Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Chemical Engineering (656)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Industrial Engineering (372)
- Electrical and Computer Engineering (357)
-
- Operational Research (307)
- Civil Engineering (274)
- Construction Engineering and Management (274)
- Electrical and Electronics (264)
- Physical Sciences and Mathematics (246)
- Computer Engineering (242)
- Computer Sciences (235)
- Environmental Engineering (161)
- Materials Science and Engineering (118)
- Mechanical Engineering (102)
- Applied Mechanics (101)
- Engineering Mechanics (100)
- Engineering Science and Materials (100)
- Petroleum Engineering (88)
- Power and Energy (86)
- Polymer Science (40)
- Biomedical Engineering and Bioengineering (39)
- Geological Engineering (39)
- Metallurgy (39)
- Mining Engineering (39)
- Risk Analysis (38)
- Hydraulic Engineering (37)
- Nuclear Engineering (33)
- Nanoscience and Nanotechnology (24)
Articles 181 - 210 of 2554
Full-Text Articles in Engineering
การวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อมโดยใช้หัววัดรังสีโซเดียมไอโอไดด์ประสิทธิภาพสูงขนาด 5 นิ้ว X 5 นิ้ว, ธัญชนก อินทรวิเชียร
การวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อมโดยใช้หัววัดรังสีโซเดียมไอโอไดด์ประสิทธิภาพสูงขนาด 5 นิ้ว X 5 นิ้ว, ธัญชนก อินทรวิเชียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้พัฒนาวิธีการวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมา ณ พื้นที่ โดยใช้หัววัดรังสีแกมมาประสิทธิภาพสูงชนิดโซเดียมไอโอไดด์ (ทัลเลียม) ขนาด 5 นิ้ว x 5 นิ้ว สำหรับวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมาในสภาวะปกติและสภาวะฉุกเฉินเนื่องจากอุบัติเหตุทางรังสี ทำการปรับเทียบค่าหัววัดรังสีที่มุมต่าง ๆ ตั้งแต่ 0 – 90 องศา ที่ระดับความสูง 30, 50 และ 100 เซนติเมตร จากต้นกำเนิดรังสีแกมมามาตรฐานภายในห้องทดลอง จากนั้นสร้างสมการมาตรฐานและคำนวณบนโปรแกรม Microsoft Excel ทำการวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ 40K พลังงาน 1,460 keV และ 214Bi พลังงาน 1,765 keV ที่ระดับความสูง 30 และ 50 เซนติเมตร บริเวณสนามหญ้าหน้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าได้ค่าอัตราปริมาณรังสี เท่ากับ 0.281 และ 0.244 µR/h สำหรับ 40K 0.016 และ 0.011 µR/h สำหรับ 214Bi ตามลำดับ และทำการจำลองอุบัติเหตุทางรังสีโดยวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมา จาก 131I ความแรงรังสี 10 µCi และ 137Cs ความแรงรังสี 1 µCi ที่วางบนพื้นดินห่างจากหัววัดรังสีที่ระดับความสูง 30 เซนติเมตร ระยะห่าง 0, 50, 100, 200 และ 300 เซนติเมตร พบว่าได้ค่าอัตราปริมาณรังสีจาก 131I เท่ากับ 0.157, 0.029, 0.015, 0.005, 0.002 µR/h ตามลำดับ สำหรับ 137Cs ที่วางบนพื้นดินห่างจากหัววัดรังสีที่ระดับความสูง 30 เซนติเมตร ระยะห่าง 0, 20, …
การพัฒนาเท้าเทียมแบบไดนามิกที่ปรับค่าความแข็งสปริงได้สำหรับผู้พิการขาขาดในระดับกิจกรรมปานกลาง, ภูรินทร์ พิวัฒน์
การพัฒนาเท้าเทียมแบบไดนามิกที่ปรับค่าความแข็งสปริงได้สำหรับผู้พิการขาขาดในระดับกิจกรรมปานกลาง, ภูรินทร์ พิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยในปัจจุบันมีผู้พิการขาขาดเพิ่มมากขึ้น โดยจากรายงานในปี พ.ศ.2560 ประเทศไทยมีผู้พิการขาขาดราว 40,000 คน แม้ว่าเท้าเทียมแบบ Solid Ankle Cushion Heel (SACH) ที่ใช้กันทั่วไปจะมีราคาที่ถูก ทว่าเท้าเทียมแบบนี้นั้นจะมีข้อเท้าที่แข็งทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเดินที่เป็นธรรมชาติ จึงทำให้เท้าเทียมแบบนี้เหมาะสมกับผู้พิการที่มีระดับกิจกรรมต่ำที่ต้องการความมั่นคงของเท้าเป็นหลัก แต่กลับไม่เหมาะสมนักกับผู้พิการที่มีระดับกิจกรรมปานกลางขึ้นไป เนื่องจากผู้พิการกลุ่มนี้มีความต้องการเท้าเทียมที่สามารถงอเพื่อสะสมพลังงาน และปลดปล่อยพลังงานได้เพื่อที่จะสามารถช่วยส่งเสริมการเดินให้ใกล้เคียงกับคนปกติ ซึ่งเท้าเทียมที่เหมาะสมกับผู้พิการกลุ่มนี้ก็จะต้องมีความแข็งสปริงเชิงมุมที่เหมาะสมตามแต่ปัจจัยต่าง ๆ ของผู้พิการแต่ละคน เช่น น้ำหนักตัว, ความชอบ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเท้าเทียมที่มีความแข็งที่ปรับได้ในช่วงต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่หลากหลายเหล่านี้ โดยใช้เทคนิค Parametric optimization เพื่อออกแบบเท้าเทียมแบบไดนามิกที่มีช่วงความแข็งเฉพาะในบริเวณส้นเท้าและปลายเท้า ซึ่งเหมาะสมกับช่วงน้ำหนักและขนาดเท้าของผู้พิการ โครงสร้างหลักของเท้าเทียมถูกสร้างขึ้นโดยใช้วัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์เป็นหลัก เนื่องด้วยความแข็งแรงสูงและลักษณะน้ำหนักเบา ในงานวิจัยนี้ Finite Element Analysis (FEA) ถูกนำมาใช้เพื่อประเมินการเสียรูปและความแข็งของเท้าเทียมที่ออกแบบตามแนวทางมาตรฐานสากล ISO 10328 จากผลการทดสอบเท้าเทียมที่ออกแบบแสดงให้เห็นว่าเท้าเทียมที่ออกแบบมาสำหรับผู้พิการที่มีขนาดเท้า 26-27 ซม. และช่วงน้ำหนัก 60-80 กก. มีช่วงความแข็งที่เหมาะสมอยู่ที่ 9.97-13.31 Nm/degree ในบริเวณปลายเท้า และ 1.37-4.32 Nm/degree ในบริเวณส้นเท้า ซึ่งเหมาะสมสำหรับการใช้งานโดยผู้พิการที่มีระดับกิจกรรมปานกลางภายในช่วงน้ำหนักและขนาดเท้าตามที่ได้กำหนดไว้
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากกระบวนการชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, โชติกา วิเศษสมบัติ
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากกระบวนการชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, โชติกา วิเศษสมบัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สังกะสีเป็นหนึ่งในโลหะที่ไม่ใช่เหล็กซึ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเหล็กชุบสังกะสีหรือเหล็กชุบสังกะสีโดยเฉพาะเหล็กชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน เนื่องจากคุณสมบัติป้องกันการกัดกร่อนและป้องกันการเกิดสนิม อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการผลิตไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม แล้วมีการปล่อยของเสียลงสู่สิ่งแวดล้อม อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์และระบบนิเวศได้ โดยเฉพาะจากกรณีการลักลอบเปิดโรงงานชุบสังกะสีโดยมีข่าวรายงานที่ขาดระบบจัดการของเสียที่เหมาะสม งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาปริมาณและเส้นทางการไหลของของเสียจากโรงงานชุบสังกะสีในประเทศไทย พร้อมทั้งประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการจัดการของเสีย โดยใช้การวิเคราะห์การไหลของวัสดุ (Material Flow Analysis) และการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment) ผ่านซอฟต์แวร์ STAN และ SimaPro โดยจัดหมวดหมู่ของเสียตามรหัสที่กำหนดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ผลการศึกษาระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2563 พบว่า รหัสของเสีย 11 01 (ของเสียจากการปรับสภาพและเคลือบผิวโลหะด้วยสารเคมี) มีปริมาณสูงที่สุด รองลงมาคือรหัส 11 05 และ 12 01 คิดเป็น 76.87%, 19.33% และ 3.68% ตามลำดับ โดยของเสียส่วนใหญ่ถูกจัดการภายใต้รหัส 049 (การนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยวิธีอื่น), 053 (การคืนสภาพกรด/ด่าง) และ 052 (การนำโลหะกลับมาใช้ใหม่) คิดเป็น 78.88%, 16.44% และ 2.56% ตามลำดับ ทั้งนี้พบว่าของเสียส่วนใหญ่ในรหัส 11 01 ถูกจัดการภายใต้รหัส 049 และ 053 เป็นหลัก ผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมพบว่าของเสียส่งผลต่อความเป็นพิษต่อระบบนิเวศน้ำจืด ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศทะเล ความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งต่อมนุษย์ และความเป็นพิษที่ไม่ก่อมะเร็ง โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเผาของเสียที่ปนเปื้อนสารอันตราย ส่งผลกระทบสูงที่สุด โดยปี พ.ศ. 2563 มีปริมาณของเสียและผลกระทบสูงสุด จึงถูกเลือกเป็นสถานการณ์ฐาน (S0) เพื่อเปรียบเทียบกับแนวทางจัดการของเสียทางเลือกอื่น ๆ ทั้ง 3 สถานการณ์ ทำให้พบว่าสถานการณ์ S3 ที่เน้นการนำของเสียกลับไปรีไซเคิลของเสียส่วนใหญ่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกด้านที่กล้าวข้างต้นได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสถานการณ์ฐาน
การวัดปริมาณปรอทแบบไม่ทำลายบนท่อเหล็กกล้าด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์, ปภาวรินท์ สามสี
การวัดปริมาณปรอทแบบไม่ทำลายบนท่อเหล็กกล้าด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์, ปภาวรินท์ สามสี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการวัดปริมาณปรอทแบบไม่ทำลายบนท่อเหล็กกล้าด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์ ปรอทมักพบในก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยทำให้สามารถสะสมบนผนังด้านในของท่อส่งก๊าซได้ เมื่อสิ้นสุดอายุ การรื้อถอนท่อจากทะเลจำเป็นต้องมีการตรวจวัดปริมาณปรอทตกค้างอยู่บนผนังท่อ ในงานวิจัยนี้ได้ใช้ทองคำ (Au) เป็นธาตุมาตรฐานแทนปรอท (Hg) เนื่องจากมีคุณสมบัติการดูดกลืนและการเปล่งรังสีเอกซ์คล้ายคลึงกัน รวมทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายด้านสุขภาพจากปรอท นอกจากนี้ทองคำยังมีความเสถียรมากกว่าปรอท อุปกรณ์ซึ่งใช้เทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์ที่นำเสนอประกอบด้วยต้นกำเนิดรังสีพลูโตเนียม-238 และหัววัดแคดเมียมเทลลูไรด์ (CdTe) โดยเริ่มต้นจากการวัดความเข้มของรังสีเอกซ์เฉพาะตัวเส้น Au Lα และ Au Lβ จากตัวอย่างแผ่นเหล็กที่ชุบทองคำที่มีทองคำความหนาต่าง ๆ กัน ซึ่งพบว่าความเข้มรังสีเอกซ์เฉพาะตัวทั้งสองมีค่าเพิ่มขึ้นตามความหนาของทองคำจนถึงค่าความหนาประมาณ 2 ไมครอน จากนั้นได้ทำการหาค่า Intensity correction factor เพื่อใช้สำหรับปรับแก้อัตรานับรังสีของทองคำเป็นอัตรานับรังสีของปรอทโดยใช้แผ่นโลหะทองคำและตะกั่ว ซึ่งได้ค่าเท่ากับ 0.936 และ 0.952 สำหรับเส้น Au Lα และ Au Lβ ตามลำดับ งานวิจัยนี้ยังได้นำเสนอแนวคิดของอุปกรณ์ต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ในการวัดความหนาของปรอทในท่อลำเลียงได้อีกด้วย
แบบจำลองการจับคู่ของผู้เข้าร่วมตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบเพียร์ทูเพียร์โดยพิจารณาความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมตลาด, ชัพวิชญ์ สมเพาะ
แบบจำลองการจับคู่ของผู้เข้าร่วมตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบเพียร์ทูเพียร์โดยพิจารณาความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมตลาด, ชัพวิชญ์ สมเพาะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนโยบายภาคพลังงานที่ได้ส่งเสริมให้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ส่งผลให้มีผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้าเอง (Prosumer) เพิ่มขึ้น และนำไปสู่การเกิดขึ้นของตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบเพียร์ทูเพียร์ (P2P) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถซื้อขายกันโดยตรงในราคาและปริมาณที่พึงพอใจได้ อย่างไรก็ตาม การออกแบบตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบเพียร์ทูเพียร์ให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างผู้เข้าร่วมตลาด อีกทั้งสามารถสะท้อนความต้องการของผู้เข้าร่วมตลาดได้นั้น เป็นสิ่งที่จำเป็น ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นนำเสนอแบบจำลองการจับคู่ในตลาดซื้อขายไฟฟ้าเพียร์ทูเพียร์แบบล่วงหน้า (Day-ahead) โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมตลาดทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถให้คะแนนความพึงพอใจซึ่งกันและกัน และกำหนดให้คู่ที่มีคะแนนความพึงพอใจร่วมสูงสุดได้จับคู่ก่อน อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สามารถนำแบบจำลองนี้ไปทดสอบใช้จริงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ควรมีการดำเนินการในด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การปรับปรุงระเบียบ/ข้อกำหนด การอนุญาตให้เรียกเก็บค่าใช้บริการโครงข่ายจากเจ้าของโครงข่าย และการพัฒนาตลาดไฟฟ้าในช่วงเวลาอื่น ๆ เป็นต้น
A Study Of Characteristics, Origins And Fates Of Ultrafine Particles Over Taichung City, Taiwan, Kijpat Thavorn
A Study Of Characteristics, Origins And Fates Of Ultrafine Particles Over Taichung City, Taiwan, Kijpat Thavorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Ultrafine particles (UFPs, <0.1 μm) pose health risks and are challenging to model. This study investigated UFP dynamics in Taichung City, Taiwan, using April 2021 observations and GEOS-Chem-TOMAS simulations. Observations included particle number size distributions (analyzed from 11.8 to 593.5 nm), sulfuric acid, and meteorological data. The model used 15 size bins, testing five nucleation schemes (Base, Binary, Binary ion, Ternary, Ternary ion) for new particle formation (NPF) sensitivity.Base, Ternary, and Ternary ion schemes simulated sporadic nucleation bursts; Binary schemes showed minimal activity. Despite visual coincidence with sulfuric acid peaks, simulated nucleation rates exhibited weak linear correlation (Pearson R ≈ −0.04). The model consistently and substantially underestimated observed particle number concentrations across all modes (NMBs ranging from -8.5% to -90.9%; correlation coefficients (absolute values) from 0.06 to 0.21). Crucially, no clear classical "banana-shaped" NPF events were observed in observations or model simulations. These findings underscore the need for improved nucleation/growth parameterizations, higher-resolution meteorological data, and refined local emissions for urban aerosol modeling in subtropical environments.
Detection And Replacement Of States With Spikes And Noise By Long Short-Term Memory Models Or Neural Networks, Ittikorn Yutto
Detection And Replacement Of States With Spikes And Noise By Long Short-Term Memory Models Or Neural Networks, Ittikorn Yutto
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Spike signals are impulsive disturbances with high amplitude occurring over a very short duration. They are typically caused by external factors such as temperature fluctuations, vibrations, or sensor inaccuracies, leading to erroneous measurements and potential degradation of control system performance. This study aims to develop a Long Short-Term Memory (LSTM) model for detecting and replacing spike signals in a second-order system. The model was trained and validated using datasets contaminated with spike signals of varying amplitudes. Experimental results demonstrated that the proposed model could suppress spike amplitudes by up to 99.79%, with a minimum reduction of 92.42% and an average …
Development Of Quaternized Poly(Vinyl Alcohol)/Chitosan/Two-Dimensional Molybdenum Disulfide Anion Exchange Membrane As A Separator For Electrochemical Processes, Nuttapon Suppanucroa
Development Of Quaternized Poly(Vinyl Alcohol)/Chitosan/Two-Dimensional Molybdenum Disulfide Anion Exchange Membrane As A Separator For Electrochemical Processes, Nuttapon Suppanucroa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In response to the global shift toward the expansion of large-scale energy storage systems (ESSs), secondary zinc-air batteries (ZABs) have attracted significant attention as promising candidates for next-generation batteries due to their high energy density, cost-effectiveness, and safety. However, their long-term practical application is hindered by several challenges associated with the membrane separator, including the formation of resistive zinc oxide layers and low hydroxide-ion conductivity. These limitations are attributed to poor ion-selectivity, which impedes electrochemical reactions and degrades battery performance. To address these issues, this study developed a series of innovative membrane separators featuring quaternary ammonium (QA)-functionalized polyvinyl alcohol (PVA), …
พฤติกรรมรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบที่เสียหายจากเพลิงไหม้, กฤษฎา สุวรรณฉาย
พฤติกรรมรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบที่เสียหายจากเพลิงไหม้, กฤษฎา สุวรรณฉาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบก่อนและหลังได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ โดยมุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของอุณหภูมิสูงต่อกำลังรับแรงอัดตรงศูนย์ของเสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีต ซึ่งเป็นวัสดุผสมที่ผสานจุดเด่นของเหล็กและคอนกรีตไว้ด้วยกัน การศึกษาประกอบด้วยการเตรียมชิ้นงานเสาท่อเหล็กกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 165 มม. และ 112 มม. ความสูง 300 มม. และ 200 มม. เติมด้วยคอนกรีตจากปูนซีเมนต์และเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตที่ใช้มีส่วนผสมของเถ้าแกลบและเถ้าลอยคิดเป็นร้อยละ 60 และ 40 ตามลำดับ ได้แบ่งกลุ่มเพื่อทดสอบการรับแรงอัดตรงศูนย์ใน 3 สภาวะ ได้แก่ สภาวะที่ไม่ผ่านการเผาไฟ และภายหลังการเผาไฟที่อุณหภูมิตามมาตรฐาน ISO-834 เป็นเวลา 90 และ 120 นาที ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า เสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตที่ไม่ผ่านทดสอบเพลิงไหม้มีพฤติกรรมคล้ายกับเสาท่อเหล็กเติมคอนกรีตจากปูนซีเมนต์ และกำลังรับแรงอัดของชิ้นงานลดลงตามระยะเวลาในการเผาไฟ โดยชิ้นงานที่เผาไฟ 90 นาที ยังคงมีกำลังรับแรงอัดคงค้างเฉลี่ยประมาณ 50–70% ของสภาวะปกติ ในขณะที่ตัวอย่างที่เผาไฟ 120 นาที มีกำลังคงค้างเฉลี่ยลดลงเหลือประมาณ 30–50% ทั้งนี้ชิ้นงานขนาดใหญ่มีแนวโน้มสูญเสียกำลังน้อยกว่าชิ้นงานขนาดเล็ก งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบในการใช้ทดแทนคอนกรีตปูนซีเมนต์สำหรับโครงสร้าง และสนับสนุนการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในการพัฒนาโครงสร้างที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การปรับปรุงประสิทธิภาพของการรังวัดหาตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียมนำหน โดยใช้ระบบเสริมสัญญาณดาวเทียม Dfmc Sbas ในพื้นที่ประเทศไทย, พูนทรัพย์ ทะริ
การปรับปรุงประสิทธิภาพของการรังวัดหาตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียมนำหน โดยใช้ระบบเสริมสัญญาณดาวเทียม Dfmc Sbas ในพื้นที่ประเทศไทย, พูนทรัพย์ ทะริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบเสริมสัญญาณดาวเทียม (SBAS) เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการรังวัดหาตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียมนำทาง (GNSS) ที่ใช้งานในด้านการนำทางการบิน โดยเฉพาะการใช้งานในรูปแบบ Dual-Frequency Multi-Constellation (DFMC) ซึ่งอาศัยสัญญาณจากหลายระบบ GNSS เช่น GPS, GLONASS, Galileo และ BeiDou บนสองย่านความถี่ ช่วยลดผลกระทบจากความแปรปรวนของไอโอโนสเฟียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม SBAS รุ่นที่ 1 ซึ่งถูกนำมาใช้ในประเทศไทย ยังคงมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพในการปรับปรุงความถูกต้องของตำแหน่ง ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อข้อจำกัดนี้คือ ตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยซึ่งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความผันผวนของชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์สูง จากปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบ SBAS แบบ DFMC ในพื้นที่ของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นที่ตัวชี้วัดหลักคือ ความแม่นยำของตำแหน่ง และ ความพร้อมใช้งาน การวิเคราะห์ใช้ข้อมูลรังวัดจากสถานีภาคพื้นดินจำนวน 4, 8 และ 12 สถานีที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งเก็บข้อมูลในช่วงเวลา 4 ช่วง ได้แก่ วันที่ 1–7 มกราคม, 1–7 เมษายน, 1–7 สิงหาคม และ 1–7 ธันวาคม พ.ศ. 2566 ค่าปรับแก้ที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ได้นำมาประมวลผลร่วมกับข้อมูล GNSS จากสถานีอ้างอิงถาวร (CORS) จำนวน 20 สถานีทั่วประเทศ ผลการศึกษาดังกล่าวพบว่า ค่าปรับแก้ที่ได้จากการใช้ข้อมูลจากสถานีภาคพื้นดิน 8 และ 12 สถานี ช่วยเพิ่มความแม่นยำของการรังวัดตำแหน่งแบบจุดเดี่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ และสอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับการบินประเภท I (CAT-I) การศึกษานี้จึงถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการพัฒนาระบบ SBAS ที่เหมาะสมกับบริบททางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย
เครื่องมือสร้างสตับและไดร์เวอร์สําหรับการทดสอบระบบด้วย แผนภาพลําดับและแผนภาพคลาส, นนทเดช วรางค์เดช
เครื่องมือสร้างสตับและไดร์เวอร์สําหรับการทดสอบระบบด้วย แผนภาพลําดับและแผนภาพคลาส, นนทเดช วรางค์เดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เพื่อให้สามารถค้นหาข้อผิดพลาดของระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทดสอบระบบสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ช่วงที่ระบบมีฟังก์ชันการทำงานบางส่วนแล้วเสร็จ การค้นพบข้อผิดพลาดในช่วงต้นของการพัฒนาจะช่วยลดต้นทุนและเวลาในการแก้ไขงานซ้ำได้ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ระบบยังมีคลาสบางส่วนที่ยังไม่แล้วเสร็จ จำเป็นต้องใช้ สตับ และ ไดร์เวอร์ เข้ามาแทนที่คลาสเหล่านั้นในระหว่างการทดสอบ สตับและไดร์เวอร์ต้องใช้เวลาและความพยายามในการพัฒนา จึงมีความพยายามในการสร้างเครื่องมือเพื่อช่วยลดภาระดังกล่าวงานวิจัยนี้เสนอแนวทางพัฒนาเครื่องมือที่ใช้แผนภาพคลาส, แผนภาพลำดับ และตารางติดตามความต้องการ เป็นข้อมูลนำเข้า โดยแผนภาพคลาสใช้เพื่อแสดงข้อมูลคุณลักษณะของคลาส และใช้สร้างรายการเมทอดที่มีในระบบ ส่วนแผนภาพลำดับใช้ระบุลำดับการเรียกใช้เมทอดระหว่างวัตถุ และนำไปสู่การสร้างกราฟการเรียกใช้งาน ในขณะเดียวกันตารางติดตามความต้องการ ถูกใช้เพื่อค้นหาฟังก์ชันของระบบที่ต้องดำเนินการทดสอบ เมื่อได้กราฟการเรียกใช้งานและรายการเมทอดแล้ว ระบบจะสามารถสร้างคลาสของสตับและไดร์เวอร์ พร้อมทั้งข้อมูลทดสอบ เพื่อให้สามารถดำเนินการทดสอบระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การรู้จำสถานที่ด้วยภาพสำหรับหุ่นยนต์ภายในอาคารด้วยกล้องรอบทิศ, เทพสิทธิ์ นิสิตสุขเจริญ
การรู้จำสถานที่ด้วยภาพสำหรับหุ่นยนต์ภายในอาคารด้วยกล้องรอบทิศ, เทพสิทธิ์ นิสิตสุขเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอวิธีการรู้จำสถานที่ด้วยภาพ (Visual Place Recognition: VPR) สำหรับหุ่นยนต์เคลื่อนที่ภายในอาคาร โดยใช้กล้องมุมกว้างที่ติดตั้งเลนส์ตาปลาในทิศชี้ขึ้นเพดานเพียงตัวเดียว ซึ่งช่วยให้สามารถมองเห็นทั้งเพดานที่มีลักษณะคงที่ และสภาพแวดล้อมโดยรอบได้ในภาพเดียว ลดความจำเป็นในการใช้เซนเซอร์หลายประเภท ระบบที่พัฒนาขึ้นใช้สถาปัตยกรรมแบบ NetVLAD ซึ่งได้รับการฝึกสอนด้วยข้อมูลภาพ Fisheye จากทั้งโลกจริงและโลกจำลอง เรียกว่า FisheyeNetVLAD เพื่อสร้างตัวแทนภาพแบบ Global Descriptor สำหรับการค้นหาสถานที่ในขั้นต้น ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถรู้จำสถานที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสภาวะแสง มุมมอง และสิ่งกีดขวางที่หลากหลาย จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการประยุกต์ใช้งานในระบบระบุตำแหน่งของหุ่นยนต์ภายในอาคาร
การประมาณความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินด้วยวิธีคลื่นผิวแบบพาสซีฟที่คำนึงถึงองค์ประกอบในแนวราบของคลื่น, สิรีธร ปัชชา
การประมาณความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินด้วยวิธีคลื่นผิวแบบพาสซีฟที่คำนึงถึงองค์ประกอบในแนวราบของคลื่น, สิรีธร ปัชชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิธีที่นิยมใช้ในการสำรวจชั้นดินเพื่อการออกแบบสิ่งปลูกสร้างได้แก่การสำรวจด้วยวิธีตอกหยั่งมาตรฐาน ซึ่งแม้จะให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ แต่มีค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการดำเนินการพอสมควร ด้วยเหตุนี้การสำรวจชั้นดินเบื้องต้นด้วยวิธีวิเคราะห์คลื่นผิวดินแบบพาสซีฟจึงได้รับความสนใจมากขึ้นเนื่องจากสามารถทำได้อย่างรวดเร็วภายใต้ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก การสำรวจด้วยคลื่นผิวดินประกอบด้วยการบันทึกสัญญาณคลื่นในสนามแล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างเส้นโค้งการกระจายของคลื่นเฉือน (Shear Wave Dispersion Curve) โดยทั่วไปการวิเคราะห์ดังกล่าวจะพิจารณาเพียงคลื่นในแนวดิ่งจึงมีเงื่อนไขในการคำนวณน้อยทำให้ประสบปัญหาความไม่เป็นเอกลักษณ์ของคำตอบและส่งผลต่อความแม่นยำของการทำนาย ในการศึกษานี้จึงเสนอแนวทางการวิเคราะห์แบบผสมผสานโดยพิจารณาทั้งคลื่นในแนวราบและแนวดิ่งเพื่อเพิ่มเงื่อนไขในการคำนวณ ทำให้การวิเคราะห์มีความแน่นอนมากขึ้น เนื่องจากคลื่นทั้งสองแนวตอบสนองต่อคุณสมบัติเชิงกลของชั้นดินในลักษณะที่แตกต่างกัน เมื่อทดลองใช้วิธีการที่ได้พัฒนานี้กับคลื่นผิวดินที่ตรวจวัดจากภาคสนามเพื่อสร้างภาพตัดความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินแล้วนำไปเปรียบเทียบกับผลการทดสอบจากวิธีดาวน์โฮลและครอสโฮล พบว่าวิธีการดังกล่าวสามารถทำนายภาพตัดความเร็วคลื่นเฉือนได้อย่างแม่นยำ
ผลกระทบของการอบอ่อนซ้ำระหว่างอุณหภูมิวิกฤตต่อโครงสร้างจุลภาค และคุณสมบัติทางกลของเหล็กกล้าดูอัลเฟส, วิชยุตม์ ชูเมือง
ผลกระทบของการอบอ่อนซ้ำระหว่างอุณหภูมิวิกฤตต่อโครงสร้างจุลภาค และคุณสมบัติทางกลของเหล็กกล้าดูอัลเฟส, วิชยุตม์ ชูเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการศึกษานี้ ได้มีการประยุกต์การอบอ่อนซ้ำระหว่างอุณหภูมิวิกฤตเพื่อปรับเปลี่ยนสมบัติทางกลของเหล็กกล้าดูอัลเฟสที่มีส่วนผสม 0.107%C-2.39%Mn-0.453%Si ผลการอบอ่อนซ้ำระหว่างอุณหภูมิวิกฤต (IC2) ถูกตรวจสอบโดยการสังเกตโครงสร้างจุลภาค การทดสอบแรงดึงและการทดสอบความแข็งแบบวิกเกอร์ แล้วจึงเปรียบเทียบผลกับชิ้นงานที่อบอ่อนระหว่างอุณหภูมิวิกฤตครั้งเดียว (IC1) โดยพบว่าการเพิ่มอุณหภูมิการอบอ่อนระหว่างอุณหภูมิวิกฤตส่งผลให้ความเค้นคราก ความต้านทานแรงดึง และความแข็งเพิ่มขึ้นในขณะที่ความเหนียวลดลงเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณมาร์เทนไซต์เป็นหลัก หลังจาก IC2 ส่งผลให้ชิ้นงานมีขนาดเกรนเฟร์ไรต์และปริมาณมาร์เทนไซต์ลดลงเล็กน้อย และจากผลการทดสอบแรงดึงพบว่า IC2 สามารถเพิ่มความเหนียวโดยไม่ส่งผลให้ความแข็งแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากผลลัพธ์ที่ได้บ่งบอกว่าสามารถใช้วิธีการอบอ่อนซ้ำระหว่างอุณหภูมิวิกฤต เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางกลของเหล็กกล้าดูอัลเฟสได้ โดยไม่เพิ่มความซับซ้อนให้กับกระบวนการผลิตมากเกินไป
การจำลองผลกระทบจากพลาสมาแอคทูเอเตอร์ต่อการไหลของอากาศรอบโครงสร้าง, นฤสรณ์ ฐาน์กาญจน์
การจำลองผลกระทบจากพลาสมาแอคทูเอเตอร์ต่อการไหลของอากาศรอบโครงสร้าง, นฤสรณ์ ฐาน์กาญจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การไหลของอากาศรอบโครงสร้างทรงกระบอกกลมเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจมาอย่างยาวนานในกลศาสตร์ของไหล ซึ่งมักก่อให้เกิดการสั่นที่เกิดจากการไหลของอากาศ (flow-induced vibrations) และแรงทางอากาศพลศาสตร์ที่แปรผันตามเวลา อาจนำไปสู่ปัญหาการสั่นและความเสียหายรุนแรงของโครงสร้าง งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาศักยภาพของพลาสมาแอคทูเอเตอร์ (Plasma Actuator) ในการควบคุมการไหลดังกล่าว ผ่านการจำลองเชิงตัวเลขด้วยโปรแกรม OpenFOAM โดยประยุกต์ใช้แบบจำลอง Suzen สำหรับการคำนวณสนามไฟฟ้าและความหนาแน่นประจุจากพลาสมา และใช้วิธี Reynolds-Averaged Navier-Stokes (RANS) ร่วมกับแบบจำลองความปั่นป่วน k-ω SST ในการแก้สมการของไหลในกระบวนการจำลอง ได้พัฒนาและดัดแปลงตัวแก้สมการ (solver) เพื่อให้สามารถคำนวณศักย์ไฟฟ้าและความหนาแน่นประจุในหลายตัวกลางได้อย่างถูกต้อง โดยยืนยันความถูกต้องของ solver ด้วยกรณีศึกษาทางทฤษฎี จากนั้นจำลองการติดตั้งพลาสมาแอคทูเอเตอร์บนทรงกระบอกในตำแหน่ง ±90° แล้วศึกษาผลกระทบที่มีต่อความถี่ (St), สัมประสิทธิ์แรงต้าน (CD) และแรงแนวขวางผันผวน (C’l)ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า พลาสมาแอคทูเอเตอร์มีประสิทธิภาพในการลดแรงต้านได้สูงสุดถึง 25% และลดแรงแนวขวางผันผวนได้ 8% ที่เลขเรย์โนลด์ต่ำ (6.3×10³) และศักย์ไฟฟ้า 8 kV อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพลดลงเมื่อเลขเรย์โนลด์เพิ่มขึ้น และแทบไม่ส่งผลกับความถี่ในการสั่นของวอร์เท็กเช็ดดิง (vortex shedding) แสดงให้เห็นว่าพลาสมาแอคทูเอเตอร์เหมาะสำหรับการควบคุมการไหลที่เลขเรย์โนลด์ต่ำ ผลการวิจัยนี้สนับสนุนความเป็นไปได้ของการประยุกต์ใช้พลาสมาแอคทูเอเตอร์ในการควบคุมการไหลรอบโครงสร้างขนาดเล็ก โดยเฉพาะในสภาวะการไหลที่มีเลขเรย์โนลด์ต่ำ
ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบ, ธนวัฒน์ พงษ์ทองเจริญ
ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบ, ธนวัฒน์ พงษ์ทองเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเพื่อศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบโดยใช้ระบบบำบัดจำลองแบบเอสบีอาร์ในการทดลองครั้งนี้ โดยงานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดีและไนโตรเจนของระบบบำบัดแบบเอสบีอาร์ 2. เพื่อศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบชุมชนจุลินทรีย์ในระบบบำบัดแบบเอสบีอาร์ และ 3. เพื่อศึกษาเส้นทางของไมโครพลาสติกในระบบและความสามารถในการกำจัดไมโครพลาสติกผ่านระบบบำบัดน้ำเสียแบบแบบเอสบีอาร์ โดยงานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองดำเนินระบบบำบัดน้ำเสียจำลองแบบเอสบีอาร์เป็นจำนวน 3 ปฏิกรณ์ที่ใส่ไมโครพลาสติกในปริมาณที่แตกต่างกันคือ 0 มก./ล., 10 มก./ล. และ 1,000 มก./ล. ดำเนินระบบเป็นระยะเวลา 94 วัน พบว่าประสิทธิภาพของการบำบัดซีโอดีโดยเฉลี่ยของทั้งสามระบบคือ 61.5%, 57.9% และ 50.8% ตามลำดับซึ่งประสิทธิภาพของการบำบัดซีโอดีลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อไมโครพลาสติกในระบบเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับพีเอชที่แปรผกผันกับปริมาณไมโครพลาสติกและความสัมพันธ์นี้ยังสอดคล้องกับสัดส่วนของชุมชนจุลินทรีย์ที่แตกต่างกันในแต่ละระบบอีกด้วย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าปริมาณไมโครพลาสติกที่เพิ่มขึ้นนั้นส่งผลกลับประสิทธิภาพการบำบัดไนโตรเจนและฟอสฟอรัสได้ นอกจากไมโครพลาสติกที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียแบบเอสบีอาร์ลดลงแล้วไมโครพลาสติกยังสามารถสะสมตกค้างในระบบและมีบางส่วนสามารถออกจากระบบบำบัดไปสู่สิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นแล้วระบบบำบัดที่ต้องรับน้ำเสียที่มีไมโครพลาสติกเจือปนเยอะเช่นน้ำชะขยะควรจะมีการกำจัดไมโครพลาสติกก่อนเข้าระบบ
การคาดการณ์น้ำท่วมสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ด้วยแบบจำลองน้ำฝน น้ำท่า น้ำท่วม, พงษ์สิทธิ์ ผลสมบูรณ์
การคาดการณ์น้ำท่วมสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ด้วยแบบจำลองน้ำฝน น้ำท่า น้ำท่วม, พงษ์สิทธิ์ ผลสมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุทกภัยเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศ โดยเฉพาะมหาอุทกภัยในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท (The World Bank, 2012) การคาดการณ์และเตือนภัยน้ำท่วมจึงเป็นมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาระบบคาดการณ์น้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ที่คาดการณ์ทั้งปริมาณอัตราการไหลในลำน้ำและพื้นที่น้ำท่วม โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองน้ำฝน น้ำท่า น้ำท่วม (RRI model) และแบ่งออกเป็นสองระบบหลัก ได้แก่ ระบบจำลองรายวันและรายเดือน ระบบจำลองรายวันดำเนินการเวลา 12.00 น. ของทุกวัน ประกอบด้วยสามขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมข้อมูลนำเข้า การจำลองน้ำท่าและน้ำท่วม และการจัดการผลลัพธ์ทั้งข้อมูลรายกริดและรายสถานี การประเมินประสิทธิภาพของระบบในช่วงวันที่ 1–19 ตุลาคม พ.ศ. 2566 พบว่าระบบสามารถจำลองอัตราการไหลได้ใกล้เคียงกับข้อมูลตรวจวัด โดยเฉพาะในช่วง 1–3 วันแรก อย่างไรก็ตามความแม่นยำลดลงตามระยะเวลาการคาดการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับผลการเปรียบเทียบแผนที่น้ำท่วมกับภาพถ่ายดาวเทียม โดยมีค่า Probability of Detection (POD) อยู่ในช่วง 12–18% และค่า False Alarm Ratio (FAR) อยู่ระหว่าง 89–95% อีกทั้งข้อมูลฝนคาดการณ์จากแบบจำลอง WRF-DA ของกรมอุตุนิยมวิทยา ก็พบว่ามีความแม่นยำสูงในช่วง 1–3 วันแรก และมีแนวโน้มคลาดเคลื่อนในช่วงหลังจากนั้น ในการศึกษานี้ได้แบ่งแนวทางการปรับปรุงระบบคาดการณ์น้ำท่วมออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ข้อมูลนำเข้า (input data) โครงสร้างของแบบจำลอง (model structure) และการประยุกต์ใช้ (application) ในการศึกษานี้ได้เพิ่มระบบจำลองอัตราการไหลย้อนหลัง 1 เดือนจากข้อมูลฝนตรวจวัด ซึ่งดำเนินการเวลา 00.10 น. ของวันที่ 1 ของทุกเดือน เพื่อปรับปรุงข้อมูลเริ่มต้น ลดความคลาดเคลื่อนสะสมจากระบบรายวัน และใช้เป็นแนวทางในการคัดเลือกชุดพารามิเตอร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจำลองรายวัน ทั้งนี้ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของการจำลองอัตราการไหลสูงสุดจาก 95.62% เหลือ 13.66% ที่สถานี P.1 และจาก 242.94% เหลือ 136.48% ที่สถานี …
Deep Learning Approaches For Robust Heart And Respiratory Rate Estimation From Photoplethysmography, Pongpanut Osathitporn
Deep Learning Approaches For Robust Heart And Respiratory Rate Estimation From Photoplethysmography, Pongpanut Osathitporn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Respiratory rate (RR) is a vital sign widely used to assess patient health. However, estimating RR using photoplethysmography (PPG) signals remains challenging due to noise and signal variability. This paper proposes RRWaveNet, an end-to-end model based on multi-scale convolutional networks with residual connections for robust RR estimation from PPG signals. The model is evaluated on four public datasets BIDMC, CapnoBase, WESAD, and SensAI with optimal performance observed at a 32-second window. RRWaveNet achieves mean absolute errors of 1.66±1.01, 1.59±1.08, 1.92±0.96, and 1.23±0.61 breaths per minute, respectively, outperforming state-of-the-art methods across all datasets and the transfer learning using ICU datasets, which …
Optimal Centralized Operations Of Local Energy Market Considering Electric Vehicle Charging Activity For Local Grid Services, Arnon Teawnarong
Optimal Centralized Operations Of Local Energy Market Considering Electric Vehicle Charging Activity For Local Grid Services, Arnon Teawnarong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation investigates the optimal operation of local energy markets (LEM) within Thailand’s low-voltage distribution system (LVDS) to integrate renewable energy sources and electric vehicles (EVs). Despite extensive research, uncertainties persist in selecting optimal transaction partners and negotiating prices to maximize social welfare. Additionally, LEM operations should consider self-managing energy consumption and utilizing EVs to mitigate distribution network constraint (DNC) violations and leverage local resources to alleviate power imbalances during real-time electricity delivery. Local grid service programs, which offer incentives, face challenges in ensuring equitable participation and allocating fair incentives. Additionally, implementing a penalty scheme presents issues in fairness, mitigating …
Hydrogen Production From Glycerol Using Sorption Enhanced Chemical Looping Steam Reforming With Multifunctional Pellet Catalyst, Talita Nimmas
Hydrogen Production From Glycerol Using Sorption Enhanced Chemical Looping Steam Reforming With Multifunctional Pellet Catalyst, Talita Nimmas
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this study, the synthesis of a pellet-scale material for hydrogen (H₂) production from glycerol via the Sorption Enhanced Chemical Looping Steam Reforming (SE-CL-SGR) process was investigated. The research focuses on material synthesis, performance enhancement, and the economic and environmental advantages of the developed material. Among the synthesis methods compared, the Stepwise Calcination process demonstrated the best performance, producing structurally stable and mechanically robust pellets. The optimal CaO/support mass ratio for the Ni-supported material (15Ni(70Ca.30Support)) was found to achieve 90% v/v H₂ purity with a pre-breakthrough time of approximately 75 minutes. Rare-earth metal oxides (CeO₂, La₂O₃) addition also improved mechanical …
กรอบการจำลองเพื่อประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานและกลยุทธ์ด้านราคาของบริการแท็กซี่ในเขตเมือง, ธีรัช รักษ์เถา
กรอบการจำลองเพื่อประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานและกลยุทธ์ด้านราคาของบริการแท็กซี่ในเขตเมือง, ธีรัช รักษ์เถา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การบริหารจัดการระบบแท็กซี่ในเขตเมืองมีความซับซ้อนและต้องรองรับปัจจัยหลายด้าน เช่น ความต้องการของผู้โดยสาร การกระจายตัวของรถแท็กซี่ กลยุทธ์ด้านราคา และประเภทของพาหนะ การประเมินผลกระทบจากตัวแปรเหล่านี้อย่างเป็นระบบจึงมีความสำคัญต่อการวางแผนทั้งในระดับผู้ประกอบการและภาครัฐ งานวิจัยนี้นำเสนอกรอบการจำลองที่สามารถประเมินประสิทธิภาพของระบบแท็กซี่ภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน โดยใช้ข้อมูลจากบริการแท็กซี่ในนครนิวยอร์ก (NYC TLC Dataset) เป็นกรณีศึกษา ตัวแปรหลักที่นำมาทดลอง ได้แก่ ขนาดของฟลีทรถ รูปแบบโครงสร้างราคาค่าโดยสาร และประเภทของยานพาหนะ (รถยนต์สันดาปภายในและยานยนต์ไฟฟ้า) ผลการทดลองแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรกับประสิทธิภาพของระบบในด้านต่าง ๆ เช่น อัตราการตอบสนองงาน อัตราการใช้งานแท็กซี่ เวลาว่าง รายได้สุทธิ และต้นทุนการดำเนินการนอกจากนี้ ยังเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์จากระบบจำลองกับวิธีการทางสถิติแบบดั้งเดิม พบว่าระบบจำลองให้ผลที่ใกล้เคียงกับสภาพจริงมากกว่า โดยสามารถสะท้อนผลกระทบของการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการได้อย่างชัดเจน กรอบการจำลองที่พัฒนาขึ้นนี้ให้ข้อมูลเชิงปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการฟลีทรถแท็กซี่และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อนำไปใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแท็กซี่ กลยุทธ์ในการดำเนินงาน และความยั่งยืนทางการเงิน
การพัฒนาท่อถ่างขยายทางเดินอาหารชนิดย่อยสลายได้ที่เคลือบผิวด้วยโปรตีนไฟโบรอินไหม, ธันยพร ฉันทโรจน์ศิริ
การพัฒนาท่อถ่างขยายทางเดินอาหารชนิดย่อยสลายได้ที่เคลือบผิวด้วยโปรตีนไฟโบรอินไหม, ธันยพร ฉันทโรจน์ศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาท่อขยายหลอดอาหารชนิดย่อยสลายได้จากวัสดุ polydioxanone (PDO) ให้มีการย่อยสลายช้าลง โดยทำการขึ้นรูปด้วยเทคนิคการถักทอแบบ Hook cross เพื่อให้ได้ท่อถ่างขยายที่มีสมบัติเชิงกลเหมาะสมสำหรับการใช้ในทางเดินอาหาร ทำการศึกษาการบำบัดด้วยพลาสม่าเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นผิว ทดสอบสมบัติเชิงกลของท่อถ่างขยายที่ขึ้นรูปด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน การเคลือบโปรตีนไฟโบรอินลงบนเส้นไหม PDO และทดสอบอัตราการย่อยสลายของท่อถ่างขยายทางเดินอาหารที่เคลือบผิวด้วยโปรตีนไฟโบรอิน การศึกษานี้พบว่า มีการเพิ่มขึ้นของแรงขยายออกด้านข้างของท่อถ่างขยายเมื่อมีการเพิ่มความหนาแน่นของการถัก แต่เมื่อเพิ่มความหนาแน่นของการถักมากขึ้นจะทำให้แรงขยายลดลง และการขึ้นรูปแบบ Hook cross จะสามารถปรับรูปร่างของท่อถ่างขยายขึ้นกับรอยตีบได้ดีกว่าวิธีถักแบบ braided การบำบัดด้วยพลาสมานั้นถึงแม้จะช่วยเปลี่ยนแปลงสมบัติพื้นผิวของเส้นไหม PDO แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องการเคลือบโปรตีนไฟโบรอิน การที่จะเคลือบโปรตีนไฟโบรอินลงบนท่อถ่างขยาย PDO ต้องใช้วิธีการเคลือบโดยใช้ไนโตรเจนเหลวและเอธานอล เมื่อผ่านการเคลือบด้วยโปรตีนไฟโบรอินแล้ว เส้นไหม PDO มีการเปลี่ยนแปลงสมบัติพื้นผิวทั้งในด้านโมเลกุลพื้นผิวและความชอบน้ำ และท่อถ่างขยายทางเดินอาหาร PDO ที่ผ่านการเคลือบด้วยโปรตีนไฟโบรอินมีการย่อยสลายช้ากว่าท่อถ่างขยายทางเดินอาหารที่ไม่ได้เคลือบด้วยโปรตีนไฟโบรอิน 4 สัปดาห์ และมีการละลายของโปรตีนไฟโบรอินออกมาอย่างรวดเร็วใน 4-8 สัปดาห์แรก และได้ทดสอบการใส่ท่อถ่างขยายทางเดินอาหาร PDO ในลำไส้สุกร ซึ่งพบว่าการเคลือบโปรตีนไฟโบรอินอาจทำให้การกางของท่อถ่างขยายนั้นน้อยกว่าแบบที่ไม่ได้ผ่านการเคลือบ ซึ่งจะสามารถนำไปพัฒนาใช้ในทางคลินิกได้ต่อไป
การวัดหนี้ทางเทคนิคจากการเปลี่ยนแปลงของร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ด, เจษฎา วิริยะกุล
การวัดหนี้ทางเทคนิคจากการเปลี่ยนแปลงของร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ด, เจษฎา วิริยะกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หนี้ทางเทคนิคหมายถึงปัญหาที่เกิดจากการปล่อยซอฟต์แวร์ออกมาโดยที่ส่วนประกอบต่าง ๆ ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่ผ่านการพัฒนาเต็มที่ หรือยังไม่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลให้ต้องใช้ความพยายามในการพัฒนาเพิ่มเติมในเวอร์ชันถัดไป — เปรียบเสมือนการจ่ายดอกเบี้ยในหนี้ทางการเงิน ร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ดเป็นรูปแบบเฉพาะของหนี้ทางเทคนิค ซึ่งเมื่อปรากฏอยู่ในโค้ดเบสแล้วอาจนำไปสู่ปัญหาที่สร้างต้นทุนเพิ่มเติมในการพัฒนา งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของหนี้ทางเทคนิคที่เกิดจากร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ด โดยการวิเคราะห์พฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ดเหล่านั้น เพื่อสร้างประวัติการเปลี่ยนแปลงของร่องรอยที่ไม่ดี ผู้วิจัยได้พัฒนาตัววัดหนี้ทางเทคนิคแบบละเอียดขึ้น เพื่อใช้วัดปริมาณหนี้โดยประเมินขนาดของกิจกรรมการปรับโครงสร้างใหม่ (แสดงถึงต้นหนี้) และกิจกรรมดอกเบี้ย (แสดงถึงดอกเบี้ยหนี้) และเสนอให้นำขนาดของกิจกรรมทั้งสองประเภทนี้ไปประยุกต์ใช้กับแบบจำลองการประเมินความพยายามโคโคโม 2 แทนที่จะใช้แบบจำลองซีเอเอ สำหรับการประเมินหนี้ทางเทคนิค แนวทางนี้ช่วยให้สามารถสร้างประวัติการเปลี่ยนแปลงของหนี้ทางเทคนิคจากร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ดในโครงการซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่อยู่ในชุดข้อมูลควอลิตัสได้ ในการวิเคราะห์ผลกระทบ ผู้วิจัยจำแนกพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของหนี้ทางเทคนิคตามระดับความรุนแรงของหนี้ โดยจำแนกออกเป็น พฤติกรรมของต้นหนี้ 5 ประเภท และ พฤติกรรมของดอกเบี้ย 3 ประเภท แบบรูปพฤติกรรมเหล่านี้พบได้ในร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ดทุกประเภทและในระบบซอฟต์แวร์ทุกระบบที่นำมาวิเคราะห์ การจำแนกดังกล่าวเผยให้เห็นว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ด 30% ต่อระบบมีการสะสมดอกเบี้ย และ 5% แสดงระดับความรุนแรงของหนี้ในระดับสูง นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัววัดหนี้ทางเทคนิคที่เสนอกับตัววัดซอฟต์แวร์อื่น ๆ โดยใช้วิธีการตามมาตรฐาน IEEE Std 1061-1998 ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า ไม่มีตัววัดซอฟต์แวร์ใดที่มีความสัมพันธ์เพียงพอจะใช้แทนตัววัดหนี้ทางเทคนิคที่เสนอได้ จากผลการศึกษาทั้งหมดนี้ ผู้วิจัยเสนอแนวทางการบริหารจัดการหนี้ทางเทคนิค โดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน และ การวิเคราะห์จุดแตกหัก เพื่อช่วยในการกำหนดกลยุทธ์ จัดลำดับความสำคัญ และเฝ้าสังเกตหนี้ทางเทคนิค
การวิเคราะห์ผังการไหลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเสียในอุตสาหกรรมทองแดงในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชัยพัทธ์ วิสารทกุล
การวิเคราะห์ผังการไหลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเสียในอุตสาหกรรมทองแดงในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชัยพัทธ์ วิสารทกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ทองแดงเป็นโลหะสำคัญที่ใช้ในหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ของเสียที่เกิดขึ้นจากการถลุง หลอม และผลิตผลิตภัณฑ์ทองแดง โดยเฉพาะโลหะหนัก มีความอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การจัดการที่เหมาะสมจึงจำเป็น งานวิจัยนี้จึงศึกษาปริมาณ การไหล และการจัดการของเสียจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมทองแดงของประเทศไทย โดยจำกัดขอบเขตเฉพาะของเสียที่เกิดขึ้นภายในโรงงานเท่านั้น โดยไม่นับรวมของเสียที่เกิดจากการใช้งานของผู้บริโภค (พ.ศ. 2560 - 2563) พร้อมประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย Material Flow Analysis (MFA) และ Life Cycle Assessment (LCA) โดยซอฟต์แวร์ STAN และ SimaPro รวมถึงประเมินทางเลือกการจัดการ ผลการศึกษาพบว่ากากตะกอนบำบัดน้ำเสียอันตราย (รหัส 19 08) และตะกรันทองแดง (รหัส 10 06) มีปริมาณมากที่สุด โดยของเสียอันตรายส่วนใหญ่ถูกจัดการด้วยการฝังกลบอย่างปลอดภัยหลังปรับเสถียร (รหัส 073) และมีการรีไซเคิล (รหัส 049) หรือใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในเตาซีเมนต์ (รหัส 044) สำหรับบางส่วน ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญจากการจัดการของเสีย ได้แก่ ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศทางทะเล ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศน้ำจืด ความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และความเป็นพิษที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ การวิเคราะห์ทางเลือกชี้ว่า การรีไซเคิลของเสียช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน ในขณะที่การเผาทำลายก่อให้เกิดผลกระทบสูงสุดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน ในขณะที่การเผาทำลายก่อให้เกิดผลกระทบสูงสุด
Stakeholder Information Interdependence Mapping For Area-Business Continuity Management: A Case Study Of Flood In Industrial Areas In Thailand, Penpitcha Arayachookiat
Stakeholder Information Interdependence Mapping For Area-Business Continuity Management: A Case Study Of Flood In Industrial Areas In Thailand, Penpitcha Arayachookiat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The great flood of 2011 in Thailand significantly disrupted supply chains and caused substantial economic damage. The concept of Area-Business Continuity Management (Area-BCM) was developed. This concept aims to enable vulnerable areas to maintain operations during crises. This research focuses on understanding the information interdependence among stakeholders involved in Area-BCM. Its objective is to develop an information interdependence map for Area-BCM, using a case study of flood events in three industrial areas in Phra Nakhon Si Ayutthaya Province. The study employed a qualitative research approach, collecting and analyzing data through in-depth interviews with various stakeholders. The data analyzed was then …
Materials Development Towards Enhanced Performance And Stability Of Zinc-Iron Flow Batteries., Parimol Tippayamalee
Materials Development Towards Enhanced Performance And Stability Of Zinc-Iron Flow Batteries., Parimol Tippayamalee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
To reduce CO2 production from fossil fuel consumption, which is the main cause of global boiling, renewable energy is necessary to help achieve zero CO2 emissions. However, large-scale renewable energy systems need huge stationary energy storage with high performance, long lifetime, and reasonable prices to serve energy stock during downtime. Redox flow batteries (RFBs) are one of the promising technologies for stationary energy storage applications. Yet, the current vanadium-based RFBs are plagued by high costs, material toxicity, and environmental concerns. Therefore, there is a need to develop lower-cost, safe, and environmentally friendly RFBs for long storage. For this reason, zinc-based …
การศึกษาแนวทางการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคขนส่งทางอากาศของประเทศไทย, วริศรา สุริยะสิงห์
การศึกษาแนวทางการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคขนส่งทางอากาศของประเทศไทย, วริศรา สุริยะสิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและวิเคราะห์ศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบินของประเทศไทย ทั้งในเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยเน้นสองแนวทางหลักได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานของอากาศยาน และการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) โดยใช้หลักเกณฑ์ประเมินของ IPCC ร่วมกับแบบจำลองการประมาณการใช้เชื้อเพลิง โดยเป็นการคำนวณในระดับ Tier 3 ซึ่งครอบคลุมทั้งช่วงการขึ้นลง (LTO) และช่วงขณะทำการบิน (Cruise) การศึกษานี้ได้วิเคราะห์ภาพอนาคตในช่วงปี พ.ศ. 2568–2593 ผ่าน 3 ภาพอนาคตได้แก่ (1) ภาพการเติบโตตามปกติ (Business as Usual, BAU) (2)ภาพ Efficiency and SAF Adoption Scenario (ESS) และ (3)ภาพ Accelerated Decarbonization Scenario (ADS) โดยแต่ละภาพอนาคตมีสมมติฐานที่แตกต่างกันในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพของอากาศยานและสัดส่วนการใช้ SAF โดยในภาพ ESS และภาพ ADS สมมติให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพอากาศยานสูงสุด 15% และใช้ SAF ในสัดส่วน 50% และ 70% ภายในปี พ.ศ. 2593 ตามลำดับ ในขณะที่ BAU มีการปรับปรุงในระดับต่ำ ผลการศึกษาระบุว่า ภาพอนาคต BAUที่ไม่มีมาตรการเพิ่มเติม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2593 จะอยู่ที่ประมาณ 32 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (million tonnes of CO2 equivalent, MtCO2e) ขณะที่ภาพ ESS และภาพ ADS จะสามารถลดการปล่อยได้เหลือประมาณ 14 MtCO2e และ 9 MtCO2e ตามลำดับ โดยมีการใช้ SAF ประมาณ 5,612 ล้านลิตรในภาพ ESS และ 7,854 ล้านลิตรในภาพ ADS จากผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า SAF …
Development Of A Forest Fire Detection Device Based On Agent-Based Simulation, Teerapat Tappanom
Development Of A Forest Fire Detection Device Based On Agent-Based Simulation, Teerapat Tappanom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study had three main objectives: to identify the factors influencing forest fire spread, to design and develop a forest fire spread model, and to design and develop a forest fire detection device. The researcher utilized scatter plots, correlation analysis, and multiple linear regression analysis based on climatic data collected from the Chiang Mai Meteorological Station between 1998 and 2021 to investigate the parameters affecting fire spread. A forest fire spread model was developed using an Agent-Based Model (ABM) in AnyLogic 8.8.3 Personal Learning Edition to estimate the burned area under different scenarios with wind directions set to the north …
การพัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ที่อธิบายได้โดยใช้ Shap และ การเรียนรู้ของเครื่องผ่านกรณีตัวอย่างการทำนายโรคทางเดินอาหารจากข้อมูลไมโครไบโอมในลำไส้, พงศกร พงศ์สุทธิยากร
การพัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ที่อธิบายได้โดยใช้ Shap และ การเรียนรู้ของเครื่องผ่านกรณีตัวอย่างการทำนายโรคทางเดินอาหารจากข้อมูลไมโครไบโอมในลำไส้, พงศกร พงศ์สุทธิยากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทสำคัญในด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และ การแพทย์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลไมโครไบโอมในลำไส้ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคโครห์น และ มะเร็งลำไส้ใหญ่ แม้ว่าแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องสามารถทำนายโรคได้อย่างแม่นยำจากข้อมูลเหล่านี้ แต่ข้อจำกัดด้านการตีความผลลัพธ์ โดยเฉพาะในแบบจำลองที่ซับซ้อน เช่น Random Forest และ Neural Networks ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานจริงในทางการแพทย์ งานวิจัยนี้เสนอการพัฒนาแพลตฟอร์มต้นแบบที่ผสานการทำงานของแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องร่วมกับเทคนิค SHAP (SHapley Additive exPlanations) เพื่อแสดงเหตุผลประกอบการทำนายในระดับรายบุคคล ระบบถูกออกแบบให้รองรับการจัดการวงจรชีวิตของแบบจำลองอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การนำเข้า การเรียกใช้งาน ไปจนถึงการอัปเดตเวอร์ชัน โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกแบบจำลองที่ผ่านการประเมินประสิทธิภาพ พร้อมแสดงค่าความน่าจะเป็น และ แผนภาพ SHAP ที่อธิบายฟีเจอร์สำคัญในการตัดสินใจของแบบจำลอง ระบบทั้งหมดพัฒนาภายใต้แนวคิดสถาปัตยกรรมไมโครเซอร์วิส และ รองรับการติดตั้งบน Kubernetes เพื่อความยืดหยุ่นในการดูแล และ ขยายในอนาคต แพลตฟอร์มนี้จึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ AI อย่างโปร่งใสในงานด้านสุขภาพ และ สามารถต่อยอดไปยังโรคในกลุ่มอื่นได้ในระยะยาว
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานไอทีในธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ฐิติวุฒิ สุวอ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานไอทีในธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ฐิติวุฒิ สุวอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจลาออกของพนักงานไอทีในธนาคารแห่งหนึ่งของประเทศไทยซึ่งดำเนินงานภายใต้การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบอไจล์ (Agile) โดยวิเคราะห์ 8 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความสมดุลชีวิตกับงาน (Work-Life Balance), ความสัมพันธ์ในที่ทำงานที่ไม่ดี (Poor Workplace Relationships), ความยืดหยุ่นในการทำงาน (Lack of Workplace Flexibility), ค่าตอบแทนที่ไม่ยุติธรรมต่อเนื้องาน (Unfair Compensation Relative to Work), การบังคับให้กลับมาทำงานในสถานที่ทำงาน (Forced Transition to On-site Work), พฤติกรรมไม่เหมาะสมของหัวหน้างาน (Supervisor Misconduct), ค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมกับทักษะ (Inadequate Compensation Relative to Skill) และวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ (Toxic Organizational Culture) โดยเก็บข้อมูลจากพนักงานไอทีจำนวน 52 คน ผ่านการตอบแบบสอบถาม และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ Cronbach’s Alpha, Kaiser-Meyer-Olkin (KMO), Factor Loading และ Multiple Regression Analysis ผลการวิเคราะห์พบว่ามีเพียงพฤติกรรมไม่เหมาะสมของหัวหน้าและค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมกับทักษะที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ส่งผลต่อความตั้งใจลาออกของพนักงาน นอกจากนี้โครงงานยังได้พัฒนาแดชบอร์ดแบบโต้ตอบ (Interactive Dashboard) เพื่อช่วยให้ทีมทรัพยากรบุคคลสามารถนำผลลัพธ์ไปวิเคราะห์ต่อ ประเมินความเสี่ยงการลาออก และวางแผนเชิงกลยุทธ์การบริหารบุคลากร ภายใต้แวดล้อมการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบอไจล์ (Agile) ได้อย่างมีประสิทธิผล