Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Civil and Environmental Engineering Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 301 - 330 of 788

Full-Text Articles in Civil and Environmental Engineering

แนวทางการพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต, ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น Jan 2023

แนวทางการพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต, ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ระดับความสำคัญ ประสิทธิภาพ และเสนอแนวทางพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่หาดป่าตอง จำนวน 400 คน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการการท่องเที่ยว จำนวน 12 คน ใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสำคัญและประสิทธิภาพ โดย 1) พฤติกรรมนักท่องเที่ยว พบว่า ส่วนใหญ่ท่องเที่ยว 2 ครั้งต่อปี ในวันเสาร์-อาทิตย์ เฉลี่ย 2 วันต่อครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อการพักผ่อน รับรู้ข้อมูลการท่องเที่ยวจากสื่อบุคคล ตัดสินใจท่องเที่ยวด้วยตนเอง นิยมเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อน จัดการท่องเที่ยวด้วยตนเอง เดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคล ให้ความสนใจกิจกรรมการรับประทานอาหารในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว พักในโรงแรม ใช้จ่ายในการเดินทาง 10,001-15,000 บาทต่อครั้ง ใช้จ่ายเป็นค่าที่พักแรมมากที่สุด 2) นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญต่อการจัดการด้านการเดินทางและการขนส่งมากที่สุด 3) นักท่องเที่ยวประเมินการจัดการประสิทธิภาพด้านการเดินทางและการขนส่ง โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4) สามารถสร้างแนวทางได้สามแนวทาง คือ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล


การวิเคราะห์ความเสี่ยงของการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน, ศุภฤกษ์ พุกพัก Jan 2023

การวิเคราะห์ความเสี่ยงของการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน, ศุภฤกษ์ พุกพัก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง อีกนัยหนึ่งคือเทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี ค.ศ. 2030 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี ค.ศ. 2065 โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาการวิเคราะห์ความเสี่ยงและเสนอกลยุทธ์ของ CCS ที่มีผลต่อการบริหารจัดการในประเทศไทย พบว่า ผลการวิเคราะห์ผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วย TOE, SWOT อาทิ เช่น 1) การสร้างกองทุนในการบริหารจัดการโดยตรง 2) การหาแหล่งเงินทุนในการอุดหนุน 3) การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของข้อมูลในการ MMV และกลยุทธ์ของเทคโนโลยี CCS อาทิ เช่น 1) การปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบทางภาษีเพื่อรองรับการยกเว้นภาษี 2) การเสนอสิทธิประโยชน์และการลดหย่อนภาษีสำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนภายในประเทศ 3) การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ MMV ให้กับประชาชนรับทราบผ่านช่องทางต่าง ๆ และขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการศึกษาข้อมูลเชิงเทคนิคหรือเชิงนโยบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าของการดำเนินงานเป็นระยะ ๆ และเร่งรัดการขับเคลื่อนการสนับสนุนเชิงนโยบาย มาตรการ หรือกลไกต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถให้ประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมายที่ได้กำหนดไว้


ทัศนคติ การรับรู้ และความคาดหวังของประชาชนต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง, อาทิตยา ศิริน้อย Jan 2023

ทัศนคติ การรับรู้ และความคาดหวังของประชาชนต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง, อาทิตยา ศิริน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

“ตลาดคาร์บอน” (Carbon Market) กลไกหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยโครงการหนึ่งที่สำคัญคือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) ซึ่งป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนแห่งแรกเพื่อซื้อขายคาร์บอนเครดิต ดำเนินการตั้งแต่ ปี 2558 งานวิจัยนี้จึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติ การรับรู้ และความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต โดยการสัมภาษณ์ร่วมกับแบบสอบถาม พบว่า ประชาชนในชุมชนบ้านโค้งตาบางส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของป่าชุมชนในระดับมาก มีทัศนคติต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับมากที่สุด มีการรับรู้หรือความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับมาก มีความคาดหวังต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับมากที่สุด และมีความคาดหวังต่อแนวทางในการบริหารจัดการรายได้จากการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับมาก ทั้งนี้ ทัศนคติและการรับรู้ของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินโครงการประสบผลสำเร็จ และจากความคาดหวังของประชาชน คณะกรรมการป่าชุมชนสามารถกำหนดแผนเพื่อบริหารจัดการรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตนอกเหนือจากที่ต้องนำไปดูแลรักษาป่าตามระเบียบกรมป่าไม้


การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดจากกากกาแฟและใบจามจุรี, จิตรภาณุ อัศวพิชญโชติ Jan 2023

การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดจากกากกาแฟและใบจามจุรี, จิตรภาณุ อัศวพิชญโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาการนำกากกาแฟและใบจามจุรีที่เป็นมูลฝอย มาใช้ในการพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดนางรมทอง เพื่อเป็นวัสดุทางเลือกนอกจากวัสดุดั้งเดิมที่มีการใช้เพาะเลี้ยงเห็ด อย่างขี้เลื่อยไม้ยางพารา จากการทดลอง พบว่าการใช้กากกาแฟเป็นส่วนผสมในอัตราส่วนร้อยละ 30 ของน้ำแห้งก้อนเห็ด สามารถเพิ่มปริมาณโปรตีนและน้ำหนักของผลผลิตที่ได้เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยผลผลิตดอกเห็ดมีน้ำหนักเฉลี่ยที่ 80.33±2.15 กรัม และมีปริมาณโปรตีนที่ 35.08±0.59% แต่เวลาที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยใช้เวลาเพาะเลี้ยงเฉลี่ยประมาณ 64 วัน และมีปริมาณคาเฟอีน 1.70 มก./ล. ในผลผลิตดอกเห็ด และการใช้ใบจามจุรีเป็นวัสดุผสมที่อัตราส่วนร้อยละ 30 ของน้ำหนักแห้งก้อนเห็ด ให้ผลผลิตในด้านของน้ำหนักและโปรตีน รวมถึงเวลาในการเพาะเลี้ยงที่เทียบเท่ากับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยมีค่า 55.90±3.18 กรัม และ 31.64±0.76% ตามลำดับ รวมถึงใช้ระยะเวลาการเพาะเลี้ยงเฉลี่ยประมาณ 37 วัน จากการศึกษาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในผลผลิตดอกเห็ด พบว่าปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในผลผลิตเห็ดนางรมทองมีปริมาณที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในแต่ละรูปแบบสัดส่วนผสม และก้อนเห็ดที่ผ่านการเก็บเกี่ยว มีส่วนประกอบของเถ้าที่น้อยกว่า 15% โดยน้ำหนักแห้ง และไม่มีส่วนประกอบของซัลเฟอร์ สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลได้ หากมีการลดความชื้นก่อนการนำไปใช้


การพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากรีไซเคิลพอลิสไตรีนผสมผงไม้ไผ่, ณัฐภัทร หัชชะวณิช Jan 2023

การพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากรีไซเคิลพอลิสไตรีนผสมผงไม้ไผ่, ณัฐภัทร หัชชะวณิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากพอลีสไตรีนรีไซเคิล (RPS) ผสมกับผงไม้ไผ่ (BB) ที่ได้จากตะเกียบไม้ไผ่ใช้แล้ว เตรียมโดย เครื่องอัดรีดพลาสติกสกรูคู่ (Twin Screw Extruder) แล้วนำไปขึ้นรูปด้วยกระบวนการ ฉีดขึ้นรูป (Injection Molding Machine) โดยกำหนดอัตราส่วนของผงไม้เป็น 10, 20, 30 และ 40 %wt โดยตัวเมทริกซ์ของไม้พลาสติกคอมโพสิตเกิดจากการผสม RPS กับ อีวีโอเอช รีไซเคิล (REVOH) ในอัตราส่วน EVOH คือ 70, 60, 50, 40 30 เเละ 20 %wt ผลการทดลองพบว่าอัตราส่วนของเมทริกซ์ที่ดีที่สุดคือ 60:40 %wt และอัตราส่วนที่ดีที่สุดสำหรับไม้พลาสติกคอมโพสิตคือ 70:30 %wt โดยค่าสมบัติทางกลค่าลดลงตามปริมาณของ BB ที่เพิ่มขึ้น โดยมีการศึกษาการใช้สาร PE-G-MA ในปริมาณ 3%, 5% และ 7% %wt เพิ่มเติมโดยเลือกใช้ BB ที่อัตราส่วน 30 %wt และ 40 %wt ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า อัตราส่วนไม้พลาสติกคอมโพสิต 70:30 %wt ที่มีสาร PE-G-MA 3 %wt มีค่าสมบัติทางกลสูงสุด แต่เมื่อเพิ่มปริมาณสาร PE-G-MA เป็น 5% และ 7% %wt ค่าสมบัติทางกลจะลดลงตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในอัตราส่วนไม้พลาสติกคอมโพสิต 60:40 %wt ค่าสมบัติทางกลกลับเพิ่มขึ้นตามปริมาณสาร PE-G-MA ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สูตรที่ดีที่สุดของไม้พลาสติกคอมโพสิตคือ อัตราส่วน Blend 60:40 %wt โดยใส่สาร PE-G-MA 7 %wt นอกจากนี้ การคำนวณต้นทุนผลิตภัณฑ์พบว่ามีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 31 …


การปรับสภาพน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันปาล์มด้วยปฏิกิริยาเฟนตันเสมือนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตก๊าซชีวภาพร่วมกับการใช้ตัวกลางถ่านชีวภาพจากกากกาแฟ, จุฬเชษฐ์ วุฒิวโรภาส Jan 2023

การปรับสภาพน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันปาล์มด้วยปฏิกิริยาเฟนตันเสมือนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตก๊าซชีวภาพร่วมกับการใช้ตัวกลางถ่านชีวภาพจากกากกาแฟ, จุฬเชษฐ์ วุฒิวโรภาส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาการปรับสภาพน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันใช้แล้วจากครัวเรือนด้วยปฏิกิริยาเฟนตัน โดยใช้ถ่านชีวภาพกากกาแฟเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เพื่อเพิ่มความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพของน้ำมันก่อนจะนำเข้าสู่ระบบบำบัดทางชีวภาพแบบไร้อากาศเพื่อเพิ่มผลผลิตก๊าซชีวภาพ และปรับสภาพพื้นผิวของถ่านชีวภาพด้วยเหล็กแมกนีไทต์และแคลเซียมของกรดไขมันให้มีความเหมาะสมสำหรับปฏิกิริยาเฟนตันและเกิดการดูดซับน้ำมันเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาบนพื้นผิวของถ่านชีวภาพ โดยใช้น้ำมันปาล์มเป็นตัวแทนของน้ำมันใช้แล้วในน้ำเสียครัวเรือน การทดลองแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ การทดลองที่ 1 การทดลองการดูดซับน้ำมันของถ่านชีวภาพกากกาแฟที่มีขนาด 0.05-1.18 (S), 1.7-2.0 (M) และ >2.8 มม. (L) และอุณหภูมิในการเผา 300 (BC300) 500 (BC500) และ 700 (BC700) °ซ พบว่าถ่านชีวภาพชนิด BC300_L มีประสิทธิภาพในการดูดซับน้ำมันมากที่สุดที่ร้อยละ 73 โดยมีแนวโน้มที่จะดูดซับน้ำมันน้อยลงหากถ่านชีวภาพมีขนาดเล็กลง และจากการปรับสภาพถ่านชีวภาพด้วยเหล็กแมกนีไทต์ (BCF) และแคลเซียมของกรดไขมัน โดยศึกษาการติดกรดไขมันบนถ่านชีวภาพก่อน (BCFSCa) และหลัง (BCFCaS) การใส่แคลเซียม พบว่าถ่านชีวภาพทุกชนิดสามารถดูดซับน้ำมันได้เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำมันที่ใช้ในการทดลอง (5, 10 และ 15 ก./ล.) โดยประสิทธิภาพในการดูดซับน้ำมันของถ่านชีวภาพที่ผ่านและไม่ผ่านการปรับพื้นผิวมีความใกล้เคียงกัน การทดลองที่ 2 การปรับสภาพน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันปาล์มขั้นต้นด้วยปฏิกิริยาเฟนตัน พบว่าชุดการทดลองถ่านชีวภาพ BC และ BCF กลับตรวจพบค่า COD เพิ่มขึ้นเมื่อเพิ่มปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในปฏิกิริยา และสูงกว่าค่า COD ตั้งต้นในชุดการทดลองส่วนใหญ่ ซึ่งมีแนวโน้มเกิดจากการออกซิไดซ์น้ำมันชีวภาพที่เกิดขึ้นจากการเผาถ่านชีวภาพ ในขณะที่ค่า COD ลดลงเมื่อเพิ่มปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในชุดการทดลองถ่านชีวภาพ BCFSCa และ BCFCaS อาจเกิดจากแคลเซียมของกรดไขมันที่เคลือบอยู่บนพื้นผิวของถ่านชีวภาพช่วยลดการออกซิไดซ์น้ำมันชีวภาพที่เกิดขึ้น และพบว่าลำดับการติดกรดไขมันก่อนแคลเซียมทำให้ค่า COD ลดลงมากขึ้น หรือเกิดการออกซิไดซ์สารอินทรีย์ในระบบมากขึ้น การทดลองที่ 3 การทดลองบ่มก๊าซชีวภาพโดยจุลินทรีย์ไร้อากาศ โดยใช้น้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันปาล์มที่ผ่านการบำบัดขั้นต้นด้วยกระบวนการเฟนตันร่วมกับการใช้ถ่านชีวภาพ พบว่าสัดส่วนถ่านชีวภาพต่อจุลินทรีย์ที่ 0.25 ก./ก. VSS สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้สูงที่สุด เมื่อเทียบกับที่ 0.75, 1.5 และ 2.5 ก./ก. VSS และจากการวิเคราะห์ค่า COD พบว่าถ่านชีวภาพขนาดเล็กสามารถลดค่า COD และผลิตก๊าซชีวภาพได้สูงกว่าถ่านชีวภาพขนาดใหญ่ เมื่อทำการบ่มจุลินทรีย์ไร้อากาศร่วมกับถ่านชีวภาพแต่ละชนิดที่ผ่านกระบวนการเฟนตัน พบว่าทุกชุดการทดลองที่ผ่านการปรับสภาพน้ำเสียสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้มากกว่าน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันที่ไม่ได้ผ่านการปรับสภาพ ถ่านชีวภาพ BCFCaS700 ที่ผ่านการปรับสภาพด้วยเฟนตันที่ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ …


การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดโคนญี่ปุ่นจากกากกาแฟ, พงศ์ปณต สาเรือง Jan 2023

การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดโคนญี่ปุ่นจากกากกาแฟ, พงศ์ปณต สาเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การบริโภคกาแฟที่มีเพิ่มมากขึ้นก่อให้เกิดของเสียจากกาแฟเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน กากกาแฟเป็นสิ่งที่ถูกนำมาหาทางใช้ประโยชน์ให้สูงสุดก่อนที่จะนำไปกำจัด ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหรือใช้ในการดับกลิ่น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาและพัฒนาการนำกากกาแฟมาเป็นวัสดุผสมในการเพาะเลี้ยงเห็ดโดยพัฒนาสูตรของวัสดุเพาะเลี้ยงให้เหมาะสมกับการเลี้ยงเห็ดโคนญี่ปุ่น Agrocybe Aegerita และตรวจสอบความสามารถในการเป็นปุ๋ยอินทรีย์ของวัสดุเพาะเลี้ยงเพื่อใช้ประโยชน์จากของเสียหลังการเพาะปลูกจนครบวงจร ผลการศึกษาพบว่าชุดการทดลองที่ใส่กากกาแฟลงในวัสดุเพาะ 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักได้ค่าผลผลิตที่มากที่สุดที่ 20.42 (±1.01) กรัม/100กรัม และสอดคล้องกับค่าประสิทธิภาพการใช้วัสดุเพาะ 34.71(±3.49)% และมีอัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจนอยู่ที่ 85.14(±5.34) โดยการใส่กากกาแฟที่มากเกิน 65 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักส่งผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นใยของเห็ด โดยผลผลิตอย่างดอกเห็ดสามารถดูดซึมคาเฟอีนที่อยู่ในวัสดุเพาะที่ผสมกับกากกาแฟได้ที่ 5.92(±0.34) nmol/mg และการศึกษาการใช้ประโยชน์เป็นปุ๋ยวัสดุเพาะหลังการเก็บเกี่ยว ไม่มีชุดการทดลองใดที่ผ่านเกณฑ์ของกรมการเกษตรในทุกพารามิเตอร์ โดยพบอัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนสูงเกิน ขาดค่าธาตุอาหารหลัก และค่าการย่อยสลายที่สมบูรณ์ที่ต่ำเกินไป และเมื่อนำไปผ่านกระบวนการหมักปุ๋ย ในชุดการทดลองที่การใส่วัสดุเพาะเห็ดผสมกับฟางข้าวและมูลสัตว์ สามารถปรับสภาพให้เหมาะสมต่อเกณฑ์มาตรฐานของกรมการเกษตรได้ ถ้าได้มีการนำไปเพาะพันธุ์พืชเพื่อหาความเหมาะสมต่อการใช้งาน จะสามารถนำปุ๋ยนี้ไปขยายผลและใช้งานได้อย่างเหมาะสมต่อไป


Ambient And Elevated Temperature Performance Of Geopolymer Concrete Containing Rubber And Graphene Nanoplatelets, Hafiz Waheed Iqbal Jan 2023

Ambient And Elevated Temperature Performance Of Geopolymer Concrete Containing Rubber And Graphene Nanoplatelets, Hafiz Waheed Iqbal

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Geopolymer concrete (GPC) is recognized as a promising alternative to conventional cement concrete due to its environmental sustainability properties. In this research work, crumb rubber (CR) was used to partially replace fine aggregate to reduce rubber waste, and graphene nanoplatelets (GNPs) were used as a nanomaterial to enhance the properties of GPC. Total 20 mix designs of fly ash-based GPC were made having 10% to 30% replacement of fine aggregate with CR and addition of 0.1% to 0.4% of GNPs as of binder percentage. The main objective of this research work is to assess the properties of these mix designs …


การเคลื่อนที่ของตะกอนในแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน, เมธาฤทธิ์ แนมสัย Jan 2023

การเคลื่อนที่ของตะกอนในแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน, เมธาฤทธิ์ แนมสัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเคลื่อนที่ของตะกอน ในแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ประกอบด้วย แม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ในการศึกษาได้ใช้ข้อมูลอุทกวิทยาย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2464 ถึง 2562 และข้อมูลสำรวจการไหลของน้ำและตะกอนในปี 2561 และ 2562 การวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของตะกอนในแม่น้ำแต่ละสายได้ใช้วิธีการทางสถิติทั่วไป วิธี Mann-Kendall (MK) และวิธีโค้งทับทวี (DMC) ผลการศึกษา พบว่า ปริมาณตะกอนรายปีเฉลี่ยที่สถานีอุทกวิทยาใกล้ทางออกลุ่มน้ำของแม่น้ำปิง (สถานี P.17) วัง (สถานี W.4A) ยม (สถานี Y.16) และน่าน (สถานี N.67) ประมาณ 0.82, 0.26, 0.35 และ 1.88 ล้านตัน/ปี ตามลำดับ โดยการเคลื่อนที่ของตะกอนในแม่น้ำทั้ง 4 สาย ส่วนใหญ่เคลื่อนที่ในลักษณะแขวนลอยเป็นหลัก ยกเว้นแม่น้ำปิงด้านท้ายน้ำของเขื่อนภูมิพลที่เคลื่อนที่เป็นตะกอนท้องน้ำ ผลการศึกษาความผันแปรในเชิงเวลาของปริมาณตะกอนรายปี พบว่า หลายสถานีมีแนวโน้มลดลง ได้แก่ สถานี P.1 ของแม่น้ำปิง สถานี W.16A, W.1C และ W.23 ของแม่น้ำวัง สถานี N.5A, N.7A, N.8A และ N.67 ของแม่น้ำน่าน และแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สถานี C.2 ในทางกลับกันที่สถานี Y.1C และ Y.16 ของแม่น้ำยมกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนผลการศึกษาความผันแปรของปริมาณตะกอนในเชิงตำแหน่ง แสดงให้เห็นว่า ปริมาณตะกอนรายปีเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามระยะทางจากต้นน้ำไปยังท้ายน้ำ อย่างไรก็ตามปริมาณตะกอนในแม่น้ำยมและแม่น้ำวังมีการลดลงในแม่น้ำตอนล่างใกล้ทางออกของลุ่มน้ำ ผลการศึกษายังพบว่าการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล กิ่วลม แม่จาง กิ่วคอหมา และฝายแม่ยม ไม่ได้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อปริมาณตะกอนในแม่น้ำใกล้ทางออกลุ่มน้ำของแม่น้ำปิง วัง และยม ในขณะที่ใกล้ทางออกลุ่มน้ำของแม่น้ำน่านมีปริมาณตะกอนเพิ่มขึ้นหลังจากการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ แต่ปริมาณตะกอนกลับลดลงหลังจากการก่อสร้างเขื่อนทดน้ำนเรศวรและเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน นอกจากนี้ยังพบว่า ปริมาณตะกอนที่สถานี C.2 หลังจากการสร้างอาคารชลศาสตร์ขนาดใหญ่ทั้ง 8 แห่ง ลดลงเพียง 31 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณตะกอนก่อนก่อสร้างเขื่อนภูมิพล …


Reactor Design By Integrating Absorption And Photocatalytic Oxidation Processes For Volatile Organic Compound (Voc) Removal From Polluted Gas Stream Of Storage Facilities In Petrochemical Industry, Phaly Ham Jan 2023

Reactor Design By Integrating Absorption And Photocatalytic Oxidation Processes For Volatile Organic Compound (Voc) Removal From Polluted Gas Stream Of Storage Facilities In Petrochemical Industry, Phaly Ham

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Even petrochemical industry plays an important role in meeting the global energy demand, it is also responsible for emitting significant amounts of Volatile Organic Compounds (VOCs), which pose serious environmental and health hazards. In this thesis, we propose an innovative approach to address this issue by designing a multifunctional reactor that integrates absorption and photocatalytic oxidation processes for the removal of VOC from polluted gas streams of storage facilities, during loading, discharging, and cleaning process. This research encompasses four scopes (i) Comparative study of gas-liquid contactors: Bubble Column Reactor (BCR) and internal-loop Airlift Reactor (IL-ALR). The relative effect of reactor’s …


ผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินที่มีพื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้แตกต่างกัน, วศิน จันทร์ทอง Jan 2023

ผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินที่มีพื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้แตกต่างกัน, วศิน จันทร์ทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การออกแบบอุโมงค์ในภาวะเพลิงไหม้โดยส่วนใหญ่พิจารณาให้พื้นผิวด้านในของอุโมงค์สัมผัสเพลิงไหม้ตลอดแนวเส้นรอบรูป อย่างไรก็ตาม ในการเกิดเพลิงไหม้จริง พื้นผิวของอุโมงค์อาจได้รับผลกระทบจากความร้อนเพียงบางส่วน เนื่องจากลักษณะของเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นหรือการติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเติมภายในอุโมงค์ ส่งผลให้ผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์แตกต่างไป งานวิจัยนี้ศึกษาผลตอบสนองเชิงโครงสร้างของอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินที่มีรูปแบบของพื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้ที่แตกต่างกัน 4 กรณีศึกษา ได้แก่ กรณีที่ 1 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้ตลอดแนวเส้นรอบรูปด้านในของอุโมงค์ กรณีที่ 2 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้เหนือระดับรางรถไฟ กรณีที่ 3 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้เหนือระดับกึ่งกลางความสูงของอุโมงค์ และ กรณีที่ 4 พื้นผิวสัมผัสเพลิงไหม้เหนือระดับรางรถไฟเว้นทางเดินด้านข้างอุโมงค์ โดยประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ในการวิเคราะห์การถ่ายโอนความร้อนและการวิเคราะห์โครงสร้าง รวมทั้งนำเสนอตัวคูณลดค่าความต้านทานวิกฤติสำหรับแผนภาพปฏิสัมพันธ์ระหว่างความต้านทานโมเมนต์ดัดกับความต้านทานแรงตามแนวแกนเพื่อพิจารณากรณีเพลิงไหม้ที่เลวร้ายที่สุด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความแตกต่างของผลตอบสนองเชิงโครงสร้างอุโมงค์ภายใต้รูปแบบเพลิงไหม้ที่แตกต่างกัน โดยกรณีศึกษาที่ 3 เป็นรูปแบบเพลิงไหม้ที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งยืนยันจากการวิเคราะห์รูปแบบเพลิงไหม้เพิ่มเติมอีก 6 กรณีศึกษาที่อ้างอิงจากรูปแบบเพลิงไหม้ในกรณีศึกษาที่ 3 ด้วยการเพิ่มและลดส่วนของพื้นผิวด้านในอุโมงค์ที่สัมผัสเพลิงไหม้อีก 15o 30o และ 45o จากแนวกึ่งกลางความสูงของอุโมงค์ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ผลจากการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับการพิจารณารูปแบบเพลิงไหม้สำหรับการออกแบบโครงสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินต่อไป


Advances In Chemotactic And Non-Chemotactic Bioremediation Of Water: A Comprehensive Review, Sheetal Pardeshi, Prafulla Shede Jan 2022

Advances In Chemotactic And Non-Chemotactic Bioremediation Of Water: A Comprehensive Review, Sheetal Pardeshi, Prafulla Shede

Applied Environmental Research

Pollution has reached to a critical threshold affecting the climate and diversity of the planet Earth. All global authorities have included pollution control in their agenda for near future. Most of the environmental research nowadays is focused on removing waste generated by anthropogenic activities, may it be solid, liquid or gaseous waste. Bioremediation is believed to be the most eco-friendly approach for reducing or removing pollutants contaminating different matrices of the environment. There are various methods covered under the umbrella term of bioremediation. Chemotaxis-mediated bioremediation attracted attention of several research groups since early decade of twenty first century due to …


Soil Contamination And Risk Assessments On Selected Dumpsites Within The Basement Complex And Sedimentary Formations Of Ogun State, South-Western Nigeria, Akintayo O. Ojo, Oluwaseun T. Olurin, Oluseyi O. Adeleke Jan 2022

Soil Contamination And Risk Assessments On Selected Dumpsites Within The Basement Complex And Sedimentary Formations Of Ogun State, South-Western Nigeria, Akintayo O. Ojo, Oluwaseun T. Olurin, Oluseyi O. Adeleke

Applied Environmental Research

The concentrations of inorganic elements in soils of Saje, Ita-Oshin, Premier, and Oke-Diya dumpsites were determined using an X-Ray Fluorescence spectrometer to assess the soil quality through chronological changes with depths. A soil core sampler collects 56 samples at 20, 40, 60, and 80 cm depths. Saje showed high mean concentrations of Ca, K, Fe, Rb, and Ti at all depths, while Oke-Diya revealed high mean concentrations of Ca, K, Fe, Rb, Ti, Mn, Zn, V, Cr, and Ni at all depths. These concentrations were in a closed range suggesting a build-up of elements in the soil profiles. Oke-Diya had …


Occurrence Of Microplastics In The Asian Freshwater Environments: A Review, Farah Akmal Idrus, Noradriena Mohd Fadhli, Mohd Nasarudin Harith Jan 2022

Occurrence Of Microplastics In The Asian Freshwater Environments: A Review, Farah Akmal Idrus, Noradriena Mohd Fadhli, Mohd Nasarudin Harith

Applied Environmental Research

Microplastics pollution has become a worldwide common problem. Despite the growing numbers in researches regarding the microplastics, the understanding of microplastics in the freshwater environment are still less. This paper overviews the present knowledge and findings on the occurrence of microplastics in water and sediment of the freshwater environments in Asia. The review also covers the size distribution, polymers, morphological characteristics and sources of microplastics to the freshwater systems. Perspective of the adsorption of heavy metals on the microplastics to the freshwater systems are also discussed in this review.


Ecological And Human Health Risk Assessment Of Heavy Metals By Consuming The Aquatic Plant Species Near An Electronic Waste Open Dumpsite In Thailand, Thitima Parkpoom, Somsak Intamat, Uraiwan Phoonaploy, Lamyai Neeratanaphan Jan 2022

Ecological And Human Health Risk Assessment Of Heavy Metals By Consuming The Aquatic Plant Species Near An Electronic Waste Open Dumpsite In Thailand, Thitima Parkpoom, Somsak Intamat, Uraiwan Phoonaploy, Lamyai Neeratanaphan

Applied Environmental Research

Heavy metals from electronic waste (e-waste) accumulate in the environment and can affect human health. The purpose of this study was to determine As, Cd, Cr and Pb concentrations in water, sediment and three species of edible aquatic plants (Ottelia alismoides, Ipomoea aquatic and Marsilea crenata) near an e-waste open dumpsite. Samples were collected from six sampling points surrounding an e-waste open dumpsite and heavy metal concentrations were analyzed by inductively coupled plasma optical emission spectrometry (ICP-OES). Bioaccumulation factors (BAFs), estimated daily intake (EDI), hazard quotient (HQ), hazard index (HI) and carcinogenic risk (CR) were evaluated in …


Assessing Vegetation Cover Change Using Remote Sensing: Case Study At Binh Duong Province, Vietnam, Nguyen Thi Huyen, Le Hoang Tu, Le Truong Ngoc Han, Vuong Thi Thuy, Dang Nguyen Dong Phuong, Nguyen Kim Loi Jan 2022

Assessing Vegetation Cover Change Using Remote Sensing: Case Study At Binh Duong Province, Vietnam, Nguyen Thi Huyen, Le Hoang Tu, Le Truong Ngoc Han, Vuong Thi Thuy, Dang Nguyen Dong Phuong, Nguyen Kim Loi

Applied Environmental Research

This study aims to present the application of remote sensing in monitoring vegetation change in Binh Duong Province, Vietnam. The study used Landsat 5 images in the year 2010 and Landsat 8 images in the years 2015 and 2020 to investigate the area of vegetation. The maximum likelihood classification method (MLC) was used to classify land cover and an accuracy matrix was computed to validate the classification results. The references data were collected to support classification and accuracy assessment processes including land use maps in 2010, 2015, and 2020. In addition, collected field points and UAV (unmanned aerial vehicle) in …


Biochar From Empty Date Fruit Bunch As An Adsorbent To Remove Eriochrome Black T And Methylene Blue From Aqueous Solution, Houari Bella, Hayet Bendaikha Jan 2022

Biochar From Empty Date Fruit Bunch As An Adsorbent To Remove Eriochrome Black T And Methylene Blue From Aqueous Solution, Houari Bella, Hayet Bendaikha

Applied Environmental Research

Date fruit has a significant role in Sahara countries' economies. In this study, a bunch of empty dates waste was used to produce biochar, which will be used to adsorb Eriochrome black T (EBT) and methylene blue (MB) dyes from aqueous solution. The dates bunch was washed, dried, and ground into small particles. Then it was heated in a muffle furnace at 850 °C. The biochar from empty date bunches (BEDB) characteristics before and after adsorption was determined by using scanning electron microscopy (SEM) and Fourier transform infrared (FTIR) spectroscopy. The experiment has used different parameters notably initial concentration (25 …


Strengthening Of Reinforced Concrete Members With Lap Splices Using Steel Collars, Aji Ejaz Jan 2022

Strengthening Of Reinforced Concrete Members With Lap Splices Using Steel Collars, Aji Ejaz

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Bond splitting failure of substandard lap splices have caused extensive damage to many structures during earthquakes. Existing methods to strengthen substandard lap splices primarily involve wrapping the substandard lap spliced regions with jackets possessing mainly in-plane stiffness. Hence, the efficiency of such techniques is compromised due to the lateral bulging of concrete and flexural bending of jackets. This study investigated hollow steel section (HSS) collars which offer axial and flexural stiffness in mitigating splitting failures associated with lap splices not conforming to current design codes. Three lap splice lengths, mainly 20, 28, and 35 times the bar diameter (db) were …


สมรรถนะของอาคารโครงสร้างเหล็กที่ถูกออกแบบด้วยวิธีสเปกตรัมผลตอบสนองในการต้านทานแผ่นดินไหว, ณัฐธีร์ ยศพลจิรกิตต์ Jan 2022

สมรรถนะของอาคารโครงสร้างเหล็กที่ถูกออกแบบด้วยวิธีสเปกตรัมผลตอบสนองในการต้านทานแผ่นดินไหว, ณัฐธีร์ ยศพลจิรกิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาสมรรถนะของอาคารโครงสร้างเหล็กที่ถูกออกแบบด้วยวิธีสเปกตรัมผลตอบสนองในการต้านทานแผ่นดินไหว ซึ่งในมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว มยผ. 1301/1302-61 ได้มีการปรับปรุงวิธีสเปกตรัมผลตอบสนอง (Response Spectrum Analysis, RSA) เป็นวิธี Modified Response Spectrum Analysis (MRSA) ซึ่งเป็นการปรับวิธีคำนวณแรงเฉือนที่ต้องต้านทานให้มีความปลอดภัย ซึ่งได้มาจากการศึกษาวิจัยจากอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กที่เป็นอาคารสูง แต่ยังไม่ได้มีการศึกษาความจำเป็นที่จะต้องใช้วิธี MRSA กับอาคารโครงสร้างเหล็ก การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความเพียงพอของค่าแรงที่ต้องต้านทานสำหรับการออกแบบด้วยวิธี RSA ในการออกแบบโครงสร้างเหล็กที่ต้องต้านแผ่นดินไหว โดยพิจารณาอาคารโครงต้านแรงดัดเหล็กที่มีความเหนียวปานกลาง ที่มีความสูง 3, 6 และ 9 ชั้น, อาคารโครงต้านแรงดัดเหล็กที่มีความเหนียวพิเศษ มีความสูง 3, 6, 9 และ 15 ชั้น และอาคารโครงแกงแนงเหล็กแบบตรงศูนย์แบบพิเศษ ที่มีความสูง 3, 6, 9, 15, 20 และ 25 ชั้น โดยสมมติที่ตั้งของอาคารตัวอย่างอยู่ที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งอาคารที่นำมาศึกษาจะถูกออกแบบด้วยวิธีสเปกตรัมผลตอบสนอง อ้างอิงตามมาตรฐาน มยผ. 1301/1302-61, มยผ. 1304-61 และ AISC 360-16 และทำการวิเคราะห์ด้วยวิธีประวัติเวลาไม่เชิงเส้น (Nonlinear Response History Analysis) เพื่อประเมินสมรรถนะของโครงสร้างในการต้านทานแผ่นดินไหว โดยพิจารณาความเสียหายของอาคารจากการหมุนพลาสติก และการเสียรูปในแนวแกน, การเคลื่อนตัวสัมพัทธ์ระหว่างชั้น, การโก่งเดาะของเสาเหล็ก, การโก่งเดาะเฉพาะที่ของเสา และแรงที่ต้องต้านทานสำหรับการออกแบบจุดต่อ จากผลการวิเคราะห์พบว่าอาคารโครงสร้างเหล็กที่ศึกษาที่ถูกออกแบบด้วยวิธีสเปกตรัมผลตอบสนองแบบเดิมสามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ธีรนันท์ สุวรรณชวลิต Jan 2022

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ธีรนันท์ สุวรรณชวลิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles) เป็นเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยเทคโนโลยีนี้จะส่งเสริมการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งในเมืองที่สามารถเข้าถึงได้ทุกคน (Inclusive transport network) ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่ไม่สามารถขับขี่รถยนต์ด้วยตนเองมีอิสระในการเดินทางมากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่จะส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีนี้ในประเทศไทย โดยศึกษาจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างจำนวน 450 คนจากประชากรที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล งานวิจัยนี้ได้มุ่งเน้นไปที่ยานยนต์ไร้คนขับในระดับ 5 และทำการวิเคราะห์ผลโดยใช้กรอบแนวคิดแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model) ผลการศึกษาพบว่าว่าปัจจัยที่จะส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับหรือความตั้งใจที่จะใช้เทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบไปด้วยการรับรู้ถึงประโยชน์ , การรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งาน, การรับรู้ความปลอดภัยและความเชื่อถือ โดยตัวแปรที่ส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีสูงสุดคือ ความเชื่อถือและการรับรู้ถึงความปลอดภัย ตามลำดับ


การวิเคราะห์เอกสารสัญญาจ้างก่อสร้างเฉพาะสำหรับโครงการก่อสร้างซึ่งใช้การจำลองสารสนเทศอาคาร, นพจิรา ฤกษ์ขจรนามกุล Jan 2022

การวิเคราะห์เอกสารสัญญาจ้างก่อสร้างเฉพาะสำหรับโครงการก่อสร้างซึ่งใช้การจำลองสารสนเทศอาคาร, นพจิรา ฤกษ์ขจรนามกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไม่กี่ปีที่ผ่านมาการจำลองสารสนเทศอาคาร (Building Information Modeling, BIM) ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการส่งมอบโครงการก่อสร้างสมัยใหม่ งานวิจัยในอดีตจำนวนมากได้ศึกษาแง่มุมต่าง ๆ ของการนำ BIM ไปใช้ เช่น กระบวนการทำงาน, แบบจำลอง BIM, และ BIM Uses อย่างไรก็ตามงานวิจัยที่เกี่ยวกับสัญญาจ้างก่อสร้างในโครงการซึ่งใช้ BIM (โครงการ BIM) ยังมีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากโครงการ BIM แตกต่างจากโครงการก่อสร้างทั่วไปในหลาย ๆ ด้าน องค์ประกอบและการจัดการสัญญาจ้างในโครงการ BIM (สัญญา BIM) จึงมีลักษณะเฉพาะตัว ในวิทยานิพนธ์นี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาโครงสร้างของสัญญาจ้างก่อสร้างที่เหมาะสมกับโครงการ BIM โดยเน้นการศึกษาเอกสารและเนื้อหาสำคัญของสัญญา BIM การวิจัยเริ่มจากการรวบรวมและวิเคราะห์มาตรฐาน แนวทาง คู่มือ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ BIM ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลก จากนั้นจึงสำรวจปัญหาที่เกิดขึ้นในการบริหารจัดการสัญญา BIM เพื่อนำมาวิเคราะห์และร่างเอกสารสัญญา BIM และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสัญญา BIM ผลที่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาและปรับปรุงเอกสารสัญญา BIM แต่ละรายการให้เหมาะสมกับโครงการ BIM ในประเทศไทย ผลลัพธ์หลักของงานวิจัยนี้คือ แนวทางสำหรับร่างเอกสารสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการ BIM ที่เหมาะสมสำหรับการวางแผนและบริหารโครงการ BIM ในอุตสาหกรรมก่อสร้างประเทศไทย เนื่องจากเอกสารสัญญา BIM ที่พัฒนาขึ้นสะท้อนระบบนิเวศของโครงการ BIM ในประเทศไทย จึงสามารถช่วยให้โครงการ BIM ในประเทศไทยมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการโครงการ BIM


ค่าจลนพลศาสตร์ของการบำบัดน้ำเสียความเข้มข้นต่ำด้วยเม็ดตะกอนจุลินทรีย์แบบใช้อากาศ, วีร์สุดา รับสิริ Jan 2022

ค่าจลนพลศาสตร์ของการบำบัดน้ำเสียความเข้มข้นต่ำด้วยเม็ดตะกอนจุลินทรีย์แบบใช้อากาศ, วีร์สุดา รับสิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาการสร้างเม็ดตะกอนจุลินทรีย์ ประสิทธิภาพและอัตราการบำบัดซีโอดี และค่าจลนพลศาสตร์ของการบำบัดน้ำเสียด้วยเม็ดตะกอนจุลินทรีย์แบบใช้อากาศที่ความเข้มข้นซีโอดี 50-1000 มิลลิกรัมต่อลิตร เดินระบบในถังปฏิกิริยาเอสบีอาร์โดยมีน้ำตาลทรายเป็นแหล่งคาร์บอนที่ความเข้มข้นซีโอดีเริ่มต้นในระบบ 500 มิลลิกรัมซีโอดีต่อลิตร และแอมโมเนียมคลอไรด์เป็นแหล่งไนโตรเจนที่ความเข้มข้นแอมโมเนียมเท่ากับ 100 มิลลิกรัมไนโตรเจนต่อลิตร รอบการบำบัด 4 ชั่วโมง ความเร็วในการเติมอากาศ 3.5 เซนติเมตรต่อวินาที ระยะเวลาตกตะกอน 15 นาที และสัดส่วนทดแทนน้ำเสียร้อยละ 60 ผลการทดลองพบว่า หลังจากเดินระบบแล้ว 28 วัน เริ่มพบการก่อตัวของเม็ดตะกอนในระบบ หลังจากนั้นเปลี่ยนความเข้มข้นซีโอดีเริ่มต้น 1,000 500 250 100 และ 50 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยคงสัดส่วน C:N เท่ากับ 10:1 โดยเดินระบบเช่นเดียวกับการสร้างเม็ดตะกอน พบว่าที่ความเข้มข้นซีโอดีที่สูงที่สุดของระบบ ขนาดเม็ดตะกอนที่พบในระบบจะมีขนาดใหญ่กว่าที่ความเข้มข้นซีโอดีที่ต่ำ โดยขนาดเม็ดตะกอนที่ใหญ่ที่สุดมีขนาด 5 มิลลิเมตร ค่า MLSS เฉลี่ยเท่ากับ 19,195±5,089 7,699±2,619 7,160±945 3,553±1,259 และ 1,365±671 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ ระบบเม็ดตะกอนดังกล่าวมีค่า SVI5 อยู่ระหว่าง 14-35 มิลลิลิตรต่อกรัม และค่า SVI30 อยู่ระหว่าง 12-24 มิลลิลิตรต่อกรัม ตลอดการทดลอง ความหนาแน่นของตะกอนที่ความเข้มข้นซีโอดี 50 100 และ 500 มิลลิกรัมต่อลิตร ใกล้เคียงกันอยู่ที่ 1.096-1.123 กรัมต่อมิลลิลิตร ประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดีทุกความเข้มข้นมีค่าเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 94 และจากการหาอัตราการบำบัดจำเพาะที่ความเข้มข้นซีโอดีต่างๆ พบว่าเป็นไปตามสมการของโมโนด์ (Monod’s Equation) โดยมีค่าอัตราการบำบัดซีโอดีจำเพาะสูงสุดของระบบ (km) เท่ากับ 15.2±2.88 มิลลิกรัมซีโอดีต่อมิลลิกรัมMLVSSต่อวัน และความเข้มข้นที่อัตราการบำบัดเท่ากับครึ่งหนึ่งของอัตราบำบัดสูงสุด (KS) เท่ากับ 121±74 มิลลิกรัมต่อลิตร


ประสิทธิภาพในการปิดรอยร้าวของมอร์ตาร์ซ่อมแซมตัวเองที่มีส่วนผสมของสารพอลิเมอร์ดูดซับขั้นพิเศษและไมโครแคปซูลสปอร์ของแบคทีเรียเอ็มไอซีพี, ณัฏฐชัย ทรัพย์วิไล Jan 2022

ประสิทธิภาพในการปิดรอยร้าวของมอร์ตาร์ซ่อมแซมตัวเองที่มีส่วนผสมของสารพอลิเมอร์ดูดซับขั้นพิเศษและไมโครแคปซูลสปอร์ของแบคทีเรียเอ็มไอซีพี, ณัฏฐชัย ทรัพย์วิไล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการซ่อมแซมรอยร้าวด้วยตัวเองและผลกระทบของปริมาณไมโครแคปซูลที่บรรจุสปอร์ของแบคทีเรียควบคู่กับสารพอลิเมอร์ดูดซับขั้นพิเศษ (SAP) โดยปริมาณไมโครแคปซูลสปอร์แบคทีเรียถูกควบคุมที่ร้อยละ 0.25, 0.5 และ 1.0 ของน้ำหนักของซีเมนต์ และมีการควบคุมปริมาณสารพอลิเมอร์ดูดซับขั้นพิเศษไว้ที่ร้อยละ 4 ของน้ำหนักซีเมนต์ ในงานวิจัยได้ทำการทดสอบคุณสมบัติเชิงรีโอโลยี ค่ากำลังรับแรงอัดประลัย และทดสอบคุณสมบัติด้านการซ่อมแซมรอยร้าวด้วยตัวเอง ในรูปแบบของการปิดตัวของรอยร้าว อัตราการไหลของน้ำผ่านรอยร้าว ควบคู่ไปกับการตรวจสอบโครงสร้างระดับจุลภาคด้วยเครื่องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด การเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์ และการวิเคราะห์ด้วยเครื่องเชิงความร้อน จากผลการศึกษาพบว่ามอร์ตาร์ที่มีการใส่ไมโครแคปซูลแบคทีเรียที่ร้อยละ 1 ของน้ำหนักซีเมนต์ ร่วมกับ SAP จะมีการปิดตัวรอยร้าวในช่วง 3 และ 28 วัน ที่ร้อยละ 49.74 และ ร้อยละ 80.35 ของความกว้างเริ่มต้นตามลำดับ อย่างไรก็ตามอัตราการปิดตัวของรอยร้าวในมอร์ตาร์ที่มีการใส่ไมโครแคปซูลสปอร์แบคทีเรียที่ร้อยละ 1 ของน้ำหนักซีเมนต์ ร่วมกับ SAP หลัง 28 วัน มีประสิทธิภาพการซ่อมแซมที่ต่ำกว่ามอร์ตาร์ที่มีการใส่ไมโครแคปซูลแบคทีเรียที่ร้อยละ 0.25 ของน้ำหนักซีเมนต์ ร่วมกับ SAP แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการปิดตัวของความกว้างรอยร้าวและร้อยละการซึมผ่านของน้ำที่ลดลงได้ดีกว่าประกอบกับมีคุณสมบัติทางกลเทียบเท่ากับมอร์ตาร์ที่มีการใช้วัสดุซ่อมแซ่มเพียง 1 ประเภท ซึ่งกล่าวได้ว่า SAP สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการซ่อมแซมรอยร้าวด้วยตัวเองของแบคทีเรียที่ชักนำการตกตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนตได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ด้วยเหตุนี่จึงสามารถลดปริมาณจำนวนแบคทีเรียในส่วนผสมของคอนกรีต


การวิเคราะห์ผลตอบสนองต่อแผ่นดินไหวของเขื่อนดินถมแบ่งส่วนขนาดใหญ่, ณัฐนนท์ หนุนอนันต์ Jan 2022

การวิเคราะห์ผลตอบสนองต่อแผ่นดินไหวของเขื่อนดินถมแบ่งส่วนขนาดใหญ่, ณัฐนนท์ หนุนอนันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้นำเสนออิทธิพลของการวิเคราะห์แบบไฟไนต์อิลิเมนต์สามมิติของการวิเคราะห์ผลตอบสนองทางแผ่นดินไหวของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล การวิเคราะห์ถูกกระทำเปรียบเทียบระหว่างการวิเคราะห์สามมิติและสองมิติโดยอ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยในอดีต การวิเคราะห์ประกอบไปด้วยการวิเคราะห์ธรณีวิทยาแผ่นดินไหวเชิงความน่าจะเป็นด้วยโปรแกรม R- CRISIS และการวิเคราะห์ไฟไนต์อิลิเมนต์ด้วยโปรแกรม PLAXIS 2D และ PLAXIS 3D ผลการวิจัยที่ได้บ่งชี้ว่า การเคลื่อนตัวในแนวเหนือน้ำ - ท้ายน้ำ จากการวิเคราะห์ทั้งสองกรณีมีค่าใกล้เคียงกัน ในขณะที่ผลการทรุดตัวจากการวิเคราะห์สามมิติมีค่ามากกว่า


ความต้านทานการซึมผ่านคลอไรด์ของมอร์ตาร์ที่ซ่อมแซมรอยร้าวโดยวิธีการตกตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนตด้วยจุลินทรีย์, นัชชา นพคุณ Jan 2022

ความต้านทานการซึมผ่านคลอไรด์ของมอร์ตาร์ที่ซ่อมแซมรอยร้าวโดยวิธีการตกตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนตด้วยจุลินทรีย์, นัชชา นพคุณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาการซึมผ่านคลอไรด์ของมอร์ตาร์ที่ได้รับการซ่อมแซมหลังเกิดรอยร้าวโดยใช้แบคทีเรียเอ็มไอซีพีสายพันธุ์ บาซิลลัส สฟีรีคัส ในรูปแบบหยดเซลล์ที่มีชีวิตพร้อมสารอาหาร (ปริมาณการหยดเชื้อแบคทีเรียต่อสารอาหารต่อวันเท่ากับ 20:500 µL และ 40:1000 µL) และรูปแบบไมโครแคปซูลสปอร์แบคทีเรีย (1% และ 2% โดยน้ำหนักปูนซีเมนต์) โดยศึกษาความกว้างรอยร้าวที่แตกต่างกัน 2 ขนาด คือ รอยร้าวขนาดไม่มากกว่า 175 µm และขนาดที่มากกว่า 175 แต่น้อยกว่า 350 µm จากการทดสอบพบว่าค่าการไหลแผ่ของมอร์ตาร์ที่ไม่ใช้แบคทีเรียเป็นไปตามมาตรฐานและต่ำกว่ากลุ่มมอร์ตาร์ที่ใช้รูปแบบไมโครแคปซูลถึง 12.0-14.6% จากนั้นหลังบ่มน้ำครบ 28 วัน นำไปทดสอบกำลังรับแรงอัด มอร์ตาร์ที่ไม่ใช้แบคทีเรียมีค่ากำลังรับแรงอัด 43.3 MPa สูงกว่ากลุ่มใช้รูปแบบไมโครแคปซูลถึง 15.1-23.8% จากนั้นหลังสร้างรอยร้าวบนชิ้นตัวอย่าง ทดสอบประสิทธิภาพการซ่อมแซมรอยร้าว โดยให้อยู่ภายใต้สภาวะเปียกสลับแห้งเป็นจำนวน 14 รอบ (1 รอบ = 48 ชั่วโมง) กลุ่มที่ใช้รูปแบบการหยดเซลล์ที่มีชีวิตพร้อมสารอาหารจะให้สัดส่วนการซ่อมแซมรอยร้าวสูงที่สุด ทั้งในรอยร้าวขนาดเล็กและใหญ่ โดยมีสัดส่วนการซ่อมแซม เท่ากับ 100% และ 62.1% ตามลำดับ ถัดมาในกลุ่มที่ใช้รูปแบบไมโครแคปซูล พบว่าการซ่อมแซมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 4 รอบแรกของการซ่อมแซม และเพิ่มขึ้นอย่างคงที่จนครบกำหนดการซ่อมแซม โดยสามารถซ่อมแซมรอยร้าวได้ 72.7% และ 47.7% สำหรับรอยร้าวขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้ใช้แบคทีเรียซ่อมแซมมีสัดส่วนการซ่อมแซมรอยร้างเพียง 17.8% และ 13.9%สำหรับรอยร้าวขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ตามลำดับ จากนั้นได้นำชิ้นตัวอย่างมาทดสอบความต้านทานการซึมผ่านของคลอไรด์ พบว่า เมื่อสัดส่วนการซ่อมแซมรอยร้าวมากมีแนวโน้มทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การซึมผ่านคลอไรด์ลดน้อยลง อาทิ กลุ่มที่ใช้รูปแบบเซลล์ที่มีชีวิตพร้อมสารอาหารมาก (40:1000 µL) ในรอยร้าวขนาดเล็กที่ซ่อมแซมได้ 100% มีสัมประสิทธิ์การซึมผ่านคลอไรด์ใกล้เคียงกับกลุ่มมอร์ตาร์ธรรมดาที่ไม่มีรอยร้าว รวมถึงปัจจัยสำคัญอื่นที่ส่งผลต่อการซึมผ่านของคลอไรด์ ได้แก่ ความกว้างรอยร้าวที่เหลืออยู่หลังการซ่อมแซม ความสามารถในการซ่อมแซมรอยร้าวตลอดความลึกภายในเนื้อมอร์ตาร์ และสารอาหารที่ใส่ลงขณะผสมที่ทำให้เกิดรูโพรงภายในเนื้อมอร์ตาร์ ปัจจัยเหล่านี้พบในกลุ่มตัวอย่างที่ใช้รูปแบบไมโครแคปซูล จึงส่งผลให้มีค่าสัมประสิทธิ์การซึมผ่านคลอไรด์ที่สูงกว่ากลุ่มที่ใช้รูปแบบหยดเซลล์ที่มีชีวิตพร้อมสารอาหาร


การประเมินผลกระทบและต้นทุนทางสุขภาพและระบบนิเวศจากการก่อตัวของโอโซนจากการขนส่งผู้โดยสารในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, อติพร หทัยรัตน์ Jan 2022

การประเมินผลกระทบและต้นทุนทางสุขภาพและระบบนิเวศจากการก่อตัวของโอโซนจากการขนส่งผู้โดยสารในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, อติพร หทัยรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและเปรียบเทียบการปล่อยมลพิษ, ผลกระทบและต้นทุนทางสุขภาพและระบบนิเวศของการก่อตัวของโอโซนจากการขนส่งทางถนน, ทางราง และทางน้ำในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยการใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต การขนส่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี 2565 มีปริมาณมลพิษ NOx และ NMVOCs อยู่ที่ 5.05E+04 ตัน/ปี และ 2.61E+04 ตัน/ปี ตามลำดับ มีผลกระทบทางสุขภาพและระบบนิเวศอยู่ที่ 1.21E+03 DALY/ปี และ 4.95E+00 species·yr/ปี การเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทุกรูปแบบการขนส่งเป็นรถโดยสาร 30% ของการขนส่งทั้งหมดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี2565 พบว่า ปริมาณมลพิษ NOx เพิ่มขึ้น 3% ในขณะที่ปริมาณมลพิษ NMVOCs ผลกระทบทางสุขภาพและระบบนิเวศลดลง 11%, 6.02%, และ 0.5% เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลปกติตามลำดับ การเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทุกรูปแบบการขนส่งเป็นการขนส่งทางน้ำ 30% ของการขนส่งทั้งหมดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี2565 พบว่าทำให้มีปริมาณมลพิษ NOx เพิ่มขึ้น 79 % และ 0.1% ตามลำดับ และทำให้มีผลกระทบทางสุขภาพและระบบนิเวศเพิ่มขึ้น 44% และ 64% เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลปกติ และ การเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทุกรูปแบบการขนส่งเป็นรถไฟไฟฟ้า 30% ของการขนส่งทั้งหมดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี2565 สามารถลดการมีปริมาณมลพิษ NOx และ NMVOCs ได้อยู่ที่ 22% และ 25% ตามลำดับ และทำให้ผลกระทบทางสุขภาพและระบบนิเวศลดลง 13% และ 20% เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลปกติ


Strain Gradient Shear Deformation Microshells: Formulation, Isogeometric Analysis, And Optimization, Toan Minh Le Jan 2022

Strain Gradient Shear Deformation Microshells: Formulation, Isogeometric Analysis, And Optimization, Toan Minh Le

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The rapid development of micro-electro-mechanical system (MEMS) technology has empowered the fabrication of micro-sized, light weighted, and flexible thin-walled components. Due to the complex inherent physics and costly experiments at the microscale, reliable theoretical and numerical instruments for modeling and assisting the design of these innovative structures become desirable. This thesis, therefore, devotes to proposing a general strain-gradient-based shell model, a robust computational formulation, and efficient optimization approaches for microshells. The heart of the novel microshell model is based on the integration between the complete type-II formulation of Mindlin’s strain gradient elasticity, in which the importance of both strain-gradient and …


เมมเบรนชนิดเส้นใยนาโนแบบกรีนจากพอลิไวนิลแอลกอฮอล์สำหรับการกรองอนุภาคละเอียด, ฐิตาพร ชิตจุ้ย Jan 2022

เมมเบรนชนิดเส้นใยนาโนแบบกรีนจากพอลิไวนิลแอลกอฮอล์สำหรับการกรองอนุภาคละเอียด, ฐิตาพร ชิตจุ้ย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในปัจจุบันที่ยังคงปรากฏให้เห็นในประเทศไทย โดยเฉพาะฤดูหนาว ส่งผลกระทบและผลเสียต่าง ๆ อย่างมากในแง่ของสุขภาพ หน้ากากกรองอากาศเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันปัญหาในสุขภาพ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นและให้ความสนใจในเรื่องของการเตรียมเมมเบรนจากพอลิไวนิลแอลกอฮอล์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้เป็นแผ่นกรองอากาศ โดยเฉพาะสามารถกรองฝุ่นละอองขนาดละเอียด (particulate matter, PM2.5) ได้ พอลิไวนิลแอลกอฮอล์เป็นพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำมาขึ้นรูปเส้นใยนาโนโดยเตรียมจากกระบวนการขึ้นรูปด้วยเทคนิคการปั่นเส้นใยด้วยไฟฟ้าสถิต หรือที่เรียกว่า “อิเล็กโตรสปินนิง” ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้เส้นใยที่ได้มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร มีรูพรุนจำนวนมาก ซึ่งส่งผลต่อพื้นผิวการใช้งานของแผ่นกรองในการใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ จึงเหมาะสำหรับการนำมาขึ้นรูปเป็นเส้นใยนาโนจากพอลิไวนิลแอลกอฮอล์ และการนำไปใช้เป็นเมมเบรนในการกรองอากาศ จากผลการเตรียมเมมเบรนชนิดเส้นใยนาโนอิเล็กโตรสปัน พบว่า จากการเตรียมขึ้นรูปเส้นใยนาโนใช้พารามิเตอร์ที่ความเข้มข้นของสารละลาย 10%wt, ศักย์ไฟฟ้า 20 kV, และ ระยะการปั่น 14 cm เส้นใยนาโนที่ได้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยอยู่ที่ 235 ± 70 nm ซึ่งอยู่ระหว่าง 100 - 300 นาโนเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 224 ± 53 nm เมื่อทำการเชื่อมขวางด้วยกรดซิตริก 10% และให้ความร้อนแก่เส้นใยนาโนที่อุณหภูมิ 120 และ 140 องศาเซสเซียส พบว่า ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 189 ± 60 nm และ 161 ± 60 nm ซึ่งลักษณะสัณฐานวิทยาของเส้นใยจะมีความสม่ำเสมอ เรียงกันแบบไม่ถักทอ (non-woven fabric) และไม่มีปุ่มปม นอกจากนี้เมื่อคัดเลือกนำเส้นใยทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ เมมเบรนชนิดที่ 1 เส้นใยที่ไม่ได้รับการเชื่อมขวางจากกรดซิตริกจากการเตรียมสารละลายที่ความเข้มข้นของสารละลาย 10%wt โดยใช้ศักย์ไฟฟ้า 20 kVและ ระยะการปั่น 14 cm ถัดมาเป็นเมมเบรนชนิดที่ 2 และ 3 เส้นใยที่ได้รับการเชื่อมขวางด้วยกรดซิตริกที่อุณหภูมิ 120 และ 140 องศาเซสเซียส ตามลำดับ ไปทำการทดสอบประสิทธิภาพการกรองอากาศ พบว่า …


การพัฒนาจมูกอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เซนเซอร์วัดก๊าซชนิดสารกึ่งตัวนำโลหะออกไซด์สำหรับตรวจวัดคุณภาพอากาศ, ญาณัจฉรา นวลปาน Jan 2022

การพัฒนาจมูกอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เซนเซอร์วัดก๊าซชนิดสารกึ่งตัวนำโลหะออกไซด์สำหรับตรวจวัดคุณภาพอากาศ, ญาณัจฉรา นวลปาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาการพัฒนาจมูกอิเล็กทรอนิกส์ (E-nose) เพื่อตรวจวัดคุณภาพอากาศผ่านก๊าซ 5 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และโอโซน โดยทำการพัฒนาระบบเซนเซอร์ตรวจวัดที่ใช้เซนเซอร์ออกไซด์ของโลหะ (Metal Oxide Sensor, MOS) จำนวน 8 ชนิดในการรับข้อมูลแล้วพัฒนาโมเดลเพื่อคำนวณความเข้มข้นของก๊าซแต่ละชนิด โดยการพัฒนาโมเดลได้ทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network: ANN) แบบ Regression และ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (Multiple Linear Regression: MLR) โดยทำการศึกษาจำนวนชั้นซ่อน (Hidden Layer) ที่เหมาะสมและทำการวัดประสิทธิภาพของโมเดลโดยใช้ค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยสมบูรณ์ (Mean Absolute Error: MAE) และเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยสมบูรณ์ (Mean Absolute Percentage Error: MAPE) สำหรับการทำนายความเข้มข้นของก๊าซและใช้ค่าความถูกต้อง (Accuracy) และค่าความแม่นยำ (F1 score) สำหรับโมเดลในรูปแบบการแบ่งกลุ่ม จากการศึกษาก๊าซชนิดเดียวในก๊าซตัวอย่าง พบว่า แบบจำลอง ANN มีความแม่นยำในการทำนายก๊าซแต่ละชนิดได้ถูกต้องและมีค่า MAPE น้อยกว่าร้อยละ 20 ซึ่งน้อยกว่าโมเดล MLR สำหรับก๊าซ CO NO2 SO2 และ CO2 ในขณะที่แบบจำลอง Classification มีค่า Accuracy และ F1 score อยู่ในช่วง 0.7 – 1.0 แสดงถึงประสิทธิภาพในการทำนายแยกกลุ่มก๊าซทั้ง 4 ชนิดได้ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามโมเดลไม่สามารถทำนาย O3 ได้แม่นยำมากนักเนื่องจากความไม่เสถียรของข้อมูล นอกจากนี้ เมื่อใช้เซนเซอร์ในการทำนายก๊าซผสม พบว่า แบบจำลองทั้งสองที่นำมาใช้ทำนายยังมีประสิทธิภาพไม่ดีมากนัก โดยมีค่า MAPE มากกว่าร้อยละ 50 เนื่องจากข้อมูลสำหรับการสร้างโมเดลมีไม่มากพอ อีกทั้งเซนเซอร์ยังมีความไวต่อก๊าซหลายชนิดพร้อมกัน ซึ่งเกิดจากอุปกรณ์การทดลองยังไม่มีความแม่นยำมากพอในการควบคุมก๊าซให้มีความเข้มข้นคงที่


การบำบัดน้ำล้างดินที่มีการปนเปื้อนน้ำมันปิโตรเลียมด้วยระบบฟอร์เวิร์ดออสโมซิส, ลลิตา หลำพึ่ง Jan 2022

การบำบัดน้ำล้างดินที่มีการปนเปื้อนน้ำมันปิโตรเลียมด้วยระบบฟอร์เวิร์ดออสโมซิส, ลลิตา หลำพึ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษา การบำบัดน้ำล้างดินจากดินปนเปื้อนน้ำมันปิโตรเลียมด้วยวิธีฟอร์เวิร์ดออสโมซิส และประสิทธิภาพในการล้างดินของสารละลายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยทำการสังเคราะห์ดินปนเปื้อนน้ำมันที่ใช้ในการทดลองมีความเข้มข้น เท่ากับ 255,517 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เมื่อผ่านกระบวนการล้างดินด้วยเอทิลแลคเตต พบว่าน้ำล้างดิน (Rinsed water) มีความเข้มข้นของน้ำมันดีเซลและความเข้มข้นของเอทิลแลคเตต เท่ากับ 267 และ 20,033 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ ซึ่งนำไปกำหนดช่วงในการออกแบบการทดลอง หาสภาวะการบำบัดที่เหมาะสมของระบบฟอร์เวิร์ดออสโมซิสด้วยวิธีพื้นผิวตอบสนอง (Response surface methodology; RSM) แบบ Central composite design (CCD) โดยมีปัจจัยของสารป้อนที่สนใจทั้งหมด 3 ปัจจัย ได้แก่ ความเข้มข้นของน้ำมันดีเซล ความเข้มข้นของเอทิลแลคเตต และค่าพีเอช จากผลการทดลอง ค่า Normalized flux ใช้เป็นตัวแปรตอบสนองในการวิเคราะห์ พบว่าสภาวะที่เหมาะสม คือ ความเข้มข้นน้ำมันดีเซลและความเข้มข้นของเอทิลแลคเตต เท่ากับ 100 และ 16,000 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ และค่าพีเอช เท่ากับ 6 โดยค่า Normalized flux สูงสุด เท่ากับ 0.56 หลังเดินระบบ 3 ชั่วโมง พบว่า เมมเบรนยอมให้เอทิลแลคเตตผ่านได้ 1.46 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ป้องกันการแพร่ผ่านของน้ำมันได้ 98 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ การมีตะกอนในระบบจะส่งผลต่อการบำบัดทำให้ Normalized flux ลดลง ซึ่งสารดึงที่ได้จากการบำบัดน้ำล้างดินด้วยฟอร์เวิร์ดออสโมซิส มีประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำมันออกจากดินปนเปื้อน เท่ากับ 77 เปอร์เซ็นต์