Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Education Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 14251 - 14280 of 14303

Full-Text Articles in Education

การจัดการเรียนการสอนเขียนโดยใช้โมเดล 4ex2 ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิลาสินี เจียว Jan 2024

การจัดการเรียนการสอนเขียนโดยใช้โมเดล 4ex2 ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิลาสินี เจียว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเขียนโดยใช้โมเดล 4Ex2 ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษา และเพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนเขียนโดยใช้โมเดล 4Ex2 ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษา ก่อน ระหว่าง และหลังเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 40 คน ของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ เกณฑ์การประเมินความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ และแผนการจัดการเรียนการสอนเขียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) การจัดการเรียนการสอนเขียนที่พัฒนาขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ โดยมีหลักการ 4 ประการ คือ (1) การจัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานเพื่อเสริมสร้างการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ (2) การจัดเตรียมปัจจัยที่เสริมสร้างการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ (3) การเสริมสร้างประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนเขียน (4) การควบคุมและการประเมินกระบวนการจัดการเรียนการสอนเขียน และมีขั้นตอนของการจัดการเรียนการสอนเขียนที่พัฒนาขึ้น 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) สร้างความสนใจในการเขียน (2) เรียนรู้และค้นคว้า (3) เรียบเรียงเขียนเนื้อหา (4) เชื่อมโยงกับชีวิตจริง 2) ผลของการจัดการเรียนการสอนเขียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ในภาพรวมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์จำแนกตามองค์ประกอบ พบว่า ด้านเนื้อหา และด้านการใช้ภาษา สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คะแนนเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ใน 2 ระยะของการทดลองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง Jan 2024

การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสอนวิชาเคมีให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของครูในการอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมีให้นักเรียนสามารถเข้าใจแนวคิดทางเคมีได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิชาเคมีมากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนรู้เพื่อช่วยอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมี เมื่อสำรวจสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยในปัจจุบัน ยังไม่มีแหล่งหรือฐานข้อมูลใดที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีทั้งของไทยและของต่างประเทศไว้ด้วยกันและรวบรวมจัดทำเป็นข้อมูลอภิพันธุ์ (metadata) ไว้เพื่อให้สะดวกต่อการสืบค้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาฐานข้อมูลที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล ผู้วิจัยพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับวิชาเคมีโดยนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากคัดเลือกสื่อที่เป็นไปตามเกณฑ์ แล้ววิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบที่ได้จำแนกประเภท ลักษณะของการใช้รูปแบบที่หลากหลายและประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ของไทยและต่างประเทศ คัดเลือกสื่อมารวบรวมเพื่อนำไปสร้างต้นแบบฐานข้อมูลสื่อการดิจิทัลวิชาเคมี (prototypes) โดยใช้ AppSheet ผลการวิจัยพบว่า 1. เมื่อใช้การวิเคราะห์หลากหลายรูปแบบ พบว่า การใช้รูปแบบที่หลากหลายภายในสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมี โดยแบ่งเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ ข้อความ ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และสัญศาสตร์ทางเคมี 2. เมื่อนำสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีมาประเมินคุณภาพสื่อโดยเทียบกับเกณฑ์ของไทยและเกณฑ์ของต่างประเทศ พบว่า สื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 49 สื่อจากเดิมที่คัดเลือกมา 57 สื่อ และสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของต่างประเทศที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 68 สื่อ จากเดิมที่คัดเลือกมา 75 สื่อ 3. ฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้วิชาเคมีที่พัฒนาขึ้น มีรายการแสดงจุดประสงค์ฐานข้อมูล ข้อมูลเบื้องต้นของสื่อ วิธีการใช้ฐานข้อมูล รายละเอียดของประเภทสื่อและหัวข้อเคมี 4. ผลการประเมินคุณภาพฐานข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากและเห็นด้วยมากที่สุด และผลการสอบถามประสบการณ์ผู้ใช้งานจากครูและนิสิตครูเคมีพบว่าภาพรวมอยู่ในระดับเห็นมากที่สุดและเห็นด้วยมาก


รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา, สมัญลักษณ์ เฉลียวรัมย์ Jan 2024

รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา, สมัญลักษณ์ เฉลียวรัมย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนารูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาดนตรี จำนวน 2 ท่าน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ แบบวัดทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรี และแบบประเมินตนเองเพื่อวัดสุนทรียภาพทางดนตรี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1)องค์ประกอบของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน แนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทย ทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรี และรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชัน 2) ผลการใช้รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีของนักเรียนหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คะแนนเฉลี่ยของการประเมินตนเองเพื่อวัดสุนทรียภาพทางดนตรีของนักเรียนหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล, สุวพิชญ์ ภู่สว่าง Jan 2024

แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล, สุวพิชญ์ ภู่สว่าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีดิจิทัลที่ถูกพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าและมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น เด็กรุ่นใหม่จึงควรมีทักษะที่รองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้วงการการศึกษาพยายามที่จะส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณตั้งแต่เด็กปฐมวัยเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงบรรยาย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล และนำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนภายในกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีการจัดการเรียนการสอนระดับอนุบาล จำนวน 1,600 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิชาการ หัวหน้าแผนกอนุบาล และครูอนุบาล รวมทั้งสิ้น 863 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาลมีความต้องการจำเป็นด้านการบริหารหลักสูตรมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ การประเมินพัฒนาการ และการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตามลำดับ สำหรับทักษะการคิดเชิงคำนวณในภาพรวม องค์ประกอบย่อยที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ การแก้ไขจุดบกพร่อง (Debugging) รองลงมาคือ การแบ่งงานใหญ่เป็นงานย่อย (Decomposition) การพิจารณาสาระสำคัญของปัญหา (Abstraction) การเข้าใจการทำงานร่วมกันของระบบ (System Collaboration) การพิจารณารูปแบบของปัญหา (Pattern Recognition) การออกแบบอัลกอริทึม (Algorithm Design) และการเข้าใจและใช้สัญลักษณ์แทนการสื่อสาร (Representation) ตามลำดับ แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล ประกอบไปด้วย 2 แนวทางหลัก 6 แนวทางย่อย 25 วิธีดำเนินการ ได้แก่ 1) ยกระดับหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณ และ 2) พลิกโฉมสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษา ให้เอื้อต่อการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณ


Support Guidelines To Promote Growth Mindsets In Public Speaking For Upper Secondary Efl Students, Chawisa Inyai Jan 2024

Support Guidelines To Promote Growth Mindsets In Public Speaking For Upper Secondary Efl Students, Chawisa Inyai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to (1) explore the relationship between support and mindset in public speaking and (2) propose support guidelines to promote growth mindsets in public speaking among upper secondary EFL students. A two-phase sequential explanatory design of mixed methods was employed. In Phase 1, data were collected through the Mindset and Support in Public Speaking Questionnaire and semi-structured interviews. In Phase 2, data were collected through semi-structured interviews and an evaluation form designed to assess the support guidelines developed from the findings. Participants comprised three groups: (1) 250 Grade 12 students from five extra-large public schools in Bangkok, six …


กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล, ณัฐวุฒิ จันทร์โสภา Jan 2024

กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล, ณัฐวุฒิ จันทร์โสภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร และกรอบแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาระดับความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัลของเด็กปฐมวัย 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล และ 4) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนที่เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 207 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และครู รวม 621 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 4 งาน ได้แก่ (1) ด้านหลักสูตร (2) ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (3) ด้านสื่อ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และ (4) ด้านประเมินพัฒนาการ กรอบแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก 12 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ องค์ประกอบที่ (1) ความฉลาดรู้ด้านข้อมูล ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบย่อย คือ การเข้าถึงและเข้าใจสื่อ การคิดวิเคราะห์และใช้ข้อมูลสารสนเทศ องค์ประกอบที่ (2) ความฉลาดรู้ด้านเทคโนโลยี ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบย่อย คือ ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการใช้และเข้าใจผลกระทบของเทคโนโลยี องค์ประกอบที่ (3) ความฉลาดรู้เกี่ยวกับมนุษย์ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบย่อย คือ ความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ทักษะอารมณ์และสังคม ความสามารถในการสื่อสารและประสานความร่วมมือ ความสามารถในการคิดและเรียนรู้ การมีมนุษยธรรม องค์ประกอบที่ (4) ทักษะพื้นฐาน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย คือ ความฉลาดรู้การเงิน …


การพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องเป็นฐาน, ศิริปรียา ใจบุญมา Jan 2024

การพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องเป็นฐาน, ศิริปรียา ใจบุญมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา นิสิตส่วนมากจำเป็นต้องรับผิดชอบทั้งการเรียนและการทำงาน หากไม่สามารถจัดการต่อความรับผิดชอบให้สมดุล อาจเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษา ที่นำไปสู่ภาวะความท้อแท้ในการเรียนได้ การวิจัยครั้งนี้จึงดำเนินการ (1) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา (2) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะและจัดกลุ่มภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา (3) เพื่อพัฒนาโมเดลทำนายความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา และ (4) เพื่อพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา แบ่งการวิจัยเป็น 3 ระยะ ในระยะแรกคือ การศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ และการวิเคราะห์การจัดกลุ่มภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ต่อมาคือการพัฒนาโมเดลทำนายภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา และระยะสุดท้ายคือการพัฒนาข้อเสนอแนะต่อการจัดการต่อความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาและการพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษา ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ พบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของภาวะความท้อแท้ในการเรียนโดยมีความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาเป็นตัวแปรส่งผ่าน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square(6, N = 160) = 20.678, p < .01, RMSEA = .124, SRMR = .075, CFI = .905, TLI = .793) 2) ผลวิเคราะห์การจัดกลุ่มลักษณะภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ด้วยการวิเคราะห์กลุ่มแฝง พบว่า สามารถจัดกลุ่มลักษณะของภาวะความท้อแท้ในการเรียนได้จำนวน 4 กลุ่ม (Entropy = 0.950, LL=-2989.508, AIC=6125.016, BIC=6349.504) 3) ผลการพัฒนาโมเดลทำนายภาวะความท้อแท้ในการเรียนของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา พบว่า โมเดลการทำนายมีความแม่นยำ (accuracy) เป็นร้อยละ 90.90 มีความไว (sensitivity) ต่อการระบุกลุ่มเป็นร้อยละ 87.50 มีความจำเพาะ (specificity) ร้อยละ 97.28 มีความถูกต้องแม่นยำในการทำนาย (precision) ร้อยละ 89.28 และมีคะแนน F1-score เป็น .8557 4) ผลการพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ได้ทดลองใช้กับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาจำนวน 84 คน พบว่า ระบบมีคะแนนประสิทธิภาพเป็น 72.17 คะแนน และนิสิตระบุว่าระบบการประเมินตนเองอยู่ในช่วงที่ยอมรับได้ (acceptable) จำนวน 50 คน (ร้อยละ 59.52)


นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น, ญาณาริณ พากเพียร Jan 2024

นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น, ญาณาริณ พากเพียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมไทยในกลุ่มวัยรุ่นตอนต้นลดลงอย่างชัดเจน เนื่องจากอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติผ่านสื่อออนไลน์ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความต้องการของวัยรุ่นตอนต้นที่มีต่อการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 2) พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น และ 3) ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาความต้องการการเรียนรู้ของวัยรุ่นตอนต้น และความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย 2) พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น 3) ทดลองใช้และพัฒนาเครื่องมือวิจัย และ 4) ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น โดยใช้เครื่องมือในการวิจัย จำนวน 6 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพความต้องการของวัยรุ่นตอนต้นที่มีต่อการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 2) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในด้านการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น 3) แบบประเมินการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 4) แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคลขณะทำกิจกรรม 5) แบบสะท้อนคิดหลังจากทำกิจกรรม และ 6) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้สื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ศึกษาโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) วัยรุ่นตอนต้นสนใจศิลปวัฒนธรรมไทยในระดับปานกลาง (ร้อยละ 57.50) โดยส่วนใหญ่ต้องการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยในลักษณะของการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ เมื่อสอบถามถึงประเภทประติมากรรมที่ชอบมากที่สุด พบว่า ส่วนใหญ่เลือกประเภทสัตว์ (ร้อยละ 62.50) รองลงมา คือ ตุ๊กตา (ร้อยละ 50) ด้านกระบวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการทำกิจกรรมทั้งในรูปแบบเดี่ยวและรูปแบบกลุ่ม (ร้อยละ 55) และต้องการทำกิจกรรมระยะเวลาประมาณ 30 นาที (ร้อยละ 62.50) ด้านสื่อการเรียนรู้ที่วัยรุ่นตอนต้นสนใจมากที่สุด คือ ของเล่นส่งเสริมการเรียนรู้ (ร้อยละ 62.50) รองลงมา คือ เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน VR (ร้อยละ 57.50) และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม AR (ร้อยละ 52.50) 2) การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้ ใช้ประติมากรรมเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากช่วยส่งเสริมการรับรู้ที่มีความเป็นรูปธรรมและง่ายต่อการเชื่อมโยงการอธิบายองค์ประกอบของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมไทยในแต่ละสาขา นอกจากนี้การเลือกใช้ประติมากรรมศิลปะแบบสุโขทัย มีงมีความเหมาะสมกับการนำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยเพราะมีรูปแบบศิลปะที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจพื้นฐานของศิลปวัฒนธรรมไทยได้อย่างชัดเจน …


รูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองเป็นฐานบนพื้นที่เสมือนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ศศิกานต์ ปิ่นสุข Jan 2024

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองเป็นฐานบนพื้นที่เสมือนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ศศิกานต์ ปิ่นสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองเป็นฐานบนพื้นที่เสมือนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 3 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 90 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ แบบวัดทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test dependent) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างกลุ่ม และภายในกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ ประกอบด้วย พื้นที่เสมือนเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน ทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองเป็นฐาน 2) ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ แล้ว นักเรียนที่มีแผนการเรียนที่แตกต่างกัน มีทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, เสาวนิตย์ กิจเจริญปัญญา Jan 2024

การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, เสาวนิตย์ กิจเจริญปัญญา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ลิพิด สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้รูปแบบการวิจัย คือ การวิจัยและพัฒนา (Research and development, R&D) กลุ่มเป้าหมายหลักในงานวิจัยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูสอนเคมีและครูสอนชีววิทยา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 6 ท่าน 2) ผู้ประเมินสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสื่อการเรียนรู้ จำนวน 3 ท่าน และนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผ่านประสบการณ์เรียนเรื่อง ลิพิด มาแล้ว จำนวน 15 คน และ 3) นักเรียนกลุ่มทดลอง ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบบันทึกสัมภาษณ์ออนไลน์แบบมีโครงสร้างเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานและลักษณะสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ผสานเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม 2) สื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ความเป็นจริงเสริม 3) แบบประเมินความความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) 5 ระดับ 4) แบบวัดมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ มีลักษณะเป็นแบบปรนัย 2 ระดับ ซึ่งตอนที่ 1 เป็นข้อคำถามชนิดปรนัย และตอนที่ 2 เป็นแบบอัตนัยหรือเขียนอธิบายคำตอบที่เลือกตอบในตอนที่ 1 และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) 5 ระดับ ผลการวิจัยพบว่า การประเมินสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้โดยผู้เชี่ยวชาญและนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.73 (SD = 0.41) และ 4.52 (SD = 0.58) ตามลำดับ จัดอยู่ในระดับความคิดเห็นมากที่สุด และประสิทธิภาพของสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยมโนทัศนทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ลิพิด …


ผลการใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับการสะท้อนคิด ที่มีต่อสมรรถนะการแก้ปัญหาแบบรวมพลังของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วชิระ พิมพ์ปราโมทย์ Jan 2024

ผลการใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับการสะท้อนคิด ที่มีต่อสมรรถนะการแก้ปัญหาแบบรวมพลังของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วชิระ พิมพ์ปราโมทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะการแก้ปัญหาแบบรวมพลังของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียน และหลังเรียนวิชาเคมี เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหา โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับการสะท้อนคิด 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการแก้ปัญหาแบบรวมพลังของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนวิชาเคมี เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหา โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับการสะท้อนคิด กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โรงเรียนในสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับการสะท้อนคิด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดสมรรถนะการแก้ปัญหาแบบรวมพลัง แบบสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหาแบบรวมพลัง แบบสัมภาษณ์นักเรียนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาแบบรวมพลัง และแบบบันทึกอนุทินของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน หาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่มไม่เป็นอิสระจากกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนสมรรถนะการแก้ปัญหาแบบรวมพลังหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทั้ง 3 สมรรถนะย่อย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละจากการสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหาแบบรวมพลังอยู่ในระดับสูง และมีพฤติกรรมใกล้เคียงกัน โดยแนวโน้มพฤติกรรมของนักเรียนจากการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับการสะท้อนคิด สามารถพัฒนาสมรรถนะย่อยการสร้างและเก็บรักษาความเข้าใจที่มีร่วมกัน การเลือกวิธีการดำเนินการที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา รวมถึงการสร้างและรักษาระเบียบของกลุ่มได้เป็นอย่างดี เมื่อสถานการณ์มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การปฏิบัติงานจะส่งผลให้เกิดประเด็นข้อโต้แย้งจากการร่วมกันสะท้อนคิดจนทำให้ค้นพบแนวทางการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วรรณภา ปัตตะราช Jan 2024

การจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วรรณภา ปัตตะราช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยมโนทัศน์ทางชีววิทยาก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเรื่อง การแบ่งเซลล์ และ 2) ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม เพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ได้แก่ ครูชีววิทยา จำนวน 1 ท่าน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 25 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางชีววิทยาและการจัดการเรียนรู้ชีววิทยาที่ส่งเสริมมโนทัศน์ทางชีววิทยา (R1) ระยะที่ 2 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม สร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเรื่อง การแบ่งเซลล์ (D1) ระยะที่ 3 นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบและความเป็นจริงเสริมเรื่อง การแบ่งเซลล์ ไปใช้จริงกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และประเมินมโนทัศน์ทางชีววิทยาและประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (R2) และระยะที่ 4 ปรับปรุงและเสนอแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเรื่อง การแบ่งเซลล์ ตามข้อค้นพบที่ได้จากระยะที่ 3 (D2) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สำหรับครูชีววิทยา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม จำนวน 4 แผน ที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ในช่วง 0.8 – 1.0 และในภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (M = 4.72, SD = 0.49) 3) แบบวัดมโนทัศน์ทางชีววิทยาเรื่อง การแบ่งเซลล์ จำนวน 15 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบทดสอบเลือกตอบสองระดับ มีค่าความยากอยู่ในช่วง 0.42 – 0.75 มีค่าอำนาจจำแนก อยู่ในช่วง 0.26 – 0.74 มีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.852 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม 5) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเกี่ยวกับความคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมสำหรับครูชีววิทยา และ 6) …


ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุวิจักขณ์ พลเดช Jan 2024

ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุวิจักขณ์ พลเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย วิธีดำเนินการวิจัย ตัวอย่างใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เป็นนักเรียนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 60 คน และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายจับฉลากแบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโต จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบปกติจำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโต จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 0.87 และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพ จำนวน 2 ฉบับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.94 และ 1 ตามลำดับ มีค่าความเที่ยง 0.86 และ 0.79 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ซึ่งการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้เรียนได้


An Academic Management Innovation Of Demonstration Schools For Enhancing Future Global Citizenship Competencies, Sathibhoph Somtua Jan 2024

An Academic Management Innovation Of Demonstration Schools For Enhancing Future Global Citizenship Competencies, Sathibhoph Somtua

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to 1) study the conceptual framework of academic management and future global citizenship competencies, 2) study the levels of students’ future global citizenship competencies, 3) analyze the priority needs in developing academic management of demonstration schools for enhancing future global citizenship competencies, and 4) to develop an academic management innovation for enhancing future global citizenship competencies of demonstration schools. This study employed a multi-phase mixed-method design, combining quantitative and qualitative data collection. The sample consisted of 68 demonstration schools. Informants included the demonstration school director, the deputy director of academics, and the head of the department. The …


การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณภัชชา ยอดคง Jan 2024

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณภัชชา ยอดคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย และ 3) เพื่อศึกษาผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่าวิจัยเป็นครูผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 384 คน และตัวอย่างในการใช้ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ฯ คือ นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ฯ 2) รูปแบบการกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 3) แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญโดยเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง 4) แบบประเมินรูปแบบการกิจกรรมการเรียนรู้ฯ 5) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 6) เกณฑ์การประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนแบบรูบริค และ 7) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์สภาพและความต้องการด้วยการหาดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI modified) และ 3) วิเคราะห์ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โดยการทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. สภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ฯ แบ่งออกเป็น 2 ด้าน 1) ได้แก่ ด้านกระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และ 2) ด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมความสามสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ โดยด้านที่มีความต้องการมากอยู่ในด้านกระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ทั้งนี้ผู้สอนต้องการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่รวมวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอนอยู่เสมอ (PNImodified = 0.51) เป็นอันดับที่ 1 2. รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ฯ ประกอบไปด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมเรียนรู้ 2) ผู้สอน 3) ผู้เรียน 4) การเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ 5) แนวคิดสะตีมศึกษา และ 6) …


ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้และทัศนคติ กับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ณัฐนันท์ สุขสรรถาวร Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้และทัศนคติ กับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ณัฐนันท์ สุขสรรถาวร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้ ทัศนคติกับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาระดับการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะทั่วไปของประชากรกับระดับการเปิดรับ ข่าวสาร การรับรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้ และทัศนคติกับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา และ 4) เปรียบเทียบแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษาแยกตามระดับชั้นและสังกัด กลุ่มตัวอย่างจำนวน 450 คน เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสังกัดโรงเรียนและแยกตามระดับชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคว์สแควร์ สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) การเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับกัญชาอยู่ในระดับน้อย การรับรู้เกี่ยวกับกัญชาอยู่ในระดับปานกลาง ระดับทัศนคติ และระดับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาอยู่ในระดับน้อย 2) ความสัมพันธ์ของลักษณะทั่วไปของประชากรแยกตามสังกันมีความสัมพันธ์กับการเปิดรับข่าวสารการรับรู้ และทัศนคติ ส่วนแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชามีความสัมพันธ์เมื่อแยกตามสังกัดและรายได้ต่อเดือน3) ความสัมพันธ์ของแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาระหว่างการเปิดรับข่าวสารมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำ (r = .223) การรับรู้มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับต่ำมาก (r = .146) และทัศนคติมีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับต่ำ (r = .369) 4) แนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาแยกตามสังกัดมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม, ศุภชัย ไตรไทยธีระ Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม, ศุภชัย ไตรไทยธีระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมและเพื่อนำเสนอกลไกสนับสนุนการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิจัยเชิงปฏิบัติการกลุ่มเป้าหมายในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนอุบลราชธานี ประกอบด้วย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ 10 คน และเด็กและเยาวชน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า การออกแบบการเรียนรู้ที่กำหนดเองที่สอดคล้องกับการพัฒนาสมรรถนะของเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมต้องออกแบบบนหลักสามประการคือ ความยืดหยุ่น การออกแบบการเรียนรู้แบบไม่เป็นเส้นตรง และการให้ความสำคัญกับการสะท้อนกลับจากผู้เรียน ซึ่งเป็นรูปแบบสำคัญของการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม จากการวิจัย สามารถแบ่งเด็กได้เป็นสี่กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มเด็กและเยาวชนปกติทั่วไป มีแนวโน้มที่จะบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้เนื่องจากผู้เรียนรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของการเรียนรู้ 2) กลุ่มผู้เรียนที่มีภาวะจิตเวช เด็กและเยาวชนเริ่มยอมรับในปัญหาของตนเองและเข้าสู่กระบวนการบำบัดเยียวยา แต่ปัญหาสภาวะจิตใจทำให้การเรียนรู้หยุดชะงักไม่ต่อเนื่อง 3) กลุ่มเรียนรู้ช้า ผู้เรียนสนใจการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เมื่อออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความถนัดและความต้องการทำให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และ 4) กลุ่มที่ถูกตัดสินให้อยู่นานกลุ่มนี้มีแรงจูงใจน้อยกว่ากลุ่มอื่น การเปิดโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริงช่วยสร้างแรงจูงใจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องอาศัยการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ซึ่งเป็นกลไกสนับสนุนการเรียนรู้สี่ประการด้วยกันคือ 1) ครูมีบทบาทในการเป็นเพื่อนคู่คิดเพื่อลดช่องว่างกับผู้เรียน 2) ทรัพยากรการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้รายบุคคล 3) เครือข่ายสนับสนุนการเรียนรู้จากภายนอก และ 4) กลไกเชิงนโยบายที่สนับสนุนการจัดการเรียนรู้และกลไกโอบอุ้มคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางให้สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม


การพัฒนารูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ชณทัต บุญชูวงศ์ Jan 2024

การพัฒนารูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ชณทัต บุญชูวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 3) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ 4) เพื่อนำเสนอรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ คือนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตจำรวน 426 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2) แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบฯ คือ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 35 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) เว็บรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันฯ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันฯ 3) แบบวัดการรู้สารสนเทศดิจิทัล 4) เกณฑ์ประเมินแบบรูบริคส์การรู้สารสนเทศดิจิทัล 5) แบบประเมินตนเองการยึดมั่นผูกพันในการเรียน 6) เกณฑ์ประเมินแบบรูบริคส์การยึดมั่นผูกพันในการเรียน 7) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการใช้รูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way Repeated Measure ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 4 องค์ประกอบได้ แก่ 1) องค์ประกอบด้านกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกัน 2) องค์ประกอบด้านโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกัน 3) องค์ประกอบด้านเกมิฟิเคชัน และ 4) องค์ประกอบด้านการวัดและประเมินผล โดยมี 4 ขั้นตอนการเรียนรู้ได้แก่ 1) ขั้นที่ 1 การวางแผน 2) ขั้นที่ 2 การสืบสอบส่วนบุคคล 3) ขั้นที่ 3 การสืบสอบร่วมกัน และ 4) ขั้นที่ 4 ผลของกลุ่ม 2. ผลการทดลองการใช้รูปแบบฯ พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยการรู้สารสนเทศดิจิทัลหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำแสดงให้เห็นว่าคะแนนเฉลี่ยการรู้สารสนเทศดิจิทัลในแต่ละครั้งมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …


แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร, ปกกสิณ ชาทิพฮด Jan 2024

แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร, ปกกสิณ ชาทิพฮด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร 2) เพื่อวิเคราะห์การสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร โดยเลือกแบบเจาะจงผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เป็นกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนครจำนวน 5 กลุ่มชน ได้แก่ โย้ย, ญ้อ, ไท-ลาว,กะเลิง และผู้ไทย และเลือกผู้ที่มีบทบาทในกระบวนการผลิตผ้าครามตั้งแต่กระบวนการผลิตขั้นแรกไปจนถึงกระบวนการทอผ้าครามเสร็จสิ้นเป็นผืนผ้า ใช้วิธีดำเนินการวิจัยตามวัตถุประสงค์ร่วมกับการศึกษาเอกสาร การศึกษาข้อคิดเห็นจากผู้ใช้ผ้าครามด้วยแบบสอบถาม การศึกษาภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการอภิปรายกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า คุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนครจากเจ้าของภูมิปัญญา มีคุณค่า 5 ด้าน ประกอบด้วย (1) คุณค่าด้านจริยศาสตร์ สะท้อนผ่านการไหว้ครูครามและการบูชาหม้อคราม (2) คุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ สะท้อนผ่านลวดลายผ้าครามและสีครามธรรมชาติ, (3) คุณค่าด้านสังคมและวัฒนธรรม สะท้อนผ่านในด้านการใช้ผ้าครามในโอกาสต่าง ๆ และภูมิปัญญาภาษาและคำศัพท์ผ้าคราม, (4) คุณค่าด้านเศรษฐกิจ สะท้อนจากเศรษฐกิจในระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าคราม และ (5) คุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม สะท้อนจากคุณลักษณะพิเศษของครามที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและกระบวนการผลิตใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ และ คุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามจากผู้ใช้ผ้าคราม เป็นคุณค่าจากการให้นิยามความหมาย และการใช้ผ้าครามในบริบทต่าง ๆ ของกลุ่มเยาวชนในจังหวัดสกลนคร ด้านการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร พบว่า มีองค์ประกอบทั้งสิ้น 4 ส่วน ประกอบด้วย (1) ผู้สืบสานภูมิปัญญา ส่วนใหญ่เป็นครูภูมิปัญญา ปราชญ์และผู้รู้ผ้าครามที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับครามและผ้าครามโดยใช้การส่งต่อองค์ความรู้หลายวิธี ได้แก่ การบอก การชี้แนะ การสาธิต และการให้ลงมือปฏิบัติ (2) ผู้รับการสืบสานภูมิปัญญา มีทั้งผู้รับการสืบสานที่เป็นคนในครอบครัว และผู้รับการสืบสานที่เป็นคนนอกครอบครัว (3) วิธีการสืบสานภูมิปัญญา ประกอบด้วย รูปแบบของการสืบสาน วิธีการสืบสานภูมิปัญญา ชุดข้อมูลของการสืบสานภูมิปัญญา และ (4) เนื้อหาของการสืบสานภูมิปัญญา ส่วนใหญ่เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับคราม เส้นใยฝ้ายและไหม การสร้างลวดลายผ้าคราม การย้อมสีด้วยคราม การทอผ้าคราม และ 3) แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร พบว่า (1) การสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามผ่านรูปแบบการศึกษาตลอดชีวิตผ่านสถาบันครอบครัว ด้วยการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย (2) วิธีดำเนินการตามแนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา …


โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, อโณทัย พลเยี่ยม เพชรแสง Jan 2024

โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, อโณทัย พลเยี่ยม เพชรแสง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี และ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี เป้าหมายของการทดลองเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่เรียนหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหรือศึกษาศาสตรบัณฑิต ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง จำนวน 78 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและการเตรียมการ 2) การพัฒนาโปรแกรม 3) การศึกษานำร่องและการพัฒนาโปรแกรมฉบับทดลองใช้ 4) การทดลองใช้โปรแกรม และ 5) การปรับปรุงโปรแกรม และการจัดทำโปรแกรมฉบับสมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความบากบั่นพากเพียร และแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับความบากบั่นพากเพียร วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้การทดสอบข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระจากกัน (t-test Dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี มี 8 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการของโปรแกรม 2) วัตถุประสงค์ของโปรแกรม 3) ผลลัพธ์การเรียนรู้ของโปรแกรม 4) เนื้อหาสาระและกิจกรรมของโปรแกรม 5) กำหนดการดำเนินงานในโปรแกรม 6) โครงสร้างการจัดประสบการณ์ของโปรแกรม 7) บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน และ 8) การวัดและประเมินผลของโปรแกรม โดยมี 3 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1) การกำกับตนเองในชีวิตประจำวัน 2) การกำกับตนเองในการเรียน และ 3) การกำกับตนเองเพื่อพัฒนาตนเอง ใช้เวลาในการเข้าร่วมโปรแกรมทั้งหมด 15 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 33 ชั่วโมง ระยะเวลาดำเนินการโดยรวม 10 สัปดาห์ 2. ผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี พบว่า ความบากบั่นพากเพียรของนักศึกษาหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งในภาพรวมและแต่ละองค์ประกอบ และในระหว่างการทดลองใช้โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี นักศึกษาทั้งในกลุ่มที่มีความบากบั่นพากเพียรในระดับสูง กลาง และต่ำ มีการเปลี่ยนแปลงของความบากบั่นพากเพียรไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งในภาพรวมและแต่ละองค์ประกอบ


โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล: การวิเคราะห์อิทธิพลการส่งผ่านพหุระดับที่มีพหุตัวแปรส่งผ่าน, มาลัยวรรณ แก้วอาสา Jan 2024

โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล: การวิเคราะห์อิทธิพลการส่งผ่านพหุระดับที่มีพหุตัวแปรส่งผ่าน, มาลัยวรรณ แก้วอาสา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรวัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงานที่มีอิทธิพลต่อสมดุลชีวิตและงานของครู ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ครูมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 250 คน และผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 18 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามช่วงชั้น (มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย) และภูมิภาค การเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ซึ่งมีคุณสมบัติเชิงจิตมิติทั้งด้านความตรงและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับด้วยโปรแกรม Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (c2 = 63.871, df = 49, p = 0.0752, RMSEA = 0.035, CFI = 0.985, TLI = 0.979, SRMRW = 0.053, SRMRB = 0.434, AIC = 3255.831, BIC = 3428.382) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์สภาพสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลพบว่า สมดุลชีวิตและงานของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.020, SD = 0.594) โดยครูมีการจัดการเวลาอย่างสมดุลในระดับปานกลาง ในขณะที่การให้ความสำคัญกับงานและชีวิตส่วนตัวและความพึงพอใจในการรักษาสมดุลชีวิตและงานอยู่ใน ระดับมาก (M = 3.110 และ 3.210, SD = 0.693 และ 0.789 ตามลำดับ) 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรในโมเดลวิจัยระดับครู พบว่า การบูรณาการกิจรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) มีอิทธิพลทางตรงต่อสมดุลชีวิตและงาน (WLB) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B = 0.974, p <.001) 3. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลทางตรงของตัวแปรในโมเดลวิจัยระดับโรงเรียน พบว่า วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลทางตรงต่อการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) (B = 0.285, p = 0.001) และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.303, p = 0.044) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ในขณะที่การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) มีอิทธิพลทางตรงต่อสมดุลชีวิตและงานของครู (WLB) (B = 0.936, p B = 0.862, p 4. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลรวมและอิทธิพลทางอ้อมในโมเดลวิจัยระดับโรงเรียนพบว่า วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลรวมต่อสมดุลชีวิต และงานของครู (WLB) เท่ากับ 0.801 และมีอิทธิพลทางอ้อมผ่านการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) (B = 0.267, p = 0.004) และการบูรณาการกิจกรรม ระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.295, p = 0.046) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลทางอ้อมต่อสมดุลชีวิต และงานของครูผ่านการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.239, p = 0.009) อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) มีอิทธิพลรวมต่อสมดุลชีวิตและงานของครู (WLB) เท่ากับ 1.776 และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อ สมดุลชีวิตและงานของครูผ่านการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน ( INT) (B = 0.840, p ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้ครูมีสมดุลชีวิตและงาน ต้องเริ่มจากการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน นอกจากนี้ยังพบว่าโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสมดุลชีวิตและงานของครูโดยการใช้นโยบายการบริหาร โรงเรียนแบบยืดหยุ่นและส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือเพื่อสนับสนุนให้ครูสามารถบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงานได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะส่งผล ให้ครูมีสมดุลชีวิตและงานที่ดียิ่งขึ้น


การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครูด้วยกระบวนการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วม, ธีระศักดิ์ ทั่งสุวรรณ Jan 2024

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครูด้วยกระบวนการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วม, ธีระศักดิ์ ทั่งสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะหลักของครูในปัจจุบัน และสมรรถนะหลักของครูที่ควรได้รับการพัฒนา 2) พัฒนาการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครู และ 3) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมและข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครู การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาของรัฐแห่งหนึ่ง จำนวน 85 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม แผนกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสังเกตและแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่าเครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการวิจัย มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมทั้งใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานและการทำงานเป็นทีมเป็นสมรรถนะที่สำคัญและจำเป็นต้องได้รับการพัฒนามากที่สุด จึงได้พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยบูรณาการสมรรถนะทั้งสองด้านผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างสมรรถนะหลักการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานด้วยกระบวนการทำงานเป็นทีม (Team Boost Excellence Initiative) ระยะเวลารวม 2 วัน (12 ชั่วโมง) โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกต และการสะท้อนผล บูรณาการร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและกระบวนการกลุ่ม ผลการจัดกิจกรรมพบว่าสามารถกระตุ้นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.86, S.D. = 0.37) และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้จริง โดยผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความคิดเห็นในเชิงบวก เสนอให้ขยายผลการจัดกิจกรรมทั้งในระดับโรงเรียน สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภายนอก และเพิ่มระยะเวลาการจัดกิจกรรม นอกจากนี้ควรศึกษาปฏิทินกิจกรรมของโรงเรียน สร้างเครือข่ายบุคคลสำคัญ พัฒนาระบบติดตามผลระยะยาว และปรับปรุงระบบการสังเกตให้ครอบคลุมปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ นอกจากนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป และข้อเสนอแนะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง


การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม, จุติกรานต์ อังคพนมไพร Jan 2024

การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม, จุติกรานต์ อังคพนมไพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและพัฒนาการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม 2) เพื่อศึกษาผลการใช้งานการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 30 คนโดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purpose sampling) เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง, แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินคุณภาพการ์ดเกมฯ และแบบวัดการรู้สิ่งแวดล้อม สถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test Dependent) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) การ์ดเกมที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ ได้แก่ เนื้อหา การจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง การ์ดเกม และการเรียนรู้แบบค้นพบ การพัฒนาการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงฯ ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนได้แก่ การศึกษาเอกสาร การรวบรวมข้อมูล การสังเคราะห์ การพัฒนา การประเมิน และการปรับปรุงแก้ไข โดยผลการประเมินรับรองคุณภาพการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบ พบว่าภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับคุณภาพดีมาก (Mean=4.68, S.D.=0.51) 2) ผลการใช้การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงฯ พบว่าคะแนนเฉลี่ยความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยเจตคติด้านสิ่งแวดล้อม หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลการศึกษาพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี, จิรภิญญา ศิริกุล Jan 2024

การพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี, จิรภิญญา ศิริกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์นำร่อง 2) แบบประเมินคุณภาพเกม 3) แบบบันทึกหลังสอน 4) แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนระหว่างทำกิจกรรม และ 5) แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจผู้เรียนที่มีต่อสื่อการสอน กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน 2) กลุ่มผู้ประเมินคุณภาพเกม จำนวน 3 ท่าน และ 3) นักเรียนขับร้องที่ผู้วิจัยสอน จำนวน 1 คน ทำการเก็บข้อมูล โดยการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์ และนำมาพัฒนาเป็นต้นแบบเกม จากนั้นนำเกมไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน และนำไปทดลองใช้ วิเคราะห์ผลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย คือ ต้นแบบเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ 1) อุปกรณ์เกม ได้แก่ 1.1) ชุดการ์ดจำนวน 6 ชุด ได้แก่ ชุดการ์ดระยะช่วงเสียงจำนวน 4 ใบ, ชุดการ์ดระดับความดังเบาเสียง จำนวน 8 ใบ ชุดการ์ดอารมณ์เพลงจำนวน 9 ใบ, ชุดการ์ดคาแรคเตอร์ จำนวน 12 ใบ, ชุดการ์ดภารกิจจำนวน 13 ใบ, ชุดการ์ดรางวัล จำนวน 12 ใบ 1.2) แบบวิเคราะห์ท่อนเพลง 1.3) บอร์ดเกม 1.4) หมากเดินเกม 1.5) ลูกเต๋า 1.6) คู่มือประกอบการสอนและเล่น และ 2) กิจกรรม แบ่งออกเป็น 4 ขั้น คือ …


แนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราศรัย เจตสันติ์ Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราศรัย เจตสันติ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบหลักและพฤติกรรมบ่งชี้ของความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เสนอแนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ ผู้เชี่ยวชาญ 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และการเมืองการปกครอง ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน และครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา รวม 65 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบยืนยันองค์ประกอบ บันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยายและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบหลักของความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการเมือง การรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารทางการเมือง การเข้าอกเข้าใจมุมมองทางการเมืองของตนเอง การอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่เห็นต่างทางการเมือง และการแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งทั้ง 5 องค์ประกอบหลักนี้มีองค์ประกอบย่อย 23 องค์ประกอบ และพฤติกรรมบ่งชี้ 107 รายการ 2) แนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย (1) เป้าหมายการพัฒนาเน้นการพัฒนาองค์รวม (2) หลักการสำคัญในการพัฒนา (SECMAR) ได้แก่ การสร้างการมีส่วนร่วมโดยคํานึงถึงบริบทของนักเรียน การเรียนรู้จากประสบการณ์ การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การใช้สื่อสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าทัน การตระหนักถึงความหลากหลายทางการเมือง และการส่งเสริมกระบวนการคิดไตร่ตรอง (3) แนวทางการพัฒนา (6D Model) ได้แก่ การส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน การสนับสนุนให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยน อภิปราย ซักค้านต่อความคิดเห็น การสํารวจสื่อสารสนเทศและข้อมูลดิจิทัลอย่างรอบด้าน การฝึกวิเคราะห์ คาดการณ์ และตัดสินใจต่อสถานการณ์ทางการเมือง การส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดจิตสำนึกทางสังคม และการสนับสนุนให้นักเรียนแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะต่าง ๆ (4) กลยุทธ์และวิธีการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ การเรียนรู้จากประสบการณ์ และการฝึกทักษะการตัดสินใจผ่านสถานการณ์ (5) ระดับการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเมืองมี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเริ่มต้น ระดับปานกลาง และระดับท้าทาย (6) รูปแบบการนำแนวทางไปใช้ในสถานศึกษา แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การส่งเสริมผ่านรายวิชาและการส่งเสริมผ่านกิจกรรมเสริมหลักสูตร (7) แนวทางการวัดและประเมินผลความฉลาดรู้ทางการเมือง ใช้หลักการสำคัญ ได้แก่ การประเมินผลแบบองค์รวม การประเมินผลจากการปฏิบัติจริง …


หน้าทับสะระหม่าใหญ่ : กรณีศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์, ภูวิศ แถวเพีย Jan 2024

หน้าทับสะระหม่าใหญ่ : กรณีศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์, ภูวิศ แถวเพีย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ โดยศึกษาตามระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีดำเนินการวิจัย เริ่มจากการศึกษานำร่อง (Pilot Study) และศึกษาองค์ความรู้แบ่งออกเป็น 1) ด้านเอกสาร และ 2) ด้านบุคคล ประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูล 3 กลุ่ม คือ ครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ (Key Informant) 2) กลุ่มลูกศิษย์สาขาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3) กลุ่มลูกศิษย์ที่เป็นเครือญาติทางสายสำนัก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ แบบสัมภาษณ์กลุ่มลูกศิษย์ แบบสัมภาษณ์กลุ่มเครือญาติ และแบบสังเกตกลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ โดยใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation Approach) การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการตีความหมายและสรุปข้อค้นพบแบบอุปนัย (Analytic Induction) ผลการวิจัยพบว่ากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ แบ่งได้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) หลักการคัดสรรผู้เรียน ครูอนันต์ใช้วิธีตรวจสอบพื้นฐานด้านองค์ความรู้ ทักษะการบรรเลง และคุณสมบัติทางวุฒิภาวะ เช่น ความเชื่อฟัง ขยันฝึกซ้อม และการปฏิบัติตามจารีต เพื่อพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนให้เหมาะสมกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสูง 2) การสร้างแรงบันดาลใจ ครูอนันต์ส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของหน้าทับสะระหม่าใหญ่ผ่านพิธีไหว้ครู การเล่าเรื่องประวัติความเป็นมา และการเน้นบทบาททางวัฒนธรรม เช่น การใช้ในงานมงคลและพระราชพิธี 3) กลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ ครูอนันต์ใช้เทคนิคการสอนที่เป็นลำดับ เช่น การอธิบายเสียงกลองแขกตัวผู้และตัวเมีย การสอนไม้ต้น ไม้โปรย ไม้แดกและการบรรเลงร่วมกับวงปี่ชวากลองแขกและวงเครื่องสายปี่ชวา โดยเน้นการฝึกปฏิบัติทีละขั้นตอน ซึ่งจะใช้กลวิธีการสอนแบบรายบุคคล การสอนแบบคู่ และการสอนรวมวง ในระหว่างกระบวนการสอน 4) กลวิธีการประเมินและการให้ข้อมูลย้อนกลับทักษะการบรรเลงหน้าทับสะระหม่าใหญ่ ครูอนันต์ใช้การประเมินทั้งแบบรายบุคคล แบบคู่ และแบบรวมวง โดยเน้นการสังเกต การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการให้คำแนะนำที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับในลักษณะบวก พร้อมคำแนะนำเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด ซึ่งการสอนของครูอนันต์ใช้วิธีการที่สร้างแรงจูงใจและสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะ ทั้งในด้านการประเมินและการสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสบายใจและพร้อมปรับปรุงทักษะด้วยความเต็มใจ


แนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ภาวิชชุกานต์ ใช้ลิ้ม Jan 2024

แนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ภาวิชชุกานต์ ใช้ลิ้ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) นำเสนอแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ตัวอย่างหนังสือเรียนที่ออกแบบตามแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย โดยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มผู้ใช้หนังสือเรียน รวม 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียน แบบประเมินตัวอย่างหนังสือเรียน แบบประเมินความพึงพอใจของครูผู้สอน และแบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาหนังสือเรียนประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการเตรียม ขั้นการออกแบบ ขั้นการผลิต และขั้นรวบรวมข้อมูลหลังการใช้งาน โดยมีแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายในขั้นการเตรียมและขั้นการออกแบบ เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหนังสือเรียนตามแต่ละส่วนประกอบของหนังสือเรียน ได้แก่ กิจกรรมก่อนการเรียนรู้ ส่วนนำเสนอเนื้อหา กิจกรรมท้ายบทเรียน และกิจกรรมประเมินตนเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดคำถามเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ คำถามเพื่อฝึกการสังเกต คำถามเพื่อส่งเสริมให้เกิดการคิดตามองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ และคำถามเพื่อฝึกการอุปมา 2) ผู้ใช้งานมีระดับค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อตัวอย่างหนังสือเรียนที่ออกแบบตามแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (X̄ = 4.7) อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด และสามารถนำแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายไปใช้ได้ โดยได้รับคำแนะนำจากผู้ใช้ให้ปรับแนวทางการใช้ภาษาให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น


การวิเคราะห์เนื้อหาและอธิบายความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาความสามารถคิดบริหารจัดการตน, แหวนพลอย จิตต์อำไพ Jan 2024

การวิเคราะห์เนื้อหาและอธิบายความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาความสามารถคิดบริหารจัดการตน, แหวนพลอย จิตต์อำไพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหาร (Brain Executive Functions) (EF) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) ประเภทการวิจัยเอกสาร (documentary research) และการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่าหลักการและ แนวคิดของการเรียนดนตรีแบบดาลโครซยูริธมิกส์ มีความสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหาร ทั้ง ในด้านวิธีการ และด้านลําดับขั้นตอนของพัฒนาการ ดังนี้ 1) การพัฒนาทักษะด้านการจดจ่อใส่ใจ มีความ สอดคล้องกับขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนาทักษะ EF และสอดคล้องกับ องค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Rhythmics 2) การพัฒนาทักษะด้านการยั้งคิดไตร่ตรอง มีความสอดคล้อง กับขั้นตอนที่ 3 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนา EF และสอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Rhythmics 3) การพัฒนาทักษะด้านความจําใช้งาน มีความสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 4 ในการใช้กิจกรรม ดนตรีเพื่อพัฒนา EF และสอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Solfège และ 4) การพัฒนาทักษะ ด้านการยืดหยุ่นความคิด มีความสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 5 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนา EF และ สอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Improvisation


Stakeholder Participation And Perceptions In Professional Learning Communities: A Case Study In A Small, Rural School District, Rachel M. Kowalski Jan 2024

Stakeholder Participation And Perceptions In Professional Learning Communities: A Case Study In A Small, Rural School District, Rachel M. Kowalski

Theses and Dissertations

This applied dissertation explored the interplay between collaboration within PLCs and classroom teacher perceptions of PLC implementation within a small, rural district. It examined how the involvement of different stakeholders in PLCs connects to overall perceptions of professional learning communities and how the participation of principals, administrators, and paraprofessionals shapes collaboration. The unique setting of a small and rural school district allowed the study to consider close interpersonal relationships that are common within these settings since these districts have limited human resources and individuals serve in various capacities within the organization. When stakeholders actively participate in PLCs, concerns arise about …


Ethnic Discrimination And Suicidal Ideation Among Latinx Women., Lucas Torres, Sara Kohlbeck, Farah Harb, Jaclyn Pachicano, Lisa Edwards, Andrew T. Schramm Jan 2024

Ethnic Discrimination And Suicidal Ideation Among Latinx Women., Lucas Torres, Sara Kohlbeck, Farah Harb, Jaclyn Pachicano, Lisa Edwards, Andrew T. Schramm

College of Education Faculty Research and Publications

Suicide and suicidal ideation are critical public health concerns with national estimates showing dramatic increases in recent years among already marginalized communities, including Latinx women. Unfortunately, minimal research has examined ethnic discrimination and suicidal ideation while accounting for cultural values among Latinx samples. The purpose of the current study was to determine whether the role of depression symptoms as a mediator of the relationship between ethnic discrimination and suicidal ideation was conditional upon the level of cultural values endorsed, namely, gender roles and family support. The sample included 198 Latinx women from the community who completed a series of self-report …