Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Chemical Engineering (656)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Industrial Engineering (372)
- Electrical and Computer Engineering (357)
-
- Operational Research (307)
- Civil Engineering (274)
- Construction Engineering and Management (274)
- Electrical and Electronics (264)
- Physical Sciences and Mathematics (246)
- Computer Engineering (242)
- Computer Sciences (235)
- Environmental Engineering (161)
- Materials Science and Engineering (118)
- Mechanical Engineering (102)
- Applied Mechanics (101)
- Engineering Mechanics (100)
- Engineering Science and Materials (100)
- Petroleum Engineering (88)
- Power and Energy (86)
- Polymer Science (40)
- Biomedical Engineering and Bioengineering (39)
- Geological Engineering (39)
- Metallurgy (39)
- Mining Engineering (39)
- Risk Analysis (38)
- Hydraulic Engineering (37)
- Nuclear Engineering (33)
- Nanoscience and Nanotechnology (24)
Articles 301 - 330 of 2554
Full-Text Articles in Engineering
การเตรียมและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุเชิงประกอบอะลูมินา-เรซินที่ขึ้นรูปด้วยการพิมพ์สามมิติแบบดิจิทัลไลท์โปรเซสซิงสำหรับงานด้านทันตกรรม, หัสวรรษ กันแก้ว
การเตรียมและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุเชิงประกอบอะลูมินา-เรซินที่ขึ้นรูปด้วยการพิมพ์สามมิติแบบดิจิทัลไลท์โปรเซสซิงสำหรับงานด้านทันตกรรม, หัสวรรษ กันแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัสดุเรซินได้รับความนิยมในงานทันตกรรม เนื่องจากการขึ้นรูปที่สะดวกและมีสมบัติคล้ายฟันธรรมชาติ การวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของการใช้ผงอะลูมินาที่มีขนาดอนุภาคต่างกันเพื่อปรับปรุงสมบัติของวัสดุเรซินสำหรับโฟโตพอลิเมอร์ โดยพัฒนาวัสดุเชิงประกอบอะลูมินา-เรซินด้วยกระบวนการพิมพ์สามมิติแบบดิจิทัลไลท์โปรเซสซิง โฟโตพอลิเมอร์เรซินมีสัดส่วน 100, 90, 85 และ 80 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร โดยเติมอนุภาคอะลูมินาขนาด 0.4, 0.7 และ 2 ไมครอน ผลการทดสอบความหนืดพบว่าวัสดุเชิงประกอบที่เหมาะสมคือโฟโตพอลิเมอร์เรซิน 85 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร และอะลูมินา 15 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร โดยใช้เครื่องพิมพ์สามมิติแบบดิจิทัลไลท์โปรเซสซิง การวิเคราะห์สมบัติต่างๆ แสดงให้เห็นว่าชิ้นงานตัวอย่างที่มีอนุภาคอะลูมินาขนาด 0.7 ไมครอน มีความโปร่งแสงสูงที่สุดและการเปลี่ยนแปลงสีบนผิวชิ้นงาน (วัดจากพื้นหลังสีดำ-ขาวได้ค่าต่ำที่สุด 3.91) ในขณะที่อนุภาคขนาด 0.4 ไมครอนมีความโปร่งแสงต่ำสุด (0.90) สำหรับความต้านแรงดัดวัสดุที่มีอนุภาค 0.7 ไมครอนแสดงค่าความต้านแรงดัดสูงสุดที่ 80.86 MPa ขณะที่อนุภาคขนาด 2 ไมครอนแสดงความต้านแรงดัดต่ำสุดที่ 55.04 MPa ขนาดของอนุภาคอะลูมินามีผลสำคัญต่อสมบัติของวัสดุเชิงประกอบอะลูมินา-เรซินในงานทันตกรรม นอกจากนี้ การทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์แสดงให้เห็นว่าวัสดุนี้มีความใกล้เคียงกับวัสดุเรซินทันตกรรมทางการค้า ซึ่งบ่งชี้ถึงศักยภาพในการพัฒนาและใช้งานในอนาคต
การแปลงแผนภาพเครื่องสถานะเชิงพร้อมกันให้เป็นนูเอ็สเอ็มวี, นนทวิชญ์ มากจันทร์
การแปลงแผนภาพเครื่องสถานะเชิงพร้อมกันให้เป็นนูเอ็สเอ็มวี, นนทวิชญ์ มากจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบเชิงพร้อมกันเป็นระบบที่มีมากกว่าหนึ่งสายโยงใยซึ่งสามารถสลับกันทำงานระหว่างสายโยงใยโดยที่ไม่ต้องรอให้กระบวนการในสายโยงใยใดกระบวนการหนึ่งให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งระบบเชิงพร้อมกันมักพบในระบบที่มีความซับซ้อน มีหลายงานที่ต้องดำเนินการและสายโยงใยที่ดำเนินงานนั้นอาจมีปฏิสัมพันธ์กัน เช่น เข้าถึงหน่วยความจำเดียวกัน เป็นต้น หนึ่งในวิธีที่สามารถอธิบายระบบเชิงพร้อมกันคือการใช้แผนภาพเครื่องสถานะซึ่งเป็นแผนภาพตามมาตรฐานยูเอ็มแอลรุ่น 2.5 แต่เนื่องจากแผนภาพเครื่องสถานะของระบบเชิงพร้อมกันไม่สามารถนำมาใช้ในการทวนสอบได้ เนื่องจากพฤติกรรมของระบบเชิงพร้อมกันมีรูปแบบเชิงไม่กำหนด งานวิจัยจึงเล็งเห็นประโยชน์ในการพัฒนาเครื่องมือแปลงแผนภาพเครื่องสถานะเป็นโค้ดนูเอ็สเอ็มวี ซึ่งเป็นการแปลงแผนภาพเครื่องสถานะของระบบเชิงพร้อมกันให้อยู่ในรูปของแบบจำลองเชิงรูปนัยให้สามารถทำการทวนสอบได้ โดยเปรียบเทียบและวิเคราะห์ระหว่างองค์ประกอบของแผนภาพเครื่องสถานะของระบบเชิงพร้อมกันตามมาตรฐานยูเอ็มแอลรุ่น 2.5 กับองค์ประกอบของนูเอ็สเอ็มวี แล้วนิยามกฏการแปลงแผนภาพเครื่องสถานะของระบบเชิงพร้อมกันให้เป็นนูเอ็สเอ็มวีเพื่อใช้ในการพัฒนาเครื่องมือการแปลง จากนั้นจึงพัฒนาเครื่องมือการแปลง สร้างแบบจำลองซึ่งเป็นกรณีศึกษาของระบบเชิงพร้อมกันที่อยู่ในรูปของแผนภาพเครื่องสถานะ สร้างข้อกำหนดเชิงรูปนัยที่ใช้ในการทวนสอบกรณีศึกษา และนำเครื่องมือการแปลงมาใช้ในการแปลงแบบจำลองกรณีศึกษาให้เป็นแบบจำลองเชิงรูปนัยนูเอ็สเอ็มวี แล้วทำการทวนสอบด้วยข้อกำหนดเชิงรูปนัยบนนูเอ็มเอ็มวี กระบวนการวิจัยและพัฒนาทั้งหมดที่กล่าวมาพบว่าผู้วิจัยสามารถแปลงแบบจำลองในรูปของแผนภาพเครื่องสถานะให้ป็นแบบจำลองเชิงรูปนัยและเห็นพฤติกรรมของการทำงานของระบบเชิงพร้อมกัน รวมถึงทวนสอบพฤติกรรมของระบบและได้ผลลัพธ์จากการทวนสอบที่เป็นไปตามข้อกำหนดเชิงรูปนัย
การสร้างแอนิเมชัน 3 มิติ ของใบหน้าขณะพูดภาษาไทยสําหรับใช้ในการพัฒนาเกม, ภัทรานิษฐ์ มุสิกะประยูร
การสร้างแอนิเมชัน 3 มิติ ของใบหน้าขณะพูดภาษาไทยสําหรับใช้ในการพัฒนาเกม, ภัทรานิษฐ์ มุสิกะประยูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงงานมหาบัณฑิตนี้จึงเสนอวิธีการสร้างแอนิเมชัน 3 มิติ ของใบหน้าขณะพูดภาษาไทยสำหรับใช้ในการพัฒนาเกม ในการสร้างแบบจำลองเพื่อทำนายการเคลื่อนไหวของใบหน้าขณะพูดภาษาไทย ได้ใช้ชุดข้อมูลออดิโอวิชวล TSynC-3miti: Audiovisual Speech Synthesis Database from Found Data ร่วมกับแนวคิดจาก งานวิจัย A Decision Tree Framework for Spatiotemporal Sequence Prediction ที่ได้เสนอวิธีการสำหรับการทำนายลำดับข้อมูลที่มีจำนวนมิติสูงและต่อเนื่อง โดยใช้เทคนิคการแบ่งย่อยด้วยหน้าต่างเลื่อนร่วมกับวิธีการรวมกลุ่มของต้นไม้ตัดสินใจ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างแอนิเมชันสำหรับการพูดได้ ในการทำนายการเคลื่อนไหวของใบหน้าขณะพูดภาษาไทยในโครงงานมหาบัณฑิตนี้ จะใช้ข้อมูลนำเข้าเป็นลำดับของสัญลักษณ์โฟเนติก จากจึงต้องมีการเตรียมชุดข้อมูลใหม่จากชุดข้อมูลออิดิโอวิชวล TSynC-3miti จากนั้นนำชุดข้อมูลไปฝึกสอนโมเดล และพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างแอนิเมชัน โดยเป็นรูปแบบของส่วนเสริมสำหรับใช้ในเกมเอนจิน Unreal Engine โดยรับอินพุตเป็นข้อความภาษาไทย และจะได้ค่าการเคลื่อนไหวใบหน้ามาอ้างอิงบนใบหน้าของตัวละครในแต่ละช่วงเวลา ผลลัพธ์ของการทำงานของส่วนเสริมนี้จะได้เป็นแอนิเมชัน 3 มิติของโมเดลตัวละคร MetaHuman ที่สามารถพูดภาษาไทยได้อย่างสมจริง โดยผลการทดสอบพบว่าแอนิเมชันมีความสมจริงจากมุมมองทั้งหน้าตรงและหน้าเอียง โดยมุมมองหน้าเอียงดูสมจริงมากกว่า และการออกเสียงแต่ละโฟเนติกมีความสมจริงเช่นกัน
การปรับปรุงประสิทธิภาพและยกระดับระบบบริการทางการเงินผ่านการบูรณาการ Olap และ Oltp, ชนม์ชนก วงศ์อภัย
การปรับปรุงประสิทธิภาพและยกระดับระบบบริการทางการเงินผ่านการบูรณาการ Olap และ Oltp, ชนม์ชนก วงศ์อภัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบการเงินในปัจจุบันต้องเผชิญกับการจัดการข้อมูลจำนวนมากในแต่ละวัน เช่น การสั่งซื้อสินค้า การชำระเงิน และการเติมเงินเข้าสู่ระบบ ซึ่งต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็วและความถูกต้องแม่นยำ ระบบดั้งเดิมที่ใช้ฐานข้อมูลประเภท OLTP ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการประมวลผลธุรกรรมแบบเรียลไทม์ แต่เมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มมากขึ้น ระบบเริ่มประสบกับข้อจำกัดในด้านประสิทธิภาพ การใช้ทรัพยากรสูง และความซับซ้อนในการตรวจสอบข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องรองรับการทำงานพร้อมกันของหลายบริการ ทำให้ระบบต้องรับภาระที่มากขึ้นและส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการเรียกดูข้อมูล โครงการนี้จึงมุ่งเน้นการออกแบบและพัฒนาระบบใหม่ที่ผสานความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเข้ากับการประมวลผลธุรกรรมแบบเรียลไทม์ เพื่อลดข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพและปรับปรุงการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ระบบที่ออกแบบใหม่นี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน ช่วยให้การจัดทำรายงานและการตรวจสอบธุรกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว โดยระบบสามารถดึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ แนวทางการบูรณาการระหว่างการประมวลผลแบบ OLTP และการจัดการข้อมูลแบบ OLAP ที่นำเสนอในโครงการนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระการทำงานของฐานข้อมูล แต่ยังทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความซับซ้อนสูงสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โครงการยังได้พัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับการเรียกดูข้อมูลโดยอิงจากแบบจำลองข้อมูล (Data Model) ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลได้เองผ่านส่วนต่อประสานที่ใช้งานง่าย ไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านฐานข้อมูล แอปพลิเคชันนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นภาพรวมของข้อมูล เลือกวิเคราะห์ในเชิงลึก และสร้างรายงานได้อย่างคล่องตัว จากการศึกษาและทดลองพบว่าการใช้งานฐานข้อมูลประเภท OLAP ร่วมกับ OLTP ช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียกดูข้อมูลที่มีปริมาณมากและซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของฐานข้อมูลดังเดิมที่เป็นประเภท OLTP ดังนั้นโครงการนี้จึงสามารถแก้ไขปัญหาที่พบในระบบเดิม ด้วยระบบที่สามารถดึงข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง พร้อมแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ด้วยตนเอง เพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำและคล่องตัว
การบริหารจัดการอาคารคาร์บอนต่ำ: ยุทธศาสตร์เพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร, จิรายุ รัตตประดิษฐ์
การบริหารจัดการอาคารคาร์บอนต่ำ: ยุทธศาสตร์เพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร, จิรายุ รัตตประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้พลังงานในอาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ก่อให้เกิดความท้าทายสำคัญต่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ระบุว่า อาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ ใช้พลังงานเฉลี่ย 225 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตรต่อปี ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ส่งผลให้การจัดการพลังงานในอาคารเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การศึกษานี้ใช้แนวทางเชิงบูรณาการในการรวบรวมข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการอาคาร และการสำรวจพื้นที่จริงในกรุงเทพมหานคร โดยเน้นอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีการใช้พลังงานสูง กระบวนการศึกษารวมถึงการวิเคราะห์ระบบจัดการพลังงาน ระบบน้ำ ระบบแสงสว่าง และการจัดการขยะ พร้อมทั้งการเสนอแนะแนวทางปรับปรุงที่สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน เช่น LEED และ TREES ผลการศึกษาพบว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ เช่น IoT ระบบเซ็นเซอร์ และระบบควบคุมอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดค่าใช้จ่าย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การจัดการน้ำ การใช้วัสดุรีไซเคิล และการส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอาคาร ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร รวมถึงสร้างความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว และผลการศึกษานี้สามารถเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการจัดการอาคารเชิงพาณิชย์ เพื่อความยั่งยืนในมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในอนาคต
การพัฒนาระบบสำหรับการวิเคราะห์ความต้องการด้านความสามารถของผู้จัดการโครงการซอฟต์แวร์ในประเทศไทยตามกรอบงานพัฒนาความสามารถด้านการจัดการโครงการ, ธัญญา ธารากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อาชีพการบริหารโครงการในประเทศไทยได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีบุคคลจำนวนมากที่ประกอบอาชีพนี้อยู่ในปัจจุบันและอีกหลายคนที่ต้องการเข้ามาทำงานในสายอาชีพนี้ ความท้าทายหลักที่บุคลากรเหล่านี้พบคือการขาดแหล่งข้อมูลที่สามารถให้ความรู้เกี่ยวกับเส้นทางการเติบโตในอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านทักษะและความสามารถที่จำเป็นต่อความสำเร็จในการทำงาน งานวิจัยนี้มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยใช้กรอบการพัฒนาความสามารถของผู้จัดการโครงการ หรือ เฟรมเวิร์กพีเอ็มซีดี (Project Manager Competency Development Framework หรือ PMCD Framework) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการจัดการโครงการ หรือ PMI ที่แบ่งความสามารถออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ความสามารถเชิงความรู้ (Knowledge Competence) ความสามารถเชิงปฏิบัติการ (Performance Competence) และความสามารถทางบุคลากร (Personal Competence) โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้ที่สนใจในสายอาชีพผู้จัดการโครงการสามารถค้นคืนความสามารถที่เป็นที่ต้องการในตลาดงานของประเทศไทยในเอกสารรับสมัครงานได้ โดยใช้คำค้นสารสนเทศที่อ้างอิงมาจากพีเอ็มซีดีและพจนานุกรมของกูเกิล และนำผลลัพธ์ที่ได้มาทำการวิเคราะห์ว่าความสามารถใดเป็นที่ต้องการของผู้จ้างงาน ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลนี้จะทำให้ทราบถึงความต้องการด้านความสามารถของผู้จัดการโครงการซอฟต์แวร์ในประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถที่สำคัญและจำเป็นต่อสายอาชีพผู้จัดการโครงการ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่ประกอบอาชีพการจัดการโครงการและผู้ที่มีความสนใจจะเข้ามาประกอบอาชีพในสายงานนี้ได้มีแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาตนเองต่อไปอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: กรณีศึกษากรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, เจษฎาพร รอดพิพัฒน์
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: กรณีศึกษากรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, เจษฎาพร รอดพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางในระดับโลกและเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกประเทศต้องเผชิญ การบริหารจัดการและการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการบริหารจัดการที่สร้างสรรค์และปรับตัวให้สถานการณ์ต่าง ๆ ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบโมเดลการวัดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรในกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จำนวน 173 คน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้แทนภาครัฐ ผู้แทนภาคประชาชน และผู้แทนภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการยืนยันตัวบ่งชี้องค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่าภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) จินตนาการ (2) วิสัยทัศน์ (3) ยืดหยุ่น (4) การกระจายอำนาจ และ (5) การสร้างผู้นำ จากผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า “วิสัยทัศน์” มีความสำคัญสูงสุดในการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
Green Urbanisam And Human Well-Being In Developing Countries, Phenphit Boonhor
Green Urbanisam And Human Well-Being In Developing Countries, Phenphit Boonhor
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the relationship between green urbanism and human well-being in developing countries, focusing on the influence of individual and cultural values on the utilization of urban green spaces (UGS). As rapid urbanization transforms cities, there is a pressing need to address the environmental and health challenges that arise, particularly in regions with limited infrastructure and resources. The research highlights significant disparities between developed and developing nations regarding sustainability efforts, with developing countries facing increasing urban population growth alongside declining environmental conditions. Through a comprehensive literature review and empirical analysis, this study aims to elucidate how cultural perspectives on …
การพัฒนาแนวทางในการจัดทำกรอบการปล่อยสินเชื่อสีเขียวเพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ศราวุธ โชคโสม
การพัฒนาแนวทางในการจัดทำกรอบการปล่อยสินเชื่อสีเขียวเพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ศราวุธ โชคโสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการจัดทำกรอบการปล่อยสินเชื่อสีเขียว และข้อกำหนดในการเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว (Green loans) เพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และ 2) สร้างความรู้ความเข้าใจและสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงการเงินสีเขียวเพื่อความยั่งยืน โดยการทบทวน ศึกษาข้อมูลทุติยภูมิทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเส่วนเสีย (Stakeholder) อย่างน้อย 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และกลุ่มนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แนวทางเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว และข้อกำหนดในการพิจารณาสินเชื่อสีเขียว (Green loans) ผู้ประกอบการ SMEs ต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นตามเกณฑ์ธนาคารพาณิชย์ กำหนด ได้แก่ ผลประกอบการมีกำไร ไม่มีประวัติเสียหายทางการเงิน จากนั้นจะใช้หลักการเชื่อสีเขียว (Green loan principle : GLP) และมาตรฐานการแบ่งประเภทกิจกรรมตามสี Thailand taxonomy มาเป็นเกณฑ์การคัดเลือกโครงการการ อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ จะมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ได้ เช่น กิจกรรมจากอุตสาหกรรม Brown เป็น Less Brown เป็นต้น
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์กรณีศึกษา ระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา, รัชดาภรณ์ พัฒนโภครัตนา
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์กรณีศึกษา ระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา, รัชดาภรณ์ พัฒนโภครัตนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันของระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ต่อการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ของระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา โดยมีพื้นที่ศึกษาครอบคลุมชายฝั่ง 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลเขารูปช้าง ตำบลเกาะแต้ว ตำบลนาทับ ตำบลตลิ่งชัน และตำบลสะกอม มีระยะทางตามแนวชายฝั่งประมาณ 38.51 กม. ในการศึกษาครั้งนี้ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ โดยใช้โปรแกรม Digital Shoreline Analysis System และวิธี End Point Rate วิเคราะห์หาอัตราการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ร่วมกับการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายออร์โธสี และภาพถ่ายจากดาวเทียม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538-2566 รวมระยะเวลา 28 ปี ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ชายฝั่งทะเลส่วนใหญ่ของระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่คงสภาพ มีอัตราการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งเฉลี่ย 0.82 เมตรต่อปี มีอัตราการทับถมสูงสุด 18.9 เมตรต่อปี และมีอัตราการกัดเซาะสูงสุด 3.93 เมตรต่อปี โดยโครงสร้างป้องกันชายฝั่งซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งที่สำคัญได้แก่ เขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำนาทับ และเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำสะกอม ทำให้เกิดการทับถมของตะกอนด้านทิศใต้ และการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงด้านทิศเหนือ คือ 0.879 กม. และ 3.991 กม. ตามลำดับ
Exploring Sustainable Initiatives, Innovations, And Challenges In Sports Sustainability : A Case Study Of The Olympic Games, Suwanna Silpaarcha
Exploring Sustainable Initiatives, Innovations, And Challenges In Sports Sustainability : A Case Study Of The Olympic Games, Suwanna Silpaarcha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The progress of sustainability in sports mega-events have been more prominent than ever due to its substantial impact on society, the economy, and the environment. The Olympic Games’ immense magnitude has sparked apprehensions regarding their ecological and societal ramifications—increased energy usage and waste, transportation demands, new infrastructural constructions—which all have significant impacts on the environment and carbon emissions. Because of this, the IOC, host cities, and related sports authorities are constantly evolving and seeking innovative solutions towards sustainability while overcoming challenges faced. Given the importance of sustainable development in sports, this study examines sustainable approaches and solutions adopted by the …
Development Of Titanate-Based High-Entropy Perovskite Oxides For High-Energy Density Capacitor, Ketkaeo Bunpang
Development Of Titanate-Based High-Entropy Perovskite Oxides For High-Energy Density Capacitor, Ketkaeo Bunpang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The development of dielectric materials with suitable properties for high-energy density capacitors is essential for the advancement of future electronic technologies. This study focuses on the effects of substituting monovalent and trivalent ions at the A and B sites in high-entropy perovskite oxide structures based on titanates. (A'0.2A"0.2Ba0.2Ca0.2Sr0.2)(Ti1-xMex)O3 (A' = Na+, K+, A" = Bi3+, La3+, Me = Zr4+, (Mg1/3Nb2/3)4+, x = 0.00–0.2) compounds were synthesized using the solid-state reaction method. The results revealed that compounds containing Bi3+ exhibited a high dielectric constant (~3000), low dielectric loss (~0.1), and stable relaxor ferroelectric behavior. In contrast, compounds containing La3+ displayed linear …
Virtual Reality Of Labless Machining For Next Industrial Training, Ravee Bunduwongse
Virtual Reality Of Labless Machining For Next Industrial Training, Ravee Bunduwongse
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to utilize Virtual Reality (VR) technology to develop an industrial training application with content focusing on Machining operation using lathe machine. The focus of the study is to present the content being taught in manufacturing laboratory classes about lathe machining operations in the virtual world. Development tools include Unity game engine and 3D modeling using Blender. Machining operations demonstrated within this application includes turning, facing, chamfering, grooving, internal and external threading. With 17 out of 18 operations represented in accordance to the actual teaching material, with only external threading deviating from applying threading using the lathe machine …
Virtual Reality Of Labless Welding For Next Industrial Training, Suphakit Anonglekha
Virtual Reality Of Labless Welding For Next Industrial Training, Suphakit Anonglekha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research introduces an innovative Virtual Reality (VR) application designed to educate users on Welding operations. Its main goals include creating a realistic and immersive learning environment that is also safe. The development process involved the integration of multiple technologies, leveraging the Unity engine and 3D sculpting, all based on extensive research. With all of the type of weld works found in the welding laboratory represented, except the workpiece and electrode material, the VR application accuracy rating is calculated to 94%. The study's significance lies in its contribution to virtual education, especially in fields that require hands-on experience. The VR …
การพัฒนาระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศสำหรับผู้อยู่อาศัยโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, ภานุวัฒน์ โรจน์ณรงค์
การพัฒนาระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศสำหรับผู้อยู่อาศัยโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, ภานุวัฒน์ โรจน์ณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการสื่อสารข้อมูลมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยพัฒนาให้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อความสะดวกสบายของมนุษย์มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังนำมาประยุกต์ใช้กับระบบต่างๆ มากมาย อาทิเช่น การเกษตร อุสาหกรรมโรงงาน รวมไปถึงที่พักอาศัย แต่เนื่องด้วยอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังได้ รวมทั้งยังมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบ อาทิเช่น รูปแบบการส่งที่ต้องสอดคล้องกับปริมาณข้อมูล ระยะทางและสภาพแวดล้อมในการส่งข้อมูล และข้อจำกัดด้านแหล่งพลังงานที่ติดตั้งเข้าไป ดังนั้นวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงนำเสนอการเปรียบเทียบคุณสมบัติและประสิทธิภาพชองการสื่อสารข้อมูลจำนวนสามรูปแบบ ได้แก่ การสื่อสารข้อมูลแบบบรูทูธ (Bluetooth) การสื่อสารข้อมูลแบบวายฟาย (Wi-Fi) และการสื่อสารข้อมูลแบบลอรอ (LoRa) ผ่านอุปกรณ์การสื่อสารชนิด Heltech ESP32 LoRa ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยพิจารณาถึงการใช้พลังงานในการสื่อสารข้อมูล (Energy consumption) และค่าความเข้มของสัญญาณ (Signal Intensity) ในรูปแบบของดัชนีความดังของเสียงที่ได้ยินหรือ Received Signal Strength Indicator (RSSI) รวมไปถึงการพิจารณาระยะทางสูงสุดที่ข้อมูลยังสามารถสื่อสารซึ่งกันและกันได้ โดยผลลัพธ์จากการทดลองพบว่า การสื่อสารข้อมูลแบบบลอราใช้พลังงานในการส่งข้อมูลแต่ละครั้งน้อยที่สุดซึ่งน้อยกว่าการสื่อสารแบบบรูทูธที่มีการใช้พลังงานในการส่งมากที่สุดถึงเกือบ 4 เท่า ทั้งนี้ การพิจารณาค่าความเข้มของสัญญาณพบว่าในระยะทางเท่ากันการสื่อสารแบบบรูทูธมีค่าความเข้มของสัญญาณมากที่สุด ตามมาด้วยการสื่อสารแบบวายฟายและลอราตามลำดับ ในทางกลับกันการสื่อสารแบบบรูทูธมีความสามารถในการส่งข้อมูลระหว่างภาคส่งข้อมูลและภาครับข้อมูลสั้นที่สุดอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับการสื่อสารลอราที่สามารถส่งข้อมูลได้ระยะทางไกลที่สุดอีกด้วย
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมตะกั่วในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชวิศา สถิรวิสาลกิจ
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมตะกั่วในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชวิศา สถิรวิสาลกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตะกั่วเป็นโลหะนอกกลุ่มเหล็กที่มีการใช้งานมากที่สุดชนิดหนึ่ง ในประเทศไทยนั้นอุตสาหกรรมตะกั่วที่สำคัญประกอบด้วยการหลอมและผลิตตะกั่วบริสุทธิ์และการผลิตแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด ตะกั่วเป็นโลหะหนักที่มีความอันตราย เมื่อแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมจะสามารถสะสมและทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อระบบนิเวศรวมถึงสุขภาพของมนุษย์ได้ การจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมตะกั่วอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก งานวิจัยนี้จึงได้ทำการศึกษาปริมาณและเส้นทางการไหลของเสียและการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมตะกั่วในประเทศไทย พ.ศ. 2560 - 2563 และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียโดยใช้หลักการวิเคราะห์การไหลของวัสดุและการประเมินวัฏจักรชีวิตด้วยซอฟต์แวร์ STAN และ SimaPro อีกทั้งยังมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของทางเลือกการจัดการของเสีย ผลการศึกษาพบว่ากากตะกอนจากการบำบัดน้ำเสียที่มีสารอันตราย (รหัส 19 08) มีปริมาณมากที่สุด ของเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมดส่วนใหญ่ถูกนำไปจัดการโดยการฝังกลบอย่างปลอดภัยเมื่อทำการปรับเสถียรหรือทำให้เป็นก้อนแข็งแล้ว (รหัส 073) เมื่อทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการกำจัดของเสีย (รหัส 07) พบว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศทางทะเล ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศระบบนิเวศน้ำจืด ความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และความเป็นพิษที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ จากสถานการณ์ทางเลือกในการจัดการของเสียพบว่าการรีไซเคิลของเสียบางส่วนส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่การเผาทำลายของเสียก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมสูงที่สุด
การประเมินวิธีการหาค่าความถี่น้ำท่ารายปีสูงสุดจากข้อมูลน้ำฝนตรวจวัดรายวันในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน, ชิดสุมน ศศิรัตน์
การประเมินวิธีการหาค่าความถี่น้ำท่ารายปีสูงสุดจากข้อมูลน้ำฝนตรวจวัดรายวันในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน, ชิดสุมน ศศิรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าความถี่น้ำท่ารายปีสูงสุดจากข้อมูลน้ำฝนตรวจวัดรายวัน 2 วิธี ได้แก่ วิธีน้ำท่าสูงสุดจากแบบจำลองและวิธีความถี่น้ำฝน กับค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดที่ได้จากข้อมูลน้ำท่าตรวจวัดโดยตรง (วิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัด) เนื่องจากการวิเคราะห์ค่าความถี่น้ำท่ามีความสำคัญต่อการประเมินความเสี่ยงจากอุทกภัยและการออกแบบโครงสร้างทางชลศาสตร์ ในการศึกษานี้ได้ทำการวิเคราะห์ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดจากวิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัด, วิธีน้ำท่าสูงสุดจากแบบจำลอง และวิธีความถี่น้ำฝน โดยใช้ข้อมูลตรวจวัดจากสถานีน้ำท่าและสถานีน้ำฝน แล้วทำการวิเคราะห์ความถี่น้ำท่ารายปีสูงสุดและความถี่น้ำฝนรายวันสูงสุดจากฟังก์ชันการแจกแจงความน่าจะเป็นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละสถานีน้ำท่าและสถานีน้ำฝน ที่ผ่านการทดสอบด้วยแผนภาพอัตราส่วนโมเมนต์เชิงเส้น อีกทั้งในการศึกษานี้ได้ประยุกต์ใช้แบบจำลอง HEC-HMS ในการจำลองกระบวนการน้ำฝน-น้ำท่า เพื่อจำลองปริมาณน้ำท่ารายวันสำหรับวิธีน้ำท่าสูงสุดจากแบบจำลอง และจำลองความถี่น้ำท่าสูงสุดสำหรับวิธีความถี่น้ำฝน ซึ่งแบบจำลองนี้ได้ผ่านกระบวนการทดสอบความอ่อนไหว และผ่านการปรับเทียบและสอบทานแบบจำลองสำหรับแต่ละสถานีน้ำท่า ด้วยค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) ของทุกสถานีอยู่ในช่วง 0.71 ถึง 0.99 ค่าเปอร์เซ็นต์ความเอนเอียงของค่าสูงสุด (PpeakBIAS) ของทุกสถานีน้อยกว่า "±25%" ยกเว้นสถานี W.17 ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดระหว่างวิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัดและวิธีน้ำท่าสูงสุดจากแบบจำลอง พบว่ามีเพียงสถานีเดียว คือ สถานี P.17 ที่ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดระหว่าง 2 วิธีการมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ในขณะที่ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดระหว่างวิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัดและวิธีความถี่น้ำฝน พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ถึง ที่ 8 สถานี ได้แก่คือ สถานี P.21, P.1, P.17, W.4A, W.17, N.1, N.67 และ C.2 ที่ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดระหว่าง 2 วิธีการมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 นอกจากนี้พบว่า ผลการวิเคราะห์ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดจากวิธีความถี่น้ำฝนทุกสถานีให้ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดสูงกว่าวิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัด โดยเฉพาะสถานีที่บริเวณจุดรวมตอนล่างของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน ได้แก่ สถานี P.17, N.67 และ C.2 และเมื่อพิจารณาเพิ่มเติมถึงผลกระทบของโครงสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำ พบว่าการมีโครงสร้างอ่างเก็บน้ำส่งผลให้ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดลดลงแปรผันกับอิทธิพลของสัดส่วนขนาดพื้นที่รับน้ำเหนือเขื่อนกับพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มความรุนแรงและความถี่ของเหตุการณ์สุดขีด การเลือกวิธีประเมินค่าความถี่น้ำท่าที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงในโครงการและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากร วิศวกรผู้ใช้งานจึงควรตระหนักถึงความเสี่ยงและความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกใช้งานวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
การจำกัดกำลังป้อนเข้าสำหรับระบบพีวี-แบตเตอรี่บ้านพักอาศัยโดยการพยากรณ์พีวีและการปรับแต่งด้วยการป้อนกลับ, กฤษฏิ์ ฉัตรชัยรุ่งเรือง
การจำกัดกำลังป้อนเข้าสำหรับระบบพีวี-แบตเตอรี่บ้านพักอาศัยโดยการพยากรณ์พีวีและการปรับแต่งด้วยการป้อนกลับ, กฤษฏิ์ ฉัตรชัยรุ่งเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากสถานการณ์การใช้พลังงานไฟฟ้าในปัจจุบัน เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ในทุกมิติแล้ว มีความจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทั้งนี้สัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะต้องมีความเหมาะสมโดยต้องคำนึงถึงเสถียรภาพและการบริหารจัดการของระบบไฟฟ้าทั้งในระบบส่งและระบบจำหน่าย วิทยานิพนธ์นี้จะนำเสนอวิธีการทำงานของระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ที่มีการพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพีวี มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเพิ่มขึ้นของกำลังผลิตติดตั้ง (Installation Capacity) ของระบบผลิตไฟฟ้าพีวีในสายป้อนของระบบจำหน่ายภายใต้ข้อกำหนดของการไฟฟ้า และพัฒนาวิธีการตัดยอดกำลังป้อนเข้าของระบบผลิตไฟฟ้าพีวี พร้อมสนับสนุนการบริโภคเอง (Self-Consumption) ของกำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้การควบคุมระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ที่เหมาะสมสามารถช่วยตัดค่ายอดกำลังป้อนเข้าได้สูงสุดตามขนาดความจุของแบตเตอรี่ที่ติดตั้ง โดยทำภายใต้แนวคิดการตัดค่ายอดกำลังป้อนเข้าของพีวี ด้วยรูปแบบพลวัต (Dynamic Feed-in Limitation) ซึ่งต้องอาศัยการพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าพีวีเพื่อกำหนดการอัดและคายประจุของระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ โดยใช้แนวทางอนุกรมเวลา (Time Series) ด้วยระเบียบวิธี Box-Jenkins และปรับแต่งความถูกต้องโดยอาศัยกระบวนการป้อนกลับ (Feedback-Adjustment Scheme) ซึ่งจะแสดงผลการทำงานผ่านแบบจำลองโดยอ้างอิงข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง
Improved Sequence Embeddings For Peptide-Class I Mhc Binding Prediction, Patiphan Wongklaew
Improved Sequence Embeddings For Peptide-Class I Mhc Binding Prediction, Patiphan Wongklaew
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The binding of a peptide antigen to a class I major histocompatibility complex (MHC) protein is considered an essential process by which the immune system monitors infected cells. This mechanism has facilitated the development of peptide-based vaccines aimed at stimulating the patient's immune response for cancer treat-ment. Accurate prediction of peptide-MHC binding is therefore crucial for prioritizing optimal peptides tailored to individual patients. Nevertheless, many MHC alleles lack sufficient experimental data on peptide-MHC binding, which potentially constrains the accuracy of existing prediction models. This study introduces an enhanced iteration of MHCSeqNet, an open-source deep learning model which utilizes sequence data …
การประมาณมวลชีวภาพของต้นไม้ด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อหาค่าคาร์บอนเครดิต, พสธร ธีระกานตภิรัตน์
การประมาณมวลชีวภาพของต้นไม้ด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อหาค่าคาร์บอนเครดิต, พสธร ธีระกานตภิรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอวิธีการประมาณมวลชีวภาพของต้นไม้และการคำนวณคาร์บอนเครดิตในพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้เทคโนโลยีไลดาร์จากโทรศัพท์มือถือ เก็บข้อมูลในรูปแบบแผนที่ความลึก เพื่อมาวิเคราะห์องค์ประกอบและคัดแยกชุดข้อมูลในส่วนของลำต้นในการสร้างชุดข้อมูลพอยต์คลาวด์ในรูปแบบสามมิติ และภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อหาพื้นที่สีเขียวร่วมด้วย เพื่อวิเคราะห์เส้นผ่านศูนย์กลางระดับอก (DBH) ของต้นไม้ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง DBH กับความสูงต้นไม้ ผลลัพธ์จะถูกนำไปคำนวณมวลชีวภาพต่อพื้นที่สีเขียว เพื่อคำนวณ การกักเก็บคาร์บอน และคาร์บอนเครดิตทั้งหมดในพื้นที่ศึกษา พร้อมทั้งเปรียบเทียบความแม่นยำระหว่างข้อมูลจากไลดาร์และการวัดจริง งานนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างวิธีการที่สะดวกและมีแบบแผนสำหรับการติดตามพื้นที่สีเขียวและคาร์บอนเครดิตในพื้นที่อื่นๆ ในอนาคต.
Improving Thai-Dialect Automatic Speech Recognition With Curriculum Learning, Artit Suwanbandit
Improving Thai-Dialect Automatic Speech Recognition With Curriculum Learning, Artit Suwanbandit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Automatic Speech Recognition (ASR) has been the foremost feature and integrated in many real-world usages for decades. The novel deep learning approaches prevail in the ASR field as a model architecture. However, ASR still struggles with low-resource data, especially in the Thai dialectal language. Transfer learning is the conventional approach in the machine learning field for escalating the performance of low-resource settings. In the scenario that additional fine-tuning tasks are not achievable, exerting all efficiency of target data is an accountability. To overcome stagnation, we proposed transfer-based curriculum learning for low-resource dialectal ASR, Phonemetically-induced subword Out-of-vocabulary rate (PhIS-OOV), and Model …
Grammatical Error Correction In Thai Sentences For Deaf Students, Supachan Traitruengsakul
Grammatical Error Correction In Thai Sentences For Deaf Students, Supachan Traitruengsakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Deaf students encounter challenges in written communication due to errors such as insertion, deletion, disorder, misusage, and misspellings. Grammatical error correction (GEC) technology can help mitigate these issues. However, existing GEC models are primarily trained on online resources from second-language hearing learners. In contrast, sentences written by deaf students suffer from a variety of errors not typically found elsewhere. To address this issue, we create the Thai Deaf Corpus (TDC), focusing on identifying and analyzing errors among deaf students in grades 7-12 across four deaf schools. Additionally, we introduce a two-stage system for the Thai-GEC model, automatically detecting and correcting …
การสร้างเทสต์สคริปต์ของโรบอทเฟรมเวิร์คจากยูสเซอร์สตอรีและซีนาริโอ สำหรับการทดสอบเว็บแอปพลิเคชัน, กฤชวัฒน์ เวชสาร
การสร้างเทสต์สคริปต์ของโรบอทเฟรมเวิร์คจากยูสเซอร์สตอรีและซีนาริโอ สำหรับการทดสอบเว็บแอปพลิเคชัน, กฤชวัฒน์ เวชสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยสกรัมเฟรมเวิร์กและแนวคิดบีเฮฟเวียร์ดริเวนดีเวลลอปเมนต์ (BDD) เป็นกระบวนการที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยความต้องการของผู้ใช้จะถูกเก็บรวบรวมและถ่ายทอดผ่านยูสเซอร์สตอรีและซีนาริโอ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งตัวอย่างและเกณฑ์การยอมรับ การแบ่งการพัฒนาออกเป็นช่วงเล็ก ๆ ช่วยลดเวลาและต้นทุนในการพัฒนา อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่มีการพัฒนาเป็นช่วงสั้น ๆ อย่างต่อเนื่องนี้สร้างความท้าทายสำหรับการทดสอบ โดยเฉพาะการทดสอบเชิงถดถอย แม้ว่าการทดสอบแบบอัตโนมัติจะถูกนำมาใช้เพื่อลดภาระ แต่การเขียนเทสต์สคริปต์ด้วยตนเองยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดและขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้การทดสอบเชิงถดถอยที่สำคัญมักถูกเลื่อนออกไปจนไม่สามารถตรวจพบข้อผิดพลาดได้ทันการณ์ งานวิจัยนี้นำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาด้วยการสร้างเทสต์สคริปต์สำหรับโรบอทเฟรมเวิร์กโดยอัตโนมัติจากยูสเซอร์สตอรีและซีนาริโอ โดยใช้ XML เพื่อกำหนดโครงสร้างส่วนต่อประสานผู้ใช้ของหน้าเว็บ ช่วยให้สามารถจัดเตรียมเทสต์สคริปต์ได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ นอกจากตัวอย่างในซีนาริโอแล้ว ยังใช้ XML Schema Definition (XSD) เพื่อสร้างชุดข้อมูลสำหรับการทดสอบเพิ่มเติมโดยอัตโนมัติ การพารามิเตอร์ไรซ์เทสต์สคริปต์ช่วยรวบรวมกรณีทดสอบที่มีขั้นตอนร่วมกัน แต่ใช้ชุดข้อมูลต่างกันไว้ในสคริปต์เดียวกัน ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนและภาระในการบำรุงรักษา เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นตามแนวทางนี้สามารถลดความยุ่งยากในการจัดการเทสต์สคริปต์และเพิ่มประสิทธิภาพในการทดสอบเชิงถดถอยได้อย่างมีนัยสำคัญ และช่วยสนับสนุนการตรวจพบข้อผิดพลาดตั้งแต่ช่วงแรกของกระบวนการพัฒนา
Electrolyte/Electrode Interfacial Electrochemical Optimization Strategies For Durable Aqueous Zinc-Ion Batteries, Jingjing Niu
Electrolyte/Electrode Interfacial Electrochemical Optimization Strategies For Durable Aqueous Zinc-Ion Batteries, Jingjing Niu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Aqueous zinc ion batteries, as a type of secondary battery using inorganic aqueous solution as the electrolyte, are considered to be a strong contender in the field of future energy storage technologies due to their high theoretical electric capacity, high safety, low cost and environmental friendliness. However, aqueous zinc ion batteries also face some challenges. The first is the relatively low energy density, which requires further optimisation of electrode materials and battery structure. Secondly, the creation of zinc dendrites can reduce the cycling stability and safety of the battery. In addition, prolonging the cycle life is also a pressing issue. …
Development Of Janus Membrane From Electrospun Nanofiber For Membrane Distillation Processes, Michaela Olisha Lobregas
Development Of Janus Membrane From Electrospun Nanofiber For Membrane Distillation Processes, Michaela Olisha Lobregas
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Janus membrane, characterized by surfaces with opposite wettability, represents an innovative design for membrane distillation (MD). This study introduces new methods for fabricating MD membranes with tailored surfaces to address fouling and wetting challenges in saline systems. A nanofibrous Janus membrane was developed, featuring an omniphobic substrate as the non-wetting layer and a hydrophilic top coating as the wetting layer. Using the dual-spinneret system for simultaneous electrospinning and electrospraying, a composite substrate membrane, comprising a loose network of PVDF nanofibers and PVDF-fluorinated TiO2 microclusters, was produced. This membrane exhibited high resistance to liquids, including water, glycerol, diiodomethane, and saline. …
Air Flow Behavior Assessment In Particulate Filtration Efficiency (Pfe) Tester Via Computational Fluid Dynamics (Cfd), Muhammad Amer
Air Flow Behavior Assessment In Particulate Filtration Efficiency (Pfe) Tester Via Computational Fluid Dynamics (Cfd), Muhammad Amer
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Particulate Filtration Efficiency (PFE) assessment is critical for evaluating filter media. There are several PFE testing protocol depending on products and issuing countries, for example ASTM-F2299 standard for disposable medical masks, NIOSH-TEB-APR-STP-0059 for N and R series respirators, and ISO-29463 for HEPA filters. While the PFE testing principles of all standard are the same, their requirement, testing protocol and minute details are different. Air flow characteristic before and after filter media in testing chamber is very important to accuracy of PFE measurement, especially for ASTM F2299 standard. We have developed a custom PFE tester per ASTM F2299 using a simple …
Silica Dust Exposure Assessment Using Job-Exposure Matrix:A Case Of Sandstone Workers In Thailand, Chamaiphon Chari
Silica Dust Exposure Assessment Using Job-Exposure Matrix:A Case Of Sandstone Workers In Thailand, Chamaiphon Chari
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Respirable crystalline silica (RCS) has been classified as a human carcinogen by the International Agency for Research on Cancer (IARC). In Thailand, household sandstone workers were one of the most susceptible occupational groups to silicosis. However, a lack of current information about their work patterns and job-related exposures to respirable crystalline silica could hinder the success of tracking and surveillance programs. This study was conducted to explore working characteristics and patterns, and to evaluate the work diary data in the estimation of RCS exposure and health risk among household sandstone workers. All data were collected from a work diary record …
A Bim-Based Digital Platform For Assessing The Whole Building Circularity Indicators Of Modular Steel Projects, Yin Min Maung
A Bim-Based Digital Platform For Assessing The Whole Building Circularity Indicators Of Modular Steel Projects, Yin Min Maung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The construction industry is undergoing a paradigm shift towards sustainable practices, one of which is circular economy (CE). Adopting the CE concept is a complex undertaking, which is characterized by a set of indicators capturing its key aspects. Various tools and techniques are employed to implement this novel concept. An essential step of CE implementation is evaluating the circularity of buildings. This research develops a BIM-based digital platform for assessing the whole building circularity indicators (WBCI) of modular steel projects. The platform is designed to assist in computing these indicators, which requires diverse data inputs and complex interrelated equations. The …
Implementing The Circular Economy Concept In Construction Supply Chain Management Of Modular Steel Projects, Thet Htar San
Implementing The Circular Economy Concept In Construction Supply Chain Management Of Modular Steel Projects, Thet Htar San
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The circular economy is a modern economic model where the value of products, materials, and resources is maintained in the economy as long as possible, whereas the generation of waste is minimized. The current linear take-make-dispose model prevalent in construction supply chain management is increasingly unsustainable, marked by significant resource wastage and environmental impacts. The conventional linear supply chain models in modular steel construction contribute to unsustainable resource utilization and environmental impacts. This research explores the transition from linear to circular supply chain models. We identify key actors, potential barriers, and opportunities for implementing circular economy practices in modular steel …
Factors Influencing Mode Choice Selection And Intention Of Public Transport Users : A Comparative Study Between Thailand And Indonesia During Pandemic, Aditya Mahatidanar Hidayat
Factors Influencing Mode Choice Selection And Intention Of Public Transport Users : A Comparative Study Between Thailand And Indonesia During Pandemic, Aditya Mahatidanar Hidayat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The COVID-19 pandemic significantly impacted public transportation, causing a substantial decline in bus passengers. In 2021, Bangkok witnessed a 40-60% reduction compared to normal conditions, while Jakarta experienced a staggering 76% decline compared to June 2019. This study aims to assess passengers' intentions to use buses during the pandemic and analyze factors influencing mode choice. Two methodologies were employed: the Structural Equation Model (SEM) to identify factors impacting transportation intentions and the Hybrid Choice Model (HCM) to understand mode choice influencers. Data collection occurred in Bangkok and Jakarta, targeting bus users at central transportation hubs, with 392 and 387 respondents. …