Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Chemical Engineering (656)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Industrial Engineering (372)
- Electrical and Computer Engineering (357)
-
- Operational Research (307)
- Civil Engineering (274)
- Construction Engineering and Management (274)
- Electrical and Electronics (264)
- Physical Sciences and Mathematics (246)
- Computer Engineering (242)
- Computer Sciences (235)
- Environmental Engineering (161)
- Materials Science and Engineering (118)
- Mechanical Engineering (102)
- Applied Mechanics (101)
- Engineering Mechanics (100)
- Engineering Science and Materials (100)
- Petroleum Engineering (88)
- Power and Energy (86)
- Polymer Science (40)
- Biomedical Engineering and Bioengineering (39)
- Geological Engineering (39)
- Metallurgy (39)
- Mining Engineering (39)
- Risk Analysis (38)
- Hydraulic Engineering (37)
- Nuclear Engineering (33)
- Nanoscience and Nanotechnology (24)
Articles 1201 - 1230 of 2554
Full-Text Articles in Engineering
การเตรียมเเละวิเคราะห์คุณลักษณะของอนุภาคลิโพโซมสำหรับกักเก็บสารอาร์บูตินด้วยเครื่องโฮโมจิไนเซอร์เเรงดันสูง, รัชพล ชูทับ
การเตรียมเเละวิเคราะห์คุณลักษณะของอนุภาคลิโพโซมสำหรับกักเก็บสารอาร์บูตินด้วยเครื่องโฮโมจิไนเซอร์เเรงดันสูง, รัชพล ชูทับ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การกักเก็บสารสำคัญในรูปแบบของอนุภาคลิโพโซม เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากอนุภาคลิโพโซมมีส่วนประกอบที่สามารถเข้ากับร่างกายได้ ไม่มีความเป็นพิษ และสามารถย่อยสลายได้เอง รวมไปถึงช่วยเพิ่มเสถียรภาพของสารที่นำมากักเก็บให้ดีขึ้น วิธีการเตรียมอนุภาคลิโพโซมเพื่อกักเก็บสารเป็นหนึ่งปัจจัยที่จะต้องคำนึงถึง เพราะจะส่งผลต่อการกระจายตัวและขนาดของอนุภาค รวมไปถึงอัตราการปลดปล่อยของสารและเสถียรภาพความคงตัวของอนุภาคลิโพโซมด้วย งานวิจัยนี้มีความสนใจที่จะศึกษาการเตรียมอนุภาคลิโพโซมสำหรับกักเก็บสารอาร์บูตินด้วยเครื่องโฮโมจิไนเซอร์แรงดันสูง เนื่องจากอาร์บูตินเป็นสารที่มีเสถียรภาพต่ำการกักเก็บสารในรูปแบบของอนุภาคลิโพโซมมีความเป็นไปได้ที่จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับสารอาร์บูติน การเตรียมอนุภาคด้วยเครื่องโฮโมจิไนเซอร์แรงดันสูงเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็ว สามารถเตรียมอนุภาคลิโพโซมได้ในปริมาณที่มาก อีกทั้งยังมีความต่อเนื่องของกระบวนการโดยไม่ต้องผ่านหลายขั้น โดยวัตถุประสงค์ของงานวิจัยต้องการศึกษาปัจจัยต่างๆ ได้แก่ อัตราส่วนระหว่างฟอสโฟลิพิด คลอเรสเตอรอล และสารอาร์บูติน อัตราการปลดปล่อยของสารอาร์บูตินและเสถียรภาพความคงตัวของอนุภาคลิโพโซม รวมไปถึง สภาวะของเครื่องโฮโมจิไนเซอร์แรงดันสูง ได้แก่ ความดันและจำนวนรอบ ที่ใช้ในการเตรียมอนุภาคลิโพโซมเพื่อกักเก็บสารอาร์บูติน จากการศึกษาพบว่า การเตรียมอนุภาคลิโพโซมที่กักเก็บสารอาร์บูตินด้วยเครื่องโฮโมจิไนเซอร์แรงดันสูง ทำให้ได้ลิโพโซมขนาดเล็กที่มีผนังสองชั้นเพียงชั้นเดียว ซึ่งจะมีขนาดของอนุภาคลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเพิ่มความดันและจำนวนรอบของเครื่องโฮโมจิไนเซอร์แรงดันสูง โดยมีขนาดเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 150 ถึง 200 นาโนเมตร ผลการทดลองความเข้มข้นของลิพิดต่อความสามารถในการกักเก็บสารอาร์บูติน พบว่า เมื่อเพิ่มความเข้มข้นโดยรวมของลิพิด ประสิทธิภาพการกักเก็บสารมีค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งมีค่าประสิทธิภาพการกักเก็บสารเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 74.29 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้น ผลการทดลองยังแสดงให้เห็นว่าการกักเก็บสารสำคัญไว้ในรูปแบบของอนุภาคลิโพโซมและมีการเติมสารคลอเรสเตอรอลลงไปจะสามารถช่วยควบคุมอัตราการปลดปล่อยของสารสำคัญได้ รวมไปถึงช่วยเพิ่มเสถียรภาพความคงตัวให้กับอนุภาคลิโพโซมได้อีกด้วย ดังนั้น สภาวะของเครื่องโฮโมจิไนเซอร์แรงดันสูงและสัดส่วนระหว่างฟอสโฟลิพิดกับคลอเรสเตอรอลที่เหมาะสมในการเตรียมอนุภาคลิโพโซมสำหรับกักเก็บสารอาร์บูติน คือ ความดัน 1000 บาร์ จำนวน 3 รอบ ที่ความเข้มข้นโดยรวมของลิพิดร้อยละ 2 โดยน้ำหนัก อัตราส่วนระหว่างฟอสโฟลิพิดกับคลอเรสเตอรอล 10:2 โดยน้ำหนัก และสภาวะอุณหภูมิในการเก็บรักษาที่ 4 องศาเซลเซียส
อิทธิพลของการใช้บริการ Cu Toyota Ha:Mo ที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธนพนธ์ มธุรเวช
อิทธิพลของการใช้บริการ Cu Toyota Ha:Mo ที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธนพนธ์ มธุรเวช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาอิสระและทางเลือกในการเดินทาง โดยในการศึกษานี้จะพิจารณาความแตกต่างของบริเวณพื้นที่ทั้งบริเวณที่มีสถานีบริการ Ha:mo และบริเวณที่ไม่มีสถานีบริการ Ha:mo เพื่อให้ทราบถึงผลจากการพัฒนาของพื้นที่ดังกล่าว การศึกษานี้ใช้ดัชนีชี้วัดการเข้าถึงพื้นที่ โดยแสดงผลลัพธ์ในรูปแบบของโครงข่ายปริภูมิ การเก็บข้อมูลได้จากกลุ่มผู้ใช้บริการ Ha:mo ในระยะยาว ตั้งแต่เดือน ตุลาคม - พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 จํานวน 3,587 ข้อมูล ในขณะนั้นมีสถานีบริการ Ha:mo ทั้งหมด 22 สถานี และมีการเก็บข้อมูลในสถานการณ์เดินทางจริง จากรูปแบบการเดินทางต่าง ๆ ได้แก่ การเดิน, การใช้รถโดยสารสาธารณะประจําทาง, การใช้รถ ปอ.พ. ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการใช้บริการ Ha:mo จากผลการวิเคราะห์ พบว่า การใช้บริการ Ha:mo สามารถอํานวยความสะดวกในการเดินทางได้มากกว่าการใช้รถโดยสารสาธารณะ และรถ ปอ.พ. ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เดินทางที่กําลังวางแผนจะเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ จะมีช่วงเวลาในการเดินทางที่นานกว่าปกติ ในขณะที่ ผู้เดินทางที่ กําลังรออยู่ที่ป้ายโดยสาร ก็จะต้องใช้เวลาในการรอค่อนข้างนานเช่นเดียวกัน หากมีจํานวนเที่ยวรถโดยสารที่ ให้บริการไม่เพียงพอ ก็จะต้องใช้เวลาในการรอที่นานขึ้น ในขณะที่ การเลือกใช้บริการ Ha:mo ในการเดินทาง โดยยอมจ่ายอัตราค่าบริการสูงกว่ารถโดยสารสาธารณะ หรือรถ ปอ.พ.ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถอํานวยความสะดวกได้มากกว่า รวมถึงยังส่งผลทำให้เพิ่มระยะการเดินทางส่วนบุคคลอีกด้วย นอกจากนี้ การศึกษานี้ได้สำรวจข้อมูล First-Last Mile Travel จากกลุ่มผู้ใช้บริการ Ha:mo ตั้งแต่ เดือนกันยายน – พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 โดยใช้การสํารวจแบบ Stated Preference ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจํานวน 149 ตัวอย่าง พบว่า การใช้บริการ Ha:mo ส่งผลกระตุ้นการเดินเพื่อมาใช้บริการ Ha:mo ในปริมาณที่มากกว่าการเดินเพื่อไปใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และบทบาทของการใช้บริการ Ha:mo ในพื้นที่การศึกษาต่อระบบขนส่งสาธารณะ มีหลากหลายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการเดินทาง ซึ่งการใช้บริการ Ha:mo สามารถทดแทนการใช้ ระบบขนส่งสาธารณะได้ 30%, เดินทางเพื่อเข้ามาในพื้นที่การศึกษา 24%, เดินทางออกจากพื้นที่การศึกษา 22%, …
การวิเคราะห์เชิงสถิติของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดไฟป่าในจังหวัดน่าน, ชัชวาล แซ่โค้ว
การวิเคราะห์เชิงสถิติของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดไฟป่าในจังหวัดน่าน, ชัชวาล แซ่โค้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จังหวัดน่านมักเกิดไฟป่าเป็นประจำทุกปี ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาน้ำท่วมและดินถล่มในช่วงฤดูฝน ขาดแคลนน้ำได้ง่ายในช่วงฤดูแล้ง รวมถึงปัญหามลพิษอากาศ PM10 เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลต่อการอุปโภคบริโภค การเกษตรและการดำรงชีวิตของมนุษย์ ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดไฟป่าและสร้างแผนที่ความเสี่ยง เพื่อระบุระดับความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในแต่ละพื้นที่ นำไปสู่แนวทางการป้องกันและความคุมไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 4 เขต และพิจารณาข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2555 – 2562 สำหรับตัวแปรที่นำมาวิเคราะห์ได้แก่ เดือนในช่วงฤดูไฟป่า วันในสัปดาห์ (อาทิตย์ - เสาร์) เวลา อุณหภูมิ ความชื้น ระดับความสูง ระดับความชัน ระยะห่างจากถนน ระยะห่างจากพื้นที่เกษตร ระยะระหว่างตำแหน่งจุดเกิดไฟใกล้เคียงและประเภทป่าไม้ ซึ่งได้มีการจัดทำชั้นข้อมูลถนนสายรองเพิ่มเติมในแต่ละเขต เช่น ถนนในพื้นที่เกษตรและบริเวณโดยรอบ ถนนที่เชื่อมต่อเข้าไปในพื้นที่ป่า เป็นต้น ในส่วนของการวิเคราะห์จะประกอบด้วย การหาค่าความถี่ การทดสอบไคสแควร์และสหสัมพันธ์ในรูปแบบเพียร์สัน ร่วมกับค่าถดถอยพหุคูณ ด้วยโปรแกรม IBM SPSS Statistic 22 และนำมาสร้างแผนที่ความเสี่ยง จากการศึกษาพบว่า ทั้ง 4 เขต มีเพียงวันในสัปดาห์ ที่ไม่พบความสัมพันธ์กับการเกิดไฟป่า สำหรับปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเกิดไฟป่าคือ ระยะห่างจากถนน ระยะห่างจากพื้นที่เกษตรและระยะระหว่างตำแหน่งจุดเกิดไฟใกล้เคียง ดังนั้น จึงนำตัวแปรทั้ง 3 มาสร้างแผนที่ความเสี่ยงและทดสอบด้วยตำแหน่งจุดเกิดไฟป่าของปี 2563 พบว่า ไฟป่ากว่าร้อยละ 55.55 เกิดในพื้นที่เสี่ยงสูงและสูงมาก โดยเฉพาะในเขต 3 เกิดไฟป่าในพื้นที่เสี่ยงสูงมากถึงร้อยละ 81.63 ซึ่งพื้นที่เสี่ยงสูงและสูงมากของทั้ง 4 เขต มีเพียงร้อยละ 8.14 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด
การประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝนต่อน้ำหลากสูงสุดในลุ่มน้ำน่านตอนบน, ณรงค์ทัศน์ ธัญญเวทย์
การประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝนต่อน้ำหลากสูงสุดในลุ่มน้ำน่านตอนบน, ณรงค์ทัศน์ ธัญญเวทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ลุ่มน้ำน่านตอนบนเป็นลุ่มน้ำที่มีปริมาณฝนค่อนข้างสูงในบริเวณพื้นที่ภูเขา และเกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส่งผลให้เกิดอุทกภัยขึ้นในลุ่มน้ำบ่อยครั้ง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝนที่ส่งผลต่ออัตราการไหลสูงสุดในลำน้ำ โดยใช้แบบจำลอง Rainfall-Runoff-Inundation (RRI) และข้อมูลนำเข้าต่าง ๆ ได้แก่ ปริมาณน้ำฝนรายวันจากกรมอุตุนิยมวิทยา 4 สถานี ปีพ.ศ. 2544-2560 ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินจากกรมพัฒนาที่ดิน ปีพ.ศ.2546, 2552 และ 2555 ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินจากดาวเทียม Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) จาก National Aeronautics and Space Administration (NASA) ปีพ.ศ. 2544-2560 และข้อมูลแบบจำลองระดับความสูงเชิงเลขจาก Shuttle Radar Topography Mission (SRTM) ปีพ.ศ. 2544 จากการวิเคราะห์ปริมาณน้ำฝนรายปี พบว่าบริเวณทางตอนบนของลุ่มน้ำน่านตอนบนมีปริมาณฝนเฉลี่ยรายปีสูงถึง 1,710 มม./ปี ที่สถานีทุ่งช้าง ในขณะที่ปริมาณฝนรายปีเฉลี่ยของลุ่มน้ำน่านอยู่ที่ 1,287 มม./ปี จากการวิเคราะห์แนวโน้มของปริมาณฝนรายปีของทั้ง 4 สถานีด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่พบว่ามีแนวโน้มแบบคาบ เมื่อทำการทดสอบแนวโน้มด้วยวิธี Mann-Kendall ของปริมาณฝนรายปีและรายฤดูกาลของสถานีน่าน สถานีท่าวังผา และสถานีทุ่งช้าง พบว่าไม่สามารถปฏิเสธสมมติฐานหลัก คือ ข้อมูลฝนไม่มีแนวโน้ม ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% การวิเคราะห์ปริมาณฝนรายเดือนพบว่าช่วงเดือนสิงหาคมมีปริมาณฝนสูงสุดในปีพ.ศ. 2554 ปริมาณฝนรายเดือนทางด้านตอนบนที่สถานีทุ่งช้างและท่าวังผาในช่วงเดือนมิถุนายนมีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมาก และทางด้านตอนล่างที่สถานีน่านและสถานีน่าน สกษ.มีปริมาณฝนรายเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากกรมพัฒนาที่ดินไม่ได้เป็นข้อมูลต่อเนื่องทุกปี ในการศึกษานี้จึงได้ใช้ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินจากดาวเทียม MODIS มาประกอบและทำการปรับเทียบข้อมูลจาก MODIS ด้วยข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดินเพื่อให้มีความสอดคล้องกันก่อนนำเข้าแบบจำลอง RRIจากการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณลุ่มน้ำน่านตอนบนมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย และข้อมูลจากดาวเทียม MODIS ไม่สามารถตรวจจับพื้นที่ที่อยู่อาศัยได้ดีมากนัก นอกจากนี้ยังพบว่าพื้นที่ประเภท woody savanna เป็นได้ทั้งพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ป่าไม้ จึงจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายลุ่มน้ำย่อยในการศึกษาต่อไป ผลจากการศึกษาผลกระทบต่ออัตราการไหลสูงสุดพบว่า เมื่อกำหนดการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝนและพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินให้เพิ่มขึ้น 1% พบว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำฝนส่งผลต่ออัตราการไหลสูงสุดมากกว่าการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน จึงสามารถสรุปได้ว่าผลจากความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝนส่งผลต่ออัตราการไหลสูงสุดมากกว่าผลจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินภายใต้ขอบเขตและข้อจำกัดของการศึกษานี้ซึ่งพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่มากนัก หากมีการศึกษาในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มากขึ้น อาจจะทำให้มีผลต่ออัตราการไหลสูงสุดเพิ่มมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งและประสิทธิผลของโครงการเขื่อนกันทรายและคลื่น บริเวณปากแม่น้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ณฐมน พนมพงศ์ไพศาล
การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งและประสิทธิผลของโครงการเขื่อนกันทรายและคลื่น บริเวณปากแม่น้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ณฐมน พนมพงศ์ไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและติดตามผลของโครงการเขื่อนกันทรายและคลื่นที่ร่องน้ำปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งปราณบุรี 2) ประเมินความถูกต้องของแบบจำลอง One-Line Model ในการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง และ 3) ศึกษาแนวทางปรับปรุงการพิจารณาตัวแปรทางสมุทรศาสตร์ ที่ใช้ในขั้นตอนศึกษาและออกแบบโครงสร้างวิศวกรรมชายฝั่ง โดยมีพื้นที่ศึกษาครอบคลุมชายฝั่งตั้งแต่บริเวณเขาตะเกียบ ถึง เขากะโหลก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในการศึกษาครั้งนี้ใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ GENESIS ในการศึกษาประสิทธิผลการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่ง อันเนื่องจากเขื่อนกันทรายและคลื่นฯ รวมถึงใช้ในการทดสอบอิทธิพลของตัวแปรทางสมุทรศาสตร์ อันได้แก่ ชนิดของข้อมูลคลื่น ระดับน้ำขึ้นลง และปริมาณตะกอนแม่น้ำ ที่มีผลต่อความแม่นยำของการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งปราณบุรีด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ก่อนการก่อสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นฯ แนวชายฝั่งของพื้นที่ศึกษา ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระบบกลุ่มหาด (Z1 ถึง Z4) ค่อนข้างมีเสถียรภาพ (อัตราการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งมีค่าน้อยกว่า ±1.0 ม./ปี) ยกเว้นบริเวณปากน้ำปราณบุรี (Z3 และ Z4) ที่มีการงอกเพิ่มของชายฝั่งเฉลี่ยประมาณ 0.6 และ 0.33 เฮกตาร์/ปี ที่ด้านเหนือและด้านใต้ของปากน้ำปราณบุรีตามลำดับ จากผลการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง ช่วงปี 2541-2561 พบว่าเขื่อนกันทรายและคลื่นฯ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเฉพาะกลุ่มหาด Z3 และ Z4 โดยทำให้เกิดการสะสมตัวของแนวชายฝั่งด้านเหนือและด้านใต้ของปากน้ำปราณบุรี ส่งผลให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นประมาณ 0.48 และ 0.28 เฮกตาร์/ปี ตามลำดับ ซึ่งไม่สอดคล้องกับผลการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งด้วยแบบจำลอง ในขั้นตอนการศึกษาและออกแบบโครงการ โดยมีความคลาดเคลื่อนของแนวชายฝั่งทำนายอยู่ระหว่าง 2-13,000% สำหรับผลการศึกษาอิทธิพลของตัวแปรทางสมุทรศาสตร์ ต่อผลการทำนายแนวชายฝั่งปราณบุรีด้วยแบบจำลอง GENESIS พบว่าการใช้ข้อมูลคลื่นลมจากการตรวจวัด ทำให้ผลการทำนายแนวชายฝั่งด้านเหนือของปากแม่น้ำ มีความถูกต้องเพิ่มขึ้น 93% ส่วนชายฝั่งด้านใต้ของปากแม่น้ำมีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ย 3,800% ในขณะที่ลักษณะระดับน้ำขึ้นน้ำลงและตะกอนแม่น้ำปราณบุรี ส่งผลต่อรูปร่างแนวชายฝั่งคาดการณ์อย่างไม่มีนัยสำคัญ เนื่องจากชายฝั่งปราณบุรีมีพิสัยของน้ำขึ้นน้ำลงน้อย (เฉลี่ย 1.2 ม.) แต่ความลาดชันชายหาดสูง (1:4) รวมถึงปริมาณตะกอนแม่น้ำมีน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณตะกอนชายฝั่ง (น้อยกว่า 10%)
ผลของชั้นเคลือบ Tin ที่เตรียมจากวิธีการเคลือบไอทางกายภาพแบบ Dcms และ Hipims ต่อความต้านทานการกัดกร่อนของ Ti-6al-4v ที่ขึ้นรูปด้วยวิธีการพิมพ์สามมิติ, สุรดา นิสัยมั่น
ผลของชั้นเคลือบ Tin ที่เตรียมจากวิธีการเคลือบไอทางกายภาพแบบ Dcms และ Hipims ต่อความต้านทานการกัดกร่อนของ Ti-6al-4v ที่ขึ้นรูปด้วยวิธีการพิมพ์สามมิติ, สุรดา นิสัยมั่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไทเทเนียมผสม Ti-6Al-4V เป็นวัสดุทางชีวภาพที่นิยมใช้งานทางการแพทย์ที่ขึ้นรูปโดยการพิมพ์สามมิติถูกเคลือบฟิล์มบาง TiN ด้วยเทคนิค DC magnetron sputtering (DCMS) และ High power impulse magnetron sputtering (HiPIMS หรือ HPPMS) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคนิคการเคลือบไอทางกายภาพ (PVD) โดยเวลาในกระบวนการเคลือบผิวแตกต่างกันคือ 5, 10 และ 25 นาที เทคนิค HiPIMS เป็นเทคนิคการเคลือบผิวที่ได้รับการพัฒนามาจากเทคนิค DCMS แต่เนื่องจาก HiPIMS เกิดการไอออนไนเซชันจากพัลส์พลังงานสูง ความหนาแน่นพลังงานสูงที่ส่งไปยังวัสดุเป้าหมายนั้นอยู่ในระดับ kW/cm2 ในขณะที่เทคนิค DCMS มีความหนาแน่นพลังงานในระดับ W/cm2 สมบัติทางกายภาพและสมบัติทางกลของชั้นเคลือบ TiN ถูกตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบสแกนภาคสนาม (FE-SEM), X-ray diffractrometer (XRD), กล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (AFM) และทดสอบสมบัติการยึดติด (Scratch test) พฤติกรรมการกัดกร่อนตรวจสอบด้วย electrochemical impedance spectroscopy (EIS), potentiodynamic polarization และ Accelerated cyclic electrochemical technique (ACET) ทดสอบภายใต้สารละลายโซเดียมคลอไรด์ ความเข้มข้น 1 โมลาร์ การเคลือบผิวด้วยเทคนิค HiPIMS นำไปสู้โครงสร้างชั้นเคลือบลักษณะอิควิแอกซ์ที่หนาแน่นมากกว่าโครงสร้างคอลัมนาร์จากเทคนิค DCMS และเทคนิค HiPIMS ยังนำไปสู่การเพิ่มสมบัติทางกลและสมบัติความต้านทานการกัดกร่อนที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้เวลาที่ใช้ในกระบวนการเคลือบที่นานมากขึ้น นำไปสู่ความต้านทานการกัดกร่อนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผลของซิลิกาจากเถ้าแกลบต่อสมบัติทางกลของมอร์ต้าเมื่อสัมผัสอุณหภูมิสูง, กันตพงศ์ บุญทวี
ผลของซิลิกาจากเถ้าแกลบต่อสมบัติทางกลของมอร์ต้าเมื่อสัมผัสอุณหภูมิสูง, กันตพงศ์ บุญทวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการนำเถ้าแกลบ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการนำแกลบข้าวเผาเป็นเชื้อเพลิงในโรงสีข้าว โดยนำมาประยุกต์ใช้ในการเป็นวัตถุดิบสำหรับทดแทนการใช้ปูนซีเมนต์ เพื่อผลิตเป็น มอร์ต้า สำหรับทดสอบความสามารถในการรับแรงอัดเมื่อได้ความร้อนที่อุณหภูมิสูง ซึ่งงานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น สอง ส่วน ส่วนที่หนึ่ง เป็นการศึกษาคุณลักษณะและเตรียมเถ้าแกลบที่ได้จากโรงสีข้าวสำหรับในการนำไปผสมปูนซีเมนต์ โดยจะตรวจสอบสารปะกอบทางเคมีของเถ้าแกลบ ด้วย เครื่องวิเคาะห์การเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (XRF) ผลที่ได้เถ้าแกลบมีปริมาณ ซิลิกาสูงถึง 93.5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนัก ซึ่งจะเตรียมเถ้าแกลบผ่านตระแกรงร่อนทั้งหมด 3 เบอร์ โดยจะผสมกับปูนซีเมนต์ที่ปริมาณ 5% 10% และ 15% ของน้ำหนักปูนซีเมนต์ ส่วนที่สอง เป็นการศึกษาสมบัติทางกลและคุณลักษณะของปูนซีเมนต์ผสมเถ้าแกลบก่อนและหลังผ่านอุณหภูมิสูง ที่อายุบ่ม 28 วัน ด้วย กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกวาด (SEM) และเครื่องวิเคาะห์การเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (XRD) โดยจะให้ความร้อนชิ้นงาน ที่ 400๐C และ 800๐C เป็นเวลา 1 ชั่วโมง และ ตรวจสอบกำลังอัด กับคุณลักษณะของมอร์ต้า ผลที่ได้มอร์ต้าผสมเถ้าแกลบกำลังอัดมีค่ามากกว่ามอร์ต้าแบบไม่ผสมเถ้าแกลบ ที่อุณหภูมิ 400๐C แต่ที่อุณหภูมิ 800๐C จะมีกำลังอัดใกล้เคียงกัน แต่กำลังอัดโดยรวมที่สูญเสียไปจากการได้รับความร้อน มอร์ต้าที่ผสมเถ้าแกลบมีการสูญเสียกำลังอัดน้อยกว่ามอร์ต้าแบบไม่ผสมเถ้าแกลบ และ จากผลการทดสอบกำลังอัดของมอร์ต้าผสมเถ้าแกลบที่อายุบ่ม 200 วัน พบว่ามีกำลังอัดเพิ่มขึ้นจากการบ่ม 28 วัน ส่วนแนวโน้มของความสามารถในการทนความร้อนเป็นลักษณะเดียวกันกับมอร์ต้าที่บ่ม 28 วัน
การพัฒนาอุปกรณ์เฝ้าสังเกตหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายตามมาตรฐาน Iec 61850 ผ่านเครือข่าย Nb-Iot, อนุกูล ต้องสู้
การพัฒนาอุปกรณ์เฝ้าสังเกตหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายตามมาตรฐาน Iec 61850 ผ่านเครือข่าย Nb-Iot, อนุกูล ต้องสู้
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอการพัฒนาอุปกรณ์เฝ้าสังเกตหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายและการส่งข้อมูลการเฝ้าสังเกตหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายตามมาตรฐาน IEC61850 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรับส่งข้อมูลสูง ผ่านเครือข่าย NB-IoT ที่มีแถบความกว้างข้อมูลต่ำ เพื่อตรวจสอบสภาวะการทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งมาตรฐาน IEC61850 นิยมใช้งานอย่างแพร่หลายในสถานีไฟฟ้า เพื่อพัฒนาให้เป็นระบบสถานีไฟฟ้าอัตโนมัติ (Substation Automation System ; SAS) โดยมีจุดเด่นในการทำงานร่วมกันได้ของ Multi-vender และการสื่อสารด้วยความเร็วสูงระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Intelligent Electronic Device ; IED) วิทยานิพนธ์นี้จึงได้ประยุกต์นำเอามาตรฐาน IEC61850 มาใช้กับระดับของระบบจำหน่ายไฟฟ้าที่หม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่าย ซึ่งเป็นระดับล่างถัดจากสถานีไฟฟ้า เพื่อเป็นแนวทางให้อุปกรณ์ในโครงข่ายไฟฟ้าสามารถทำงานร่วมกันและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้มากขึ้น สำหรับการพัฒนาชุดข้อมูลที่นำเสนอนั้น ได้ออกแบบการทดสอบการสื่อสารข้อมูลกับซอฟต์แวร์ IED Explorer ที่สามารถตรวจสอบตัวแปรของชุดข้อมูล MMS ที่พัฒนาขึ้นตามมาตรฐาน IEC61850 เพื่อตรวจสอบว่าอุปกรณ์ทั้งสองสามารถทำงานร่วมกันได้และชุดข้อมูลที่พัฒนาขึ้นเป็นไปตามมาตรฐาน IEC61850
การศึกษาเปรียบเทียบเทคนิคการหาตำแหน่งความผิดพร่องบนสายส่งจากข้อมูลทั้งสองปลายสายโดยไม่ใช้พารามิเตอร์ของสายส่ง, จงพุฒิ สิงห์คา
การศึกษาเปรียบเทียบเทคนิคการหาตำแหน่งความผิดพร่องบนสายส่งจากข้อมูลทั้งสองปลายสายโดยไม่ใช้พารามิเตอร์ของสายส่ง, จงพุฒิ สิงห์คา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จวบจนปัจจุบันมีการนำเสนอเทคนิคการคำนวณหาตำแหน่งความผิดพร่องบนสายส่งโดยไม่ใช้พารามิเตอร์ของสายส่งอย่างหลากหลาย ส่วนใหญ่จะคำนวณจากกระแสและแรงดันจากทั้งสองปลายที่ต้องคำนึงถึงการประสานเวลาของข้อมูลจากทั้งสองฝั่ง วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาเปรียบเทียบความถูกต้องในการคำนวณตำแหน่งความผิดพร่องของ 4 เทคนิคที่ไม่ใช้พารามิเตอร์ของสายส่ง พร้อมศึกษาพารามิเตอร์ที่มีผลกระทบต่อความแม่นยำ ใช้โปรแกรม MATLAB/SIMULINK จำลองระบบไฟฟ้ากรณีที่เกิดความผิดพร่อง โดยปรับค่าพารามิเตอร์ต่างๆ เช่น ตำแหน่งที่เกิดความผิดพร่อง ความยาวสายส่ง ความต้านทานที่จุดเกิดความผิดพร่อง ชนิดของความผิดพร่อง ความคลาดเคลื่อนของหม้อแปลงเครื่องมือวัด นอกจากนี้ได้ทดสอบใช้ข้อมูลจริงเมื่อเกิดความผิดพร่องบนสายส่งที่ได้จากเครื่องบันทึกความผิดพร่องมาใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบด้วย
การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, หัสพล ธัมมิกรัตน์
การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, หัสพล ธัมมิกรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอวิธีการวินิจฉัยโรคพาร์กินสันด้วยการใช้การเรียนรู้ของเครื่องสำหรับการตรวจพบโรคพาร์กินสันในระยะเริ่มต้น โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบวนซ้ำชนิดพิเศษ Long Short-Term Memory กับข้อมูลโรคพาร์กินสันที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยข้อมูลที่ใช้ประกอบไปด้วยข้อมูลจากเซ็นเซอร์และคีย์บอร์ดจากการเก็บข้อมูลจากผู้ร่วมทดสอบซึ่งมีทั้งกลุ่มควบคุมและผู้ป่วยจำนวนหนึ่งผ่านตัวควบคุมที่เก็บข้อมูลคีย์บอร์ดและเซ็นเซอร์ ซึ่งข้อมูลเซ็นเซอร์มีค่าตัวแปรความเร่งและมุม ข้อมูลคีย์บอร์ดคือการกดคีย์บอร์ดเป็นตัวอักษรพร้อมทั้งเวลาการกดคีย์บอร์ด การวิจัยนี้ทำเพื่อช่วยการวินิจฉัยแยกแยะระหว่างอาการสั่นหรือมีปัญหาทางการควบคุมการเครื่องไหวของผู้ป่วยโรคอื่นและผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน การวิจัยนี้ได้ใช้การเรียนรู้ของเครื่องเพื่อคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้นแทนการใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคพาร์กินสันสำหรับแพทย์แผนกผู้ป่วยนอกในวินิจฉัยการคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการใกล้เคียงอย่างการเคลื่อนไหว และความผิดปกติของระบบประสาทและสมอง ผลการวินิจฉัยพบว่าการเรียนรู้เครื่องสามารถตรวจพบการวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน ได้ร้อยละความถูกต้องที่ 88.78 เปอร์เซ็นต์
การพยากรณ์ปริมาณความต้องการเหล็กรีดร้อนภายในประเทศด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง, ชัยพฤกษ์ นิละนนท์
การพยากรณ์ปริมาณความต้องการเหล็กรีดร้อนภายในประเทศด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง, ชัยพฤกษ์ นิละนนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เหล็กเป็นวัสดุที่สำคัญชนิดหนึ่งและมีปริมาณความต้องการใช้งานมากขึ้นทุกปี ในอุตสาหกรรมเหล็ก การพยากรณ์เพื่อวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบ การจัดเตรียมการผลิต และแผนการขายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การพยากรณ์ที่แม่นยำสามารถทำให้การวางแผนต่าง ๆ เป็นอย่างเหมาะสมและสามารถลดต้นทุนในการผลิตและการดำเนินการได้ งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการพยากรณ์และเปรียบเทียบความแม่นยำในการพยากรณ์ข้อมูลปริมาณความต้องการเหล็กรีดร้อนภายในประเทศ โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคมปี ค.ศ. 2014 จนถึงเดือนธันวาคมปี ค.ศ. 2019 ตัวแบบการพยากรณ์ที่ใช้ในงานวิจัยนี้ประกอบไปด้วย ตัวแบบ Holt's Exponential Smoothing, ARIMA, Multiple Regression, Artificial Neural Network, eXtreme Gradient Boosting, Random Forest, Support Vector Regression และ Light Gradient Boosting Machine และตัวแบบผสมที่คัดเลือกจากตัวแบบการเรียนรู้ของเครื่องที่มีความแม่นยำที่สุดสามอันดับแรกมาทำการผสม จากนั้นทำการเปรียบเทียบความแม่นยำด้วยค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAPE) ผลการวิจัยพบว่าตัวแบบที่มีความแม่นยำมากที่สุดคือตัวแบบผสม Artificial Neural Network, Random Forest และ eXtreme Gradient Boosting โดยใช้ตัวแบบ Artificial Neural Network เป็นตัวผสม มีค่า MAPE เท่ากับ 3.59% แม่นยำกว่าตัวแบบ Artificial Neural Network ที่เป็นตัวแบบการเรียนรู้ของเครื่องที่แม่นยำที่สุดด้วยค่า MAPE เท่ากับ 5.63% ถึง 36.23%
Enhanced Methane Hydrate Formation Using Promoters For Natural Gas Storage And Transportation Application, Katipot Inkong
Enhanced Methane Hydrate Formation Using Promoters For Natural Gas Storage And Transportation Application, Katipot Inkong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Solidified natural gas (SNG) is an alternative technology for natural gas storage and transportation in the clathrate hydrate formed. It has higher volumetric energy storage with the ease to handle not to mention its safety. Effects of different hydrate promoters, including methyl ester sulfonate (MES), tetrahydrofuran (THF), hollow silica (HS), and sodium dodecyl sulfate (SDS), on the methane hydrate formation was investigated. All experiments were performed in an unstirred tank reactor at desired experimental conditions. The results indicated that all promoters significant enhanced the hydrate formation both kinetics and methane uptake compared with pure water. The increase in the MES …
การจัดการขยะมูลฝอยจากร้านกาแฟอย่างยั่งยืน, ธิดารัตน์ อินทร์พระเนตร
การจัดการขยะมูลฝอยจากร้านกาแฟอย่างยั่งยืน, ธิดารัตน์ อินทร์พระเนตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางในการลดปริมาณขยะมูลฝอยจากร้านกาแฟตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยวิธีการลงพื้นที่สำรวจและรวบรวมข้อมูลชนิดและปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นจากร้านกาแฟกรณีศึกษาใน กรุงเทพมหานคร 5 สาขา โดยแบ่งเป็นร้านกาแฟในสถานีบริการน้ำมัน 1 สาขา ร้านที่เป็นเค้าเตอร์ 2 สาขาและร้านกาแฟแบบ stand alone (มีพื้นที่มากกว่า 50 ตร.ม.) 2 สาขา ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ปี พ.ศ.2562 จากผลการศึกษาพบว่า ปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกิดจาก 2 กิจกรรมหลักคือ ขยะจากการเตรียมเครื่องดื่มและอาหาร แบ่งเป็นขยะอินทรีย์ ได้แก่ เศษอาหารและกากกาแฟ และขยะบรรจุภัณฑ์ ได้แก่ แกลลอนนมสด ถุงบรรจุภัณฑ์พลาสติก กระป๋องนมข้นจืด แกลลอนนม HDPE เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 92 ของขยะมูลฝอยทั้งหมด โดยขยะถูกนำไปกำจัดด้วยการฝังกลบทั้งหมดและขยะจากการบริโภคของลูกค้า เช่น แก้วเครื่องดื่มร้อนและเย็นพลาสติก ขวดน้ำดื่ม PET และกล่องเบเกอร์รี่ เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 8 ของขยะมูลฝอยทั้งหมด จึงเสนอแนวทางเลือกการจัดการขยะมูลฝอยตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านการใช้หลักการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่ำ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้บรรจุภัณฑ์จากวัสดุชีวภาพ การรีไซเคิล การเผาขยะเป็นเชื้อเพลิง RDF การหมักทำปุ๋ยและผลิตแก๊สชีวภาพ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดการเกิดของเสียแล้วยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะมูลฝอยอีกด้วย นอกจากนี้ยังนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายเพื่อให้ ภาครัฐบาล ภาคธุรกิจร้านกาแฟและประชาชนเข้ามามีบทบาทในการรับผิดชอบการจัดการขยะมูลฝอยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
Improvement Of Zno Doping Properties Via Sputtering Process With Gas-Timing Technique, Nattaya Tajina Yossapong
Improvement Of Zno Doping Properties Via Sputtering Process With Gas-Timing Technique, Nattaya Tajina Yossapong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In order to obtain high quality of ZnO thin film on plastic and glass substrate for applying to the production of flexible devices, ZnO thin film was investigated by using LP-ZnO buffer layer and gas-timing technique with RF magnetron sputtering at low or room temperature without heat treatment. Growing ZnO thin film directly on plastic substrate without buffer layer, the result was cracking, cavity and wrinkling film. The first part, the effect of buffer layer was studied by growing homo-buffer layer with low-power on plastic substrate and growing main film with high-power on top of that layer calling 2 step …
Reducing Smart Contract Runtime Errors On The Ethereum Blockchain, Siwapol Jumnongsaksub
Reducing Smart Contract Runtime Errors On The Ethereum Blockchain, Siwapol Jumnongsaksub
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
With smart contracts, a wide range of applications can be implemented on blockchains. Ethereum stores smart contract byte code with the smart contract ad-dress so, the Ethereum Virtual Machine (EVM) can read and execute transactions correctly. All executed transactions (both successful and failed transactions) are stored on the platform permanently. Failed transactions are thrown by the EVM due to runtime errors and result in monetary waste. The waste from these transactions add up to around 2 million Ethers or $634.2 million. In this thesis, we propose Evitar, a warning algorithm for reducing Ethereum smart contract runtime errors, which has two …
Turbulent Flow Of Water-Based Algorithm In Truss Optimization, Saw Thiri Khaing
Turbulent Flow Of Water-Based Algorithm In Truss Optimization, Saw Thiri Khaing
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis presents the novel Turbulent Flow of Water-based Optimization (TFWO) algorithm for the optimal design of structures under applied forces. The method has been inspired by the natural and random responses of vortices in rivers, seas and oceans. The design problem minimizes the total cost (viz., weight or volume) of the structure with the optimal distribution of its member sizes such that the safety and integrity of the resulting structure can be attained. It is formulated as the challenging nonlinear programming problem under the simultaneous ultimate strength and serviceability criteria. The proposed algorithm is encoded as a MATLAB code …
Binary Particle Swarm Optimization Algorithm For Optimization Of Steel Structure, Atitaya Chaiwongnoi
Binary Particle Swarm Optimization Algorithm For Optimization Of Steel Structure, Atitaya Chaiwongnoi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research studies on the performance of Binary Particle Swarm Optimization (BPSO) algorithm. The first part is finding the best inertia weight of BPSO from various types of inertia weight. The second part is optimizing the cross-sectional area of steel structures and topology of bracing system under vertical and lateral load. The structures studied in the research include unbraced frames and X-braced frames. Moreover, the braced frame also investigates the influence of the classification groups of elements. The elements are classified into finer groups than the original group. The design of the structure follows the AISC code. From the investigation …
Synthesis Of Mwcnts By Chemical Vapor Deposition From Methane Using Femo/Mgo Catalyst : Role Of Hydrogen And Kinetic Study, Chawalkul Chotmunkhongsin
Synthesis Of Mwcnts By Chemical Vapor Deposition From Methane Using Femo/Mgo Catalyst : Role Of Hydrogen And Kinetic Study, Chawalkul Chotmunkhongsin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this study, carbon nanotubes (CNTs) were synthesized by chemical vapor deposition (CCVD) of methane over FeMo/MgO catalyst in a fixed-bed reactor. The role of hydrogen on CNTs synthesis and kinetics of CNTs formation were experimentally investigated. The study revealed that hydrogen in the catalyst reduction process plays an important role in the structural changes of FeMo/MgO catalyst. The catalyst structure fully transformed into metallic FeMo, resulting in the increased yield of 5 folds higher than the non-reduced catalyst. However, the slightly larger diameter and lower crystallinity ratio of CNTs was obtained. The hydrogen co-feeding during the synthesis can slightly …
Deposition Of Tio2-Coated Cspbbr3 Perovskite Heterostructure Thin Film, Chutikan Sairot
Deposition Of Tio2-Coated Cspbbr3 Perovskite Heterostructure Thin Film, Chutikan Sairot
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
All-inorganic lead halide perovskite quantum dots have been emerged in recent years for optoelectronic and photovoltaic devices due to their excellent optical properties. In this work, surface coating was carried out by titanium dioxide (TiO2) to coat on the surface of CsPbBr3 PQDs to improve the stability and charge separation property. The FTIR spectra confirmed the formation of TiO2 with an amorphous phase (am-TiO2). The crystallite size of CsPbBr3/am-TiO2 QDs composite was increased to be 13.30 nm from 12.65 nm of CsPbBr3. A slightly decrease of energy bandgap was found compare to CsPbBr3 QDs owing to quantum confinement effect. The …
Red Blood Cell Segmentation And Classification From Microscopic Images Using Machine Learning, Korranat Naruenatthanaset
Red Blood Cell Segmentation And Classification From Microscopic Images Using Machine Learning, Korranat Naruenatthanaset
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Red blood cell morphology analysis plays an essential role in diagnosing many diseases caused by RBC disorders. This manual inspection is a long process and requires practice and experience. Since recent computer vision and image processing in the medical imaging area can provide efficient tools, it can help hematologists to automatically analyze images from a microscope in a reduced time and cost. This research presents a new method to segment and classify RBCs from blood smear images. The process started from data collection, which a new application was created for precisely labeling. The normalization was done to reduce the color …
Three-Dimensional Finite Element Analyses For Optimal Ground Improvement For Tunnel Cross Passage In Bangkok Subsoils, Mengly Seng
Three-Dimensional Finite Element Analyses For Optimal Ground Improvement For Tunnel Cross Passage In Bangkok Subsoils, Mengly Seng
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Jet grouting is a common technic for improving the stability during the construction of tunnel cross-passages in soft grounds. In this study, the optimal soil-cement mass for a cross-passage from a tunnel to an intervention shaft in Bangkok subsoils was determined using three-dimensional finite element analyses. The soil-cement mass was assumed to be octagonal prism along the route of the cross-passage which has the radius of 2.25m. The result showed that the factor of safety increases linearly with the improvement radius. The improvement radius of 3.60m was selected since it is satisfied with the FS more than 1.4 and the …
Preparation And Characterization Of Sequential Curing With Off-Stoichiometric Amine-Diglycidyl Ether Of Bisphenol A /Novolac Epoxy Blended Systems, Pakawat Suttitham
Preparation And Characterization Of Sequential Curing With Off-Stoichiometric Amine-Diglycidyl Ether Of Bisphenol A /Novolac Epoxy Blended Systems, Pakawat Suttitham
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
B-stage epoxy adhesives are used in many applications such as electronic devices and prepreg composites. The most common available form is in the film form, rolls, sheets, or custom preforms. In this work, B-staged epoxy adhesives were prepared by using sequential curing with off-stoichiometric amine technique. Diethylenetriamine (DETA) was used as the curing agent for the first curing step. While dicyandiamide (DICY) was used as the latent curing agent for the second curing step and 3-(3,4-dichlorophenyl)-1,1dimethylurea (DIURON) as accelerator for reducing the curing temperature of DICY. Novolac epoxy was blended in diglycidyl ether of bisphenol A (DGEBA) with various ratio …
Evaluating The Effect Of Emulsion On Wax Deposition Prevention Of Oil From Fang Oil Field, Tanapol Ruengnam
Evaluating The Effect Of Emulsion On Wax Deposition Prevention Of Oil From Fang Oil Field, Tanapol Ruengnam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Due to the COVID-19 situation, the energy consumption demand right now declines. However, the trend predicted by EIA is that the demand will be fully recovered at the end of 2022. Thus, it is important to maintain the production without disruption from flow assurance issue. In addition, wax deposition is one of the important issues for flow assurance. To manage the wax deposition, there are 3 major methods which are mechanical, thermal and chemical methods. The chemical method can easily be utilized. For this study, wax deposition prevention is studied with chemical method. Also, the study is investigating the effect …
Digital Platform Development For Performance Monitoring System In Oil And Gas Exploration And Production, Tanthai Poopaiboon
Digital Platform Development For Performance Monitoring System In Oil And Gas Exploration And Production, Tanthai Poopaiboon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The paper provides a case study to enhance the Performance Management System for Oil and Gas Exploration and Production industry. Although the system was designed for the Oil and Gas Exploration and Production industry, the paper could be applied effectively for other industries because the modern organisation mainly utilised the Key Performance Indicator (KPI) to reflect its performance. So, the paper could be applied to most organisations with minor modifications. The Advanced Performance Management System was developed systematically powered by digital transformation according to research methodology framework, including research, analysis, project development, and result measurement. The research stage is studying …
การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการรับสัมผัส Pm10 Pm2.5 และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายในโรงพิมพ์, นพรัตน์ พงศ์บุญคุ้มลาภ
การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการรับสัมผัส Pm10 Pm2.5 และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายในโรงพิมพ์, นพรัตน์ พงศ์บุญคุ้มลาภ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการพิมพ์และการได้รับสัมผัสมลพิษอากาศของผู้ปฏิบัติงานได้มีการติดตามตรวจสอบในช่วงระยะเวลา 5 วันทำงานติดต่อกัน เป็นระยะเวลา 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยได้ทำการตรวจวัดปริมาณความเข้มข้นในการได้รับสัมผัส TVOC และ PM2.5 ในกระบวนการพิมพ์จากโรงพิมพ์อาสาสมัครในประเทศไทยจำนวน 5 แห่ง ในการศึกษาครั้งนี้ ได้ทำการเปรียบเทียบระหว่างระบบการพิมพ์ออฟเซตและระบบการพิมพ์ดิจิตอล พบว่าค่าเฉลี่ย 8 ชั่วโมงของ PM2.5 ในจุดอ้างอิง, จุดออฟเซต A, จุดออฟเซต B, จุดออฟเซต C, จุดดิจิตอล D, และจุดออฟเซต E มีค่าเท่ากับ 7.46 ± 0.89, 21.51 ± 1.74, 44.26 ± 11.11, 77.92 ± 11.85, 42.08 ± 7.81 และ 28.21 ± 8.80 มคก/ลบม. ตามลำดับ ค่าเฉลี่ยของ PM2.5 ในจุดออฟเซต C มีค่าสูงสุดเท่ากับ 77.92 มคก/ลบม. เกิดจากมีปริมาณฝุ่นกระดาษเป็นจำนวนมากในบริเวณที่ตรวจวัด ค่าเฉลี่ย 8 ชั่วโมงของ TVOC ในจุดอ้างอิง, จุดออฟเซต A, จุดออฟเซต B, จุดออฟเซต C, จุดดิจิตอล D, และจุดออฟเซต E มีค่าเท่ากับ 0.12 ± 0.04, 2.68 ± 0.89, 5.02 ± 3.02, 21.86 ± 6.82 0.68 ± 0.08, และ 0.52 ± 0.19 ส่วนในล้านส่วน ค่าเฉลี่ยของ TVOC ในจุดออฟเซต C …
ระบบระบุตำแหน่งภายในอาคารสำหรับสมาร์ตโฟนด้วยการใช้เทคนิคลายนิ้วมือของสัญญาณวายฟายเชิงกำหนด, ธีรภัทร์ วงศ์สุธีรา
ระบบระบุตำแหน่งภายในอาคารสำหรับสมาร์ตโฟนด้วยการใช้เทคนิคลายนิ้วมือของสัญญาณวายฟายเชิงกำหนด, ธีรภัทร์ วงศ์สุธีรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การระบุตำแหน่งภายในอาคารด้วยการใช้เทคนิคลายนิ้วมือของสัญญาณวายฟายมักจะทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพเมื่อนำไปใช้งานในพื้นที่ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ การระบุตำแหน่งดังกล่าวมักพบกับปัญหาตำแหน่งที่ไม่ตรงกัน ซึ่งทำให้เกิดความไม่แม่นยำในการระบุตำแหน่ง ยิ่งกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมก็สามารถลดประสิทธิภาพโดยรวมของระบบได้เช่นกัน เพื่อที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ งานวิจัยชิ้นนี้ได้นำเสนอ ระบบระบุตำแหน่งภายในอาคารสำหรับสมาร์ตโฟนด้วยการใช้เทคนิคลายนิ้วมือของสัญญาณวายฟายเชิงกำหนด ระบบนี้ประกอบด้วยกันทั้งหมด 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคืออัลกอริทึมสำหรับจัดหมวดหมู่พื้นที่ โดยส่วนนี้จะจำแนกคำร้องขอจากผู้ใช้งาน ว่าถูกส่งมาจากภายนอกอาคารหรือภายในอาคารใด เพื่อกรองคำร้องขอที่ถูกส่งมาจากพื้นที่ภายนอกอาคารหรือพื้นที่ที่ระบบไม่ได้ครอบคลุมออกไป ส่วนที่สองคืออัลกอริทึมระบุตำแหน่งภายในอาคาร ส่วนนี้จะใช้ข้อมูลจากส่วนแรก ในการลดขอบเขตการค้นหาลายนิ้วมือของสัญญาณลง ทำให้สามารถลดระยะเวลาในการประมวลผลเพื่อหาตำแหน่งที่แน่นอนได้อย่างมหาศาล นอกจากนี้อัลกอริทึมในส่วนนี้จะคำนึงถึงปัญหาตำแหน่งที่ไม่ตรงกัน เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว ส่วนที่สามคืออัลกอริทึมตรวจจับบีเอสเอสไอดีที่หายไปจากคำร้องขอจากผู้ใช้งานและปรับปรุงฐานข้อมูล เพื่อให้ระบบสามารถปรับตัวกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ จากผลการทดลอง ระบบที่นำเสนอสามารถจัดหมวดหมู่พื้นที่ ระบุตำแหน่งภายในอาคารและตรวจจับบีเอสเอสไอดีที่หายไปได้อย่างแม่นยำ โดยอัลกอริทึมสำหรับจัดหมวดหมู่พื้นที่สามารถลดระยะเวลาในการประมวลผลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับงานวิจัยที่ผ่านมา นอกจากนี้อัลกอริทึมตรวจจับบีเอสเอสไอดีที่หายไปสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทั้งระบบที่นำเสนอและงานวิจัยที่ผ่านมาได้อย่างมาก
Health Risk Assessment Of Particulate Matter Associated With Polychlorinated Biphenyls And Polycyclic Aromatic Hydrocarbons In Bangkok And Chiang Mai, Thailand, Nareerat Punvitayakul
Health Risk Assessment Of Particulate Matter Associated With Polychlorinated Biphenyls And Polycyclic Aromatic Hydrocarbons In Bangkok And Chiang Mai, Thailand, Nareerat Punvitayakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Atmospheric pollutants have become a severe problem in creating health issues in Thailand. Due to the increase in fine particles in the air environment, the city population is facing acute respiratory problems. For understanding the concentration of polycyclic aromatic hydrocarbon (PAHs) and Polychlorinated biphenyls (PCBs), 24 samplings were done in Chiangmai and Bangkok of Thailand using Polyurethane (PUF) disk passive samplers. There were five sampling sites in Bangkok, and three in Chiang Mai. Data were collected in the dry season from December 2018- June 2019. A total of 24 samples were extracted and further quantitatively analyzed by the standard method …
Biofuel Production From Spent Coffee Grounds By Supercritical Ethyl Acetate, Wirasinee Supang
Biofuel Production From Spent Coffee Grounds By Supercritical Ethyl Acetate, Wirasinee Supang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this work, spent coffee grounds (SCGs) was used as the feedstock for biofuel production by supercritical ethyl acetate. The SCGs is waste obtained from coffee industrial that is continuously increasing every year. To make SCGs becomes more valuable, utilization of ethyl acetate as the extracting and reacting solvents for biofuel production via interesterification reaction. The characterization of SCGs sample showed that the moisture content of fresh SCGs was around 56 wt%. After oven drying, the moisture of SCGs was reduced to 12.76 %wt. To prolong the shelf-life of the sample and to minimize impact of hydrolysis on interesterification reaction, …
Learning-Based Approach For Visual Quality Enhancement On High Efficiency Video Coding Standard, Sovann Chen
Learning-Based Approach For Visual Quality Enhancement On High Efficiency Video Coding Standard, Sovann Chen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
High Efficiency Video Coding (HEVC) has dramatically enhanced the coding efficiency compared to the previous video coding standard, H.264/AVC. However, the existing rate control updates its parameters according to a fixed initialization, which can cause error prediction of bit allocation to each coding tree unit (CTU) in frames. In this work, a learning-based mapping between rate control parameters and video contents is proposed to achieve an accurate target bit rate and good video quality. The proposed framework contains two main structural codings, including spatial and temporal coding. We initiate an effective learning-based particle swarm optimization for both spatial and temporal …
Development Of An Integrated Microfluidic System For Cell Sorting And Trapping—Considering Sorting Efficacy And Cell Viability, Thammawit Suwannaphan
Development Of An Integrated Microfluidic System For Cell Sorting And Trapping—Considering Sorting Efficacy And Cell Viability, Thammawit Suwannaphan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study is divided into two phases. The first phase is about the investigation of cell viability and damage of white blood cells after sorting in both a spiral microchannel and contraction and expansion array (CEA) at appropriate flow rates for cell separation. Three techniques such as Trypan Blue staining, Scanning Electron Microscopy (SEM) and Wright-Giemsa staining are employed in the experiments. After flowing the sample through a whole setup of spiral microchannel at 2 ml/min, 85% of cells are viable while 30% of cells are significantly deformed and 2% of cells are seriously damaged in their intracellular structures. In …