Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Chemical Engineering (656)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Industrial Engineering (372)
- Electrical and Computer Engineering (357)
-
- Operational Research (307)
- Civil Engineering (274)
- Construction Engineering and Management (274)
- Electrical and Electronics (264)
- Physical Sciences and Mathematics (246)
- Computer Engineering (242)
- Computer Sciences (235)
- Environmental Engineering (161)
- Materials Science and Engineering (118)
- Mechanical Engineering (102)
- Applied Mechanics (101)
- Engineering Mechanics (100)
- Engineering Science and Materials (100)
- Petroleum Engineering (88)
- Power and Energy (86)
- Polymer Science (40)
- Biomedical Engineering and Bioengineering (39)
- Geological Engineering (39)
- Metallurgy (39)
- Mining Engineering (39)
- Risk Analysis (38)
- Hydraulic Engineering (37)
- Nuclear Engineering (33)
- Nanoscience and Nanotechnology (24)
Articles 571 - 600 of 2554
Full-Text Articles in Engineering
การพัฒนาแบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเซลล์กระเป๋าโดยใช้ Δ-Mno2 ที่สังเคราะห์จากแบตเตอรี่แอลคาไลน์ที่ใช้งานแล้วเป็นวัสดุขั้วแคโทด, บุษยมาส กันทะวงศ์
การพัฒนาแบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเซลล์กระเป๋าโดยใช้ Δ-Mno2 ที่สังเคราะห์จากแบตเตอรี่แอลคาไลน์ที่ใช้งานแล้วเป็นวัสดุขั้วแคโทด, บุษยมาส กันทะวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาการกู้คืนแมงกานีสจากแบตเตอรี่แอลคาไลน์เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ในรูปของแมงกานีสไดออกไซด์ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของขั้วแคโทดในแบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบอัดประจุซ้ำได้ โดยขั้นตอนแรกคือการชะละลายผงขั้วแบตเตอรี่แอลคาไลน์ที่ผ่านใช้งานแล้วด้วยกรดซัลฟิวริกและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เป็นตัวรีดิวซ์ที่ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการชะละลาย จากนั้นจึงนำสารละลายที่ได้จากการชะละลายด้วยกรดดังกล่าวมาสังเคราะห์แมงกานีสไดออกไซด์เฟสเดลตา (δ-MnO2) โดยใช้กระบวนการไฮโดรเทอร์มัล และขั้นตอนสุดท้ายงานวิจัยนี้ได้ทำการเตรียมแบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเซลล์มาตรฐาน CR2025 และเซลล์แบบกระเป๋าที่ใช้แมงกานีสไดออกไซด์เฟสเดลตาเป็นขั้วแคโทด โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพเมื่อใช้แผ่นรองแคโทด 2 ชนิดได้แก่ แผ่นสเตนเลสสตีล และกราไฟต์ฟอยล์ และใช้อิเล็กโทรไลต์ 3 ชนิด ได้แก่ สารละลายซิงค์ซัลเฟตฐานน้ำ สารละลายซิงค์ซัลเฟตฐานน้ำที่เพิ่มตัวเติมชนิดพอลิเอทิลีนไกลคอล และ สารละลายซิงค์ไตรเฟลตในไดเมธิลซัลฟอกไซด์ โดยผลการทดสอบสมรรถนะของแบตเตอรี่แบบเซลล์มาตรฐาน CR2025 และเซลล์แบบกระเป๋า พบว่าการวัดค่าความจุจำเพาะไม่สามารถวัดได้เมื่อใช้แผ่นสแตนเลสสตีล แต่สามารถวัดได้เมื่อใช้แผ่นรองกราไฟต์ฟอยล์ โดยเมื่อใช้อิเล็กโทรไลต์ฐานน้ำจะมีค่าความจุจำเพาะไฟฟ้าที่สูงกว่าอิเล็กโทรไลต์ที่ไม่ใช่ฐานน้ำในช่วงแรก แต่ในระยะยาวกลับพบว่าอิเล็กโทรไลต์ที่ไม่ใช่ฐานน้ำจะมีความเสถียรและมีประสิทธิภาพสูงกว่าอิเล็กโทรไลต์ฐานน้ำ
Structural Evolution Of The Phu Kradung Formation By Calcite Veins Characterization, South Of Lam Sonthi District, Lopburi Province., Ausa Nonthason
Structural Evolution Of The Phu Kradung Formation By Calcite Veins Characterization, South Of Lam Sonthi District, Lopburi Province., Ausa Nonthason
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Calcite veins in Mesozoic sedimentary rock localities are found in the southern part of Lam Sonthi district, Lopburi province, in central Thailand, near the Loei-Petchabun fold belt regions. The vein’s host rocks are siliciclastic rocks, primarily mudstone and sandstone. The main aim of this study is to learn more about calcite vein geometry and development, as well as the structural evolution of calcite veins in the Phu Kradung formation in the Lam Sonthi area of Lopburi province. A petrographic and structural analysis of the veins was performed to examine the kinematics and geological structures of the calcite vein in the …
Effect Of Fuel Type On The Characteristics And Photocatalytic Activity Of Zno Nanoparticles Synthesized Via Solution Combustion Method, Shabnam Purmahammad Abdollahi
Effect Of Fuel Type On The Characteristics And Photocatalytic Activity Of Zno Nanoparticles Synthesized Via Solution Combustion Method, Shabnam Purmahammad Abdollahi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores the impact of organic fuels (agar, glucose, and cotton) and their fuel-to-oxidizer ratios (ф) on the properties and photocatalytic performance of ZnO nanoparticles synthesized via solution combustion. XRD, SEM, BET, DRS, and PL spectroscopy were used for characterization. Photocatalytic activity was evaluated by degrading methyl orange dye under UV light. The fuel choice and fuel-to-oxidizer ratio significantly influenced the structural, morphological, textural, and optical properties of the ZnO nanoparticles, affecting their photocatalytic efficiency. ZnO prepared with a glucose fuel-to-oxidizer ratio of ф=1.5 showed the highest photodegradation efficiency of 98%, due to its high surface area (8.27 m2/g), …
ผลของการดัดแปรผงไฮดรอกซีอะพาไทต์ด้วยฟลูออไรด์และโลหะทรานซิชันต่อสมบัติทางแสง, พิมพ์พจี ปัญจรัตน์
ผลของการดัดแปรผงไฮดรอกซีอะพาไทต์ด้วยฟลูออไรด์และโลหะทรานซิชันต่อสมบัติทางแสง, พิมพ์พจี ปัญจรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลของการดัดแปรองค์ประกอบไฮดรอกซีอะพาไทต์ด้วยฟลูออไรด์และโลหะทรานซิชันต่อสมบัติทางแสง ซึ่งไฮดรอกซีอะพาไทต์ในงานวิจัยนี้จะสังเคราะห์ด้วยวิธีการตกตะกอนโดยใช้แคลเซียมไฮดรอกไซด์และกรดฟอสฟอริกที่อุณหภูมิห้อง แล้วบ่มที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง ผลการวิเคราะห์ พบว่าทุกตัวอย่างที่สังเคราะห์ได้เป็นเฟสไฮดรอกซีอะพาไทต์ จากการวิเคราะห์ด้วยรามานสเปกโทรสโกปีและการวิเคราะห์แลตทิซ พารามิเตอร์ แสดงให้เห็นถึงไอออนจากสารประกอบที่ใช้ดัดแปรได้แทรกเข้าไปในโครงสร้างผลึก ไฮดรอกซีอะพาไทต์ สำหรับการดัดแปรไฮดรอกซีอะพาไทต์ด้วยไอออนของโคบอลต์ โครเมียม คอปเปอร์ เหล็ก และนิกเกิล ทำให้เกิดการเปลี่ยนสีของตัวอย่างจากสีขาวเป็นสีม่วง เขียวอมฟ้า ฟ้า ส้ม และครีมตามลำดับ ในขณะที่การดัดแปรด้วยฟลูออไรด์จะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนสี ค่าการสะท้อนในช่วงเนียร์อินฟาเรดจะมีความแตกต่างกันโดยขึ้นกับชนิดของตัวดัดแปร ไฮดรอกซีอะพาไทต์พบค่าการสะท้อนอยู่ที่ 77.04% ถ้าหากใช้โครเมียมซัลเฟต โครเมียมคลอไรด์ เหล็กซัลเฟต และเหล็กคลอไรด์จะพบค่าการสะท้อนอยู่ที่ 83.38%, 81.30%, 82.87% และ 82.58% ตามลำดับ การดัดแปรไฮดรอกซีอะพาไทต์ด้วยไอออนฟลูออไรด์พบว่ามีการเรืองแสงแค่บางตำแหน่งและเกิดการเรืองแสงที่มีลักษณะสีฟ้าอมขาวที่มีความเข้มที่น้อยมาก ทั้งนี้เมื่อศึกษาการเรืองแสงโดยลูมิเนสเซนต์สเปกโตมิเตอร์ โดยใช้ความยาวคลื่นที่ 350 นาโนเมตรเป็นตัวกระตุ้น พบว่าตัวอย่างที่สังเคราะห์ได้นั้นเกิดการเรืองแสง แต่เกิดการเรืองแสงที่มีความเข้มที่น้อยมากทำให้เป็นที่สังเกตยากเมื่อมองด้วยตาเปล่า เมื่อศึกษาค่าการสะท้อนในลักษณะของเคลือบพบว่าตัวอย่างที่สังเคราะห์ได้ในงานวิจัยนี้ช่วยเพิ่มค่าการสะท้อนในช่วงเนียร์อินฟาเรด และการทดสอบความเสถียรของตัวอย่างภายใต้ความชื้นพบว่ามีการเปลี่ยนเฉดสีเพียงเล็กน้อย และเกิดการเปลี่ยนเฉดสีอย่างมากในสภาวะกรด
Geophysical Characteristics Of Kuan Kreng Peat Swamp Forest At Thale Noi Area, Theethach Phiranram
Geophysical Characteristics Of Kuan Kreng Peat Swamp Forest At Thale Noi Area, Theethach Phiranram
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Peatlands, as an important carbon sink, store a large amount of atmospheric carbon. However, peatlands are vulnerable to environmental alteration due to anthropogenic and natural processes. While peatlands are degraded, carbon dioxide emissions arise. The Kuan Kreng peat swamp forest is the second largest peatland in Thailand and is in coastal wetland serving for carbon stock in the subsurface. To assess carbon stock in peatland, the thickness and distribution of the peat layer are necessary. This study determines physical and chemical characteristics of the peatlands in the coastal wetland, southern Thailand by conventional core study and geophysical surveys, including ground …
การแปลงแผนภาพลำดับที่มีตัวยืนยงสถานะเป็นไทม์ออโตมาตา, ศุภพิชญ์ แสงมณี ฐิตารีย์เดชากุล
การแปลงแผนภาพลำดับที่มีตัวยืนยงสถานะเป็นไทม์ออโตมาตา, ศุภพิชญ์ แสงมณี ฐิตารีย์เดชากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในช่วงการออกแบบระบบหลังจากที่ได้รับความต้องการมาแล้ว และได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นข้อตกลงตามความต้องการของระบบแล้ว แผนภาพลำดับคือส่วนสำคัญที่อธิบายถึงพฤติกรรมของระบบที่มีปฏิสัมพันธ์กัน เป็นประโยชน์มากเพื่อให้กลุ่มผู้พัฒนาเห็นการทำงานเชิงพฤติกรรมของระบบ และมองพฤติกรรมของระบบไปทิศทางเดียวกันได้ สามารถใช้ในการทวนสอบข้อตกลงของระบบว่าครบถ้วน สมบูรณ์หรือไม่ แต่แผนภาพลำดับมีปัญหาเรื่องไม่สามารถทวนสอบแบบอัตโนมัติได้ ต้องใช้การวิเคราะห์และทวนสอบโดยการตัดสินใจของมนุษย์ และพฤติกรรมในบางระบบมีรูปแบบเชิงไม่กำหนด มีความซับซ้อนและไม่สามารถทวนสอบได้ งานวิจัยนี้เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจึงคิดวิธีการทวนสอบข้อตกลงตามความต้องการของระบบของแผนภาพลำดับ โดยใช้แบบจำลองเชิงรูปนัยชื่อ ไทม์ออโตมาตาโดยการเปรียบเทียบและวิเคราะห์โครงสร้างแผนภาพลำดับที่มีตัวยืนยงสถานะตามหลักยูเอ็มแอลเวอร์ชัน 2.0, 2.5 และเครื่องมือ UPPAAL นิยามกฎการแปลงและพัฒนาเครื่องมือสำหรับใช้ในการแปลงแผนภาพลำดับที่มีตัวยืนยงสถานะเป็นไทม์ออโตมาตา เริ่มแปลงแผนภาพลำดับที่มีตัวยืนยงสถานะด้วยแฟ้มข้อความเป็นแฟ้มเอกซ์เอ็มแอลของเครื่องมือ UPPAAL จำลองและทวนสอบไทม์ออโตมาตาตามคุณสมบัติที่สนใจที่เขียนด้วยสูตร TCTL โดยในการทดสอบเครื่องมือแปลงแผนภาพลำดับที่มีตัวยืนยงสถานะเป็นไทม์ออโตมาตากับกรณีศึกษาพบว่า สามารถช่วยให้ผู้พัฒนาระบบสามารถเห็นพฤติกรรมเชิงระบบและนำมาสู่การปรับปรุงแผนภาพให้สอดคล้องกับข้อตกลงตามความต้องการของระบบ และทวนสอบระบบได้ผลลัพธ์ออกมาน่าพึงพอใจและเป็นไปตามข้อตกลงตามความต้องการของระบบ
การบูรณาการระบบความมั่นคงสารสนเทศตามมาตรฐานไอเอสโอ/ไออีซี 27001 กับการจัดการโครงการซอฟต์แวร์, วชิรวิทย์ เซียวสกุล
การบูรณาการระบบความมั่นคงสารสนเทศตามมาตรฐานไอเอสโอ/ไออีซี 27001 กับการจัดการโครงการซอฟต์แวร์, วชิรวิทย์ เซียวสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การบูรณาการระบบการจัดการความมั่นคงสารสนเทศและการจัดการโครงการซอฟต์แวร์มีความสําคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อมูลที่เกิดขึ้นในระบบสารสนเทศน้ันมีความละเอียดอ่อน เช่น ข้อมูลทางการเงิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น ซึ่งหากข้อมูลสารสนเทศดังกล่าวถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของข้อมูล หรือถูกนําไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง จะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูล รวมถึงองค์กรที่ให้บริการระบบสารสนเทศดังกล่าว ดังนั้นระบบการจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงสารสนเทศจึงจําเป็นต้องบูรณาการเข้ากับการจัดการโครงการในทุกขั้นตอนของวัฏจักรการพัฒนาซอฟต์แวร์ ปัจจุบันโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์มักจะเกิดในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติแบบสกรัมจะช่วยเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ นอกจากนี้ยังมีความท้าทายในการบูรณาการระบบการจัดการความมั่นคงสารสนเทศกับการจัดการโครงการซอฟต์แวร์แบบสกรัมเฟรมเวิร์กคือ จากการรักษาความสมดุลระหว่างมาตรการความมั่นคงสารสนเทศที่มีความเข้มงวดกับระเบียบวิธีแบบสกรัมที่เน้นความรวดเร็วและคล่องตัว โครงงานนี้ผู้จัดทําโครงงานได้นําเสนอการบูรณาการระบบการจัดการความมั่นคงสารสนเทศกับการจัดโครงการซอฟต์แวร์แบบสกรัม โดยอ้างอิงจากมาตรฐานสากล ความต้องการของระบบจัดการความมั่นคงสารสนเทศ (ISO/IEC 27001:2022) มาตรการควบคุมความมั่นคงสารสนเทศ (ISO/IEC 27002:2022) และ การจัดการความเสี่ยง (ISO/IEC 31000:2018) นอกจากนี้ผู้จัดทําโครงงานได้อ้างอิงองค์ความรู้ด้านการจัดการโครงการซอฟต์แวร์แบบสกรัม จากการจัดการโครงการของสถาบันการจัดการโครงการ (Project Management Institute) และคู่มือสกรัมจากองค์กรแนวทางปฏิบัติสกรัม (Scrum Guides Organization) โดยกระบวนการที่ผ่านการบูรณาการแบ่งออกเป็น 6 ขั้นตอน ซึ่งได้ออกแบบรายละเอียดกิจกรรมและบทบาทของผู้เกี่ยวข้องที่เกิดขึ้นในแต่ละกิจกรรม เพื่อให้การจัดการโครงการซอฟต์แวร์มีความมั่นคงสารสนเทศอย่างทนทาน พร้อมทั้งพัฒนาเครื่องมือต้นแบบสำหรับการจัดการความมั่นคงสารสนเทศของโครงการซอฟต์แวร์แบบสกรัม ซึ่งช่วยสนับสนุนให้การจัดการโครงการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงปริมาณและความเข้มข้นของตะกอนแขวนลอยในแม่น้ำโขงสายประธาน, คมกริช อินนันชัย
การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงปริมาณและความเข้มข้นของตะกอนแขวนลอยในแม่น้ำโขงสายประธาน, คมกริช อินนันชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แม่น้ำโขงเป็นส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ที่อยู่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยหล่อเลี้ยงการดำรงชีวิตของผู้คนหลายล้านคนผ่านการจัดหาทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งอาหาร น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และเป็นแหล่งพลังงาน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางยุคของโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่กำลังขยายตัวตามแนวแม่น้ำโขงสายหลักและแม่น้ำสาขา เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานในภูมิภาคที่เพิ่มมากขึ้น ก็นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนตามธรรมชาติของน้ำและการพัดพาตะกอนที่ต้องเผชิญกับการขัดขวางจากโครงสร้างขนาดใหญ่เหล่านี้ ก่อให้เกิดความท้าทายที่สำคัญต่อความสมบูรณ์ระบบนิเวศของแม่น้ำ การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงปริมาณและความเข้มข้นของตะกอนแขวนลอยในแม่น้ำโขงสายประธาน ในลุ่มน้ำโขงตอนล่างช่วงที่ไหลผ่านประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงค่าความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการไหลของน้ำและปริมาณตะกอนแขวนลอยในช่วงปี พ.ศ. 2560 ถึง พ.ศ. 2566 ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของปริมาณตะกอนแขวนลอยเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีตที่จัดเก็บในช่วงเวลาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2515 โดยการแบ่งข้อมูลเป็น 3 ช่วงเวลาตามการเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งศึกษาแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของตะกอนแขวนลอย โดยการวิเคราะห์ได้ใช้ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดปริมาณน้ำและตะกอนแขวนลอย จำนวน 5 สถานี ได้แก่สถานีเชียงแสน สถานีเชียงคาน สถานีหนองคาย สถานีมุกดาหาร และสถานีโขงเจียม ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของปริมาณตะกอนแขวนลอยรายปี เปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต พบว่า ปริมาณตะกอนแขวนลอยลดลงคิดเป็นร้อยละ 32.61 – 91.17 ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ปริมาณตะกอนแขวนลอยสะสมของแต่ละสถานี ในส่วนของการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของความเข้มข้นตะกอนแขวนลอย ทั้งความเข้มข้นเฉลี่ยรายปี ความเข้มข้นช่วงฤดูน้ำหลากเฉลี่ย และความเข้มข้นช่วงฤดูน้ำแล้งเฉลี่ย ทำการวิเคราะห์แนวโน้มด้วยวิธี Mann-Kendall โดยมีค่าทดสอบอยู่ที่ -2.89 ถึง -5.06 แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการลดลงของความเข้มข้นตะกอนแขวนลอยอย่างมีนัยสำคัญในทุกสถานี
การพัฒนาโครงการก่อสร้างอาคารโดยใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาอาคารธุรกิจค้าปลีกร้าน Mr.Diy ประเทศไทย, ธงพรหม จุลรักษา
การพัฒนาโครงการก่อสร้างอาคารโดยใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาอาคารธุรกิจค้าปลีกร้าน Mr.Diy ประเทศไทย, ธงพรหม จุลรักษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาโครงการก่อสร้างโดยการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนขยายสาขาธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาตัวอย่างแบบจำลองอาคารร้านค้าปลีก MR DIY ขนาด 600 ตารางเมตร โดยเลือกใช้วัสดุก่อสร้างตามแนวทางของ LEED และข้อมูลการประเมินคาร์บอน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าวัสดุก่อสร้างแบบดั้งเดิม เช่น ปูนฉาบและกระเบื้องมี Embodied Carbon ที่สูง อาคารต้นแบบมีค่า OTTV (Overall Thermal Transfer Value) เท่ากับ 36.83 Watt/m² และค่า RTTV (Roof Thermal Transfer Value) เท่ากับ 5.49 Watt/m² ซึ่งทั้งสองค่าผ่านตามเกณฑ์มาตรฐาน แสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการถ่ายเทความร้อนและการประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิผล การนำหลอดไฟ LED มาใช้ช่วยลดการใช้พลังงานลง 48% และลดการปลดปล่อยคาร์บอนลง 18,758 kgCO2e การเปลี่ยนมาใช้ระบบแอร์แบบ Inverter ช่วยลดการใช้พลังงานลง 25% และลดการปลดปล่อยคาร์บอนลง 19,932 kgCO2e ขณะเดียวกัน การติดตั้งระบบ Solar Cell ช่วยลดการใช้พลังงานลง 36% และลดการปลดปล่อยคาร์บอนลง 39,270 kgCO2e ต่อปี การวิเคราะห์ทางการเงินแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเหล่านี้มีความคุ้มค่า มีระยะเวลาคืนทุนที่เหมาะสมและมีประโยชน์ระยะยาวในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน
แนวทางการบริหารจัดการเพื่อมุ่งสู่โรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา โรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์, ณัฐวัฒน์ สุกใส
แนวทางการบริหารจัดการเพื่อมุ่งสู่โรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา โรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์, ณัฐวัฒน์ สุกใส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการเพื่อมุ่งสู่โรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษา โรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการโรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่พบในการบริหารจัดการ และเสนอแนะแนวทางเพื่อความยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร บทความ สื่อออนไลน์ และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหาร ผู้จัดการ และพนักงานของโรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์ จำนวน 16 คน ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริหารมีความตั้งใจที่จะเข้าร่วมโครงการ Green Hotel ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงเผชิญกับปัญหาด้านการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนและการพัฒนาบุคลากร อย่างไรก็ตาม จุดแข็งสำคัญของโรงแรมคือผู้บริหารที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและเป็นแบบอย่างในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอแนะจากการศึกษา ได้แก่ การออกนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน และการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อมประจำปี เพื่อให้โรงแรมสามารถพัฒนาเข้าสู่ Green Hotel และนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
การวิเคราะห์การจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม กรณีศึกษาบริษัทจดทะเบียนในรายชื่อหุ้นยั่งยืน กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค, ธัญญลักษณ์ บุญลพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้ศึกษากรอบแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารายชื่อหุ้นยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในมิติสิ่งแวดล้อม ด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค พบว่า มีแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่สอดคล้องกับแนวคิด Triple Bottom Line ที่วัดประสิทธิภาพของการดำเนินธุรกิจไม่เพียงแค่จากมุมมองการทำกำไรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ทั้งนี้สามารถถอดบทเรียนและนำไปประยุกต์ใช้ภายในองค์กร โดยเริ่มจากการจัดตั้งคณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเมินความเสี่ยง โดยระดับความเสี่ยงสูงที่สุด คือ ความเสี่ยงจะโดนมาตรการกีดกันทางการค้าด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงจากภาวะร้อนจัด และภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวัตถุดิบหลักขององค์กร ต่อมาประเมิน และวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร มี 64,998.88 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็น Scope 1 (7%), Scope 2 (7%) และ Scope3 (86%) และเสนอแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ให้มีการจัดทำโครงการ และกำหนด KPI เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การติดตั้งโซลาร์รูฟ การใช้เชื้อเพลิงสะอาด หรือการเปลี่ยนเครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆมาเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟ และเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล และวัตถุดิบจากธรรมชาติ
แนวทางการพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต, ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น
แนวทางการพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต, ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ระดับความสำคัญ ประสิทธิภาพ และเสนอแนวทางพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่หาดป่าตอง จำนวน 400 คน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการการท่องเที่ยว จำนวน 12 คน ใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสำคัญและประสิทธิภาพ โดย 1) พฤติกรรมนักท่องเที่ยว พบว่า ส่วนใหญ่ท่องเที่ยว 2 ครั้งต่อปี ในวันเสาร์-อาทิตย์ เฉลี่ย 2 วันต่อครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อการพักผ่อน รับรู้ข้อมูลการท่องเที่ยวจากสื่อบุคคล ตัดสินใจท่องเที่ยวด้วยตนเอง นิยมเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อน จัดการท่องเที่ยวด้วยตนเอง เดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคล ให้ความสนใจกิจกรรมการรับประทานอาหารในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว พักในโรงแรม ใช้จ่ายในการเดินทาง 10,001-15,000 บาทต่อครั้ง ใช้จ่ายเป็นค่าที่พักแรมมากที่สุด 2) นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญต่อการจัดการด้านการเดินทางและการขนส่งมากที่สุด 3) นักท่องเที่ยวประเมินการจัดการประสิทธิภาพด้านการเดินทางและการขนส่ง โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4) สามารถสร้างแนวทางได้สามแนวทาง คือ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
การวิเคราะห์ความเสี่ยงของการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน, ศุภฤกษ์ พุกพัก
การวิเคราะห์ความเสี่ยงของการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน, ศุภฤกษ์ พุกพัก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง อีกนัยหนึ่งคือเทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี ค.ศ. 2030 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี ค.ศ. 2065 โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาการวิเคราะห์ความเสี่ยงและเสนอกลยุทธ์ของ CCS ที่มีผลต่อการบริหารจัดการในประเทศไทย พบว่า ผลการวิเคราะห์ผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วย TOE, SWOT อาทิ เช่น 1) การสร้างกองทุนในการบริหารจัดการโดยตรง 2) การหาแหล่งเงินทุนในการอุดหนุน 3) การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของข้อมูลในการ MMV และกลยุทธ์ของเทคโนโลยี CCS อาทิ เช่น 1) การปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบทางภาษีเพื่อรองรับการยกเว้นภาษี 2) การเสนอสิทธิประโยชน์และการลดหย่อนภาษีสำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนภายในประเทศ 3) การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ MMV ให้กับประชาชนรับทราบผ่านช่องทางต่าง ๆ และขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการศึกษาข้อมูลเชิงเทคนิคหรือเชิงนโยบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าของการดำเนินงานเป็นระยะ ๆ และเร่งรัดการขับเคลื่อนการสนับสนุนเชิงนโยบาย มาตรการ หรือกลไกต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถให้ประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมายที่ได้กำหนดไว้
ทัศนคติ การรับรู้ และความคาดหวังของประชาชนต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง, อาทิตยา ศิริน้อย
ทัศนคติ การรับรู้ และความคาดหวังของประชาชนต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง, อาทิตยา ศิริน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
“ตลาดคาร์บอน” (Carbon Market) กลไกหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยโครงการหนึ่งที่สำคัญคือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) ซึ่งป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนแห่งแรกเพื่อซื้อขายคาร์บอนเครดิต ดำเนินการตั้งแต่ ปี 2558 งานวิจัยนี้จึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติ การรับรู้ และความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต โดยการสัมภาษณ์ร่วมกับแบบสอบถาม พบว่า ประชาชนในชุมชนบ้านโค้งตาบางส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของป่าชุมชนในระดับมาก มีทัศนคติต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับมากที่สุด มีการรับรู้หรือความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับมาก มีความคาดหวังต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับมากที่สุด และมีความคาดหวังต่อแนวทางในการบริหารจัดการรายได้จากการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับมาก ทั้งนี้ ทัศนคติและการรับรู้ของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินโครงการประสบผลสำเร็จ และจากความคาดหวังของประชาชน คณะกรรมการป่าชุมชนสามารถกำหนดแผนเพื่อบริหารจัดการรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตนอกเหนือจากที่ต้องนำไปดูแลรักษาป่าตามระเบียบกรมป่าไม้
การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดจากกากกาแฟและใบจามจุรี, จิตรภาณุ อัศวพิชญโชติ
การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดจากกากกาแฟและใบจามจุรี, จิตรภาณุ อัศวพิชญโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาการนำกากกาแฟและใบจามจุรีที่เป็นมูลฝอย มาใช้ในการพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดนางรมทอง เพื่อเป็นวัสดุทางเลือกนอกจากวัสดุดั้งเดิมที่มีการใช้เพาะเลี้ยงเห็ด อย่างขี้เลื่อยไม้ยางพารา จากการทดลอง พบว่าการใช้กากกาแฟเป็นส่วนผสมในอัตราส่วนร้อยละ 30 ของน้ำแห้งก้อนเห็ด สามารถเพิ่มปริมาณโปรตีนและน้ำหนักของผลผลิตที่ได้เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยผลผลิตดอกเห็ดมีน้ำหนักเฉลี่ยที่ 80.33±2.15 กรัม และมีปริมาณโปรตีนที่ 35.08±0.59% แต่เวลาที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยใช้เวลาเพาะเลี้ยงเฉลี่ยประมาณ 64 วัน และมีปริมาณคาเฟอีน 1.70 มก./ล. ในผลผลิตดอกเห็ด และการใช้ใบจามจุรีเป็นวัสดุผสมที่อัตราส่วนร้อยละ 30 ของน้ำหนักแห้งก้อนเห็ด ให้ผลผลิตในด้านของน้ำหนักและโปรตีน รวมถึงเวลาในการเพาะเลี้ยงที่เทียบเท่ากับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยมีค่า 55.90±3.18 กรัม และ 31.64±0.76% ตามลำดับ รวมถึงใช้ระยะเวลาการเพาะเลี้ยงเฉลี่ยประมาณ 37 วัน จากการศึกษาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในผลผลิตดอกเห็ด พบว่าปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในผลผลิตเห็ดนางรมทองมีปริมาณที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในแต่ละรูปแบบสัดส่วนผสม และก้อนเห็ดที่ผ่านการเก็บเกี่ยว มีส่วนประกอบของเถ้าที่น้อยกว่า 15% โดยน้ำหนักแห้ง และไม่มีส่วนประกอบของซัลเฟอร์ สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลได้ หากมีการลดความชื้นก่อนการนำไปใช้
การพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากรีไซเคิลพอลิสไตรีนผสมผงไม้ไผ่, ณัฐภัทร หัชชะวณิช
การพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากรีไซเคิลพอลิสไตรีนผสมผงไม้ไผ่, ณัฐภัทร หัชชะวณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากพอลีสไตรีนรีไซเคิล (RPS) ผสมกับผงไม้ไผ่ (BB) ที่ได้จากตะเกียบไม้ไผ่ใช้แล้ว เตรียมโดย เครื่องอัดรีดพลาสติกสกรูคู่ (Twin Screw Extruder) แล้วนำไปขึ้นรูปด้วยกระบวนการ ฉีดขึ้นรูป (Injection Molding Machine) โดยกำหนดอัตราส่วนของผงไม้เป็น 10, 20, 30 และ 40 %wt โดยตัวเมทริกซ์ของไม้พลาสติกคอมโพสิตเกิดจากการผสม RPS กับ อีวีโอเอช รีไซเคิล (REVOH) ในอัตราส่วน EVOH คือ 70, 60, 50, 40 30 เเละ 20 %wt ผลการทดลองพบว่าอัตราส่วนของเมทริกซ์ที่ดีที่สุดคือ 60:40 %wt และอัตราส่วนที่ดีที่สุดสำหรับไม้พลาสติกคอมโพสิตคือ 70:30 %wt โดยค่าสมบัติทางกลค่าลดลงตามปริมาณของ BB ที่เพิ่มขึ้น โดยมีการศึกษาการใช้สาร PE-G-MA ในปริมาณ 3%, 5% และ 7% %wt เพิ่มเติมโดยเลือกใช้ BB ที่อัตราส่วน 30 %wt และ 40 %wt ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า อัตราส่วนไม้พลาสติกคอมโพสิต 70:30 %wt ที่มีสาร PE-G-MA 3 %wt มีค่าสมบัติทางกลสูงสุด แต่เมื่อเพิ่มปริมาณสาร PE-G-MA เป็น 5% และ 7% %wt ค่าสมบัติทางกลจะลดลงตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในอัตราส่วนไม้พลาสติกคอมโพสิต 60:40 %wt ค่าสมบัติทางกลกลับเพิ่มขึ้นตามปริมาณสาร PE-G-MA ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สูตรที่ดีที่สุดของไม้พลาสติกคอมโพสิตคือ อัตราส่วน Blend 60:40 %wt โดยใส่สาร PE-G-MA 7 %wt นอกจากนี้ การคำนวณต้นทุนผลิตภัณฑ์พบว่ามีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 31 …
การประเมินด้านพลังงานสำหรับการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, จันทร์จิรา ศรีทอง
การประเมินด้านพลังงานสำหรับการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, จันทร์จิรา ศรีทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แผนอนุรักษ์พลังงานในช่วงปี พ.ศ. 2561-2580 หรือ EEP 2018 ได้กำหนดเป้าหมายที่จะลดความเข้มการใช้พลังงานลงร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 2580 เมื่อเทียบกับ ปี พ.ศ. 2553 และภาคขนส่งเป็นสาขาเศรษฐกิจที่มีการใช้พลังงานสูง จึงกำหนดเป้าหมายลดการใช้พลังงานไว้ที่ร้อยละ 36 ของเป้าหมายพลังงานที่ต้องการลดทั้งหมด และได้บรรจุมาตรการการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า เป็นหนึ่งในมาตรการอนุรักษ์พลังงานภาคขนส่ง งานวิจัยนี้ศึกษาการประเมินปริมาณพลังงานเมื่อมีการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมถึงประเมินต้นทุนพลังงาน และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในปี พ.ศ. 2565 โดยขั้นตอนการทดสอบอัตราการใช้พลังงานเป็นไปตาม REGULATION (EU) No. 134/2014 ขับขี่บนแชสซีไดนาโมมิเตอร์ด้วยการใช้รูปแบบวัฏจักรการขับขี่มาตรฐาน WMTC, stage 2 ผลการทดสอบอัตราการใช้พลังงานของรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็น 9.5 เท่าของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สามารถประเมินต้นทุนพลังงาน และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในคิดเป็น 8.7 และ 4.9 เท่าของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตามลำดับ และผลของปริมาณพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครด้วยสัดส่วน 100% ของจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสมในปี พ.ศ. 2565 สามารถลดปริมาณพลังงานได้ 2,931,807,066 kWh/year และสามารถลดต้นทุนพลังงานรวมถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 12,535,425,318 บาท/ปี และ 653,310 tCO2e/year ตามลำดับ และเพื่อเพิ่มทางเลือกในการประเมินความเป็นไปได้และการกำหนดทิศทางของนโยบายให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้จึงได้เสนอการประเมินปริมาณพลังงาน รวมถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และต้นทุนพลังงาน เมื่อมีการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์ระดับประสิทธิภาพพลังงานเบอร์ 5 จากการวิเคราะห์ผลของอัตราการใช้พลังงานของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์เบอร์ 5 พบว่ามีอัตราการใช้พลังงานเป็น 2 เท่าของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านเกณฑ์เบอร์ 5 เมื่อมีการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์เบอร์ 5 พบว่า สามารถลดปริมาณพลังงาน รวมถึงต้นทุนพลังงานและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้น้อยกว่าการทดแทนด้วยด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านเกณฑ์เบอร์ 5 ประมาณ 2 เท่า
การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสานในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า: กรณีศึกษา บ้านสองแควพัฒนา จังหวัดเชียงราย, ธัญลักษณ์ เกตุโสภา
การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสานในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า: กรณีศึกษา บ้านสองแควพัฒนา จังหวัดเชียงราย, ธัญลักษณ์ เกตุโสภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสานในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า กรณีศึกษา บ้านสองแควพัฒนา จังหวัดเชียงราย โดยพิจารณาจากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเพิ่มจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของชุมชนที่มีอยู่เดิม แบ่งรูปแบบการติดตั้งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบระบบพลังงานน้ำเครื่องยนต์ดีเซล รูปแบบระบบพลังงานน้ำและแสงอาทิตย์ สำรองด้วยแบตเตอรี่ รูปแบบพลังงานน้ำและแสงอาทิตย์ สำรองด้วยแบตเตอรี่และเครื่องยนต์ดีเซล ด้วยวิธีวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ของโครงการ โดยใช้ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ อัตราผลตอบแทนทางการเงิน อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน และต้นทุนพลังงานไฟฟ้า รวมถึงพิจารณาผลประโยชน์จากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของระบบผลิตไฟฟ้า ผลการศึกษาพบว่าระบบพลังงานน้ำและแสงอาทิตย์ สำรองด้วยแบตเตอรี่มีความน่าลงทุนมากที่สุด มีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุนมากที่สุด คือ 1.15 และมีต้นทุนพลังงานต่อหน่วยต่ำที่สุด คือ 15.53 บาทต่อหน่วย และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 26,020 kgCO2eq/ปี ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การวิเคราะห์เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างแผงโซล่าเซลล์แบบหน้าเดียวและแบบสองหน้า บนทุ่นลอยน้ำในจังหวัดสระบุรี, วัลลภ ยอดเสนี
การวิเคราะห์เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างแผงโซล่าเซลล์แบบหน้าเดียวและแบบสองหน้า บนทุ่นลอยน้ำในจังหวัดสระบุรี, วัลลภ ยอดเสนี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการประเมินพลังงานไฟฟ้าจากการติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ แบบทุ่นลอยน้ำ กรณีที่เลือกติดตั้งแผงโซล่าเซลล์แบบหน้าเดียวและแบบสองหน้า พร้อมทั้งประเมินความคุ้มค่าการลงทุน ในลักษณะวิเคราะห์เปรียบเทียบพลังงานไฟฟ้ากับต้นทุนการลงทุนและดำเนินการที่แตกต่างกัน ข้อมูลในการออกแบบติดตั้งได้จากโครงการอ้างอิงภายในพื้นที่แหล่งน้ำ ณ จังหวัดสระบุรี เปรียบเทียบความคุ้มค่าการลงทุนด้วยตัวบ่งชี้ทางการเงิน ได้แก่ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าตลอดอายุโครงการ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ อัตราผลตอบแทนภายในและระยะเวลาคืนทุน จากผลการประเมินพบว่าพลังงานไฟฟ้าของการติดตั้งรูปแบบแผงโซล่าเซลล์แบบหน้าเดียว ตลอดอายุโครงการได้เท่ากับ 33,103,493 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ขณะที่รูปแบบแผงโซล่าเซลล์แบบสองหน้าได้เท่ากับ 34,136,578 กิโลวัตต์-ชั่วโมง เป็นพลังงานไฟฟ้าสูงกว่าแผงโซล่าเซลล์แบบหน้าเดียว ร้อยละ 3.12 ในส่วนผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความคุ้มค่าด้วยตัวชี้บ่งทางการเงิน สำหรับรูปแบบการติดตั้งด้วยแผงโซล่าเซลล์แบบหน้าเดียวและแบบสองหน้า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าตลอดอายุโครงการ เท่ากับ 1.33 และ 1.44 บาทต่อหน่วย มูลค่าปัจจุบันสุทธิ เท่ากับ 64,991,271 และ 64,843,834 บาท อัตราผลตอบแทนภายใน เท่ากับ ร้อยละ 33.34 และ 32.16 ระยะเวลาคืนทุน 3.41 และ 3.56 ปี ตามลำดับ บ่งบอกให้เห็นว่าแผงโซล่าเซลล์แบบหน้าเดียว มีความคุ้มค่าในการลงทุนมากกว่าแผงโซล่าเซลล์แบบสองหน้า สำหรับการติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ อ้างอิงรูปแบบและพื้นที่ติดตั้งจากโครงการ ณ จังหวัดสระบุรี
การประเมินวัฏจักรชีวิตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เทคโนโลยียานยนต์มลพิษต่ำในภาคขนส่งทางถนน, วิภาสพล อ่อนสอาด
การประเมินวัฏจักรชีวิตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เทคโนโลยียานยนต์มลพิษต่ำในภาคขนส่งทางถนน, วิภาสพล อ่อนสอาด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบเทคโนโลยียานยนต์และประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลตลอดอายุการใช้งาน ด้วยวิธีการประเมินวัฏจักรชีวิตด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น สำหรับการศึกษานี้จะเริ่มต้นจากประเมินวัฏจักรชีวิตเชื้อเพลิง (Fuel cycle) ตั้งแต่แหล่งกำเนิดของพลังงานเชื้อเพลิง ได้แก่ น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ น้ำมันดีเซล ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied petroleum gas) ก๊าซธรรมชาติอัด (Compressed natural gas) พลังงานไฟฟ้า และพลังงานไฮโดรเจน ไปสู่การขับเคลื่อนสำหรับยานยนต์สันดาปภายใน (Internal combustion engine vehicle) และยานยนต์ไฟฟ้า (Electric vehicle) ต่อมาประเมินวัฏจักรชีวิตของยานยนต์ (Vehicle cycle) ตั้งแต่การผลิตยานยนต์ไปสู่การกำจัดซาก จากนั้นจึงวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งวัฏจักรชีวิตเชื้อเพลิง และวัฏจักรชีวิตของยานยนต์ ซึ่งผลการศึกษาพบว่ายานยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง ยานยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (E0) ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (E0) และยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ มีศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรได้ถึงร้อยละ 33.15, 30.44, 13.85 และ 13.07 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายใน (E0) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานหลักในปัจจุบัน นอกจากเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่ปล่อยมลพิษต่ำแล้ว เชื้อเพลิงประเภทชีวภาพ เป็นแนวทางเลือกอย่างหนึ่งที่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การประเมินคลัสเตอร์เพื่อตั้งโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอยชุมชนกรณีศึกษาจังหวัดเชียงราย, อมรเทพ อรรถอาภา
การประเมินคลัสเตอร์เพื่อตั้งโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอยชุมชนกรณีศึกษาจังหวัดเชียงราย, อมรเทพ อรรถอาภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะทำให้เกิดความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 การแปลงของเสียเป็นพลังงาน (WtE) มีความสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว แต่ด้วยความซับซ้อนของขั้นตอนการจัดตั้งโรงไฟฟ้าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โครงการไม่บรรลุตามเป้าหมาย งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การประเมินจำนวนคลัสเตอร์ที่เหมาะสมของสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย 116 แห่งในจังหวัดเชียงรายเพื่อจัดตั้งโรงไฟฟ้า WtE บน 3 ฉากทัศน์ และประเมินศักยภาพกำลังการผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับปริมาณขยะ ใช้โปรแกรม QGIS คัดกรองสถานที่ฯ ซึ่งคำนึงถึงปัจจัยทางด้านสังคมและกฏหมายเป็นหลัก พบว่ามี 19 แห่งที่มีศักยภาพทำเลที่ตั้ง ใช้ซอฟต์แวร์ ออเรนจ์ กำหนดปริมาณคลัสเตอร์ที่เหมาะสมโดยเคมีนส์และค่าซิลลูเอท พบว่าการแบ่งเป็น 3 คลัสเตอร์เหมาะสมที่สุด และฉากทัศน์ขนส่งมีปริมาณขยะของ Outlier น้อยที่สุด ศักยภาพการผลิตไฟฟ้า 7.69 MWe รองมาคือฉากทัศน์ศูนย์กลาง 7.66 MWe และฉากทัศน์เชื้อเพลิง 7.57 MWe จากงานวิจัยมีข้อเสนอแนะว่าฉากทัศน์ขนส่งเหมาะสมที่สุดสำหรับจังหวัดเชียงรายเนื่องจากการขนาดกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าในแต่ละคลัสเตอร์มีการกระจายต่ำที่สุด, มีปริมาณขยะของสถานที่ฯที่เป็น outlier น้อยที่สุด อีกทั้งตำแหน่งที่ตั้งของโรงไฟฟ้าจะอยู่จุดที่เข้าถึงสะดวกที่สุดดังนั้นจะส่งผลกระทบต่อสังคมและชุมชนในแง่ของการสัญจรน้อยที่สุดด้วย
Correlation Between Meteorological Conditions, Pm2.5, And Covid-19 Mortality In Thailand, Viranphat Singrakphon
Correlation Between Meteorological Conditions, Pm2.5, And Covid-19 Mortality In Thailand, Viranphat Singrakphon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The appearance of a new strain of coronavirus led to a worldwide health crisis, affecting public health and economies globally, including Thailand since 2019. Previous research had suggested possible links between environmental factors and the surge in COVID-19 cases, but these connections remained uncertain. This study examined the ratios of indoor to outdoor (I/O) environments and investigated potential associations between fine particulate matter (PM2.5), meteorological conditions, and the Case Fatality Rate (CFR%) of COVID-19 in Bangkok and its surrounding metropolitan area from January to December 2021. Through Spearman’s Rank correlation analysis, the findings indicated a positive correlation between CFR% and …
Effects Of Tidal Variations On Nutrient Dynamics In The Chao Phraya River Estuarine Ecosystem, Korawee Khongmanont
Effects Of Tidal Variations On Nutrient Dynamics In The Chao Phraya River Estuarine Ecosystem, Korawee Khongmanont
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Chao Phraya River estuary is a coastal ecosystem that is very important for both ecological and economic services. Moreover, it is a very complex and constantly changing ecosystem due to pollution loading from human activities through the river freshwater runoff. On the other hand, the Chao Phraya River estuary is also polluted by the influence of tidal currents of the inner Gulf of Thailand. One of the most important and persistent problems in this ecosystem is eutrophication and its effects. Therefore, the present study is aimed to improve “how freshwater runoff and tidal phenomena are affecting nutrient dynamics in …
Fecal Microbiome In Lead-Exposed Industrial Workers, Chatchawan Praditwongsin
Fecal Microbiome In Lead-Exposed Industrial Workers, Chatchawan Praditwongsin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Lead exposure in industrial environments poses serious health risks. While its detrimental effects on human health are well-known, the connection between lead exposure and alterations in the fecal microbial community remains largely unexplored, highlighting a critical gap in our understanding of its wider health implications. This study explores the fecal microbiota of workers in a lead-utilizing factory, comparing individuals with blood lead levels (BLLs) above and below 3.06 µg/dL, and between those exposed to lead and those not exposed. The results demonstrate a strong correlation between lead exposure and BLLs, especially at levels below 3.06 µg/dL, with significant changes noted …
Ssvep-Bci In Augmented Reality In Realistic Environment, Bhuwit Chaiyarit
Ssvep-Bci In Augmented Reality In Realistic Environment, Bhuwit Chaiyarit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates Augmented Reality-based Steady-State Visual Evoked Potentials (AR-SSVEP) in Brain-Computer Interface (BCI) systems, utilizing Extended Filter Bank Canonical Correlation Analysis (Extended-FBCCA) for SSVEP recognition optimization across various frequencies in various scenarios. The 10 Hz stimulus consistently achieves the highest recognition accuracy. Frequency-specific variations at 12 Hz, 13 Hz, and 15 Hz highlight nuanced SSVEP responses. White stimuli yield PC-SSVEP recognition ranging from 68.32% to 81.98%, slightly outperforming AR-SSVEP-Controlled (63.59% to 73.23%). Red stimuli impact AR-SSVEP-Controlled less than PC-SSVEP, with recognition ranges of 68.65% to 76.30% and 67.97% to 76.72%, respectively. Comparisons show a general slight outperformance of PC-SSVEP, …
การจำลองกระบวนการผลิตไฮโดรเจนจากผักตบชวาโดยกระบวนการซูเปอร์คริติคัลวอเตอร์แก๊สซิฟิเคชั่นร่วมกับกระบวนการไตรรีฟอร์มมิ่ง, สิริกุล บุญเติม
การจำลองกระบวนการผลิตไฮโดรเจนจากผักตบชวาโดยกระบวนการซูเปอร์คริติคัลวอเตอร์แก๊สซิฟิเคชั่นร่วมกับกระบวนการไตรรีฟอร์มมิ่ง, สิริกุล บุญเติม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กระบวนการผลิตไฮโดรเจนจากผักตบชวาโดยกระบวนการซูเปอร์คริติคัลวอเตอร์แก๊สซิฟิเคชั่น (SCWG) ร่วมกับไตรรีฟอร์มมิ่ง (TR) ซึ่งประกอบด้วย ปฏิกิริยารีฟอร์มมิ่งด้วยไอน้ำยิ่งยวด (SR) ปฏิกิริยารีฟอร์มมิ่งด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (DR) และปฏิกิริยายาออกซิเดชันบางส่วน (PO) ซึ่งเป็นการรวมกันของปฏิกิริยาคายและดูดความร้อน ด้วยตัวกลางอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), น้ำ (H2O), และออกซิเจน (O2) ถูกนำมาเป็นสารตั้งต้นร่วมกัน และกระบวนการอื่นๆ ผ่านการจำลองการออกแบบกระบวนด้วยแบบจำลองเครื่องปฏิกรณ์เคมีแบบสมดุลด้วยโปรแกรม Aspen plus V.12.1 เพื่อหาแนวทางการออกแบบที่ดีที่สุด โดยเริ่มจากการแตกตัวชีวมวลเพื่อศึกษาหาผลิตภัณฑ์หลักของกระบวนการคือก๊าซสังเคราะห์ อันได้แก่ H2 และ CO แล้วศึกษาหาสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตแก๊สไฮโดรเจนผ่านกระบวนไบรีฟอร์มมิ่ง ซึ่งตัวแปรที่ศึกษามุ่งเน้นศึกษา ได้แก่ อุณหภูมิ, ความดัน, และความเข้มข้นของสารตั้งต้นที่ใช้ในกระบวนการผลิตไฮโดรเจน โดยที่สภาวะดำเนินการที่อุณหภูมิ 950 °C และความดัน 1 bar ได้ผลลัพธ์จากการจำลอง โดยมีเศษส่วนโมลของ H2 และ CO เท่ากับ 0.4773 และ 0.5227 ตามลำดับ และพัฒนาการออกแบบกระบวนการซูเปอร์คริติคัลวอเตอร์แก๊สซิฟิเคชั่นร่วมกับไตรรีฟอร์มมิ่งโดยที่สภาวะดำเนินการที่อุณหภูมิ 950 °C และความดัน 200 bar ได้ผลลัพธ์จากการจำลอง โดยมีเศษส่วนโมลของ H2 และ CO เท่ากับ 0.4536 และ 0.5212 ตามลำดับ
หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติบนถนนภายนอกอาคาร, ดิษณ์กร วานิชรัตนกุล
หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติบนถนนภายนอกอาคาร, ดิษณ์กร วานิชรัตนกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หุ่นยนต์เคลื่อนที่แบบขับเคลื่อนสี่ล้อโดยเฉพาะชนิดที่ใช้การขับเคลื่อนแบบ skid-steering เป็นหุ่นยนต์ที่ใช้มากนอกอาคาร หุ่นยนต์ประเภทนี้มีการลื่นไถลขณะทำการเลี้ยว ทำให้อยากต่อการควบคุม โดยเฉพาะหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่แบบอัตโนมัติ วิทยานิพนธ์นี้ออกแบบและสร้างหุ่นยนต์เพื่อใช้การขับเคลื่อนแบบ skid-steering และ ใช้วิธีการแยกจุดศูนย์กลางหมุนของแต่ละล้อหรือ Instantaneous Center of Rotation (Separated ICR) เพื่อลดปัญหาการลื่นไถล นอกจากนั้นจะใช้กล้องสเตอริโอร่วมกับระบบ V-SLAM (Visual Simultaneous Localization and Mapping) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเมื่อหุ่นยนต์เคลื่อนที่ไปตามพื้นผิวต่าง ๆ ผลลัพธ์จากการทดลองแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการชดเชยการลื่นไถลที่แตกต่างกันตามรัศมีการเลี้ยว ซึ่งจะพบว่าประเภทของพื้นผิวมีผลต่อวิธีการ Separated ICR ที่ใช้ในงานนี้น้อย ถึงแม้จะไม่สามารถประเมินความเสียดทานของพื้นผิวได้อย่างแม่นยำ ลักษณะของพื้นผิวไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการลดการไถล ทำให้วิธีการดังกล่าวเหมาะสมต่อการนำไปใช้งานจริงกับหุ่นยนต์เคลื่อนที่แบบขับเคลื่อนสี่ล้อ นอกจากนั้นได้มีการจำลองการทำงานการไถลของระบบบังคับเลี้ยวแบบไถลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลที่ได้ออกมาจากการจำลองการไถลถึงแม้จะไม่เหมือนกับผลการทดลองอย่างแม่นยำ แต่ก็มีแนวโน้มการไถลในลักษณะใกล้เคียงกัน ผลที่แตกต่างกันอาจเนื่องมาจากการจำลองความเสียดทานของพื้นผิวทำได้ค่อนข้างยาก แต่พื้นผิวที่งานวิจัยนี้สนใจแบบจำลองความเสียดทานมีผลไม่มากกับประสิทธิภาพของการชดเชยการลี่นไถล นอกจากนั้นวิทยานิพนธ์นี้ได้พัฒนาระบบ SLAM และระบบนำทางสำหรับใช้ภายนอกอาคารซึ่งสามารถใช้งานได้ดีในสภาพแวดล้อมระหว่างอาคารที่มีทางลาดและมีพื้นต่างระดับกัน
การป้องกันการเกิดออกไซด์ของโลหะดีบุกผสมบิสมัท 1% โดยน้ำหนัก, ภควัต พลมณี
การป้องกันการเกิดออกไซด์ของโลหะดีบุกผสมบิสมัท 1% โดยน้ำหนัก, ภควัต พลมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเกิดฟิล์มออกไซด์ในดีบุกผสมบิสมัท 1% โดยน้ำหนักบนแผ่นขัดเงาจากปรากฎการณ์ออกซิเดชัน ทำให้ประสิทธิภาพของผงขัดบนแผ่นขัดเงาลดลง เพื่อให้ทราบถึงอัตราการเกิดออกซิเดชันในสภาวะที่ถูกจำกัดปัจจัยการเกิดฟิล์มออกไซด์คือ ออกซิเจนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ความชื้นในอากาศเป็นต้น จึงได้ทำการหาอัตราการเกิดออกไซด์ที่เกิดขึ้นโดยเทคนิคทางเคมีไฟฟ้า และทำการหาชนิดของฟิล์มที่เกิดขึ้นด้วยเทคนิคโฟโตอิเล็กตรอนสเปกโตสโกปี ปัจจัยที่ส่งผลในการเกิดออกซิเดชันที่ได้ศึกษาในงานวิจัยชิ้นนี้คือ เวลา และสิ่งแวดล้อมที่จำกัดออกซิเจนที่อุณหภูมิห้อง ผลของการทดสอบออกซิเดชันมีดังนี้ ในบรรยากาศปกติความชื้น 28%-35% พบการเกิดออกซิเดชันที่เป็นไปตามกฎของพาราโบลาที่มีสมาการคือ x = 8.7041t0.14 โดยที่ x คือความหนาของฟิล์มและ t คือเวลาที่ใช้ทดสอบออกซิเดชัน ในบรรยากาศแก๊สอาร์กอน, สุญญากาศ, บิวเทน และที่ห่อด้วยพลาสติก ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยกฎพาราโบลา และมีแนวโน้มที่ฟิล์มจะมีความหนาน้อยกว่า แต่ต้องการเวลาในการทำการทดสอบมากกว่านี้เพื่อให้ได้ผลและแนวโน้มอัตราที่ชัดเจน ในการวิเคราะห์ผลจากเทคนิคโฟโตอิเล็กตรอนสเปกโตสโกปีในชิ้นงานที่ผ่านการทำออกซิเดชันในสุญญากาศและที่จัดเก็บด้วยการห่อพลาสติก พบว่าทั้งสองชิ้นงานโดยรวมแล้วมีชนิดของฟิล์มออกไซด์เป็นแบบเดียวกัน โดยจะประกอบไปด้วยไอออนของสารประกอบ SnO, SnO2, Sn(OH)2 และ Sn(OH)4 ซึ่งจากผลการทดลอง จะได้แบบจำลองของชั้นฟิล์มออกมาเป็นชั้น ๆ คือ ชั้นที่ 1 เป็นผิวนอกสุดมีออกไซด์ SnO2 และ Sn(OH)4 อยู่เป็นกลุ่มก้อนไม่สม่ำเสมอ (คลัสเตอร์) ชั้นที่ 2 เป็น SnO และ Sn(OH)2 ชั้นที่ 3 เป็น SnO2 และ Sn(OH)4
Loss Comparison Study Of Two-Level And Three-Level Inverters For Electric Vehicle Drives, Kaninnat Rosdee
Loss Comparison Study Of Two-Level And Three-Level Inverters For Electric Vehicle Drives, Kaninnat Rosdee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis investigates the efficiency of wide bandgap (WBG) semiconductor devices, specifically silicon carbide (SiC) and gallium nitride (GaN), in electric vehicle (EV) traction drive systems using two-level and three-level voltage source inverters (VSIs). The research aims to compare power losses and efficiency improvements by employing WBG devices in the inverters. Simulation results demonstrate that WBG devices significantly reduce conduction and switching losses in both inverter topologies compared to conventional silicon insulated-gate bipolar transistors (Si-IGBTs). SiC MOSFET, in particular, shows over 40% reduction in conduction losses and over 60% reduction in switching losses, leading to an overall efficiency improvement of …
การวิเคราะห์ผลกระทบของค่าส่งผ่านไฟฟ้าที่มีต่ออัตราค่าไฟฟ้าฐานในประเทศไทย, ภูรินทร์ ขำสุวรรณ
การวิเคราะห์ผลกระทบของค่าส่งผ่านไฟฟ้าที่มีต่ออัตราค่าไฟฟ้าฐานในประเทศไทย, ภูรินทร์ ขำสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงสร้างอัตราไฟฟ้าที่จะต้องสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงจากการลงทุนสินทรัพย์ การจัดหาพลังงานไฟฟ้า และเรียกเก็บในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรม อย่างไรก็ตามในการจัดเก็บอัตราค่าไฟฟ้าจากประชาชนอาจยังไม่สะท้อนถึงต้นทุนอย่างชัดเจน เช่น ต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบส่ง และระบบจำหน่าย อีกทั้งยังมีโครงสร้างกิจการไฟฟ้าที่เป็นแบบผูกขาด ซึ่งอาจไม่ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพให้การจัดหาไฟฟ้าได้ วิทยานิพนธ์นี้จึงได้วิเคราะห์การคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าด้วยวิธีที่สะท้อนถึงต้นทุนที่ชัดเจนมากขึ้น โดยพิจารณาถึงอัตราค่าไฟฟ้าแยกตามเขตพื้นที่เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนของการไฟฟ้าแต่ละพื้นที่มากขึ้น และได้สร้างสมมติฐานให้มีการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประชาชนและบริษัทเอกชน เพื่อให้เกิดการแข่งขันในตลาดซื้อขายไฟฟ้า โดยจะวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าจะเรียกเก็บจากประชาชน พร้อมทั้งมีการกำหนดแนวทางกำกับดูแลอัตราค่าไฟฟ้าในกรณีที่มีบุคคลที่สามเข้ามาในตลาดให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น