Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Operations and Supply Chain Management Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 211 - 240 of 244
Full-Text Articles in Operations and Supply Chain Management
การวางแผนพัสดุคงคลังที่ทดแทดกันได้, นพพล รัตนบุรี
การวางแผนพัสดุคงคลังที่ทดแทดกันได้, นพพล รัตนบุรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับการกำหนดรูปแบบการใช้พัสดุที่ทดแทนกันได้ เพื่อนำไปกำหนดนโยบายการสั่งซื้อสำหรับการบริหารจัดการพัสดุคงคลังของพัสดุทดแทนกันได้ให้มีประสิทธิภาพ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสำหรับพัสดุทดแทนกันได้คือปริมาณกพัสดุในแต่ละรายการมีจำนวนมากเกินปริมาณความต้องการใช้จริง โดยมีพัสดุคงคลังเฉลี่ยสูงถึง 27 ล้านบาท แต่มีปริมาณการใช้ที่ 1.2 ล้านบาทต่อเดือน เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการใช้ที่ 1.2 ล้านบาทต่อเดือน ทำให้เกิดต้นทุนการจัดเก็บที่สูง ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาวิธีการใช้พัสดุ โดยการประยุกต์แบบจำลองทางคณิตศาสตร์สำหรับการกำหนดรูปแบบการใช้พัสดุให้มีต้นทุนการใช้ต่ำที่สุด ผ่านกระบวนการ Optimization เพื่อนำไปกำหนดนโยบายการสั่งซื้อพัสดุให้เหมาะสมกับปริมาณความต้องการใช้พัสดุที่แท้จริง โดยดำเนินการศึกษานโยบายการสั่งซื้อคงที่ จากแบบจำลองการสั่งซื้ออย่างประหยัด (Economic Order Quantity) และนโยบายการสั่งซื้อไม่คงที่ จากแบบจำลองการสั่งซื้อด้วยการกำหนดระดับพัสดุคงคลังเป้าหมาย (Order up-to Level) ผนวกกับการเปรียบเทียบการประยุต์ใช้นโยบายการสั่งซื้อแบบกำหนดรูปแบบการใช้พัสดุ และ ไม่กำหนดรูปแบบการใช้พัสดุ โดยตัวชีวัด ประกอบด้วย ระดับพัสดุคงคลังสิ้นงวด (Ending Inventory) ระดับการเติมเต็ม (Fill Rate) และต้นทุนรวม (Total Cost) โดยมีระดับการเติมเต็มที่ 95% ผลการศึกษาพบว่า นโยบายการสั่งคงที่แบบกำหนดรูปแบบการใช้พัสดุ ส่งผลให้มูลค่าพัสดุคงคลังลดลง 13.99% แต่มีระดับการเติมเต็มที่ 89.6% ต่ำกว่าที่กำหนด และต้นทุนรวมลดลง 5.48% สำหรับแบบไม่กำหนดรูปแบบการใช้พัสดุ ส่งผลให้มูลค่าพัสดุคงคลังลดลง 15.40% แต่มีระดับการเติมเต็มที่ 91% ต่ำกว่าที่กำหนด และต้นทุนรวมลดลง 9.07% ส่วนนโยบายการสั่งซื้อไม่คงที่แบบกำหนดรูปแบบการใช้พัสดุ ส่งผลให้มูลค่าพัสดุคงคลังลดลง 12.49% และมีระดับการเติมเต็มที่ 96% และต้นทุนรวมลดลง 10.05% บรรลุตามวัตถุประสงค์ สำหรับแบบไม่กำหนดรูปแบบการใช้พัสดุ ส่งผลให้มูลค่าพัสดุคงคลังลดลง 10.92% แต่มีระดับการเติมเต็มที่ 94.6% ต่ำกว่าที่กำหนด และต้นทุนรวมลดลง 8.54% ดังนั้นนโยบายการสั่งซื้อไม่คงที่แบบกำหนดรูปแบบการใช้พัสดุทำให้การจัดการพัสดุคงคลังมีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถลดต้นทุนรวมลงได้ 10.05% คิดเป็นมูลค่า 3.82 ล้านบาทต่อปี
การประยุกต์ใช้เรือดำน้ำกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน, พัฒนพงษ์ อ่วมด้วง
การประยุกต์ใช้เรือดำน้ำกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน, พัฒนพงษ์ อ่วมด้วง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้เรือดำน้ำกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประโยชน์การใช้งานของเรือดำน้ำของกองทัพเรือ มีลักษณะอะไรบ้าง ที่มีการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือจากการทำสงคราม และศึกษาว่าหน่วยงานภาครัฐและเอกชนใดบ้าง ที่มีความต้องการใช้งานเรือดำน้ำ เพื่อตอบสนองภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบหรือกิจกรรมของหน่วยงานตนเอง ตลอดจนแนวทางการประยุกต์ใช้เรือดำน้ำให้เกิดประโยชน์กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงศึกษาและวิเคราะห์ต้นทุนการปฏิบัติการของเรือดำน้ำในการปฏิบัติภารกิจนั้นๆ โดยการใช้กระบวนวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methodology) อันประกอบไปด้วย กระบวนการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) และการวิเคราะห์ต้นทุนการปฏิบัติการ (Analysis of operating costs) โดยการรวบรวมข้อมูลจากความสิ้นเปลืองที่กำหนดในรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของเรือดำน้ำ (S26T) มาคำนวณหาต้นทุนการใช้งาน โดยพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันในการออกปฏิบัติภารกิจต่างๆ ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะการใช้งานเรือดำน้ำที่มีการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือจากการทำสงคราม คือ การใช้งานเพื่อการตรวจจับวัตถุใต้ทะเล ค้นหาอากาศยาน เรืออับปาง ตลอดจนตู้คอนเทนเนอร์ที่จมอยู่ใต้ท้องทะเล และการเก็บตัวอย่างทรัพยากรน้ำทะเล อันได้แก่ น้ำทะเล อุณหภูมิน้ำทะเล ความเค็มของน้ำทะเล ซึ่งเป็นความต้องการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน อาทิ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล กองบังคับการตำรวจน้ำ และกรมเจ้าท่า เป็นต้น ทั้งนี้ หน่วยงานต่างๆ ดังกล่าวนี้ สามารถประสานขอรับการสนับสนุนข้อมูลจากการปฏิบัติงานของเรือดำน้ำหรือการใช้งานเรือดำน้ำ จากกองทัพเรือได้ ตามที่จะเห็นสมควร
ขีดความสามารถในการรองรับทางนิเวศวิทยาของการขนส่งสินค้าเทกองแห้ง ในบริเวณหมู่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี, อารยา สยามรัตนกิจ
ขีดความสามารถในการรองรับทางนิเวศวิทยาของการขนส่งสินค้าเทกองแห้ง ในบริเวณหมู่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี, อารยา สยามรัตนกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research is descriptive research. The objective is to study the problem and find solutions for the environmental degradation problem in the area of Sichang Islands. A good management is very necessary for Stability, Wealth and Sustainability. From bulk loading activities in Sichang Islands, the research indicates that low ecological carrying capacity from bulk loading in the area is diffused into the sea and some bulk loading is removed by sweeping into the sea. The dissolved oxygen is below a benchmark, sediments were found with an increased accumulation of organic matter every year and loadling activities in the eastern part …
การเปรียบเทียบรูปแบบการขายอินโคเทอมระหว่างทางทะเลและทางบก : กรณีศึกษาการส่งออกน้ำตาลบรรจุกระสอบ, ปวีณา รุ่งสุวรรณรัชต์
การเปรียบเทียบรูปแบบการขายอินโคเทอมระหว่างทางทะเลและทางบก : กรณีศึกษาการส่งออกน้ำตาลบรรจุกระสอบ, ปวีณา รุ่งสุวรรณรัชต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบต้นทุนอินโคเทอมทางทะเลและทางบก และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการขายและการซื้อรูปแบบอินโคเทอมทางทะเลและทางบก โดยกรณีศึกษาเป็นบริษัทผู้ส่งออกน้ำตาลรายหนึ่งของประเทศไทย การวิจัยเป็นการผสมผสานการวิจัยเชิงปริมาณได้แก่ การวิเคราะห์ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าทางทะเลและทางบก แล้วนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่าใช้จ่ายในการขายอินโคเทอมระหว่างทางทะเลและทางบก และการวิจัยเชิงคุณภาพคือ การสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจเลือกใช้รูปแบบอินโคเทอมทางทะเลและทางบกกับผู้ขายและผู้ซื้อที่มีอำนาจในการตัดสินใจเลือกใช้รูปแบบอินโคเทอมรูปแบบต่างๆ ผลการศึกษาพบว่าต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าทางทะเลมีค่าใช้จ่ายประหยัดกว่าการขนส่งสินค้าทางบกและตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อต้นทุนค่าใช้จ่ายของผู้ขายและผู้ซื้อคือค่าขนส่งสินค้าและค่าบริหารการจัดการ และปัจจัยที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจเลือกรูปแบบอินโคเทอมมากที่สุดของผู้ขายและผู้ซื้อที่มีความคิดเห็นตรงกันคือเรื่องระบบการขายน้ำตาล การเปรียบเทียบรูปแบบการขายสินค้าจากอินโคเทอมรูปแบบทางบกแบบ EXW รวมค่าขนส่งสินค้าจนถึงด่านชายแดนกับรูปแบบอินโคเทอมทางทะเลแบบ FOB ผู้ขายสนใจที่จะใช้รูปแบบอินโคเทอมทางทะเลแบบ FOB มากกว่า เนื่องจาก ความสะดวกสบายในการขายสินค้า ความต้องการระบายสินค้า ระบบโลจิสติกส์ของบริษัทและสถานที่รับสินค้าปลายทางของผู้ซื้อ
ความต้องการแรงงานด้านโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมเป้าหมายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eec), ภัค วีระเสถียร
ความต้องการแรงงานด้านโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมเป้าหมายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eec), ภัค วีระเสถียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาระดับสมรรถนะในระดับประถมศึกษา ม.ต้น-ปวส. และอนุปริญญา-ปริญญาเอก โดยการทำแบบสอบถามเก็บข้อมูลผู้ประกอบการเพื่อศึกษาหาระดับสมรรถนะ (ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ) ของแรงงานในปัจจุบันจากความเห็นของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 s – curve กิจการด้าน โลจิสติกส์ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผลการศึกษาพบว่าสมรรถนะของแรงงานในกิจการประเภทโลจิสติกส์ซึ่งประกอบไปด้วย ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ ของแรงงานทั้ง 3 ระดับ ได้คะแนนจากด้านความรู้ต่ำกว่าความคาดหวังของผู้ประกอบการในทุก ๆ ด้าน โดยแรงงานระดับ ม.ต้น-ปวส.มีระดับสมรรถนะโดยรวมต่ำกว่าความคาดหวังมากที่สุด รองลงมาคือระดับอนุปริญญา-ป.เอก และ ระดับประถมศึกษาตามลำดับ คุณลักษณะที่พึงประสงค์คือสมรรถนะที่สำคัญมากที่สุดสำหรับงานด้านโลจิสติกส์ในทุกระดับการศึกษา โดยเฉพาะด้านความซื่อสัตย์ สุจริต ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ความมีวินัยและการตรงต่อเวลา คุณลักษณะคือนิสัยการทำงานและการดำเนินชีวิต แรงงานที่ดีมีประสิทธิภาพต้องมีคุณลักษณะที่ดีเป็นอันดับแรก สมรรถนะที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความรู้หรือทักษะแต่เป็นคุณลักษณะ เพราะหากแรงงานขาดคุณลักษณะที่ดีแล้ว ความรู้หรือทักษะที่มีย่อมไร้ความหมาย และอาจเกิดความเสียหายได้หากนำไปใช้ในทางที่ผิด ดังนั้นแรงงานที่มีคุณลักษณะที่ดีจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ
การวิเคราะห์สายธารคุณค่ากระบวนการเรือเข้า-ออกที่ท่าเรือกรุงเทพ, รัชฎา จันทราช
การวิเคราะห์สายธารคุณค่ากระบวนการเรือเข้า-ออกที่ท่าเรือกรุงเทพ, รัชฎา จันทราช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการให้บริการเรือสินค้าตู้เข้า-ออกที่ท่าเรือกรุงเทพและวิเคราะห์กระบวนการตั้งแต่จุดทิ้งสมอ เรือผ่านร่องน้ำ และเข้าเทียบท่าเรือ ด้วยการใช้สายธารคุณค่า (Value Stream Mapping : VSM) เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ ซึ่งทำให้สามารถวิเคราะห์กิจกรรมสูญเปล่า (Non Value Added : NVA) เพื่อดำเนินการลดหรือขจัดออกจากกระบวนการ การดำเนินการวิจัยใช้การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการเรือสินค้า จำนวน 10 บริษัทระหว่างเดือนมกราคม 2560-พฤษภาคม 2561 จากการวิเคราะห์ VSM พบว่า กรณีเรือไทย (ขาเข้า) ค่า NVA เท่ากับ 25.5% หากขจัดระยะเวลาที่สูญเปล่าออกทั้งหมดระยะเวลารวมลดลงจาก 10.34 เป็น 8 ชม. และขจัดค่า NVA แต่ละหน่วยงาน คือ หน่วยงานที่ 3 (7%), 2 (6%), 1 (5%), 4 (4%) และ 5 (3.5%) จะลดระยะเวลากระบวนการรวมเท่ากับ 9.68, 9.86, 9.84, 9.93 และ 10.05 ชม. กรณีเรือต่างชาติ (ขาเข้า) ค่า NVA เท่ากับ 22% หากขจัดระยะเวลาที่สูญเปล่าออกทั้งหมดระยะเวลารวมลดลงจาก 10.14 เป็น 8.53 ชม. และขจัดค่า NVA แต่ละหน่วยงาน คือ หน่วยงานที่ 3 (7%), 1 (5%), 2 (5%), 5 (3%) และ 4 (2%) จะลดระยะเวลากระบวนการรวมเท่ากับ 9.65, 9.64, 9.88, 9.92 และ 9.92 ชม. และกรณีเรือขาออก ค่า NVA เท่ากับ …
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดทำธนาคารปูม้าชุมชนบริเวณอ่าวไทยตอนใน, กรรัตน์ แมลงภู่
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดทำธนาคารปูม้าชุมชนบริเวณอ่าวไทยตอนใน, กรรัตน์ แมลงภู่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่องนี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสำเร็จของกิจกรรมธนาคารปูม้าชุมชนในบริเวณอ่าวไทยตอนใน และเพื่อศึกษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานของธนาคารปูม้าในบริเวณอ่าวไทยตอนใน โดยมีผลที่คาดว่าจะได้รับเพื่อจัดทำแนวทาง และข้อเสนอแนะในการสร้างความยั่งยืนของกิจกรรมธนาคารปูม้าชุมชนในบริเวณอ่าวไทยตอนใน และมีคำถามวิจัย 1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อชุมชนในการจัดทำธนาคารปูม้าเพื่อก่อให้เกิดจิตสำนึกร่วมกันในการจัดการทรัพยากรประมง 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องของการจัดทำธนาคารปูม้าโดยการพึ่งพาตนเองอย่างมีความยั่งยืน และ 3. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนปูม้าหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการจัดทำธนาคารปูม้า โดยการดำเนินการวิจัยใช้วิธี การวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเจาะลึก การประชุมกลุ่มย่อย และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ สรุปและจำแนกเป็นปัจจัยที่สำคัญรวมถึงปัญหาอุปสรรคต่อการจัดทำธนาคารปูม้าชุมชนบริเวณอ่าวไทยตอนใน ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลให้ธนาคารปูม้าประสบผลสำเร็จนั้นประกอบด้วยการมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ข้อตกลงของชุมชน การจัดการงบประมาณภายในชุมชน ความต่อเนื่องต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ การดำเนินงานธนาคารปูม้าโดยชุมชนแต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอทำให้การพัฒนาการจัดการทรัพยากรของชุมชนเพื่อเสริมการจัดทำธนาคารปูม้าให้สำเร็จผลอย่างยั่งยืน ต้องการความร่วมมือกันระหว่างชุมชน ภาคเอกชน และภาครัฐ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทุกปัจจัยเกี่ยวข้องกันหมดหากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไปการจัดทำธนาคารปูม้าเพื่อให้เกิดความยั่งยืนจะไม่สามารถเกิดได้ เพราะทุกปัจจัยเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนกัน และก่อให้เกิดผลสำเร็จในการจัดทำธนาคารปูม้า
การปรับปรุงกระบวนการโหลดสินค้าของธุรกิจวัสดุทดแทนไม้โดยใช้ผังสายธารคุณค่าและการจำลองสถานการณ์, จารุวิทย์ ไกรวงศ์
การปรับปรุงกระบวนการโหลดสินค้าของธุรกิจวัสดุทดแทนไม้โดยใช้ผังสายธารคุณค่าและการจำลองสถานการณ์, จารุวิทย์ ไกรวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สภาพการดำเนินงานกระบวนการโหลดสินค้าของอุตสาหกรรมวัสดุทดทนไม้ และเพื่อวิเคราะห์ ตลอดจนค้นหาจุดคอขวด ของกระบวนการด้วยแผนภาพสายธารคุณค่า ที่นำไปสู่การหาแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการโหลดสินค้า ประกอบกับการนำแบบจำลองสถานการณ์ มาช่วยในการวิเคราะห์และเปรียบเทียบผลลัพธ์ของแต่ละแนวทางโดยใช้คลังสินค้าหนึ่งของบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุทดแทนไม้แห่งหนึ่ง เป็นตัวแทนของการศึกษา โดยมีเกณฑ์ชี้วัด 2 เกณฑ์ ประกอบด้วย ประสิทธิภาพด้านระยะเวลาและด้านอัตราการใช้ทรัพยากรของกระบวนการโหลดสินค้า ซึ่งจากการวิเคราะห์นำไปสู่การนำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการโหลดสินค้า 4 นโยบาย ซึ่งได้แก่ 1) การลดการรื้อไม้และการขนย้ายไม้ระหว่างการโหลดสินค้า 2) นโยบายการลดระยะเวลารอคอยในระหว่างการโหลดสินค้าจากการรอสินค้าในการผลิต และการแพ็คสินค้า 3) การลดการรื้อไม้และการขนย้ายไม้ระหว่างการโหลดสินค้า ร่วมกับนโยบายการลดระยะเวลารอคอยในระหว่างการโหลดสินค้าจากการรอสินค้าในการผลิต และการแพ็คสินค้า และ 4) การเพิ่มชุดโหลด (Load Resource) ในกระบวนการโหลดสินค้า จากการศึกษา พบว่า นโยบายการเพิ่มชุดโหลด (Load Resource) ในกระบวนการโหลดสินค้า สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการโหลดสินค้าในทุกเกณฑ์ชี้วัดได้มากที่สุด โดยสามารถทำให้ระยะเวลารวมเฉลี่ยของการเข้ามารับสินค้าลดลงได้ร้อยละ 3 ระยะเวลารอคอยเฉลี่ยเพื่อโหลดสินค้าประเภทรถพื้นเรียบลดลงร้อยละ 92 ระยะเวลารอคอยเฉลี่ยเพื่อโหลดสินค้าประเภทรถตู้คอนเทนเนอร์ลดลงร้อยละ 94 และระยะเวลากระบวนการโหลดสินค้าภายในคลังสินค้าลดลงร้อยละ 30 อีกทั้งยังมีอัตราการใช้ทรัพยากรในกระบวนการโหลดสินค้าไม่เกินร้อยละ 80
การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าของ กระทรวงพาณิชย์, ศิรินพ เอี่ยมศิริ
การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าของ กระทรวงพาณิชย์, ศิรินพ เอี่ยมศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าของสำนักบริการการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยการสร้างแบบจำลองสถานการณ์ด้วยโปรแกรม Arena เพื่อพิจารณาระยะเวลาในการให้บริการและระยะเวลารอคอยของผู้ใช้บริการ และใช้แบบจำลองที่ได้มาทดลองเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการโดยการเพิ่มช่องทางพิเศษ (Fast lane) ให้กับผู้ใช้บริการรายย่อย โดยจะพิจารณาจากขั้นตอนการออกหนังสือรับรองฯในปัจจุบันซึ่งขั้นตอนในปัจจุบันพบว่า ระยะเวลาในการให้บริการเฉลี่ยอยู่ที่ 117.60 นาที และระยะเวลารอคอยเฉลี่ยอยู่ที่ 47.10 นาที หลังจากดำเนินการวิจัยโดยการเพิ่มช่องทางพิเศษพบว่าการเพิ่มช่องทางพิเศษสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้จริงโดยจำนวนฉบับที่เหมาะสมสำหรับช่องทางพิเศษและทำให้ช่องทางพิเศษ มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ 1-8 ฉบับ โดยระยะเวลาในการให้บริการเฉลี่ยอยู่ที่ 51.40 นาที ลดลงจากเดิม 56.29% และระยะเวลารอคอยเฉลี่ยอยู่ที่ 20.25 นาที ลดลงจากเดิม 57.01% โดยมีการใช้อรรถประโยชน์อยู่ที่ 65.02%
ความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของคนประจำเรือลำเลียงสินค้าบริเวณท่าเรือเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี, คณินศักดิ์ จันทร์ประสิทธิ์
ความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของคนประจำเรือลำเลียงสินค้าบริเวณท่าเรือเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี, คณินศักดิ์ จันทร์ประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของคนประจำเรือลำเลียงสินค้าที่ท่าเรือเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของคนประจำเรือลำเลียงสินค้า ได้แก่ การรับสื่อข่าวสารด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ความรู้ความเข้าใจต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และทัศนคติต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากผู้ตอบแบบสอบถาม 400 คน สถิติที่ใช้คือสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติเชิงอนุมานเพื่อทดสอบสมมติฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลโดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า คนประจำเรือลำเลียงสินค้าส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 35-40 ปี ร้อยละ 51 มีประสบการณ์ทำงานระหว่าง 6-15 ปี ร้อยละ 64.75 มีรายได้ 20,001-25,000 บาท ขึ้นไป ร้อยละ 72.75 และคนประจำเรือลำเลียงสินค้าส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ทางภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คนประจำเรือลำเลียงสินค้าส่วนใหญ่ไม่แยกขยะอาหาร(79.20%) และขยะรีไซเคิล(57.30%) ผู้ประกอบการเรือลำเลียงส่วนใหญ่(81.9%)ไม่มีถุงขยะหรือถังขยะสำหรับลูกเรือ พบว่าปัจจัยส่วนบุคคล เช่น อายุ ประสบการณ์ทำงาน สถานภาพรายได้ และภูมิลำเนาไม่ส่งผลต่อความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของคนประจำเรือลำเลียงสินค้า ทั้งนี้ความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของคนประจำเรือลำเลียงสินค้ามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปัจจัยด้านความรู้ความเข้าใจต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและปัจจัยด้านทัศนคติต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล คนประจำเรือลำเลียงสินค้าในภาพรวมมีความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในระดับมาก มีความรู้ความเข้าใจต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในระดับมาก และมีทัศนคติต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในระดับมาก ซึ่งคนประจำเรือลำเลียงสินค้าทราบถึงคุณค่าที่ควรอนุรักษ์ไว้ของทรัพยากรทางทะเล สามารถประเมินได้ว่าการกระทำใดเป็นการทำลายทรัพยากรทางทะเล และการกระทำใดเป็นตัวช่วยในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดของพื้นที่ที่อยู่อาศัยบนเรือลำเลียงสินค้าและวิถีชีวิตบนเรือลำเลียงสินค้าจึงทำให้ไม่มีทางเลือกที่มากพอในการจัดการขยะและน้ำเสียต่างๆ
การใช้ประโยชน์สูงสุดของเรือสนับสนุนกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนอกชายฝั่ง, ณัฐพงษ์ ปลีทอง
การใช้ประโยชน์สูงสุดของเรือสนับสนุนกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนอกชายฝั่ง, ณัฐพงษ์ ปลีทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กิจการนอกชายฝั่งหรือออฟชอร์นั้นเป็นกิจการที่มุ่งเน้นการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่อยู่ใต้ทะเล เพื่อนำปิโตรเลียมที่อยู่ใต้พื้นทะเลขึ้นมาใช้ประโยชน์ และเมื่อกิจการออฟชอร์เป็นการปฏิบัติงานที่อยู่ในทะเล จึงจำเป็นต้องใช้เรือเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานต่างๆ อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ได้มุ่งประเด็นไปในเรื่องการใช้ประโยชน์จากเรือรับส่งพนักงานหรือ Crew Boat เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด และเพื่อหาจุดบกพร่องเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด โดยการวิจัยครั้งนี้ได้นำการวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยแบบจำลองมาประยุกต์ใช้ในการประเมินเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกวิธีการบริหารจัดการต้นทุนที่เกิดจากการใช้งานเรือรับส่งพนักงานในการเดินทางไปและกลับ จากแท่นที่พักอาศัยและแท่นหลุมผลิต ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยวัตถุประสงค์หลักของการวิจัยเพื่อหาวิธีการจัดการลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะที่ไม่ได้ปฏิบัติงานในการขนส่งพนักงานหรือในช่วงของการเดินเรือเที่ยวเปล่า (Back Haul) กลับมายังทุ่นที่ติดตั้งไว้บริเวณแท่นพักอาศัย การวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยแบบจำลองของการใช้งานเรือรับส่งพนักงานที่จะนำมาพิจารณามีด้วยกัน 3 วิธีการคือ แบบจำลองที่ 1 การใช้งานเรือในปัจจุบัน คือการนำเรือกลับมาผูกทุ่นที่ได้ติดตั้งไว้บริเวณแท่นที่พักอาศัยทุกครั้งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจของแต่ละช่วงเวลาโดยดับเครื่องจักรใหญ่ของเรือทั้งหมดในระหว่างที่เรือผูกทุ่น แบบจำลองที่ 2 การนำทุ่นผูกเรือไปติดตั้งเพิ่มไว้ในบริเวณแท่นหลุมผลิตสุดท้ายของเส้นทาง โดยให้เรือดับเครื่องจักรใหญ่ทั้งหมดในระหว่างที่รอรับพนักงานกลับมายังแท่นที่พักอาศัยหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจของแต่ละช่วงเวลา และ แบบจำลองที่ 3 การให้เรือลอยลำในบริเวณใกล้เคียงแท่นหลุมผลิตสุดท้ายของเส้นทางโดยให้เรือดับเครื่องจักรใหญ่บางเครื่องในขณะที่ลอยลำรอรับพนักงานกลับมายังแท่นที่พักอาศัยหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจของแต่ละช่วงเวลา ผลของงานวิจัยครั้งนี้พบว่า แบบจำลองสถานการณ์ทั้ง 3 แบบ มีข้อดีข้อด้อยที่แตกต่างกันตามลักษณะของงาน โดยแบบจำลองที่ 1 การนำเรือกลับมาผูกทุ่นเหมาะสำหรับการรับส่งพนักงานในระยะทางที่ใกล้กว่า 5.65 ไมล์ทะเล และแบบจำลองที่ 3 นั้นเหมาะสำหรับการให้เรือลอยลำรอรับพนักงานกลับที่ปลายทางที่มีระยะทางมากกกว่า 5.65 ไมล์ทะเล อย่างไรก็ตามแบบจำลองที่ 2 นั้นยังไม่เหมาะสำหรับการนำมาปฏิบัติในตอนนี้เนื่องจากต้องลงทุนสูงและมีระยะเวลาของการได้ใช้ประโยชน์จากทุ่นสั้นเกินไปจนถึงวันหมดสัญญาสัมปทาน
ทัศนคติ และการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวต่อโครงการชายหาดปลอดบุหรี่: กรณีศึกษาชายหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี, ทวีทรัพย์ แสงนุภาพ
ทัศนคติ และการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวต่อโครงการชายหาดปลอดบุหรี่: กรณีศึกษาชายหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี, ทวีทรัพย์ แสงนุภาพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติ และการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อโครงการชายหาดปลอดบุหรี่บริเวณชายหาดบางแสน สุ่มเลือกนักท่องเที่ยว 400 คน โดยใช้แบบสอบถาม และแบบสอบถามเพิ่มเติมเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สูบบุหรี่ 40 คน บนบริเวณชายหาด ระยะเวลาการศึกษาตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 วันที่สำรวจเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ (1) นักท่องเที่ยวใช้ตู้สูบบุหรี่สำหรับสูบบุหรี่ และทิ้งก้นกรองบุหรี่ในระดับปานกลาง ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจที่พบก้นกรองบุหรี่ร้อยละ 46.19 ตามแนวถนน และทางเดินชายหาด ร้อยละ 36.49 ในตู้สูบบุหรี่ และร้อยละ 17.32 บนพื้นที่ชายหาด ตามลำดับ (2) การมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวต่อโครงการชายหาดปลอดบุหรี่โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยที่ด้านความสำนึกรับผิดชอบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านทัศนคติ ด้านความรู้ และด้านความตระหนักโดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการรับรู้ข่าวสาร และการเห็นแบบอย่างโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง (3) การทดสอบสมมติฐาน พบว่า นักท่องเที่ยวที่มีเพศ และอายุต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมต่อโครงการต่างกัน (4) ในหกปัจจัยที่ใช้ในการวิเคราะห์การมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวต่อโครงการ พบว่า มีเพียงสี่ปัจจัยที่มีอำนาจพยากรณ์ที่ดีที่สุด คือ ความรู้ การรับรู้ข่าวสาร ความสำนึกรับผิดชอบ และการเห็นแบบอย่าง ตามลำดับ โดยสามารถอธิบายการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวจากปัจจัยทั้งสี่ปัจจัยได้ร้อยละ 15.2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การกำหนดคุณลักษณะเรือของกองทัพเรือเพื่อปฏิบัติการ และสนับสนุนการขจัดคราบน้ำมันในทะเลไทย, ธนกานต์ สิทธิวงษ์
การกำหนดคุณลักษณะเรือของกองทัพเรือเพื่อปฏิบัติการ และสนับสนุนการขจัดคราบน้ำมันในทะเลไทย, ธนกานต์ สิทธิวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงพรรณนาเพื่อศึกษาการกำหนดคุณลักษณะเรือผิวน้ำสำหรับดำเนินบทบาทในการเป็นหน่วยปฏิบัติการ และสนับสนุนการขจัดคราบน้ำมันในทะเล ภายใต้ขอบเขตการรั่วไหลของน้ำมันในระดับ 1 ถึง 2 อันจะทำให้กองทัพเรือมีเครื่องมือที่เหมาะสมในการปฏิบัติภารกิจ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การสร้างความสมดุล และยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเล ตามแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล โดยได้นำกระบวนการคิดที่นำไปสู่แผนการจัดหากำลังรบมาประยุกต์ใช้เป็นกรอบแนวทางในการวิจัย จากผลการศึกษา พบว่ากระแสโลกาภิวัตน์ได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามรูปแบบใหม่ทางด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่มีสาเหตุจากน้ำมันรั่วไหล โดยประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลได้อยู่เสมอ แต่ทว่าแผนการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุยังขาดการปรับปรุงให้ทันสมัยเหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเครื่องมือที่ใช้ทำหน้าที่ดังกล่าวของกองทัพเรือก็มีอยู่อย่างจำกัดไม่ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดเหตุ ทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือได้เพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น โดยในงานวิจัยนี้ได้มีการศึกษาเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในภารกิจขจัดคราบน้ำมันในทะเลร่วมกับการกำหนดคุณลักษณะเรือผิวน้ำเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับพื้นที่ สภาพอากาศ และชนิดของน้ำมัน อาทิเช่น อุปกรณ์ตรวจจับคราบน้ำมัน การใช้หุ่นยนต์ ทุ่น และเครื่องดูดเก็บคราบน้ำมันแบบต่าง ๆ ซึ่งแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลนั้น ในเบื้องต้นสามารถทำได้ด้วยการปรับปรุงเรือของกองทัพเรือที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีขีดความสามารถด้านงานขจัดคราบน้ำมันบางอย่างเพิ่มขึ้น และในระยะยาวทำได้ด้วยการจัดหาเรือผิวน้ำใหม่ ซึ่งจะต้องมีคุณลักษณะที่มุ่งเน้นความคุ้มค่า อเนกประสงค์ มีขีดความสามารถที่จำเป็น และรองรับการปฏิบัติการได้หลายภารกิจ โดยตัวเรือต้องมีความแข็งแรงคงทนได้ถึงสภาวะทะเลระดับ 3 ทำความเร็วต่อเนื่องได้ 12 นอต และปฏิบัติงานที่ระดับความลึกน้ำ 10 เมตร เป็นอย่างน้อย มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการติดตั้งเครื่องมือ และอุปกรณ์สนับสนุนการขจัดคราบน้ำมันแบบต่าง ๆ สามารถดับเพลิงภายนอกตัวเรือได้ รวมถึงให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเลเป็นการชั่วคราว และการส่งกลับสายแพทย์ได้ ในส่วนระบบตรวจการณ์ต้องสามารถติดตามพิสูจน์ทราบเป้าพร้อมทั้งแสดงภาพสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบสื่อสารครอบคลุมทุกย่านความถี่รองการเชื่อมโยงทางไกลผ่านดาวเทียม โดยทุกระบบต้องมีความน่าเชื่อถือสูง ทั้งนี้คุณลักษณะของเรือที่ได้ยังคงเป็นแบบความคิดรวบยอดที่ไม่เจาะลึกลงไปถึงรายละเอียดทางเทคนิค นอกจากนี้ในงานวิจัยได้มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม โดยเห็นว่ากองทัพเรือควรพัฒนาองค์ความรู้ด้านการขจัดคราบน้ำมันในทะเลให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติงานควบคู่กับการพัฒนาด้านองค์วัตถุ และควรทบทวนยุทธศาสตร์กองทัพเรือถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของชาติทางทะเลในภาพรวมได้ รวมถึงประเทศไทยควรปรับปรุงแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติให้ทันสมัย และจัดให้มีคลังอุปกรณ์ พร้อมทั้งเรือป้องกันและขจัดคราบน้ำมันในทะเลกระจายครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุน้ำมันรั่วไหลในทะเล โดยแนวทางการพัฒนาปรับปรุงเรือนั้นจำเป็นต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม คุ้มค่า และรายละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามสำหรับการจัดหาเรือใหม่กองทัพเรือควรใช้แนวทางการแปลงยุทธศาสตร์เป็นกำลังรบในลักษณะของการจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อให้ได้เครื่องมือที่เหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจอื่น ๆ นอกเหนือจากภารกิจในการป้องกันประเทศซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ขนาด คือ ความยาว 90, 70 และน้อยกว่า 40 เมตร ตามลำดับ โดยขนาด 70 และน้อยกว่า 40 เมตร เป็นขนาดที่มีความเหมาะสมคุ้มค่ามากที่สุด
รูปแบบการขนส่งทางถนนที่เหมาะสมสำหรับการกระจายพัสดุสายพลาธิการของกองทัพอากาศ, ณัฐพร คำพวง
รูปแบบการขนส่งทางถนนที่เหมาะสมสำหรับการกระจายพัสดุสายพลาธิการของกองทัพอากาศ, ณัฐพร คำพวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการขนส่งทางถนนสำหรับการกระจายพัสดุสายพลาธิการของกองทัพอากาศ และเพื่อเปรียบเทียบรูปแบบการขนส่งทางถนนระหว่าง การขนส่งแบบ Milk Run โดยผ่านทุก ๆ หน่วยในภูมิภาค, การขนส่งแบบ Milk Run โดยแบ่งเป็นหลายเส้นทางในแต่ละภูมิภาค, การขนส่งผ่านศูนย์กระจายพัสดุ และการขนส่งผ่านศูนย์กระจายพัสดุ ร่วมกับ Milk Run เพื่อหาแนวทางเลือกที่มีความเหมาะสมกับการกระจายพัสดุไปยังหน่วยในแต่ละภูมิภาค โดยใช้สถิติการขนส่งพัสดุปีงบประมาณ 2559-2560 นำโปรแกรมระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) มาช่วยในวิเคราะห์การหาตำแหน่งที่เหมาะสม สำหรับใช้เป็นจุดกระจายพัสดุของแต่ละภูมิภาค รวมถึงนำการหาระยะทางขนส่งที่สั้นที่สุด (Optimal Solution) มาช่วยในการจัดเส้นทางการขนส่งพัสดุในรูปแบบ Milk Run ของแต่ละภูมิภาคอีกด้วย จากการศึกษาพบว่า รูปแบบการขนส่งผ่านศูนย์กระจายพัสดุ ร่วมกับ Milk Run ทำให้การขนส่งพัสดุในภาคเหนือมีต้นทุนต่ำที่สุด ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนการขนส่งลงได้ 18.04 %, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รูปแบบการขนส่งแบบ Milk Run โดยแบ่งเป็นหลายเส้นทางในภูมิภาค ทำให้การขนส่งพัสดุมีต้นทุนต่ำที่สุด ซึ่งสามารถลดต้นทุนการขนส่งลงได้ 2.04 %, ภาคใต้ รูปแบบการขนส่งผ่านศูนย์กระจายพัสดุ ทำให้การขนส่งพัสดุมีต้นทุนต่ำที่สุด สามารถลดต้นทุนการขนส่งลงได้ 27.79 % และภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก การขนส่งพัสดุในรูปแบบเดิม (Direct Shipment) มีต้นทุนการขนส่งถูกที่สุด
การศึกษาพัฒนาการด้านโลจิสติกส์เพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทย, วีรชัย อู๋สมบูรณ์
การศึกษาพัฒนาการด้านโลจิสติกส์เพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทย, วีรชัย อู๋สมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากโลจิสติกส์เพื่อมนุษยธรรมมีบทบาทอย่างยิ่งในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติ งานวิจัยฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาเชิงสำรวจโลจิสติกส์เพื่อมนุษยธรรมในการโต้ตอบภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยใช้เหตุอุทกภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยาช่วง พ.ศ. 2555 – 2560 เป็นกรณีศึกษา การวิเคราะห์เนื้อหาจากบทความความข่าวชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานที่มีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ดำเนินการเชิงโลจิสติกส์เพื่อมนุษยธรรมมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการประกาศใช้แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติฉบับ พ.ศ. 2558 การศึกษาครั้งนี้ยังเผยให้เห็นว่า การประเมินและการวางแผน เป็นกระบวนการเชิงโลจิสติกส์เพื่อโต้ตอบภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีจำนวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เนื้อหาข่าวกลับไม่กล่าวถึงการยุติความช่วยเหลือเท่าใดนักในกระบวนการบรรเทาภัยพิบัติ ผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ช่วยส่งเสริมความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นต่อการบริหารจัดการโลจิสติกส์เพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทย ก่อประโยชน์แด่ทั้งเชิงวิชาการและเชิงนโยบายด้านการจัดการภัยพิบัติในประเทศ โดยในเชิงวิชาการ งานวิจัยฉบับนี้นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นให้ศึกษากระบวนการโลจิสติกส์เพื่อมนุษยธรรมในขั้นตอนอื่นๆนอกเหนือจากการโต้ตอบภัย อันประกอบกันขึ้นเป็นวงจรการบริหารจัดการภัยพิบัติ ส่วนในเชิงนโยบาย การศึกษาชี้ให้เห็นว่าหากแผนชาติได้ระบุขอบเขตความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจอย่างชัดเจนจะส่งผลต่อปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือประชาชนเมื่อภัยเกิดขึ้น
ตัวแบบการพยากรณ์ที่ส่งผลต่อยอดขายสินค้าที่ทำการส่งเสริมการขาย, ธันยพร เชี่ยวพานิชย์
ตัวแบบการพยากรณ์ที่ส่งผลต่อยอดขายสินค้าที่ทำการส่งเสริมการขาย, ธันยพร เชี่ยวพานิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่คาดว่ามีอิทธิพลต่อยอดขายที่ทำ โปรโมชันซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาตัวแบบการพยากรณ์ยอดขายอย่างเหมาะสมกับแต่ละกลุ่มสินค้า เพื่อ เพิ่มความแม่นยำของการพยากรณ์ให้กับธุรกิจในการจัดการระดับสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยข้อมูลที่ศึกษาเป็นของบริษัทค้าปลีกแห่งหนึ่งที่มีการจัดจำหน่ายสินค้าผ่านรูปแบบสาขาที่แตกต่างกัน นั่นคือ Department Store, Extra Store และ Hypermarket ตั้งแต่เดือน มีนาคม ปี 2559 ถึง เดือน กุมภาพันธ์ ปี 2561 ของสินค้า 4 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าประเภทเครื่องนอนกลุ่มหมอนและหมอนข้าง สินค้า ประเภทเครื่องนอนกลุ่มผ้านวมและผ้าปูที่นอน สินค้าประเภทพลาสติกกลุ่มกล่องอเนกประสงค์ และ สินค้าประเภทพลาสติกกลุ่มอุปกรณ์ไม้แขวน โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความถดถอยเชิง เส้นแบบพหุ ผลการวิจัยพบว่าแต่ละกลุ่มสินค้ามีปัจจัยที่ส่งผลต่อยอดขายที่แตกต่างกัน ดังนั้นธุรกิจจึงไม่สามารถใช้ปัจจัยเดียวกันในการพยากรณ์ทุกกลุ่มสินค้าได้ ส่งผลให้มีตัวแบบที่ใช้ในการพยากรณ์แต่ละ กลุ่มสินค้าแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งจากผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์จะสามารถพัฒนาตัวแบบการพยากรณ์ ได้ทั้งสิ้น 12 ตัวแบบสำหรับแต่ละกลุ่มสินค้าเมื่อจัดจำหน่ายในรูปแบบสาขาที่แตกต่างกัน หลังจากนั้นจึง ทำการคำนวณหาค่าความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ด้วยการใช้ตัวแบบที่ได้จากการวิเคราะห์ความ ถดถอยเชิงพหุทั้ง 12 ตัวแบบเปรียบเทียบกับการพยากรณ์ด้วยประสบการณ์แบบดั้งเดิม พบว่าเมื่อมีการ นำตัวแบบไปประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์สำหรับแต่ละกลุ่มสินค้าที่จัดจำหน่ายผ่านสาขาที่มีรูปแบบที่ แตกต่างกัน สามารถลดค่าความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ลงได้ โดยสินค้าประเภทพลาสติกกลุ่ม อุปกรณ์ไม้แขวนมีค่าความคลาดเคลื่อนลดลงโดยเฉลี่ยมากที่สุด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 36.44 เนื่องจากเป็น กลุ่มสินค้าที่มีค่าสัมประสิทธ์การตัดสินใจที่มีการปรับค่าแล้วที่ได้จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์สูงที่สุด โดยเฉลี่ยร้อยละ 91 นั่นหมายความว่าตัวแปรหรือปัจจัยที่ถูกคัดเลือกเข้าสู่สมการสำหรับสินค้ากลุ่มนี้ สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของยอดขายโดยเฉลี่ยได้สูงถึงร้อยละ 91
การพัฒนาระบบจัดการสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา ร้านขายอุปกรณ์เสริมสวย, วลัยพรรณ อนันต์ธเนศ
การพัฒนาระบบจัดการสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา ร้านขายอุปกรณ์เสริมสวย, วลัยพรรณ อนันต์ธเนศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบจัดการสินค้าคงคลังของกิจการร้านขายอุปกรณ์เสริมสวยกรณีศึกษา ภายใต้ระดับการให้บริการที่ต้องการ จากการวิเคราะห์กระบวนการดำเนินงานการจัดการสินค้าคงคลังของร้านกรณีศึกษา พบว่าสินค้าแต่ละประเภทมีปริมาณความต้องการที่ไม่คงที่ และผลการดำเนินงานก่อให้เกิดปัญหาคือ บางครั้งเกิดการขาดแคลนสินค้าบางรายการในบางช่วง และในขณะเดียวกันบางรายการมีปริมาณสินค้าคงคลังมากเกินความต้องการ ดังนั้นในการวิจัยจึงได้เลือกตัวอย่างสินค้าจำนวน 20 รายการเพื่อพัฒนานโยบายสั่งซื้อ กระบวนการพัฒนานโยบายสั่งซื้อจะเริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของสินค้าตัวอย่าง จากนั้นวิเคราะห์ข้อจำกัดต่างๆ ในการกำหนดนโยบายสั่งซื้อของร้านกรณีศึกษา เพื่อกำหนดแนวทางการกำหนดนโยบายการสั่งซื้อ ในงานวิจัยนี้ได้ประยุกต์ใช้ตัวแบบปริมาณการสั่งซื้อคงที่ (Q) ร่วมกับจุดสั่งซื้อ (Reorder point) มาใช้ในการจัดการสินค้าคงคลังของร้านค้ากรณีศึกษา โดยพิจารณาเปรียบเทียบจากปริมาณการสั่งซื้ออย่างประหยัด (EOQ) เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ อีกทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลสินค้าคงคลัง เพื่อช่วยแสดงผลปริมาณสินค้าคงคลัง และการเคลื่อนไหวของสินค้าคงคลัง ผลการทดสอบระบบที่พัฒนา โดยเปรียบเทียบกับวิธีการดำเนินงานปัจจุบันของร้านค้ากรณีศึกษา โดยใช้ข้อมูลการดำเนินงานในปี 2561 พบว่า สามารถลดระดับสินค้าคงคลังเฉลี่ยได้ถึง 56% ทำให้ต้นทุนถือครองโดยรวมลดลง 50% โดยยังคงสามารถตอบสนองต่อลูกค้าที่ระดับการให้บริการ 95% นอกจากนี้ระบบใหม่สามารถลดขั้นตอนการตรวจนับจำนวนสินค้าในคลัง ก่อนการรับเข้า เบิกจ่าย และสั่งซื้อ อย่างไรก็ตามควรมีรอบการตรวจนับจำนวนสินค้า เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการบันทึกสินค้าคงคลังของระบบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แน่ใจในประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบใหม่ที่นำเสนอ
สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาขยะจากระบบขนส่งสินค้าทางทะเล จากเรือขนส่งสินค้าและเรือลำเลียง บริเวณพื้นที่จอดทอดสมอเรือบริเวณเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี, ณัฏฐภรณ์ ระลึกมูล
สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาขยะจากระบบขนส่งสินค้าทางทะเล จากเรือขนส่งสินค้าและเรือลำเลียง บริเวณพื้นที่จอดทอดสมอเรือบริเวณเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี, ณัฏฐภรณ์ ระลึกมูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญญาและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาขยะจากระบบการขนส่งสินค้าทางทะเล ขยะจากเรือสินค้าระหว่างประเทศและเรือลำเลียง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของมลพิษทางทะเลแก่เกาะสีชัง ดังนั้นจำเป็นต้องมีการจัดการที่ดี เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลของไทยในระยะยาว เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ผลการวิจัยพบว่า 1) สำหรับเรือสินค้าระหว่างประเทศ ผลจากการไม่ได้เข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลภาวะจากเรือ ค.ศ.1973 และพิธีสาร ค.ศ. 1978 ภาคผนวกที่ 5 ข้อบังคับเกี่ยวกับการป้องกันมลพิษจากขยะบนเรือ ทำให้ 1.1) ประเทศไทยไม่มีอำนาจในการตรวจเรือและบังคับใช้กฎหมายแก่เรือได้อย่างสมบูรณ์ และการดำเนินการในปัจจุบันพบว่าสิ่งอำนวยความสะดวกในการรองรับของเสียจากเรือสินค้าระหว่างประเทศไม่เพียงพอ 1.2) ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดพื้นที่ให้เป็นพื้นที่พิเศษและพื้นที่ทะเลที่มีความอ่อนไหวเฉพาะ ที่จะดำเนินการออกกฎหมาย เพื่อป้องกัน ลด และควบคุมมลพิษจากเรือสินค้าระหว่างประเทศได้ และ 2) สำหรับเรือลำเลียง ประกอบด้วย 2.1) ไม่มีการออกกฎหมายที่บังคับเฉพาะเรือลำเลียง ไม่มีการกำหนดแผนในการจัดการขยะแก่เรือลำเลียง 2.2) สิ่งอำนวยความสะดวกในการรองรับของเสียจากเรือลำเลียงไม่เพียงพอ เนื่องจากกระบวนการจัดการขยะโดยเทศบาลตำบลเกาะสีชัง โดยนำขยะจากเรือลำเลียงไปกำจัดที่ศูนย์กำจัดขยะของเกาะสีชังที่ประสบปัญหาเรื่องขยะตกค้างและก่อมลพิษแก่ชุมชนบนเกาะสีชัง โดยข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา ดังนี้ 1) สำหรับเรือสินค้าระหว่างประเทศ ไทยควรเข้าสู่การเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลภาวะจากเรือ ค.ศ.1973 และพิธีสาร ค.ศ. 1978 ภาคผนวกที่ 5 ข้อบังคับเกี่ยวกับการป้องกันมลพิษจากขยะบนเรือ เพื่อทำให้ 1.1) ประเทศไทยมีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ที่สามารถดำเนินการบังคับใช้และกำหนดข้อปฏิบัติแก่เรือสินค้าระหว่างประเทศที่เข้ามาเทียบท่า และเพื่อการจัดการเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับของเสียอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ 1.2) ทำให้ประเทศมีประกาศอ่าวไทยเป็นพื้นที่พิเศษและพื้นที่ทะเลที่มีความอ่อนไหวเฉพาะ ที่จะทำให้เกิดข้อบังคับพิเศษที่จะช่วยป้องกันมลพิษทางทะเลจากกิจกรรมการใช้ประโยชน์จากทะเล และ 2) สำหรับเรือลำเลียง 2.1) ไทยควรออกกฎหมายข้อบังคับที่บังคับแก่เรือลำเลียงโดยตรง โดยกำหนดให้เรือลำเลียงมีแผนจัดการขยะ เช่น ข้อกฎหมายบังคับแก่บริษัทเจ้าของเรือลำเลียง ให้กองเรือลำเลียงแยกขยะก่อนนำไปกำจัด 2.2) ควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่เพียงลำเลียงขนส่งขยะตามหลักสุขาภิบาล โดยให้หน้าที่การกำจัดขยะเป็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแทน และควรนำข้อแนะนำปฏิบัติจากอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลภาวะจากเรือ ค.ศ.1973 และพิธีสาร ค.ศ. 1978 ภาคผนวกที่ 5 มาปรับใช้กับกฎหมายภายใน เพื่อบังคับใช้แก่เรือลำเลียงและข้อกำหนดเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับของเสีย
ปัญหาและอุปสรรคในการขนส่งสินค้าประเภทข้าวสารด้วยเรือลำเลียงในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักของประเทศไทย, ปรารถนา รุ่งสุวรรณรัชต์
ปัญหาและอุปสรรคในการขนส่งสินค้าประเภทข้าวสารด้วยเรือลำเลียงในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักของประเทศไทย, ปรารถนา รุ่งสุวรรณรัชต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการขนส่งสินค้าประเภทข้าวสารด้วยเรือลำเลียงในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักของประเทศไทย เพื่อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรครวมถึงหาแนวทางในการพัฒนาการขนส่งสินค้าทางน้ำเพื่อให้มีประสิทธิภาพและเกิดการขนส่งสินค้าทางน้ำอย่างยั่งยืน การวิจัยครั้งนี้จะศึกษาโดยการใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลและการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงลึกจากผู้ส่งออกสินค้า, ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางน้ำด้วยเรือลำเลียงและผู้ให้บริการเรือลากจูงสินค้าในแม่น้ำ จากนั้นนำผลที่ได้มาวิเคราะห์จัดลำดับความสำคัญของปัญหาและอุปสรรค โดยเรียงลำดับจากปัญหามากที่สุดไปจนถึงปัญหาน้อยที่สุด ใช้รูปแบบการวิเคราะห์เชิงพรรณนา เพื่อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการขนส่งสินค้าประเภทข้าวสารด้วยเรือลำเลียงในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด ผลการศึกษาพบปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าทางน้ำด้วยเรือลำเลียงในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักมากที่สุด ได้แก่ มลภาวะ เช่น ฝุ่นละออง ควัน และเสียง มลภาวะจากเรือลำเลียงที่มีขยะเหลว ขยะแห้ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดมลภาวะขณะที่จอดเรือ ขณะเดินทาง จากอุบัติเหตุ และขณะการขนถ่ายสินค้า ปัญหารองลงมา ได้แก่ ความหนาแน่นและการจราจรตลอดเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเกิดจากการเดินเรือได้เพียงช่องทางเดียว รวมถึงลักษณะโครงสร้างพื้นฐานของแม่น้ำที่มีความลึก คดเคี้ยวและความโค้งในหลายแห่ง รวมถึงสะพานและสิ่งกีดขวางทางน้ำทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคต่อการลำเลียงขนส่งบรรทุกสินค้าทางน้ำและปัญหาคนประจำเรือ (สรั่งเรือ) ที่มีไม่เพียงพอต่อความต้องการขาดความรู้ความสามารถ สมควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน
การพัฒนาเส้นทางการคมนาคมทางน้ำสำหรับเรือลำเลียงมีเครื่องยนต์เพื่อเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน, พีรดา ปิยะสกุลแก้ว
การพัฒนาเส้นทางการคมนาคมทางน้ำสำหรับเรือลำเลียงมีเครื่องยนต์เพื่อเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน, พีรดา ปิยะสกุลแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นผลการศึกษาในด้านระยะทาง ระยะเวลา ต้นทุนของการดำเนินงานของเรือ ความคิดเห็นและทัศนคติของผู้ให้บริการขนส่งทางทะเลด้วยเรือลำเลียงมีเครื่องยนต์ขนาดไม่เกิน 5,000 DWT และหน่วยงานของรัฐและองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน โดยเส้นทางที่ทำการศึกษานี้ยกเส้นทางแนวคลองไทย 7A (ตอนบนของทะเลสาปสงขลา จ.พังงา – ตอนใต้ของ อ.กันตัง จ.ตรัง) เพื่อทำการศึกษาซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้ทะเลสาบสงขลาตอนบนเป็นแนวคลองธรรมชาติทาง และการศึกษานี้จะไม่กล่าวถึงการคำนวณต้นทุนในเชิงวิศวกรรม โดยผู้วิจัยตั้งสมติฐานว่ามีเส้นทางคมนาคมทางน้ำอยู่แล้วในทำการวิจัยในเชิงพาณิชย์ ซึ่งศึกษาจากเรือลำเลียงติดเครื่องยนต์ที่มีการให้บริการในปัจจุบันขนาดไม่เกิน 5,000 DWT ผู้วิจัยศึกษาโดยการสร้างแบบสอบถามและสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการและผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลถึงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ และสรุปถึงข้อเท็จจริงจากการสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า (1) เส้นที่ทำการศึกษาเส้นทางนี้สามารถลดระยะทาง ระยะเวลาและต้นทุนการปฏิบัติงานของเรือได้เป็นอย่างมากและสามารถนำไปเป็นแนวทางในการกำหนดค่าภาระผ่านคลองที่เหมาะสม (2) ความคิดเห็นข้อเสนอแนะของผู้ให้บริการขนส่งทางทะเลด้วยเรือลำเลียงมีเครื่อยนต์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในเรื่องการลดต้นทุนและการเพิ่มความถี่ในการเดินเรือ อีกทั้งมีความต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนการขนส่งสินค้าทางทะเลทั้งเชิงนโยบาย สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี (3) ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาครัฐและองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องบางส่วนไม่เห็นด้วยเนื่องจากมีข้อกังวลในด้านแนวโน้มของขนาดจเรือที่เพิ่มขึ้น อุปสงค์และอุปทานของเส้นทางการเดินเรือ อีกทั้งในด้านกฎหมายความมั่นคง และสิ่งแวดล้อมจากการมีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเส้นทางนี้
การประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์เพื่อเลือกวิธีการที่ช่วยในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลของกองทัพเรือ, ยุวลักษณ์ จุลปาน
การประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์เพื่อเลือกวิธีการที่ช่วยในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลของกองทัพเรือ, ยุวลักษณ์ จุลปาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการนำเอากระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์มาประยุกต์ใช้ในการประเมินเพื่อเลือกวิธีการที่ช่วยในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลของกองทัพเรือ ใน 4 วิธีการ คือ เทคโนโลยีดาวเทียม เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ เซ็นเซอร์ใต้น้ำ และสถานีเรดาร์ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการสำรวจข้อมูลด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวิธีการทั้ง 4 วิธีการ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือ โดยการให้คะแนนความสำคัญของแต่ละปัจจัย เพื่อใช้ในการวิเคราะห์เพื่อหาระดับความสำคัญของแต่ละปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการที่ช่วยในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลของกองทัพเรือ โดยการวินิจฉัยเปรียบเทียบความสำคัญของปัจจัยทีละคู่ และการให้คะแนนความสำคัญระหว่างวิธีการที่มีผลต่อแต่ละของผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้พบว่า ผู้ตัดสินใจให้ความสำคัญกับปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการที่ช่วยในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลของกองทัพเรือ ใน 5 ลำดับแรก ตามลำดับ คือ ความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน ความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี ความสะดวกในการใช้งาน ความน่าเชื่อถือของการใช้งาน และความเที่ยงตรงของข้อมูล สำหรับวิธีการที่เหมาะสมที่สุดที่ช่วยในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลของกองทัพเรือ คือ เทคโนโลยีดาวเทียม
การวิเคราะห์การลงทุนในประตูกั้นน้ำเพื่อการขนส่งสินค้าในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก, วาฤทธิ์ แซ่ลิ่ม
การวิเคราะห์การลงทุนในประตูกั้นน้ำเพื่อการขนส่งสินค้าในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก, วาฤทธิ์ แซ่ลิ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพของการขนส่งสินค้าทางน้ำโดยเฉพาะในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งสินค้าทางน้ำในประเทศ โดยทำการรวบรวมข้อมูลการขนส่งสินค้าทางน้ำประกอบด้วยประเภทสินค้า ปริมาณสินค้า เส้นทางการขนส่งสินค้า ข้อจำกัดทางกายภาพของสะพานที่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักไหลผ่านจากงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ถึงรูปแบบการขนส่งสินค้า ปัญหาและอุปสรรคในการขนส่งสินค้าทางน้ำในปัจจุบัน จากการศึกษาพบว่าปัญหาหลักคือการเดินเรือผ่านสะพานที่มีระดับความสูงจากระดับน้ำต่ำ (Air Draft) โดยสะพานที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้ามีทั้งหมด 8 สะพาน โดยสะพานนวลฉวีเป็นสะพานที่ส่งผลต่อการขนส่งสินค้าทางน้ำมากที่สุด โครงการประตูกั้นน้ำจึงเป็นทางเลือกที่สำคัญที่ต่างประเทศนำมาใช้เพื่อเแก้ไขปัญหาดังกล่าวและเพิ่มความสามารถในการขนส่งสินค้า โดยนำทฤษฏีการตัดสินใจการลงทุนมาเป็นเครื่องมือวิเคราะห์และประเมินผลตอบแทนในการลงทุน ซึ่งมีต้นทุนก่อสร้าง อัตราคิดลด อายุโครงการ และปริมาณสินค้า เป็นปัจจัยหลักในการวิเคราะห์ค่าความอ่อนไหวของโครงการ ผลการวิจัยพบว่ากรณีที่ต้องการสร้างโครงการประตูกั้นน้ำเฉพาะจุดสะพานนวลฉวีที่มีต้นทุนก่อสร้าง 500,460,000 บาท โครงการให้ค่ามูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV), อัตราผลตอบแทนภายในโครงการ (IRR), อัตราผลตอบแทนต่อค่าใช้จ่าย (B/C Ratio) เป็นบวกในทุกกรณีและในทุกอัตราคิดลด แต่หากสร้างทั้งหมด 8 จุดตรงสะพานที่ส่งผลกระทบทั้งหมด ด้วยมูลค่าก่อสร้าง 4,003,680,000 บาท อัตราคิดลดต้องต่ำกว่า 5% โดยปริมาณสินค้าต้องเพิ่มขึ้นปีละ 8% โครงการจึงจะเหมาะสมและควรลงทุน
การศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรผู้นำการดำน้ำ (Dive Leader) ที่เหมาะสมกับการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย, ปรัชณาพร ประมวลสุข
การศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรผู้นำการดำน้ำ (Dive Leader) ที่เหมาะสมกับการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย, ปรัชณาพร ประมวลสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาหลักสูตรผู้นำการดำน้ำที่เหมาะสมกับการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย เพื่อเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรที่ประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมดำน้ำประเทศไทยและมีส่วนร่วมในการจัดระเบียบอุตสาหกรรมดำน้ำประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมดำน้ำ ประกอบด้วย นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานในอาชีพ รวมจำนวน 24 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยด้วยเทคนิคเดลฟาย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือแบบสอบถามปลายเปิด และแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ และสถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกันทุกประการ สามารถสรุปได้ ดังนี้ ประเด็นที่หนึ่ง มาตรฐานหลักสูตรผู้นำการดำน้ำควรเน้นทักษะด้านความปลอดภัยในการดำน้ำและการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน ประเด็นที่สอง หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับ ดูแลประสานงานเกี่ยวกับหลักสูตร ควรเป็นองค์กรในรูปแบบสมาคมหรือสมาพันธ์และควรเป็นหน่วยงานที่สามารถให้ความรู้และสามารถดำเนินการที่เกี่ยวข้องในการจัดการเรียนการสอนได้ ประเด็นที่สาม หัวข้อหลักสูตรที่เหมาะสม ควรมีหัวข้อเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่เกิดจากกิจกรรมดำน้ำ ประเด็นที่สี่ รายได้ส่วนหนึ่งจากธุรกิจดำน้ำควรนำมาเป็นเงินที่ใช้ในการส่งเสริมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล
การประยุกต์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อจัดทำระบบจัดการฐานข้อมูลท่าเรือเดินทะเลของประเทศไทย, จุฬาลักษณ์ อ่อนศิระ
การประยุกต์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อจัดทำระบบจัดการฐานข้อมูลท่าเรือเดินทะเลของประเทศไทย, จุฬาลักษณ์ อ่อนศิระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลการใช้ท่าเรือเดินทะเลในประเทศไทยด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลการใช้ท่าเรือเดินทะเลในประเทศไทยให้มีความถูกต้องทันสมัยและสามารถค้นคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้โปรแกรม Quantum GIS (QGIS version 2.18.12) ทำการศึกษาในช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2552 จนถึง พ.ศ. 2559 โดยจำแนกตามชายฝั่งทะเลเป็น 2 ชายฝั่ง 6 กลุ่มจังหวัด ได้แก่ อ่าวไทยตะวันออก อ่าวไทยตอนบน อ่าวไทยตอนกลาง อ่าวไทยตอนล่าง อันดามันตอนบน และอันดามันตอนล่าง และแบ่งประเภทท่าเรือออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ท่าเรือประมง ท่าเรือโดยสารเพื่อการท่องเที่ยว ท่าเรือสินค้าทั่วไป ท่าเรือสินค้าเหลว ท่าเรือสินค้าเทกอง และท่าเรืออื่นๆ การจัดทำฐานข้อมูลในงานวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยการรวบรวมข้อมูลและการนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำแผนที่ด้วยโปรมแกรม QGIS รายละเอียดในการศึกษาได้แบ่งข้อมูลดังนี้ พื้นที่ในการศึกษาวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูลปริภูมิ และข้อมูลทุติยภูมิ ซึ่งจัดเก็บด้วยซอฟต์แวร์ MS Excel และข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial data) เพื่อช่วยตัดสินใจสำหรับข้อมูลตามลักษณะหรือลักษณะประจำ (Attribute data) นั้นถูกจัดเก็บในลักษณะของฐานข้อมูลภายนอก (External database) เมื่อจัดเก็บไว้ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แล้วสามารถค้นคืน (Retrieve) ข้อมูลได้ในรูปแบบ (Format) ของข้อมูลภาพ (Image) แผนที่ (Map) และตาราง (Table) เพื่อทำการวิเคราะห์ท่าเรือเดินทะเลของประเทศไทย จากผลการศึกษา มีท่าเรือเดินทะเลของประเทศไทยจำนวน 612 แห่ง นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกขีดความสามารถของท่าเรือและความยาวหน้าท่าโดยแบ่งช่วงความยาวหน้าท่าให้ชัดเจนเพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาปริมาณการเพิ่มขึ้นของท่าเรือเดินทะเลส่วนระบบฐานข้อมูลประกอบด้วยข้อมูลแผนที่และข้อมูลตามลักษณะที่สามารถเชื่อมโยงกันได้และนำเสนอข้อมูลตามลักษณะและข้อมูลกราฟิกที่แสดงที่ตั้ง รูปภาพ ผ่านทางโปรมแกรม QGIS ที่ให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน ผลของงานวิจัยที่ได้ ปริมาณท่าเรือแต่ละประเภทของประเทศไทยซึ่งนำเสนอข้อมูลผ่านการประยุกต์ใช้โปรมแกรมที่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนใช้ประกอบการวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจหรือกำหนดกิจกรรมให้เหมาะสมกับศักยภาพการพัฒนาของท่าเรือเดินทะเลในประเทศไทย ดังนั้นระบบจัดการฐานข้อมูลโดยใช้โปรแกรม (QGIS) มีความสำคัญกับผู้ประกอบกิจการท่าเรือทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีความจำเป็นในการเปิดเผยข้อมูลให้หน่วยงานที่รวบรวมอย่างครบถ้วนเพื่อให้การพัฒนาศักยภาพท่าเรือเดินทะเลของประเทศไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและสามารถนำมาวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตในอนาคตต่อไป
พฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษาระดับปริญญาตรีบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย, ณัชชารีย์ ชัยศิริจิรสิน
พฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษาระดับปริญญาตรีบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย, ณัชชารีย์ ชัยศิริจิรสิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาอยู่ในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย โดยการศึกษาปัจจัยด้านทัศนคติและความตระหนักทางการอนุรักษ์ที่มีผลต่อพฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล ศึกษาโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษา 800 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาแสดงผลในรูปแบบอัตราร้อยละ ใช้สถิติการอนุมานในการทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์ปัจจัย (Factor analysis) และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยอนุรักษ์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีต่อพฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลโดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า (1) นักศึกษาต่างเพศ ต่างชั้นปี และต่างสาขาวิชามีพฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลไม่แตกต่างกัน และ (2) พฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปัจจัยอนุรักษ์ เช่น ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล การรับข่าวสารจากสื่อมวลชนและสื่อเฉพาะกิจ การเห็นแบบอย่าง รวมทั้งทัศนคติและความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษา
ความเป็นไปได้ของการขนส่งสินค้าภายในประเทศไทยด้วยตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 12 ฟุต :กรณีศึกษาผู้ให้บริการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคทางถนน, ธีรชัย เรืองพรวิสุทธิ์
ความเป็นไปได้ของการขนส่งสินค้าภายในประเทศไทยด้วยตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 12 ฟุต :กรณีศึกษาผู้ให้บริการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคทางถนน, ธีรชัย เรืองพรวิสุทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการขนส่งสินค้าด้วยตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 12 ฟุต ในประเทศไทย ซึ่งจะทำการศึกษาการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค (อาหารแห้ง ซอสปรุงรส ของใช้ส่วนตัวและสินค้าเบ็ดเตล็ดทั่วไป) ภายในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานและลดระยะเวลาในกระบวนการทำงาน ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิการทำงานและโอกาสทางการแข่งขันทางธุรกิจของของผู้ให้บริการขนส่งสินค้าภายในประเทศได้
วิธีการดำเนินการวิจัยประกอบด้วยขั้นตอน 1. ทบทวนวรรณกรรมเพื่อศึกษาคุณสมบัติของตู้คอนเทนเนอร์และการนำมาประยุกต์ใช้ในการขนส่งสินค้า 2. การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ทราบถึงเหตุผล ความคิดเห็นในการนำตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 12 ฟุต มาใช้ ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น 3. สำรวจข้อมูลของผู้ให้บริการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคทางถนนที่เป็นกรณีศึกษา โดยได้รวบรวมข้อมูลข้อมูลเวลาการปฏิบัติงานจริงในกิจกรรม การคัดแยก การจัดเรียง การจัดเส้นทางขนส่งและการขนถ่ายสินค้า รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนคงที่ ต้นทุนแปรผันและต้นทุนดำเนินงานทั้งหมด ต่อจากนั้นนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาคาดคะเนต้นทุนที่เกิดขึ้นหากนำตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 12 ฟุตมาใช้ เทียบกับต้นทุนที่เกิดขึ้นในกรณีที่ไม่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 12 ฟุต ด้วยการจำลองการดำเนินงานภายใต้ปริมาณและสถานการณ์ขนส่งสินค้าที่เกิดขึ้นจริงในช่วงวันที่ 1ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560
ผลการเปรียบเทียบต้นทุนแสดงให้เห็นว่า การใช้ตู้คอนเทนเนอร์ 12 ฟุตจะช่วยลดระยะเวลาในการขนถ่ายสินค้า เพราะไม่ต้องเสียเวลานำสินค้าออกมาจากรถขนส่งขนาดใหญ่มาถ่ายลงรถขนส่งขนาดเล็กที่ศูนย์กระจายสินค้าปลายทาง ทำให้รถขนส่งสามารถทำรอบการขนส่งได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี เนื่องจากความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในตู้คอนเทนเนอร์ 12 ฟุต ความคุ้มคา่ในการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ประเภทนี้จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ประโยชน์จากความจุของตู้คอนเทนเนอร์ (Utilization) ซึ่งต้องอาศัยการจัดเส้นทางขนส่งที่ดีและปริมาณสินค้าที่มากพอในระดับหนึ่ง อนึ่ง ความคุ้มค่าในการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ 12 ฟุตจะมากขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของค่าแรง
การเตรียมการของประเทศไทยในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการควบคุมระบบป้องกันเพรียงที่เป็นอันตรายในเรือ ค.ศ.2001, ฉัตรชัย เวชสาร
การเตรียมการของประเทศไทยในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการควบคุมระบบป้องกันเพรียงที่เป็นอันตรายในเรือ ค.ศ.2001, ฉัตรชัย เวชสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการควบคุมระบบป้องกันเพรียงที่เป็นอันตรายในเรือ ค.ศ. 2001 ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศซึ่งอนุสัญญาที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศบัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดมาตรฐานและแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ การรักษาความปลอดภัยในการขนส่งระหว่างประเทศและคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่เกิดจากเรือรวมทั้งเพื่อเป็นกลไกในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศสมาชิก จากการศึกษาพบว่า หากประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ย่อมก่อให้เกิดผลดีมากกว่าผลเสียทั้งในฐานะรัฐเจ้าของธง รัฐเจ้าของเมืองท่า และเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของเรือหรือบริษัทผู้บริหารเรือทั้งด้านการประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตัวเรือ ค่าใช้จ่ายในด้านความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง การที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาจะทำให้ประเทศไทยต้องมีพันธกรณีในการอนุวัติการกฎหมาย ซึ่งต้องมีการแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมายภายในให้มีความสอดคล้องกับอนุสัญญาฯ หากแม้ประเทศไทยยังมิได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ แต่ประเทศไทยก็สามารถที่จะมีการหยิบและเลือก (Pick and Choose) โดยการนำเอาหลักการหรือข้อบัญญัติของอนุสัญญามาบัญญัติเอาไว้ในกฎหมายภายในของประเทศไทยในอนาคตได้ หากเห็นว่าหลักการหรือข้อบัญญัติอื่นใดเป็นประโยชน์ในการยกระดับมาตรฐานเรือไทยในด้านที่เกี่ยวกับการรักษาสภาพแวดล้อมทางทะเล
กระบวนการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม กรณีศึกษา การปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม ลีเวค อรุโณทัย, วนิช สนพิพัฒน์
กระบวนการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม กรณีศึกษา การปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม ลีเวค อรุโณทัย, วนิช สนพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบและวิเคราะห์ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อรายงานการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกับมาตราฐาน ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียมตลอดจนเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมต่อการรื้อถอนและการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม โดยศึกษาจากกรณีศึกษาการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม ลีเวค อรุโณทัย โดยงานวิจัยนี้ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียมจำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนาแสดงผลในรูปแบบอัตราร้อยละเพื่อทดสอบขั้้นตอนและวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบระหว่างความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญกับมาตราฐาน ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม ผลการศึกษาพบว่า (1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียมเห็นด้วยกับรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียมและ (2) รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม กรณีศึกษาการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม ลีเวค อรุโณทัย เป็นแนวทางการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียมที่เหมาะสมและสอดคล้องตามกฎหมายภายในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนสิ่งติดตั้ง ทั้งนี้ผลการศึกษาสามารถนำมาจัดทำแนวทางปฏิบัติในการรื้อถอนเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียมที่เหมาะสมในอนาคตอันจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องสืบไป
A Three-Echelon Multi-Commodity Location-Routing Problem, Patanapong Sanghatawatana
A Three-Echelon Multi-Commodity Location-Routing Problem, Patanapong Sanghatawatana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research studies the problem of distribution network design. The purposes of this study are 1) to develop the mathematical model for redesign of current distribution network by focusing on reducing total distribution cost and 2) to develop new solution approach for large-scale complicated problem. This research formulates mixed integer linear programming for the three-echelon two-commodity Location Routing Problem (LRP). The objective function is to minimize facility operating and closure cost and distance cost. Due to large-scale of LRP, which is NP-hardness, this research proposes new sequential solution approach as following steps; 1) decomposing the LRP into two subproblems based …
Strategic Fit For Outsourcing Of Pharmaceutical Manufacturing: A Scenario Study In Thailand, Sompong Apithamsoonthorn
Strategic Fit For Outsourcing Of Pharmaceutical Manufacturing: A Scenario Study In Thailand, Sompong Apithamsoonthorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Outsourcing is recognized as one of the critical factors for efficient execution of pharmaceutical supply chain management, many pharmaceutical companies engage in international outsourcing of services (IOS) to survive in global highly competitive business. Since the key success factors for both domestic & international alliances are partnership characteristics and strategic fit management, but there is no empirical research on this issue in Thai pharmaceutical partnership offshore outsourcing. Therefore, this survey of Thai and foreign companies, both contract providers (CPs) and contract manufacturers (CMs), seeks to indicate significant relationships among both outsourcing strategic fit type and partnership type, including outsourcing performance …