Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Education Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 14461 - 14490 of 14551

Full-Text Articles in Education

การพัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ, กวินนา แก้วเพ็ชร Jan 2024

การพัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ, กวินนา แก้วเพ็ชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ และ 2) ประเมินคุณภาพระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ โดยมีตัวอย่างวิจัย คือ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ระดับชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 103 คน จาก 5 มหาวิทยาลัย โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ ระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพของระบบจาก 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ ความสอดคล้องในการตรวจให้คะแนนระหว่างระบบและผู้ตรวจที่เป็นมนุษย์ ประสิทธิผลของระบบ ความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 1. แบบสอบเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษที่พัฒนาขึ้น จำนวน 4 ข้อ มีการประยุกต์โครงการสร้างและรูปแบบมาจากข้อสอบเขียนประเภทที่ 1 ของ IELTS โดยมีการปรับบริบทและสถานการณ์ให้เหมาะสมกับการเป็นข้อสอบสำหรับนิสิต นักศึกษาคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และมีการปรับใช้เกณฑ์ในการตรวจให้คะแนนของ IELTS เช่นเดียวกัน โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินมีทั้งสิ้น 4 เกณฑ์ ได้แก่ การตอบสนองต่อโจทย์ (Task achievement) ความสอดคล้องต่อเนื่อง (Coherence and Cohesion) คำศัพท์ (Lexical Resource) และความถูกต้องและความเหมาะสมของไวยากรณ์ (Grammatical Range and Accuracy) ซึ่งเกณฑ์การประเมินถูกปรับเป็น 5 ระดับ (0-4 คะแนน) เพื่อความเหมาะสมกับความสามารถของผู้สอบ ซึ่งเมื่อตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบพบว่า มีค่าความยากอยู่ระดับปานกลาง และมีอำนาจจำแนกที่ดี เมื่อตรวจสอบความเที่ยงของผลการวัดตามทฤษฎีสรุปอ้างอิงพบว่า ความเที่ยงแบบอิงเกณฑ์ โดยการตรวจให้คะแนนโดยผู้สอบ 2 คน ด้วยการออกแบบการวัดแบบไขว้อยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือ (Absolute G-Coefficient=0.75) และสหสัมพันธ์ภายในชั้นของแต่ละข้ออยู่ในระดับที่มีความเห็นพ้องร่วมกันสูงมาก (.994 ถึง 1.000) 2. ระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ ที่พัฒนาขึ้นด้วยภาษา JavaScript โดยมีระบบการทำงานแบบเบ็ดเสร็จในระบบ (Standalone) ซึ่งภายในประกอบไปด้วยข้อสอบวัดทักษะการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษ จำนวน 4 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบ …


โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, ชาญธวัช จันทร์กล่ำ Jan 2024

โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, ชาญธวัช จันทร์กล่ำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองกับนักเรียนกลุ่มควบคุมกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ นักเรียนกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คนที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเอง และนักเรียนกลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน ไม่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเอง ประกอบด้วย 7 กิจกรรม ประเมินตนเอง รับรู้ปัญหา ร่วมกันวางแผน สู้ปัญหา จิตใจเข้มแข้ง แรงเสริมทางบวก และเรียนรู้ไปด้วยกัน 2) แบบประเมินการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ ซึ่งประกอบด้วยแบบประเมินการรับรู้ข้อมูลและสถานการณ์เพื่อเตรียมพร้อมป้องกัน แบบประเมินการเผชิญปัญหาและตอบสนอง และแบบประเมินความสามารถในการฟื้นพลังทางจิตใจหลังเผชิญปัญหา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ โดยการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการวิจัย โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาส่งผลให้การจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม


การพัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, สรญา มุทะธากุล Jan 2024

การพัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, สรญา มุทะธากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 2) วิเคราะห์ผลของการใช้ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ตัวอย่างวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ที่กำลังศึกษาอยู่ในมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 3 คน โดยใช้การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง 2) กลุ่มครูของนักเรียนในกลุ่มตัวอย่างที่ 1 จำนวน 3 คน 3) กลุ่มผู้ปกครองที่ดูแลนักเรียนในกลุ่มตัวอย่างที่ 1 จำนวน 3 คน การวิจัยครั้งนี้เก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 พัฒนาชุดกิจกรรมฯ และ ระยะที่ 2 ทดลองใช้ชุดกิจกรรมฯ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพ และแผนการสอนประกอบชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดแบบประเมินทักษะการกำหนดตนเอง แบบประเมินการตัดสินใจเลือกอาชีพ และแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นที่มีต่อชุดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมฯ ประกอบด้วย 7 กิจกรรม แต่ละกิจกรรมประกอบด้วย 5 ขั้นตอน 2. ชุดกิจกรรมฯสามารถสร้างความตระหนักรู้ในตนเองและทำให้นักเรียนมีทักษะการกำหนดตนเองที่สูงขึ้น จนนำไปสู่การตัดสินใจเลือกอาชีพด้วยตนเองได้ 3. นักเรียนสามารถระบุอาชีพที่ตนเองสนใจได้อย่างมีเหตุผลและมีการวางแผนอย่างเป็นระบบมากขึ้น สามารถวางแผนบรรลุเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม 4. กลุ่มผู้ใช้ชุดกิจกรรมทั้ง 3 กลุ่ม มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า กิจกรรมมีความเหมาะสมกับบริบทของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ สามารถประยุกต์ใช้ในรายวิชาหรือกิจกรรมอื่น ๆ ได้


การเปรียบเทียบวิธีการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ในโมเดลจำแนกทางการศึกษาด้วยการจำลองแบบมอนติคาร์โล, โยธิน หมายมั่น Jan 2024

การเปรียบเทียบวิธีการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ในโมเดลจำแนกทางการศึกษาด้วยการจำลองแบบมอนติคาร์โล, โยธิน หมายมั่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ของโมเดลจำแนกประเภท โดยใช้อัลกอริทึม Random Forest (RF) และ Support Vector Machine (SVM) และ (2) นำเสนอแนวทางในการเลือกใช้อัลกอริทึมและกำหนดขอบเขตพื้นที่การค้นหาไฮเปอร์พารามิเตอร์ที่เหมาะสมกับลักษณะของข้อมูล โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นการจำลองข้อมูลด้วยวิธีมอนติคาร์โล (Monte Carlo Simulation) เพื่อสร้างชุดข้อมูลที่แตกต่างกันตามปัจจัยต่อไปนี้ (1) ขนาดตัวอย่าง (50, 200, 500) (2) จำนวนตัวแปรต่อเนื่อง (3, 5, 7) (3) ขนาดอิทธิพลของตัวแปร (ระดับสูง, ระดับกลาง) (4) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร (เชิงเส้น, ไม่เชิงเส้น) และ (5) พื้นที่การค้นหาค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์ (all, importance) แล้วทำการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ด้วย 4 วิธี ได้แก่ Bayesian Optimization (BO), Genetic Algorithm (GA), Hyperband (HPB) และ Particle Swarm Optimization (PSO) จากนั้นประเมินประสิทธิภาพของโมเดลด้วย 3 องค์ประกอบได้แก่ ได้แก่ (1) ประสิทธิภาพของการจำแนก โดยจะนำเสนอค่าความถูกต้อง (accuracy) (2) ความเสถียรของประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากสัมประสิทธิ์การแปรผัน (coefficient of variation: CV) และ (3) ดัชนีวัดประสิทธิภาพเชิงเวลา (time-efficiency index) โดยใช้เทคนิค XAI (feature permutation mean dropout loss) ผลการวิเคราะห์พบว่า ในด้านประสิทธิภาพในการจำแนก จำนวนตัวแปรต่อเนื่องมีความสำคัญสูงสุด (mean dropout loss = …


กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, อรนิภา ไทยแท้ พันธุ์สมุทร Jan 2024

กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, อรนิภา ไทยแท้ พันธุ์สมุทร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีการดำเนินการวิจัย เป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเพื่อออกแบบกระบวนการ ระยะที่ 2 การออกแบบกระบวนการ เสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ระยะที่ 3 การศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ โดยนำไปทดลองใช้กับ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 25 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ระยะเวลาในการทดลองทั้งสิ้น 12 สัปดาห์ และระยะที่ 4 การปรับปรุงและพัฒนากระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ฉบับ สมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบประเมินภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เป็นการประเมินโดยใช้เกณฑ์การให้คะแนน แบบรูบริกจากการสังเกตการปฏิบัติของนักเรียน ทั้งในสถานการณ์ที่กระตุ้นให้แสดงออกและในบริบทการเรียนการสอนตามปกติ และ 2) แบบวัดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เป็นการให้นักเรียนประเมินตนเองและเพื่อน โดยใช้มาตรประมาณค่าของลิเคิร์ท 4 ระดับ สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบ Wilcoxon signed-rank test และสถิติทดสอบ Friedman Test ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. กระบวนการที่พัฒนาขึ้นเป็นกระบวนการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียน มัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกันกับกลุ่มที่หลากหลาย และมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ของ ตนเองในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและท้าทาย พร้อมฝึกสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาตนเองและกลุ่ม โดยมีหลักการที่สำคัญ 5 ประการ คือ 1) การจัดกลุ่มผู้เรียนที่หลากหลายเอื้อต่อการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน 2) การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ 3) การ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกัน 4) การกำหนดกรอบงานที่ท้าทาย และ 5) การให้ผู้เรียนสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาการทำงาน และกระบวนการเรียนรู้ โดยกระบวนการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ขั้นที่ 1 ร่วมกันสร้าง ขั้นที่ 2 ร่วมกันออกแบบ ขั้นที่ 3 ร่วมกันทำ …


Effects Of Drama-Based Instruction With Digital Learning Activities On English Oral Communication Ability Of Myanmar Secondary Efl Students, Nang Phong Noan Jan 2024

Effects Of Drama-Based Instruction With Digital Learning Activities On English Oral Communication Ability Of Myanmar Secondary Efl Students, Nang Phong Noan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Despite DBI’s documented benefits globally, few researchers have examined its integration with digital technologies in the Myanmar educational context. This quasi-experimental study aims to 1) investigate how drama-based instruction (DBI) combined with digital learning tools affects English oral communication ability among Myanmar secondary EFL students and 2) explore their perceptions towards the intervention. The study engaged 23 (Grade 5-9) EFL students from a language training school in Shan State, Myanmar. The 20-hour intervention combined systematic dramatic techniques, including drama games, readers’ theater, role-playing, character improvisation, and hot seating, with targeted digital learning tools (Padlet for collaborative discussions and peer feedback …


ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล โดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน, พงษ์ศักดิ์ บุญเกิด Jan 2024

ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล โดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน, พงษ์ศักดิ์ บุญเกิด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และแนวทางที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในยุคดิจิทัล 2) ออกแบบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียน ไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชันสำหรับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 3) เปรียบเทียบแรงบันดาลใจในอาชีพก่อนและหลังการใช้ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยการคิดเชิงออกแบบ แบ่งขั้นตอนการดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การทำความเข้าใจและระบุปัญหาแรงบันดาลใจในอาชีพ ผู้วิจัยดำเนินการคัดกรองแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนโดยใช้แบบคัดกรองแรงบันดาลใจ ในอาชีพฉบับครูและฉบับนักเรียน จากนั้นสัมภาษณ์ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผ่านการคัดกรอง จำนวน 10 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ ระยะที่ 2 การออกแบบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียน ไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยการทำความเข้าใจและระบุปัญหาแรงบันดาลใจในอาชีพจากระยะที่ 1 และใช้การสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ระยะที่ 3 การทดสอบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยทำการทดสอบผลของการจัดกิจกรรมต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับ เกมมิฟิเคชันกับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในระยะนี้ คือ 1) ต้นแบบการพัฒนา แรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมิฟิเคชัน และ 2) แบบวัด แรงบันดาลใจในอาชีพผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบัน ปัญหาที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจในอาชีพ ประกอบด้วย 1) ด้านความสำเร็จ ได้แก่ ปัญหาการด้านขาดวินัย ปัญหาด้านสภาพแวดล้อม ปัญหาด้านตลาดแรงงาน ปัญหาด้านเศรษฐกิจ 2) ด้านความเป็นผู้นำ ได้แก่ ปัญหาการขาดความมั่นใจในตนเอง ปัญหาการขาดทักษะการสื่อสาร ปัญหาประสบการณ์และการฝึกฝนที่ยังไม่เพียงพอ การขาดการวางแผนระยะยาวเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำ และ 3) ด้านการศึกษา ได้แก่ ปัญหาการพัฒนาทักษะเพื่อประกอบอาชีพยังไม่เพียงพอ ปัญหาอุปสรรคด้านการเรียนและแรงกดดันในระบบการศึกษา ปัญหาหลักสูตรการศึกษาไม่สอดคล้องกับ ความต้องการในอนาคต ปัญหาความเหลื่อมล้ำและข้อจำกัดด้านการศึกษา สำหรับต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ประกอบด้วยทั้งหมด 12 กิจกรรม ตามโครงสร้างองค์ประกอบของแรงบันดาลใจในอาชีพทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความสำเร็จ จำนวน 4 กิจกรรม 2) ด้านความ เป็นผู้นำ จำนวน 4 …


การเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงกับท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, สุทัตตา เทพบุตร Jan 2024

การเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงกับท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, สุทัตตา เทพบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงและท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 32 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 16 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) โดยการทดลองใช้ระยะเวลา 10 สัปดาห์ ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการสอนท่ากรรเชียง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนท่าฟรอนต์ครอล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาท่ากรรเชียงและท่าฟรอนต์ครอล รวมถึงแบบวัดความสามารถในการว่ายน้ำและแบบวัดความวิตกกังวลในการว่ายน้ำ โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test) ก่อนและหลังการทดลองในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองไม่มีความแตกต่างในคะแนนความสามารถในการว่ายน้ำและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แต่หลังการทดลองกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนท่ากรรเชียงมีการพัฒนาความสามารถในการว่ายน้ำทั้งในทักษะการเตะขา การลอยตัว และการว่ายน้ำ รวมทั้งมีความวิตกกังวลในการว่ายน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนความสามารถในการว่ายน้ำและความวิตกกังวลไม่แตกต่างกันหลังการทดลอง


ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สุพัฒน์พงศ์ ตรังคประสิทธิ์ Jan 2024

ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สุพัฒน์พงศ์ ตรังคประสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โดย 1) เปรียบเทียบผลการทดสอบสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบผลการทดสอบสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน ภาคปลาย ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิตสังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จังหวัดกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย กึ่งทดลอง (Quasi – Experimental Research) และเลือกโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Selection) แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยใช้การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้ของรูปแบบซิปปา จำนวน 8 แผน โดยมีค่า IOC = 0.6 – 1.0 2) แบบประเมินสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมก่อนเรียนและหลังเรียน โดยมีค่า IOC = 0.6 - 1.0 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของกลุ่มทดลองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) คะแนนสมรรถนะของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาสามารถพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นได้


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สาริศ คงสมจิตร Jan 2024

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สาริศ คงสมจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ชั้นปีที่ 1-3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 72 คน แบ่งเป็น นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองจำนวน 36 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติ 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองจำนวน 8 แผน(IOC = 0.88) และ 2) เครื่องมือเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง (IOC = 1.00) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองโดยการทดสอบค่าที (t - test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมฝึกความแข็งแรงกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวโดยใช้หลักการเพิ่มความหนักที่มีต่อความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษา, สิรภัทร กาษรสุวรรณ Jan 2024

ผลของโปรแกรมฝึกความแข็งแรงกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวโดยใช้หลักการเพิ่มความหนักที่มีต่อความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษา, สิรภัทร กาษรสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างการวิจัย คือ นักกีฬาซอฟท์บอลโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา นักกีฬาซอฟท์บอลจำนวน 32 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) จากนั้นให้นักเรียนทำแบบทดสอบเพื่อประเมินความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอล แล้วจึงจับคู่ด้วยวิธีการจับคู่ (Matching Group)แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง จำนวน 16 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 16 คน ดำเนินการทดลองระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 60 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมฝึกความแข็งแรงกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว โดยใช้หลักการเพิ่มความหนัก จำนวน 8 โปรแกรม มีค่า IOC อยู่ในช่วง 0.60 – 1.00 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบการวัดความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอล มีค่า IOC อยู่ในช่วง 0.60 – 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยค่า “ที” ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวโดยใช้หลักการเพิ่มความหนักส่งผลให้มีความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งในด้านความเร็วลูกหลังตี ระยะทางลูกหลังตี และท่าทางการตีเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง นอกจากนี้ เมื่อนำผลหลังการทดลองมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าความเร็วและระยะทางลูกหลังตีสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ท่าทางการตีไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สรุปได้ว่าโปรแกรมฝึกความแข็งแรงกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวโดยใช้หลักการเพิ่มความหนักที่มีต่อความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาทำให้นักเรียนมีความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลดีขึ้น


Effects Of Circuit Training Program On Discipline And Futsal Shooting Ability Of Lower Secondary Students, Rapeepong Poolsawat Jan 2024

Effects Of Circuit Training Program On Discipline And Futsal Shooting Ability Of Lower Secondary Students, Rapeepong Poolsawat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

No abstract provided.


การพัฒนาการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี เพื่อส่งเสริมทักษะการบูรณาการของครูดนตรี, สสิพงษ์ แก้วเปี้ย Jan 2024

การพัฒนาการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี เพื่อส่งเสริมทักษะการบูรณาการของครูดนตรี, สสิพงษ์ แก้วเปี้ย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างการ์ดการเรียนรู้เรื่องเพลงภาษาตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี 2) เพื่อวิเคราะห์และอธิบายลักษณะการบูรณาการของครูผู้สอนในบริบทครูดนตรีระดับชั้นประถมศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) การ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี 2) แบบประเมินคุณภาพการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี และ 3) แบบสัมภาษณ์ด้านการพัฒนาการ์ดการเรียนรู้และลักษณะการบูรณาการของครูดนตรี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ครูผู้สอนดนตรี จำนวน 6 ท่าน แบ่งเป็นครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย 1) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลที่มีประสบการณ์สอน 1-2 ปี 2) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลที่มีประสบการณ์สอน 2-3 ปี 3) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลที่มีประสบการณ์สอน 4-5 ปี และครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย 1) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติที่มีประสบการณ์สอน 1-2 ปี 2) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติที่มีประสบการณ์สอน 2-3 ปี 3) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติที่มีประสบการณ์สอน 4-5 ปี ผลการวิจัยพบว่า การ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรีมี 4 ชุด ประกอบด้วย แนวคิดดนตรี (Music Concept) การปฏิบัติดนตรี (Perform) การฟังเพลง (Listen) และการบูรณาการ (Integrate) มีผลการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับดีมาก ผู้วิจัยได้นำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญทุกท่านมาปรับปรุงองค์ประกอบต่าง ๆ จากนั้นนำไปทดลองใช้กับครูดนตรี ผลการทดลองใช้การ์ดการเรียนรู้ แบ่งออกเป็นด้านการพัฒนาการ์ดการเรียนรู้ซึ่งสรุปได้เป็น 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ด้านการใช้การ์ดการเรียนรู้: เสนอให้มีการใช้การ์ดการเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายตามความต้องการของใช้งาน จะทำให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น 2) ด้านผู้ใช้งาน: เสนอให้ผู้เรียนสามารถเลือกการ์ดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง จะทำให้ชั้นเรียนมีความสนุกและน่าสนใจ 3) ด้านองค์ประกอบของการ์ด: เสนอให้ทำการ์ดการเรียนรู้ในรูปแบบภาษาอังกฤษ เพื่อสะดวกต่อการใช้งานของครูผู้สอนดนตรีในโรงเรียนนานาชาติ และ 4) ด้านครูผู้สอน: ครูผู้สอนกล่าวว่าการ์ดการเรียนรู้เป็นส่วนช่วยให้ครูผู้สอนตระหนักถึงการสอนของตนเอง เปรียบเสมือนเป็นแนวทางการสอนในรูปแบบใหม่ที่สามารถนำไปปรับใช้ในเหมาะสมกับชั้นเรียนของตนเองได้ ซึ่งผู้วิจัยได้นำข้อเสนอแนะของครูผู้สอนไปปรับปรุงและพัฒนาจนเป็นการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรีฉบับสมบูรณ์ และในด้านการวิเคราะห์และอธิบายลักษณะการบูรณาการของครูดนตรี สรุปได้ 2 ประเด็น ได้แก่ 1) ผลการทดลองใช้การ์ดการเรียนรู้ของครูดนตรี พบว่า …


เสียงสะท้อนจากชั้นเรียน: การจัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สรายุทธ ไกรวัฒนพงศ์ Jan 2024

เสียงสะท้อนจากชั้นเรียน: การจัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สรายุทธ ไกรวัฒนพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลายประการ ประกอบไปด้วย 1) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสบการณ์ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการชั้นเรียนของครูผู้สอน ตามระดับการได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือในโรงเรียน และลักษณะบริบทของโรงเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสบการณ์การจัดการชั้นเรียนของครูผู้สอนที่ตอบสนองความหลากหลายของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในชั้นเรียนรวม ตามลักษณะบริบทของโรงเรียน 3) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสบการณ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีต่อการจัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอนกับประสบการณ์จัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอน โดยผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้คือ ครูผู้สอนจำนวน 6 คน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2 และ 3 จำนวน 24 คน ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปีการศึกษา พ.ศ.2567 ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 2 แห่ง ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) โดยการเก็บข้อมูลจาก 3 แหล่ง ได้แก่ การสังเกตชั้นเรียน การสัมภาษณ์ประสบการณ์ของครูผู้สอน และการสัมภาษณ์ประสบการณ์ของนักเรียนที่มีความแตกต่างหลากหลายและนำมาวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic analysis) ผลการวิจัยพบว่าทั้งครูผู้สอนและนักเรียนต่างรับรู้ถึงความหลากหลายและปัญหาพฤติกรรมในชั้นเรียนในหลายประการ อย่างไรก็ตาม พบความแตกต่างในมุมมองต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น ด้านความสัมพันธ์ ด้านการจัดการชั้นเรียน โดยผลการวิชัยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการรับรู้ของนักเรียนและครูผู้สอนเกี่ยวกับการจัดการชั้นเรียนรวม ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญในการนำไปสู่การพัฒนาแนวปฏิบัติและนโนบายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต


Māori (Flexible) Learning Spaces, Old And New, Georgina Tuari Stewart, Leon Benade, Valance Smith, Alastair Wells, Amanda Yates Jan 2024

Māori (Flexible) Learning Spaces, Old And New, Georgina Tuari Stewart, Leon Benade, Valance Smith, Alastair Wells, Amanda Yates

Research outputs 2022 to 2026

Māori aspirations in education have not been served by past national policies. It is hard to extinguish the influence of monoculturalism, whereby schools were used to colonise Māori by enforcing linguistic and cultural assimilation. The history of debate on Innovative Learning Environments (ILE) and Flexible Learning Spaces (FLS) demonstrates the ongoing dominance of this Eurocentric, monocultural approach. Official New Zealand education policy and practice follows international trends in school design, moving away from traditional single-cell classrooms towards more open and inter-connected spaces, despite no real evidence concerning the relative effects on learning of each classroom type. Meanwhile, school marae have …


Where Are The Diverse Families In Australian Children’S Literature? Impacts And Consideration For Language And Literacy In The Early Years, Helen Adam, Sally Murphy, Yvonne Urquhart, Katira Ahmed Jan 2024

Where Are The Diverse Families In Australian Children’S Literature? Impacts And Consideration For Language And Literacy In The Early Years, Helen Adam, Sally Murphy, Yvonne Urquhart, Katira Ahmed

Research outputs 2022 to 2026

A lack of representation of diverse families in children’s books can affirm insecurities and contribute to a sense of “otherness”. This study reports on the representation of family diversity in award-listed Australian children’s picture books. A critical theoretical framework was employed to analyse both texts and images. This study found a lack of diverse family structures in children’s books, especially LGBTIQA+, foster, step and blended families. This paper argues that to ensure inclusive and equitable literacy learning opportunities for all, educators need to go beyond award-listed books when selecting books for early literacy environments.


Icts Influence On Knowledge Sharing In Higher Education: A Pre-Ai Systematic Literature Review, Nirved Kumar, Elizabeth J. Cook, Sehkar Fayda-Kinik, Lela Maisuradze Jan 2024

Icts Influence On Knowledge Sharing In Higher Education: A Pre-Ai Systematic Literature Review, Nirved Kumar, Elizabeth J. Cook, Sehkar Fayda-Kinik, Lela Maisuradze

Research outputs 2022 to 2026

Digital transformation, through innovation in information and communication technologies (ICTs), impacts higher education (HE) and fosters knowledge sharing (KS). While research explores the implications of digital transformation in HE, its specific influence on KS remains understudied. This systematic literature review investigates the nexus between ICTs and KS in HE by examining peer-reviewed literature prior to the AI boom. Three databases were searched, yielding 473 journal articles, which were screened, eligibility checked and assessed for quality and relevance to predetermined research questions. Eighteen eligible empirical studies were analysed, revealing ICTs influence on KS across university functions: teaching-learning, governance/operations and research. Retrospectively, …


National Cyber Security Licence Consultation Report: Stakeholder Consultation Workshops Consolidated Feedback Held Oct – Nov 2023, Nicola F. Johnson, Leslie F. Sikos, Ahmed Ibrahim, Marnie Mckee Jan 2024

National Cyber Security Licence Consultation Report: Stakeholder Consultation Workshops Consolidated Feedback Held Oct – Nov 2023, Nicola F. Johnson, Leslie F. Sikos, Ahmed Ibrahim, Marnie Mckee

Research outputs 2022 to 2026

The consultation workshops invited stakeholders to join a roundtable environment to comment on and discuss the Consultation Paper, shared by Project Lead Associate Professor Nicola Johnson, Edith Cowan University (ECU) in October 2023. The purpose of the Consultation Paper was to identify whether stakeholders agreed that the national cyber security licence the Research Team had developed to date was a best solution towards addressing K-12 students’ cyber security education needs, which was found to not presently be sufficient (see Johnson et al., 2022). Eight workshops were conducted over a month-long period held October to November 2023. 250 invitations were sent …


Simple Climate Models That Can Be Used In Primary, Secondary, And Tertiary Education, Timothy G. Harrison, Michael T. Davies-Coleman, Alison C. Rivett, M. Anwar H. Khan, Joyce D. Sewry, Magdalena Wajrak, Nicholas M. Barker, Jonny Furze, Sophie D. Franklin, Linda Sellou, Naomi K.R. Shallcross, Dudley E. Shallcross Jan 2024

Simple Climate Models That Can Be Used In Primary, Secondary, And Tertiary Education, Timothy G. Harrison, Michael T. Davies-Coleman, Alison C. Rivett, M. Anwar H. Khan, Joyce D. Sewry, Magdalena Wajrak, Nicholas M. Barker, Jonny Furze, Sophie D. Franklin, Linda Sellou, Naomi K.R. Shallcross, Dudley E. Shallcross

Research outputs 2022 to 2026

Climate change is of great concern to all age groups but in particular to children. “Simple” climate models have been in place for a long time and can be used effectively with post-16 students. For younger children, modifications are required, and we describe in this paper the development and use of two such models. The first (the Granny Model) is a pictorial version of the model that has been used extensively with primary and early secondary school aged children (14 and younger). The second is an online version of the simple climate model that can be used without recourse to …


Preparing The Future Public Health Workforce: Fostering Global Citizenship Through The Relational Employability Framework - Insights From Two Case Studies, Elizabeth Cook, Sally-Anne Doherty, Ruth M. Wallace Jan 2024

Preparing The Future Public Health Workforce: Fostering Global Citizenship Through The Relational Employability Framework - Insights From Two Case Studies, Elizabeth Cook, Sally-Anne Doherty, Ruth M. Wallace

Research outputs 2022 to 2026

A well-prepared public health workforce is essential for reducing disease burdens and improving population health, necessitating an education that addresses global and complex challenges. This paper explores the integration of the Relational Employability Framework in public health education as a tool to foster critical reflection and cultivate global citizenship among students and graduates. Global citizenship encompasses the social, political, environmental and economic actions of globally conscious individuals and communities, recognising that individuals operate within diverse local and global networks. Relational employability expands traditional notions of graduate employability, incorporating not only foundational career development and human interactions but also connections with …


Prioritising Children’S Participation In Research: Including Children’S Voices In Updating A National Early Learning Framework, Lennie Barblett, Jennifer Cartmel, Leanne Lavina, Fay Hadley, Susan Irvine, Linda J. Harrison, Francis Bobongie-Harris Jan 2024

Prioritising Children’S Participation In Research: Including Children’S Voices In Updating A National Early Learning Framework, Lennie Barblett, Jennifer Cartmel, Leanne Lavina, Fay Hadley, Susan Irvine, Linda J. Harrison, Francis Bobongie-Harris

Research outputs 2022 to 2026

Involving children as stakeholders and including their voices in updating the Australian Early Years Learning Framework (for children birth to age 5) was a focus of this project design. The design was grounded in participatory approaches with a children’s rights perspective, as the team prioritised seeking children’s views and encouraging their agency on matters that affect them. This three-stage research project across 15 months sought children’s input in each stage. Research methods consisted of everyday playful activities supported by educators in early childhood environments using dialogic drawing, talking circles and discussions using photo elicitation. Educators received information to support their …


Towards An Indigenous-Informed Multispecies Collaboratory, Sandra Wooltorton, Peta J. White Jan 2024

Towards An Indigenous-Informed Multispecies Collaboratory, Sandra Wooltorton, Peta J. White

Research outputs 2022 to 2026

How does Australia's latest Indigenous defeat relate to Environmental Education? The answer is direct complicity. This paper begins with the premise that the failure of Australia's 2023 referendum on "The Voice to Parliament"is directly connected with education. The chapter builds on the proposition that local and Indigenous public knowledge could - and should - be the heart of environmental education. We apply a post-qualitative practice that is underpinned by innovative feminisms and the post-qualitative methods within a Multispecies Collaboratory, an experimental way of transforming our learning by attending to the responsive, relational world of all beings. We use this practice …


2024-2025 Graduate Catalog, Morehead State University. Registrar's Office. Jan 2024

2024-2025 Graduate Catalog, Morehead State University. Registrar's Office.

Morehead State Catalog Archive

2024-2025 graduate catalog for Morehead State University.


2024-2025 Undergraduate Catalog, Morehead State University. Registrar's Office. Jan 2024

2024-2025 Undergraduate Catalog, Morehead State University. Registrar's Office.

Morehead State Catalog Archive

2024-2025 undergraduate catalog for Morehead State University.


A Project-Based Learning Activity For An Engineering Technology Heat Transfer Course To Design A Shell-And-Tube Heat Exchanger, Nathan Luetke, Orlando Ayala Jan 2024

A Project-Based Learning Activity For An Engineering Technology Heat Transfer Course To Design A Shell-And-Tube Heat Exchanger, Nathan Luetke, Orlando Ayala

Engineering Technology Faculty Publications

Thermofluids courses demand a strong grasp of mathematics and employ physics extensively to describe physical systems. Heat transfer, in particular, presents challenging topics, which can be even more daunting for engineering technology students. In this paper, we present the implementation of a project-based learning activity in the engineering technology heat transfer course. The students' task involves designing a shell-and-tube heat exchanger to meet specific minimum requirements. The objective is to provide students with a real-world assignment that enhances their heat transfer calculation skills. To accommodate instructors' busy schedules, we have developed an assignment that is user friendly. Detailed instructor guides …


Understanding Neurodiversity And Executive Disfunction To Discover More Effective Accommodations And Create A More Inclusive Workforce For Neurodivergent Individuals, Carley Dahlstrom Jan 2024

Understanding Neurodiversity And Executive Disfunction To Discover More Effective Accommodations And Create A More Inclusive Workforce For Neurodivergent Individuals, Carley Dahlstrom

Honors Theses and Capstones

The goal of this paper is twofold. One: understand executive disfunction to gain a broader understanding of neurodiversity and the challenges those with neurodiversity face in the workforce. And two: research different accommodations to combat executive disfunction and evaluate their effectiveness. To accomplish these goals, an extensive literature review was conducted to understand neurodiversity, executive disfunction, government requirements relating to accommodations, and an exploration of current accommodations available. Additionally, research was conducted in the form of interviews and a survey to expand and add to the overall understanding of this research area.

Results of the survey indicate an overall lack …


Investigating The Relationship Between Politics And Education, Alaina M. Winrow Jan 2024

Investigating The Relationship Between Politics And Education, Alaina M. Winrow

Honors Theses and Capstones

This paper looks into how politics plays a role in the public K-12 education system in the United States, specifically looking at the state of New Hampshire. Federal, state, and local governments provide important resources through funding to schools and create the laws that govern them. However, educational politics can be controversial at times. Within the past several years, there have been more tense school board meetings and divisive laws being passed or considered around the nation. Overall, the divisive political climate has influenced much of the discussion surrounding education and has created more stress for educators, administrators, school staff, …


Email Invitation And Survey For Faculty Whose Experience Has Mostly Been With Actual Vertical Transfer Students, Alexandra W. Logue, Vita Rabinowitz, Yoshiko Oka, Nayeon Yoo, Rhina Torres, Kerstin Gentsch, David Wutchiett Jan 2024

Email Invitation And Survey For Faculty Whose Experience Has Mostly Been With Actual Vertical Transfer Students, Alexandra W. Logue, Vita Rabinowitz, Yoshiko Oka, Nayeon Yoo, Rhina Torres, Kerstin Gentsch, David Wutchiett

Publications and Research

Copy of survey used for faculty whose experience has mostly been with actual vertical transfer (bachelor's-degree) students, along with email sent to faculty inviting them to complete the survey.


Educational Adequacy: Harmonizing The Right To Education, Parents' Rights, And Educational Freedoms Under The International Covenant On Economic, Social And Cultural Rights, Jorge Barrera-Rojas Jan 2024

Educational Adequacy: Harmonizing The Right To Education, Parents' Rights, And Educational Freedoms Under The International Covenant On Economic, Social And Cultural Rights, Jorge Barrera-Rojas

Journal Articles

This article explores the concept of educational adequacy, balancing the right to education for children and educational freedoms. Specifically, the research paper describes why States parties must meet Article 13(1) goals under the International Covenant of Economic, Social and Cultural Rights (ICESCR) but, at the same time, ensure parents’ rights and the liberty to establish and direct private educational institutions as minimum core and immediate-effect obligations. Accordingly, there is no prioritization or subordination of educational freedoms favoring the right to education, or vice versa, which constitutes a false dichotomy since the right to education and educational liberties are interrelated rights …


Whiteness As The Standard: Shifting Ideologies, Race, And Social Context, Kelsey Swift Jan 2024

Whiteness As The Standard: Shifting Ideologies, Race, And Social Context, Kelsey Swift

Publications and Research

In previous work, I have documented and analyzed the persistence of mainstream ideologies around ’standard’ and ’nonstandard’ American English in the adult ESOL classroom and their connection to linguistic racism and anti-Blackness. This study explores how these ideologies developed more broadly, employing elements of raciolinguistic genealogy and metapragmatics to analyze historical language scholarship. I find that while the linguistic features of ‘nonstandard’ English have remained remarkably consistent in the popular imagination, they became increasingly linked with Blackness, especially during and after white backlash to the Great Migration (and other cultural and political changes) in the mid-20th century. I argue that …