Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Civil and Environmental Engineering Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 721 - 750 of 788

Full-Text Articles in Civil and Environmental Engineering

ผลของอุณหภูมิและแอมโมเนียต่อระดับสุขภาพปะการัง กรณีศึกษาเกาะสีชัง ประเทศไทย, บุษปกรณ์ อุดมทรัพย์ Jan 2017

ผลของอุณหภูมิและแอมโมเนียต่อระดับสุขภาพปะการัง กรณีศึกษาเกาะสีชัง ประเทศไทย, บุษปกรณ์ อุดมทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของอุณหภูมิและแอมโมเนียต่อระดับสุขภาพปะการังเขากวาง ปะการังจาน และปะการังโขด โดยใช้การทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลัน ที่อุณหภูมิ 30 และ 33 องศาเซลเซียส ร่วมกับความเข้มข้นแอมโมเนีย 0 0.05 0.07 และ 0.1 มิลลิกรัมไนโตรเจนต่อลิตร ระยะเวลา 24 และ 48 ชั่วโมง ทำการทดลองความเข้มข้นละ 3 ซ้ำ เพื่อหาร้อยละสุขภาพและร้อยละสุขภาพเสื่อมโทรมของปะการัง ด้วยการประเมินจากแผนภูมิสุขภาพปะการัง และคำนวณค่าความเป็นพิษแบบเฉียบพลัน (LC50) ที่เวลา 48 ชั่วโมง ด้วยการวิเคราะห์แบบโพรบิท และคำนวณร้อยละการยืดโพลิปของปะการังเขากวางและปะการังจาน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับร้อยละสุขภาพปะการัง ผลการศึกษาพบว่าที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เวลา 24 และ 48 ชั่วโมง และที่อุณหภูมิ 33 องศาเซลเซียส เวลา 24 ชั่วโมง ไม่สามารถคำนวณค่า LC50 ได้ เนื่องจากปะการังมีร้อยละสุขภาพเสื่อมโทรมน้อยกว่าร้อยละ 50 แต่ที่อุณหภูมิ 33 องศาเซลเซียส เวลา 48 ชั่วโมง สามารถหาค่า LC50 ได้ เนื่องจากปะการังมีร้อยละสุขภาพเสื่อมโทรมมากกว่าร้อยละ 50 โดยที่ผลสามารถยืนยันได้จากค่าความหนาแน่นของสาหร่ายซูแซนเทลลี ดังนั้นค่า LC50 ที่ 48 ชั่วโมงของปะการังเขากวาง ปะการังจาน และปะการังโขด ในการศึกษานี้ มีเท่ากับ 0.043 0.075 และ 0.054 มิลลิกรัมไนโตรเจนต่อลิตร ตามลำดับ ผลการศึกษาคุณภาพน้ำทะเลรอบพื้นที่เกาะสีชังเดือนมีนาคม กรกฎาคม และธันวาคม ปี 2560 พบว่าอุณหภูมิน้ำทะเลเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 29.07±1.23 องศาเซลเซียส และปริมาณแอมโมเนียเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 0.063±0.007 มิลลิกรัมไนโตรเจนต่อลิตร โดยค่ามาตรฐานแอมโมเนียมีค่าเท่ากับ 0.07 มิลลิกรัมไนโตรเจนต่อลิตร


การย่อยสลายของวัสดุภาชนะบรรจุอาหารแบบใช้แล้วทิ้งในหลุมฝังกลบที่รับขยะเศษอาหาร, ปาณิศา ศิริบุรมย์ Jan 2017

การย่อยสลายของวัสดุภาชนะบรรจุอาหารแบบใช้แล้วทิ้งในหลุมฝังกลบที่รับขยะเศษอาหาร, ปาณิศา ศิริบุรมย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาการย่อยสลายของวัสดุที่ใช้ทำภาชนะบรรจุอาหารแบบใช้แล้วทิ้งในสภาวะมีและไร้ออกซิเจนในช่วงเวลา 90 วัน รวมถึงผลการสลายตัวของวัสดุดังกล่าวต่อกระบวนการภายในถังปฏิกรณ์หลุมฝังกลบ ในช่วงเวลา 120 วัน แบ่งการทดลองออกเป็น 4 ชุด ได้แก่ ชุดควบคุม ชุดวัสดุกระดาษ ชุดวัสดุพอลิสไตรีนโฟม และชุดวัสดุพลาสติกชีวภาพชนิดพีแอลเอ โดยทำการหมักร่วมกับขยะเศษอาหาร ผลการศึกษาพบว่าการสูญเสียน้ำหนักเป็นตัวชี้วัดที่สามารถใช้เปรียบเทียบการย่อยสลายในสภาวะมีและไร้ออกซิเจนของวัสดุกระดาษและวัสดุพลาสติกชีวภาพพีแอลเอได้ โดยกระดาษมีการสูญเสียน้ำหนักใกล้เคียงกันในทั้งสองสภาวะ ค่าสัมประสิทธิ์การย่อยสลายของกระดาษ (K) เท่ากับ 0.005 และ 0.003 ต่อสัปดาห์ ในสภาวะมีออกซิเจนและไร้ออกซิเจนตามลำดับ ส่วนพีแอลเอเกิดการสูญเสียน้ำหนักในปริมาณและความเร็วที่ใกล้เคียงกันในทั้งสองสภาวะโดยสัมประสิทธิ์การย่อยสลาย (K) ของสภาวะมีและไร้ออกซิเจนเท่ากับ 0.0006 และ 0.0007 ต่อสัปดาห์ตามลำดับ ส่วนโฟมไม่สามารถหาค่าสัมประสิทธิ์การย่อยสลายของวัสดุพอลิสไตรีนโฟม (K) ได้ เนื่องจากข้อมูลมีความแปรปรวนสูง จากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ สำหรับลักษณะทางกายภาพพบว่าการเสียหายของวัสดุโฟมในสภาวะมีออกซิเจนมากจากความเข้มข้นของกรดอินทรีย์ที่สูงกว่าสภาวะไร้ออกซิเจนถึง 4 เท่า โดยกรดอินทรีย์มีผลต่อความคงทนของพอลิสไตรีน สำหรับผลการศึกษาของวัสดุต่างๆต่อกระบวนการภายในถังปฏิกรณ์หลุมฝังกลบพบว่าประเภทวัสดุส่งผลต่อการยุบตัวของขยะ สมบัติน้ำชะ และการเกิดแก๊สชีวภาพ โดยถังชุดควบคุมเกิดการยุบตัวมากที่สุดตามด้วยถังชุดวัสดุกระดาษ ถังชุดวัสดุพอลิสไตรีนโฟม และถังชุดพลาสติกชีวภาพพีแอลเอที่ร้อยละ 43.42 40.79 34.29 และ 26.07 ตามลำดับ สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่คงค้างในถังโดยในชุดควบคุมน้อยที่สุด ทั้งนี้พบว่าการกระจายน้ำส่งผลต่อการย่อยสลายในหลุมฝังกลบโดยถังที่มีวัสดุบรรจุอยู่เกิดการย่อยสลายได้ช้ากว่าและมีปริมาณน้ำคงค้างสูงกว่า ส่วนผลการย่อยสลายต่อชี้วัดของน้ำชะขยะและแก๊สชีวภาพพบว่าวัสดุมีผลโดยอ้อมกล่าวคือวัสดุสามารถขัดขวางการไหลของน้ำทำให้การกระจายน้ำต่ำ และปฏิกิริยาการย่อยเกิดได้ไม่เป็นไปตามทฤษฎี


การลดการปล่อยคาร์บอนจากอาคารโดยการประเมินวัฏจักรชีวิตของอาคาร, พิพัฒน์ ไทยประดิษฐ์ Jan 2017

การลดการปล่อยคาร์บอนจากอาคารโดยการประเมินวัฏจักรชีวิตของอาคาร, พิพัฒน์ ไทยประดิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของอาคารสถานศึกษาในประเทศไทย โดยใช้เทคนิคการประเมินวัฏจักรชีวิตเพื่อบ่งชี้แหล่งกำเนิดผลกระทบที่สำคัญ อันจะนำไปสู่การวิเคราะห์แนวทางการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการประเมินศักยภาพการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามแนวทางต่าง ๆ โดยคำนึงถึงต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ร่วมด้วย งานวิจัยนี้ใช้โปรแกรม Simapro V. 8.2 ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของอาคารสถานศึกษาด้วยวิธีประเมินความยั่งยืนทางเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อมสำหรับอาคาร (BEES+) และใช้โปรแกรม OpenStudio® ในการประเมินศักยภาพการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามแนวทางต่าง ๆ ด้วยวิธีการจำลองการใช้พลังงานในอาคาร (Energy Simulation) ผลการวิจัยพบว่า ในการแบ่งวัฏจักรชีวิตของอาคารออกเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงก่อนการใช้งานอาคารหรือช่วงก่อสร้าง (Construction Phase) ช่วงการใช้งานอาคาร (Operation Phase) และช่วงหลังการใช้งานอาคารหรือช่วงรื้อทำลาย (Demolition Phase) ช่วงที่ก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมสูงสุด คือ ช่วงการใช้งานอาคาร ซึ่งเกิดจากการใช้พลังงานไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งานที่ 50 ปี เป็นหลัก รองลงมา คือ ช่วงการก่อสร้างอาคาร ซึ่งเกิดจากการได้มาซึ่งวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ โดยวัสดุที่ก่อให้เกิดผลกระทบสูงสุด คือ คอนกรีต (Concrete) และเหล็กเสริมคอนกรีต (Reinforcing steel) แต่เนื่องจากวัสดุที่ก่อให้เกิดผลกระทบสูงสุดเป็นวัสดุหลักที่ใช้ในงานก่อสร้างเพื่อรองรับน้ำหนักอาคาร จึงสามารถปรับเปลี่ยนได้ยาก งานวิจัยนี้จึงเสนอแนะแนวทางการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยการปรับเปลี่ยนวัสดุกรอบอาคารเป็นหลัก ผลการวิจัยบ่งชี้ว่า วัสดุกรอบอาคารที่ก่อให้เกิดความยั่งยืนสูงสุดทั้งในเชิงเศรษฐศาสตร์และด้านสิ่งแวดล้อม คือ ฉนวนเซลลูโลสและคอนกรีตมวลเบา โดยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 107,740 tCO2eq และ 97,321 tCO2eq ตามลำดับ และยังช่วยลดค่าพลังงานสุทธิของอาคารได้ 2,909,000 บาท และ 1,469,540 บาท อีกด้วย


ประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อจุลชีพของน้ำมันหอมระเหยอบเชย กานพลู ตะไคร้ และสารยูจีนอล เพื่อประยุกต์กับระบบปรับอากาศ, รุ่งระวี ทวีทุน Jan 2017

ประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อจุลชีพของน้ำมันหอมระเหยอบเชย กานพลู ตะไคร้ และสารยูจีนอล เพื่อประยุกต์กับระบบปรับอากาศ, รุ่งระวี ทวีทุน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันผู้คนใช้เวลาร้อยละ 87 อาศัยอยู่ภายในอาคาร (Indoor) ซึ่งอาคารในปัจจุบันโดยส่วนใหญ่นิยมใช้เครื่องปรับอากาศ หากมีการระบายอากาศมีมาตรการที่ไม่เหมาะสม จะทำให้มีมลพิษสะสมภายในตัวอาคาร และส่งผลต่อสุขภาพของผู้ที่อยู่อาศัยภายในอาคาร และเป็นปัจจัยส่งเสริมการเจริญของเชื้อจุลชีพได้มากยิ่งขึ้น ประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการเจริญของเชื้อจุลชีพ คือสภาวะที่มีความชื้นสูง (>60%) และอุณหภูมิที่เหมาะสม ภายในวัสดุที่มีช่องว่างหรือรูพรุน เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้ ผ้าม่าน พรม ฯ ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของจุลชีพ นอกจากนั้นจุลชีพบางชนิดมีการสร้างสารพิษ ทำให้เกิดภูมิแพ้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เชื้อราและแบคทีเรียมีโอกาสทำให้เกิดโรคติดเชื้อที่เป็นอันตรายถึงชีวิต คุณภาพอากาศภายในอาคารโรงพยาบาลจึงมีความสำคัญ การพบเห็นการเจริญของจุลชีพ บ่งบอกถึงปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคารได้ นอกจากนั้นโรงพยาบาลยังเป็นสถานบริการทางด้านสาธารณสุข ทำให้เป็นแหล่งรวมของทั้งผู้ป่วยที่มาด้วยโรคติดเชื้อ หรือไม่ติดเชื้อ ส่งผลให้ภายในโรงพยาบาลมีทั้งชนิดและปริมาณเชื้อที่หลากหลาย สมุนไพรไทยหลายชนิดมีความสามารถในการกำจัดและยับยั้งการเจริญของจุลชีพได้ เช่น อบเชย กานพลู มะนาว ส้ม ตะไคร้ จึงมีการศึกษาสารสกัดจากสมุนไพรในการยับยั้งการเจริญของจุลชีพกันอย่างแพร่หลาย บรรดาสมุนไพรในการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า อบเชย กานพลู ตะไคร้ มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลชีพได้ดี แต่ยังไม่มีการนำมาปรับใช้ร่วมกับระบบปรับอากาศ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อของน้ำมันหอมระเหย 4 ชนิด โดยทำการทดสอบเบื้องต้นกับเชื้อรามาตรฐาน Candida parapsilosis ATCC220019 และนำมาทดสอบกับเชื้อจุลชีพที่คัดแยกได้ในธรรมชาติ พบว่าน้ำมันหอมระเหยกานพลูมีผลในการยับยั้งการเจริญของจุลชีพได้ดีที่สุดในสภาวะของเหลว โดยที่ความเข้มข้นร้อยละ 4 สามารถยับยั้งการเจริญของจุลชีพได้ทุกชนิดที่นำมาทดสอบ ในสภาวะไอระเหยพบว่าน้ำมันหอมระเหยตะไคร้หอมที่ร้อยละ 20 สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อได้ดีที่ระยะเวลา 24 ชั่วโมง เมื่อนำมาประยุกต์กับตู้ทดลองที่มีพัดลมหมุนเวียนอากาศพบว่าต้องเพิ่มความเข้มข้นข้นถึงร้อยละ 40 ถึงจะสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลชีพได้


ผลของอัตราส่วนระหว่างซิลิกาและอะลูมินาต่อการรวมตัวกันของเบดในกระบวนการแกซิฟิเคชันแบบฟลูอิไดซ์เบดของฟางข้าว, อานันท์ สีเหม่น Jan 2017

ผลของอัตราส่วนระหว่างซิลิกาและอะลูมินาต่อการรวมตัวกันของเบดในกระบวนการแกซิฟิเคชันแบบฟลูอิไดซ์เบดของฟางข้าว, อานันท์ สีเหม่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลของอัตราส่วนระหว่างซิลิกาและอะลูมินาต่อการรวมตัวกันของเบดในกระบวนการแกซิฟิเคชันแบบฟลูอิไดซ์เบดของฟางข้าว ทำการศึกษาที่อัตราส่วนอะลูมินาร้อยละ 0 25 50 75 และ 100 อุณหภูมิในการเกิดปฏิกิริยา 700 - 900 องศาเซลเซียส ที่อัตราส่วนสมมูล 0.2 และ 0.4 โดยวิเคราะห์ลักษณะพื้นผิวและองค์ประกอบของเบดที่เกิดการรวมตัวกันด้วยเทคนิคจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบสแกนนิงและจุลวิเคราะห์ (SEM-EDX) ผลการศึกษาพบว่า อัตราส่วนอะลูมินาร้อยละ 100 ที่อุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียส ใช้เวลาในการรวมตัวกันของเบดนานที่สุดที่เวลา 60 นาที แต่ขณะเดียวกันที่อัตราส่วนอะลูมินาร้อยละ 0 ใช้เวลาในการรวมตัวกันของเบดนานที่สุดเช่นกัน เมื่อทดลองที่อุณหภูมิ 800 และ 900 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ เมื่อศึกษาผลของอัตราส่วนสมมูลต่อการรวมตัวกันของเบดพบว่า อัตราส่วนสมมูลส่งผลต่อการรวมตัวกันของเบดที่อุณหภูมิ 800 และ 900 องศาเซลเซียสเท่านั้น และจากการวิเคราะห์ลักษณะพื้นผิวและองค์ประกอบของเบดที่เกิดการรวมตัวกัน พบองค์ประกอบของ Si K และ Ca เป็นองค์ประกอบหลักตรงบริเวณจุดที่มีการเชื่อมต่อของอนุภาคเบดในทุกอัตราส่วนของอะลูมินาเบดและทุกอุณหภูมิ ซึ่งธาตุเหล่านี้เป็นองค์ประกอบของสารจุดหลอมเหลวต่ำ K2O-CaO-SiO2 ขณะที่บริเวณพื้นผิวของอะลูมินาพบองค์ประกอบของ Si K และ Ca ในปริมาณเล็กน้อย และเมื่อศึกษาก๊าซผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการแกซิฟิเคชันของฟางข้าว ซึ่งประกอบไปด้วย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซมีเทน พบว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และไฮโดรเจน ซึ่งผลจากการทดลองนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเดินระบบระบบฟลูอิดไดซ์เบดในระดับอุตสาหกรรมได้ เพื่อลดการรวมตัวกันของเบดและช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย


ตัวชี้วัดสำหรับอาคารคาร์บอนต่ำและแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, อทิตินนท์ ภูพาดทอง Jan 2017

ตัวชี้วัดสำหรับอาคารคาร์บอนต่ำและแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, อทิตินนท์ ภูพาดทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อาคารเป็นภาคส่วนหนึ่งที่มีการใช้พลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) อยู่ในระดับที่สูง ปัจจุบันจึงเกิดแนวคิดด้านอาคารคาร์บอนต่ำ หรืออาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้น การดำเนินมาตรการด้านการอนุรักษ์พลังงานในอาคารก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือในการลดการใช้พลังงานและการปล่อย GHG โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเกณฑ์ และตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการปล่อย GHG สำหรับการประเมินอาคารคาร์บอนต่ำในช่วงการใช้งานอาคารของกลุ่มอาคารควบคุม รวมถึงการประเมินค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการปล่อย GHG โดยใช้ตัวชี้วัดอาคารคาร์บอนต่ำของอาคารแต่ละประเภท เพื่อเสนอตัวชี้วัด และแนวทางการลดการปล่อย GHG โดยอาศัยวิธีการประเมินต้นทุนในการลดการปล่อย GHG ผลจากการศึกษาเกณฑ์มาตรฐานอาคารคาร์บอนต่ำ จำนวน 11 เกณฑ์มาตรฐานพบว่าตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการปล่อย GHG ในช่วงการใช้งานประกอบไปด้วยทั้งหมด 7 ตัวชี้วัด ได้แก่ การใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล การใช้พลังงานไฟฟ้า การใช้พลังงานหมุนเวียน การเกิดขยะมูลฝอย การใช้น้ำประปา การบำบัดน้ำเสีย และการรั่วไหลของ GHG และผลจากการประเมินค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการปล่อย GHG ในทั้ง 7 ตัวชี้วัดจากอาคารตัวแทนทั้งหมด 6 ประเภทรวมจำนวน 21 แห่ง สามารถสรุปในภาพรวมของการปล่อย GHG ได้ว่า กิจกรรมการใช้พลังไฟฟ้าในอาคารแต่ละประเภทเป็นสัดส่วนที่ก่อให้เกิดการปล่อย GHG มากที่สุด รองลงมาเป็นกิจกรรมด้านการจัดการขยะมูลฝอย และการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยประเภทอาคารที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด คือ อาคารประเภทศูนย์การค้า รองลงมาเป็นอาคารประเภทโรงพยาบาล โรงแรม ซุปเปอร์มาร์เก็ต สำนักงาน และสถานศึกษา ตามลำดับสำหรับมาตรการลดการใช้พลังงาน และการปล่อย GHG พบว่าเกือบทุกมาตรการมีความคุ้มค่าสำหรับการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรการด้านการปรับปรุงพฤติกรรมของผู้ใช้งาน และการลดชั่วโมงใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้รับการพิจาณาในอันดับต้นๆ เนื่องจากมาตรการดังกล่าวนอกจากจะเป็นมาตรการที่ไม่มีการลงทุนแล้ว ยังมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกด้วย


แนวทางการนำบทเรียนการพัฒนาด้านการขนส่งทางถนนของสหภาพยุโรป มาประยุกต์ใช้กับไทยและอาเซียน, จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา Jun 2016

แนวทางการนำบทเรียนการพัฒนาด้านการขนส่งทางถนนของสหภาพยุโรป มาประยุกต์ใช้กับไทยและอาเซียน, จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

การเปิดตลาดการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศในสหภาพยุโรปเป็นส่วนหนึ่งของแผนการ รวมกลุ่มเศรษฐกิจประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดตลาดบริการขนส่งทาง ถนน เป็นประเทศขนาดเล็กที่สามารถบริหารต้นทุนประกอบการและค่าจ้างแรงงานได้ถูก ประเทศไทย และอาเซียนไม่สามารถนำบทเรียนจากสหภาพยุโรปมาใช้ได้ทั้งหมด แนวทางที่เป็นไปได้สำหรับไทยใน การส่งเสริมการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศควรเริ่มจากการจัดทำความตกลงด้านการขนส่งในกรอบ อนุภูมิภาคและทวิภาคี ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ การสร้างมาตรฐานให้เป็นแบบเดียวกัน ด้านข้อกำหนดทางเทคนิค น้ำหนัก ขนาดรถ ความปลอดภัย คุณสมบัติของผู้ประกอบการขนส่งและ ผู้จัดการการขนส่ง พิธีการศุลกากร หลังจากนั้นค่อยทำ การเจรจาแบบค่อยเป็นค่อยไปในประเด็นที่มีความ สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การกำหนดโควตารถบรรทุก เส้นทางอนุมัติ การอำนวยความสะดวกทางการขนส่ง และการค้า การติดตามและตรวจสอบสินค้า การประกันภัยบุคคลที่สามและการประกันภัย การขนส่ง สินค้าผ่านแดน และการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ


กรอบการพิจารณาประเภทอุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่ชายแดน จากโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยการผลิต, ธนวัฒน์ เดชปรอท, จิตติชัย รุจนกนกนาฏ, สุมาลี สุขดานนท์ Jun 2016

กรอบการพิจารณาประเภทอุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่ชายแดน จากโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยการผลิต, ธนวัฒน์ เดชปรอท, จิตติชัย รุจนกนกนาฏ, สุมาลี สุขดานนท์

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

บทความนี้เสนอการทำกรอบการพิจารณากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ชายแดน โดยการใช้เกณฑ์เชิงปริมาณเพื่อประเมินศักยภาพของอุตสาหกรรมและพื้นที่ แบ่งเป็นสี่ขั้น คือ 1. การประเมินเบื้องต้นเพื่อหาประเภทอุตสาหกรรมและพื้นที่ที่คาดว่ามีความเหมาะสมจากข้อมูล ทุติยภูมิและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ โดยพิจารณาจากปัจจัยการผลิต (วัตถุดิบ ที่ดิน แรงงาน) โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค (ถนน, ทางรถไฟ, ท่าเรือและท่าอากาศยาน, ไฟฟ้า, ประปา, โทรคมนาคม) รวมทั้งระยะทางจากพื้นที่ถึงด่านพรมแดน และความสอดคล้องกับธุรกิจในปัจจุบัน และแผนงานจังหวัดด้วย ซึ่งเป็นการคัดกรองอุตสาหกรรมและพื้นที่ในระดับอำเภอ 2. การลงพื้นที่ เพื่อทำการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้คะแนนปัจจัยต่างๆ จนกระทั่งได้พื้นที่อำเภอและอุตสาหกรรม ที่น่าสนใจเบื้องต้น 3. การวิเคราะห์ละเอียด โดยพิจารณาจากประเด็นข้างต้นตามลักษณะของห่วงโซ่ อุปทานของแต่ละอุตสาหกรรม ร่วมกับการสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจและประชาชนในพื้นที่ โดย ถ่วงน้ำหนักคะแนนจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญของแต่ละอุตสาหกรรม และ 4. การวิเคราะห์ชนิด อุตสาหกรรมในภาพรวมโดยลดความซ้ำซ้อนให้เหลือพื้นที่ที่พร้อมที่สุดในการจัดตั้ง เพื่อง่ายต่อภาครัฐ ในการผลักดันส่งเสริมและบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กรอบการพิจารณานี้ ภาครัฐ สามารถนำมาใช้ในการคัดกรองอุตสาหกรรมที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ชายแดนที่ภาครัฐกำลังพัฒนา สร้างอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีการนำเสนอ ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารและนครพนม


การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงภาคใต้ตอนล่างของไทยกับสุมาตรา เหนือของอินโดนีเซียเพื่อการค้าและการท่องเที่ยว, สุมาลี สุขดานนท์, วัชระ เพชรดิน, จิตติชัย รุจนกนกนาฏ Jun 2016

การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงภาคใต้ตอนล่างของไทยกับสุมาตรา เหนือของอินโดนีเซียเพื่อการค้าและการท่องเที่ยว, สุมาลี สุขดานนท์, วัชระ เพชรดิน, จิตติชัย รุจนกนกนาฏ

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

งานวิจัยนี้เป็นผลการศึกษาสภาพปัจจุบันของโครงข่ายการค้าและคมนาคมระหว่างภาคใต้ ตอนล่างของไทยกับจังหวัดสุมาตราเหนือของอินโดนีเซีย ข้อค้นพบที่สำคัญ คือ แม้ทั้งสองพื้นที่จะมี ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการขนส่ง ทั้งการเชื่อมโยงกันโดยตรงซึ่งอาศัยการขนส่งทาง ทะเลเป็นหลัก และการเชื่อมโยงโดยผ่านรัฐปีนังของประเทศมาเลเซีย แต่การใช้ประโยชน์โครงข่าย คมนาคมทั้งด้านการค้าและการท่องเที่ยวยังมีน้อยมาก ทั้งนี้เป็นผลมาจากพื้นที่ทั้งสองมีอุตสาหกรรม เบาบาง และเศรษฐกิจพึ่งพาภาคการเกษตรเป็นหลัก อีกทั้งมีผลผลิตทางเกษตรที่คล้ายคลึงกัน ส่งผล ให้ความต้องการสินค้าระหว่างกันนั้นมีน้อยมาก สำหรับภาคการท่องเที่ยว การเชื่อมโยงยังไม่เกิดขึ้น อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นเพื่อให้สามารถใช้โครงข่ายการค้าและคมนาคมได้เต็มศักยภาพ ควรส่งเสริม ให้มีการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แนวหลังของท่าเรือในจังหวัดตรังเพิ่มมาก ขึ้น โดยอุตสาหกรรมที่ควรได้รับการส่งเสริม ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และ อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ด้านการท่องเที่ยวควรส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันในการสร้างโครงข่าย การท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างพื้นที่ทั้งสอง เพื่อสร้างความน่าสนใจในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามา ท่องเที่ยวในพื้นที่มากขึ้น พร้อมกับปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวควบคู่ไปด้วย


นโยบายภาครัฐและกฎหมายที่มีผลต่อการขนส่งชายฝั่งของไทย, สุนันทา เจริญปัญญายิ่ง Jun 2016

นโยบายภาครัฐและกฎหมายที่มีผลต่อการขนส่งชายฝั่งของไทย, สุนันทา เจริญปัญญายิ่ง

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

ประเทศไทยมีการขนส่งสินค้าทางชายฝั่งเฉลี่ยร้อยละ 6-8 ปัญหาและอุปสรรคของการขนส่ง สินค้าชายฝั่ง แบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ 1) แผนพัฒนาและนโยบายของรัฐที่มีต่อการขนส่งชายฝั่งในระดับต่างๆ เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางถนนสู่การขนส่งที่มีต้นทุนต่ำกว่าทั้งการขนส่งทางน้ำและทาง ราง งบประมาณในการพัฒนาการขนส่งชายฝั่งส่วนใหญ่ถูกใช้ในเรื่องของการขุดลอกร่องน้ำ และการ ศึกษาเพื่อก่อสร้างท่าเรือแห่งใหม่ ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญคือ ท่าเรือชายฝั่งมีทำเลที่ตั้ง ของท่าเรือไม่เหมาะสม ส่วนใหญ่มีร่องน้ำเดินเรือลึกประมาณ 4-5 เมตร ทำให้เรือที่เข้าเทียบท่าเรือมี ขนาดไม่เกิน 28 เมตร เรือขนาดใหญ่ต้องรอช่วงน้ำขึ้นสูงสุด ทำให้การจราจรที่คับคั่ง เกิดอุบัติเหตุได้ ง่าย การใช้เรือขนาดเล็กขนถ่ายต่อไปยังเรือขนาดใหญ่ที่จอดทอดสมอรอด้านนอกทำให้เกิดการขนส่ง สองต่อ (Double Handling) ท่าเรือขาดพื้นที่แนวหลังนำเข้า - ส่งออกสินค้าผ่านท่าเรือ ขาดนิคม อุตสาหกรรมรองรับ และการคมนาคมที่เชื่อมต่อท่าเรือยังไม่เพียงพอ 2) ปัญหากฎระเบียบควบคุม ทั้งท่าเรือชายฝั่ง เรือชายฝั่ง และสินค้าชายฝั่ง 3) ปัญหาอื่น ๆ ได้แก่ การบริหารและจัดการท่าเรือ ชายฝั่งของกรมธนารักษ์ ขาดมาตรการส่งเสริมการขนส่งสินค้าชายฝั่ง ขาดคนประจำเรือชายฝั่ง ขาด ความชำนาญด้านการตลาด เป็นต้น การแก้ไขปัญหาระบบการขนส่งชายฝั่งทั้งระบบโดยควรกำหนด แผนพัฒนาการขนส่งสินค้าชายฝั่งที่ชัดเจนและต่อเนื่อง กำหนดงบประมาณเพื่อใช้ในการพัฒนาอย่าง เหมาะสมกับแผนปฏิบัติการ การประเมินผลแผนงานที่ไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย การจัดตั้งคณะ กรรมการท่าเรือแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการดำเนินงานท่าเรือของประเทศให้ เป็นระบบ มีเอกภาพและประสิทธิภาพ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกของ การขนส่งชายฝั่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรส่งเสริมความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อลดขั้นตอนของการขนส่งสินค้าชายฝั่ง และกำหนดแนวทางส่งเสริม และมาตรการสนับสนุนเพื่อให้มีการใช้การขนส่งสินค้าชายฝั่งมากขึ้น และเร่งการเปิดใช้ท่าเรือชายฝั่ง สาธารณะเพื่อให้ทันกับปริมาณการขนส่งสินค้าทางชายฝั่งที่จะเพิ่มขึ้น


บทบรรณาธิการ, จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา Jun 2016

บทบรรณาธิการ, จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

No abstract provided.


Review Of The Potential For Constructing Inter-Regional Input-Output Table Of Thailand And The Application For Transportation And Logistic Research, Pongsun Bunditsakulchai Jun 2016

Review Of The Potential For Constructing Inter-Regional Input-Output Table Of Thailand And The Application For Transportation And Logistic Research, Pongsun Bunditsakulchai

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

The purpose of this paper is to illustrate the significance of constructing the interregional input-output table for analyzing the linkage between regional economies of Thailand. Obviously, Thailand's economy is not homogenous internally, presenting variations across sectors and regions. Thus, the economic impact of economic policies will vary across different regions. Firstly, the history of input-output table development is briefly explained. Then, various kinds of non-survey and partial survey methodologies that have been used to compile the input-output table are overviewed. The potential way and available data that can be used to construct the interregional input-output table for Thailand are subsequently …


กรอบแนวคิดการจัดเส้นทางสายตรวจรถจักรยานยนต์ : กรณีศึกษาสถานีตำรวจภูธรเสม็ด จังหวัดชลบุรี, ธัญภัส เมืองปัน, ฐิติมา วงศ์อินตา, เทอดพงศ์ เมืองปัน Jun 2016

กรอบแนวคิดการจัดเส้นทางสายตรวจรถจักรยานยนต์ : กรณีศึกษาสถานีตำรวจภูธรเสม็ด จังหวัดชลบุรี, ธัญภัส เมืองปัน, ฐิติมา วงศ์อินตา, เทอดพงศ์ เมืองปัน

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

ในปัจจุบันการจัดเส้นทางสายตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีแนวทางการวิเคราะห์อย่างเป็น ระบบ และไม่มีแนวคิดทางทฤษฎีประยุกต์ต่อการปฏิบัติงานจริง การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนากรอบแนวคิดการจัดเส้นทางสายตรวจรถจักรยานยนต์ของงานป้องกันและปราบปราม สถานี ตำรวจภูธรเสม็ด จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีประชากรเป็นผู้บริหารที่รับผิดชอบในส่วนงานการวิเคราะห์จัด เส้นทางสายตรวจรถจักรยานยนต์ในพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่ ผู้กำกับการ, รองผู้กำกับการ และสารวัตร ป้องกันและปราบปราม การศึกษาครั้งนี้ใช้แบบสัมภาษณ์การจัดเส้นทางสายตรวจเป็นเครื่องมือการ เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบกับการทบทวนวรรณกรรม และข้อมูลทุติยภูมิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้เสนอกรอบ แนวคิดการจัดเส้นทางสายตรวจรถจักรยานยนต์กรณีศึกษาสถานีตำรวจภูธรเสม็ด จังหวัดชลบุรี ซึ่ง เป็นกรอบแนวคิดที่แสดงโครงสร้างการวางแผนการจัดการเส้นทางด้วยการประยุกต์แนวคิดปัญหา การเดินทางของพนักงานขาย (Traveling Salesman Problem) และวงจรการบริหารงานคุณภาพ (PDCA) เพื่อใช้เป็นแนวทางและเกิดประโยชน์ต่อการใช้จัดเส้นทางสายตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจสาย ตรวจรถจักรยานยนต์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมจุดการตรวจในพื้นที่ที่รับผิดชอบ เพิ่มประสิทธิภาพ ด้านการบริหารจัดการเส้นทางสายตรวจ และสนับสนุนการลดจำนวนอาชญากรรมเขตพื้นที่รับผิดชอบ


การรับรู้รายได้ทางการบัญชีของธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์, วชิระ บุณยเนตร, สมปราชญ์ กุลนรัตน์ Jun 2016

การรับรู้รายได้ทางการบัญชีของธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์, วชิระ บุณยเนตร, สมปราชญ์ กุลนรัตน์

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

การรับรู้รายได้ทางการบัญชีของธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์เป็นสิ่งสำคัญต่อผู้บริหารและ ผู้ใช้งบการเงิน เนื่องจากผลการรายงานทางการบัญชีดังกล่าวกระทบต่อผลการดำเนินงานของกิจการ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้เห็นหลักการทางการบัญชีที่สำคัญของการรับรู้รายได้ของธุรกิจการ ขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งประกอบด้วย 1) ความเสี่ยงได้โอนจากผู้ให้บริการไปยังผู้รับบริการแล้ว 2) มี ความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่ารายการดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจในอนาคตแก่กิจการ 3) ราคาการให้บริการสามารถระบุได้อย่างชัดเจน รวมทั้งสามารถระบุและประมาณการต้นทุนรวม ทั้ง ที่เกิดขึ้นแล้วและที่จะเกิดขึ้นจนงานแล้วเสร็จได้อย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือ 4) มีความเป็นไปได้สูงที่ จะได้รับเงินจากผู้รับบริการ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวนำไปสู่การบันทึกบัญชีอย่างหลากหลาย นอกจาก นี้บทความนี้ได้รวบรวมวิธีการรับรู้รายได้จากบริษัทจดทะเบียนในตลากหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจการ ขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อแสดงให้เห็นแนวทางปฏิบัติทางการบัญชีของบริษัทจดทะเบียนดังกล่าว การ รวบรวมข้อมูลสรุปได้ว่ามีความหลากหลายของวิธีการรับรู้รายได้โดยขึ้นอยู่กับลักษณะการประกอบ กิจการ ซึ่งอาจส่งผลให้งบการเงินไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ ผู้ใช้งบการเงินควรได้ศึกษาวิธีการรับ รู้รายได้ของธุรกิจด้วยความเข้าใจ


การวิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานในเมืองของประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรองรับนักลงทุนไทย, จิตติชัย รุจนกนกนาฏ, ณัชชา ลิมสถายุรัตน์ Jan 2015

การวิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานในเมืองของประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรองรับนักลงทุนไทย, จิตติชัย รุจนกนกนาฏ, ณัชชา ลิมสถายุรัตน์

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

งานวิจัยนี้ได้ศึกษาระดับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองยุทธศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเน้น ไปที่อุตสาหกรรม 3 กลุ่มคือ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเกษตรแปรรูป โดยโครงสร้างพื้นฐานที่ พิจารณาประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งจากการนำ เข้าวัตถุดิบและการส่งสินค้าไปยังตลาด ไฟฟ้า ประปา และโทรคมนาคม โดยศึกษา 10 เมืองหลักคือเมียววดี ย่างกุ้งและทวายในพม่า ปอยเปต-ศรีโสภณ เกาะกง- สีหนุวิลล์และ พนมเปญในกัมพูชา เวียงจันทน์ สะหวันนะเขต ปากเซและบ่อแก้วในสปป.ลาว โดยได้ประเมินคุณภาพและความเพียง พอของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นจากการสำรวจภาคสนามและการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการในพื้นที่ จากนั้นจึงนำมา เปรียบเทียบกับความต้องการของนักลงทุนจากแบบสอบถามรวม 51 ชุด และการสัมภาษณ์เชิงลึกภาครัฐและเอกชนที่ เกี่ยวข้องรวม 7 ราย เพื่อเป็นข้อมูลฝั่งอุปสงค์ ข้อมูลทั้งอุปทานและอุปสงค์นั้นได้นำมาเปรียบเทียบกันเพื่อแสดงระดับ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละพื้นที่สำหรับนักลงทุนไทย ท้ายที่สุดได้นำมาซึ่งข้อแนะนำไปยังหน่วยงานรัฐ ไทยเพื่อวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสมกับความต้องการของนักลงทุน


First Aid Logistics Operations Plan For Flood Victims Within And After 48 Hours, Chackrit Duangphastra, Wongbutesri Prapawee, Takengsak Chaichan Jan 2015

First Aid Logistics Operations Plan For Flood Victims Within And After 48 Hours, Chackrit Duangphastra, Wongbutesri Prapawee, Takengsak Chaichan

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

The study of first aid logistics operations plan for flood victims within and after 48 hours focused upon the enhancement of current emergency respond system capacity in providing support to the victims in the Northeast of Thailand where sometimes having flood during monsoon period. The study involved two stages of first aid logistics management comprising (a) first aid logistics operations for flood victims during the first 48 hours which the flood victims and related organizations faced unplanned situation and must respond to the incident immediately, (b) first aid logistics operations for flood victims post the first 48 hours which request …


การศึกษาโซ่อุปทานของลานเทปาล์มน้ำมันในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง, บุณฑรี จันทร์กลับ Jan 2015

การศึกษาโซ่อุปทานของลานเทปาล์มน้ำมันในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง, บุณฑรี จันทร์กลับ

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทั่วไปโซ่อุปทานของลานเทปาล์มน้ำมันในลุ่มน้ำปากพนัง ด้วยการ วิจัยเชิงสำรวจ โดยการวิเคราะห์จากผังการไหล (Flow Analysis) ในรูปแบบของ Mapping the Supply Chain ซึ่งผล วิจัยพบว่า โซ่อุปทานของลานเทปาล์มน้ำมันในแต่ละอำเภอในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังของลานเทมีช่องทางการไหลที่ คล้ายคลึงกันและพบปัญหาในการส่วนของคุณภาพและปริมาณผลผลิตส่งผลต่ออำนาจการต่อรองที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ที่ เกี่ยวข้องภายในโซ่อุปทาน


การทบทวนนโยบายการกำหนดชั้นทางและมาตรฐานในการออกแบบทางเรขาคณิตของทางหลวงในประเทศไทย, วุฒิชัย เศวตจินดากุล Jan 2015

การทบทวนนโยบายการกำหนดชั้นทางและมาตรฐานในการออกแบบทางเรขาคณิตของทางหลวงในประเทศไทย, วุฒิชัย เศวตจินดากุล

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

บทความนี้นำเสนองานวิจัยที่พิจารณาหานโยบายการกำหนดชั้นทางและมาตรฐานการออกแบบทางเรขาคณิต ที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยจะพิจารณาและเปรียบเทียบกับมาตรฐานงานทางในต่างประเทศ ศึกษาผลกระทบใน ด้านปลอดภัยจากการปรับปรุงมาตรฐานงานทาง ตลอดจนสอบถามความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ วิศวกร ในกรมทางหลวง วิศวกรผู้ออกแบบงานทาง และผู้ใช้ทาง จากการเปรียบเทียบมาตรฐานการออกแบบทางหลวงใน ประเทศไทยกับต่างประเทศ พบว่าไทยมีการกำหนดชั้นทางโดยใช้ปริมาณการจราจรเฉลี่ยต่อวัน และมีค่าของความเร็ว ในการออกแบบความกว้างช่องจราจร และความกว้างไหล่ทางน้อยกว่าประเทศอื่น ยกเว้นสาธารณรัฐเกาหลีและประเทศมาเลเซีย จากการสอบถามความคิดเห็นของผู้ใช้ทาง พบว่า มีความเห็นส่วนใหญ่ให้ปรับปรุงการออกแบบทางเรขาคณิต ของทางหลวงไทยในปัจจุบัน และเห็นว่าควรปรับปรุงความเร็วในการออกแบบมากที่สุด และเมื่อนำมาวิเคราะห์หาความ สัมพันธ์ของตัวแปรโดยใช้สมการถดถอยแบบออร์เดอร์โพรบิท ก็พบว่าความเร็วสูงสุดที่ใช้ในการขับขี่และอายุมีผลกระ ทบต่อความคิดเห็นมากที่สุด ส่วนสุดท้ายคือการสอบถามความคิดเห็นของวิศวกร พบว่ามีความเห็นส่วนใหญ่ให้ปรับปรุง การออกแบบทางเรขาคณิตในปัจจุบันเช่นกัน โดยเฉพาะความเร็วในการออกแบบ อีกทั้งยังคงมีความเห็นว่าควรเพิ่มค่าความเร็วในการออกแบบและค่าความกว้างช่องจราจรของทางหลวงชั้นทางพิเศษ รวมไปถึงค่าความกว้างไหล่ทางขั้นต่ำ ผลจากงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้กำหนดนโยบายและผู้ออกแบบให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ทางได้ดียิ่งขึ้นต่อไป


การวิเคราะห์โซ่คุณค่าอาหารฮาลาล, ฐิติมา วงศ์อินตา, ปนัดดา กสิกิจวิวัฒน์, ฮุซเซ็น นิยมเดชา, บุณฑรี จันทร์กลับ, โรสลาวาตี โตะแอ Jan 2015

การวิเคราะห์โซ่คุณค่าอาหารฮาลาล, ฐิติมา วงศ์อินตา, ปนัดดา กสิกิจวิวัฒน์, ฮุซเซ็น นิยมเดชา, บุณฑรี จันทร์กลับ, โรสลาวาตี โตะแอ

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

อาหารฮาลาลเป็นอาหารที่สามารถบริโภคทั้งผู้บริโภคชาวมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม เนื่องจากอาหารฮาลาลเป็น อาหารที่สะอาด และปลอดภัย แต่ผู้ประกอบการการส่วนมากในประเทศไทยยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิต อาหารฮาลาล งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพรวมทั่วไปของการจัดการโซ่คุณค่าของสินค้าฮาลาลเพื่อ ใช้เป็นแนวทางในการหารูปแบบการจัดการโซ่คุณค่าที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตสินค้าฮาลาลงาน วิจัยนี้ได้ทำการสำรวจข้อมูลทั้งผู้บริโภคอาหารฮาลาลและผู้ผลิตอาหารฮาลาล ผลการสำรวจข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค อาหารฮาลาลพบว่าผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นในเครื่องหมายฮาลาล ในขณะที่ผลการสำรวจผู้ประกอบการอาหาร ฮาลาลพบว่า ค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งเครื่องหมายรับรองฮาลาลค่อนข้างสูง คณะผู้วิจัยได้เสนอแนวทางในการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของอาหารฮาลาลไทย โดยผู้ประกอบการควรมีการ รวมกลุ่มเพื่อเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองตราฮาลาลและมีการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดห่วงโซ่ ส่วนหน่วยงานที่ให้การรับรอง หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจรับรองและผู้กำกับตรวจตรา ควรแยกกันทำงาน อย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดความโปร่งใส รวดเร็วและเพิ่มความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ระบบวิทยาศาสตร์ฮาลาล เป็นระบบที่มี ส่วนสำคัญในการเพิ่มความน่าเชื่อถือ ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ


บทบรรณาธิการ, จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา Jan 2015

บทบรรณาธิการ, จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

No abstract provided.


A Reference Model Of The Distribution Center In Hospital Supply Chain, Vithaya Suharitdamrong, Leelakulkietchai Angkana Jan 2015

A Reference Model Of The Distribution Center In Hospital Supply Chain, Vithaya Suharitdamrong, Leelakulkietchai Angkana

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

The eminent increase in demand for healthcare services over the last decade has prompted the need to improve healthcare services systems. The supply chain management plays an important role in increased effectiveness and efficiency of operations in public hospitals, the largest medical service providers in Thailand. To improve the efficiency would start from how the medical products distributed and stored before used. A reference model will assist management in developing a seamless hospital supply chain processes. This research focuses on identifying the current generic supply chain processes within the distribution center of three-large-size hospitals in Thailand and developing a standardized …


การจัดทำฐานข้อมูลการค้าการขนส่งชายแดนไทย - พม่า, สุมาลี สุขดานนท์ Jan 2015

การจัดทำฐานข้อมูลการค้าการขนส่งชายแดนไทย - พม่า, สุมาลี สุขดานนท์

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

บทความนี้นำเสนอการจัดทำฐานข้อมูลการค้าการขนส่งชายแดนไทย - พม่าเป็นฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศ ซึ่ง ประกอบด้วยข้อมูล 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของจังหวัดชายแดนของไทย ข้อมูลรัฐ/เขตชายแดนของพม่า และข้อมูลจุด ผ่านแดน โดยเลือกใช้โปรแกรม Google Earth ในการแสดงข้อมูลภูมิสารสนเทศบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถ ใช้เรียกดูข้อมูลทั้งในรูปกราฟฟิกและข้อมูลบรรยายเพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการวิเคราะห์สภาพการค้าและการขนส่ง ที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานในการพัฒนาฐานข้อมูลการค้าการขนส่งชายแดนของไทยกับประเทศต่างๆ ในอนาคต


การตรวจสอบความปลอดภัยของตู้สินค้าที่ขนส่งทางทะเลของประเทศไทย, สุนันทา เจริญปัญญายิ่ง Jan 2015

การตรวจสอบความปลอดภัยของตู้สินค้าที่ขนส่งทางทะเลของประเทศไทย, สุนันทา เจริญปัญญายิ่ง

Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG)

สหรัฐอเมริกานับเป็นคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย นับตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 ในปี พศ. 2544 สหรัฐอเมริกาได้ ประกาศใช้มาตรการป้องกันการก่อการร้ายที่มากับตู้สินค้าที่ขนส่งทางทะเล ได้แก่ มาตรการความปลอดภัยของตู้สินค้า (CSI) มาตรการ 24 Hours Rule มาตรการความร่วมมือทางการค้าผ่านศุลกากรเพื่อต่อการก่อการร้าย (C-TPAT) มาตรการเหล่านี้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน (supply chain security) ตั้งแต่การผลิตสินค้า การขนส่งสินค้า จนถึงผู้ บริโภคในสหรัฐอเมริกา มาตรการเหล่านี้ทำให้ การขนส่งสินค้าทางทะเลของไทยต้องปรับตัวอย่างมากต่อการกำหนด มาตรการและวิธีการตรวจสอบตู้สินค้าที่เข้า/ออกจากประเทศ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของตู้ สินค้าที่ขนส่งจากประเทศไทยไปยังนานาประเทศ


Autotrophic Ammonia Oxidation Activity Of Ammonia Oxidizing Archaea And Bacteria In Recirculating Aquaculture System, Iftita Rahmatika Jan 2015

Autotrophic Ammonia Oxidation Activity Of Ammonia Oxidizing Archaea And Bacteria In Recirculating Aquaculture System, Iftita Rahmatika

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Ammonia oxidation is the important biological step in nitrogen removal in aquaculture system of shrimp production. This process is driven by the ammonia oxidizing bacteria (AOB) and the newly discovered ammonia oxidizing archaea (AOA). In this study, the abundances, communities and autotrophic ammonia oxidation activity of AOA and AOB in the recirculating aquaculture system (RAS) were investigated. Bioballs were sampled from the low and high salinity RAS (0 and 20 PPT, respectively). The abundance of AOA and AOB amoA genes were monitored for 5 months with qPCR. The abundance of AOA amoA genes was 2-700 times higher than AOB in …


การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและวิเคราะห์แนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม กรณีศึกษาโรงงานปิโตรเคมีขั้นกลางในประเทศไทย, จิราภรณ์ ธรรมเนียมอินทร์ Jan 2015

การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและวิเคราะห์แนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม กรณีศึกษาโรงงานปิโตรเคมีขั้นกลางในประเทศไทย, จิราภรณ์ ธรรมเนียมอินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและประเมินแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งเสนอแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมกับโรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลางในประเทศไทย งานวิจัยได้ศึกษาโรงงานตัวแทนทั้งหมด 6 โรงงาน ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 9 ผลิตภัณฑ์ (เอทิลีนออกไซด์ เอทิลีนไกลคอล ไวนิลคลอไรด์มอนอเมอร์ คิวมีน ฟีนอล แอซีโทน บิสฟีนอล เอ อีพิคลอโรไฮดริน และกรดเทเรฟทาลิกบริสุทธิ์) รวบรวมข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2555-2557 และแบ่งแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกออกเป็น 2 ประเภท คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม ผลการวิจัยพบว่าขนาดคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรของโรงงานตัวแทน มีค่าอยู่ในช่วง 70,253-570,307 t CO2eq ต่อปี ส่วนใหญ่มาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม โดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูดสุดมาจากการใช้ไฟฟ้าคิดเป็นร้อยละ 40 ของการปล่อยเรือนกระจกทั้งหมด รองมาด้วยการใช้ไอน้ำและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากปฏิกิริยาในกระบวนการผลิต ค่าความเข้มคาร์บอนมีค่าอยู่ระหว่าง 0.269-1.101 t CO2eq/t product มีค่าความเข้มคาร์บอนเฉลี่ยเท่ากับ 0.425 t CO2eq/t product จากการวิเคราะห์มาตรการอนุรักษ์พลังงาน พบว่า มีศักยภาพในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ 166,820 t CO2eq คิดเป็นร้อยละ 3.89 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของกลุ่มโรงงานตัวแทน โดยมาตรการประหยัดไอน้ำเป็นมาตรการที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุด คิดเป็นร้อยละ 82.89 ของมาตรการที่ดำเนินการทั้งหมด สำหรับแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกมีความเหมาะสมและสามารถนำไปปรับใช้กับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลาง แนะนำทั้งหมด 5 แนวทาง ประกอบด้วย (1) การเปลี่ยนแหล่งพลังงานทางอ้อม (2) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากมาตรการอนุรักษ์พลังงาน (3) การจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากปฏิกิริยาในกระบวนการผลิต (4) การปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต และ (5) การปรับเปลี่ยนการใช้สารทำความเย็น


A Study Of Uplift Capacity Of Pipeline In Soils, Khamnoy Kounlavong Jan 2015

A Study Of Uplift Capacity Of Pipeline In Soils, Khamnoy Kounlavong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis aims to analyze the uplift capacity of a burial pipeline in two types of soil namely cohesionless soils and cohesive-frictional soils. Finite element analysis with two dimensional plain strain condition were employed to model and determine the limit load of this problem. Cohesionless and cohesive-frictional soils were model as Mohr-coulomb materials in the drained condition while a pipeline was modeled as plate element with an elastic material with high axial and bending stiffness to ensure its rigid behavior. Parametric studies of cohesionless soils and cohesive-frictional soils were performed to study effects of dimensionless variables, including 1) embedment depth …


Numerical And Experimental Studies Of Undercut Slopesinclined Along A Bedding Plane, Rithy Ouch Jan 2015

Numerical And Experimental Studies Of Undercut Slopesinclined Along A Bedding Plane, Rithy Ouch

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Slope failures along a bedding plane were critical issues and mostly happened in an open pit mining project such as the Mae Moh Mine, Thailand. The prediction of maximum width to which the slope remains stable after an excavation process is required. The aim of this research is to investigate the stability and failure mechanisms of undercut slopes with and without shear pins resting on a bedding plane by means of physical and numerical models. Physical models of slip tests and undercut slopes were made of the humid silica sand No. 6 with 10% of water content and rested on …


เสถียรภาพแบบไม่ระบายน้ำของกำแพงกันดินเสาเข็มในดินเหนียว, กานต์ ถีระวงษ์ Jan 2014

เสถียรภาพแบบไม่ระบายน้ำของกำแพงกันดินเสาเข็มในดินเหนียว, กานต์ ถีระวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้เสนอการศึกษาเสถียรภาพแบบไม่ระบายของกำแพงกันดินเสาเข็มสำหรับงานขุดในดินเหนียว ด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์อิลิเมนต์สองและสามมิติ กำแพงกันดินและดินเหนียวถูกจำลองเป็นชิ้นส่วนแบบปริมาตร ชิ้นส่วนเชื่อมต่อระหว่างดินและโครงสร้างถูกนำมาใช้ที่ผิวสัมผัสระหว่างกำแพงและดินโดยรอบ ดินเหนียวถูกแบ่งเป็นสองชั้น คือ ดินเหนียวชั้นบนจะมีความลึกจากผิวดินจนถึงความลึกงานขุด และดินเหนียวชั้นล่างจะอยู่ตั้งแต่ความลึกงานขุดลงไป การศึกษานี้พิจารณาลักษณะการค้ำยันกำแพงในแนวระดับสี่ประเภทคือ กำแพงไม่มีการค้ำยัน กำแพงมีการค้ำยันที่จุดบนสุดของกำแพง กำแพงมีการค้ำยันที่จุดบนสุด และจุดกึ่งกลางที่ระยะครึ่งหนึ่งของความลึกงานขุดจากจุดบนสุดของกำแพง และกำแพงมีการค้ำยันต่อเนื่องตลอดฝั่งด้านเสาเข็มที่ขุดดินออก กำแพงกันดินเสาเข็มถูกจำลองเป็นวัสดุอิลาสติก ดินเหนียวถูกจำลองด้วยวัสดุมอห์ร-คูลอมบ์ที่สภาวะไม่ระบายน้ำ การจำลองสภาพวิบัติของระเบียบวิธีไฟไนต์อิลิเมนต์ใช้หลักการลดทอนกำลัง ผลการศึกษาถูกเสนอเป็นแผนภูมิออกแบบของตัวเลขเสถียรภาพที่สัมพันธ์กับพารามิเตอร์ไร้มิติของขนาดรูปร่างของกำแพงกันดิน งานขุด และคุณสมบัติดิน การเปรียบเทียบผลเฉลยกรณีกำแพงมีการค้ำยันต่อเนื่องแบบสองมิติของการศึกษานี้กับผลเฉลยจากวิธีวิเคราะห์ในอดีตแสดงความสอดคล้องกัน นอกจากนั้นยังได้เสนอสมการผลเฉลยเพื่อความสะดวกในการใช้งานผลการศึกษาจากแผนภูมิออกแบบ


Pile Load Distribution Behavior Of Pile Group Foundations Subjected To Combined Vertical Load And Moment, Janine Correa Faustino Jan 2014

Pile Load Distribution Behavior Of Pile Group Foundations Subjected To Combined Vertical Load And Moment, Janine Correa Faustino

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this thesis is to perform parametric studies of maximum pile force, pile settlement, pile cap rotation and pile force distribution on square shape pile group foundation by employing three-dimensional finite element software, PLAXIS 3D. The square pile group foundation is subjected to combined vertical load and moment under the elastic material of two soil layers. For this study, a special element in PLAXIS 3D, called embedded pile element is used to model each pile in the pile group foundation. To simulate the pile group foundation, a small gap between pile cap and subsoil is introduced in the …


ผลเฉลยสถานะวิบัติของเสาเข็มรับแรงดันด้านข้างในดินเหนียวโดยการวิเคราะห์ไฟไนต์อิลิเมนต์, สุรภาพ แก้วสวัสดิ์วงศ์ Jan 2014

ผลเฉลยสถานะวิบัติของเสาเข็มรับแรงดันด้านข้างในดินเหนียวโดยการวิเคราะห์ไฟไนต์อิลิเมนต์, สุรภาพ แก้วสวัสดิ์วงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ของวิทยานิพนธ์นี้เพื่อศึกษาเสาเข็มแรงดันด้านข้างวิบัติในดินเหนียว วิธีไฟไนต์อิลิเมนต์สองมิติและสามมิติถูกนำมาใช้เพื่อหาผลเฉลยในการศึกษานี้ การวิเคราะห์ไฟไนต์อิลิเมนต์แบบสามมิติบนระนาบความเครียดถูกนำมาใช้สำหรับการจำลองหน้าตัดแนวราบและหน้าตัดแนวดิ่ง การจำลองหน้าตัดแนวราบแสดงการประมาณของเสาเข็มรูปวงกลมหรือท่อรับแรงด้านข้างที่จุดศูนย์กลาง ในทางกลับกัน การจำลองหน้าตัดแนวดิ่งแสดงการประมาณของกำแพงฝังในดินซึ่งรับแรงดันด้านข้างและโมเมนต์ที่จุดบนสุด สำหรับกรณีเสาเข็มหน้าตัดแนวดิ่งและเสาเข็มจริงในระบบสามมิติ ที่หัวเสาเข็มถูกจำลองโดยแบ่งออกเป็นสองกรณีคือกรณีที่มีการยึดรั้งที่หัวเสาเข็มและไม่ยึดรั้งที่หัวเสาเข็ม นอกเหนือจากนี้ ผลกระทบของความหนาสำหรับการจำลองเสาเข็มหน้าตัดแนวดิ่งก็ถูกนำมาศึกษาเช่นกัน สำหรับการวิเคราะห์ทั้งหมด เสาเข็มถูกจำลองด้วยวัสดุแบบอิลาสติกและไม่เกิดการวิบัติขึ้นในโครงสร้าง ดินเหนียวถูกจำลองด้วยวัสดุแบบมอร์-คูลอมบ์ในสภาพไม่ระบายน้ำ ชิ้นส่วนเชื่อมต่อระหว่างดินและโครงสร้างถูกใช้ที่ผิวสัมผัสระหว่างดินเหนียวและเสาเข็มของทั้งสองหน้าตัด นอกจากนั้น ชิ้นส่วนเชื่อมต่อระหว่างดินและโครงสร้างถูกจำลองเป็นสองแบบคือ การเชื่อมต่อแบบแรงดึงสมบูรณ์ และ การเชื่อมต่อแบบไม่มีแรงดึง กรณีแรกจำลองสภาพไม่เกิดการแยกตัวระหว่างดินและโครงสร้าง แต่กรณีสองจำลองสภาพการแยกตัวระหว่างดินและโครงสร้าง ผลเฉลยแรงวิบัติของเสาเข็มรับแรงด้านข้างถูกนำเสนอในรูปของพารามิเตอร์ไร้มิติ ผลการศึกษาของงานวิจัยนี้ถูกเปรียบเทียบกับผลการศึกษาในอดีต นอกเหนือจากนี้ เส้นขอบเขตการวิบัติของผลเฉลยของเสาเข็มรับแรงในแนวราบและโมเมนต์ร่วมกันสำหรับกรณีเสาเข็มหน้าตัดแนวดิ่งและเสาเข็มจริงในระบบสามมิติก็ถูกนำเสนอเช่นกัน ท้ายที่สุด ผลกระทบสามมิติที่มีต่อผลเฉลยของตัวแปรไร้มิติของเสาเข็มรับแรงดันด้านข้างก็ถูกนำเสนอในงานวิจัยนี้