และได้ทำการทดสอบชิ้นส่วนตัวอย่าง เปรียบเทียบกับรอยต่อแบบแห้ง ผลการทดสอบเปรียบเทียบกำลังรับแรงเฉือนและพฤติกรรมขณะรับแรงของรอยต่อ การใช้ยางอีลาสโตเมอริคช่วยลดความเข้มข้นของความเค้นและช่วยกระจายแรงได้ดีขึ้นจากพฤติกรรมการวิบัติของสลักรับแรงเฉือนแต่มีกำลังรับแรงเฉือนน้อยกว่ารอยต่อแบบแห้งประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ผลการปรับเปลี่ยนใช้ยางอีลาสโตเมอริค 60IRHD และ 70IRHD รอยต่อมีพฤติกรรมรับแรงคล้ายกัน และตำแหน่งการใส่ยางกับสลักรับแรงเฉือน ไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมขณะรับแรงของรอยต่อ


กรอบการประเมินผลตอบแทนทางการเงินและความเสี่ยงสำหรับการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในสถานที่บริการทางหลวงบนโครงข่ายทางหลวงพิเศษ, วัชรพล วิศาลบรรณวิทย์ Jan 2017

กรอบการประเมินผลตอบแทนทางการเงินและความเสี่ยงสำหรับการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในสถานที่บริการทางหลวงบนโครงข่ายทางหลวงพิเศษ, วัชรพล วิศาลบรรณวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นโครงการที่ภาครัฐให้สิทธิ์ในการบริหารจัดการแก่ภาคเอกชนเพื่อดำเนินการในโครงการของรัฐ ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการลงทุนและการดึงความสามารถในการบริหารจัดการของภาคเอกชนเพื่อการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการออกแบบข้อกำหนดให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพต่อทั้งสองฝ่าย โดยสำหรับสถานที่บริการทางหลวงบนโครงข่ายทางหลวงพิเศษ (MSA) เป็นหนึ่งในโครงการของรัฐที่มีการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการให้การกำหนดระยะเวลาและค่าสัมปทาน งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวคิดในการกำหนดระยะเวลาสัมปทานจากการวิเคราะห์ของโครงการโดยการจำลองสมมติฐาน (Scenario) ผ่านการวิเคราะห์บนแบบจำลองทางการเงินด้วยวิธี Monte Carlo ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินของโครงการ เพื่อให้ได้ระยะเวลาสัมปทานต่ำสุดที่ทำให้อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (Internal Rate of Return; IRR) ทั้งในกรณีค่าเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าค่าความคาดหวังทางธุรกิจของภาคเอกชน (Minimum Attractive Rate of Return; MARR) และกรณีที่เลวร้ายที่สุดไม่ต่ำกว่าค่าต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชน (Weighted Average Cost of Capital; WACC) รวมทั้งการกำหนดรูปแบบการเก็บค่าสัมปทานในแบบค่าสัมปทานคงที่ (Fixed Fee) และแบบอัตราส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ในส่วนที่เกินกว่าการวิเคราะห์ระดับรายได้เฉลี่ยที่ทำให้ IRR ไม่ต่ำกว่า MARR ของโครงการ (Revenue Threshold) เพื่อทำให้อัตราค่าสัมปทานไม่ก่อความเสี่ยงต่อการลงทุนและเพิ่มโอกาสให้ค่าสัมปทานมากขึ้นตามรายได้ของโครงการที่มากขึ้นของภาคเอกชน นอกจากนี้การศึกษาปัจจัยเสี่ยงในโครงการจะทำให้ภาครัฐสามารถกำหนดกรอบความคิดในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการประเมินมูลค่าความเสี่ยงด้วยวิธี Entropy ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชน นอกจากนี้เพื่อทดสอบการประยุกต์ใช้แนวคิดที่นำเสนอ งานวิจัยนี้จึงได้นำกรอบการประเมินนี้มาใช้กับโครงการสถานที่บริการทางหลวงชลบุรี-พัทยา เพื่อแสดงเป็นกรณีศึกษาด้วย


การพัฒนาระบบฐานความรู้สำหรับตรวจสอบรายละเอียดของแบบรูปและรายการประกอบแบบที่ไม่สมบูรณ์ในโครงการก่อสร้างอาคารสูง, สิรีธร นะมะมุติ Jan 2017

การพัฒนาระบบฐานความรู้สำหรับตรวจสอบรายละเอียดของแบบรูปและรายการประกอบแบบที่ไม่สมบูรณ์ในโครงการก่อสร้างอาคารสูง, สิรีธร นะมะมุติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การออกแบบที่ผิดพลาดส่งผลกระทบต่อโครงการในหลายด้าน เช่น ต้นทุน, ระยะเวลา, คุณภาพ และความปลอดภัย โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างอาคารสูงที่มีความซับซ้อนอาจพบปัญหาการขาดรายละเอียดของแบบรูปและรายการประกอบแบบจากความผิดพลาดของมนุษย์ งานวิจัยในอดีตพยายามเสนอการลดข้อผิดพลาดโดยเน้นกรณีศึกษาของการออกแบบไม่สมบูรณ์ที่เคยเกิดขึ้นในโครงการ แต่ยังขาดการพัฒนาระบบเพื่อป้องกันการเกิดความผิดพลาด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุในเอกสารการออกแบบที่ไม่สมบูรณ์ และพัฒนาระบบฐานความรู้สำหรับสนับสนุนการตรวจสอบเอกสารการออกแบบที่ไม่สมบูรณ์ของผู้ออกแบบ งานวิจัยนี้แบ่งการศึกษาและเก็บข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การสำรวจจากแบบสอบถามเกี่ยวกับสาเหตุเรื่องแบบรูปและรายการประกอบแบบผิดพลาด และการสัมภาษณ์สาเหตุและปัญหาจากเอกสารการออกแบบที่ไม่สมบูรณ์เพื่อนำมาพัฒนาระบบฐานความรู้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนที่ 1 พบว่าเอกสารการออกแบบไม่สมบูรณ์เป็นรูปแบบที่พบมาก และช่วงระหว่างการก่อสร้างโครงการยังพบการปรับปรุงและแก้ไขเอกสารการออกแบบจำนวนมาก ซึ่งคำแนะนำของผู้ตอบแบบสอบถามสำหรับการแก้ปัญหาการออกแบบผิดพลาดคือการวิเคราะห์ข้อผิดพลาดจากกรณีศึกษาในโครงการก่อสร้างที่ผ่านมา และการสัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ในการทำงานก่อสร้างเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดความผิดพลาด รวมถึงการหาแนวทางป้องกันการเกิดข้อผิดพลาด ผลการสัมภาษณ์ส่วนที่ 2 เรื่องการออกแบบไม่สมบูรณ์ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพงานในโครงการก่อสร้างอาคารสูงพบว่า สาเหตุเกิดจากแบบรูปขาดรายละเอียดต่างๆของวัสดุ และรายการประกอบแบบขาดรายละเอียดขั้นตอนการทำงาน ขั้นตอนสุดท้ายคือการสร้างระบบฐานความรู้จากแผนภาพต้นไม้ตัดสินใจ โดยแผนภาพต้นไม้ตัดสินใจถูกพัฒนาจากข้อมูลกรณีศึกษาการออกแบบไม่สมบูรณ์ที่ส่งผลกระทบด้านคุณภาพจากการสัมภาษณ์ หลังจากนั้นนำแผนภาพต้นไม้ตัดสินใจมาประเมินค่าความน่าเชื่อถือและความถูกต้อง ซึ่งแผนภาพที่ผ่านเกณฑ์จะถูกนำมาพัฒนาระบบฐานความรู้สำหรับตรวจสอบแบบรูปและรายการประกอบแบบที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งระบบนี้สามารถสนับสนุนผู้ออกแบบที่ขาดประสบการณ์เพื่อลดข้อผิดพลาดในการออกแบบ