Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Higher Education (4326)
- Social and Behavioral Sciences (3248)
- Medicine and Health Sciences (2332)
- Arts and Humanities (2107)
- Curriculum and Instruction (1715)
-
- Teacher Education and Professional Development (1253)
- Educational Leadership (1209)
- Health and Physical Education (1102)
- Educational Administration and Supervision (1056)
- Educational Methods (959)
- Medical Education (933)
- Sociology (886)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (885)
- Scholarship of Teaching and Learning (863)
- Public Health (830)
- Life Sciences (725)
- Language and Literacy Education (691)
- Bilingual, Multilingual, and Multicultural Education (668)
- Business (635)
- Physical Sciences and Mathematics (611)
- Higher Education Administration (582)
- Science and Mathematics Education (545)
- Curriculum and Social Inquiry (499)
- Communication (491)
- Educational Technology (484)
- Other Education (483)
- Sports Sciences (478)
- Psychology (468)
- Educational Psychology (464)
- Institution
-
- University of Nebraska - Lincoln (591)
- Liberty University (513)
- Western Kentucky University (506)
- University of Alabama at Birmingham (377)
- Morehead State University (338)
-
- East Tennessee State University (273)
- Wayne State University (267)
- Utah State University (261)
- Boise State University (259)
- Georgia Southern University (252)
- Walden University (250)
- Chulalongkorn University (246)
- Association of Arab Universities (235)
- Cal Poly Humboldt (219)
- Nova Southeastern University (215)
- Old Dominion University (194)
- University of Arkansas, Fayetteville (192)
- University of South Florida (184)
- Brigham Young University (163)
- Children's Health Medical Center Dallas (152)
- University of Northern Iowa (145)
- Indiana State University (140)
- University of Nebraska Medical Center (139)
- Marshall University (137)
- City University of New York (CUNY) (130)
- Grand Valley State University (128)
- University of South Carolina (127)
- Montclair State University (124)
- University of Kentucky (122)
- Northwestern College, Iowa (121)
- Keyword
-
- Education (398)
- Higher education (376)
- Newsletter (180)
- Health (167)
- Professional development (160)
-
- UAB (157)
- Health literacy (152)
- Activities (151)
- Coloring book (150)
- Leadership (150)
- Pedagogy (141)
- Curriculum (134)
- Students (132)
- Equity (130)
- Literacy (125)
- Communication (122)
- Self-efficacy (115)
- News (113)
- COVID-19 (107)
- Mental health (107)
- Inclusion (105)
- Georgia Southern University (98)
- EReporter (96)
- Diversity (95)
- Collaboration (93)
- Motivation (91)
- Assessment (90)
- Higher Education (88)
- Teaching (85)
- The George-Anne Daily (85)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (527)
- Doctoral Dissertations and Projects (495)
- International Journal of Exercise Science: Conference Proceedings (415)
- Dissertations (314)
- Patient Education Projects (255)
-
- International Journal of Physical Activity and Health (230)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (210)
- Browse All News (204)
- Electronic Theses and Dissertations (202)
- CouRaGeouS Cuentos: A Journal of Counternarratives (190)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (184)
- Dialogue: The Interdisciplinary Journal of Popular Culture and Pedagogy (182)
- Master's Theses & Capstone Projects (121)
- Journal of Community Engagement and Higher Education (112)
- Graduate Medical Education Research Journal (107)
- Journal of Comparative & International Higher Education (105)
- Student Theses and Dissertations (102)
- SACAD: Scholarly Activities (100)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (98)
- George-Anne Media Group: Newsletters & Magazines (97)
- Faculty Senate Records (96)
- eReporter (campus newsletter) (96)
- Jordan Journal of Applied Science-Humanities Series (82)
- Research outputs 2022 to 2026 (81)
- School of Education and Leadership Student Capstone Projects (81)
- 2024 Celebration of Student Scholarship - Poster Presentations (80)
- Concepts in Animal Parasitology (77)
- Masters Projects (76)
- News and Events (Discontinued Series) (76)
- English (75)
- Publication Type
Articles 14431 - 14460 of 14551
Full-Text Articles in Education
การวิจัยและพัฒนาแนวทางสำหรับหลักสูตรครุศาสตร์เพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรม โดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม, ธีรยุทธ สัจจะบุตร
การวิจัยและพัฒนาแนวทางสำหรับหลักสูตรครุศาสตร์เพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรม โดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม, ธีรยุทธ สัจจะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สมรรถนะพหุวัฒนธรรมเป็นหัวใจสำคัญสำหรับครูในการจัดการเรียนการสอนภายใต้บริบทของห้องเรียนที่ผู้เรียนมีความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน การวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน แนวโน้ม และทิศทางการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตร 2) เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมด้วยวิธีการวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม และ 3) เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรม การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาสภาพทั่วไปและทิศทางของการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตรผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก คือ 1) วิเคราะห์สภาพทั่วไปของการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมจากเอกสารหลักสูตรครุศาสตร์ จำนวน 35 หลักสูตร 2) สังเคราะห์คุณลักษณะของตัวแทรกแซงที่มีประสิทธิภาพสำหรับการส่งเสริมคุณลักษณะพหุวัฒนธรรมของผู้เรียนระดับอุดมศึกษา จากบทความวิจัยทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 18 บทความ และ 3) การวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตร จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 เป็นการวิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมเพื่อนำไปใช้เป็นหลักคิดในการจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตร ตัวอย่างวิจัยเป็นผู้ใช้หลักสูตรครุศาสตร์ จำนวน 61 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างซึ่งพัฒนามาจากข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยระยะที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม และระยะที่ 3 เป็นการจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรเพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมโดยสังเคราะห์มาจากข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัย ซึ่งแนวทางการพัฒนาได้รับการวิพากษ์ความเป็นไปได้และประเมินความเหมาะสม จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ผลการวิจัยที่สำคัญพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตรครุศาสตร์มีการดำเนินการอย่างไม่เป็นระบบและขาดความชัดเจน หลักสูตรส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาด้านวิชาการและเทคโนโลยีการศึกษา ถึงแม้ว่าคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะปรากฏอยู่บ้างในวัตถุประสงค์และผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังแต่ยังไม่ได้กำหนดให้ชัดเจน ประกอบกับการขาดกลไกสนับสนุนในเชิงระบบส่งผลให้การส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมขึ้นอยู่กับความตื่นตัวของผู้สอนมากกว่าการถูกกำหนดให้เป็นองค์ประกอบหลักในระดับหลักสูตร 2. กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมที่ได้จากการวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม คือ 1) ควรมุ่งเน้นการสร้างเจตคติที่เปิดกว้างต่อความหลากหลาย พร้อมทั้งออกแบบระบบการเรียนรู้ให้เน้นการมีส่วนร่วม การลงมือปฏิบัติจริง และปลูกฝังสมรรถนะพหุวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบในทุกช่วงชั้นปี 2) ควรออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์การเรียนรู้ด้วยกิจกรรมที่เน้นการแลกเปลี่ยนเชิงความแตกต่างทางวัฒนธรรม รวมถึงการออกแบบรายวิชาให้มีกิจกรรมกลุ่มที่คละพื้นฐานของนิสิตอย่างเป็นระบบ ตลอดจนจัดให้มีการเผชิญกับประสบการณ์ภาคสนามที่เน้นผู้เรียนจากหลากหลายวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมด้วยกิจกรรมสะท้อนผลการเรียนรู้เพื่อยกระดับจากประสบการณ์ส่วนตัวสู่การตระหนักรู้ทางวิชาชีพ และ 3) พัฒนารูปแบบการประเมินผลที่ตอบสนองต่อกระบวนการปฏิสัมพันธ์ที่ตระหนักรู้ในความแตกต่างหลากหลาย 3. เอกสารแนวทางการพัฒนาหลักสูตรเพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นสื่อกลางเชิงนโยบายและการปฏิบัติที่เชื่อมโยงระหว่างข้อเสนอเชิงวิชาการและแนวทางการพัฒนาที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับสถาบันทั้งในด้านการออกแบบหลักสูตร การบูรณาการพัฒนาสมรรถนะพหุวัฒนธรรมผ่านเนื้อหารายวิชา วิธีการจัดการเรียนรู้ การประเมินผล ตลอดจนการใช้เป็นกรอบสำหรับการกำหนดทิศทางของนโยบายการผลิตครูที่ตอบสนองต่อสังคมพหุวัฒนธรรมในอนาคต
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ, ทิพากร สุขชูศรี
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ, ทิพากร สุขชูศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกและกรอบแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ประชากร คือ โรงเรียนคาทอลิก รวม 369 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนขั้นพื้นฐานระดับประถมและมัธยม จาก 11 สังฆมณฑลในประเทศไทย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 44 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 575 คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หัวหน้างานหลักสูตร หัวหน้างานวิชาการระดับชั้น และครู เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจําเป็น (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ ประกอบด้วย (1) ทักษะการคิด (2) ทักษะการทำงาน (3) ทักษะส่วนบุคคล (4) ทักษะเทคโนโลยี 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ พบว่า การพัฒนาหลักสูตร มีลำดับความจำเป็นสูงสุด รองลงมา คือ การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล 3) นวัตกรรมการบริหารวิชาการ คือ นวัตกรรมการบริหารวิชาการเสริมทักษะการคิด ประกอบด้วย 3 นวัตกรรมย่อย คือ (1) การบริหารหลักสูตรเสริมทักษะการคิด (2) การบริหารการจัดการเรียนรู้เสริมทักษะการคิด (3) การบริหารการวัดและประเมินผลเสริมทักษะการคิด
การจัดการเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทยโดยใช้วงวรรณกรรมเพื่อเสริมสร้างความร่วมรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วิทยานันท์ บุญกอง
การจัดการเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทยโดยใช้วงวรรณกรรมเพื่อเสริมสร้างความร่วมรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วิทยานันท์ บุญกอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทยโดยใช้วงวรรณกรรมที่มีต่อการเสริมสร้างความร่วมรู้สึกสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง จำนวน 40 คน ใช้เวลาในการทดลอง 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 คาบ รวมทั้งสิ้น 12 คาบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความร่วมรู้สึก และแบบบันทึกการเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความร่วมรู้สึกภาพรวมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาจำแนกตามองค์ประกอบ ทั้ง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความร่วมรู้สึกด้านความคิด ความร่วมรู้สึกด้านอารมณ์ความรู้สึก และความร่วมรู้สึกด้านพฤติกรรม พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกองค์ประกอบ 2) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความร่วมรู้สึกของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้การอ่านวรรณกรรมไทยโดยใช้วงวรรณกรรมเพื่อส่งเสริมความร่วมรู้สึกจำแนกตามองค์ประกอบ พบว่า ความร่วมรู้สึกของนักเรียนระยะหลังดีขึ้นกว่าระยะแรกทุกองค์ประกอบ
ปัจจัยเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, กันต์ฤทัย คุณเลี้ยง
ปัจจัยเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, กันต์ฤทัย คุณเลี้ยง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 2) พัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา และ 3) ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลฯ ที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยได้พัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1,148 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ 1) แบบวัดบุคลิกภาพ 2) แบบวัดทักษะการอ่าน ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ และทักษะการแก้ปัญหา 3) แบบวัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านกระบวนการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ และ 4) แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงบรรยาย และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 8.43, SD = 3.48) 2.โมเดลเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2(779, N = 1148) = 1,197.49, p < 0.001, GFI = .953, AGFI = 0.950, RMR = .035, RMSEA = .022) ปัจจัยที่มีอิทธิพลรวมมากที่สุด คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ (TE = 0.989) รองลงมาคือ ประสบการณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับกระบวนการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ (TE = 0.242) ส่วนความสามารถทางสติปัญญา ลักษณะบุคลิกภาพด้านลบ และลักษณะบุคลิกภาพด้านบวก ไม่ส่งผลต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
กลยุทธ์การบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม, กนกวรรณ การุญ
กลยุทธ์การบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม, กนกวรรณ การุญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาและกรอบแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม 2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม 3) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods Design) ใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) และข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 393 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้บริหารโรงเรียน 281 คน และครูกลุ่มบริหารวิชาการ 429 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 3 งาน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนรู้ และ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม ประกอบด้วย 7 ด้าน คือ (1) สิทธิในการแสดงออกอย่างเสรีของปัจเจกบุคคล (2) สิทธิการมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน (3) สิทธิทางการเมือง (4) สิทธิในความมั่นคงทางสังคมและได้รับบริการทางสังคม (5) ความยุติธรรมเชิงความเชื่อมโยง (6) ความยุติธรรมเชิงกระจายทรัพยากร และ(7) ความยุติธรรมเชิงวัฒนธรรม 2) สภาพปัจจุบันของการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านการพัฒนาหลักสูตรในสิทธิทางการเมืองมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการพัฒนาหลักสูตรในสิทธิทางการเมือง และสิทธิในความมั่นคงทางสังคมและได้รับบริการทางสังคมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากัน ทั้งนี้ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคมสูงที่สุด คือ ด้านการวัดและประเมินผลในสิทธิในการแสดงออกอย่างเสรีของปัจเจกบุคคล สิทธิการมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และสิทธิในความมั่นคงทางสังคมและได้รับบริการทางสังคม 3) กลยุทธ์การบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้ (1) พลิกโฉมการวัดและประเมินผลที่เสริมสร้างความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์รอง (2) พลิกโฉมการจัดการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม ประกอบด้วย 2 …
แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, ฮานาน อีหมัน
แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, ฮานาน อีหมัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพของการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา และ 2) นำเสนอแนวทางส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ ตัวอย่างในการวิจัย คือ ครูมัธยมศึกษา จำนวน 350 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารและแบบสัมภาษณ์แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร ได้แก่ (1) ด้านการวางแผน พบว่าครูจัดกิจกรรมในรายวิชาพื้นฐานมากที่สุด (M = 4.98, SD = 0.17) (2) ด้านการจัดการเรียนรู้ พบว่าครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการสื่อสารระหว่างบุคคล โดยครูกำหนดประเด็นหรือตั้งคำถามให้นักเรียนอภิปรายมากที่สุด (M = 4.40, SD = 0.71) และครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการสื่อสารเพื่อทำงานร่วมกัน โดยครูจัดกิจกรรมเพื่อฝึกฝนการสื่อสารร่วมกันในการทำงานกลุ่มมากที่สุด (M = 4.44, SD = 0.64) และ (3) ด้านการประเมินผลและการนำผลไปใช้ พบว่าครูนำผลการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะ การสื่อสารไปพัฒนาในการจัดการเรียนการสอนของตนในครั้งต่อไปมากที่สุด (M = 4.38, SD = 0.84) และ 2) แนวทางในการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) การวางแผนส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร โดยการวิเคราะห์ ความต้องการของผู้เรียนและจัดกิจกรรมที่มีความหมายต่อผู้เรียน (2) การจัดกิจกรรมการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารโดยเน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง และ (3) การประเมินผลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร โดยเน้นการประเมินเพื่อพัฒนามากกว่าการวัดผลลัพธ์ปลายทาง
การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ณัฐนันท์ สาริโก
การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ณัฐนันท์ สาริโก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษา (Extending Concepts through Language Activities: ECOLA) ที่มีต่อการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่างวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนสาธิตมัธยมศึกษาสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษา จำนวน 3 หน่วยการเรียนรู้ คือ หน่วยการเรียนรู้บันเทิงคดีประเภทสัจนิยม หน่วยการเรียนรู้สารคดี และหน่วยการเรียนรู้บันเทิงคดีประเภทเรื่องราว โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การระบุวัตถุประสงค์การสื่อสาร 2) การอ่านในใจเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์และภารกิจที่กำหนด 3) การตกผลึกความรู้ความเข้าใจผ่านการเขียน 4) การอภิปรายผลการอ่าน และ 5) การเขียนและเปรียบเทียบผลการอ่านก่อนและหลังการอภิปราย และ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดการอ่านเพื่อความเข้าใจ ซึ่งครอบคลุมการอ่านเพื่อความเข้าใจ 4 ระดับ ได้แก่ ระดับข้อเท็จจริง ระดับการวิเคราะห์ ระดับการประเมินค่า และระดับการประยุกต์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ dependent sample t-test ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยการอ่านเพื่อความเข้าใจหลังการจัดกิจกรรมเท่ากับ 27.43 คะแนน (S.D. = 2.80) ซึ่งสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนที่มีค่าเฉลี่ย 21.27 คะแนน (S.D. = 5.28) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาคะแนนการอ่านเพื่อความเข้าใจจำแนกตามระดับทั้ง 4 คือ ระดับข้อเท็จจริง ระดับวิเคราะห์ ระดับประเมินค่า และระดับประยุกต์ พบว่าหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษา นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกระดับ แสดงให้เห็นว่า กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษามีผลต่อการพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, ภูริตา มกรพงศ์
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, ภูริตา มกรพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี มีวัตถุประสงค์ 4 ประการได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี 3) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี 4) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโมบายแอปพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 9 คน และนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 จำนวน 300 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างตามสะดวก ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามเพื่อศึกษาความพึงพอใจและประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี ต่อด้านทัศนคติที่มีต่อการใช้เทคโนโลยีพบว่าผู้เรียนมีความต้องการใช้เทคโนโลยี Metaverse เพื่อเพิ่มทักษะความเป็นนวัตกร ความส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้านการศึกษา และมุ่งเน้นทักษะต่อผู้เรียน ส่งเสริมความสามารถ เพื่อเพิ่มทักษะการเรียนรู้ การตลาด การเข้าสังคมและเพิ่มความสัมพันธ์ การส่งเสริมฝึกทักษะสามารถสร้างการเรียนรู้ได้มากกว่าการเรียนการสอนในรูปแบบปกติ (x̄ =4.73) (S.D. =0.57) 2) จากผลการศึกษาความต้องการจำเป็นของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี การประเมินความเหมาะสมของการใช้เทคโนโลยี Metaverse เพื่อการเรียนรู้ในปัจจุบันและที่คาดหวังในอนาคต โดยพิจารณาจากดัชนี PNI ที่มีค่าติดลบหรือเป็นศูนย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างไม่เห็นความจำเป็นหรือไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงสำหรับ ประเด็น การเชื่อมต่อเพื่อชำระเงิน สำหรับค่าดัชนี PNI ที่มีค่าน้อย เช่น การใช้ Metaverse เพื่อเพิ่มทักษะนวัตกรและการเรียนรู้ที่เหนือกว่ารูปแบบเดิม (PNI = -0.047) และการใช้งาน Metaverse แบบ Virtual เพื่อพัฒนาตัวตนในโลกออนไลน์ (PNI = -0.021) โดยให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจกับสถานะปัจจุบันและไม่เห็นความจำเป็นต้องปรับปรุงเทคโนโลยีในมิตินี้ 3) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี ช่วยเพิ่มทักษะในการออกแบบผลผลิต สร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้ได้ เพื่อส่งเสริมปัจจัยด้านการเรียน (x̄ = 4.87) (S.D. =0.43) และ 4) ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี การประยุกต์ใช้โมบายแอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มทักษะความเป็นนวัตกร ช่วยให้ท่านสามารถ เพิ่มนวัตกรรมในการให้บริการได้ช่วยส่งเสริมพัฒนา ระบบการเรียนการสอนให้ดีขึ้นได้ เพื่อเพิ่มทักษะ การเรียนรู้ มีประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนการสอน สามารถสร้างการเรียนรู้ได้มากกว่าการเรียนการสอนในรูปแบบปกติ (x̄ =4.68) (S.D. …
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร, อุษาสุดา ภูษณสุวรรณศรี
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร, อุษาสุดา ภูษณสุวรรณศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์การวิจัย ได้แก่ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร และ 2. เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) โดยใช้เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Modified Priority Need Index หรือ PNI (modified) และการวิเคราะห์เนื้อหา การสังเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์เป็นดังนี้ 1. สภาพการจัดการศึกษาในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายด้านในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร ทั้งเป้าหมายการจัดการศึกษาการงานอาชีพ ในด้านความรู้ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ความรู้ด้านเกษตรกรรม และ ความรู้ด้านอุตสาหกรรม งานช่าง (PNI Modified = 0.17) ด้านทักษะที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนสามารถจัดการภาระงานเสร็จตามเวลาที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องมีคนคอยควบคุม (PNI Modified = 0.19) ด้านเจตคติที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนมีสอดแทรกเกี่ยวกับ คุณธรรม ด้านความเสียสละในการทำงานเพื่อส่วนรวม และ การจัดการเรียนการสอนมีสอดแทรกเกี่ยวกับหลักการดำรงชีวิตและการทำงาน เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ (PNI Modified = 0.07) ด้านการดำรงชีวิตและครอบครัว ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนมีจิตสำนึกในการทำงาน และใช้ทรัพยากรในการปฏิบัติงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า (PNI Modified = 0.16) และด้านการอาชีพ ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนสามารถอธิบายแนวทางการเลือกอาชีพ และ ผู้เรียนเห็นความสำคัญและมีความกระตือรือร้นในการฝึกวิชาชีพตามความถนัดหรือทำโครงงานสร้างอาชีพ (PNI Modified = 0.14) อีกทั้งการจัดการเรียนการสอนการงานอาชีพ พบว่าระยะเวลาในการจัดการเรียนการสอนไม่เพียงพอ การจัดการเรียนรู้ที่ควรเชื่อมโยงเกี่ยวกับการเรียนรู้และทำงานร่วมกันที่มาจากต่างวัฒนธรรม ควรมีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย การวัดและประเมินผลควรมีการบูรณาการเนื้อหาวิชาจากต่างกลุ่มงาน หรือกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ และในรายวิชาที่สอนมีการวัดและประเมินผลการคิดวิเคราะห์ คิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาของผู้เรียนในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาผู้เรียน นอกจากนี้สภาพปัญหาด้านภาระงานของครู จำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนที่เกิน 20 คน ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพมีไม่ครบทุกกลุ่มงาน และความพร้อมของสถานที่สื่อการเรียนรู้ 2. รูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร เป็นผลจากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างเป็นระบบ รูปแบบดังกล่าวมีความครอบคลุมทั้งในมิติของ …
แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศในโรงเรียน: การวิเคราะห์การก่อตัวโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม, ลดาวัลย์ ปัญตะยัง
แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศในโรงเรียน: การวิเคราะห์การก่อตัวโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม, ลดาวัลย์ ปัญตะยัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการณ์ของระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมทางเพศในโรงเรียน (2) วิเคราะห์โครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีผลต่อการเรียนรู้และการพัฒนาความเท่าเทียมทางเพศ และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากนักเรียน 540 คน และครู 432 คน ในโรงเรียนมัธยมศึกษา 6 ประเภท จำนวน 18 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและครู ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีทัศนคติเชิงบากต่อความเท่าเทียมทางเพศในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.41, S.D.= 0.90) ส่วนครูอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.06, S.D. = 0.91) โดยมีช่องว่างเชิงทัศนคติระหว่างรุ่นในประเด็นเรื่องการเลือกกิจกรรมตามความสนใจโดยไม่จำกัดเพศ (นักเรียน x̄ = 4.31, S.D. = 0.99; ครู x̄ = 3.82, S.D. = 0.83) และพบช่องว่างการรับรู้เกี่ยวกับสภาพการณ์ของระบบนิเวศการเรียนรู้ (นักเรียน x̄ = 4.07, S.D. = 0.64; ครู x̄ = 4.51, S.D. = 0.54) โดยเฉพาะในด้านกฎระเบียบและสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องน้ำสำหรับเพศหลากหลาย (นักเรียน x̄ = 2.90, S.D. = 1.33; ครู x̄ =3.43, S.D. = 1.51) ในกลุ่มนักเรียน ทัศนคติเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศมีความสัมพันธ์ทางบวกกับระบบนิเวศการเรียนรู้ในระดับปานกลางถึงสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.42 - 0.77) โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมและบทบาทที่เท่าเทียมกัน ในกลุ่มครูความสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำ (r = 0.13 - 0.27) และมิติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมหลักสูตรรวมถึงการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก มีความสัมพันธ์สูงกับทุกระบบของโครงสร้างภายนอก (r = …
แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจ สตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้, ณัฐชานันท์ สุกแสง
แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจ สตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้, ณัฐชานันท์ สุกแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขในการเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การสำรวจความคิดเห็นสตรีอสม.ดีเด่นระดับชาติ ระดับเขตสุขภาพ ระดับจังหวัดและระดับภาคในจังหวัดภาคใต้ จำนวน 415 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การสัมภาษณ์เชิงลึกอสม.ดีเด่นระดับชาติ 12 สาขา จำนวน 12 คน สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอสม. จำนวน 12 คน และสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย เป็นดังนี้ 1) สภาพกระบวนการเรียนรู้ของสตรีอสม. พบว่ามีการเรียนรู้ ปรับใช้ แก้ปัญหาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 2) ปัจจัยเงื่อนไขภายในพบว่า สตรีอสม. เห็นว่าตนเองมีความสามารถด้านประสบการณ์การเรียนรู้รายบุคคล อยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 3.79, S.D. = 0.72) ส่วนความต้องการพัฒนาตนเองด้านการสื่อสารอยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.86, S.D. = 0.84) ปัจจัยเงื่อนไขภายนอกพบว่า สตรีอสม. เห็นว่าการได้รับการยอมรับในคุณค่างานจิตอาสาอยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.22, S.D. = 0.85) ส่วนความคาดหวังด้านการจัดการรถเร่ขายสินค้าปลอม อาหารเสริม อยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.98, S.D. = 0.81) นอกจากนี้ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าสตรีอสม. ต้องการพัฒนาทักษะเทคโนโลยี การสื่อสารเพื่อสร้างพันธมิตรสุขภาพมากที่สุดและเพื่อสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงาน 3) แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจสตรีอสม. ในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 ส่งเสริมสภาพการเรียนรู้ที่เหมาะสมโดยเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการจากบริบทจริงในชุมชน ด้านที่ 2 พัฒนาและใช้ประโยชน์จากปัจจัยเงื่อนไขภายใน โดยเป็นการส่งเสริมให้สตรีอสม. ใช้ศักยภาพภายในในการเรียนรู้และเสริมพลังอำนาจหารปฏิบัติงานสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ …
รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ปรียศรี พรหมจินดา
รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ปรียศรี พรหมจินดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการในความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกรณีศึกษา 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ 3) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษากระบวนการในความเป็นนวัตกรฯ จากกรณีศึกษาซึ่งเป็นนักสร้างสรรค์ 5 คนด้วยการสัมภาษณ์และสังเกต ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ และระยะที่ 3 ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิต ชั้นปีที่ 2 สาขาศิลปศึกษา จำนวน 30 คน จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4 หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 6 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบวัดความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินทักษะ แบบประเมินผลงาน แบบวัดความพึงพอใจ และแบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที(t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยสรุปได้ว่า1. นักสร้างสรรค์มีกระบวนสร้างสรรค์ในความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 1) การตั้งคำถามเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Questioning) 2) การสังเกตตลาดและผู้บริโภค (Observing) 3) การทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (Experimenting) 4) การเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมกับแนวคิดร่วมสมัย (Associating) 5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Networking) และ 6) การเล่าเรื่อง (Storytelling)2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า WIL Model (Weaving Innovation Learning Model) ประกอบด้วย 4 หน่วยการเรียนรู้ 6 กิจกรรม ดังนี้ 1) การเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรม 2) การสร้างแรงบันดาลใจสู่ธุรกิจนวัตกรรมจักสานสร้างสรรค์ 3) การออกแบบลายสานและการคิดเชิงออกแบบสำหรับศิลปหัตถกรรมจักสาน 4) การฝึกปฏิบัติจักสานร่วมสมัยจากนักสร้างสรรค์มืออาชีพ 5) การสร้างแบรนด์ธุรกิจหัตถกรรมยั่งยืนสู่ตลาดยุคใหม่ และ 6) การนำเสนอนวัตกรรมหัตถกรรม3. ผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ พบว่า 1) …
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว, จุมพล นันทศิริพล
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว, จุมพล นันทศิริพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์สมรรถนะและตัวชี้วัดการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลของผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว และ 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว ประชากร ได้แก่ (1) ผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยวทั้ง 6 ภูมิภาคในประเทศไทย ภาคละ 5 จังหวัด ๆ ละ 10 ชุมชน รวม 300 ตัวอย่าง ที่ตอบแบบสอบถามออนไลน์ (2) ชาวบ้านที่เป็นผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยวตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี รวม 5 หมู่ ที่เข้าร่วมอบรมโปรแกรมรวมจำนวน 30 คน (3) ผู้นำชุมชนท่องเที่ยวตำบลบ้านแหลมและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อที่เข้าร่วมการสนทนากลุ่มจำนวน 7 คน (4) ผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วมให้สัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 6 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความต้องการจำเป็นโดยใช้วิธี Priority Needs Index แบบปรับปรุง (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะและตัวชี้วัดการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลของผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.1) ด้านการเข้าถึง 1.2) ด้านการวิเคราะห์ 1.3) ด้านการประเมินค่า 1.4) ด้านการสร้างสรรค์ และ 1.5) ด้านการใช้ประโยชน์ สื่อสารสนเทศและดิจิทัล โดยพบว่าส่วนใหญ่มีระดับความสามารถหรือทักษะอยู่ในระดับปานกลาง (=3.33, SD=0.15) และความต้องการทักษะการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล อยู่ในระดับมาก (=3.77, SD=0.58) และ 2) โปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว มีกระบวนการหลัก 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย (1) การวางแผน (2) การออกแบบโปรแกรมและการนำโปรแกรมไปฏิบัติ (3) การประเมินผลและความรับผิดชอบในการรายงานผล โดยองค์ประกอบของโปรแกรมประกอบด้วย 1) หลักการและเหตุผล 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหาสาระ 4) …
รูปแบบการให้บริการอัจฉริยะในงานบริการกิจการนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา, ชิดชนก สิทธารถศักดิ์
รูปแบบการให้บริการอัจฉริยะในงานบริการกิจการนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา, ชิดชนก สิทธารถศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษารูปแบบและวิเคราะห์ปัญหาที่พบในการบริการนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบัน 2) วิเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดีในการบริการนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา และ 3) พัฒนารูปแบบการบริการนักศึกษาแบบอัจฉริยะ (Smart Service) ของสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1) ข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบและวิเคราะห์ปัญหาที่พบในการให้บริการนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบัน จากสถาบันอุดมศึกษาในกำกับรัฐ และสถาบันอุดมศึกษาเอกชน สถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มราชภัฏ สถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มราชมงคล สถาบันละ 2 แห่ง รวมทั้งหมด 8 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการและหัวหน้างาน รวมทั้งสิ้น 24 คน 2) ข้อมูลแนวปฏิบัติที่ดีในการให้บริการนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา จากสถาบันอุดมศึกษาในกำกับรัฐ และสถาบันอุดมศึกษาเอกชน สถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มราชภัฏ สถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มราชมงคล สถาบันละ 2 แห่ง รวมทั้งหมด 8 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการและหัวหน้างาน รวมทั้งสิ้น 24 คน 3)ข้อมูลสภาพปัจจุบันในการให้บริการนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาในกำกับรัฐ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน สถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มราชภัฏ สถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มราชมงคล สถาบันละ 2 แห่ง รวมทั้งหมด 8 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานในการให้บริการนักศึกษา จำนวน 56 คน นักศึกษาที่ได้รับบริการ จำนวน 361 คน 4)ข้อมูลการให้บริการอัจฉริยะ ได้ข้อมูลจากการศึกษาและวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง 5)ผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจสอบและเสนอแนะมิติและองค์ประกอบรูปแบบการให้บริการอัจฉริยะสำหรับผู้เรียนในสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 9 คน ในการประชุมสนทนาย่อย (Focus Group) เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์สาระ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง แบบสอบถาม และแบบตรวจสอบ (ร่าง) รูปแบบฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ …
รูปแบบการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทย กับสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ, อัจฉรียา นันทศิริพล
รูปแบบการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทย กับสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ, อัจฉรียา นันทศิริพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทยกับสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ 2) วิเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดีของรูปแบบการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับสถาบันอาชีวศึกษาในต่างประเทศ และ 3) นำเสนอรูปแบบการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทยกับสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันในการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทยและสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ จากสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน รวมทั้งหมด 9 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารระดับคณะ จำนวน 9 คน ผู้บริหารระดับสถาบัน จำนวน 9 คน และอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิตสาขาธุรกิจระหว่างประเทศ จำนวน 45 คน 2) ข้อมูลแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันอาชีวศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และจีน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ข้อมูลจากเอกสาร และข้อมูลจากผู้บริหารของสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ 3 คน 3) ผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจสอบและเสนอแนะองค์ประกอบการจัดการหลักสูตรร่วม จำนวน 9 คน ในการประชุมสนทนาย่อย (Focus Group) สำหรับเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์สาระ แบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึก แบบสอบถาม และแบบตรวจสอบ (ร่าง) รูปแบบฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา ผู้วิจัยได้นำเสนอรูปแบบการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทยกับสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ มีองค์ประกอบ คือ การบริหารจัดการหลักสูตร การบริหารวิชาการ และการฝึกประสบการณ์ โดยเน้นการการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือ มีระบบเทียบโอนและการรับรองผลการเรียนรู้ที่โปร่งใส สนับสนุนการจัดการเรียนรู้โดยการแบ่งปันความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากภาคธุรกิจ รวมถึงการแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ร่วมกัน พัฒนาหลักสูตรร่วมครอบคลุมการออกแบบเนื้อหาเชิงสมรรถนะและผลลัพธ์ ประกอบกับการบูรณาการเนื้อหาระหว่างภาคอุดมศึกษาและภาคอาชีวศึกษา ใช้กรอบประกันคุณภาพที่เป็นสากล นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นอการเตรียมความพร้อมของอาจารย์และนักศึกษา สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างอาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันอาชีวศึกษาช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และการแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ร่วมกัน รวมถึงระบบฝึกงานที่มีความยืดหยุ่นทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกลไกการประเมินผลหลายมิติที่สะท้อนทักษะทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ และทักษะชีวิตอย่างแท้จริง ทั้งนี้ การจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทยและสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ มีนโยบายที่ส่งเสริมการเข้าถึงหลักสูตรปริญญาตรีบริหารธุรกิจนานาชาติศึกษาของนักศึกษาต่างชาติที่มาจากสถาบันอาชีวศึกษา …
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ, อัจจิมาวรรณ บูรณะสัมฤทธิ
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ, อัจจิมาวรรณ บูรณะสัมฤทธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการและเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรีบผิดชอบ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมพหุระยะ โดยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากผู้บริหารและครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนละ 3 คน จำนวน 342 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.975 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคลกับผู้บริหารโรงเรียนต้นแบบ (Best Practice School) 2 แห่ง และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การพัฒนาสื่อการสอน (4) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน/กิจกรรมเสริมหลักสูตร และ (5) การวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ ประกอบด้วย 4 ทักษะ ได้แก่ (1) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการพูดควบคู่กับความรับผิดชอบในการรับฟัง (2) เสรีภาพในการนับถือศาสนาและการกราบไหว้บูชาควบคู่กับความรับผิดชอบในการยอมรับความแตกต่าง (3) เสรีภาพจากความขาดแคลนควบคู่กับความรับผิดชอบในการเกื้อกูลผู้อื่น และ (4) เสรีภาพจากความกลัวควบคู่กับความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทของตน 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ การวัดและประเมินผล (PNIModified = 0.122) รองลงมาคือ การพัฒนาสื่อการสอน (PNIModified = 0.114) การดำเนินกิจกรรมเสริมหลักสูตร (PNIModified = 0.106) การพัฒนาหลักสูตร (PNIModified = 0.096) …
รูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยว, ณีชรีย์ธร สุวรรณรงค์
รูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยว, ณีชรีย์ธร สุวรรณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนในประเทศไทยด้านการท่องเที่ยว และ 2) วิเคราะห์แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนในประเทศไทยและต่างประเทศด้านการท่องเที่ยว 3) พัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยว เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) ศึกษาสถาบันอุดมศึกษาในไทยที่สอนด้านการท่องเที่ยว 56 สถาบัน เก็บข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสาร และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกสถาบันที่มีความเป็นเลิศในประเทศไทย 30 สถาบัน ต่างประเทศ 10 สถาบัน และประชุมอิงผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจรูปแบบจำนวน 10 คนผลการวิจัยพบว่า 1) จำแนกความร่วมมือเป็น 10 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาวิชาชีพและการศึกษาต่อเนื่อง การให้บริการด้านการให้คำปรึกษา นวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ การส่งเสริมการตลาดและการขาย การพัฒนาและบูรณาการเทคโนโลยี ความร่วมมือระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และผู้นำการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งความร่วมมือเหล่านี้ช่วยพัฒนาทักษะของนักศึกษา และผู้ที่ทำงานในอาชีพนี้ให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว 2) เมื่อวิเคราะห์แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศแล้วพบว่า หลักการความร่วมมือ ควรวางแผน ทำตามแผนที่กำหนด สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภายในและต่างประเทศ โครงสร้างและกลไกความร่วมมือ ควรตั้งเป้าหมายที่เน้นประโยชน์ของนักศึกษา สถาบัน และประเทศชาติ ทรัพยากรที่ใช้สนับสนุนความร่วมมือ ได้แก่ บุคลากร ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา เงินสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาชุมชน และสถานที่ให้ลงมือปฏิบัติจริง กระบวนการดำเนินการความร่วมมือ ควรสร้างเครือข่ายร่วมกับองค์กรต่างๆ มีโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ และนักศึกษาทั้งในและต่างประเทศ 3) รูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยวประกอบด้วยวิสัยทัศน์: สร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล ที่ยืดหยุ่น คล่องตัว มีเอกลักษณ์ มีความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานและแนวโน้มของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป้าหมาย: พัฒนาทักษะกำลังคนด้านการท่องเที่ยวระดับปริญญาตรี และบริการวิชาการแก่ประชาชนทั่วไป แบ่งเป็น Pre-service ได้แก่ กลุ่มคนที่ต้องการทำงานด้านการท่องเที่ยวและยังไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน เพื่อเป็นกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยวในอนาคต (New skill) In-service เป็นกลุ่มคนที่อยู่ในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและต้องการพัฒนาทักษะเพื่อใช้ในการทำงาน เรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานในปัจจุบัน (Reskill/Upskill) พันธกิจ มีความร่วมมือกับภาครัฐ และเอกชน รวมถึงสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างสร้างสรรค์ในด้านต่างๆ ได้แก่ 1. ด้านหลักการความร่วมมือ มีนโยบายที่ชัดเจน 2. ด้านกลไกความร่วมมือ มีระบบเครือข่าย: ในประเทศและต่างประเทศ 3. ด้านทรัพยากรที่ใช้สนับสนุนความร่วมมือ …
รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19, สินชัย เล็กวานิชกุล
รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19, สินชัย เล็กวานิชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพปัญหาของการบริหารจัดการเพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย 2) วิเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดีของสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศด้านการบริหารจัดการเพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติ และ 3) นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาไทย จำนวน 7 คน หัวหน้าผู้ปฏิบัติงานด้านนานาชาติระดับสถาบัน จำนวน 7 คน และนักศึกษาต่างชาติ จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม การวิเคราะห์เอกสาร และการประชุมกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติ (International Student Mobility: ISM) ในสถาบันอุดมศึกษาไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในด้านการกำหนดนโยบาย การจัดตั้งโครงสร้างองค์กร และการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการ แต่ยังพบข้อจำกัดด้านการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การขาดบุคลากรเฉพาะทาง ระบบข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยง และความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรระหว่างสถาบัน นักศึกษาต่างชาติสะท้อนถึงความต้องการการดูแลอย่างรอบด้าน เช่น บริการสุขภาพจิต การปรับตัวทางวัฒนธรรม และการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ 2. แนวปฏิบัติที่ดีของมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และมหาวิทยาลัยมาลายา ล้วนมีระบบการบริหารจัดการ ISM ที่เป็นองค์รวม ครอบคลุมด้านนโยบาย หลักสูตร ระบบสนับสนุน และกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษา โดยมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับภาคอุตสาหกรรมและองค์กรระหว่างประเทศ 3. ผลการพัฒนา “รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19” หรือ I.S.A.C. Model ประกอบด้วย 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) ความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัย 2) นโยบายสนับสนุนการเคลื่อนย้าย 3) การสร้างคุณค่าเพิ่ม และ 4) ระบบดูแลและบริการนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งแต่ละมิติประกอบด้วย กลยุทธ์หลักและกลยุทธ์ย่อย รวม 25 กลยุทธ์หลัก 117 กลยุทธ์ย่อย …
รูปแบบระบบนิเวศการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย ในช่วงเปลี่ยนผ่าน, ภาณุวัฒน์ พูลภัทรชีวิน
รูปแบบระบบนิเวศการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย ในช่วงเปลี่ยนผ่าน, ภาณุวัฒน์ พูลภัทรชีวิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาด้านการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน 2) เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีของระบบนิเวศการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านและ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบระบบนิเวศการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของอุดมศึกษาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงนำเทคโนโลยีมาสร้างสิ่งใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งเก่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการธุรกิจขององค์กร งานวิจัยนี้ใช้กรอบองค์ประกอบ 8 ด้านของทฤษฎีส่วนประสมการตลาดที่ได้มาจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบไปด้วยด้านต่าง ๆ ได้แก่ หลักสูตร ราคา สถานที่ การส่งเสริมทางการตลาด ชื่อเสียง บุคลากร บริการเสริม และการปรับปรุงการปฏิบัติงาน ใช้การวิจัยแบบการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและปัญหาเก็บจากนิสิตนักศึกษาต่างชาติระดับปริญญาตรีจำนวน 222 คน จาก 6 สถาบันอุดมศึกษา การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและปัญหา และแนวปฏิบัติที่ดี กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 6 คน และสัมภาษณ์กลุ่มเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 10 คน โดยใช้เกณฑ์การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คือเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยหรือผู้ที่รับผิดชอบทางการตลาดของมหาวิทยาลัย ผลการวิจัย พบว่า 1)สภาพปัจจุบันและปัญหาด้านการตลาดทั้ง 8 ด้านส่วนใหญ่มีปัญหาในระดับน้อย มีเพียง 3 ประเด็นในด้านการส่งเสริมทางการตลาดที่มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ ความน่าสนใจของเว็บไซต์มหาวิทยาลัย ความสะดวกในการใช้งานของเว็บไซต์มหาวิทยาลัย สื่ออออนไลน์มีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ อีก 2 ประเด็นในด้านบริการเสริม ได้แก่ ความน่าสนใจของชมรมในมหาวิทยาลัย และคุณภาพในการช่วยเหลือในเรื่องที่พักจากมหาวิทยาลัย 2) แนวปฏิบัติที่ดีของระบบนิเวศการตลาดที่ได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก เสนอแนวปฏิบัติที่ดีครบทุกด้าน แต่จำนวนแนวปฏิบัติที่ดีแตกต่างกันไป โดยด้านหลักสูตรมี 11 ประเด็น ด้านราคามี 6 ประเด็น ด้านสถานที่มี 7 ประเด็น ด้านการส่งเสริมการตลาดมี 26 ประเด็น ด้านชื่อเสียงมี 4 ประเด็น ด้านบุคลากรมี 15 ประเด็น ด้านบริการเสริมมี 39 ประเด็น และด้านการปรับปรุงการปฏิบัติงานมี 12 ประเด็น แนวปฏิบัติที่ดีในแต่ละด้าน จะเรียบเรียงเป็นภาพรวมของแต่ละด้าน แล้วนำเสนอภาพรวมทั้งหมดของทุกด้าน ผนวกเข้ากับปัจจัยภายใน (STP Marketing) …
การพัฒนาความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา, ศิริรัตน์ ปัญจศุภวงศ์
การพัฒนาความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา, ศิริรัตน์ ปัญจศุภวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนากระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา 2) พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา การศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนการสอนใช้แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์เก็บข้อมูลจากครูผู้สอนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา จำนวน 505 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจงได้นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 คน ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดความฉลาดรู้คณิตศาสตร์ ทดสอบก่อนและหลังการทดลองใช้กระบวนการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย (paired-samples t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา พบว่าครูมีความตระหนักในการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับชีวิตจริง และการใช้คำถามกระตุ้นการคิด ด้านกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ยังคงมีข้อจำกัดอย่างมากในการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ การให้เหตุผลเชิงลึก และการร่วมสร้างความรู้ของผู้เรียน ด้านสื่อการเรียนรู้ แม้มีการใช้สื่อของจริงเพื่อนำเสนอสถานการณ์ แต่การใช้สื่อที่หลากหลายในระดับต่ำ ด้านการวัดและประเมินผล พบว่าครูเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเองและประเมินจากภาระงานที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ดี แต่ยังขาดการวัดผลจากการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชั้นเรียน ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการประเมินปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ 2) กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การเริ่มต้นจากบริบทชีวิตจริง การทำให้เป็นคณิตศาสตร์ การพัฒนาแบบจำลองและแนวคิด การนำไปประยุกต์ใช้และแก้ปัญหา การสรุปและจัดระบบความรู้ 3) ประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน พบว่า คะแนนเฉลี่ยของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 13.70, p < .001)
รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ, อรทยา สารมาศ
รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ, อรทยา สารมาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ และเพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาแนวคิดจากเอกสารเกี่ยวกับทฤษฎีงานวิจัยเกี่ยวกับสภาพปัญหาของผู้สูงอายุตลอดจนแนวทางการสอน พร้อมกับสัมภาษณ์ผู้สูงอายุ จำนวน 20 คน กับผู้เชี่ยวชาญ 4 ด้าน จำนวน 14 คน คือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนแอปพลิเคชันศิลปะบนอุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับผู้สูงอายุ จำนวน 5 คน ผู้เชี่ยวชาญทางการออกแบบศิลปะดิจิทัล จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญทางการออกแบบแอปพลิเคชัน จำนวน 3 คน พร้อมกับสังเกตการสอนจากโรงเรียนผู้สูงอายุจำนวน 3 แห่ง 2) พัฒนารูปแบบการสอน ฯ โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เป็นรูปแบบศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (AAWE - Art Applications for well-being of the Elderly) 3) นำชุดกิจกรรมไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการทดลองใช้กิจกรรม คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 - 80 ปี ที่มีร่างกายแข็งแรงเพียงพอที่จะช่วยเหลือตนเองได้ มีอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นของตนเอง และสามารถใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ในขั้นพื้นฐาน โดยรับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมแบบอาสาสมัคร จำนวน 43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินสุขภาวะต่อกิจกรรมสำหรับผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม 2) แบบสอบถามผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม 3) แบบสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมโดยผู้สังเกตการสอน 4) แบบสัมภาษณ์ผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ได้รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุที่มีสื่อดิจิทัลเป็นสิ่งเร้าให้เกิดสุนทรียภาพจนทำให้ผู้สูงอายุเกิดความเพลิดเพลินในการทำงานศิลปะได้อธิบายความหมาย ความทรงจำ พร้อมแสดงความรู้สึกนึกคิดออกมาเป็นผลงานศิลปะ ประกอบด้วย 3 หัวข้อหลักที่แบ่งประเด็นตามที่ผู้สูงอายุสนใจ ได้แก่ สถานที่ บุคคล และอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะทางใจ และสังคม 2. ผลการศึกษาการทดลองใช้รูปแบบการสอน พบว่า 1) …
การพัฒนาโมดูลการเรียนรู้พิเศษของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตตามแนวคิดหลักสูตรแบบปรับเหมาะ, อนุพงษ์ กันธิวงค์
การพัฒนาโมดูลการเรียนรู้พิเศษของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตตามแนวคิดหลักสูตรแบบปรับเหมาะ, อนุพงษ์ กันธิวงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในปัจจุบันของกลุ่มวิชาเฉพาะที่ส่งเสริมศักยภาพตามความสนใจของผู้เรียนของคณะแพทยศาสตร์ในประเทศไทยและต่างประเทศ 2) วิเคราะห์ความคาดหวังของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและนักศึกษาแพทย์ต่อโมดูลการเรียนรู้พิเศษฯ และ 3) พัฒนาโมดูลการเรียนรู้พิเศษของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตตามแนวคิดหลักสูตรแบบปรับเหมาะ จำนวน 5 โมดูล ได้แก่ โมดูลวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐาน โมดูลวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก โมดูลเวชศาสตร์ชุมชน โมดูลเวชปฏิบัติคลินิกเฉพาะทาง และโมดูลวิทยาศาสตร์ระบบสุขภาพ ตัวอย่างสำหรับการวิจัย คือ 1) นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 จำนวน 38 คน และ 2) อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร 31 คน รวม 69 คนที่ได้จากการสุ่มอย่างง่ายทั้งหมด 95 คน (ร้อยละ 72.63) สังกัดคณะแพทยศาสตร์ 19 จาก 22 สถาบัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวิเคราะห์เอกสารเกี่ยวกับการจัดการศึกษา แบบสอบถามเกี่ยวกับความคาดหวัง และแบบตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโมดูลการเรียนรู้พิเศษฯ ทั้ง 5 โมดูล การวิเคราะห์ข้อมูล 1) วิเคราะห์สถิติเชิงบรรยาย สัดส่วน ร้อยละ ค่ามัธยฐาน สำหรับ 1.1) องค์ประกอบโมดูล 7 ส่วน คือ ระดับการเรียนรู้ของผู้เรียน คำอธิบายระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละระดับ ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เป้าหมายและจุดประสงค์ เกณฑ์การประเมินผล เครื่องมือที่ใช้ประเมินผล และกลยุทธ์การจัดการเรียนการสอน และ 1.2) คุณสมบัติการปรับเหมาะ 5 ส่วน คือ กระบวนการปรับเหมาะ เป้าหมายการปรับเหมาะ ระยะเวลาในการปรับเหมาะ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับเหมาะ และประเภทของการปรับเหมาะ 2) วิเคราะห์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ (ร่าง) โมดูลการเรียนรู้พิเศษฯโดยอาศัยค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาและอัตราส่วนความตรงเชิงเนื้อหา จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ความสอดคล้องกับเกณฑ์วิชาชีพ ความชัดเจน ความเข้าใจได้ง่าย และความสำคัญ โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 8 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในปัจจุบันของกลุ่มวิชาเฉพาะที่ส่งเสริมศักยภาพตามความสนใจของผู้เรียนของคณะแพทยศาสตร์ทั้งในประเทศไทยมีการจัดในรูปแบบรายวิชามากกว่ารูปแบบโมดูล โดยพบตัวอย่างการจัดในรูปแบบโมดูลการเรียนรู้พิเศษใน 6 …
ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา: การวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยา, เดโช นิธิกิตตน์ขจร
ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา: การวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยา, เดโช นิธิกิตตน์ขจร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง และ 2) ศึกษาและวิเคราะห์องค์ประกอบของกระบวนการเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 12 คน ซึ่งมีประสบการณ์ในการเรียนรู้และฝึกฝนตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแนวทางของ Van Manen (2014) ผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง สามารถจำแนกเป็น 5 ธีมหลัก ได้แก่ 1) จุดตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลง2) ตัวเร่งและเงื่อนไขแวดล้อมของการเปลี่ยนแปลง 3) กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน 4) สภาวะในการเปลี่ยนผ่าน และ 5) การเบ่งบานของความหมายใหม่ นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้สังเคราะองค์ประกอบของกระบวนการเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรุ้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยได้กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน 7 ขั้นตอนตั้งแต่ การเผชิญเหตุการณ์กระทบใจ การตั้งคำถามและการตื่นรู้เจตจำนงภายใน การฟังเสียงจากภายใน การเข้าใจตนเอง การยอมรับและคืนดีกับตนเอง การคืนอำนาจภายใน และ ท่าทีใหม่ของการดำรงอยู่ โดยกระบวนการดังกล่าวมีลักษณะเชิงพลวัตแบบหมุนเกลียว พร้อมกับปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ผู้ชี้ทาง เพื่อนร่วมทางและชุมชนการเรียนรู้ พื้นที่ปลอดภัย และเครื่องมือ และปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ การฟังและสังเกตตนเอง การเปิดใจต้อนรับ ความกล้าในการเผชิญตนเอง ความตั้งมั่นและความสม่ำเสมอ โดยผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดจิตตปัญญาศึกษาเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกในระดับบุคคล โดยเฉพาะในด้านความเข้าใจตนเอง ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และท่าทีต่อชีวิต ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เน้นการพัฒนามนุษย์อย่างสมบูรณ์
แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, รีเบคก้า รัสเซลล์
แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, รีเบคก้า รัสเซลล์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคที่บริบทของสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เยาวชนจำเป็นต้องมี ความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพ เพื่อให้สามารถเข้าใจตนเอง กำหนดเป้าหมาย และเลือกเส้นทางชีวิตที่สอดคล้องกับศักยภาพและความฝันของตนเอง นำไปสู่การตัดสินใจทางการศึกษาและอาชีพที่เหมาะสม และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอาชีพได้ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจระดับความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนไทย (2) วิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขที่สนับสนุนการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนและ (3) นำเสนอแนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยในส่วนของข้อมูลเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเยาวชนจำนวน 637 คน เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) ผลการวิเคราะห์พบว่า โครงสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ประกอบด้วยสมรรถนะ 5 ด้าน ได้แก่ (1) การตั้งเป้าหมาย (Goal Setting) (2) การวางแผน (Planning) (3) การประเมินตนเอง (Self-Appraisal)(4) การแสวงหาข้อมูลด้านอาชีพ (Occupational Information)และ (5) การแก้ไขปัญหา (Problem Solving) โดยภาพรวม เยาวชนมีระดับความตระหนักรู้ในแต่ละด้านอยู่ในระดับมาก ในส่วนของข้อมูลเชิงคุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับครู ผู้ปกครอง นักเรียน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์แก่นสาร นำไปสู่การพัฒนา แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพ (BECKY Model) ที่แบ่งออกเป็น 5 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) ความฝันที่ยิ่งใหญ่ (Big Dream) ที่ส่งเสริมแรงบันดาลใจและภาพอนาคต (2) แผนงานที่มีประสิทธิภาพ (Effective Roadmap) ที่เน้นการพัฒนาทักษะการวางแผนชีวิต (3) การสะท้อนเชิงวิพากษ์ (Critical Reflection) ที่สนับสนุนการคิดวิเคราะห์และการรู้จักตนเอง (4) แหล่งความรู้ (Knowledge Hub) ที่เอื้อต่อการเข้าถึงข้อมูลอาชีพอย่างเท่าทันและ (5) การตอบรับต่อการแก้ไขปัญหา (Yes to Solutions) ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้จากอุปสรรคและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง แนวทาง BECKY Model ที่นำเสนอได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมผ่านการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ 9 ท่าน ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านนโยบายสาธารณะ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อและวัฒนธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมและการพัฒนาเยาวชน และนักการศึกษา …
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน, สุพีรา ดาวเรือง
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน, สุพีรา ดาวเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods Design) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงเอกสารและเชิงคุณภาพเพื่อสร้างกรอบแนวคิด การวิจัยเชิงปริมาณเพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของกลุ่มตัวอย่าง และการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อพัฒนากลยุทธ์ ประชากรคือ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ จำนวน 2,343 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างคือโรงเรียนที่ได้จากสุ่ม ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และนักเรียน จำนวนทั้งสิ้น 1,782 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย ได้แก่ แบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ โดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล และการจัดสภาพแวดล้อม สื่อและแหล่งเรียนรู้ ส่วนแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียนประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ การเห็นคุณค่าของชีวิต การมีเป้าหมายในการเรียนรู้ การมีอารมณ์เชิงบวก การมีความรู้ความเข้าใจและนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ การมีส่วนร่วมในการเรียนและเลือกเรียนอย่างอิสระ และการมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 2) ระดับความต้องการจำเป็นโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุดคือ ด้านการวัดและประเมินผล รองลงมาคือ การพัฒนาหลักสูตร การจัดสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ และการจัดการเรียนการสอน จุดแข็งของการบริหารวิชาการตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข ได้แก่ การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความรู้และความเข้าใจ การมีเป้าหมายในการเรียนรู้ และการมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล ขณะที่จุดอ่อน ได้แก่ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเรียนและการเลือกเรียนอย่างอิสระ การเสริมสร้างอารมณ์เชิงบวก และการกำหนดแนวปฏิบัติในการวัดประเมินผล โอกาส ได้แก่ นโยบายภาครัฐที่สนับสนุนคุณภาพชีวิตและความสุขของผู้เรียน ส่วนภาวะคุกคาม ได้แก่ ภาระงานของครูและข้อจำกัดเชิงทรัพยากร 3) กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก 10 กลยุทธ์รอง …
การพัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาโดยใช้แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับร่วมกับการสะท้อนข้อมูลย้อนกลับด้วยคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4, ภูรินที กุลธงเกตุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) สำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับในวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุศาสตร์ 3) พัฒนาระบบการทดสอบเพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาโดยใช้แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับร่วมกับการสะท้อนข้อมูลย้อนกลับด้วยคอมพิวเตอร์ออนไลน์ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 4) ตรวจสอบคุณภาพของระบบ การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 สำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน ระยะที่ 2 พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับพร้อมสร้างข้อมูลย้อนกลับ และระยะที่ 3 พัฒนาระบบวินิจฉัยออนไลน์ สำหรับตัวอย่างวิจัยและวิธีการวิจัยในระยะที่ 1 สำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนจากนักเรียน 160 คน ด้วยแบบสอบสองระดับชนิดปลายเปิด ระยะที่ 2 พัฒนาและทดลองใช้เครื่องมือแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับฉบับร่าง 33 ข้อ กับนักเรียน 420 คน วิเคราะห์คุณภาพด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเบ้และความโด่ง การวิเคราะห์ความยากและอำนาจจำแนกตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิมและทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ การวิเคราะห์ความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลการตอบสนองข้อสอบ การวิเคราะห์ความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในด้วยค่าอัลฟ่าของครอนบาค และการวิเคราะห์ความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์เทคนิคคิดออกเสียงโดยใช้ค่าคัปปาของโคเฮน จากนักเรียน 57 คน จากนั้นคัดเลือกแบบสอบสมบูรณ์ 11 ข้อ และสร้างข้อมูลย้อนกลับแบบทั่วไปและข้อมูลย้อนกลับเพื่อการปรับปรุง ส่วนในระยะที่ 3 พัฒนาระบบวินิจฉัยออนไลน์ด้วย Google Workspace และตรวจสอบคุณภาพระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และประเมินความพึงพอใจของผู้เชี่ยวชาญและความพึงพอใจของตัวอย่างนักเรียนที่ใช้ทดสอบระบบจำนวน 140 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้: 1) ผลการสำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน พบว่า นักเรียนมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุศาสตร์จำนวน 24 รายการ โดยในมโนทัศน์ที่ 1 เรื่องลักษณะทางพันธุกรรม พบมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนมากที่สุดคือ "ลักษณะเด่นคือลักษณะที่มองเห็นได้ชัดเจน และเป็นลักษณะที่ต้องการของบุคคล เช่น จมูกโด่งเป็นลักษณะเด่นเพราะสวย ส่วนลักษณะด้อยคือลักษณะที่พบได้มากหรือไม่แตกต่างจากกลุ่ม" ซึ่งพบในนักเรียนคิดเป็นร้อยละ 29.38 2) ผลการพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับ พบว่า แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับที่พัฒนาขึ้น มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิมและทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ และได้มีการคัดเลือกข้อสอบที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปพัฒนาแบบสอบที่ใช้ในระบบวินิจฉัย จำนวน 11 ข้อ จากแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับ ฉบับร่างจำนวน 33 …
นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์, อรวีร์ รัตนเพียร
นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์, อรวีร์ รัตนเพียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการและทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมพหุระยะ โดยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากผู้บริหารและครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนละ 3 คน จำนวน 345 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.975 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคลกับผู้บริหารโรงเรียนต้นแบบ (Best Practice School) 3 แห่ง และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การพัฒนาสื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ และ (4) การวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดของทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ประกอบด้วย 6 ทักษะ ได้แก่ (1) การนิยามและตีความ (2) การวิเคราะห์และสำรวจตรวจสอบ (3) การคิดเชิงประเมิน (4) การอนุมานและสังเคราะห์ (5) การอธิบาย และ (6) การสะท้อนตนเอง 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ การพัฒนาสื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ (PNI Modified = 0.072) รองลงมา ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร (PNI Modified = 0.067) การจัดการเรียนการสอน (PNI Modified = …
ผลของการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีต่อความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาล, ปนัดดา ตันติภาคย์
ผลของการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีต่อความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาล, ปนัดดา ตันติภาคย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาลก่อนและหลังได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) เพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับเด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติ ตัวอย่าง คือ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลในสังกัดการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 49 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 24 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 25 คน กลุ่มทดลองได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การเรียนรู้เนื้อหาผ่านนิทาน ขั้นที่ 2 การกระตุ้นหลักคิดผ่านนิทาน ขั้นที่ 3 การฝึกปฏิบัติใช้หลักคิดในสถานการณ์จำลอง ขั้นที่ 4 การบูรณาสู่ชีวิตจริง ใช้แผนการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 60 แผน และกลุ่มควบคุมได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติ โดยใช้แผนการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติจำนวน 60 แผน ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดสถานการณ์ความฉลาดรู้เศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาลฉบับก่อนและหลังทดลอง และแบบสังเกตพฤติกรรมความฉลาดรู้เศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบค่าสถิติที ผลการวิจัย พบว่า 1) หลังทดลอง เด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีคะแนนความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) หลังทดลอง เด็กอนุบาลกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีคะแนนความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่าเด็กอนุบาลกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม, กริช วงศ์เจริญ
รูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม, กริช วงศ์เจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดการสถาบันการบินพลเรือนของประเทศไทย 2) วิเคราะห์แนวคิดและการดำเนินงานของสถาบันการศึกษาด้านการบินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ 3) วิเคราะห์แนวคิดและการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมที่มีการเรียนการสอนด้านการบิน และ 4) นำเสนอรูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถาบันการบินพลเรือน จำนวน 3 คน ผู้บริหารระดับกองวิชา จำนวน 5 คน ผู้บริหารระดับสำนักงาน จำนวน 15 คน ครูวิชาภาคพื้น และผู้ช่วยครูวิชาภาคพื้น จำนวน 70 คน เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน จำนวน 160 คน ผู้บริหารสถาบันการศึกษาด้านการบินในประเทศ จำนวน 8 คน อาจารย์ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาเอกจากสถาบันการศึกษาด้านการบินในต่างประเทศ จำนวน 3 คน อาจารย์ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมที่มีการเรียนการสอนด้านการบินในต่างประเทศ จำนวน 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบวิเคราะห์สาระ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบตรวจสอบร่างรูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สาระ การวิเคราะห์ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. สถาบันการบินพลเรือนอยู่ระหว่างการพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม โดยมีจุดแข็งด้านงานวิจัย การบริหารงบประมาณ วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และบุคลากรที่มุ่งมั่น อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ความร่วมมือระหว่างประเทศ กลยุทธ์ งบประมาณ การมีส่วนร่วม ระบบสรรหา และโครงสร้างองค์กรที่ต้องเสริมความเชื่อมโยงให้มากขึ้น 2. แนวคิดและการดำเนินงานของสถาบันการศึกษาด้านการบินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม โดยครอบคลุม 1) การบริหารเชิงกลยุทธ์ 2) โครงสร้างและสภาพแวดล้อมองค์กร 3) การจัดการวิชาการ 4) งานวิจัย 5) การเงิน 6) ทรัพยากรและบุคลากร และ 7) เครือข่ายความร่วมมือ 3. มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมด้านการบินให้ความสำคัญกับการบูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยีดิจิทัล และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม หลักสูตรที่ยืดหยุ่น การฝึกปฏิบัติจริง …
รูปแบบการเรียนรู้ศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการเสริมสร้างค่านิยมการมีจิตสาธารณะ, ชัยวัฒนภัทร เลาสัตย์
รูปแบบการเรียนรู้ศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการเสริมสร้างค่านิยมการมีจิตสาธารณะ, ชัยวัฒนภัทร เลาสัตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการเสริมสร้างค่านิยมจิตสาธารณะของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาทางด้านศิลปะ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ศิลปะที่พัฒนาขึ้น ที่มีต่อการเสริมสร้างค่านิยมจิตสาธารณะและความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบของนักศึกษาที่ร่วมกิจกรรม 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็น ความพึงพอใจ และข้อเสนอแนะที่มีต่อรูปแบบของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยแบบเรียนรู้ร่วมกัน (Participatory Learning Action Research (PLAR)) ระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มอาจารย์ผู้สอนศิลปะ 5 คน 2) กลุ่มผู้นำชุมชนในพื้นที่ 5 คน 3) กลุ่มนักวิชาการจากองค์กรอิสระและภาคเอกชน 5 คน 4) กลุ่มนักวิชาการจากองค์กรภาครัฐ 5 คน และ 5) กลุ่มศิลปินในพื้นที่ 5 คน เพื่อร่วมพัฒนาและประเมินผลการใช้รูปแบบ จำนวน 3 วงรอบ วงรอบละ 1 ภาคการศึกษา โดยกระบวนการเริ่มในภาคการศึกษาที่ 1/2562 ถึงภาคการศึกษาที่ 1/2563 รวม 3 ภาคการศึกษา หลังจากพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่สมบูรณ์แล้ว นำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาทางด้านศิลปะในระดับปริญญาตรี จำนวน 25 คน ในภาคการศึกษาที่ 1/2565 ใช้เครื่องมือ 3 ชุด คือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดค่านิยมจิตสาธารณะ และแบบสะท้อนคิดผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้ศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างค่านิยมการมีจิตสาธารณะ ATEP Model มาจาก Art for Transformation and Enhancing Public Mind Value Model เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาค่านิยมจิตสาธารณะของผู้เรียนแบบองค์รวม ผ่านการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนอย่างลึกซึ้ง มีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนจากประสบการณ์ตรง ปลูกฝังให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของการมีส่วนร่วมในการทำประโยชน์เพื่อสังคม และสามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางศิลปะสู่การพัฒนาสังคมได้ โดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนและการสร้างเครือข่ายทางศิลปะเพื่อการพัฒนาสังคม มีหลักการสำคัญ 5 ข้อ คือ การจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม การจัดการเรียนรู้ศิลปะที่เชื่อมโยงผู้เรียนกับชุมชน การเรียนรู้จากต้นแบบที่ดี การนำองค์ความรู้ทางศิลปะมาใช้ทำประโยชน์ให้สังคม …