Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Chemical Engineering (656)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Industrial Engineering (372)
- Electrical and Computer Engineering (357)
-
- Operational Research (307)
- Civil Engineering (274)
- Construction Engineering and Management (274)
- Electrical and Electronics (264)
- Physical Sciences and Mathematics (246)
- Computer Engineering (242)
- Computer Sciences (235)
- Environmental Engineering (161)
- Materials Science and Engineering (118)
- Mechanical Engineering (102)
- Applied Mechanics (101)
- Engineering Mechanics (100)
- Engineering Science and Materials (100)
- Petroleum Engineering (88)
- Power and Energy (86)
- Polymer Science (40)
- Biomedical Engineering and Bioengineering (39)
- Geological Engineering (39)
- Metallurgy (39)
- Mining Engineering (39)
- Risk Analysis (38)
- Hydraulic Engineering (37)
- Nuclear Engineering (33)
- Nanoscience and Nanotechnology (24)
Articles 61 - 90 of 2554
Full-Text Articles in Engineering
การผลิตละอองลอยที่มีลูกหลานเรดอนเกาะติดสำหรับการประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอด, รุ่งโรจน์ สกุลเนรมิตร์
การผลิตละอองลอยที่มีลูกหลานเรดอนเกาะติดสำหรับการประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอด, รุ่งโรจน์ สกุลเนรมิตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบและกระบวนการผลิตละอองลอยกัมมันตรังสีที่มีนิวไคลด์ลูกหลานเรดอนเกาะติดภายใต้สภาวะควบคุม เพื่อจำลองลักษณะทางกายภาพของอนุภาคในสิ่งแวดล้อมจริง และประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอดได้รับ โดยมุ่งเน้นการศึกษาในช่วงขนาดอนุภาค 10 ถึง 150 นาโนเมตร ซึ่งเป็นช่วงขนาดวิกฤตที่มีโอกาสตกสะสมในถุงลมปอดและส่งผลกระทบทางชีวภาพสูงสุด การศึกษาดำเนินการโดยใช้สารละลายตั้งต้น 3 ชนิด ได้แก่ โซเดียมคลอไรด์, กลูโคส และโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต ที่ระดับ ความเข้มข้นแปรผันตั้งแต่ 1,000 ถึง 10,000 ppm ร่วมกับการศึกษาอิทธิพลของปัจจัยสิ่งแวดล้อม ได้แก่ อุณหภูมิ (25 และ 35 องศาเซลเซียส) และความชื้นสัมพัทธ์...
การเปรียบเทียบขนาดของรอยฝ่าเท้าที่ได้จากเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า, วรัญญา รัตนสุมาวงศ์
การเปรียบเทียบขนาดของรอยฝ่าเท้าที่ได้จากเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า, วรัญญา รัตนสุมาวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความแม่นยำของเครื่องมือใหม่ที่ถูกพัฒนามาใช้ทดแทนเครื่องมือเดิม เป็นปัจจัยสำคัญต่อความน่าเชื่อถือ ได้มีการพัฒนาเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติแบบพกพาเพื่อทดแทนการใช้โฟมพิมพ์เท้า และใช้ iPhone 12 mini เป็นอุปกรณ์สแกนรอยฝ่าเท้าเพื่อทดแทนเครื่อง 3D scanner เพื่อประเมินให้เห็นว่าสามารถนำเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติแบบพกพาและ iPhone 12 mini มาใช้ทดแทนได้ จึงได้มีการออกแบบการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) โดยศึกษาปัจจัยของประเภทเครื่องมือที่ใช้พิมพ์รอยฝ่าเท้า ได้แก่ โฟมพิมพ์เท้า และ เครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพา และประเภทเครื่องสแกน 3 มิติ ได้แก่ 3D scanner และ iPhone 12 mini การทดสอบได้เก็บข้อมูลเท้า 18 ข้าง จากผู้เข้าร่วมวิจัย 9 คน โดยพิมพ์ลงบนเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า และทำซ้ำ 3 ครั้ง รอยฝ่าเท้าที่ได้ถูกสร้างรูปร่างรอยฝ่าเท้าดิจิตอลด้วย iPhone 12 mini และ 3D scanner เพื่อเก็บข้อมูลตัวชี้วัดทั้ง 7 ตัว ได้แก่ ความกว้างรอยฝ่าเท้า ความยาวรอยฝ่าเท้า ความสูงรอยฝ่าเท้าในพื้นที่บริเวณอุ้งเท้า 4 ตำแหน่ง และความสูง Metatarsal head ที่ 3 จากผลการวิเคราะห์ทางสถิติแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% พบว่าตัวชี้วัดทั้ง 7 ตัว ของเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพากับโฟมพิมพ์เท้าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และการใช้ iPhone 12 กับ 3D scanner ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า …
ปัญญาประดิษฐ์ในบทบาทนักวิเคราะห์ข้อมูล : กรอบแนวคิดสำหรับการวิเคราะห์เชิงข้อมูลแบบอัตโนมัติด้วยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และตัวแทนปัญญาประดิษฐ์, วิชญาดา เล้าสุบินประเสริฐ
ปัญญาประดิษฐ์ในบทบาทนักวิเคราะห์ข้อมูล : กรอบแนวคิดสำหรับการวิเคราะห์เชิงข้อมูลแบบอัตโนมัติด้วยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และตัวแทนปัญญาประดิษฐ์, วิชญาดา เล้าสุบินประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิเคราะห์เชิงข้อมูลที่ดำเนินการโดยมนุษย์มีความท้าทาย เนื่องจากต้องใช้เวลา ทักษะเฉพาะทาง และทรัพยากรจำนวนมาก งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาวิธีในการใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์เพื่อทำให้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นแบบอัตโนมัติ โดยปฏิบัติตามวิธี 6 ขั้นตอน ได้แก่ ถาม เตรียม ประมวลผล วิเคราะห์ แบ่งปัน และดำเนินการ โดยไม่มีมนุษย์เข้ามาแทรกแซงตลอดกระบวนการวิเคราะห์ การดำเนินการเริ่มตั้งแต่ผู้ใช้ป้อนชุดข้อมูล วัตถุประสงค์ที่ต้องการ บริบทของข้อมูล และสมมติฐานที่มีอยู่ก่อน จากนั้นระบบจะสร้างคำสั่ง และดำเนินงานต่าง ๆ โดยอัตโนมัติผ่านตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบเฉพาะทาง โดยตัวแทนเหล่านี้มีบทบาทในการวางแผนและกำหนดการดำเนินงาน โดยอาศัยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ในการสร้างแนวคิดและใช้เหตุผลเพื่อกำหนดแนวทางการวางแผนและการดำเนินการ ผลการทดลองจาก 5 ชุดข้อมูลในสาขาที่แตกต่างกัน ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ ธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นว่า ผลการประเมินตามเกณฑ์คะแนนการวิเคราะห์เชิงข้อมูลเฉลี่ย 8.1 – 9.4 จากคะแนนเต็ม 10 โดยมีความสอดคล้องระหว่างผลการประเมินโดยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และมนุษย์เฉลี่ย 0.94 – 0.97 มีเวลาในการดำเนินงานเฉลี่ย 1.8 - 6.6 นาที มีข้อผิดพลาดเฉลี่ย 0.2 - 1.8 ครั้ง และมีความสามารถในการทำงานต่าง ๆ เช่น ประมวลผลโค้ด คำนวณสถิติหรือสร้างแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง และแสดงผลภาพได้ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ในการทำหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลเสมือน และสามารถต่อยอดระบบวิเคราะห์เชิงข้อมูลแบบอัตโนมัติในสาขาต่าง ๆ ได้ในอนาคต
แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการจัดการโครงการในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, วรันณ์ธร ศิริกระจาย
แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการจัดการโครงการในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, วรันณ์ธร ศิริกระจาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอแนวทางการตรวจสอบความถูกต้องเชิงรูปแบบ (Formal Verification) ร่วมกับกรอบการประเมินผลผ่านระบบเว็บแอปพลิเคชันสำหรับองค์กรขนาดเล็กประเมินตนเอง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามกระบวนการบริหารโครงการ (Project Management: PM) ของมาตรฐาน ISO/IEC 29110 สำหรับองค์กรขนาดเล็กมาก (Very Small Entities: VSEs) โดยใช้แบบจำลอง Colored Petri Nets (CPNs) ในการนิยามและจำลองกระบวนการหลักของ PM ได้แก่ การวางแผน การดำเนินโครงการ การควบคุม และการปิดโครงการ พร้อมทั้งตรวจสอบคุณสมบัติที่สำคัญของกระบวนการเหล่านี้อย่างเป็นระบบและระบบเว็บแอปพลิเคชันถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล เรียกใช้การจำลอง และนำเสนอผลการประเมิน ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ใช้จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปของโทเคน เพื่อนำไปประเมินผ่านแบบจำลอง CPN และเชื่อมโยงผลลัพธ์กับระดับการปฏิบัติตามมาตรฐานในแต่ละกระบวนการของ ISO/IEC 29110 PM การทดลองใช้งานระบบยืนยันถึงความถูกต้อง ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และประสิทธิภาพในการดำเนินงานของระบบที่นำเสนอ การผสานรวมระหว่างแบบจำลองเชิงรูปแบบกับระบบอัตโนมัติผ่านเว็บแอปพลิเคชันนี้ เป็นทางเลือกที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อถือได้ โดยช่วยเสริมสร้างความเข้มงวดในการตรวจสอบ การประเมินกระบวนการอย่างเป็นระบบ และรองรับการนำไปใช้งานจริงผ่านส่วนติดต่อผู้ใช้ที่เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับองค์กรพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดเล็กก่อนรับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบ
การปลูกและวิเคราะห์ลักษณะสมบัติของฟิล์มแกลเลียมอาร์เซไนด์ฟอสไฟด์บิสไมด์บนแกลเลียมอาร์เซไนด์และฟิล์มอินเดียมฟอสไฟด์บิสไมด์บนแกลเลียมแอนติโมไนด์, สหรัฐ ชมเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอการปลูกชั้นฟิล์ม GaAsPBi บนแผ่นฐาน GaAs เพื่อลดความบกพร่องของโครงผลึกในชั้นฟิล์ม และชั้นฟิล์ม InPBi บนแผ่นฐาน GaSb เพื่อให้เกิดการดึง Bi เข้ามาผสมในชั้นฟิล์มมากขึ้น ชิ้นงานถูกปลูกโดยเทคนิคเอพิแทกซีลำโมเลกุล (MBE) นอกจากนี้ชิ้นงาน GaAsPBi ถูกนำไปอบที่อุณหภูมิสูง เพื่อศึกษาผลกระทบของอุณหภูมิที่มีต่อคุณสมบัติของวัสดุ ชิ้นงาน GaAsPBi ถูกศึกษาสัณฐานวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (AFM) จุลทรรศน์แบบใช้แสง (OM) และ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) ถูกศึกษาโครงสร้างผลึกด้วยเทคนิค XRD ถูกศึกษา oxidation state และองค์ประกอบของธาตุในชั้นฟิล์มด้วยเทคนิคการดูดกลืนรังสีเอกซ์ (XAS) และถูกศึกษาคุณสมบัติเชิงแสงด้วยเทคนิค PL ชิ้นงาน InPBi ถูกศึกษาสัณฐานวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (AFM) ถูกศึกษาโครงสร้างผลึกด้วยเทคนิค XRD และถูกศึกษาคุณสมบัติเชิงแสงด้วยเทคนิค PL. ผลการวิเคราะห์ชิ้นงาน GaAsPBi แสดงว่าชิ้นงานที่ได้รับการปรับปรุงเงื่อนไขการปลูก ไม่มีความบกพร่องของโครงผลึกบนผิวหน้า เนื่องจากชั้นฟิล์มมีค่าคงตัวแลตทิซใกล้เคียงกับแผ่นฐาน มีปริมาณของ Bi ในชั้นฟิล์มเพิ่มขึ้น และมีปรับปรุงผลตอบสนองเชิงแสงให้ดีขึ้น การศึกษาผลของการอบชิ้นงานพบว่า การอบที่ 650°C เกิดการทำลายผิวหน้าของชิ้นงาน ทำให้คุณภาพผลึกแย่ลง การอบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเปล่งแสงได้เล็กน้อยในกรณีการอบที่อุณหภูมิ 450°C และ 550°C แต่การอบที่ 650°C ทำให้ประสิทธิภาพการเปล่งแสงลดลงไปอย่างมาก และการอบไม่ส่งผลต่อองค์ประกอบในชั้นฟิล์ม ชั้นฟิล์ม InPBi มีโครงผลึกที่มีการคลายความเครียด ทำให้ผิวหน้ามีความขรุขระ ความขรุขระของผิวหน้าและปริมาณของ Bi ในชั้นฟิล์ม ถูกพบว่าแปรผันกับอุณหภูมิปลูกและปริมาณของ Bi ในลำโมเลกุล ผลตอบสนองเชิงแสงของชิ้นงานแสดงยอดการเปล่งแสงหลายยอด ชิ้นงานที่มีปริมาณ Bi มากที่สุดถูกปลูกที่อุณหภูมิ 300°C โดยมีปริมาณ Bi ในลำโมเลกุลเป็น 2×10-8 Torr ซึ่งทำให้มี Bi ในชั้นฟิล์มเป็น 2.45% เมื่อเปรียบเทียบกับชั้นฟิล์มที่ปลูกด้วยเงื่อนไขเดียวกันบนแผ่นฐาน InP แล้ว พบว่ามีปริมาณ Bi ที่มากกว่าเล็กน้อยในชั้นฟิล์มที่ปลูกบน GaSb
การผลิตเอทานอลจากซังข้าวโพดที่ปรับสภาพด้วยการระเบิดด้วยไอน้ำโดยกระบวนการหมักแบบเชื้อผสม, อิฏฐนิตย์ อินทร์จันทร์
การผลิตเอทานอลจากซังข้าวโพดที่ปรับสภาพด้วยการระเบิดด้วยไอน้ำโดยกระบวนการหมักแบบเชื้อผสม, อิฏฐนิตย์ อินทร์จันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้จึงทำการศึกษาการใช้วัสดุประเภทลิดโนเซลลูโลส ซึ่งสามารถหาได้จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรโดยเลือกใช้ซัง(หรือแกน) ข้าวโพดซึ่งเป็นเศษวัสดุจากข้าวโพดซึ่งมีการเพาะปลูกในปริมาณมากในประเทศไทย ในการปรับสภาพเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการหมักเอทานอล โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะของการปรับสภาพโดยการระเบิดด้วยไอน้ำและประเมินศักยภาพของซังข้าวโพดบดที่ถูกปรับสภาพในการผลิตเอทานอลด้วยกระบวนการย่อยและหมักพร้อมกัน (Simultaneous Saccharification and Fermentation; SSF) แกนข้าวโพดถูกบดและร่อนให้มีขนาดอนุภาค 2.0 และ 0.5 มิลลิเมตร จากนั้นนำไปปรับสภาพด้วยการระเบิดด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิ 190, 210 และ 230 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 6, 13 และ 20 นาที จากนั้นศึกษาผลของสภาวะการปรับสภาพต่อการปลดปล่อยน้ำตาลและการผลิตเอทานอลโดยวัสดุที่ผ่านการปรับสภาพจะถูกนำไปย่อยด้วยเอนไซม์เพื่อเปลี่ยนเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลสเป็นน้ำตาลกลูโคสและไซโลส ก่อนเข้าสู่กระบวนการหมักแบบ โดยใช้เชื้อ Pichia stipitis TISTR 5806 ร่วมกับยีสต์ทางการค้า ผลการศึกษาพบว่า การปรับสภาพที่อุณหภูมิ 210 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 13 นาที ความเข้มข้นของกลูโคสสูงสุดเท่ากับ 19.5 กรัมต่อลิตร ที่การใช้ซังข้าวโพดที่มีขนาดอนุภาค 0.5 มิลลิเมตร ปรับสภาพที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6 นาที ที่ความเข้มข้นของของแข็งร้อยละ 13 (น้ำหนักต่อปริมาตร) ร่วมกับการเติม สามารถผลิตเอทานอลได้ที่ความเข้มข้นสูงสุด 29.4 กรัมต่อลิตร ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.7 กรัมต่อลิตรเมื่อเทียบกับการใช้กากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการเลือกสภาวะที่ใช้ในการปรับสภาพด้วยไอน้ำอย่างเหมาะสมจึงมีบทบาทสำคัญในการลดการเกิดสารยับยั้งระหว่างการปรับสภาพ ส่งผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเอทานอลจากซังข้าวโพด รวมถึงมีศักยภาพที่ดีในการนำไปประยุกต์ใช้ในการกระบวนการหมักเพื่อผลิตสารชีวภาพอื่น ๆ
การศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบจากการใช้เสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ของระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่, อัยรดา ทวียศศักดิ์
การศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบจากการใช้เสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ของระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่, อัยรดา ทวียศศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่ (Mobile Mapping System : MMS) ถูกนำมาใช้ในงานสำรวจกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่จะประกอบไปด้วยระบบหลัก 2 ระบบ คือ ระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Global Navigation Satellite System : GNSS) และระบบนำทางเฉื่อย (Inertial Navigation System : INS) เป็นระบบที่ช่วยให้การทำงานในภาคสนามสามารถทำได้สะดวก รวดเร็ว และไม่จำเป็นต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานจำนวนมากในการสำรวจพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งการนำมาใช้งานในประเทศไทยส่วนมากจะเป็นการนำระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่เชิงพาณิชย์ที่เป็นระบบแบบสำเร็จรูปมาใช้งาน ส่วนใหญ่จะเป็นระบบจัดทำแผนที่แบบเสาอากาศเดี่ยว แต่ก็ยังมีหน่วยงานที่มีการติดตั้งเสาอากาศคู่ในระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่เพื่อใช้งาน รวมไปถึงในต่างประเทศก็มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เสาอากาศคู่ ในงานวิจัยนี้ได้มีการนำข้อมูลที่ได้จากระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่ที่มีการติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียมแบบเสาอากาศคู่ จาก 2 พื้นที่ ได้แก่พื้นที่เขตชุมชนเมืองแออัดที่มีสิ่งบดบังการรับสัญญาณดาวเทียม และพื้นที่เปิดโล่งง่ายต่อการรับสัญญาณดาวเทียมมาทำการประมวลผลแบบจลน์ภายหลังเพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการประมวลผลข้อมูลระบบจัดทำแผนที่แบบเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ โดยจะทำการศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ในส่วนของทิศทางในส่วนของค่า Yaw และตำแหน่งที่ได้จากไฟล์วิถีการเคลื่อนที่ของยานพาหนะ รวมไปถึงเปรียบเทียบผลลัพธ์พอยต์คลาวด์ที่ได้ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรทั้งในส่วนของเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยในพื้นที่ที่ 2 ได้มีการจัดทำจุดตรวจสอบเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งของผลลัพธ์พอยต์คลาวด์ ผลการวิจัยพบว่าในพื้นที่ที่ 1 พื้นที่เขตเมืองค่าความแตกต่างของค่า Yaw ที่ได้จากการประมวลผลแบบเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่มีค่าต่างกันสูงสุด 0.107° มีค่าต่างกันเฉลี่ย 0.049° ตลอดเส้นทางการวิ่ง และความแตกต่างของค่าพิกัดทางราบ (2D) แตกต่างกันได้สูงสุดถึง 1.931 เมตร ความแตกต่างของค่าพิกัดทั้งสามแกน (3D) สูงสุดถึง 2.245 เมตร ในขณะที่พื้นที่ที่ 2 พื้นที่เปิดโล่งค่าความแตกต่างของค่า Yaw มีค่าต่างกันสูงสุด 0.008° มีค่าต่างกันเฉลี่ย 0.002° ตลอดเส้นทางการวิ่ง และความแตกต่างของค่าพิกัดแตกต่างกันสูงสุดเพียงหลักมิลลิเมตรเท่านั้น และความถูกต้องทางตำแหน่งเมื่อเทียบกับจุดตรวจสอบในพื้นที่ที่ 2 พบว่าการประมวลผลด้วยเสาอากาศเดี่ยวหรือเสาอากาศคู่ให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันมาก มีค่า RMSE ทั้ง 3 แกนต่างกันเพียง 5 มิลลิเมตรเท่านั้น ในส่วนของความหนาแน่นพอยต์คลาวด์พบว่าทั้ง 2 พื้นที่ เมื่อประมวลผลด้วยเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่จะให้ปริมาณพอยต์คลาวด์ที่ใกล้เคียงกันมากหรือเท่ากันในแต่ละพื้นที่ และพบว่าพอยต์คลาวด์ที่ได้ในพื้นที่ที่ 1 จากการประมวลผลแบบเสาอากาศเดี่ยวมีการฟุ้งของพอยต์คลาวด์และเกิดความผิดพลาดทางตำแหน่งของพอยต์คลาวด์มากกว่าเสาอากาศคู่ ในขณะที่พื้นที่ที่ 2 ลักษณะของพอยต์คลาวด์ที่ได้จากการประมวลผลด้วยเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ไม่เห็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
แนวทางการบูรณาการโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม กรณีศึกษากองทัพอากาศไทย, ศิริกัญญารัตน์ สวนสีดา
แนวทางการบูรณาการโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม กรณีศึกษากองทัพอากาศไทย, ศิริกัญญารัตน์ สวนสีดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการบูรณาการโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR Integration) ของกองทัพอากาศให้เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ ภารกิจหลักด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยการทบทวนวรรณกรรมร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลการศึกษาพบว่า กองทัพอากาศมีศักยภาพอย่างมากในการดําเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือ สร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน แต่มีข้อจํากัดสําคัญ ได้แก่ การขาดความต่อเนื่องของโครงการจากการโยกย้ายกําลังพล ขาดระบบส่งต่องาน การประชาสัมพันธ์ที่ไม่ทั่วถึง ซึ่งแนวทางบูรณาการโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมของกองทัพอากาศทั้งหมด 5 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต (2) โครงการพัฒนาศักยภาพคนและการศึกษา (3) โครงการสังคมปลอดภัยและวัฒนธรรมรับผิดชอบร่วม (4) โครงการชุมชนสีเขียว และ (5) โครงการพลังงานสีเขียวและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะช่วยให้กิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของกองทัพอากาศที่มีอยู่ได้รับการต่อยอดและเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) จากเดิม 6 ด้านเป็น 13 ด้าน อีกทั้งขยายผลกรอบแนวคิด The “5 Ps” เพิ่มเติมใน 4 ด้าน ได้แก่ Planet People Prosperity และPartnership ที่ครอบคลุม ESG ได้ทุกด้าน รวมถึงเสนอการพัฒนาเชิงนโยบาย 4 ระดับ ตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ องค์กร บุคลากร และสังคม เพื่อขับเคลื่อนกองทัพอากาศไปสู่การบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์และการสร้างคุณค่าร่วม (CSV) สามารถพัฒนาเป็น “กองทัพเพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนแห่งชาติ” ได้อย่างเป็นรูปธรรม
Evaluation Of Heavy Metal Bioaccumulation And Growth In Hemp From Chicken Manure, Vermicompost, And Wastewater Sludge With Biochar And Health Risk Assessment, Chutiphan Sangsoda
Evaluation Of Heavy Metal Bioaccumulation And Growth In Hemp From Chicken Manure, Vermicompost, And Wastewater Sludge With Biochar And Health Risk Assessment, Chutiphan Sangsoda
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Hemp (Cannabis sativa L.) has become an economically valuable crop with a wide range of benefits. To promote more sustainable agricultural systems, the use of recycled substrates has increasingly replaced traditional fertilizers. However, substrates such as dry chicken manure, vermicompost, and wastewater sludge (WWS) combined with biochar often contain heavy metal contaminants, which may pose health risks through exposure to hemp. This study investigated three cultivars Rosella, Superwoman S1, and Red Robin over a 120-day period. The objectives were: (1) to compare the effects of dry chicken manure, vermicompost, and wastewater sludge (with and without biochar) on soil nutrient quality …
Interaction Between Extreme Temperature Events And Air Pollution On Mortality In Thailand : A Nationwide Time Series Study, Phichet Khunthong
Interaction Between Extreme Temperature Events And Air Pollution On Mortality In Thailand : A Nationwide Time Series Study, Phichet Khunthong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Climate change has increased the frequency and intensity of extreme temperature events (ETEs; heat and cold waves), concomitantly affecting PM2.5 fluctuation. However, limited research has investigated the interaction of ETEs and PM2.5 on mortality, particularly in tropical regions where the interaction could influence differently from cold countries. A two-stage time-series using distributed lag non-linear models was employed to estimate region-specific relative risks and 95% confidence intervals (RRs and 95% CIs) of ETEs and PM2.5 on daily cardiovascular and respiratory mortality. The relative excess risk due to interaction (RERI) was examined to quantify additive effects. Cold waves had the greatest effect …
พฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรบริเวณจุดรับส่งผู้โดยสาร, ศุภวิชญ์ มัธยมนันทน์
พฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรบริเวณจุดรับส่งผู้โดยสาร, ศุภวิชญ์ มัธยมนันทน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในสภาพการจราจรจริง การไหลของกระแสจราจรมักถูกรบกวนจากยานพาหนะที่จอดเพื่อรับ–ส่งผู้โดยสาร ส่งผลให้ยานพาหนะที่ขับขี่ตามมามีสองทางเลือก ได้แก่ การรอให้ยานพาหนะด้านหน้าเคลื่อนตัวต่อไป หรือการเปลี่ยนช่องจราจรไปยังช่องที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ซึ่งทั้งสองทางเลือกล้วนทำให้ประสิทธิภาพการไหลของจราจรลดลงเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการรบกวนดังกล่าว ในปัจจุบัน การใช้แบบจำลองจราจรช่วยให้สามารถทำความเข้าใจและคาดการณ์สภาพการจราจรได้โดยไม่ต้องทดลองในพื้นที่จริง แต่แบบจำลองทั่วไปยังขาดความเฉพาะเจาะจงเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์เฉพาะทาง โดยมักใช้พฤติกรรมพื้นฐานเพียงชุดเดียวในการแทนพฤติกรรมผู้ขับขี่ทุกกรณี งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรของผู้ขับขี่เมื่อแล่นตามหลังรถที่จอดรับ–ส่งผู้โดยสาร จากนั้นนำพฤติกรรมที่ได้จากภาคสนามไปใช้ในการพัฒนาแบบจำลองสภาพจราจรใน PTV VISSIM และทำการเปรียบเทียบกับพฤติกรรมจริง ข้อมูลภาคสนามถูกเก็บรวบรวมด้วยการบันทึกวิดีโอและประมวลผลด้วย Video Analytics ก่อนนำไปสร้างแบบจำลอง ผลการศึกษาพบว่า แบบจำลองสามารถจำลองพฤติกรรมการเริ่มต้นเข้าสู่การเปลี่ยนช่องจราจรได้ใกล้เคียงกับข้อมูลจริง โดยช่องว่างเชิงเวลา (Lag Gap) ของยานพาหนะที่ขับขี่ตามมามีค่าเฉลี่ย 0.425 วินาทีในภาคสนาม และ 0.375 วินาทีในแบบจำลอง อย่างไรก็ตาม แบบจำลองยังไม่สามารถสะท้อนพฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรได้ครบถ้วนทุกด้าน ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมในงานวิจัยอนาคต
การจัดลำดับความสำคัญของบทวิจารณ์ของผู้ใช้ซอฟต์แวร์โดยคำนึงถึงประสบการณ์ผู้ใช้โดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, ลักษณ์สิปาง สาครวิจิตรี
การจัดลำดับความสำคัญของบทวิจารณ์ของผู้ใช้ซอฟต์แวร์โดยคำนึงถึงประสบการณ์ผู้ใช้โดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, ลักษณ์สิปาง สาครวิจิตรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันตลาดโมไบล์แอปพลิเคชันมีการแข่งขันสูง นักพัฒนาจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับบทวิจารณ์ของผู้ใช้ซึ่งบ่งบอกถึงความคิดเห็นและประสบการณ์ของผู้ใช้งานจริง เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาฟังก์ชันการทำงานให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แอปพลิเคชันยอดนิยมมักมีบทวิจารณ์จำนวนมาก ทำให้เกิดข้อจำกัดในการที่นักพัฒนาจะสามารถอ่านและวิเคราะห์บทวิจารณ์ทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว งานวิจัยฉบับนี้จึงนำเทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่องเข้ามาช่วยในการจำแนกประเภทของบทวิจารณ์ โดยพิจารณาจากเนื้อหาในบทวิจารณ์ของผู้ใช้ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัญหา ข้อบกพร่อง หรือข้อเสนอในการพัฒนาฟังก์ชันใหม่ ข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปใช้จัดลำดับความสำคัญของการแก้ไขปรับปรุงตามผลกระทบที่มีต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ งานวิจัยนี้ได้กำหนดหมวดหมู่ของบทวิจารณ์ไว้ทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่ ปัญหาด้านความจำเป็นพื้นฐาน, ปัญหาด้านการปฏิบัติ, ปัญหาด้านความเพลิดเพลิน, ปัญหาด้านความแปลกใหม่ และปัญหาอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนลำดับความสำคัญของปัญหาจากมุมมองของผู้ใช้ ในการพัฒนาโมเดลการเรียนรู้ของเครื่องพบว่าโมเดลเบิร์ตมีประสิทธิภาพสูงกว่าโมเดลเอสวีเอ็ม แรนดอมฟอเรสต์ และโลจิสติกรีเกรสชัน โดยมีค่าความเที่ยงเป็น 0.72 ค่าเรียกกลับเป็น 0.719 ค่าเอฟวันเป็น 0.719 และค่าความแม่นเป็น 0.722 นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันต้นแบบที่ใช้โมเดลเบิร์ตที่สร้างขึ้น เพื่อช่วยให้นักพัฒนาสามารถนำไปใช้วิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของงานการบำรุงรักษาโมไบล์แอปพลิเคชัน โดยเว็บแอปพลิเคชันจะช่วยลดภาระในการอ่านบทวิจารณ์จำนวนมาก พร้อมทั้งสกัดข้อมูลที่สำคัญออกมาให้เห็นภาพรวมของความต้องการของผู้ใช้
Tuning Selectivity Of Ni/Al2o3 Catalysts In Co2 Hydrogenation By Addition Of N, S-Doped Carbon, Nipitpon Jarumalai
Tuning Selectivity Of Ni/Al2o3 Catalysts In Co2 Hydrogenation By Addition Of N, S-Doped Carbon, Nipitpon Jarumalai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the enhancement of Ni/Al₂O₃ catalysts for CO₂ hydrogenation by incorporating nitrogen and sulfur co-doped carbon (NSC). A series of catalysts Ni/Al2O3 and its NSC-modified counterparts (Ni1NSC/Al2O3, Ni3NSC/Al2O3, Ni7NSC/Al2O3, and Ni15NSC/Al2O3) were synthesized via thermal treatment under a nitrogen atmosphere and systematically characterized. Techniques including TGA, Raman spectroscopy, and XPS confirmed successful NSC incorporation. Further structural and surface analysis using TEM, XRD, CO-IR, CO2-TPD, H2-TPD, and H2-TPR revealed that NSC modification influenced Ni dispersion, surface basicity, hydrogen activation, and the electronic state of Ni species. Catalytic performance was evaluated in a fixed-bed reactor under a CO2:H2 ratio of …
การใช้แสงไฟในเวลากลางคืนจากดาวเทียม คาดการณ์การใช้น้ำประปาของประเทศไทย, เจษฎายุทธ ไกรนรา
การใช้แสงไฟในเวลากลางคืนจากดาวเทียม คาดการณ์การใช้น้ำประปาของประเทศไทย, เจษฎายุทธ ไกรนรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอการใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายแสงไฟในเวลากลางคืนจากดาวเทียม (Night time light) และข้อมูลอื่น ๆ จากดาวเทียม มาเปรียบเทียบความสัมพันธ์กับการใช้น้ำประปา (ปริมาณน้ำจำหน่าย) ของจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยวิธีการหาความสัมพันธ์ของปริมาณน้ำจำหน่ายกับข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม เปรียบเทียบกับ ความสัมพันธ์ของปริมาณน้ำจำหน่าย กับข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด (GPP) จำนวนประชากรรายจังหวัด (POP) โดยการประยุกต์ใช้โปรแกรม QGIS แปลงข้อมูลจากดาวเทียม ได้แก่ ค่าแสงไฟในเวลากลางคืน (NTL) ค่าพื้นที่เมือง (URBAN) และค่าอุณหภูมิพื้นผิวในเวลากลางวัน (TEMP_DAY) ออกมาเป็นตัวเลขค่าเฉลี่ยรายจังหวัด เมื่อนำผลลัพธ์ที่ได้มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำจำหน่ายกับข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม พบว่าข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมสามารถใช้เป็นตัวแทนของข้อมูลจากภาครัฐได้ค่อนข้างดี คือสามารถใช้เป็นตัวได้จำนวน 3 กลุ่มจังหวัด คิดเป็นร้อยละ 28 ของทั้งประเทศ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าแสงไฟในเวลากลางคืน และข้อมูลอื่น ๆ จากดาวเทียมสามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดและนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนการขยายระบบประปาในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำสำคัญ: แสงไฟในเวลากลางคืน (Nighttime Light), การใช้น้ำประปาของประเทศไทย
Analysis Of Sediment-Discharge Hysteresis With The Interaction Of Hydrologic And Landscape Factors In The Upper Ping And Nan River Basin, Thailand, Soklin It
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Understanding landscape and climate influences on sediment transport is critical for managing river basins sustainably. This study investigates hydrological-sediment dynamics in the upper Ping and Nan River Basins in northern Thailand. The research focuses on three objectives: (1) identifying types and temporal trends of hysteresis between discharge and sediment concentration (Q–SSC); (2) quantifying interactions among hydrological and vegetation variables using Principal Component Analysis (PCA); and (3) analyzing structural relationships among climate, vegetation, and sediment transport through Partial Least Squares Structural Equation Modeling (PLS-SEM). Hysteresis analysis revealed significant spatial and temporal variability in sediment dynamics. The Ping River Basin (stations P.75, …
การปรับปรุงรอยต่อสะพานเหล็กด้วยแผ่นพื้นเชื่อมต่อ, พัชรพล บัวทุม
การปรับปรุงรอยต่อสะพานเหล็กด้วยแผ่นพื้นเชื่อมต่อ, พัชรพล บัวทุม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การออกแบบและก่อสร้างสะพานเหล็กในอดีตมักใช้รอยต่อขยายตัว (Expansion Joint) เพื่อรองรับการเคลื่อนที่จากอุณหภูมิ แต่เมื่อใช้งานไประยะเวลาหนึ่งจะเกิดการเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดการกัดกร่อนและความเสียหายสะสม เนื่องจากน้ำและสิ่งสกปรกซึมผ่านลงสู่โครงสร้างส่วนล่างได้ง่าย ส่งผลให้เกิดการเสื่อมสภาพของโครงสร้างบริเวณรอยต่อ เป็นภาระในการบำรุงรักษาและกระทบต่ออายุการใช้งานสะพาน การใช้แผ่นพื้นเชื่อมต่อ (Link Slab) จึงเป็นทางเลือกในการเพิ่มประสิทธิภาพสะพานเหล็กเดิม โดยมีบริเวณไม่ยึดติด (Debonded Zone) เพื่อลดความเค้นภายใน ร่วมกับการใช้คอนกรีตสมรรถนะสูงพิเศษ (UHPC) ที่มีความแข็งแรงทั้งด้านแรงอัดและแรงดึง และทนต่อการยืดตัวหลังแตกร้าว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แผ่นพื้นเชื่อมต่อยิ่งขึ้น การศึกษานี้พิจารณากรณีสะพานเหล็กช่วงพาดเดี่ยวปกติ 25 เมตร พบว่าเมื่อใช้ UHPC กำลังอัด 110 MPa สามารถเปลี่ยนรอยต่อสะพานเป็นแผ่นพื้นเชื่อมต่อได้ต่อเนื่อง 4 ช่วงพาด เพิ่มระยะห่างรอยต่อขยายตัวจาก 25 เมตรเป็น 100 เมตร ผลการวิเคราะห์โครงสร้างพบว่าแผ่นพื้นเชื่อมต่อที่ใช้วัสดุ UHPC ช่วยลดการเสียรูปโดยภาพรวมของสะพานจากน้ำหนักบรรทุกและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ อีกทั้งยังสามารถออกแบบเพื่อลดขนาดและปริมาณเหล็กเสริมลงได้ ดังนั้น การเปลี่ยนรอยต่อสะพานเป็นแผ่นพื้นเชื่อมต่อจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับแรง ลดต้นทุนบำรุงรักษาในระยะยาว อย่างไรก็ตามพบว่าอาจทำให้ฐานรองรับสะพานบางตำแหน่งต้องรับแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ออกแบบจึงควรพิจารณาปรับเปลี่ยนฐานรองรับให้เหมาะสมกับภาระที่เพิ่มขึ้นด้วย
แบบจำลองการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงของยูสเซอร์สตอรีสำหรับการจัดลำดับความสำคัญโดยใช้ตรรกะคลุมเครือ, เปรม สุนทรภาส
แบบจำลองการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงของยูสเซอร์สตอรีสำหรับการจัดลำดับความสำคัญโดยใช้ตรรกะคลุมเครือ, เปรม สุนทรภาส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบแอไจล์ ยูสเซอร์สตอรีเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนความต้องการของผู้ใช้ แต่หากยูสเซอร์สตอรีมีคุณภาพไม่เพียงพอ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงนำเสนอแบบจำลองการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงของยูสเซอร์สตอรีโดยใช้ตรรกะคลุมเครือ เพื่อช่วยให้สามารถจัดการกับความไม่แน่นอนในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากการนิยามความเสี่ยงของยูสเซอร์สตอรีจำนวน 12 ประเภท พร้อมทั้งกำหนดเกณฑ์การประเมินใน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านความพยายามในการบริหารจัดการ และด้านข้อจำกัดในการบริหารจัดการ จากนั้นจึงประยุกต์ใช้ตรรกะคลุมเครือร่วมกับตัวแปรภาษาและฟังก์ชันความเป็นสมาชิกในการคำนวณค่าคะแนนความเสี่ยง และจัดลำดับความสำคัญผ่านแบบจำลองที่พัฒนาขึ้น ผลการประเมินการใช้งานแบบจำลองกับผู้มีประสบการณ์ในโครงการแอไจล์พบว่า แบบจำลองสามารถช่วยในการจำแนกความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมและมีความสอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้ประเมิน ซึ่งผลการประเมินสะท้อนถึงความสมเหตุสมผลของแบบจำลองและความสามารถในการประยุกต์ใช้จริง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อทีมพัฒนาในการประเมินและจัดลำดับความเสี่ยงของยูสเซอร์สตอรีได้อย่างเป็นระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงในโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบแอไจล์ได้ดียิ่งขึ้น
การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์เทคโนโลยีของแนวทางการผลิตไฮโดรเจนสำหรับกระบวนการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอลและเปลี่ยนเมทานอลเป็นโอลิฟินส์, กันตภณ มานิมนต์
การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์เทคโนโลยีของแนวทางการผลิตไฮโดรเจนสำหรับกระบวนการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอลและเปลี่ยนเมทานอลเป็นโอลิฟินส์, กันตภณ มานิมนต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของโลก โดยเฉพาะจากกระบวนการแครกเกอร์แนฟทาด้วยไอน้ำ (Steam Naphtha Cracking) การดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (Carbon Capture and Utilization: CCU) จึงเป็นแนวทางที่ได้รับความสนใจเพื่อลดการปล่อย CO2 หนึ่งในกระบวนการที่มีศักยภาพคือ ไฮโดรเจนของคาร์บอนไดออกไซด์ (Hydrogenation of CO2) เพื่อผลิตเมทานอล ซึ่งเมทานอลสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการแปรรูปเป็นโอเลฟินส์ (Methanol-to-Olefins: MTO) ได้อีกด้วย งานวิจัยนี้ศึกษาแนวทางการผลิตไฮโดรเจนซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญของกระบวนการ โดยศึกษา3 ประเภท ได้แก่ ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen) จากกระบวนการ Steam Methane Reforming (SMR), Autothermal Reforming (ATR) และ SMR ร่วมกับ ATR, ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue Hydrogen) และไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) จากกระบวนการอิเล็กโทรไลซิส (AEL) โดยทำการจำลองกระบวนการด้วย Aspen Plus และประเมินค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ด้วยค่า LCOH (Levelized Cost of Hydrogen) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ไฮโดรเจนสีเทาแบบ SMR มี LCOH ต่ำที่สุดที่ 1.03 USD/kg H2 แต่ปล่อย CO2 สูงสุด 13.44 kg CO2/kg H2 ขณะที่ไฮโดรเจนสีน้ำเงินให้การลด CO2 ที่ดีขึ้น 6.85 kg CO2/kg H2 ด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 1.16 USD/kg H2 ส่วนไฮโดรเจนสีเขียวปล่อย CO2 ต่ำที่สุดแต่มีต้นทุนสูงสุดที่ 4.38 USD/kg H2 ดังนั้นการเลือกใช้แหล่งผลิตไฮโดรเจนที่เหมาะสมจึงมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพและความยั่งยืนของกระบวนการผลิตเมทานอลและโอเลฟินส์ในอนาคต
Temperature Control In The Steam Methane Reformer Using Model Predictive Control Based On A Neural Network Model, Rasiq Dipta Alkindi
Temperature Control In The Steam Methane Reformer Using Model Predictive Control Based On A Neural Network Model, Rasiq Dipta Alkindi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Hydrogen is a critical energy vector, and magnetic heating reactors represent a promising production technology where current-induced magnetization raises system temperature. Due to the nonlinear and complex thermal dynamics, this study applies a hybrid Echo State Network (ESN) and Long Short-Term Memory (LSTM) model to capture system behavior, combining ESN’s nonlinear dynamic identification with LSTM’s ability to learn long-term dependencies. Hyperparameters were optimized for best performance at 30 reservoir nodes, 0.5 spectral radius, 0.9 connectivity, batch size 4, 50 LSTM units, and 60 epochs. The ESN-LSTM models with 3-input and 4-input feature sets were tested on three winding coil geometries …
Ecgconvt : A Hybrid Cnn And Vision Transformer Model For 12-Lead Ecg Images Classification, Mudassar Khalid
Ecgconvt : A Hybrid Cnn And Vision Transformer Model For 12-Lead Ecg Images Classification, Mudassar Khalid
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cardiovascular diseases (CVDs) are the most common cause of human deaths globally, and they can be controlled by early diagnosis and accurate classification of the electrocardiograms. The Electrocardiogram, commonly known as an ECG, is a very affordable technique to know about the health of the heart from 12 different angles by using 12-Leads to capture the heart's electrical activity. A hybrid deep learning model is proposed in this study to classify the different heart diseases. The deep learning model is composed of a CNN(Xception) to capture all the local feature-maps of the images and a vision transformer (ViT) to study …
Investigation Of Molecular Interactions In Electrocatalysis Using Atomic Force Microscopy, Parivat Phiphatbunyabhorn
Investigation Of Molecular Interactions In Electrocatalysis Using Atomic Force Microscopy, Parivat Phiphatbunyabhorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Electrocatalysis at the nanoscale is fundamentally governed by molecular interactions, but these processes remain poorly understood due to their difficulty to directly investigate and their complex nature. In this study, atomic force microscopy (AFM)-based force spectroscopy is employed to investigate interfacial forces and reactivity in two representative systems: the electrochemical deterioration and healing of Au nanothin films on n-type silicon and the electrocatalytic reduction of MEA-CO2 adduct on Cu electrocatalysts. In the Au nanothin film system, observing that surface degradation is mediated by anionic cluster interactions and modulated by intrinsic band bending and surface energy effects. Remarkably, 20-nm Au films …
Ecological Toxicology Impact From Soap Manufacture: Applications Of Carbon Footprint For Organization And Carbon Footprint Of Product, Tanaporn Chanaphirak
Ecological Toxicology Impact From Soap Manufacture: Applications Of Carbon Footprint For Organization And Carbon Footprint Of Product, Tanaporn Chanaphirak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The assessment of greenhouse gases to identify ways to reduce global warming was of enormous importance worldwide. This study assessed the carbon footprint of an organization and the carbon footprint of products within the herbal soap manufacturing industry, following the guidelines of the Thailand Greenhouse Gas Management Organization (TGO). It also evaluated the environmental toxicity of soap production. The study found that the organization’s carbon footprint amounted to 551 tCO2 equivalent, with Scope 3 emissions being the highest at 359 tCO2 equivalent, followed by Category 1 products and services, which accounted for 208 tCO2 equivalent. Scope 1 emissions were 176 …
Improving Question Answering Retrieval System Through Multi-Result Ranking Model, Danupat Khamnuansin
Improving Question Answering Retrieval System Through Multi-Result Ranking Model, Danupat Khamnuansin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Recent trends in various industries involve integrating artificial intelligence (AI) systems to enhance operational efficiency. Among these advancements, AI-supported question-answering (QA) systems have gained significant attention. These systems typically employ a two-stage process, integrating QA system capabilities with Information Retrieval (IR) methods. The introduction of the Retrieval Question Answering (ReQA) has further refined this process, offering a more practical solution, aiming to improve real-world applicability. Considering the wide availability of diverse QA retrieval models, employing a combination of multiple systems presents as a viable solution. However, the approach to combining QA retrieval systems remains relatively limited. We propose a method …
Exploring The Enablers And Barriers Of Stakeholder's Collaboration Of Maas Platform: A Case Study Of Bangkok, Sirawit Chinvanichai
Exploring The Enablers And Barriers Of Stakeholder's Collaboration Of Maas Platform: A Case Study Of Bangkok, Sirawit Chinvanichai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigates the implementation of Mobility as a Service (MaaS) to address fragmented transport services in Bangkok, focusing on identifying enablers, barriers, and concerns for MaaS adoption while quantifying evaluation criteria to determine the most suitable MaaS model. A mixed-methods approach was employed, beginning with a literature review to identify initial enablers and barriers, which were refined through expert meetings. Semi-structured interviews with 14 experts provided deeper insights into Bangkok’s transport context and potential MaaS models, while an AHP survey involving 12 experts quantified and prioritized the evaluation criteria. The findings highlight the roles and responsibilities of MaaS application …
Optimization Of Energy From Building Integrated Photovoltaic Of High-Rise Buildings In Thailand, Min Khant
Optimization Of Energy From Building Integrated Photovoltaic Of High-Rise Buildings In Thailand, Min Khant
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This project is to find the method to optimize the energy from Building Integrated Photovoltaic System in high rise building. Firstly, the solar irradiance potential of vertical surfaces of high-rise building is analyzed in Bangkok, Thailand. With these irradiance values, the optimal size and placement of BIPV module on east, west and south façades of the building is analyzed in order to minimize the building energy usage from the electricity grid. The BIPV system is optimized using the Genetic Algorithm Optimization method in MATLAB. The output results include the optimal surface area used by BIPV module in east, west and …
Pit Design And Mine Planning Of Nong Wa Sub-Basin, Sin Pun Coal Deposit, Southern Thailand, Gbenga Timilehin Adewumi
Pit Design And Mine Planning Of Nong Wa Sub-Basin, Sin Pun Coal Deposit, Southern Thailand, Gbenga Timilehin Adewumi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Nong Wa is a sub-basin located within the Sin Pun coal deposit, which has no history of mining activities. This study focused on the planning and design of the sub-basin pit, potentially paving the way for future mining operations in the region. The objective of the research was to evaluate the economic viability of coal extraction and to develop an optimized pit to maximize resource recovery. To achieve this objective, a coal seam model of the deposit was created using advanced modeling software such as AutoCAD and MineSight. The seam model was used to design the ultimate pit, pushback, and …
การวิเคราะห์หาเวลาหยุดที่เหมาะสมของหุ้นกู้แปลงสภาพได้ในโครงสร้างพื้นฐานร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยใช้คอปูลา, สหัสวรรษ พาคำ
การวิเคราะห์หาเวลาหยุดที่เหมาะสมของหุ้นกู้แปลงสภาพได้ในโครงสร้างพื้นฐานร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยใช้คอปูลา, สหัสวรรษ พาคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอนาคตประเทศไทยจะมีโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership หรือ PPP) เกิดขึ้นในต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น ทำให้นำมาซึ่งความเสี่ยงหลายด้าน เช่น ความเสี่ยงด้านจำนวนผู้ใช้บริการ ความเสี่ยงด้านรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียม และความเสี่ยงด้านเงินกู้ เป็นต้น ส่งผลให้ภาคเอกชนขาดความมั่นใจเข้าร่วมลงทุนในโครงการ PPP ในต่างจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวภาครัฐต้องให้การสนับสนุนทางการเงินในโครงการ PPP ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการใช้เงินทุนชั้นลอยด้วยการใช้หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible debenture) เป็นหุ้นกู้ที่ให้สิทธิหน่วยงานรัฐเป็นผู้ถือหุ้นในโครงสร้างเงินทุน ซึ่งเป็นรูปแบบการสนับสนุนทางการเงินใหม่ในโครงการ PPP และศึกษาสัดส่วนโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสม โดยเสนอการพัฒนาตัวแบบทางคณิตศาสตร์เพื่อวิเคราะห์หาเวลาหยุดที่เหมาะสมสำหรับการแปลงหนี้ให้เป็นทุน ทั้งการวิเคราะห์แบบ Deterministic และ Stochastic ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของตัวแปรเสี่ยงหลายตัว โดยใช้คอปูลา (Copula) วิเคราะห์ตัวแปรเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งจะช่วยเป็นการกำหนดตัวแปรสำคัญในตัวแบบทางคณิตศาสตร์ และนำตัวแบบทางคณิตศาสตร์ไปประยุกต์ใช้กับโครงการตัวอย่างจริง คือ โครงการทางพิเศษสายเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ จังหวัดภูเก็ต โดยเสนอเป็นทางเลือกให้กับหน่วยงานรัฐนำหุ้นกู้แปลงสภาพไปประยุกต์ใช้กับโครงการ PPP เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบรูปแบบการสนับสนุนและโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสมสามกรณี ผลลัพธ์ที่ได้ คือ กรณีที่สามหน่วยงานรัฐให้การสนับสนุนเงินทุนชั้นลอยด้วยรูปแบบหุ้นกู้แปลงสภาพและให้เงินสนับสนุนทางตรงในโครงการ PPP ทำให้มีความคุ้มค่าทางการเงินของโครงการสูงสุด และสามารถวิเคราะห์หาเวลาหยุดที่เหมาะสมที่เกิดขึ้นในระยะเวลาดำเนินการของระยะสัมปทานโครงการได้
การออกแบบและพัฒนาระบบการจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบสกรัมตามมาตรฐาน Iso/Iec 12207, กีรติกา ห่อเกียรติ
การออกแบบและพัฒนาระบบการจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบสกรัมตามมาตรฐาน Iso/Iec 12207, กีรติกา ห่อเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงงานมหาบัณฑิตนี้มีวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงกระบวนการจัดการความรู้ของหน่วยงานแห่งหนึ่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานไอเอสโอ/ไออีซี 12207 กระบวนการจัดการความรู้นี้นำเสนอสำหรับโครงการที่ใช้ระเบียบวิธีแบบเอจายล์ตามกรอบงานสกรัม พร้อมทั้งได้ออกแบบและพัฒนาระบบการจัดการความรู้ เพื่อสนับสนุนการประยุกต์ใช้กระบวนการจัดการความรู้ภายในองค์กร ระบบที่พัฒนาสามารถให้บริการในการจัดเก็บ ค้นหา และแบ่งปันความรู้จากโครงการต่าง ๆ ขององค์กร อีกทั้งสนับสนุนให้มีการแบ่งปันความรู้เพื่อให้มีการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ความสอดคล้องตามความต้องการของผู้ใช้ และช่วยเพิ่มสมรรถนะในการทำงานของทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ การดำเนินงานเริ่มจากการศึกษาแนวคิดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ รวมถึงการวิเคราะห์มาตรฐาน ไอเอสโอ/ไออีซี 12207 เพื่อประเมินและปรับปรุงกระบวนการจัดการความรู้ในปัจจุบันของ 2 กิจกรรม ได้แก่ “กิจกรรมที่ 3) การแบ่งปันสินทรัพย์ความรู้ทั่วทั้งองค์กร” และ “กิจกรรมที่ 4) การจัดการความรู้ ทักษะ และสินทรัพย์ความรู้” ในการปรับปรุงกระบวนการนั้นได้นำเสนอ โครงสร้างพื้นฐานกระบวนการ และการนิยามกระบวนการที่ปรับปรุง จากนั้นได้ทำการพัฒนาระบบการจัดการความรู้ ที่สามารถรองรับกระบวนการจัดการความรู้ที่ปรับปรุงแล้ว รวมถึงทวนสอบระบบกับความต้องการเชิงฟังก์ชัน และเพื่อยืนยันว่าระบบสามารถสนับสนุนกระบวนการทำงานของทีมสกรัมตามการนิยามกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ของโครงงานนี้แสดงว่า ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการความรู้ภายในองค์กรตัวอย่าง และสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับองค์กรอื่น ๆ ที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการจัดการความรู้ในบริบทของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบสกรัม
A Comprehensive Comparative Analysis Of Thailand’S Food Security Policies Against The Committee On World Food Security Frameworks, Noppamart Kamsaen
A Comprehensive Comparative Analysis Of Thailand’S Food Security Policies Against The Committee On World Food Security Frameworks, Noppamart Kamsaen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to conduct a comprehensive comparative analysis of Thailand's food security policies against the Committee on World Food Security (CFS) frameworks. The research examines the evolution of Thailand's food security policies and their alignment with CFS guidelines. It analyzes two main policy frameworks: the Food Security Strategy Framework (2017-2021) by the Ministry of Agriculture and Cooperatives and the Thailand Food Management Action Plan Phase 1 (2023-2027) by the National Food Committee. The findings highlight gaps in areas such as human dignity, gender equality, inclusive governance, and crisis protection. Recommendations include implementing programs for vulnerable groups, promoting gender equality …
Enhancing Multilingual Sentence Representation Learning For The Job Recruitment Domain, Napat Laosaengpha
Enhancing Multilingual Sentence Representation Learning For The Job Recruitment Domain, Napat Laosaengpha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
With the advancement in natural language processing (NLP), there has been significant development in multilingual pretraining sentence encoder. Typically, these pretraining models are trained on large-scale datasets that consist of general text data from various sources such as Wikipedia. However, the general proposed models aren't enough to understand contexts in such a domain-specific, especially in the job recruitment domain. It is due to its niche nature and the lack of readily available related information. To enhance the existing multilingual pretraining sentence encoder and mitigate the aforementioned problems, we first propose multi-task dual-encoder framework to improve the sentence encoder for general-purpose …