Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Higher Education (4323)
- Social and Behavioral Sciences (3245)
- Medicine and Health Sciences (2330)
- Arts and Humanities (2106)
- Curriculum and Instruction (1715)
-
- Teacher Education and Professional Development (1253)
- Educational Leadership (1209)
- Health and Physical Education (1102)
- Educational Administration and Supervision (1056)
- Educational Methods (959)
- Medical Education (933)
- Sociology (886)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (885)
- Scholarship of Teaching and Learning (860)
- Public Health (830)
- Life Sciences (725)
- Language and Literacy Education (691)
- Bilingual, Multilingual, and Multicultural Education (668)
- Business (635)
- Physical Sciences and Mathematics (611)
- Higher Education Administration (582)
- Science and Mathematics Education (545)
- Curriculum and Social Inquiry (499)
- Communication (491)
- Educational Technology (484)
- Other Education (483)
- Sports Sciences (478)
- Psychology (466)
- Educational Psychology (464)
- Institution
-
- University of Nebraska - Lincoln (591)
- Liberty University (513)
- Western Kentucky University (506)
- University of Alabama at Birmingham (377)
- Morehead State University (338)
-
- East Tennessee State University (273)
- Wayne State University (267)
- Utah State University (262)
- Boise State University (259)
- Georgia Southern University (252)
- Walden University (250)
- Chulalongkorn University (246)
- Association of Arab Universities (235)
- Cal Poly Humboldt (219)
- Nova Southeastern University (215)
- Old Dominion University (194)
- University of Arkansas, Fayetteville (192)
- University of South Florida (184)
- Brigham Young University (163)
- Children's Health Medical Center Dallas (152)
- University of Northern Iowa (145)
- Indiana State University (140)
- University of Nebraska Medical Center (139)
- Marshall University (137)
- City University of New York (CUNY) (130)
- Grand Valley State University (128)
- University of South Carolina (127)
- Montclair State University (124)
- University of Kentucky (122)
- Northwestern College, Iowa (121)
- Keyword
-
- Education (398)
- Higher education (376)
- Newsletter (180)
- Health (167)
- Professional development (160)
-
- UAB (157)
- Health literacy (152)
- Activities (151)
- Coloring book (150)
- Leadership (150)
- Pedagogy (141)
- Curriculum (134)
- Students (132)
- Equity (130)
- Literacy (125)
- Communication (122)
- Self-efficacy (115)
- News (113)
- COVID-19 (107)
- Mental health (107)
- Inclusion (105)
- Georgia Southern University (98)
- EReporter (96)
- Diversity (95)
- Collaboration (93)
- Motivation (91)
- Assessment (90)
- Higher Education (88)
- Teaching (85)
- The George-Anne Daily (85)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (527)
- Doctoral Dissertations and Projects (495)
- International Journal of Exercise Science: Conference Proceedings (415)
- Dissertations (314)
- Patient Education Projects (255)
-
- International Journal of Physical Activity and Health (230)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (210)
- Browse All News (204)
- Electronic Theses and Dissertations (202)
- CouRaGeouS Cuentos: A Journal of Counternarratives (190)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (184)
- Dialogue: The Interdisciplinary Journal of Popular Culture and Pedagogy (182)
- Master's Theses & Capstone Projects (121)
- Journal of Community Engagement and Higher Education (112)
- Graduate Medical Education Research Journal (107)
- Journal of Comparative & International Higher Education (105)
- Student Theses and Dissertations (102)
- SACAD: Scholarly Activities (100)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (98)
- George-Anne Media Group: Newsletters & Magazines (97)
- Faculty Senate Records (96)
- eReporter (campus newsletter) (96)
- Jordan Journal of Applied Science-Humanities Series (82)
- Research outputs 2022 to 2026 (81)
- School of Education and Leadership Student Capstone Projects (81)
- 2024 Celebration of Student Scholarship - Poster Presentations (80)
- Concepts in Animal Parasitology (77)
- Masters Projects (76)
- News and Events (Discontinued Series) (76)
- English (75)
- Publication Type
Articles 14221 - 14250 of 14550
Full-Text Articles in Education
การนำเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ขององค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง, คณณัฏฐ์ คริสส์ เกษทอง
การนำเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ขององค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง, คณณัฏฐ์ คริสส์ เกษทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยและเงื่อนไขของสถานภาพการเป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ (2) วิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ด้าน Health Literacy เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ และ (3) นำเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ด้าน Health Literacy เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ เจาะจงเฉพาะสายงานสถานที่ทำงานและสถานประกอบการ (workplace) ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยศึกษาวิจัยเอกสารออนไลน์เกี่ยวกับองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ ในประเทศไทยและต่างประเทศ ครอบคลุมภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกที่คนวัยทำงานมีปัญหาเรื่องพฤติกรรมการดำเนินชีวิตอันก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเป็นประเทศที่มีนโยบายส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ ผ่านการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ประกอบด้วยประเทศคัดสรรจำนวน 8 ประเทศ ประกอบด้วย (1) ประเทศสหรัฐอเมริกา (2) ประเทศแคนาดา (3) ประเทศอังกฤษ (4) ประเทศเนเธอร์แลนด์ (5) ประเทศออสเตรเลีย (6) ประเทศสิงคโปร์ (7) ประเทศอินเดีย (8) ประเทศญี่ปุ่น และทำการเก็บข้อมูลภาคสนามในพื้นที่ประเทศไทย จำนวน 4 แห่ง จากเกณฑ์การคัดสรรจาก 2 แหล่ง คือ (1) องค์กรที่ได้รับโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ องค์กรแห่งความรอบรู้ด้านสุขภาพ ประจำปี พ.ศ. 2561 จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย (2) องค์กรที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มคนวัยทำงานติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศไทย ข้อมูลการสำรวจจากบริษัท จัดหางาน จ๊อบดีบี (ประเทศไทย) จำกัด ประจำปี พ.ศ. 2562 ประกอบด้วย (1) สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ภายใต้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (2) บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) (3) บริษัท ปตท. จำกัด …
การพัฒนากลยุทธ์การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก, ธนกร ศิริกันต์
การพัฒนากลยุทธ์การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก, ธนกร ศิริกันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสังเคราะห์คุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก และ 2) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก มีการวิจัยเป็น 2 ระยะ ระยะที่หนึ่ง ผู้วิจัยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมกลุ่ม จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูง จำนวน 1 ท่าน ผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จำนวน 5 ท่าน และพนักงานขายจำนวน 14 ท่าน จากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และลูกค้าจำนวน 23 ท่าน จากการสุ่มแบบสะดวก วิเคราะห์ข้อมูลโดยกระบวนการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่สอง ผู้วิจัยนำผลจากระยะที่ 1 มาเป็นเป้าหมายในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกขององค์กร ใช้เครื่องมือการวิคราะห์ SWOT ในการระบุจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ผู้วิจัยและผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ได้ร่วมกันพัฒนากลยุทธ์ เชิงรุก เชิงแก้ไข เชิงป้องกัน และ เชิงรับ โดยใช้เครื่องมือ TOWS Matrix และนำกลยุทธ์มายืนยันกับพนักงานขาย ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะที่สำคัญของการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก ได้แก่ การพัฒนาความรู้ด้านการขายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความรู้ด้านการขายที่พบว่าพนักงานขายจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องประกอบด้วย 1) ความรู้เกี่ยวกับตัวเองในฐานะนักขาย 2) ความรู้เกี่ยวกับลูกค้า 3) ความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการขาย และ 4) ความรู้เกี่ยวกับสินค้า และกลยุทธ์การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก 4 กลุ่ม ประกอบด้วยกลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่ 1) พัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของพนักงานขายเพื่อการเรียนรู้ที่ยั่งยืน 2) พัฒนาเนื้อหาการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานขายและสามารถนำไปใช้ทำงานได้จริง 3) สร้างระบบประเมินและติดตามทักษะการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ 4) ปรับปรุงระบบการบริหารผลการปฏิบัติงานที่สามารถแสดงผลแบบเรียลไทม์ 5) สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์เพื่อการเข้าถึงของพนักงานขายตลอดเวลา 6) ใช้รูปแบบการเรียนรู้ 70-20-10 โดยผสมผสานการเรียนรู้ผ่านเกมส์เพื่อความสนุกสนานและการเข้าถึง กลยุทธ์เชิงแก้ไข ได้แก่ 1) พัฒนาภาวะผู้นำของหัวหน้างานเพื่อสร้างความเข้าใจและมีทักษะในการส่งเสริมการเรียนรู้ของพนักงานขาย 2) นำระบบพี่เลี้ยงมาใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งหัวหน้างานและพนักงานขาย 3) สร้างสถานที่ทำงานให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของพนักงานขาย 4) พัฒนาระบบรางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจและสนับสนุนให้พนักงานเป็นต้นแบบการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต กลยุทธ์เชิงป้องกัน ได้แก่ 1) จัดสรรทรัพยากรและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับการเรียนรู้ของพนักงานขาย 2) พัฒนาทักษะการตัดสินใจเชิงจริยธรรมสำหรับพนักงานขาย …
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัชญากร สิงห์สาธร
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัชญากร สิงห์สาธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้การวิจัยเชิงบรรยาย เก็บข้อมูลเชิงสํารวจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 312 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูผู้เชี่ยวชาญการสอนเนื้อหาวิชาภูมิศาสตร์ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์เนื้อหาผลวิจัยพบว่า 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลการวิจัยพบว่า ด้านการเตรียมความพร้อมของครู ครูขาดความรู้และทักษะที่ทันสมัยในการสอนภูมิศาสตร์และขาดการสนับสนุนในการพัฒนาความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่อง ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ครูขาดความเข้าใจองค์ประกอบการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ทำให้ขาดการเชื่อมโยงวัตถุประสงค์การเรียนรู้กับมาตรฐานการเรียนรู้และองค์ประกอบการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การออกภาคสนามและการเน้นกระบวนการทำได้ยาก การสอนขาดความหลากหลายและความน่าสนใจ และขาดการใช้เทคโนโลยีในกิจกรรมการสอน ด้านการใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ แผนที่คือสื่อที่ใช้มากที่สุด แต่ครูยังขาดสื่อและแหล่งการเรียนรู้ที่ทันสมัย และเกิดความไม่สะดวกในการใช้สื่อ ขาดสถานที่ที่เอื้อต่อการใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ เช่น ห้องปฏิบัติการทางภูมิศาสตร์ ด้านการวัดและประเมินผลขาดวิธีการวัดและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ การออกแบบการประเมินตามสภาพจริงทำได้ยาก 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย คือ ครูต้องพัฒนาความรู้และทักษะในการสอนภูมิศาสตร์ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการและการเรียนรู้ต่อเนื่อง วิเคราะห์หลักสูตรเพื่อออกแบบการสอนที่สอดคล้องกับการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ครูต้องกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ชัดเจนและครอบคลุมองค์ประกอบของการรู้เรื่องภูมิศาสตร์เชื่อมโยงกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและการให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง การใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ การเรียนรู้จากปัญหา โครงงานและการออกภาคสนาม การใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ และเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง การวัดและประเมินผลออกแบบให้เชื่อมโยงกับองค์ประกอบการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ประเมินตามสภาพจริงโดยกำหนดเกณฑ์ให้คะแนนแบบรูบริก (scoring rubrics)
Mixed-Reality Learning Environment In Studio-Based Learning To Enhance Creative Problem-Solving For Architecture, Thadharphut Limapornvanitr
Mixed-Reality Learning Environment In Studio-Based Learning To Enhance Creative Problem-Solving For Architecture, Thadharphut Limapornvanitr
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research and development aim to 1) address the factor structure of creative problem-solving skills for undergraduate architecture students in Thailand. 2) identify what technology-fostered, mixed-reality learning environment for studio-based design learning could enhance the creative problem-solving of undergraduate architecture students in Thailand. 3) design and develop a mixed-reality learning environment in studio-based learning to enhance creative problem-solving for architecture. 4) define mixed-reality learning environments in studio-based learning to enhance creative problem-solving for architecture. Samples are a multistage random sampling of 655 undergraduate architecture students in Thailand. Three experts in the first phase validated the self-evaluation form. Nineteen undergraduate students …
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม, ศุภชัย ไตรไทยธีระ
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม, ศุภชัย ไตรไทยธีระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมและเพื่อนำเสนอกลไกสนับสนุนการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิจัยเชิงปฏิบัติการกลุ่มเป้าหมายในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนอุบลราชธานี ประกอบด้วย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ 10 คน และเด็กและเยาวชน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า การออกแบบการเรียนรู้ที่กำหนดเองที่สอดคล้องกับการพัฒนาสมรรถนะของเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมต้องออกแบบบนหลักสามประการคือ ความยืดหยุ่น การออกแบบการเรียนรู้แบบไม่เป็นเส้นตรง และการให้ความสำคัญกับการสะท้อนกลับจากผู้เรียน ซึ่งเป็นรูปแบบสำคัญของการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม จากการวิจัย สามารถแบ่งเด็กได้เป็นสี่กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มเด็กและเยาวชนปกติทั่วไป มีแนวโน้มที่จะบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้เนื่องจากผู้เรียนรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของการเรียนรู้ 2) กลุ่มผู้เรียนที่มีภาวะจิตเวช เด็กและเยาวชนเริ่มยอมรับในปัญหาของตนเองและเข้าสู่กระบวนการบำบัดเยียวยา แต่ปัญหาสภาวะจิตใจทำให้การเรียนรู้หยุดชะงักไม่ต่อเนื่อง 3) กลุ่มเรียนรู้ช้า ผู้เรียนสนใจการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เมื่อออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความถนัดและความต้องการทำให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และ 4) กลุ่มที่ถูกตัดสินให้อยู่นานกลุ่มนี้มีแรงจูงใจน้อยกว่ากลุ่มอื่น การเปิดโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริงช่วยสร้างแรงจูงใจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องอาศัยการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ซึ่งเป็นกลไกสนับสนุนการเรียนรู้สี่ประการด้วยกันคือ 1) ครูมีบทบาทในการเป็นเพื่อนคู่คิดเพื่อลดช่องว่างกับผู้เรียน 2) ทรัพยากรการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้รายบุคคล 3) เครือข่ายสนับสนุนการเรียนรู้จากภายนอก และ 4) กลไกเชิงนโยบายที่สนับสนุนการจัดการเรียนรู้และกลไกโอบอุ้มคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางให้สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม
การพัฒนารูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ชณทัต บุญชูวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 3) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ 4) เพื่อนำเสนอรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ คือนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตจำรวน 426 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2) แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบฯ คือ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 35 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) เว็บรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันฯ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันฯ 3) แบบวัดการรู้สารสนเทศดิจิทัล 4) เกณฑ์ประเมินแบบรูบริคส์การรู้สารสนเทศดิจิทัล 5) แบบประเมินตนเองการยึดมั่นผูกพันในการเรียน 6) เกณฑ์ประเมินแบบรูบริคส์การยึดมั่นผูกพันในการเรียน 7) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการใช้รูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way Repeated Measure ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 4 องค์ประกอบได้ แก่ 1) องค์ประกอบด้านกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกัน 2) องค์ประกอบด้านโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกัน 3) องค์ประกอบด้านเกมิฟิเคชัน และ 4) องค์ประกอบด้านการวัดและประเมินผล โดยมี 4 ขั้นตอนการเรียนรู้ได้แก่ 1) ขั้นที่ 1 การวางแผน 2) ขั้นที่ 2 การสืบสอบส่วนบุคคล 3) ขั้นที่ 3 การสืบสอบร่วมกัน และ 4) ขั้นที่ 4 ผลของกลุ่ม 2. ผลการทดลองการใช้รูปแบบฯ พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยการรู้สารสนเทศดิจิทัลหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำแสดงให้เห็นว่าคะแนนเฉลี่ยการรู้สารสนเทศดิจิทัลในแต่ละครั้งมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …
แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร, ปกกสิณ ชาทิพฮด
แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร, ปกกสิณ ชาทิพฮด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร 2) เพื่อวิเคราะห์การสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร โดยเลือกแบบเจาะจงผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เป็นกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนครจำนวน 5 กลุ่มชน ได้แก่ โย้ย, ญ้อ, ไท-ลาว,กะเลิง และผู้ไทย และเลือกผู้ที่มีบทบาทในกระบวนการผลิตผ้าครามตั้งแต่กระบวนการผลิตขั้นแรกไปจนถึงกระบวนการทอผ้าครามเสร็จสิ้นเป็นผืนผ้า ใช้วิธีดำเนินการวิจัยตามวัตถุประสงค์ร่วมกับการศึกษาเอกสาร การศึกษาข้อคิดเห็นจากผู้ใช้ผ้าครามด้วยแบบสอบถาม การศึกษาภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการอภิปรายกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า คุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนครจากเจ้าของภูมิปัญญา มีคุณค่า 5 ด้าน ประกอบด้วย (1) คุณค่าด้านจริยศาสตร์ สะท้อนผ่านการไหว้ครูครามและการบูชาหม้อคราม (2) คุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ สะท้อนผ่านลวดลายผ้าครามและสีครามธรรมชาติ, (3) คุณค่าด้านสังคมและวัฒนธรรม สะท้อนผ่านในด้านการใช้ผ้าครามในโอกาสต่าง ๆ และภูมิปัญญาภาษาและคำศัพท์ผ้าคราม, (4) คุณค่าด้านเศรษฐกิจ สะท้อนจากเศรษฐกิจในระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าคราม และ (5) คุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม สะท้อนจากคุณลักษณะพิเศษของครามที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและกระบวนการผลิตใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ และ คุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามจากผู้ใช้ผ้าคราม เป็นคุณค่าจากการให้นิยามความหมาย และการใช้ผ้าครามในบริบทต่าง ๆ ของกลุ่มเยาวชนในจังหวัดสกลนคร ด้านการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร พบว่า มีองค์ประกอบทั้งสิ้น 4 ส่วน ประกอบด้วย (1) ผู้สืบสานภูมิปัญญา ส่วนใหญ่เป็นครูภูมิปัญญา ปราชญ์และผู้รู้ผ้าครามที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับครามและผ้าครามโดยใช้การส่งต่อองค์ความรู้หลายวิธี ได้แก่ การบอก การชี้แนะ การสาธิต และการให้ลงมือปฏิบัติ (2) ผู้รับการสืบสานภูมิปัญญา มีทั้งผู้รับการสืบสานที่เป็นคนในครอบครัว และผู้รับการสืบสานที่เป็นคนนอกครอบครัว (3) วิธีการสืบสานภูมิปัญญา ประกอบด้วย รูปแบบของการสืบสาน วิธีการสืบสานภูมิปัญญา ชุดข้อมูลของการสืบสานภูมิปัญญา และ (4) เนื้อหาของการสืบสานภูมิปัญญา ส่วนใหญ่เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับคราม เส้นใยฝ้ายและไหม การสร้างลวดลายผ้าคราม การย้อมสีด้วยคราม การทอผ้าคราม และ 3) แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร พบว่า (1) การสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามผ่านรูปแบบการศึกษาตลอดชีวิตผ่านสถาบันครอบครัว ด้วยการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย (2) วิธีดำเนินการตามแนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา …
โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, อโณทัย พลเยี่ยม เพชรแสง
โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, อโณทัย พลเยี่ยม เพชรแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี และ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี เป้าหมายของการทดลองเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่เรียนหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหรือศึกษาศาสตรบัณฑิต ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง จำนวน 78 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและการเตรียมการ 2) การพัฒนาโปรแกรม 3) การศึกษานำร่องและการพัฒนาโปรแกรมฉบับทดลองใช้ 4) การทดลองใช้โปรแกรม และ 5) การปรับปรุงโปรแกรม และการจัดทำโปรแกรมฉบับสมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความบากบั่นพากเพียร และแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับความบากบั่นพากเพียร วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้การทดสอบข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระจากกัน (t-test Dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี มี 8 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการของโปรแกรม 2) วัตถุประสงค์ของโปรแกรม 3) ผลลัพธ์การเรียนรู้ของโปรแกรม 4) เนื้อหาสาระและกิจกรรมของโปรแกรม 5) กำหนดการดำเนินงานในโปรแกรม 6) โครงสร้างการจัดประสบการณ์ของโปรแกรม 7) บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน และ 8) การวัดและประเมินผลของโปรแกรม โดยมี 3 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1) การกำกับตนเองในชีวิตประจำวัน 2) การกำกับตนเองในการเรียน และ 3) การกำกับตนเองเพื่อพัฒนาตนเอง ใช้เวลาในการเข้าร่วมโปรแกรมทั้งหมด 15 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 33 ชั่วโมง ระยะเวลาดำเนินการโดยรวม 10 สัปดาห์ 2. ผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี พบว่า ความบากบั่นพากเพียรของนักศึกษาหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งในภาพรวมและแต่ละองค์ประกอบ และในระหว่างการทดลองใช้โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี นักศึกษาทั้งในกลุ่มที่มีความบากบั่นพากเพียรในระดับสูง กลาง และต่ำ มีการเปลี่ยนแปลงของความบากบั่นพากเพียรไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งในภาพรวมและแต่ละองค์ประกอบ
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครูด้วยกระบวนการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วม, ธีระศักดิ์ ทั่งสุวรรณ
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครูด้วยกระบวนการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วม, ธีระศักดิ์ ทั่งสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะหลักของครูในปัจจุบัน และสมรรถนะหลักของครูที่ควรได้รับการพัฒนา 2) พัฒนาการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครู และ 3) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมและข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครู การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาของรัฐแห่งหนึ่ง จำนวน 85 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม แผนกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสังเกตและแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่าเครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการวิจัย มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมทั้งใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานและการทำงานเป็นทีมเป็นสมรรถนะที่สำคัญและจำเป็นต้องได้รับการพัฒนามากที่สุด จึงได้พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยบูรณาการสมรรถนะทั้งสองด้านผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างสมรรถนะหลักการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานด้วยกระบวนการทำงานเป็นทีม (Team Boost Excellence Initiative) ระยะเวลารวม 2 วัน (12 ชั่วโมง) โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกต และการสะท้อนผล บูรณาการร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและกระบวนการกลุ่ม ผลการจัดกิจกรรมพบว่าสามารถกระตุ้นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.86, S.D. = 0.37) และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้จริง โดยผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความคิดเห็นในเชิงบวก เสนอให้ขยายผลการจัดกิจกรรมทั้งในระดับโรงเรียน สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภายนอก และเพิ่มระยะเวลาการจัดกิจกรรม นอกจากนี้ควรศึกษาปฏิทินกิจกรรมของโรงเรียน สร้างเครือข่ายบุคคลสำคัญ พัฒนาระบบติดตามผลระยะยาว และปรับปรุงระบบการสังเกตให้ครอบคลุมปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ นอกจากนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป และข้อเสนอแนะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล: การวิเคราะห์อิทธิพลการส่งผ่านพหุระดับที่มีพหุตัวแปรส่งผ่าน, มาลัยวรรณ แก้วอาสา
โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล: การวิเคราะห์อิทธิพลการส่งผ่านพหุระดับที่มีพหุตัวแปรส่งผ่าน, มาลัยวรรณ แก้วอาสา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรวัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงานที่มีอิทธิพลต่อสมดุลชีวิตและงานของครู ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ครูมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 250 คน และผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 18 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามช่วงชั้น (มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย) และภูมิภาค การเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ซึ่งมีคุณสมบัติเชิงจิตมิติทั้งด้านความตรงและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับด้วยโปรแกรม Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (c2 = 63.871, df = 49, p = 0.0752, RMSEA = 0.035, CFI = 0.985, TLI = 0.979, SRMRW = 0.053, SRMRB = 0.434, AIC = 3255.831, BIC = 3428.382) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์สภาพสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลพบว่า สมดุลชีวิตและงานของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.020, SD = 0.594) โดยครูมีการจัดการเวลาอย่างสมดุลในระดับปานกลาง ในขณะที่การให้ความสำคัญกับงานและชีวิตส่วนตัวและความพึงพอใจในการรักษาสมดุลชีวิตและงานอยู่ใน ระดับมาก (M = 3.110 และ 3.210, SD = 0.693 และ 0.789 ตามลำดับ) 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรในโมเดลวิจัยระดับครู พบว่า การบูรณาการกิจรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) มีอิทธิพลทางตรงต่อสมดุลชีวิตและงาน (WLB) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B = 0.974, p <.001) 3. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลทางตรงของตัวแปรในโมเดลวิจัยระดับโรงเรียน พบว่า วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลทางตรงต่อการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) (B = 0.285, p = 0.001) และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.303, p = 0.044) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ในขณะที่การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) มีอิทธิพลทางตรงต่อสมดุลชีวิตและงานของครู (WLB) (B = 0.936, p B = 0.862, p 4. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลรวมและอิทธิพลทางอ้อมในโมเดลวิจัยระดับโรงเรียนพบว่า วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลรวมต่อสมดุลชีวิต และงานของครู (WLB) เท่ากับ 0.801 และมีอิทธิพลทางอ้อมผ่านการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) (B = 0.267, p = 0.004) และการบูรณาการกิจกรรม ระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.295, p = 0.046) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลทางอ้อมต่อสมดุลชีวิต และงานของครูผ่านการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.239, p = 0.009) อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) มีอิทธิพลรวมต่อสมดุลชีวิตและงานของครู (WLB) เท่ากับ 1.776 และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อ สมดุลชีวิตและงานของครูผ่านการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน ( INT) (B = 0.840, p ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้ครูมีสมดุลชีวิตและงาน ต้องเริ่มจากการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน นอกจากนี้ยังพบว่าโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสมดุลชีวิตและงานของครูโดยการใช้นโยบายการบริหาร โรงเรียนแบบยืดหยุ่นและส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือเพื่อสนับสนุนให้ครูสามารถบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงานได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะส่งผล ให้ครูมีสมดุลชีวิตและงานที่ดียิ่งขึ้น
การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม, จุติกรานต์ อังคพนมไพร
การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม, จุติกรานต์ อังคพนมไพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและพัฒนาการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม 2) เพื่อศึกษาผลการใช้งานการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 30 คนโดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purpose sampling) เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง, แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินคุณภาพการ์ดเกมฯ และแบบวัดการรู้สิ่งแวดล้อม สถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test Dependent) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) การ์ดเกมที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ ได้แก่ เนื้อหา การจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง การ์ดเกม และการเรียนรู้แบบค้นพบ การพัฒนาการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงฯ ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนได้แก่ การศึกษาเอกสาร การรวบรวมข้อมูล การสังเคราะห์ การพัฒนา การประเมิน และการปรับปรุงแก้ไข โดยผลการประเมินรับรองคุณภาพการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบ พบว่าภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับคุณภาพดีมาก (Mean=4.68, S.D.=0.51) 2) ผลการใช้การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงฯ พบว่าคะแนนเฉลี่ยความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยเจตคติด้านสิ่งแวดล้อม หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลการศึกษาพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี, จิรภิญญา ศิริกุล
การพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี, จิรภิญญา ศิริกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์นำร่อง 2) แบบประเมินคุณภาพเกม 3) แบบบันทึกหลังสอน 4) แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนระหว่างทำกิจกรรม และ 5) แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจผู้เรียนที่มีต่อสื่อการสอน กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน 2) กลุ่มผู้ประเมินคุณภาพเกม จำนวน 3 ท่าน และ 3) นักเรียนขับร้องที่ผู้วิจัยสอน จำนวน 1 คน ทำการเก็บข้อมูล โดยการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์ และนำมาพัฒนาเป็นต้นแบบเกม จากนั้นนำเกมไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน และนำไปทดลองใช้ วิเคราะห์ผลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย คือ ต้นแบบเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ 1) อุปกรณ์เกม ได้แก่ 1.1) ชุดการ์ดจำนวน 6 ชุด ได้แก่ ชุดการ์ดระยะช่วงเสียงจำนวน 4 ใบ, ชุดการ์ดระดับความดังเบาเสียง จำนวน 8 ใบ ชุดการ์ดอารมณ์เพลงจำนวน 9 ใบ, ชุดการ์ดคาแรคเตอร์ จำนวน 12 ใบ, ชุดการ์ดภารกิจจำนวน 13 ใบ, ชุดการ์ดรางวัล จำนวน 12 ใบ 1.2) แบบวิเคราะห์ท่อนเพลง 1.3) บอร์ดเกม 1.4) หมากเดินเกม 1.5) ลูกเต๋า 1.6) คู่มือประกอบการสอนและเล่น และ 2) กิจกรรม แบ่งออกเป็น 4 ขั้น คือ …
แนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราศรัย เจตสันติ์
แนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราศรัย เจตสันติ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบหลักและพฤติกรรมบ่งชี้ของความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เสนอแนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ ผู้เชี่ยวชาญ 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และการเมืองการปกครอง ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน และครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา รวม 65 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบยืนยันองค์ประกอบ บันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยายและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบหลักของความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการเมือง การรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารทางการเมือง การเข้าอกเข้าใจมุมมองทางการเมืองของตนเอง การอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่เห็นต่างทางการเมือง และการแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งทั้ง 5 องค์ประกอบหลักนี้มีองค์ประกอบย่อย 23 องค์ประกอบ และพฤติกรรมบ่งชี้ 107 รายการ 2) แนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย (1) เป้าหมายการพัฒนาเน้นการพัฒนาองค์รวม (2) หลักการสำคัญในการพัฒนา (SECMAR) ได้แก่ การสร้างการมีส่วนร่วมโดยคํานึงถึงบริบทของนักเรียน การเรียนรู้จากประสบการณ์ การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การใช้สื่อสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าทัน การตระหนักถึงความหลากหลายทางการเมือง และการส่งเสริมกระบวนการคิดไตร่ตรอง (3) แนวทางการพัฒนา (6D Model) ได้แก่ การส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน การสนับสนุนให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยน อภิปราย ซักค้านต่อความคิดเห็น การสํารวจสื่อสารสนเทศและข้อมูลดิจิทัลอย่างรอบด้าน การฝึกวิเคราะห์ คาดการณ์ และตัดสินใจต่อสถานการณ์ทางการเมือง การส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดจิตสำนึกทางสังคม และการสนับสนุนให้นักเรียนแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะต่าง ๆ (4) กลยุทธ์และวิธีการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ การเรียนรู้จากประสบการณ์ และการฝึกทักษะการตัดสินใจผ่านสถานการณ์ (5) ระดับการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเมืองมี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเริ่มต้น ระดับปานกลาง และระดับท้าทาย (6) รูปแบบการนำแนวทางไปใช้ในสถานศึกษา แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การส่งเสริมผ่านรายวิชาและการส่งเสริมผ่านกิจกรรมเสริมหลักสูตร (7) แนวทางการวัดและประเมินผลความฉลาดรู้ทางการเมือง ใช้หลักการสำคัญ ได้แก่ การประเมินผลแบบองค์รวม การประเมินผลจากการปฏิบัติจริง …
หน้าทับสะระหม่าใหญ่ : กรณีศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์, ภูวิศ แถวเพีย
หน้าทับสะระหม่าใหญ่ : กรณีศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์, ภูวิศ แถวเพีย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ โดยศึกษาตามระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีดำเนินการวิจัย เริ่มจากการศึกษานำร่อง (Pilot Study) และศึกษาองค์ความรู้แบ่งออกเป็น 1) ด้านเอกสาร และ 2) ด้านบุคคล ประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูล 3 กลุ่ม คือ ครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ (Key Informant) 2) กลุ่มลูกศิษย์สาขาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3) กลุ่มลูกศิษย์ที่เป็นเครือญาติทางสายสำนัก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ แบบสัมภาษณ์กลุ่มลูกศิษย์ แบบสัมภาษณ์กลุ่มเครือญาติ และแบบสังเกตกลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ โดยใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation Approach) การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการตีความหมายและสรุปข้อค้นพบแบบอุปนัย (Analytic Induction) ผลการวิจัยพบว่ากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ แบ่งได้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) หลักการคัดสรรผู้เรียน ครูอนันต์ใช้วิธีตรวจสอบพื้นฐานด้านองค์ความรู้ ทักษะการบรรเลง และคุณสมบัติทางวุฒิภาวะ เช่น ความเชื่อฟัง ขยันฝึกซ้อม และการปฏิบัติตามจารีต เพื่อพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนให้เหมาะสมกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสูง 2) การสร้างแรงบันดาลใจ ครูอนันต์ส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของหน้าทับสะระหม่าใหญ่ผ่านพิธีไหว้ครู การเล่าเรื่องประวัติความเป็นมา และการเน้นบทบาททางวัฒนธรรม เช่น การใช้ในงานมงคลและพระราชพิธี 3) กลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ ครูอนันต์ใช้เทคนิคการสอนที่เป็นลำดับ เช่น การอธิบายเสียงกลองแขกตัวผู้และตัวเมีย การสอนไม้ต้น ไม้โปรย ไม้แดกและการบรรเลงร่วมกับวงปี่ชวากลองแขกและวงเครื่องสายปี่ชวา โดยเน้นการฝึกปฏิบัติทีละขั้นตอน ซึ่งจะใช้กลวิธีการสอนแบบรายบุคคล การสอนแบบคู่ และการสอนรวมวง ในระหว่างกระบวนการสอน 4) กลวิธีการประเมินและการให้ข้อมูลย้อนกลับทักษะการบรรเลงหน้าทับสะระหม่าใหญ่ ครูอนันต์ใช้การประเมินทั้งแบบรายบุคคล แบบคู่ และแบบรวมวง โดยเน้นการสังเกต การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการให้คำแนะนำที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับในลักษณะบวก พร้อมคำแนะนำเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด ซึ่งการสอนของครูอนันต์ใช้วิธีการที่สร้างแรงจูงใจและสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะ ทั้งในด้านการประเมินและการสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสบายใจและพร้อมปรับปรุงทักษะด้วยความเต็มใจ
แนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ภาวิชชุกานต์ ใช้ลิ้ม
แนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ภาวิชชุกานต์ ใช้ลิ้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) นำเสนอแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ตัวอย่างหนังสือเรียนที่ออกแบบตามแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย โดยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มผู้ใช้หนังสือเรียน รวม 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียน แบบประเมินตัวอย่างหนังสือเรียน แบบประเมินความพึงพอใจของครูผู้สอน และแบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาหนังสือเรียนประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการเตรียม ขั้นการออกแบบ ขั้นการผลิต และขั้นรวบรวมข้อมูลหลังการใช้งาน โดยมีแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายในขั้นการเตรียมและขั้นการออกแบบ เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหนังสือเรียนตามแต่ละส่วนประกอบของหนังสือเรียน ได้แก่ กิจกรรมก่อนการเรียนรู้ ส่วนนำเสนอเนื้อหา กิจกรรมท้ายบทเรียน และกิจกรรมประเมินตนเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดคำถามเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ คำถามเพื่อฝึกการสังเกต คำถามเพื่อส่งเสริมให้เกิดการคิดตามองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ และคำถามเพื่อฝึกการอุปมา 2) ผู้ใช้งานมีระดับค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อตัวอย่างหนังสือเรียนที่ออกแบบตามแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (X̄ = 4.7) อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด และสามารถนำแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายไปใช้ได้ โดยได้รับคำแนะนำจากผู้ใช้ให้ปรับแนวทางการใช้ภาษาให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
การวิเคราะห์เนื้อหาและอธิบายความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาความสามารถคิดบริหารจัดการตน, แหวนพลอย จิตต์อำไพ
การวิเคราะห์เนื้อหาและอธิบายความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาความสามารถคิดบริหารจัดการตน, แหวนพลอย จิตต์อำไพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหาร (Brain Executive Functions) (EF) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) ประเภทการวิจัยเอกสาร (documentary research) และการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่าหลักการและ แนวคิดของการเรียนดนตรีแบบดาลโครซยูริธมิกส์ มีความสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหาร ทั้ง ในด้านวิธีการ และด้านลําดับขั้นตอนของพัฒนาการ ดังนี้ 1) การพัฒนาทักษะด้านการจดจ่อใส่ใจ มีความ สอดคล้องกับขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนาทักษะ EF และสอดคล้องกับ องค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Rhythmics 2) การพัฒนาทักษะด้านการยั้งคิดไตร่ตรอง มีความสอดคล้อง กับขั้นตอนที่ 3 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนา EF และสอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Rhythmics 3) การพัฒนาทักษะด้านความจําใช้งาน มีความสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 4 ในการใช้กิจกรรม ดนตรีเพื่อพัฒนา EF และสอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Solfège และ 4) การพัฒนาทักษะ ด้านการยืดหยุ่นความคิด มีความสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 5 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนา EF และ สอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Improvisation
Effects Of Physical Exercise On Academic Performance In University Students: A Systematic Review, Yury Rosales-Ricardo, Verónica Cáceres-Manzano
Effects Of Physical Exercise On Academic Performance In University Students: A Systematic Review, Yury Rosales-Ricardo, Verónica Cáceres-Manzano
Health Professions Education
Purpose: to evaluate the scientific evidence on the effects of physical exercise on the academic performance of university students, through a systematic review.
Methods: Eleven hundred and fifty-three studies emerged from this search, based on the following selection criteria: articles published in the last 5 years, original studies of different types: experimental at any level, correlational, analytical, and observational, where any type of physical exercise is applied, in undergraduate university students, of any sex and university career. The review was finally performed with only 11 studies. Search for appropriate manuscripts was based on the following descriptive terms: "Exercise" …
Academic Well-Being In Medical Students: The Role Of Spiritual Health And Academic Hope, Zahra Taheri-Kharameh, Zohreh Khalili, Hossein Sharafi, Iman Khahan-Yazdi
Academic Well-Being In Medical Students: The Role Of Spiritual Health And Academic Hope, Zahra Taheri-Kharameh, Zohreh Khalili, Hossein Sharafi, Iman Khahan-Yazdi
Health Professions Education
Purpose. Academic well-being plays a crucial role in the success and satisfaction of medical students. However, the factors that contribute to academic well-being in this population are not well understood. This study aims to investigate the impact of spiritual health and hope on predicting academic well-being in a sample of medical students from Iran.
Method. A cross-sectional study was conducted on 180 medical students from a university in Iran. The participants completed the Spiritual Health Scale, the Hope for Education Scale and the Academic Well-being Scale. The data collection was conducted in the second semester of the academic year 2022-2023. …
Digital Storytelling As An Innovative Approach To Prehospital Education: The Experiences Of Teaching Academics., Andrew Van Noordenburg, Georgina Seaman
Digital Storytelling As An Innovative Approach To Prehospital Education: The Experiences Of Teaching Academics., Andrew Van Noordenburg, Georgina Seaman
Health Professions Education
Purpose. To explore teaching academics' experiences of utilising digital storytelling as an innovative approach to prehospital education.
Method. This study describes an innovative learning activity, digital storytelling, developed for an undergraduate paramedicine program. The experiences of teaching academics were then explored through semi-structured interviews. Thematic analysis was used to evaluate the data.
Results. Three themes were identified through thematic analysis. The first theme was ‘the impact of friction on learning’ which describes how a learning activity’s design can negatively impact learning. The second theme ‘connecting with the teaching resources’ outlines how having access to sufficient resources is necessary to facilitate …
Exploring Physiotherapy Students' Experiential Learning With Physical Modalities And Their Relationship To Knowledge, Attitudes, And Practices: A Mixed Methods Investigation, Muhammed Rashid, Anoop Joy, Kavitha Raja, Jerin Mathew
Exploring Physiotherapy Students' Experiential Learning With Physical Modalities And Their Relationship To Knowledge, Attitudes, And Practices: A Mixed Methods Investigation, Muhammed Rashid, Anoop Joy, Kavitha Raja, Jerin Mathew
Health Professions Education
Purpose: An experiential learning approach (ExL) is imperative in physiotherapy education as it facilitates the conscious recognition and transformation of experiences in clinical practice. Thus, ExL can help reduce fear avoidance and apprehension behaviour by allowing students to gain hands-on experience and confidence in delivering optimal patient care. The primary objective of this study was to explore physiotherapy students' thresholds and tolerance to noxious thermal and pressure stimuli and how these factors correlate with their self-reported Knowledge, Attitude, and Practice (KAP) outcomes.
Methods: A mixed-method approach was employed, incorporating descriptive, qualitative, and exploratory research design methods to investigate the student’s …
Measuring Awareness, Empowerment And Action Orientation: Validation Of The Health Professions Educators Diversity, Equity, And Inclusion Scale (Hpe Dei, Peggy Gesing, R. Jason Lynch, Amanda K. Burbage
Measuring Awareness, Empowerment And Action Orientation: Validation Of The Health Professions Educators Diversity, Equity, And Inclusion Scale (Hpe Dei, Peggy Gesing, R. Jason Lynch, Amanda K. Burbage
Health Professions Education
Purpose. Educating students in health occupations about diversity, equity, and inclusion (DEI) can improve healthcare outcomes for the clients they serve, yet educators may lack training and readiness for incorporating DEI in course content. The purpose of this study was to develop and validate the psychometric properties of the Health Professions Educators DEI Scale (HPE DEI), which measures awareness, empowerment, and action orientation of educators.
Method. A 19-item literature-informed intrument was developed and reviewed for content validity by subject matter experts. Convenience and snowball sampling were used. The piloted instrument was distributed to seven institutions and received sufficient responses for …
Speculative Practicescapes Of Learning Design And Dreaming, Eamon Costello, Jason K. Mcdonald, F. Macgilchrist, P. Jandrić, H. Carbonel, S. Crighton, A. Buch, M. A. Peters
Speculative Practicescapes Of Learning Design And Dreaming, Eamon Costello, Jason K. Mcdonald, F. Macgilchrist, P. Jandrić, H. Carbonel, S. Crighton, A. Buch, M. A. Peters
Faculty Publications
This article addresses a serious issue that besets learning design: its over-reliance on frameworks that promise particular outcomes for individual learners that accord with pre-defined metrics. This is partly a function of the nature of learning design and devel- opment itself which is commonly seen as outcome-oriented activity that should ben- efit individual learners in specific ways. An alternative approach is adopted here which calls attention to other happenings at the heart of education, including positive emo- tions we experience that are made known through less measurable and more fleeting points of reference. Hence, we draw on sources such as …
The Naci Way: Connecting Native Groups And Teachers Through Culturally Responsive Instructional Design, Stephanie West, Heather Francis, Cally Flox, Brenda Beyal, Emily Soderborg, Jason K. Mcdonald
The Naci Way: Connecting Native Groups And Teachers Through Culturally Responsive Instructional Design, Stephanie West, Heather Francis, Cally Flox, Brenda Beyal, Emily Soderborg, Jason K. Mcdonald
Faculty Publications
In 2018, the BYU ARTS Partnership Native American Curriculum Initiative (NACI) was developed in response to teacher questions regarding the teaching of Native topics. Despite increased movements towards reconciliation, Native groups continue to be marginalized in Westernized educational settings. Additionally, teachers lack clear guidelines regarding the respectful teaching of Native topics. Describing the challenges we, the NACI team members, faced in our six-year journey partnering with Native groups in Utah, we outline key instructional design decisions we made and identify the culturally responsive principles that guided those decisions. We also advocate for the application of culturally responsive principles and practices …
Academic Communities Of Engagement: Exploring The Impact Of Online And In‑Person Support Communities On The Academic Engagement Of Online Learners, Kristian J. Spring, Charles R. Graham, Courtney N. Hanny, Sara Tuiloma, Kamal Badar
Academic Communities Of Engagement: Exploring The Impact Of Online And In‑Person Support Communities On The Academic Engagement Of Online Learners, Kristian J. Spring, Charles R. Graham, Courtney N. Hanny, Sara Tuiloma, Kamal Badar
Faculty Publications
Institutions of higher education are interested in supporting the academic success of their students in the most effective ways possible. Increasingly, this means engaging students in a blend of both online and in-person learning activities as well as connecting students with supportive communities in both modalities. This research explores the efforts of an institution that is trying to create positive post-secondary learning experiences for thousands of adults who have experienced significant barriers to accessing higher education through traditional routes. Students around the world are supported through both online and local, in-person communities created to support their academic engagement. In this …
Teacher Retention And Quality In The Four-Day School Week, Andrew Camp
Teacher Retention And Quality In The Four-Day School Week, Andrew Camp
Education Reform Faculty and Graduate Students Publications
The four-day school week is a school calendar that has become increasingly common following the COVID-19 pandemic. Proponents of the calendar often claim that offering teachers a regular 3-day weekend will help schools better retain existing teachers and recruit new teachers to their district without incurring additional costs due to higher salaries or other pecuniary benefits. However, there is scant empirical evidence assessing these claims. I use difference-in-differences and synthetic difference-in-differences models to assess the impact of four-day school week calendars on teacher retention and teacher quality in Arkansas. I find evidence that the calendar may help retain teachers who …
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล, ณัฐวุฒิ จันทร์โสภา
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล, ณัฐวุฒิ จันทร์โสภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร และกรอบแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาระดับความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัลของเด็กปฐมวัย 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล และ 4) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนที่เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 207 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และครู รวม 621 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 4 งาน ได้แก่ (1) ด้านหลักสูตร (2) ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (3) ด้านสื่อ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และ (4) ด้านประเมินพัฒนาการ กรอบแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก 12 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ องค์ประกอบที่ (1) ความฉลาดรู้ด้านข้อมูล ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบย่อย คือ การเข้าถึงและเข้าใจสื่อ การคิดวิเคราะห์และใช้ข้อมูลสารสนเทศ องค์ประกอบที่ (2) ความฉลาดรู้ด้านเทคโนโลยี ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบย่อย คือ ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการใช้และเข้าใจผลกระทบของเทคโนโลยี องค์ประกอบที่ (3) ความฉลาดรู้เกี่ยวกับมนุษย์ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบย่อย คือ ความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ทักษะอารมณ์และสังคม ความสามารถในการสื่อสารและประสานความร่วมมือ ความสามารถในการคิดและเรียนรู้ การมีมนุษยธรรม องค์ประกอบที่ (4) ทักษะพื้นฐาน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย คือ ความฉลาดรู้การเงิน …
การพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องเป็นฐาน, ศิริปรียา ใจบุญมา
การพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องเป็นฐาน, ศิริปรียา ใจบุญมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา นิสิตส่วนมากจำเป็นต้องรับผิดชอบทั้งการเรียนและการทำงาน หากไม่สามารถจัดการต่อความรับผิดชอบให้สมดุล อาจเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษา ที่นำไปสู่ภาวะความท้อแท้ในการเรียนได้ การวิจัยครั้งนี้จึงดำเนินการ (1) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา (2) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะและจัดกลุ่มภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา (3) เพื่อพัฒนาโมเดลทำนายความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา และ (4) เพื่อพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา แบ่งการวิจัยเป็น 3 ระยะ ในระยะแรกคือ การศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ และการวิเคราะห์การจัดกลุ่มภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ต่อมาคือการพัฒนาโมเดลทำนายภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา และระยะสุดท้ายคือการพัฒนาข้อเสนอแนะต่อการจัดการต่อความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาและการพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษา ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ พบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของภาวะความท้อแท้ในการเรียนโดยมีความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาเป็นตัวแปรส่งผ่าน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square(6, N = 160) = 20.678, p < .01, RMSEA = .124, SRMR = .075, CFI = .905, TLI = .793) 2) ผลวิเคราะห์การจัดกลุ่มลักษณะภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ด้วยการวิเคราะห์กลุ่มแฝง พบว่า สามารถจัดกลุ่มลักษณะของภาวะความท้อแท้ในการเรียนได้จำนวน 4 กลุ่ม (Entropy = 0.950, LL=-2989.508, AIC=6125.016, BIC=6349.504) 3) ผลการพัฒนาโมเดลทำนายภาวะความท้อแท้ในการเรียนของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา พบว่า โมเดลการทำนายมีความแม่นยำ (accuracy) เป็นร้อยละ 90.90 มีความไว (sensitivity) ต่อการระบุกลุ่มเป็นร้อยละ 87.50 มีความจำเพาะ (specificity) ร้อยละ 97.28 มีความถูกต้องแม่นยำในการทำนาย (precision) ร้อยละ 89.28 และมีคะแนน F1-score เป็น .8557 4) ผลการพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ได้ทดลองใช้กับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาจำนวน 84 คน พบว่า ระบบมีคะแนนประสิทธิภาพเป็น 72.17 คะแนน และนิสิตระบุว่าระบบการประเมินตนเองอยู่ในช่วงที่ยอมรับได้ (acceptable) จำนวน 50 คน (ร้อยละ 59.52)
นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น, ญาณาริณ พากเพียร
นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น, ญาณาริณ พากเพียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมไทยในกลุ่มวัยรุ่นตอนต้นลดลงอย่างชัดเจน เนื่องจากอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติผ่านสื่อออนไลน์ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความต้องการของวัยรุ่นตอนต้นที่มีต่อการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 2) พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น และ 3) ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาความต้องการการเรียนรู้ของวัยรุ่นตอนต้น และความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย 2) พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น 3) ทดลองใช้และพัฒนาเครื่องมือวิจัย และ 4) ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น โดยใช้เครื่องมือในการวิจัย จำนวน 6 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพความต้องการของวัยรุ่นตอนต้นที่มีต่อการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 2) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในด้านการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น 3) แบบประเมินการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 4) แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคลขณะทำกิจกรรม 5) แบบสะท้อนคิดหลังจากทำกิจกรรม และ 6) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้สื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ศึกษาโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) วัยรุ่นตอนต้นสนใจศิลปวัฒนธรรมไทยในระดับปานกลาง (ร้อยละ 57.50) โดยส่วนใหญ่ต้องการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยในลักษณะของการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ เมื่อสอบถามถึงประเภทประติมากรรมที่ชอบมากที่สุด พบว่า ส่วนใหญ่เลือกประเภทสัตว์ (ร้อยละ 62.50) รองลงมา คือ ตุ๊กตา (ร้อยละ 50) ด้านกระบวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการทำกิจกรรมทั้งในรูปแบบเดี่ยวและรูปแบบกลุ่ม (ร้อยละ 55) และต้องการทำกิจกรรมระยะเวลาประมาณ 30 นาที (ร้อยละ 62.50) ด้านสื่อการเรียนรู้ที่วัยรุ่นตอนต้นสนใจมากที่สุด คือ ของเล่นส่งเสริมการเรียนรู้ (ร้อยละ 62.50) รองลงมา คือ เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน VR (ร้อยละ 57.50) และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม AR (ร้อยละ 52.50) 2) การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้ ใช้ประติมากรรมเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากช่วยส่งเสริมการรับรู้ที่มีความเป็นรูปธรรมและง่ายต่อการเชื่อมโยงการอธิบายองค์ประกอบของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมไทยในแต่ละสาขา นอกจากนี้การเลือกใช้ประติมากรรมศิลปะแบบสุโขทัย มีงมีความเหมาะสมกับการนำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยเพราะมีรูปแบบศิลปะที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจพื้นฐานของศิลปวัฒนธรรมไทยได้อย่างชัดเจน …
รูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองเป็นฐานบนพื้นที่เสมือนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ศศิกานต์ ปิ่นสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองเป็นฐานบนพื้นที่เสมือนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 3 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 90 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ แบบวัดทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test dependent) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างกลุ่ม และภายในกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ ประกอบด้วย พื้นที่เสมือนเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน ทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองเป็นฐาน 2) ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ แล้ว นักเรียนที่มีแผนการเรียนที่แตกต่างกัน มีทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุวิจักขณ์ พลเดช
ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุวิจักขณ์ พลเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย วิธีดำเนินการวิจัย ตัวอย่างใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เป็นนักเรียนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 60 คน และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายจับฉลากแบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโต จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบปกติจำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโต จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 0.87 และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพ จำนวน 2 ฉบับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.94 และ 1 ตามลำดับ มีค่าความเที่ยง 0.86 และ 0.79 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ซึ่งการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้เรียนได้