Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Engineering Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 2491 - 2520 of 2554

Full-Text Articles in Engineering

การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการวางท่อขนส่งน้ำมันบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย, ณัฐชัย กอเผ่าพาณิช Jan 2015

การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการวางท่อขนส่งน้ำมันบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย, ณัฐชัย กอเผ่าพาณิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการสร้างท่อขนส่งน้ำมันในบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยจะแบ่งงานวิจัยออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การคัดเลือกเส้นทางที่เหมาะสมสำหรับการสร้างท่อขนส่งน้ำมันในแต่ละภูมิภาคโดยใช้วิธีลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (The Analytic Hierarchy Process; AHP) ซึ่งมีเกณฑ์การคัดเลือกเส้นทางจำนวน 6 ปัจจัย ประกอบด้วย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พื้นที่ว่างเปล่าและพื้นที่สารธารณะ ความสะดวกในการเข้าถึงพื้นที่โครงการ ระบบสาธารณูปโภค ความปลอดภัย และ ต้นทุนการก่อสร้าง โดยจากผลการศึกษาพบว่าเส้นทางจากจังหวัดสระบุรี ผ่านจังหวัดกำแพงเพชร ถึงจังหวัดลำปาง มีความเหมาะสมที่สุดในการสร้างท่อขนส่งน้ำมันในบริเวณภาคเหนือ โดยมีค่าน้ำหนักความสำคัญรวมเท่ากับ 0.608 และ เส้นทางจากจังหวัดสระบุรี ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ถึงจังหวัดขอนแก่น มีความเหมาะสมที่สุดในการสร้างท่อขนส่งน้ำมันในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีค่าน้ำหนักความสำคัญรวมเท่ากับ 0.525 สำหรับการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เริ่มจากการคาดการณ์ความต้องการน้ำมันในอนาคตและปริมาณน้ำมันผ่านท่อ จากนั้นวิเคราะห์ต้นทุนการก่อสร้างและค่าบริหารจัดการท่อน้ำมัน และ ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการซึ่งประกอบด้วย รายได้จากค่าบริการระบบท่อ ผลประโยชน์จากการลดอุบัติเหตุจากการขนส่งทางถนน ผลประโยชน์จากการลดการปลดปล่อยมลพิษ ผลประโยชน์จากการลดการสูญเสียน้ำมันระหว่างการขนส่ง และ ผลประโยชน์จากการการลดต้นทุนการขนส่ง เมื่อวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์ผลประโยชน์ต่อต้นทุน (Benefits-Costs Analysis; BCA) โดยใช้อัตราส่วนลดที่ 8% พบว่า อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุนของทั้ง 2 เส้นทาง เท่ากับ 1.60 และ 1.99 ตามลำดับ


การลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตโคมไฟท้ายของรถยนต์, ธัญวรัตม์ สดคมขำ Jan 2015

การลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตโคมไฟท้ายของรถยนต์, ธัญวรัตม์ สดคมขำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการนำแนวคิดของลีน ซิก ซิกมา มาประยุกต์ใช้ในการลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตโคมไฟท้ายของรถยนต์ โดยยึดหลักในการควบคุมทางสถิติเป็นสำคัญแนวทางซิกซ์ ซิกมา มีขั้นตอนการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน ได้แก่ ระยะนิยามปัญหา ระยะตรวจวัดปัญหา ระยะวิเคราะห์ปัญหา ระยะปรับปรุงกระบวนการ และระยะควบคุมกระบวนการ ในงานวิจัยนี้ดำเนินการตามขั้นตอนของซิกซ์ ซิกมา 5 ระยะ ดังนี้ 1) ระยะนิยามปัญหา ศึกษาปัญหาปัจจุบันของโรงงานกรณีศึกษา กำหนดปัญหาขอบเขตในงานวิจัย 2) ระยะตรวจวัด เริ่มด้วยการวิเคราะห์ความแม่นและความเที่ยงของระบบการวัด ซึ่งได้ผลการทดสอบผ่านเกณฑ์ที่ยอมรับ และทำการวัดความสูญเปล่าโดยอาศัยเครื่องมือแผนภูมิการไหลของกระบวนการของชิ้นงาน 3) ระยะวิเคราะห์ปัญหา ทำการวิเคราะห์ความสูญเปล่า 7 ประการ จากนั้นระดมสมองวิเคราะห์หาข้อบกพร่องที่ทำให้เกิดของเสียในแต่ละกระบวนการผลิตด้วยแผนภูมิก้างปลา นำปัจจัยที่ได้มาคัดกรองปัจจัยด้วยตารางแสดงเหตุและผลและการวิเคราะห์ลักษณะข้อบกพร่องและผลกระทบ ทดสอบความมีนัยสำคัญของปัจจัยด้วยการทำการทดลองแบบแฟคทอเรียล 2k-1 4) ระยะปรับปรุงกระบวนการ ในขั้นตอนนี้เป็นการหาวิธีการแก้ปัญหา ประกอบไปด้วย การออกแบบกระบวนการผลิตโดยใช้หลักการ ECRS การปรับปรุงการวางผังกระบวนการผลิต หลัก 5 ส และระบบคัมบัง มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน และการลดของเสียในกระบวนการผลิตโดยการออกแบบการทดลอง จากนั้นนำวิธีการแก้ปัญหาไปปฏิบัติจริง 5) ระยะควบคุมกระบวนการ นำผลการทดลองในระดับปฏิบัติการมาทดลองจริงในกระบวนการผลิตระดับโรงงาน เพื่อยืนยันผลและวิเคราะห์ผลหลังปรับปรุง และกำหนดมาตรฐานวิธีการปฏิบัติงานกับพนักงาน ผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยสำหรับการลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตโคมไฟท้ายของรถยนต์พบว่า สัดส่วนของเสียในกระบวนการฉีดพลาสติก ลดลงจาก 36,361 DPPM เหลือ 4,503 DPPM สัดส่วนของเสียในกระบวนการเคลือบผิวลดลงจาก 22,547 DPPM เหลือ 3,211 DPPM และในกระบวนการประกอบจากข้อร้องเรียนจากลูกค้า การเคลมผลิตภัณฑ์ จำนวนสูงสุด 20 ครั้ง ลดเหลือ 0 ครั้ง สามารถลดต้นทุนการผลิต คิดเป็นมูลค่า 1,135,134 บาทต่อเดือน


การลดความสูญเปล่าในกระบวนการปกป้องผิวทองแดง โดยใช้แนวคิดลีน ซิกซ์ ซิกมา, นนทกานต์ นิสภาพัฒน์ Jan 2015

การลดความสูญเปล่าในกระบวนการปกป้องผิวทองแดง โดยใช้แนวคิดลีน ซิกซ์ ซิกมา, นนทกานต์ นิสภาพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากการศึกษาปัญหาในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า มีความสูญเปล่าเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต 2 ประเภท คือ 1) การมีขั้นตอนในการทำงานมากเกินไปทำให้เกิดการรอคอยเนื่องจากความไม่สัมพันธ์กันระหว่างอัตราการผลิตในแต่ละกระบวนการผลิต 2) การเกิดของเสียในลักษณะรอยกดกับผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถยนต์ โดยมีสัดส่วนของเสียสูงถึง 2.83% ของสินค้าที่ผลิตได้ โดยการศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการปกป้องผิวทองแดง และขั้นตอนการศึกษาวิจัยนี้ดำเนินการตามขั้นตอนของแนวคิดลีน ซิกซ์ ซิกมาทั้ง 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนการนิยามปัญหา 2) ขั้นตอนการวัดเพื่อระบุสภาพของปัญหา 3) ขั้นตอนการวิเคราะห์สภาพของปัญหาและผลกระทบของปัญหา 4) ขั้นตอนการปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหา โดยใช้หลักการ ECRS และหลักการออกแบบการทดลอง (DOE) เพื่อลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบว่า มีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3 ปัจจัยคือ น้ำหนักที่กดทับลงบนงาน ระยะเวลาที่วางซ้อนทับกันและความสูงของตะกั่ว ซึ่งมีผลต่อการเกิดของเสียลักษณะรอยกด 5) ขั้นตอนการควบคุมปัจจัยนำเข้าและกำหนดมาตรฐานวิธีการทำงานใหม่ จากผลการปรับปรุงเพื่อลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้น พบว่า มีอัตราการผลิตเพิ่มขึ้น 10,395 ชิ้นต่อกะทำงาน หรือเพิ่มขึ้น 50% มีสัดส่วนของเสียลักษณะรอยกด ลดลง 68.35% และมีสัดส่วนของเสียภาพรวม ลดลง 69.26%


การพัฒนาโฟมพลาสติกชีวภาพจากพอลิแลคติกแอซิด/ผงไม้ สำหรับชิ้นส่วนภายในรถยนต์, ปกเกศ สุวรรณกาศ Jan 2015

การพัฒนาโฟมพลาสติกชีวภาพจากพอลิแลคติกแอซิด/ผงไม้ สำหรับชิ้นส่วนภายในรถยนต์, ปกเกศ สุวรรณกาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความต้องการยกระดับการใช้งานพลาสติกชีวภาพพอลิแลคติก แอซิด (Poly(lactic acid), PLA) เป็นแรงผลักดันให้งานวิจัยนี้พัฒนาสารประกอบแต่งโฟมพลาสติกชีวภาพ PLA/พอลิเอทิลีน ไกลคอล (Poly(ethylene glycol), PEG)/ผงไม้ (Wood flour, WF) ที่มีน้ำหนักเบาและเป็นโฟมแบบกึ่งอ่อนตัว ให้มีสมบัติเหมาะเป็นชิ้นส่วนภายในรถยนต์ โดยใช้เอโซไดคาโบนาไมด์ (Azodicarbonamide, ADC) ปริมาณ 2 phr เป็นสารก่อโฟมทางเคมี งานวิจัยนี้แบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกตรวจสอบอุณหภูมิการสลายตัวด้วยความร้อนของ PLA ADC และผงไม้ เพื่อหาอุณหภูมิที่เหมาะสมแก่การขึ้นรูปโฟมโดย PLA และผงไม้ไม่สลายตัว พบว่า PLA ADC และผงไม้เริ่มสลายตัว ณ อุณหภูมิ 318 165 และ 220 °C ตามลำดับ อุณหภูมิที่เหมาะสมแก่การขึ้นรูปไม้พลาสติกคือ 190-220 °C ส่วนที่สองศึกษาอิทธิพลของผงไม้ใน PLA และโฟม PLA สัดส่วนของผงไม้ที่ใช้คือร้อยละ 1-5 โดยน้ำหนัก การทำโฟมด้วย ADC ปริมาณ 2 phr ได้โฟม PLA และโฟม PLA/WF ที่มีความหนาแน่นลดลงถึงร้อยละ 49 โดยน้ำหนัก เมื่อเทียบกับ PLA และมีมอดูลัสภายใต้แรงกดจำเพาะลดลงจาก 0.69 เหลือ 0.24 GPa·cm3/g แสดงว่าการทำโฟมให้ชิ้นงาน PLA ที่มีน้ำหนักเบาและอ่อนตัวขึ้น การใส่ผงไม้เป็นสารเสริมแรง สามารถเพิ่มสมบัติเชิงกลภายใต้แรงดัดโค้งและแรงกระแทกให้สูงขึ้นได้ทั้งใน PLA/WF และ F-PLA/WF เนื่องจากมีการยึดเกาะที่ดีระหว่างผงไม้และเมทริกซ์ PLA ส่วนที่สามศึกษาอิทธิพลของสารเสริมสภาพพลาสติก PEG ที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่างกัน (น้ำหนักโมเลกุล 12K และ 20K) พบว่าน้ำหนักโมเลกุลและปริมาณของ PEG ส่งผลต่อความสามารถในการเสริมสภาพพลาสติก โดย PEG12K สามารถลดอุณหภูมิแปรสภาพแก้วของ PLA ได้ดีกว่า PEG20K …


การจัดการบริหารความเสี่ยงสำหรับงานบริการหลังการขายในระบบอัดอากาศ, ปวีณา กุศลทิพย์เจริญ Jan 2015

การจัดการบริหารความเสี่ยงสำหรับงานบริการหลังการขายในระบบอัดอากาศ, ปวีณา กุศลทิพย์เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การบริการหลังการขาย กลายเป็นปัจจัยหลักในการเลือกเครื่องจักรเพราะความสามารถในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรมีผลกระทบโดยตรงต่อการผลิต ดังนั้นหลายบริษัทจึงใช้บริการการซ่อมบำรุงจากผู้จัดจำหน่ายหรือผู้แทนจำหน่ายซึ่งเป็นผู้มีความเชี่ยวชำนาญด้านความรู้และประสิทธิภาพด้านต้นทุนมากกว่า ถึงกระนั้นแล้วบางธุรกิจอาจยังคงมีปัญหาด้านการผลิตเนื่องจากการซ่อมบำรุง ในงานวิจัยนี้เป็นการกล่าวถึงกรณีศึกษาผู้แทนจำหน่ายเครื่องอัดอากาศที่เริ่มธุรกิจใหม่และได้รับข้อร้องเรียนจากลูกค้าในเรื่องการซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน เพื่อลดปัญหาเหล่านี้และเพื่อการเติบโตทางธุรกิจจึงประยุกต์การจัดการความเสี่ยงด้านการดำเนินงานเข้ามาเป็นตัวชี้วัดปัจจัยความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์หลังการขายและกลยุทธ์การให้บริการ หลังจากได้ระบุปัจจัยความเสี่ยงหลักและตัวบ่งชี้ความเสี่ยงแล้ว แผนการจัดการความเสี่ยงได้ถูกนำมาใช้ ผลการประยุกต์แสดงให้เห็นว่าข้อร้องเรียนรายเดือนจากลูกค้าในระยะเวลา 6 เดือนลดลงเฉลี่ยจากร้อยละ 2.3 เป็น 0.5


การเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารทิโอเลตเพื่อป้องกันเส้นลายทองแดงนำไฟฟ้า, พัชรักษ์ ทองจรัส Jan 2015

การเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารทิโอเลตเพื่อป้องกันเส้นลายทองแดงนำไฟฟ้า, พัชรักษ์ ทองจรัส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ใช้การเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารทิโอเลตเพื่อป้องกันเส้นลายทองแดงนำไฟฟ้าที่เตรียมจาก 2 กระบวนการ คือ กระบวนการสเปรย์ไพโรไลซิส (spray pyrolysis) และกระบวนการอิเล็กโตรเลสเพลทติ้ง (electroless plating) โดยศึกษาการเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารเคลือบในกลุ่มทิโอเลตที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกันแต่โครงสร้างต่างกัน 3 ชนิด คือ ออคเทนทีออล (OTT) อีทิลเฮกเซนทีออล (2-EHT) และฟีนิลอีเทนทีออล (2-PET) พบว่า ทั้งสามชนิดที่ใช้จะยืดเกาะบริเวณผิวหน้าของเส้นลายทองแดงนำไฟฟ้าเท่านั้น ไม่มีผลต่อลักษณะของอนุภาคและขอบเกรนของทองแดง นอกจากนี้ การเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารเคลือบในกลุ่มทิโอเลตยังสามารถชะลอการเพิ่มขึ้นของค่าความต้านทานไฟฟ้าได้ แต่ที่เวลา 0 วัน ค่าสภาพความต้านไฟฟ้าจะมีการเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเกิดคอปเปอร์ซัลไฟด์ (CuS) หรือคอปเปอร์(II)ซัลเฟต (CuSO4) บริเวณผิวหน้า โดยสารที่สามารถชะลอการเพิ่มขึ้นได้ดีที่สุด คือ ฟีนิลอีเทนทีออลซึ่งมีโครงสร้างเป็นอะโรมาติก รองลงมาคือ อีทิลเฮกเซนทีออลที่มีโครงสร้างเป็นโซ่กิ่ง และ ออคเทนทีออลที่มีโครงสร้างเป็นโซ่ตรง สามารถชะลอการเพิ่มขึ้นของค่าความต้านทานไฟฟ้าได้น้อยที่สุด


การนำแนวคิดการผลิตแบบลีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบตัวจับยึดหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์, วุฒิชัย พรหมสุวรรณ Jan 2015

การนำแนวคิดการผลิตแบบลีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบตัวจับยึดหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์, วุฒิชัย พรหมสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการตรวจสอบตัวจับยึดหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีความสามารถในการตรวจสอบที่ต่ำกว่าเป้าหมาย โดยมีความสูญเปล่าในกระบวนการตรวจสอบ ในการปรับปรุงโดยใช้แนวคิดการผลิตแบบลีน เพื่อกำจัดความสูญเปล่าในกระบวนการตรวจสอบ ทำให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด แนวทางการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบชิ้นงาน โดยมีขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ ศึกษาขั้นตอนจับเวลาการทำงานเพื่อนำไปจัดทำเป็นแผนภาพภาระการทำงานของแต่ละคน เพื่อสามารถพบความสูญเปล่าของเวลาทำงาน ปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้เหมาะสมเพื่อลดความสูญเปล่าที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบชิ้นงาน จัดแบ่งภาระงานเพื่อให้พนักงานแต่ละคนใช้เวลาในการตรวจสอบใกล้เคียงกัน กำหนดวิธีการตรวจสอบชิ้นงาน โดยแบ่งภาพเป็นแต่ละส่วนเพื่อให้พนักงานตรวจสอบชิ้นงานได้ง่ายขึ้น และการปรับแผนผังกระบวนการเพื่อให้การไหลของงานสะดวกขึ้นสามารถลดพนักงานเคลื่อนย้ายลงได้ ผลการปรับปรุงพบว่า ประสิทธิภาพของกระบวนการตรวจสอบเพิ่มขึ้น คือความสามารถของกระบวนการตรวจสอบชิ้นงานเพิ่มขึ้น 16.27% และอัตราล็อตในการยอมรับชิ้นงานเพิ่มขึ้น 1.63% อีกทั้งยังส่งผลให้อัตราของเสียที่ลูกค้าพบลดลง 85.61% ซึ่งถือว่าผลที่ได้รับจากการปรับปรุงผ่านเป้าหมายที่กำหนดไว้ หลังจากนั้นจึงได้นำวิธีการปรับปรุงไปขยายผลให้กับพื้นที่อื่นๆพบว่า ความสามารถในการตรวจสอบชิ้นงานเพิ่มขึ้นจาก 2,895 pcs/hr เป็น 3,265 pcs/hr


การดัดแปรพื้นผิวของผ้าไหมไทยด้วยพลาสมาคลื่นความถี่วิทยุร่วมกับไคโตซานสำหรับการต้านแบคทีเรีย, ศรายุทธ เข็มเงิน Jan 2015

การดัดแปรพื้นผิวของผ้าไหมไทยด้วยพลาสมาคลื่นความถี่วิทยุร่วมกับไคโตซานสำหรับการต้านแบคทีเรีย, ศรายุทธ เข็มเงิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไคโตซานถูกดัดแปรขนาดโมเลกุลโดยการนำไปฉายรังสีแกมมาที่ปริมาณรังสีต่าง ๆ หลังจากนั้นจึงนำไปทำเป็นสารละลาย แล้วนำไปกราฟท์ (graft) ลงบนผ้าไหมไทยที่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยกระบวนการพลาสมาคลื่นความถี่วิทยุในสภาวะที่เหมาะสมมาแล้ว จากการศึกษาพบว่าอัตราการยึดเกาะของไคโตซานบนผ้าไหม (degree of grafting) จะแปรผันตรงกับมวลโมเลกุลของไคโตซาน ซึ่งกำลังพลาสมาที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 120 วัตต์ , ระยะเวลาในการดัดแปรผิวผ้าไหมด้วยพลาสมาที่เหมาะสมอยู่ที่ 4 นาที และจากการทดลองพบว่า ผ้าไหมที่ไม่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยเทคนิคพลาสมาจะมีการกราฟต์ติดของไคโตซานบนผ้าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 18.78 % ซึ่งต่ำกว่าผ้าไหมที่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยเทคนิคพลาสมาที่มีการกราฟต์ติดของไคโตซานบนผ้าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 19.18 % ทั้งนี้ยังพบว่าผ้าระบบที่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยพลาสมาจะมีค่าร้อยละแห่งการหลุดออกของไคโตซานจากเส้นใยต่ำกว่าผ้าอีกระบบที่ไม่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยพลาสมา และที่มากกว่านั้นคือ เราสามารถมั่นใจได้เกินกว่า 90% ว่าผ้าระบบที่ใช้พลาสมาในการดัดแปรผิวจะสามารถผ่านการซักไปได้ถึง 155 ครั้ง และ 93 ครั้ง สำหรับเชื้อ E.coli และ S.aureus ตามลำดับ จึงจะหมดประสิทธิภาพในการต้านแบคทีเรีย ในทำนองกลับกัน ผ้าระบบที่ไม่ได้ใช้พลาสมาในการดัดแปรผิว แค่ผ่านการซักไปเพียง 67 ครั้ง และ 48 ครั้ง สำหรับเชื้อ E.coli และ S.aureus ตามลำดับ ก็ทำให้หมดประสิทธิภาพในการต้านแบคทีเรียแล้ว จึงกล่าวได้ว่า การใช้กระบวนการทาง RF-Plasma ด้วยเงื่อนไขของสภาวะดังตามที่ทดลอง จะสามารถทำให้ไคโตซานกราฟท์ติดกับเส้นใยได้ดีขึ้นและยังทำให้ไคโตซานดำรงอยู่บนเส้นใยได้ยาวนานขึ้น ผ้าไหมจึงต้านแบคทีเรียได้ยาวนานกว่าเดิม นั่นคือสามารถใช้งานได้ในระยะยาว


Conductive Patterns By Spray Pyrolysis Of A Self-Reducing Copper-Amine Complex Ink, Phenfar Benjapongvimon Jan 2015

Conductive Patterns By Spray Pyrolysis Of A Self-Reducing Copper-Amine Complex Ink, Phenfar Benjapongvimon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

A conductive pattern prepared by spray pyrolysis of copper-amine complex ink on glass and polyimide (PI) substrates in nitrogen atmosphere. The complex ink was prepared by mixing copper (II) formate, diethanolamine, 25% ammnonia solution and distilled water. The effects of concentration of copper ion, spray pyrolysis temperature, annealing time, type of substrate, rate of deposition and benzimidazole coating were investigated. Concentration of copper ion affected size of copper particles generated. The patterns fabricated at 200 OC had higher packing density than those fabricated at lower temperature. The rate of deposition determined the thickness of well-sintered layer. Therefore, volume resistivity of …


การวัดประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วนัชพร สืบปรุ Jan 2015

การวัดประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วนัชพร สืบปรุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงานของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการประยุกต์ใช้ข้อมูลตัวชีวัดผลการดำเนินงาน (KPI) ปี 2558 ร่วมกับวิธีการล้อมกรอบข้อมูล (Data Envelopment Analysis : DEA) โดย DEA นั้นเป็นการวัดค่าประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบซึ่งเป็นการวัดอัตราส่วนของปัจจัยนำเข้าและปัจจัยผลผลิต DEA เหมาะสำหรับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ทำให้ DEA ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง ผลลัพธ์ที่ได้จาก DEA เรียกว่า ค่าประสิทธิภาพ โดยมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 1 ถ้าค่าประสิทธิภาพเชิงเเปรียบเทียบ ยิ่งมีค่ามาก ยิ่งแสดงถึงความมีประสิทธิภาพของหน่วยงานนั้น สำหรับงานวิจัยในครั้งนี้ ขอบเขตงานวิจัยคือ สำนักงานหลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติและภาควิชาทั้ง 12 ภาควิชา งานวิจัยชิ้นนี้ได้แบ่งการวัดประสิทธิภาพออกเป็น 3 แบบ คือ การวัดประสิทธิภาพด้านการเรียน การวัดประสิทธิภาพด้านการสอน และการวัดประสิทธิภาพโดยรวม เมื่อทำการวัดประสิทธิภาพแล้ว จะทำให้ทราบว่าแต่ละหน่วยงาน มีประสิทธิภาพการทำงานเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ยังสามารถบอกได้ถึงค่าปัจจัยต่างๆที่ควรลดหรือเพิ่มเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการล้อมกรอบข้อมูลพบว่า เมื่อวัดประสิทธิภาพด้านการสอน พบว่า 7 ภาควิชา (คิดเป็น 53.85%) มีประสิทธิภาพด้านการสอน สำหรับด้านการวิจัย 12 ภาควิชา (คิดเป็น 92.31%) มีประสิทธิภาพในด้านการวิจัย และเมื่อวัดประสิทธิภาพโดยรวม ภาควิชาที่มีประสิทธิภาพ มีทั้งสิ้น 12 ภาควิชา (คิดเป็น 92.31%)


A Study Of Uplift Capacity Of Pipeline In Soils, Khamnoy Kounlavong Jan 2015

A Study Of Uplift Capacity Of Pipeline In Soils, Khamnoy Kounlavong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis aims to analyze the uplift capacity of a burial pipeline in two types of soil namely cohesionless soils and cohesive-frictional soils. Finite element analysis with two dimensional plain strain condition were employed to model and determine the limit load of this problem. Cohesionless and cohesive-frictional soils were model as Mohr-coulomb materials in the drained condition while a pipeline was modeled as plate element with an elastic material with high axial and bending stiffness to ensure its rigid behavior. Parametric studies of cohesionless soils and cohesive-frictional soils were performed to study effects of dimensionless variables, including 1) embedment depth …


Numerical And Experimental Studies Of Undercut Slopesinclined Along A Bedding Plane, Rithy Ouch Jan 2015

Numerical And Experimental Studies Of Undercut Slopesinclined Along A Bedding Plane, Rithy Ouch

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Slope failures along a bedding plane were critical issues and mostly happened in an open pit mining project such as the Mae Moh Mine, Thailand. The prediction of maximum width to which the slope remains stable after an excavation process is required. The aim of this research is to investigate the stability and failure mechanisms of undercut slopes with and without shear pins resting on a bedding plane by means of physical and numerical models. Physical models of slip tests and undercut slopes were made of the humid silica sand No. 6 with 10% of water content and rested on …


การเตรียมและการวิเคราะห์สมบัติของ น้ำมันถั่วอินคานาโนอิมัลชัน ที่ห่อหุ้มวิตามินอีสำหรับการใช้เป็นเครื่องสำอาง, ปภิชญา ตั๋นคำ Jan 2015

การเตรียมและการวิเคราะห์สมบัติของ น้ำมันถั่วอินคานาโนอิมัลชัน ที่ห่อหุ้มวิตามินอีสำหรับการใช้เป็นเครื่องสำอาง, ปภิชญา ตั๋นคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาการเตรียมน้ำมันถั่วอินคานาโนอิมัลชันบรรจุวิตามินอีอะซิเตท สำหรับการประยุกต์ใช้เป็นเครื่องสำอาง องค์ประกอบหลักทางเคมีของเมล็ดถั่วอินคาประกอบด้วย น้ำมัน (42.55 เปอร์เซ็นต์), คาร์โบไฮเดรต (32.38 เปอร์เซ็นต์) และโปรตีน (18.40 เปอร์เซ็นต์) สารประกอบหลักของน้ำมันประกอบด้วยกรดไขมันแอลฟ่าไลโนเลอิค (42 เปอร์เซ็นต์), กรดไขมันไลโนเลนิค (40 เปอร์เซ็นต์), แกมมา โทโคฟีรอล (0.095 เปอร์เซ็นต์) และ เดลต้า โทโคฟีรอล (0.068 เปอร์เซ็นต์) ความสามารถในการต้านออกซิเดชันของน้ำมัน ตรวจวัดด้วยวิธี DPPH และ ABTS พบว่า มีความสามารถต้านออกซิเดชัน คือ 24.91 ไมโครกรัมเทียบกับสารโทล็อกซ์ และ 41.13 ไมโครกรัมเทียบกับสารโทล็อกซ์ ตามลำดับและปริมาณฟีโนลิครวมเท่ากับ 6.43.มิลลิกรัมเทียบเท่าสารมาตรฐานกรดแกลลิคต่อน้ำหนัก 100 กรัมของน้ำมัน น้ำมันถั่วอินคานาโนอิมัลชัน ถูกเตรียมได้ด้วยวิธีการกลับวัฏภาคในสภาวะต่างๆ เพื่อประเมิณอิทธิพลของปัจจัยที่มีต่อลักษณะทางเคมีฟิสิกส์และความคงตัว สูตรตำรับที่ดีที่สุด ประกอบด้วยน้ำมันถั่วอินคา 5 เปอร์เซ็นต์ ใช้สารลดแรงตึงผิวผสม (Span80 และ CremophorH40) 7 เปอร์เซ็นต์ ที่ค่า HLB (ค่าสมดุลการชอบน้ำและการชอบไขมัน) เท่ากับ 9 วิตามินอี อะซิเตท 1 เปอร์เซ็นต์ และน้ำ 88 เปอร์เซ็นต์ นาโนอิมัลชันที่ได้ มีลักษณะค่อนข้างโปร่งแสง และมีความคงสภาพสูง ด้วยขนาดหยดอนุภาคเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 52 ถึง 58 นาโนเมตร และ มีค่าศักย์ไฟฟ้าอยู่ระหว่าง -45 ถึง-38 มิลลิโวลต์ ประสิทธิภาพการกักเก็บ เท่ากับ 87.37 เปอร์เซ็นต์ วิตามินอี อะซิเตทที่บรรจุ ในตำรับที่เหมาะสม พบว่ามีความคงตัวภายหลังกระบวนการผลิต และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส 30 องศาเซลเซียส และ 45 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 60 …


Enhancing Safety Management System In An Offshore Aviation Company, Nazmus Saqib Jan 2015

Enhancing Safety Management System In An Offshore Aviation Company, Nazmus Saqib

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The main aim of the research is to enhance the safety management system through the introduction and tracking of safety performance indicator “non-compliance per flight hour”. All the non-compliances related to the main operational departments were gathered from the data base of the case study company for the year 2014. It was found that the non-compliances per flight hour were highest from the Aircraft Maintenance Department with the exact number being 3.30 non-compliances per flight hour. The scope of this research was therefore focused on the Aircraft Maintenance Department. Aircraft maintenance is a large department so the next step in …


Improvement Of Flat Concrete Roof Tile Manufacturing Process, Korkiat Wiratkapan Jan 2015

Improvement Of Flat Concrete Roof Tile Manufacturing Process, Korkiat Wiratkapan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this research is to improve the manufacturing process of a concrete roof tile manufacturing company to solve its problems of low labour productivity, rising labour costs and scarcity of labour. Initial analysis established that press forming was a bottleneck in the overall process and used the most manpower. Process activity mapping and Work study were used as tools to analyse the problems to identify non-value-added activities. The seven wastes technique was then applied to define the wastes in the manufacturing process. Improvement alternatives were identified with the aid of the ECRS technique and Lean tools, and these …


The Effect Of Types Of Alcohol Upon A Support Of Zieglernatta Catalyst To Catalytic Performance, Molecular Weight And Comonomer Composition Distribution, Kanokporn Sinchai Jan 2014

The Effect Of Types Of Alcohol Upon A Support Of Zieglernatta Catalyst To Catalytic Performance, Molecular Weight And Comonomer Composition Distribution, Kanokporn Sinchai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research investigated the effect of types of alcohol upon a support of Ziegler-Natta catalyst on ethylene polymerization and ethylene/ 1-hexene copolymerization. Alcohols are the Lewis base, which are used during catalyst preparation. The types of alcohol were divided into two systems. First system is the using ethanol as a Lewis base. Second system is the use of a mixture of ethanol with other alcohols such as isopropanol, 1-butanol, 2-butanol, isobutanol, 1-hexanol, 2-hexanol and cyclohexanol. The results showed that the mixture of alcohols did not change the morphology of catalyst. Moreover, these catalysts exhibited the higher activity than the catalyst …


เสถียรภาพแบบไม่ระบายน้ำของกำแพงกันดินเสาเข็มในดินเหนียว, กานต์ ถีระวงษ์ Jan 2014

เสถียรภาพแบบไม่ระบายน้ำของกำแพงกันดินเสาเข็มในดินเหนียว, กานต์ ถีระวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้เสนอการศึกษาเสถียรภาพแบบไม่ระบายของกำแพงกันดินเสาเข็มสำหรับงานขุดในดินเหนียว ด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์อิลิเมนต์สองและสามมิติ กำแพงกันดินและดินเหนียวถูกจำลองเป็นชิ้นส่วนแบบปริมาตร ชิ้นส่วนเชื่อมต่อระหว่างดินและโครงสร้างถูกนำมาใช้ที่ผิวสัมผัสระหว่างกำแพงและดินโดยรอบ ดินเหนียวถูกแบ่งเป็นสองชั้น คือ ดินเหนียวชั้นบนจะมีความลึกจากผิวดินจนถึงความลึกงานขุด และดินเหนียวชั้นล่างจะอยู่ตั้งแต่ความลึกงานขุดลงไป การศึกษานี้พิจารณาลักษณะการค้ำยันกำแพงในแนวระดับสี่ประเภทคือ กำแพงไม่มีการค้ำยัน กำแพงมีการค้ำยันที่จุดบนสุดของกำแพง กำแพงมีการค้ำยันที่จุดบนสุด และจุดกึ่งกลางที่ระยะครึ่งหนึ่งของความลึกงานขุดจากจุดบนสุดของกำแพง และกำแพงมีการค้ำยันต่อเนื่องตลอดฝั่งด้านเสาเข็มที่ขุดดินออก กำแพงกันดินเสาเข็มถูกจำลองเป็นวัสดุอิลาสติก ดินเหนียวถูกจำลองด้วยวัสดุมอห์ร-คูลอมบ์ที่สภาวะไม่ระบายน้ำ การจำลองสภาพวิบัติของระเบียบวิธีไฟไนต์อิลิเมนต์ใช้หลักการลดทอนกำลัง ผลการศึกษาถูกเสนอเป็นแผนภูมิออกแบบของตัวเลขเสถียรภาพที่สัมพันธ์กับพารามิเตอร์ไร้มิติของขนาดรูปร่างของกำแพงกันดิน งานขุด และคุณสมบัติดิน การเปรียบเทียบผลเฉลยกรณีกำแพงมีการค้ำยันต่อเนื่องแบบสองมิติของการศึกษานี้กับผลเฉลยจากวิธีวิเคราะห์ในอดีตแสดงความสอดคล้องกัน นอกจากนั้นยังได้เสนอสมการผลเฉลยเพื่อความสะดวกในการใช้งานผลการศึกษาจากแผนภูมิออกแบบ


การลดสิ่งแปลกปลอมในกระบวนการสร้างเส้นลายวงจรในโรงงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้าชนิดอ่อน, ปิยะนันท์ สยนานนท์ Jan 2014

การลดสิ่งแปลกปลอมในกระบวนการสร้างเส้นลายวงจรในโรงงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้าชนิดอ่อน, ปิยะนันท์ สยนานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณของเสียที่เกิดจากปัญหาสิ่งแปลกปลอมในกระบวนการสร้างเส้นลายวงจรในโรงงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้าชนิดอ่อน โดยการประยุกต์ใช้แนวคิด ซิกซ์ ซิกมา งานวิจัยเริ่มจากการนิยามปัญหาสิ่งแปลกปลอมในกระบวนการสร้างเส้นลายวงจร การวัดเพื่อกำหนดสาเหตุของปัญหาได้เลือกปัจจัยนำเข้าหลักมาพิสูจน์ความมีนัยสำคัญ การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาโดยการประยุกต์ใช้การออกแบบการทดลองเชิงแฟคทอเรียลแบบ 2 ระดับ (2k Factorial Design) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่มีผลต่อการทำให้เกิดของเสีย โดยพบว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องกับของเสียที่เกิดขึ้น คือ ความเข้มของแสง UV ในกระบวนการถ่ายเส้นลายวงจร ความเข้มข้นของสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ และอุณหภูมิของสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ในกระบวนการลอกลายเส้นลายวงจร ซึ่งเมื่อทําการทดลองเพื่อหาระดับปัจจัย สรุปได้ว่าระดับของปัจจัยที่เหมาะสมในการลดปัญหาสิ่งแปลกปลอม คือ ความเข้มของแสง UV 50 mJ/cm2 ในกระบวนการถ่ายเส้นลายวงจร อุณหภูมิของสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ 48°C และ ความเข้มข้นของสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ 3.5%wt ในกระบวนการลอกลายเส้นลายวงจร จากนั้นจึงกำหนดแผนการควบคุมตัวแปรต่างๆ โดยจัดทำเป็นมาตรฐานวิธีการปฏิบัติงาน ผลหลังการปรับปรุงพบว่าค่าเฉลี่ยของเสียลดลงจาก 0.27% เหลือเพียง 0.004% โดยการประเมินปริมาณการผลิตคาดว่ามูลค่าความสูญเสียจะลดลงได้ถึง 336,770 บาทต่อเดือน


วัสดุไททาเนียผสมซีเมนต์เคลือบบนเม็ดแก้วซิลิกาสำหรับใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงเพื่อแตกสลายสารประกอบฟีนอลในน้ำเสียที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้, กมลวรรณ ปินะโต Jan 2014

วัสดุไททาเนียผสมซีเมนต์เคลือบบนเม็ดแก้วซิลิกาสำหรับใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงเพื่อแตกสลายสารประกอบฟีนอลในน้ำเสียที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้, กมลวรรณ ปินะโต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

น้ำเสียจากโรงงานผลิตสารเคมีมักปนเปื้อนสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตสูงเกินกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องควบคุมให้อยู่ในมาตรฐานก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม น้ำเสียจากโรงงานผลิตฟีนอลปนเปื้อนสารอินทรีย์หลายชนิด เช่น คิวมีนไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (CHP) ไดเมทิลฟีนิลคาร์บินอล (DMPC) และอะซิโตฟีโนน (ACP) ค่า pH มีค่า 12.7 งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการนำไททาเนีย (TiO2) ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงที่มีศักยภาพสูงและมีอายุการใช้งานยาวนานมาแตกสลายสารอินทรีย์ที่ปนเปื้อนในน้ำเสีย เพื่อความสะดวกในการนำกลับใช้ซ้ำ ไททาเนีย P25 จึงถูกนำมาเคลือบบนวัสดุรองรับ (Ecolite® sphere, EC) ด้วยเทคนิคแกรนูเลตและใช้แคลเซียมอลูมินาซีเมนต์ (AC) เป็นวัสดุเชื่อมประสานเกิดเป็น EC+AC+15wt% TiO2 P25 และศึกษาผลของปัจจัยต่างๆ ที่มีต่อการแตกสลาย CHP ได้แก่ แสงยูวี ปฏิกิริยาเชิงแสงของไททาเนีย P25 ความเข้มข้นเริ่มต้นและอัตราเร็วของ CHP พบว่าปฏิกิริยาเชิงแสงของไททาเนีย P25 ความเข้มข้นเริ่มต้นของ CHP และอัตราเร็วของ CHP มีบทบาทอย่างมากต่อการแตกสลายของ CHP จากนั้นศึกษาความสามารถในการใช้ซ้ำของ EC+AC+15wt% TiO2 P25 พบว่าเมื่อผ่านการทดสอบการแตกสลาย CHP 2,000 พีพีเอ็ม และน้ำเสียจากโรงงานผลิตฟีนอลจำนวน 7 ครั้ง พบว่ามีประสิทธิภาพการแตกสลาย CHP อยู่ในช่วง 90-100% และค่าคงที่อัตราอยู่ในช่วง 0.0089 ถึง 0.0171 ต่อนาที ต่อมาศึกษาประสิทธิภาพของ EC+AC+15wt% TiO2 P25 ในการแตกสลายสารอินทรีย์ชนิดอื่นๆได้แก่ DMPC ACP และฟีนอล พบว่าอัตราการเกิดปฏิกิริยาการแตกสลายสารอินทรีย์ของ EC+AC+15wt% TiO2 P25 คือ CHP > DMPC > ACP > Phenol ตามลำดับ ข้อมูลดังกล่าวสามารถข้อบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพของวัสดุดังกล่าวในการนำไปใช้ในงานบำบัดน้ำเสียได้


Flame Retardant Property Improvement Of Polyester Fiber Using Inorganic Additives, Warunee Wattanatanom Jan 2014

Flame Retardant Property Improvement Of Polyester Fiber Using Inorganic Additives, Warunee Wattanatanom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research focused on improving the flame retardancy of polyester and cotton/polyester blended fabrics using intumescent coating via layer-by-layer assembly technique with and without kaolin. The flammability, morphology, thermal stability and mechanical property of coated fabrics were investigated in comparison with uncoated fabrics. Branched polyethyleneimine and ammonium polyphosphate with and without kaolin were respectively used as polycationic and polyanionic to build up the multiple cationic/anionic pairs of layer by deposition technique. The SEM micrographs of coated fabrics compared with uncoated fabrics revealed as well as FT-IR analysis confirmed that layer-by-layer coatings were successfully applied onto the fabrics. The vertical burning …


Comparison Of Role Of Nano-Sized Extra Supports On Pt-Based Catalyst For Propane Dehydrogenation And Wox-Based Catalyst For Propene Metathesis, Adisak Guntida Jan 2014

Comparison Of Role Of Nano-Sized Extra Supports On Pt-Based Catalyst For Propane Dehydrogenation And Wox-Based Catalyst For Propene Metathesis, Adisak Guntida

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this thesis, the role of nano-sized extra supports was studied. The different types of nano-sized supports (ZrO2, TiO2, Al2O3, and SiO2) were physically mixed with WOx-based catalysts for propene metathesis reaction and Pt-based catalysts for propane dehydrogenation reaction as extra support. The dispersions of active sites were improved in both metathesis and dehydrogenation catalysts by the addition of nano-sized extra supports. The migration of active sites from the main catalyst onto the nano-sized extra support during thermal treatment via thermal spreading is a key for this improvement. The surface energy of nano-sized extra support and concentration of metal active …


Pile Load Distribution Behavior Of Pile Group Foundations Subjected To Combined Vertical Load And Moment, Janine Correa Faustino Jan 2014

Pile Load Distribution Behavior Of Pile Group Foundations Subjected To Combined Vertical Load And Moment, Janine Correa Faustino

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this thesis is to perform parametric studies of maximum pile force, pile settlement, pile cap rotation and pile force distribution on square shape pile group foundation by employing three-dimensional finite element software, PLAXIS 3D. The square pile group foundation is subjected to combined vertical load and moment under the elastic material of two soil layers. For this study, a special element in PLAXIS 3D, called embedded pile element is used to model each pile in the pile group foundation. To simulate the pile group foundation, a small gap between pile cap and subsoil is introduced in the …


The Effects Of Additives In Ethylene Glycol Based Lubricant On Slider Lapping Process, Patara Paranusorn Jan 2014

The Effects Of Additives In Ethylene Glycol Based Lubricant On Slider Lapping Process, Patara Paranusorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Lapping process is a key technology in magnetic recording head manufacturing process. Thin film of metal alloys and metal oxides are fabricated on ceramic substrate called wafer to create the recording heads. In order to control surface properties of the recording head, the precise chemical mechanical nano grinding process is used. In this process the recording heads are treated to achieve the designed surface properties by using lubricants to control the selectivity of material removal. The aim of this study was to determine the effects of additives in ethylene glycol based lubricant on the selectivity of material removal of slider …


Polydopamine As Active Templates For Fabrication Of Conductive Of Copper Line Pattern, Raweewan Thongprachan Jan 2014

Polydopamine As Active Templates For Fabrication Of Conductive Of Copper Line Pattern, Raweewan Thongprachan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this research, copper conductive patterns were fabricated on polyethylene terephthalate (PET) substrate by combination of spray drying of polydopamine nanoparticles, and consequently electroless plating process. The polydopamine nanoparticle ink was synthesized by self-polymerization of dopamine hydrochloride at different initial pH 8, 8.5, 9 and 10. The patterns were deposited by site-selective Cu electroless plating process on top of the PDA pattern at the controlled temperature 30 C. The effects of plating time in electroless plating and storage time were studied. Moreover, the adhesion and aspect ratio were also investigated. The conductive lines fabricated were characterized by two-point probe measurement, …


ผลเฉลยสถานะวิบัติของเสาเข็มรับแรงดันด้านข้างในดินเหนียวโดยการวิเคราะห์ไฟไนต์อิลิเมนต์, สุรภาพ แก้วสวัสดิ์วงศ์ Jan 2014

ผลเฉลยสถานะวิบัติของเสาเข็มรับแรงดันด้านข้างในดินเหนียวโดยการวิเคราะห์ไฟไนต์อิลิเมนต์, สุรภาพ แก้วสวัสดิ์วงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ของวิทยานิพนธ์นี้เพื่อศึกษาเสาเข็มแรงดันด้านข้างวิบัติในดินเหนียว วิธีไฟไนต์อิลิเมนต์สองมิติและสามมิติถูกนำมาใช้เพื่อหาผลเฉลยในการศึกษานี้ การวิเคราะห์ไฟไนต์อิลิเมนต์แบบสามมิติบนระนาบความเครียดถูกนำมาใช้สำหรับการจำลองหน้าตัดแนวราบและหน้าตัดแนวดิ่ง การจำลองหน้าตัดแนวราบแสดงการประมาณของเสาเข็มรูปวงกลมหรือท่อรับแรงด้านข้างที่จุดศูนย์กลาง ในทางกลับกัน การจำลองหน้าตัดแนวดิ่งแสดงการประมาณของกำแพงฝังในดินซึ่งรับแรงดันด้านข้างและโมเมนต์ที่จุดบนสุด สำหรับกรณีเสาเข็มหน้าตัดแนวดิ่งและเสาเข็มจริงในระบบสามมิติ ที่หัวเสาเข็มถูกจำลองโดยแบ่งออกเป็นสองกรณีคือกรณีที่มีการยึดรั้งที่หัวเสาเข็มและไม่ยึดรั้งที่หัวเสาเข็ม นอกเหนือจากนี้ ผลกระทบของความหนาสำหรับการจำลองเสาเข็มหน้าตัดแนวดิ่งก็ถูกนำมาศึกษาเช่นกัน สำหรับการวิเคราะห์ทั้งหมด เสาเข็มถูกจำลองด้วยวัสดุแบบอิลาสติกและไม่เกิดการวิบัติขึ้นในโครงสร้าง ดินเหนียวถูกจำลองด้วยวัสดุแบบมอร์-คูลอมบ์ในสภาพไม่ระบายน้ำ ชิ้นส่วนเชื่อมต่อระหว่างดินและโครงสร้างถูกใช้ที่ผิวสัมผัสระหว่างดินเหนียวและเสาเข็มของทั้งสองหน้าตัด นอกจากนั้น ชิ้นส่วนเชื่อมต่อระหว่างดินและโครงสร้างถูกจำลองเป็นสองแบบคือ การเชื่อมต่อแบบแรงดึงสมบูรณ์ และ การเชื่อมต่อแบบไม่มีแรงดึง กรณีแรกจำลองสภาพไม่เกิดการแยกตัวระหว่างดินและโครงสร้าง แต่กรณีสองจำลองสภาพการแยกตัวระหว่างดินและโครงสร้าง ผลเฉลยแรงวิบัติของเสาเข็มรับแรงด้านข้างถูกนำเสนอในรูปของพารามิเตอร์ไร้มิติ ผลการศึกษาของงานวิจัยนี้ถูกเปรียบเทียบกับผลการศึกษาในอดีต นอกเหนือจากนี้ เส้นขอบเขตการวิบัติของผลเฉลยของเสาเข็มรับแรงในแนวราบและโมเมนต์ร่วมกันสำหรับกรณีเสาเข็มหน้าตัดแนวดิ่งและเสาเข็มจริงในระบบสามมิติก็ถูกนำเสนอเช่นกัน ท้ายที่สุด ผลกระทบสามมิติที่มีต่อผลเฉลยของตัวแปรไร้มิติของเสาเข็มรับแรงดันด้านข้างก็ถูกนำเสนอในงานวิจัยนี้


Design Of Plantwide Control Structure Of A Small-Scale Concentrated Solar Power Process Cooperated With Organic Rankine Cycle And Thermal Storage Systems, Pathawut Bua-Ngam Jan 2014

Design Of Plantwide Control Structure Of A Small-Scale Concentrated Solar Power Process Cooperated With Organic Rankine Cycle And Thermal Storage Systems, Pathawut Bua-Ngam

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This work presents a study on control system design of a small-scale electricity generation process for household applications using plantwide control technique. The process are of three sections including parabolic trough solar collector, thermal energy storage, and organic Rankine cycle system. Synthetic oil Dowtherm©A and acetone were chosen as heat transfer fluid and working fluid, respectively. In terms of control objectives, the control structure can keep the process operation at maximum efficiency and response the required work load. Control performance of the control structure proposed is tested under various disturbance changes by using dynamic simulator (SIMSCI DYNSIM). The scenarios investigated …


Coke Deposition On Wox/Sio2 Catalyst Physically Mixed With Magnesium Oxide For Metathesis Reaction Of Ethylene And 2-Butene, Thidaya Thitiapichart Jan 2014

Coke Deposition On Wox/Sio2 Catalyst Physically Mixed With Magnesium Oxide For Metathesis Reaction Of Ethylene And 2-Butene, Thidaya Thitiapichart

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The presence of MgO physically mixed with silica supported tungsten oxide catalysts was investigated in metathesis reaction using ethylene and trans-2-butene as feeds. Adding MgO could enhance the conversion of trans-2-butene and propylene yield, comparing with a catalyst mixed with SiO2 as a referenced one. However, the presence of MgO with silica supported tungsten oxide catalysts surprisingly elevated the coke deposition. The coke precursor was formed by MgO from isomerization of undesired products like C5+ and moved to deposit on the acid sites of silica supported tungsten oxide catalysts which is a coke site of the catalysts. Furthermore, the distance …


Effect Of Particle Size Of Silica And Sio2/Mao Ratios On Heterogeneous Metallocene Catalyst Performance And Polyethylene Properties, Chalermpong Ramrauytham Jan 2014

Effect Of Particle Size Of Silica And Sio2/Mao Ratios On Heterogeneous Metallocene Catalyst Performance And Polyethylene Properties, Chalermpong Ramrauytham

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The metallocene catalyst is one of the catalysts, used to produce polyethylene having narrow molecular weight distribution. So, the metallocene catalyst has been interesting in many researches. To activate metallocene catalyst in ethylene polymerization, methylaluminoxane has been used as cocatalyst because it makes high activity for metallocene catalyst. However, both of them are in solution form, which make fouling in reactor and not good morphology in slurry ethylene polymerization. This problem has been solved by heterogeneous metallocene catalyst. Silica is widely used for heterogeneous metallocene catalyst because of high surface area and good morphology. This research is aimed to study …


The Effect Of Methylaluminoxane Synthesis Conditions By Non-Hydrolysis Route To Ethylene Polymerization On Supported Metallocene Catalyst, Tareeya Chansaard Jan 2014

The Effect Of Methylaluminoxane Synthesis Conditions By Non-Hydrolysis Route To Ethylene Polymerization On Supported Metallocene Catalyst, Tareeya Chansaard

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this study, the synthesis conditions of methylaluminoxane by non-hydrolysis route were investigated. Effect of these parameters on the formation of methylaluminoxane which was used for the efficient activator for metallocene catalyst in ethylene polymerization, was focused. Benzoic acid and TMA were used as the reactants in this route. In the first part, the various TMA:BA ratios were investigated. It was found that TMA:BA= 2.4 was the suitable ratio to form MAO, which had the highest conversion of initial TMA and high activity. In the second part, the holding time of reaction was studied to improve the formation of MAO …


Synthesis Of Copper (Core) - Tin (Shell) Nanoparticles By Modified Polyol Process And Replacement Reaction, Bongkot Sakunchangsanoh Jan 2014

Synthesis Of Copper (Core) - Tin (Shell) Nanoparticles By Modified Polyol Process And Replacement Reaction, Bongkot Sakunchangsanoh

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to prevent the oxidation of copper nanoparticles by protecting them with tin as a core-shell structure. Copper (core) nanoparticles were synthesized though modified polyol process and tin (shell) was synthesized though replacement reaction by using glycerol as polyol liquid, sodium phosphinate monohydrate as a reducing agent and thiourea as a surfactant. The effects of sodium phosphinate monohydrate concentration, thiourea concentration and copper ion to tin ion ratio were investigated. The synthesized-nanoparticles were characterized by transmission electron microscopy (TEM), X-ray diffraction techniques (XRD), energy dispersive X-ray spectrometer (EDX), X-ray photoelectron spectroscopy (XPS), thermogravimetric analysis (TGA) and differential scanning …