Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Institution
-
- Missouri University of Science and Technology (7866)
- University of Kentucky (2796)
- Purdue University (2550)
- University of Nebraska - Lincoln (2277)
- Utah State University (2083)
-
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (1728)
- Brigham Young University (1183)
- Technological University Dublin (1063)
- Louisiana State University (1043)
- Portland State University (850)
- Chulalongkorn University (788)
- University of Texas at Arlington (699)
- Clemson University (661)
- University of Central Florida (627)
- Changsha University of Science and Technology (576)
- Universitas Indonesia (552)
- New Jersey Institute of Technology (549)
- Old Dominion University (546)
- Michigan Technological University (513)
- University of South Florida (509)
- University of Nevada, Las Vegas (468)
- Montana Tech Library (464)
- Marquette University (441)
- University of Arkansas, Fayetteville (437)
- Air Force Institute of Technology (421)
- Western University (350)
- Ministry of Higher and Secondary Specialized Education of the Republic of Uzbekistan (320)
- University of Colorado Law School (304)
- University of New Mexico (304)
- University of Texas at El Paso (281)
- Keyword
-
- Engineering (992)
- Construction (842)
- Building (478)
- Concrete (455)
- Architecture (428)
-
- Sustainability (428)
- Plumbing (346)
- Kentucky transportation (332)
- Montana (297)
- Transportation (284)
- Safety (281)
- Climate change (240)
- UWRL (231)
- Groundwater (216)
- Department of Civil, Environmental, and Geospatial Engineering (204)
- Bridge (203)
- Kentucky (199)
- Durability (195)
- Civil Engineering (187)
- Bridges (183)
- Design (177)
- Water quality (177)
- Optimization (176)
- Modeling (169)
- Applied sciences (166)
- Pavement (162)
- Machine learning (158)
- Corrosion (142)
- NDOR (139)
- GIS (136)
- Publication Year
- Publication
-
- International Conference on Case Histories in Geotechnical Engineering (2055)
- Kentucky Transportation Center Research Report (1820)
- International Conferences on Recent Advances in Geotechnical Earthquake Engineering and Soil Dynamics (1566)
- Theses and Dissertations (1335)
- Civil, Architectural and Environmental Engineering Faculty Research & Creative Works (1249)
-
- JTRP Technical Reports (1127)
- CCFSS Proceedings of International Specialty Conference on Cold-Formed Steel Structures (1971 - 2018) (1036)
- Construction Management (999)
- Electronic Theses and Dissertations (662)
- International Congress on Environmental Modelling and Software (629)
- Masters Theses (598)
- Reports (583)
- Journal of China & Foreign Highway (576)
- Department of Agricultural and Biological Systems Engineering: Faculty Publications (574)
- Civil and Environmental Engineering Faculty Publications (562)
- Kentucky's Annual Forum on Transportation (503)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (478)
- Building Services Engineering (476)
- All Graduate Theses and Dissertations, Spring 1920 to Summer 2023 (471)
- Makara Journal of Technology (436)
- Civil and Environmental Engineering Faculty Publications and Presentations (424)
- Theses (420)
- Bachelors Theses and Reports, 1928 - 1970 (416)
- LSU Master's Theses (406)
- Civil and Environmental Engineering (389)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (387)
- Purdue Road School (368)
- Nebraska Department of Transportation: Research Reports (335)
- Civil Engineering Theses - Archive (331)
- Publications (331)
- Publication Type
Articles 3901 - 3930 of 39856
Full-Text Articles in Engineering
การพัฒนาถ่านชีวภาพจากกะลาแมคคาเดเมียเพื่อใช้เป็นตัวดูดซับสีซาฟรานิน, สุภานนท์ ตั้งหิรัญชัย
การพัฒนาถ่านชีวภาพจากกะลาแมคคาเดเมียเพื่อใช้เป็นตัวดูดซับสีซาฟรานิน, สุภานนท์ ตั้งหิรัญชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำกะลาแมคคาเดเมียที่เป็นของเสียภาคการเกษตรมาใช้ประโยชน์ด้วยการพัฒนาเป็นถ่านชีวภาพ เพื่อใช้เป็นตัวดูดซับซาฟรานินและนำไปขึ้นรูปเป็นเม็ด ด้วยการกระตุ้นทางความร้อนและสารเคมีเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดูดซับ โดยการศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพและเคมี การทดสอบประสิทธิภาพการดูดซับ จลนพลศาสตร์และไอโซเทอร์มการดูดซับซาฟรานิน อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อความสามารถดูดซับซาฟรานินของตัวดูดซับ จากการศึกษาพบว่า กะลาแมคคาเดเมียมีองค์ประกอบของคาร์บอนสูง แต่มีองค์ประกอบของเถ้าต่ำ มีโครงสร้างสารอินทรีย์ของเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลสและลิกนินเป็นองค์ประกอบหลัก เมื่อนำไปผ่านกระบวนการความร้อนและกระตุ้นทางเคมี โครงสร้างที่พบจะเป็นคาร์บอนอสัณฐานเป็นหลัก เนื่องจากหมู่ฟังก์ชันของโครงสร้างเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลสและลิกนินเกิดการสลายตัวเนื่องจากความร้อน พบว่าการกระตุ้นด้วยโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ และความร้อนที่ 900 องศาเซลเซียส (MNC_KOH_3_900) เกิดรูพรุนขึ้นเป็นจำนวนมากและพื้นผิวมีความขรุขระไม่เรียบเนียน มีพื้นที่ผิวจำเพาะและปริมาตรรูพรุนสูงสุดที่ 1,860.52 ตารางเมตรต่อกรัม และ 0.804 ลูกบาศก์ตารางเซนติเมตรต่อกรัม การศึกษาจลนพลศาสตร์การดูดซับซาฟรานินเป็นไปตามแบบจำลองปฏิกิริยาอันดับที่สองเสมือน ชี้ให้เห็นว่าเป็นกระบวนการดูดซับทางเคมี การศึกษาไอโซเทอร์มการดูดซับซาฟรานินเป็นไปตามแบบจำลองฟรุนดลิชโดยมีค่าความสามารถดูดซับซาฟรานินที่สภาวะสมดุล 603.68 มิลลิกรัมต่อกรัม ที่ความเข้มข้นซาฟรานินที่สมดุล 100 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยปฏิกิริยาการดูดซับเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน ในส่วนการขึ้นรูปเป็นเม็ดสามารถคงรูปและนำไปใช้ในการดูดซับซาฟรานินได้ ดังนั้น ตัวดูดซับที่พัฒนาจากกะลาแมคคาเดเมียนี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดูดซับซาฟรานินที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นทางเลือกหนึ่งในการสร้างมูลค่าให้กับของเสียภาคการเกษตร
Enhancing Mechanical Properties Of Recycled Aggregate Concrete For Sleepers Using Graphene Quantum Dots, Papassara Yamkasikorn
Enhancing Mechanical Properties Of Recycled Aggregate Concrete For Sleepers Using Graphene Quantum Dots, Papassara Yamkasikorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Concrete sleepers play a vital role in modern railway infrastructure due to their high strength and durability. This study explores the feasibility of using recycled aggregate concrete (RAC) as a sustainable alternative to natural aggregate (NA) in concrete sleeper production. Two sources of recycled aggregates were evaluated: general construction and demolition waste, and decommissioned railway sleepers. Replacement levels of 0%, 25%, 50%, 75%, and 100% by volume were investigated. Additionally, graphene quantum dots (GQDs) were incorporated into mixes to assess their potential in enhancing mechanical and durability properties. Experimental results showed that replacing natural aggregates with recycled aggregates, particularly from …
การคำนวณย้อนกลับแบบพลวัตเพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางแบบยืดหยุ่นหลายชั้นจากการทดสอบ Fwd ด้วยวิธีการคำนวณแบบอ่อน, อัญชลี โฆษิตธรรมกุล
การคำนวณย้อนกลับแบบพลวัตเพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางแบบยืดหยุ่นหลายชั้นจากการทดสอบ Fwd ด้วยวิธีการคำนวณแบบอ่อน, อัญชลี โฆษิตธรรมกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้นำเสนอแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องสำหรับการวิเคราะห์ย้อนกลับแบบพลวัต โดยใช้การทดสอบ FWD (Falling Weight Deflectometer) เพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางสามชั้น ประกอบด้วยชั้นที่ 1 ชั้นแอสฟัลต์คอนกรีต (Asphalt Concrete), ชั้นที่ 2 ชั้นพื้นทาง (Base) และชั้นที่ 3 ชั้นดินเดิม (Subgrade) โดยแต่ละชั้นมีค่าโมดูลัสยืดหยุ่นที่แตกต่างกัน ชุดข้อมูลที่ใช้ในการศึกษานี้สังเคราะห์ข้อมูล (Data Synthesis) ด้วยวิธีสติฟเนสแม่นตรงพิจารณาข้อมูลจาก 9 จุดการตรวจวัด (Geophones) ในช่วงเวลา 25 ช่วง รวมทั้งหมด 500 ชุดข้อมูล งานวิจัยได้พัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องจำนวนสองแบบจำลอง ได้แก่ โครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network: ANN) และแบบจำลองป่าสุ่ม (Random Forest: RF) และดำเนินการประเมินความแม่นยำของแบบจำลองด้วยตัวชี้วัดต่าง ๆ ได้แก่ ค่า RMSE, MAPE และ R² ผลการศึกษาพบว่าแบบจำลอง ANN มีความแม่นยำสูงกว่า โดยมีค่า R² > 98.95% ขณะที่แบบจำลอง RF มีค่า R² > 91.95% ในทุกชั้นของโครงสร้าง ทั้งในชุดข้อมูลฝึกสอนและชุดข้อมูลทดสอบ การวิเคราะห์และประเมินผลกระทบของตำแหน่งจุดวัดต่อค่าโมดูลัสยืดหยุ่นที่ทำนายได้ในแต่ละชั้นทางด้วยแบบจำลอง ANN โดยใช้การทดสอบสมมติฐานทางสถิติด้วยวิธีการคัดเลือกตัวแปรการขจัดแบบย้อนกลับ (Backward Elimination) ผลการศึกษาพบว่าจากตัวแปรอิสระเริ่มต้นจำนวน 225 ตัว มีตัวแปรที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ถูกกำจัด 0, 1 และ 3 ตัวแปร สำหรับชั้นแอสฟัลต์คอนกรีต, ชั้นพื้นทาง และชั้นดินเดิมตามลำดับ เมื่อพิจารณาจำนวนตัวแปรที่มีนัยสำคัญในแบบจำลอง ANN บ่งชี้ว่าชุดข้อมูลแบบจำลองมีความสอดคล้องกับทฤษฎี
การแยกกระจกออกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบสองหน้าด้วยสารละลายลิโมนีน, กิตติวดี รุจิสรรย์
การแยกกระจกออกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบสองหน้าด้วยสารละลายลิโมนีน, กิตติวดี รุจิสรรย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้า (bifacial solar panel) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากสามารถรับรังสีแสงอาทิตย์ได้ทั้งสองด้าน ส่งผลให้มีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดอายุการใช้งาน แผงเหล่านี้จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีการจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาครั้งแรกในประเทศไทยที่นำสารละลายลิโมนีน ซึ่งเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการแยกและกู้คืนกระจกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมของกระบวนการและประเมินปริมาณกระจกที่สามารถกู้คืนได้ ผลการทดลองพบว่าสภาวะที่เหมาะสมที่สุด คือ การอบแผงที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส และแช่ในสารละลายลิโมนีนความเข้มข้นร้อยละ 70 ที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 90 นาที ภายใต้เงื่อนไขนี้สามารถกู้คืนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าประสิทธิภาพการกู้คืนกระจก (Glass Recovery Efficiency: GRE) เท่ากับร้อยละ 76.6 เศษกระจกที่ได้สามารถจำแนกเป็น 3 เกรด ได้แก่ เกรด A (ขนาดมากกว่า 2.0 มิลลิเมตร ใส สะอาด ไม่มีสิ่งปนเปื้อน) มากกว่าร้อยละ 60 ของน้ำหนักกระจกทั้งหมด เกรด B (0.5–2.0 มิลลิเมตร รูปร่างไม่สม่ำเสมอ อาจมีสิ่งปนเปื้อนเล็กน้อย) และเกรด C (น้อยกว่า 0.5 มิลลิเมตร เป็นผงหรือเศษละเอียด มีสิ่งปนเปื้อนสูง) กระบวนการนี้ใช้พลังงานต่ำ และสารละลายลิโมนีนสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ 3 รอบ อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 5.0–8.4 กรัมต่อแผง ผลการศึกษานี้จึงเป็นต้นแบบสำหรับการจัดการของเสียแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้าในประเทศไทย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้สารสีเขียวในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์อย่างยั่งยืน
Evaluating Flood Hazards And Damage On Paddy Fields: A Case Study Of The Prek Thnot River Basin, Cambodia, Koem Sreang Ka
Evaluating Flood Hazards And Damage On Paddy Fields: A Case Study Of The Prek Thnot River Basin, Cambodia, Koem Sreang Ka
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Flooding is a pervasive natural hazard that leads to substantial damage, economic losses, and social disruption. In Cambodia, the Lower Mekong River basin is particularly prone to recurrent flooding due to seasonal monsoons. The Prek Thnot River, a Bassac and Mekong Rivers tributary, experiences heightened flood risks from heavy rainfall and fluctuating water levels. This study aims to assess flood inundation hazards during extreme events and evaluate paddy damage within the Prek Thnot River Basin (PTRB). By analyzing rainfall data from eight monitoring stations, we performed a frequency analysis. The LP3 distribution is identified as the most optimal distribution for …
Assessment Of Sediment Yield And Soil Erosion With The Impact Of Land Use Change In The Upper Loei River Basin Using Soil Water Assessment Tool (Swat) And Revised Universal Soil Loss Equation (Rusle), Sotheanea Khe
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Soil erosion and sediment yield pose significant threats to sustainable land and water resource management, particularly in regions undergoing rapid land-use transitions. The Upper Loei River Basin (ULRB) in northeastern Thailand has experienced extensive land-use changes over recent decades, primarily due to the expansion of rubber plantations. This study assesses the impacts of these changes on soil erosion and sediment yield from 2010 to 2020 using the Soil and Water Assessment Tool (SWAT) model, complemented by validation with the Revised Universal Soil Loss Equation (RUSLE). The SWAT model simulations were carried out for two distinct periods: 2007–2009 (pre-expansion) and 2010–2020 …
ผลกระทบของการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงในสภาวะเพลิงไหม้, ปริญญา อภิปัญญาวงศ์
ผลกระทบของการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงในสภาวะเพลิงไหม้, ปริญญา อภิปัญญาวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของการอุดรอยต่อบริเวณปลายแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงด้วยมอร์ตาร์ที่มีต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นในสภาวะเพลิงไหม้ โดยการทดสอบอัตราการทนไฟของตัวอย่างแผ่นพื้นที่มีความหนา 2 ค่า ได้แก่ 120 มม. และ 200 มม. ภายใต้น้ำหนักบรรทุกคงที่ร้อยละ 30 ของความต้านทานโมเมนต์ดัดของแผ่นพื้นที่อุณหภูมิปรกติ แผ่นพื้นสัมผัสเพลิงไหม้มาตรฐาน ISO 834 แบบด้านเดียวบริเวณท้องพื้นจนกระทั่งแผ่นพื้นเกิดการวิบัติ ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า การอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์สามารถลดการขยายตัวเหตุความร้อนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงทั้ง 2 ความหนา ซึ่งแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเหนี่ยวรั้งตามแกน และส่งผลให้อัตราการทนไฟเพิ่มขึ้น 21 % และ 300 % สำหรับแผ่นพื้นที่มีความหนา 120 มม. และ 200 มม. ตามลำดับ ผลการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นศักยภาพของมอร์ตาร์อุดรอยต่อในการเพิ่มสมรรถนะการทนไฟของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแผ่นพื้นที่มีความหนา 200 มม. นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังให้ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาแบบจำลองอย่างง่ายเพื่อใช้ทำนายพฤติกรรมการทนไฟของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงที่มีการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ในรูปแบบอื่นที่แตกต่างไปอีกด้วย
กลยุทธ์การจัดการจราจรของช่องทางเฉพาะสำหรับยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ, ศิวา นาคอ้าย
กลยุทธ์การจัดการจราจรของช่องทางเฉพาะสำหรับยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ, ศิวา นาคอ้าย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาของยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (Connected and Autonomous Vehicles: CAV) มีศักยภาพในการเพิ่มความปลอดภัย และความสามารถในการรองรับจราจร อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ CAV ต้องใช้งานร่วมกับยานยนต์ที่ขับขี่โดยมนุษย์ (Human-Driven Vehicles: HDV) ภายใต้สภาพจราจรแบบผสม ยังคงมีความท้าทายด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในแนวทางที่เสนอคือ การจัดช่องทางเฉพาะสำหรับ CAV (CAV Lane) การศึกษานี้มุ่งเน้นการพัฒนากลยุทธ์การจัดการจราจร ทดสอบด้วยโปรแกรมจำลองจราจรระดับจุลภาค และการประเมินด้านความปลอดภัย เพื่อจัดการจราจรก่อนจุดเริ่มต้นของการเข้าใช้งาน CAV Lane จากการประกาศใช้ CAV Lane บนทางพิเศษที่มีขนาดสามช่องทางจราจรต่อทิศทาง การศึกษานี้ได้ทำการทดลองกำหนดความยาวของระยะบังคับให้เปลี่ยนช่องทางจราจร (Mandatory Zone) 5 ระยะ (500, 800, 1000, 1200 และ 1500 เมตร) ภายใต้ปริมาณจราจร 2400, 3600 และ 4800 PCU/h และ MPR ของ CAV ตั้งแต่ 0% ถึง 40% ผลการศึกษาชี้ว่า ระยะ Mandatory Zone ตั้งแต่ 1000 เมตรขึ้นไป ช่วยให้การเปลี่ยนช่องทางจราจรราบรื่น ความเร็ว HDV สูงขึ้น และลดจำนวนเหตุการณ์ความเสี่ยงการจราจร โดยเฉพาะเมื่อมีปริมาณจราจรสูง การศึกษานี้สรุปได้ว่า การกำหนดระยะของ Mandatory Zone ไม่ต่ำกว่า 1000 เมตร เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการช่องทางเฉพาะของ CAV ในสภาพจราจรแบบผสม
รูปแบบฝนออกแบบต่อสภาพน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมือง กรณีศึกษานิคมอุตสาหกรรมบางปู, ธนพัฒน์ ปองประพฤทธิ์
รูปแบบฝนออกแบบต่อสภาพน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมือง กรณีศึกษานิคมอุตสาหกรรมบางปู, ธนพัฒน์ ปองประพฤทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นิคมอุตสาหกรรมบางปูเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการบริเวณใกล้กับปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องข้อจำกัดของข้อมูลระดับในพื้นที่ที่ไม่มีข้อมูล DEM ละเอียดพอสำหรับการทำแบบจำลองการไหลและการเก็บข้อมูลฝนของนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่เก็บเฉพาะความลึกฝนรวมในแต่ละเหตุการณ์เท่านั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอันสร้างความเสียหายต่อพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูอยู่หลายครั้ง เนื่องจากระบบระบายน้ำในพื้นที่ไม่สามารถรองรับปริมาณฝนที่ตกติดต่อกันได้ อ้างอิงข้อมูลจากสถานีวัดน้ำฝนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู ระหว่างวันที่ 20 – 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559 มีปริมาณฝนรวมกันถึง 340 มิลลิเมตร ทำให้เกิดน้ำท่วมภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในเขตประกอบการเสรีที่เป็นพื้นที่ต่ำ จากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นและข้อจำกัดทางด้านข้อมูลในพื้นที่ ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการกระจายตัวของฝนเชิงเวลาในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู ด้วยการวิเคราะห์รูปแบบของฝนสังเคราะห์ทั้ง 7 รูปแบบที่เลือกใช้ข้อมูลปริมาณน้ำฝนของสถานีโดยรอบแทนข้อมูลฝนในพื้นที่ ได้แก่ วิธี Alternating blocks, วิธี Rectangular, วิธี Triangular, วิธี Double triangular, วิธี Linear/exponential, วิธี Sifalda และ วิธี Chicago รูปแบบฝนตกในช่วงเวลา 6 ชั่วโมงที่แตกต่างกันจากวิธีวิเคราะห์ที่หลากหลายนี้จะถูกนำไปศึกษาเพื่อทำความเข้าใจถึงข้อจำกัดและความเหมาะสมในการเลือกใช้ในแต่ละวิธี บนพื้นฐานของความพร้อมข้อมูลน้ำฝนที่มีอยู่ ก่อนจะนำไปเป็นข้อมูลนำเข้าแบบจำลอง HEC-RAS 2D ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้จำลองการไหลในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูซึ่งใช้ข้อมูลระดับของพื้นที่จากเทคนิค image processing ของภาพถ่าย LIDAR เพื่อศึกษาผลกระทบของรูปแบบการกระจายตัวของฝนในมิติของเวลาที่แตกต่างกันต่อสภาพน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่จากการเปรียบเทียบรูปแบบของฝนทั้ง 7 วิธีกับรูปแบบฝนที่เกิดขึ้นจริงในราย 15 นาที จาก Automatic Weather System ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่คาบการเกิดซ้ำ 2 ปี 5 ปี 10 ป๊ 25 ปี 50 ปี และ 100 ปี พบว่าวิธี Alternating block มีการกระจายตัวของฝนใกล้เคียงกับรูปแบบฝนจริงมากที่สุดในทั้ง 7 วิธี ที่ค่า mean absolute percentage error (MAPE) เท่ากับ 49.78% ส่วนวิธี Chicago ค่าความเข้มฝนสูงสุดใกล้เคียงที่สุดที่ความแตกต่าง 2.01%ผลการศึกษาผลกระทบของรูปแบบฝนทั้ง 7 วิธีที่แตกต่างกันต่อสภาพน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในแบบจำลองพบว่ารูปแบบของฝนที่แตกต่างกันนี้ส่งผลต่อสภาพการท่วมในเชิงเวลาอย่างระยะเวลาที่เริ่มท่วมและระยะเวลาก่อนที่ระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดแสดงความแตกต่างชัดเจนระหว่างกลุ่มรูปแบบที่มีการกระจายตัวตลอดระยะเวลากับกลุ่มที่มีความลึกฝนส่วนใหญ่เกาะกลุ่มอยู่ในช่วงใกล้เคียงกับช่วงที่เกิดค่าความเข้มฝนสูงสุด แต่ทั้งนี้พบว่ารูปแบบฝนที่แตกต่างกันนี้ไม่ได้ส่งผลต่อขนาดพื้นที่น้ำท่วมสูงสุดในพื้นที่ศึกษา โดยขนาดของพื้นที่น้ำท่วมจะถูกกำหนดด้วยความลึกรวมของฝนแต่ละเหตุการณ์เป็นหลัก ทำให้เห็นความแตกต่างในอย่างชัดเจนในวิธี …
การจำลองการจัดการเดินรถไฟฟ้าเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายกรณีศึกษารถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงิน, กันติชา มาชู
การจำลองการจัดการเดินรถไฟฟ้าเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายกรณีศึกษารถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงิน, กันติชา มาชู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเป็นเส้นทางการเดินรถหลักของกรุงเทพมหานคร มีระยะทางในการเดินรถทั้งหมด 48 กิโลเมตร และมีทั้งหมด 38 สถานีในปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินได้มีการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีอื่นเช่นสายสีม่วงและในอนาคตได้มีการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีส้มจึงทำให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพิ่มขึ้นในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเดินรถและวิเคราะห์ความเหมาะสมของการจัดการเดินรถของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินให้สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นซึ่งงานวิจัยนี้ได้ทำตารางเดินรถด้วยโปรแกรมทรูไลน์ (Trueline)เพื่อจำลองการจัดการเดินรถงานวิจัยนี้พบว่าสถานการณ์ที่ 3 เป็นการจัดการเดินรถในช่วงระยะสั้นในช่วงสถานีห้วยขวางไปยังสถานีหัวลำโพงเป็นสถานการณ์ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดในช่วงเวลา 07.00-08.00 น. มีจำนวนรถไฟฟ้าที่ใช้ในการเดินรถเพิ่มขึ้นจาก 18 ขบวนเป็น 32 ขบวน และสามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 36,448 คน หรือ สามารถเพิ่มความจุของผู้โดยสารมากขึ้น 77.77 เปอร์เซ็นและเมื่อเปรียบเทียบกับการจัดการเดินรถในปัจจุบันสามารถลดค่า L.F. ที่สถานีห้วยขวางซึ่งเป็นสถานีที่มีค่า L.F.สูงสุดของจำนวนผู้โดยสารในปัจจุบันลดลงจาก 1.54 เหลือ 0.43,จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นลดลงจาก 2.31 เหลือ 0.65 และ 100 เปอร์เซ็น ลดลงจาก 4.61 เหลือ 1.30 และในช่วง 08.00-09.00 น. มีจำนวนรถไฟฟ้าที่ใช้ในการเดินรถเพิ่มขึ้นจาก 18 ขบวนเป็น 26 ขบวน และ สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 29,614 คน หรือ สามารถเพิ่มความจุของผู้โดยสารมากขึ้น 44.44 เปอร์เซ็น และสามารถลดค่า L.F.ที่สถานีห้วยขวางของจำนวนผู้โดยสารในปัจจุบันลดลงจาก 1.30 เหลือ 0.43 , จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นลดลงจาก 1.95 เหลือ 0.55 และ 100 เปอร์เซ็น ลดลงจาก 3.89 เหลือ 1.09
Integrated Socio-Economic Analysis Of Drought Impacts On Agricultural Areas In Sukhothai Province, Thailand, Thanasit Promping
Integrated Socio-Economic Analysis Of Drought Impacts On Agricultural Areas In Sukhothai Province, Thailand, Thanasit Promping
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Drought is a prolonged period of deficient precipitation that can result in significant water-related challenges across the globe. It may arise from multiple factors, including reduced rainfall, limited water availability, and low soil moisture content. To effectively assess and monitor drought conditions, drought indicators and indices are essential tools for determining the severity, spatial extent, and duration of drought events. This study introduces the development of the Composite Drought Hazard Index (CDHI), a comprehensive methodology that incorporates multiple drought-related parameters using appropriate weighting factors. The CDHI integrates the Standardized Precipitation Index (SPI), Standardized Runoff Index (SRI), Standardized Groundwater Index (SGI), …
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากกระบวนการชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, โชติกา วิเศษสมบัติ
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากกระบวนการชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, โชติกา วิเศษสมบัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สังกะสีเป็นหนึ่งในโลหะที่ไม่ใช่เหล็กซึ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเหล็กชุบสังกะสีหรือเหล็กชุบสังกะสีโดยเฉพาะเหล็กชุบสังกะสีแบบกัลวาไนซ์ที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน เนื่องจากคุณสมบัติป้องกันการกัดกร่อนและป้องกันการเกิดสนิม อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการผลิตไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม แล้วมีการปล่อยของเสียลงสู่สิ่งแวดล้อม อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์และระบบนิเวศได้ โดยเฉพาะจากกรณีการลักลอบเปิดโรงงานชุบสังกะสีโดยมีข่าวรายงานที่ขาดระบบจัดการของเสียที่เหมาะสม งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาปริมาณและเส้นทางการไหลของของเสียจากโรงงานชุบสังกะสีในประเทศไทย พร้อมทั้งประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการจัดการของเสีย โดยใช้การวิเคราะห์การไหลของวัสดุ (Material Flow Analysis) และการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment) ผ่านซอฟต์แวร์ STAN และ SimaPro โดยจัดหมวดหมู่ของเสียตามรหัสที่กำหนดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ผลการศึกษาระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2563 พบว่า รหัสของเสีย 11 01 (ของเสียจากการปรับสภาพและเคลือบผิวโลหะด้วยสารเคมี) มีปริมาณสูงที่สุด รองลงมาคือรหัส 11 05 และ 12 01 คิดเป็น 76.87%, 19.33% และ 3.68% ตามลำดับ โดยของเสียส่วนใหญ่ถูกจัดการภายใต้รหัส 049 (การนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยวิธีอื่น), 053 (การคืนสภาพกรด/ด่าง) และ 052 (การนำโลหะกลับมาใช้ใหม่) คิดเป็น 78.88%, 16.44% และ 2.56% ตามลำดับ ทั้งนี้พบว่าของเสียส่วนใหญ่ในรหัส 11 01 ถูกจัดการภายใต้รหัส 049 และ 053 เป็นหลัก ผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมพบว่าของเสียส่งผลต่อความเป็นพิษต่อระบบนิเวศน้ำจืด ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศทะเล ความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งต่อมนุษย์ และความเป็นพิษที่ไม่ก่อมะเร็ง โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเผาของเสียที่ปนเปื้อนสารอันตราย ส่งผลกระทบสูงที่สุด โดยปี พ.ศ. 2563 มีปริมาณของเสียและผลกระทบสูงสุด จึงถูกเลือกเป็นสถานการณ์ฐาน (S0) เพื่อเปรียบเทียบกับแนวทางจัดการของเสียทางเลือกอื่น ๆ ทั้ง 3 สถานการณ์ ทำให้พบว่าสถานการณ์ S3 ที่เน้นการนำของเสียกลับไปรีไซเคิลของเสียส่วนใหญ่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกด้านที่กล้าวข้างต้นได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสถานการณ์ฐาน
A Study Of Characteristics, Origins And Fates Of Ultrafine Particles Over Taichung City, Taiwan, Kijpat Thavorn
A Study Of Characteristics, Origins And Fates Of Ultrafine Particles Over Taichung City, Taiwan, Kijpat Thavorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Ultrafine particles (UFPs, <0.1 μm) pose health risks and are challenging to model. This study investigated UFP dynamics in Taichung City, Taiwan, using April 2021 observations and GEOS-Chem-TOMAS simulations. Observations included particle number size distributions (analyzed from 11.8 to 593.5 nm), sulfuric acid, and meteorological data. The model used 15 size bins, testing five nucleation schemes (Base, Binary, Binary ion, Ternary, Ternary ion) for new particle formation (NPF) sensitivity.Base, Ternary, and Ternary ion schemes simulated sporadic nucleation bursts; Binary schemes showed minimal activity. Despite visual coincidence with sulfuric acid peaks, simulated nucleation rates exhibited weak linear correlation (Pearson R ≈ −0.04). The model consistently and substantially underestimated observed particle number concentrations across all modes (NMBs ranging from -8.5% to -90.9%; correlation coefficients (absolute values) from 0.06 to 0.21). Crucially, no clear classical "banana-shaped" NPF events were observed in observations or model simulations. These findings underscore the need for improved nucleation/growth parameterizations, higher-resolution meteorological data, and refined local emissions for urban aerosol modeling in subtropical environments.
พฤติกรรมรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบที่เสียหายจากเพลิงไหม้, กฤษฎา สุวรรณฉาย
พฤติกรรมรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบที่เสียหายจากเพลิงไหม้, กฤษฎา สุวรรณฉาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบก่อนและหลังได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ โดยมุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของอุณหภูมิสูงต่อกำลังรับแรงอัดตรงศูนย์ของเสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีต ซึ่งเป็นวัสดุผสมที่ผสานจุดเด่นของเหล็กและคอนกรีตไว้ด้วยกัน การศึกษาประกอบด้วยการเตรียมชิ้นงานเสาท่อเหล็กกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 165 มม. และ 112 มม. ความสูง 300 มม. และ 200 มม. เติมด้วยคอนกรีตจากปูนซีเมนต์และเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตที่ใช้มีส่วนผสมของเถ้าแกลบและเถ้าลอยคิดเป็นร้อยละ 60 และ 40 ตามลำดับ ได้แบ่งกลุ่มเพื่อทดสอบการรับแรงอัดตรงศูนย์ใน 3 สภาวะ ได้แก่ สภาวะที่ไม่ผ่านการเผาไฟ และภายหลังการเผาไฟที่อุณหภูมิตามมาตรฐาน ISO-834 เป็นเวลา 90 และ 120 นาที ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า เสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตที่ไม่ผ่านทดสอบเพลิงไหม้มีพฤติกรรมคล้ายกับเสาท่อเหล็กเติมคอนกรีตจากปูนซีเมนต์ และกำลังรับแรงอัดของชิ้นงานลดลงตามระยะเวลาในการเผาไฟ โดยชิ้นงานที่เผาไฟ 90 นาที ยังคงมีกำลังรับแรงอัดคงค้างเฉลี่ยประมาณ 50–70% ของสภาวะปกติ ในขณะที่ตัวอย่างที่เผาไฟ 120 นาที มีกำลังคงค้างเฉลี่ยลดลงเหลือประมาณ 30–50% ทั้งนี้ชิ้นงานขนาดใหญ่มีแนวโน้มสูญเสียกำลังน้อยกว่าชิ้นงานขนาดเล็ก งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบในการใช้ทดแทนคอนกรีตปูนซีเมนต์สำหรับโครงสร้าง และสนับสนุนการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในการพัฒนาโครงสร้างที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การประมาณความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินด้วยวิธีคลื่นผิวแบบพาสซีฟที่คำนึงถึงองค์ประกอบในแนวราบของคลื่น, สิรีธร ปัชชา
การประมาณความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินด้วยวิธีคลื่นผิวแบบพาสซีฟที่คำนึงถึงองค์ประกอบในแนวราบของคลื่น, สิรีธร ปัชชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิธีที่นิยมใช้ในการสำรวจชั้นดินเพื่อการออกแบบสิ่งปลูกสร้างได้แก่การสำรวจด้วยวิธีตอกหยั่งมาตรฐาน ซึ่งแม้จะให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ แต่มีค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการดำเนินการพอสมควร ด้วยเหตุนี้การสำรวจชั้นดินเบื้องต้นด้วยวิธีวิเคราะห์คลื่นผิวดินแบบพาสซีฟจึงได้รับความสนใจมากขึ้นเนื่องจากสามารถทำได้อย่างรวดเร็วภายใต้ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก การสำรวจด้วยคลื่นผิวดินประกอบด้วยการบันทึกสัญญาณคลื่นในสนามแล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างเส้นโค้งการกระจายของคลื่นเฉือน (Shear Wave Dispersion Curve) โดยทั่วไปการวิเคราะห์ดังกล่าวจะพิจารณาเพียงคลื่นในแนวดิ่งจึงมีเงื่อนไขในการคำนวณน้อยทำให้ประสบปัญหาความไม่เป็นเอกลักษณ์ของคำตอบและส่งผลต่อความแม่นยำของการทำนาย ในการศึกษานี้จึงเสนอแนวทางการวิเคราะห์แบบผสมผสานโดยพิจารณาทั้งคลื่นในแนวราบและแนวดิ่งเพื่อเพิ่มเงื่อนไขในการคำนวณ ทำให้การวิเคราะห์มีความแน่นอนมากขึ้น เนื่องจากคลื่นทั้งสองแนวตอบสนองต่อคุณสมบัติเชิงกลของชั้นดินในลักษณะที่แตกต่างกัน เมื่อทดลองใช้วิธีการที่ได้พัฒนานี้กับคลื่นผิวดินที่ตรวจวัดจากภาคสนามเพื่อสร้างภาพตัดความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินแล้วนำไปเปรียบเทียบกับผลการทดสอบจากวิธีดาวน์โฮลและครอสโฮล พบว่าวิธีการดังกล่าวสามารถทำนายภาพตัดความเร็วคลื่นเฉือนได้อย่างแม่นยำ
ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบ, ธนวัฒน์ พงษ์ทองเจริญ
ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบ, ธนวัฒน์ พงษ์ทองเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเพื่อศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบโดยใช้ระบบบำบัดจำลองแบบเอสบีอาร์ในการทดลองครั้งนี้ โดยงานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดีและไนโตรเจนของระบบบำบัดแบบเอสบีอาร์ 2. เพื่อศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบชุมชนจุลินทรีย์ในระบบบำบัดแบบเอสบีอาร์ และ 3. เพื่อศึกษาเส้นทางของไมโครพลาสติกในระบบและความสามารถในการกำจัดไมโครพลาสติกผ่านระบบบำบัดน้ำเสียแบบแบบเอสบีอาร์ โดยงานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองดำเนินระบบบำบัดน้ำเสียจำลองแบบเอสบีอาร์เป็นจำนวน 3 ปฏิกรณ์ที่ใส่ไมโครพลาสติกในปริมาณที่แตกต่างกันคือ 0 มก./ล., 10 มก./ล. และ 1,000 มก./ล. ดำเนินระบบเป็นระยะเวลา 94 วัน พบว่าประสิทธิภาพของการบำบัดซีโอดีโดยเฉลี่ยของทั้งสามระบบคือ 61.5%, 57.9% และ 50.8% ตามลำดับซึ่งประสิทธิภาพของการบำบัดซีโอดีลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อไมโครพลาสติกในระบบเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับพีเอชที่แปรผกผันกับปริมาณไมโครพลาสติกและความสัมพันธ์นี้ยังสอดคล้องกับสัดส่วนของชุมชนจุลินทรีย์ที่แตกต่างกันในแต่ละระบบอีกด้วย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าปริมาณไมโครพลาสติกที่เพิ่มขึ้นนั้นส่งผลกลับประสิทธิภาพการบำบัดไนโตรเจนและฟอสฟอรัสได้ นอกจากไมโครพลาสติกที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียแบบเอสบีอาร์ลดลงแล้วไมโครพลาสติกยังสามารถสะสมตกค้างในระบบและมีบางส่วนสามารถออกจากระบบบำบัดไปสู่สิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นแล้วระบบบำบัดที่ต้องรับน้ำเสียที่มีไมโครพลาสติกเจือปนเยอะเช่นน้ำชะขยะควรจะมีการกำจัดไมโครพลาสติกก่อนเข้าระบบ
การคาดการณ์น้ำท่วมสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ด้วยแบบจำลองน้ำฝน น้ำท่า น้ำท่วม, พงษ์สิทธิ์ ผลสมบูรณ์
การคาดการณ์น้ำท่วมสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ด้วยแบบจำลองน้ำฝน น้ำท่า น้ำท่วม, พงษ์สิทธิ์ ผลสมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุทกภัยเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศ โดยเฉพาะมหาอุทกภัยในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท (The World Bank, 2012) การคาดการณ์และเตือนภัยน้ำท่วมจึงเป็นมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาระบบคาดการณ์น้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ที่คาดการณ์ทั้งปริมาณอัตราการไหลในลำน้ำและพื้นที่น้ำท่วม โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองน้ำฝน น้ำท่า น้ำท่วม (RRI model) และแบ่งออกเป็นสองระบบหลัก ได้แก่ ระบบจำลองรายวันและรายเดือน ระบบจำลองรายวันดำเนินการเวลา 12.00 น. ของทุกวัน ประกอบด้วยสามขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมข้อมูลนำเข้า การจำลองน้ำท่าและน้ำท่วม และการจัดการผลลัพธ์ทั้งข้อมูลรายกริดและรายสถานี การประเมินประสิทธิภาพของระบบในช่วงวันที่ 1–19 ตุลาคม พ.ศ. 2566 พบว่าระบบสามารถจำลองอัตราการไหลได้ใกล้เคียงกับข้อมูลตรวจวัด โดยเฉพาะในช่วง 1–3 วันแรก อย่างไรก็ตามความแม่นยำลดลงตามระยะเวลาการคาดการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับผลการเปรียบเทียบแผนที่น้ำท่วมกับภาพถ่ายดาวเทียม โดยมีค่า Probability of Detection (POD) อยู่ในช่วง 12–18% และค่า False Alarm Ratio (FAR) อยู่ระหว่าง 89–95% อีกทั้งข้อมูลฝนคาดการณ์จากแบบจำลอง WRF-DA ของกรมอุตุนิยมวิทยา ก็พบว่ามีความแม่นยำสูงในช่วง 1–3 วันแรก และมีแนวโน้มคลาดเคลื่อนในช่วงหลังจากนั้น ในการศึกษานี้ได้แบ่งแนวทางการปรับปรุงระบบคาดการณ์น้ำท่วมออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ข้อมูลนำเข้า (input data) โครงสร้างของแบบจำลอง (model structure) และการประยุกต์ใช้ (application) ในการศึกษานี้ได้เพิ่มระบบจำลองอัตราการไหลย้อนหลัง 1 เดือนจากข้อมูลฝนตรวจวัด ซึ่งดำเนินการเวลา 00.10 น. ของวันที่ 1 ของทุกเดือน เพื่อปรับปรุงข้อมูลเริ่มต้น ลดความคลาดเคลื่อนสะสมจากระบบรายวัน และใช้เป็นแนวทางในการคัดเลือกชุดพารามิเตอร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจำลองรายวัน ทั้งนี้ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของการจำลองอัตราการไหลสูงสุดจาก 95.62% เหลือ 13.66% ที่สถานี P.1 และจาก 242.94% เหลือ 136.48% ที่สถานี …
การวิเคราะห์ผังการไหลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเสียในอุตสาหกรรมทองแดงในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชัยพัทธ์ วิสารทกุล
การวิเคราะห์ผังการไหลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเสียในอุตสาหกรรมทองแดงในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชัยพัทธ์ วิสารทกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ทองแดงเป็นโลหะสำคัญที่ใช้ในหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ของเสียที่เกิดขึ้นจากการถลุง หลอม และผลิตผลิตภัณฑ์ทองแดง โดยเฉพาะโลหะหนัก มีความอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การจัดการที่เหมาะสมจึงจำเป็น งานวิจัยนี้จึงศึกษาปริมาณ การไหล และการจัดการของเสียจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมทองแดงของประเทศไทย โดยจำกัดขอบเขตเฉพาะของเสียที่เกิดขึ้นภายในโรงงานเท่านั้น โดยไม่นับรวมของเสียที่เกิดจากการใช้งานของผู้บริโภค (พ.ศ. 2560 - 2563) พร้อมประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย Material Flow Analysis (MFA) และ Life Cycle Assessment (LCA) โดยซอฟต์แวร์ STAN และ SimaPro รวมถึงประเมินทางเลือกการจัดการ ผลการศึกษาพบว่ากากตะกอนบำบัดน้ำเสียอันตราย (รหัส 19 08) และตะกรันทองแดง (รหัส 10 06) มีปริมาณมากที่สุด โดยของเสียอันตรายส่วนใหญ่ถูกจัดการด้วยการฝังกลบอย่างปลอดภัยหลังปรับเสถียร (รหัส 073) และมีการรีไซเคิล (รหัส 049) หรือใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในเตาซีเมนต์ (รหัส 044) สำหรับบางส่วน ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญจากการจัดการของเสีย ได้แก่ ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศทางทะเล ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศน้ำจืด ความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และความเป็นพิษที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ การวิเคราะห์ทางเลือกชี้ว่า การรีไซเคิลของเสียช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน ในขณะที่การเผาทำลายก่อให้เกิดผลกระทบสูงสุดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน ในขณะที่การเผาทำลายก่อให้เกิดผลกระทบสูงสุด
การศึกษาการสร้างสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยโดยใช้มาตรฐานสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา, ณัฐวรา เจริญพล
การศึกษาการสร้างสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยโดยใช้มาตรฐานสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา, ณัฐวรา เจริญพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมความยั่งยืนด้านพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะเทคโนโลยีสถานีเติมไฮโดรเจน ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบขนส่งในอนาคต งานวิจัยฉบับนี้เริ่มต้นจากการศึกษารูปแบบการจัดตั้งสถานีเติมไฮโดรเจนในต่างประเทศ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและประเมินความเหมาะสมในบริบทของประเทศไทย โดยเน้นรูปแบบการผลิตแบบ On-Site Electrolysis ซึ่งมีข้อได้เปรียบในด้านการใช้พื้นที่ ความปลอดภัย และความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้ การศึกษาได้อ้างอิงมาตรฐาน NFPA 2 จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยด้านไฮโดรเจนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล การศึกษานี้ได้ออกแบบสถานีต้นแบบใน 3 ขนาด ได้แก่ 500, 1,000 และ 1,500 กิโลกรัมต่อวัน โดยมีต้นทุนเริ่มต้นระหว่าง 120–180 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานราคาขายไฮโดรเจนที่ 300 บาทต่อกิโลกรัม อายุโครงการ 15 ปี และใช้อัตราคิดลด 8% ผลการวิเคราะห์ทางการเงินพบว่า ในกรณีที่เอื้ออำนวยมากที่สุด ค่า IRR อยู่ในช่วง 1.69% ถึง 6.79% ซึ่งแม้จะไม่สูงมาก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนา ขณะที่ในกรณีฐานต่ำสุด ค่า IRR ลดลงต่ำกว่าจุดคุ้มทุน และ NPV ติดลบในทุกขนาดของสถานี สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านการคืนทุนหากสถานีไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากสามารถออกแบบให้สถานีมีความยืดหยุ่นในการขยายกำลังการผลิตในอนาคต หรือสามารถบูรณาการร่วมกับสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่เดิม ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น มาตรการทางภาษี ส่วนลดค่าไฟฟ้า หรือกลไกรับซื้อไฮโดรเจน ก็จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการลงทุนสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ
Climate-Influenced Phenology Of Larval Fish Transport In A Large Lake, Spencer T. Gardner, Mark D. Rowe, Pengfei Xue, Xing Zhou, Peter J. Alsip, David B. Bunnell, Paris D. Collingsworth, Edward S. Rutherford, Tomas O. Höök
Climate-Influenced Phenology Of Larval Fish Transport In A Large Lake, Spencer T. Gardner, Mark D. Rowe, Pengfei Xue, Xing Zhou, Peter J. Alsip, David B. Bunnell, Paris D. Collingsworth, Edward S. Rutherford, Tomas O. Höök
Michigan Tech Publications
Elucidating physical transport phenologies in large lakes can aid understanding of larval recruitment dynamics. Here, we integrate a series of climate, hydrodynamic, biogeochemical, and Lagrangian particle dispersion models to: (1) simulate hatch and transport of fish larvae throughout an illustrative large lake, (2) evaluate patterns of historic and potential future climate-induced larval transport, and (3) consider consequences for overlap with suitable temperatures and prey. Simulations demonstrate that relative offshore transport increases seasonally, with shifts toward offshore transport occurring earlier during relatively warm historic and future simulations. Intra- and inter-annual trends in transport were robust to assumed pelagic larval duration and …
Photogrammetry-Based Method For Measuring Volume Changes Of Soil Specimens During Critical Phases Of Triaxial Testing, Sara Fayek, Xiong Zhang, Pingxin Xia
Photogrammetry-Based Method For Measuring Volume Changes Of Soil Specimens During Critical Phases Of Triaxial Testing, Sara Fayek, Xiong Zhang, Pingxin Xia
Civil, Architectural and Environmental Engineering Faculty Research & Creative Works
Triaxial tests has been routinely used to measure the stress–strain relationship for geomaterials. During triaxial testing, many sources of errors that cannot be completely avoided but are often ignored or approximated using empirical equations. This paper presents a systematic investigation of soil volume change, volume strain nonuniformity, and cross-sectional calculation along the specimen during triaxial testing using a photogrammetry-based method. Consolidated drained triaxial tests were performed in which two parallel measurements were taken: (1) relative volume using the conventional triaxial testing and (2) absolute volume using the photogrammetry-based method. The difference in the observed volume and void ratio measurements between …
Scshm Benchmark Study On Bridge In-Service Structural Monitoring, Maria Pina Limongelli, Doug Thomson, Sreenivas Alampalli, Aftab Mufti, Thomas Schumacher, Luca Martinelli, Othmane Lasri, Harry Shenton, Genda Chen, Mohammad Noori, Farnaz Raeisi, Ahmed Silik, Ji Dang, Ray Hoemsen
Scshm Benchmark Study On Bridge In-Service Structural Monitoring, Maria Pina Limongelli, Doug Thomson, Sreenivas Alampalli, Aftab Mufti, Thomas Schumacher, Luca Martinelli, Othmane Lasri, Harry Shenton, Genda Chen, Mohammad Noori, Farnaz Raeisi, Ahmed Silik, Ji Dang, Ray Hoemsen
Civil, Architectural and Environmental Engineering Faculty Research & Creative Works
The mission of the Society of Civil Structural Health Monitoring (SCSHM, previously known as ISHMII) is to advance the understanding and application of structural monitoring methodologies for the management of civil infrastructure systems. To enable comparative and contrasting studies of various monitoring issues and technologies, the SCSHM Committee on Data-Enhanced Infrastructures Management (DEIMC) identified the need for benchmark problems in the areas of bridge and building structural monitoring. This article reports and briefly discusses the first benchmark study on in-service structural monitoring of bridges that was developed in collaboration with the University of Manitoba, and presents the structure details, study …
Spatial Equity In Accessing Critical Facilities During Hurricanes, Pooya Komeilian
Spatial Equity In Accessing Critical Facilities During Hurricanes, Pooya Komeilian
UNF Graduate Theses and Dissertations
Florida encounters multiple natural disasters every year, making evacuation a critical mitigation plan when severe impacts are predicted. Evacuation is a complex procedure that involves everything from household decision-making to large-scale traffic network analysis. It also addresses logistical issues, such as transporting impacted people to shelters or medical centers. Access to shelters, gas stations, and lodgings is of utmost importance, as numerous studies and surveys have shown that some people prefer not to evacuate, even if they perceive the disaster risk to be very high.
Based on this, the present study follows two phases to address gaps in evacuation studies. …
Factors Influencing Household Travel Behavior And Trip Distances In Florida: A Rural Vs. Urban Perspective, Kadeem Lafargue
Factors Influencing Household Travel Behavior And Trip Distances In Florida: A Rural Vs. Urban Perspective, Kadeem Lafargue
UNF Graduate Theses and Dissertations
This thesis investigates disparities in travel behaviors between rural and urban populations in the United States, with a specific focus on Florida. Leveraging data from the 2017 National Household Travel Survey (NHTS), the study examines demographic factors such as age, income, and household size, and their influence on travel patterns. By employing statistical methods including Poisson and negative binomial regression models, the research explores two key variables: the frequency of trips made per day and the average trip distance in miles. These models are particularly effective in handling overdispersion in count data, ensuring a robust analysis of travel behaviors across …
Analysis Of Shoreline Erosion At Cumberland Island Using Advanced Circulation (Adcirc) Modeling, Christopher Harrigan
Analysis Of Shoreline Erosion At Cumberland Island Using Advanced Circulation (Adcirc) Modeling, Christopher Harrigan
UNF Graduate Theses and Dissertations
This study investigates shoreline erosion at Brickhill Bluff along the Brickhill River in Cumberland Island National Seashore using ADCIRC. Two scenarios were modeled during this research: bed stresses during regular tidal cycles and bed stresses during worst-case storm (i.e., hurricane) conditions. Velocities from these models were used to compute bed shear stresses and these stresses were compared to site’s sediment critical shear stress. Results appear to show that a meander in the Brickhill River causes relatively high (i.e., on the order of 0.27 ��/��2 ) shear stresses during regular tidal cycles and even higher (i.e., on the order of …
An Enhanced Evaluation Of Bioslurry For Use In Coastal Erosion Mitigation, Megan Elizabeth Dunton
An Enhanced Evaluation Of Bioslurry For Use In Coastal Erosion Mitigation, Megan Elizabeth Dunton
UNF Graduate Theses and Dissertations
This paper discusses the treatment of Florida beach sand by surface percolating Bioslurry, a microbially-induced calcite precipitation (MICP) variant that was developed and refined in recent years. Researchers examined how variations in pore volume and surface area affected the cemented depth of soil treated via surface percolation. Results suggested that while the pore volume is an important factor that governs cementation in soil treated via surface percolation, it does not appear to be the only controlling factor and treatment volume per unit surface area is another important factor to consider when treating soil with Bioslurry using surface percolation. The implications …
Assessing The Impact Of Skilled Labor Shortages On Project Cost Performance, Tamima S. Elbashbishy, Islam H. El-Adaway
Assessing The Impact Of Skilled Labor Shortages On Project Cost Performance, Tamima S. Elbashbishy, Islam H. El-Adaway
Civil, Architectural and Environmental Engineering Faculty Research & Creative Works
Over The Past Decade, There Has Been A Notable Increase In Skilled Labor Shortages Within The Construction Industry. This Shortage Has Numerous Negative Consequences On Construction Projects, Such As Delays In Completion, Compromised Quality, And Higher Costs. Therefore, The Goal Of This Paper Is To Examine The Extent Of Skilled Labor Shortages Observed Throughout The Industry And Their Impact On The Cost Performance Of Construction Projects. To Achieve This Goal, The Authors Identified 10 Key Construction Trades That Heavily Rely On Skilled Labor. Subsequently, An Industry Survey Was Conducted To Measure The Extent Of Skilled Labor Shortages, As Well As …
Predicting Construction Costs Under Uncertain Market Conditions: Probabilistic Forecasting Using Autoregressive Recurrent Networks Based On Deepar, Ghiwa Assaf, Rayan H. Assaad, Islam H. El-Adaway, Mohamad Abdul Nabi
Predicting Construction Costs Under Uncertain Market Conditions: Probabilistic Forecasting Using Autoregressive Recurrent Networks Based On Deepar, Ghiwa Assaf, Rayan H. Assaad, Islam H. El-Adaway, Mohamad Abdul Nabi
Civil, Architectural and Environmental Engineering Faculty Research & Creative Works
Projects Often Experience Cost Overruns Due To Market Uncertainty And Price Escalations. Traditional Cost Estimation Methods That Rely On Point Estimation Are Incapable Of Providing Prediction Intervals As Well As Probabilistic Assessment. Thus, There Is Need For An Innovative Approach To Predict The Changes And Uncertainties In Construction Material Costs. This Paper Proposes A Novel Stochastic Model To Estimate Construction Material Costs By Applying Probabilistic Forecasting Using Autoregressive Recurrent Networks. First, Price Data Was Collected For Four Different Construction Materials. Second, Data Was Divided Into A Training Set (Pre-COVID-19) And A Testing Test (Post-COVID-19). Third, The State-Of-The-Art DeepAR Algorithm Was …
Circular Economy Strategies For Decarbonization Of The Built Environment Value Chain Scope 3 Emissions: A Network Analysis, Radwa Eissa, Islam H. El-Adaway
Circular Economy Strategies For Decarbonization Of The Built Environment Value Chain Scope 3 Emissions: A Network Analysis, Radwa Eissa, Islam H. El-Adaway
Civil, Architectural and Environmental Engineering Faculty Research & Creative Works
With The Anticipated Growth In Construction Activities, Minimizing Value Chain Emissions, Including Those Attributed To Activities Beyond An Organization's Direct Control - Aka "Scope 3" Emissions, And Adopting Circular Economy (CE) Practices Have Become Critical To Attaining The 2050 Climate Goals. Extant Literature Lacks A Value-Chain-Comprehensive Set Of CE Strategies On One Hand, And An Analysis Of Their Actual Project Applications On The Other. This Research Aims To Build A Holistic Portfolio Of CE Actionable Strategies That Span Across The Entire Built Environment Value Chain, Analyzing Their Extent Of Implementation And Interlinkages Within The Literature Versus Actual Projects. To This …
A Contractual Approach To Resolving Disputes Arising From Failure To Achieve Green Certification, Bahaa Chammout, Islam H. El-Adaway
A Contractual Approach To Resolving Disputes Arising From Failure To Achieve Green Certification, Bahaa Chammout, Islam H. El-Adaway
Civil, Architectural and Environmental Engineering Faculty Research & Creative Works
Green Construction Is An Approach To Reducing The Environmental Impact Of Resource-Intensive Construction. Several Certification Systems Have Been Devised And Are Globally Recognized To Provide Green Building Rating Frameworks. While A Building Can Be Designed To Achieve A Green Rating, The Rating Is Achieved Based On The Completed Facility's Actual Measured Performance. There Had Previously Been Limited Attempts To Give An In-Depth Examination Of The Remedies For Unrealized Green Ratings. As Such, This Paper Addresses This Knowledge Gap Using A Multistep Research Methodology. First, The Authors Analyzed And Classified The Nature Of Damages Resulting From Failed Green Certification Under The …