Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Operations and Supply Chain Management Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 1 - 30 of 244

Full-Text Articles in Operations and Supply Chain Management

Factors Affecting Sustainable Supply Chain Practices And Sustainability Performance, Kittinun Makprang Jan 2025

Factors Affecting Sustainable Supply Chain Practices And Sustainability Performance, Kittinun Makprang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Sustainable supply chain practices are increasingly emphasized as organizations seek to balance economic, social, and environmental responsibilities. Yet, empirical findings remain inconsistent, particularly in emerging economies where organizational readiness varies. This study examines (1) the influence of market orientation, dynamic capabilities, and managerial commitment on sustainable supply chain practices, and (2) whether these practices contribute to economic, social, and environmental performance. Data were collected from 159 managers across multiple industries in Thailand. Partial Least Squares Structural Equation Modeling (PLS-SEM), supported by multi-group and interaction-effect analyses, was used to evaluate structural relationships and sectoral differences. The results show that market orientation …


การศึกษาผลกระทบของมาตรการขององค์การทางทะเลโลก ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีต่อกิจการเดินเรือระหว่างประเทศของไทย, เพ็ญศักดิ์ วิมลนิตย์ Jan 2025

การศึกษาผลกระทบของมาตรการขององค์การทางทะเลโลก ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีต่อกิจการเดินเรือระหว่างประเทศของไทย, เพ็ญศักดิ์ วิมลนิตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การขนส่งสินค้าทางทะเลมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 ของการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากมีต้นทุนต่ำและสามารถรองรับสินค้าปริมาณมาก อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญความท้าทายจากมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) กำหนดใช้ตั้งแต่ปี 2023 เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 มาตรการดังกล่าวส่งผลต่อสายการเดินเรือทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ทั้งในด้านต้นทุนการดำเนินงาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงทางเลือกที่มีราคาสูงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลหลายเท่างานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสายการเดินเรือในประเทศไทยจากข้อกำหนดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (2) วิเคราะห์แนวทางการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และ (3) นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ขอบเขตการศึกษาเน้นบริษัทเดินเรือระหว่างประเทศที่มีฐานปฏิบัติการในประเทศไทย จำนวน 5 บริษัท และบริษัทตรวจสอบมาตรฐานอีก 2 บริษัท โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริหารและบุคลากรที่เกี่ยวข้องผลการศึกษาคาดว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการเดินเรือสามารถปรับกลยุทธ์เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการใหม่ สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมขนส่งทางทะเลของไทย


ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนประมงพื้นบ้านในการจัดการทรัพยากร ตามหลัก Vgssf กรณีศึกษา อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด, กฤษณพงศ์ สุวรรณโมรา Jan 2025

ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนประมงพื้นบ้านในการจัดการทรัพยากร ตามหลัก Vgssf กรณีศึกษา อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด, กฤษณพงศ์ สุวรรณโมรา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมและความรู้ความเข้าใจของชุมชนประมงพื้นบ้านในการจัดการทรัพยากรบริเวณพื้นที่อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด ตามหลักแนวปฏิบัติของ VGSSF (Voluntary Guidelines for Securing Sustainable Small-Scale Fisheries) รวมทั้งหาแนวทางในการยกระดับการมีส่วนร่วม โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างชาวประมงพื้นบ้านที่อาศัยอยู่ในตำบลเกาะช้างใต้ อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด จำนวน 130 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ เพื่อทดสอบความแตกต่างโดยใช้ T-test, F-test และทดสอบความสัมพันธ์ทางสถิติของข้อมูลโดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลัก VGSSF อยู่ในระดับปานกลาง และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรของกลุ่มตัวอย่างในยู่ในระดับน้อย ทำให้ความรู้ความเข้าใจทั้งสองด้านนี้ประเมินภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ส่วนการมีส่วนร่วมของชุมชนประมงพื้นบ้านในการจัดการทรัพยากรในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับปานกลาง รองลงมาคือด้านการวางแผนจัดการทรัพยากรและด้านการตัดสินใจ ส่วนด้านการปฏิบัติการและด้านการรับผลประโยชน์อยู่ในระดับน้อย ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันส่งผลต่อการมีส่วนร่วมแตกต่างกัน และความรู้ความเข้าใจมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการมีส่วนร่วมของชุมชนประมงพื้นบ้านในระดับสูง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 นอกจากนี้ยังพบว่าชาวประมงส่วนใหญ่มีความต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการทรัพยากรเพื่อความมั่นคงในอาชีพ


ความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคต่อการเลือกบริการเสริมของสายการบินราคาประหยัดในเส้นทางบินระหว่างประเทศ, ยุพาวินี ฤทธิ์ไธสง Jan 2025

ความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคต่อการเลือกบริการเสริมของสายการบินราคาประหยัดในเส้นทางบินระหว่างประเทศ, ยุพาวินี ฤทธิ์ไธสง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสายการบินราคาประหยัดหรือสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-cost carrier: LCC) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้บริการขนส่งทางอากาศทั้งเส้นทางบินในประเทศและระหว่างประเทศ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคที่มีต่อบริการเสริมของสายการบินราคาประหยัด ประกอบด้วย บริการระบบสาระบันเทิงบนเครื่องบิน บริการห้องรับรองและบริการสิ่งอำนวยความสะดวกบนเครื่องบิน โดยรวบรวมข้อมูลจากการแจกแบบสอบถามโดยตรงและแบบออนไลน์ผ่านกลุ่มต่าง ๆ ให้กับผู้โดยสารที่เคยหรือมีประสบการณ์ในการใช้บริการจำนวน 100 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วมหรือวิธีแบบจำลองทางเลือก (Conjoint Analysis: CA) การศึกษาครั้งนี้ใช้การออกแบบชุดทางเลือกเพื่อสร้างการทดลองทางเลือกด้วยวิธี Orthogonal ทางเลือกของรูปแบบการให้บริการจะนำเสนอด้วยชุดคุณลักษณะการบริการรวมถึงอัตราค่าโดยสาร ซึ่งแต่ละสถานการณ์ทางเลือกสมมติขึ้นเพื่อใช้เป็นตัวเลือกระหว่างแนวทางการให้บริการพื้นฐานและแนวทางเลือกที่มีการเพิ่มระดับการให้บริการ โดยผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละรายจะได้รับชุดสถานการณ์ทางเลือกทั้งหมด 7 ชุดสถานการณ์ เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกแนวทางที่พึงพอใจที่สุดจากสถานการณ์นั้น ๆ ผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้โดยสารมีความเต็มใจที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมต่อบริการของระบบสาระบันเทิงบนเครื่องบินเป็นมูลค่า 597 บาทต่อเที่ยวและเต็มใจที่จะจ่ายเป็นมูลค่า 735 บาทต่อเที่ยว สำหรับบริการสิ่งอำนวยความสะดวกบนเครื่องบิน ในขณะที่การศึกษาไม่พบนัยสำคัญทางสถิติในความเต็มใจจ่ายในบริการห้องรับรอง ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดราคา เพื่อเพิ่มรายได้จากบริการเสริม


ความเป็นไปได้ในการยุบเรือเดินสินค้าภายในประเทศในอู่ต่อและซ่อมเรือในประเทศ, นัทพล นกน้อย Jan 2025

ความเป็นไปได้ในการยุบเรือเดินสินค้าภายในประเทศในอู่ต่อและซ่อมเรือในประเทศ, นัทพล นกน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพ ความพร้อม และความสนใจของผู้ประกอบการอู่ต่อเรือและซ่อมเรือ รวมถึงสำรวจความต้องการ ปัญหา และข้อกังวลของเจ้าของเรือต่อการจัดตั้งอุตสาหกรรมการยุบเรือสินค้าภายในประเทศไทยอย่างยั่งยืน แบบสอบถามได้ถูกออกแบบเพื่อประเมินประเด็นสำคัญหลายประเด็น ได้แก่ ศักยภาพและความพร้อมทางกายภาพและทรัพยากรมนุษย์ของผู้ประกอบการ ผลกระทบของกฎหมายและต้นทุนต่อการลงทุน ความตระหนักและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล และความต้องการ ปัญหา และสิ่งจูงใจของเจ้าของเรือในการตัดสินใจเลือกใช้บริการยุบเรือในประเทศไทย ผลการประเมินจะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนแก่ภาครัฐและภาคเอกชนของไทย เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการยุบเรือในประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ การปฏิบัติตามกฎหมาย และการรักษาสิ่งแวดล้อม


การวิเคราะห์ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการใช้ประโยชน์ขาแท่นผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ที่สิ้นสุดการใช้งาน โดยใช้แนวคิดมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์โดยรวมด้วยกระบวนการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น, อธิษฐาน เอมะรุจิ Jan 2025

การวิเคราะห์ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการใช้ประโยชน์ขาแท่นผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ที่สิ้นสุดการใช้งาน โดยใช้แนวคิดมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์โดยรวมด้วยกระบวนการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น, อธิษฐาน เอมะรุจิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงกระบวนการในการพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด (Best Practical Environmental Option; BPEO) ในการรื้อถอนและใช้ประโยชน์ขาแท่นผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่สิ้นสุดการใช้งานและการประยุกต์ใช้กระบวนการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น (Analytic Hierarchy Process: AHP) เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการเสริมกระบวนการ BPEO ให้ครอบคลุมปัจจัยด้านมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์โดยรวม (Total Economic Value: TEV) และผลประโยชน์ชาติทางทะเล การศึกษาใช้การวิจัยเชิงการตัดสินใจแบบหลายเกณฑ์ (Multi-Criteria Decision Analysis: MCDA) โดยใช้กระบวนการ AHP เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจ และได้นำแนวคิด TEV มาใช้เป็นกรอบแนวคิดในการกำหนดปัจจัยการพิจารณาในเชิงคุณค่าและบทบาทของขาแท่น โดยไม่มุ่งเน้นการประเมินมูลค่าออกมาเป็นตัวเงิน งานวิจัยมุ่งศึกษาเฉพาะโครงสร้างขาแท่นส่วนใต้น้ำ ซึ่งได้พัฒนาเป็นระบบนิเวศใหม่ (novel ecosystems) ที่มีความอุดมสมบูรณ์ การวิจัยดำเนินการทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 92 คน ประกอบด้วยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาในการรื้อถอนโดยตรง และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนที่ให้ความสนใจ ผลการศึกษาพบว่า ทั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความสำคัญต่อบทบาททางนิเวศอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ทางเลือก “การคงขาแท่นไว้เป็นปะการังเทียม ณ ที่เดิม” ได้รับการจัดอันดับความเหมาะสมสูงสุด สะท้อนให้เห็นการให้ความสำคัญกับคุณค่าทางนิเวศและผลประโยชน์ระยะยาวของขาแท่นในบริบทของทรัพยากรทางทะเลและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ซึ่งแตกต่างจากแนวปฏิบัติของกระบวนการ BPEO ในปัจจุบัน ที่โดยทั่วไปยังคงมุ่งเน้นการรื้อถอนโครงสร้างทั้งหมดขึ้นฝั่ง นอกจากนี้ยังพบว่าความคิดเห็นจำนวนมากสะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนของกรอบกฎหมาย บทบาทและความรับผิดชอบในระยะยาว รวมถึงการขาดกลไกกำกับดูแลที่เป็นระบบ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพิจารณาทางเลือกที่หลากหลาย งานวิจัยนี้จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ การเสนอให้นำ AHP มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเสริมประสิทธิภาพการตัดสินใจ ในกระบวนการ BPEO และบูรณาการปัจจัยด้าน TEV ในการพิจารณา BPEO เพื่อให้มีครอบคลุมปัจจัยครบทุกมิติโดยเฉพาะบทบาทเชิงนิเวศของขาแท่น รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้รองรับการใช้ประโยชน์ ขาแท่นในทะเลในระยะยาว ส่งเสริมการวิจัยเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ และบูรณาการการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนเพื่อยกระดับการบริหารจัดการขาแท่นผลิตปิโตรเลียมที่สิ้นสุดการใช้งานอย่างยั่งยืน


แนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัดและการปล้นเรือโดยใช้อาวุธ, พลอยชนก ธนวิจิตรพันธ์ Jan 2025

แนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัดและการปล้นเรือโดยใช้อาวุธ, พลอยชนก ธนวิจิตรพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษานโยบาย แนวทางยุทธศาสตร์ การบูรณาการ บทบาทและโครงสร้างองค์การ ของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับด้านการป้องกันและปราบปรามกระทำอันเป็นโจรสลัดและการปล้นเรือโดยใช้อาวุธ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และข้อขัดข้องในการดำเนินการด้านการป้องกันและปราบปรามโจรสลัดฯ ภายใต้บทบาทของ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ด้านการกระทำอันเป็นโจรสลัดและการปล้นเรือโดยใช้อาวุธ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้การวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลหลักจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ รวมถึงผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ ผลการวิจัยพบว่า ศรชล. เป็นกลไกหลักในการบูรณาการหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลตาม พระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ.2562 มีอำนาจสั่งการทั้งภาวะปกติและฉุกเฉิน แต่ยังเผชิญปัญหาโครงสร้างซ้ำซ้อน ขาดบุคลากรเฉพาะทาง และระบบข้อมูลไม่เป็นเอกภาพ จึงเสนอแนวทางพัฒนา 2 ระดับ ได้แก่ 1) ระดับนโยบาย มุ่งเน้นจัดทำยุทธศาสตร์ปราบปรามโจรสลัด ปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้าง พัฒนาระบบ MDA ด้วย Big Data และ ความร่วมมือระดับภูมิภาค 2) ระดับปฏิบัติ เน้นพัฒนาศักยภาพบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร ใช้การจัดการความรู้ (KM) เทคโนโลยีสารสนเทศแบบเรียลไทม์ และการฝึกซ้อมร่วมต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามโจรสลัดอย่างยั่งยืน


การศึกษาผลกระทบและการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิในวิกฤตการณ์ทะเลแดง กรณีศึกษาเส้นทางทวีปยุโรปมาประเทศไทย, พิมพ์ณดา ชัยสมบูรณ์สกุล Jan 2025

การศึกษาผลกระทบและการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิในวิกฤตการณ์ทะเลแดง กรณีศึกษาเส้นทางทวีปยุโรปมาประเทศไทย, พิมพ์ณดา ชัยสมบูรณ์สกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ผลกระทบ และแนวทางการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลที่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) ในเส้นทางการนำเข้าจากสหภาพยุโรปมาประเทศไทย ภายใต้วิกฤตการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ทะเลแดง ซึ่งเกิดจากการโจมตีเรือพาณิชย์ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2566 และส่งผลให้สายการเดินเรือต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางคลองสุเอซ โดยเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะทางการเดินเรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500 ถึง 4,000 ไมล์ทะเล และระยะเวลาการขนส่งยาวขึ้นเฉลี่ย 15 ถึง 30 วัน งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานรวมทั้งสิ้น 22 ราย ครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐ สมาคมและหน่วยงานการศึกษา ผู้นำเข้า ตัวแทนออกของ สายการเดินเรือ และผู้ให้บริการท่าเรือ ผลการศึกษาพบว่าวิกฤตการณ์ทะเลแดงก่อให้เกิดผลกระทบเชิงระบบต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าควบคุมอุณหภูมิอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการขนส่งในช่วงร้อยละ 20 ถึง 40 จากค่าระวางเรือ ค่าเบี้ยประกันภัยเส้นทางเสี่ยงสงคราม และต้นทุนเชื้อเพลิง ระยะเวลาการขนส่งที่ยาวและผันผวนมากขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 20 ถึง 25 วันเป็น 35 ถึง 55 วัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการหมุนเวียนตู้และภาวะตู้ไม่เพียงพอ ปัญหาด้านเอกสารและพิธีการนำเข้าที่ต้องแก้ไขจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเรือและกำหนดการเดินเรือ ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจจากการพลาดช่วงจำหน่ายของสินค้าอ่อนไหวต่อเวลาและอุณหภูมิ เช่น ผลไม้ เนื้อสัตว์แปรรูป และเวชภัณฑ์ รวมถึงการลดลงของความน่าเชื่อถือของโซ่อุปทานและบริการขนส่ง ซึ่งทำให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของข้อมูลและการติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์มากขึ้น ในด้าน แนวทางการปรับตัว ผู้นำเข้ามุ่งใช้กลยุทธ์เพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการปรับระดับสินค้าคงคลัง การกระจายแหล่งนำเข้าและเส้นทางขนส่ง การเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสำหรับสินค้าที่อ่อนไหวต่อเวลา การทำสัญญาค่าระวางระยะยาว และ การประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานรัฐเพื่อบริหารจัดการเอกสารให้ทันต่อสถานการณ์ โดยสรุป งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าวิกฤตการณ์ทะเลแดงเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการนำเข้าสินค้าควบคุมอุณหภูมิจากสหภาพยุโรปมาประเทศไทย และจำเป็นต้องอาศัยการปรับตัวเชิงบูรณาการด้านโลจิสติกส์ การบริหารความเสี่ยง และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเปราะบางจากน้ำมันรั่วไหล กรณีศึกษา จังหวัดชลบุรี, ศตพร ใจสมคม Jan 2025

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเปราะบางจากน้ำมันรั่วไหล กรณีศึกษา จังหวัดชลบุรี, ศตพร ใจสมคม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเปราะบางจากน้ำมันรั่วไหลในจังหวัดชลบุรี โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์ตามลำดับชั้นในการเปรียบเทียบความสำคัญของปัจจัยทีละคู่และจัดลำดับความสำคัญ ข้อมูลถูกรวบรวมและวิเคราะห์จากแบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความเปราะบางมากที่สุด คือ ปัจจัยความสามารถในการรับมือเมื่อเกิดเหตุ โดยผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญกับ (1) แผนตอบสนองและรับมือสถานการณ์ (2) ความรู้ ความสามารถ และทักษะของบุคลากร และ (3) อุปกรณ์และเครื่องมือในการขจัดคราบน้ำมัน ตามลำดับ สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายพบว่าประเด็นสำคัญที่สุด คือ การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ ได้แก่ (1) การมีแผนขจัดคราบน้ำมันในระดับต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับแผนชาติ (2) การจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินเพื่อการตอบสนองและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม (3) การจัดหาเครื่องมือในการขจัดคราบน้ำมัน (4) การให้ความรู้ การฝึกซ้อม และการฝึกปฏิบัติจริงแก่เจ้าหน้าที่ และ (5) การจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการรับมือเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล ผลวิจัยนี้ช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเปราะบางจากน้ำมันรั่วไหลในจังหวัดชลบุรี และสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบาย การพัฒนากลไกการวางแผน และการบริหารจัดการเชิงบูรณาการ อันจะนำไปสู่การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการจัดการปัญหาน้ำมันรั่วไหลร่วมกันต่อไป


การปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อการส่งออกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ กรณีศึกษาผู้ผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูป, กฤษณะพงษ์ เกตุขุนทด Jan 2024

การปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อการส่งออกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ กรณีศึกษาผู้ผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูป, กฤษณะพงษ์ เกตุขุนทด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบแนวทางการขนส่งสินค้าเพื่อการส่งออกที่เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูปในประเทศไทย โดยพิจารณาแนวทางการขนส่งหลัก 3 แนวทาง ได้แก่ คลังสินค้าเช่า และทำการขนส่งด้วยรถบรรทุกทั้งหมด คลังสินค้าสร้างเองในโรงงาน และทำการขนส่งด้วยรถบรรทุกทั้งหมด คลังสินค้าสร้างเองในโรงงาน และทำการขนส่งด้วยรถบรรทุกควบคู่กับการขนส่งผ่าน สถานีบรรจุและแยกสินค้า กล่องลาดกระบัง (Inland Container Depot: ICD) เพื่อขนส่งด้วยรถไฟไปที่ท่าเรือ การประเมินต้นทุนรวมในช่วงเวลา 10 ปี ดำเนินการภายใต้สมมติฐาน 3 กรณี ได้แก่ กรณีฐาน (Base Case) ที่ปริมาณส่งออกเติบโตปีละ 2%, กรณี High Demand ที่เติบโตปีละ 6% และกรณีที่ต้นทุนปรับตัวตาม Real GDP ที่ 1.8% ต่อปี ผลการศึกษา พบว่า แนวทางที่ 1 มีต้นทุนรวมต่ำที่สุดในกรณี Base Case แต่ไวต่อความผันผวนของต้นทุน ผันแปร แนวทางที่ 2 มีต้นทุนสูงที่สุดที่เกิดจากการลงทุนสร้างคลังสินค้า แต่สามารถรองรับปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นจากความต้องการในอนาคตได้ ส่วนแนวทางที่ 3 แม้มีต้นทุนระดับกลางที่เกิดจากก่อสร้างคลังสินค้า แต่สามารถควบคุมต้นทุนด้านการขนส่งได้ในกรณีที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตามจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม พบว่ายังมีข้อจำกัดของระบบราง เช่น ความไม่แน่นอนของรอบรถ ตารางรถไฟอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดต้นทุนแฝงและกระทบต่อความเชื่อมั่น ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจของผู้ประกอบการในการเลือกแนวทางขนส่งที่เหมาะสม และวางแผนการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตของการส่งออกในอนาคต


การเปรียบเทียบต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของการใช้รถบรรทุกไฟฟ้าและรถบรรทุกดีเซลขนาดใหญ่: กรณีศึกษาผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อลูมิเนียม, ศิริมา แสงชู Jan 2024

การเปรียบเทียบต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของการใช้รถบรรทุกไฟฟ้าและรถบรรทุกดีเซลขนาดใหญ่: กรณีศึกษาผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อลูมิเนียม, ศิริมา แสงชู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (Total Cost of Ownership: TCO) และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในรูปของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ซึ่งวัดเป็นคาร์บอนฟุตพริ้นต์ (Carbon Footprint) ระหว่างรถบรรทุกไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) และรถบรรทุกดีเซล ภายใต้สภาพการใช้งานจริงในภาคโลจิสติกส์ของประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลจากรถหัวลากขนาด 10 ล้อ 2 รุ่นที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกัน ได้แก่ รถดีเซลทั่วไป และรถไฟฟ้ายี่ห้อ NEX ที่ติดตั้งแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 282.62 กิโลวัตต์ชั่วโมง กรอบการวิเคราะห์ TCO ครอบคลุม 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ต้นทุนเริ่มต้น ต้นทุนการดำเนินงาน ค่าบำรุงรักษา และมูลค่าคงเหลือเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน โดยกำหนดช่วงเวลา 10 ปี อัตราคิดลดร้อยละ 8 ต่อปี และระยะทางเฉลี่ย 124,800 กิโลเมตรต่อปี สำหรับการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมใช้แนวทาง Life Cycle Assessment (LCA) ครอบคลุมช่วงการผลิต การใช้งาน และการกำจัด โดยอ้างอิงค่าปัจจัยการปล่อย (Emission Factor) สำหรับดีเซลที่ 2.68 กิโลกรัม CO₂/ลิตร และสำหรับไฟฟ้าที่ 0.404 กิโลกรัม CO₂/กิโลวัตต์ชั่วโมง ตามโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า BEV มีต้นทุนรวม (TCO) ตลอด 10 ปีที่ 19.07 ล้านบาท ต่ำกว่ารถดีเซลที่ 19.83 ล้านบาท และปล่อยคาร์บอนตลอดอายุการใช้งานที่ 931.04 ตัน CO₂e ซึ่งต่ำกว่ารถดีเซลเล็กน้อยที่ 935.65 ตัน CO₂e คิดเป็นส่วนต่างเพียง 0.5% สาเหตุสำคัญมาจากค่าการปล่อยของระบบไฟฟ้าในประเทศไทยที่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากกว่า อย่างในงานของ MacLean & Lave (2003) และ O’Connell et …


การเปรียบเทียบระหว่างการใช้ลังไม้บรรจุแบบใช้ครั้งเดียวกับลังเหล็กบรรจุแบบหมุนเวียนเพื่อการส่งออก, พจนฤทธิ์ สันติวงษ์เกษม Jan 2024

การเปรียบเทียบระหว่างการใช้ลังไม้บรรจุแบบใช้ครั้งเดียวกับลังเหล็กบรรจุแบบหมุนเวียนเพื่อการส่งออก, พจนฤทธิ์ สันติวงษ์เกษม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และต้นทุนรวมขององค์กร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีปริมาณการจัดส่งระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าในการใช้ลังไม้แบบใช้ครั้งเดียวกับลังเหล็กแบบหมุนเวียน โดยพิจารณาทั้งต้นทุนรวมและต้นทุนสิ่งแวดล้อม ผู้วิจัยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 36 เดือน (ตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 2021 ถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 2023) จากระบบ ERP ของบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แห่งหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลปริมาณการใช้งานลังไม้และลังเหล็กในการส่งออกจริงรายเดือน เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มความต้องการใช้ลังในระยะเวลา 10 ปี (ค.ศ. 2024–2033) ด้วยวิธี Holt-Winters Seasonal Method เพื่อประกอบการวางแผนสต็อกและคำนวณต้นทุนรวมตลอดช่วงอายุการใช้งานของระบบบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนที่วิเคราะห์แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ ต้นทุนการผลิต เช่น ค่าวัสดุและค่าแรงในการประกอบลังไม้ ต้นทุนการดำเนินงาน เช่น ค่าขนส่งกลับ ค่าจัดเก็บ และค่าบำรุงรักษาสำหรับลังเหล็ก ต้นทุนทางการเงินจากการลงทุนในระบบหมุนเวียน และต้นทุนสิ่งแวดล้อม ซึ่งคำนวณจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ แล้วแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผลการวิเคราะห์ในภาพรวมพบว่า ลังไม้มีต้นทุนการผลิตซ้ำสูงในแต่ละปี ขณะที่ลังเหล็ก แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นและต้นทุนในการจัดการระบบหมุนเวียนที่สูงกว่า แต่สามารถนำกลับมาใช้งานซ้ำได้หลายรอบ ส่งผลให้ต้นทุนรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญผลการวิจัยพบว่า ต้นทุนรวมตลอดระยะเวลา 10 ปีของการใช้ลังไม้มีมูลค่า 169,153,244 บาท ในขณะที่ลังเหล็กมีต้นทุนรวม 108,630,858 บาท ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 60ล้านบาท แม้ว่าลังเหล็กจะมีต้นทุนสิ่งแวดล้อมสูงกว่าลังไม้ประมาณ 500,000บาท อันเนื่องมาจากกระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานมากกว่า แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวม ลังเหล็กยังคงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว โดยเฉพาะในระบบที่มีการบริหารจัดการการหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษานี้มีประโยชน์ในการสนับสนุนการวางแผนเชิงกลยุทธ์ด้านระบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สามารถเลือกใช้แนวทางที่เหมาะสมกับเป้าหมายด้านต้นทุนและความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว


การปรับปรุงความแม่นยำในการพยากรณ์ความต้องการสินค้าและประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลัง: กรณีศึกษาในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์, ณฐมน รัตนวรากูล Jan 2024

การปรับปรุงความแม่นยำในการพยากรณ์ความต้องการสินค้าและประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลัง: กรณีศึกษาในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์, ณฐมน รัตนวรากูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวแบบการพยากรณ์ความต้องการสินค้าและกำหนดนโยบายการจัดการสินค้าคงคลังให้เหมาะสมกับลักษณะของสินค้าในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของบริษัทกรณีศึกษา โดยบริษัทมีการจัดทำข้อมูลพยากรณ์โดยทีมขายแต่ไม่ได้มีการนำมาใช้ในการวางแผนสั่งซื้อจริง ส่งผลให้เกิดปัญหาการมีสินค้าคงคลังเกินความจำเป็น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการขาดแคลนสินค้าในบางช่วงเวลาในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้จำแนกประเภทสินค้าโดยใช้เทคนิค ABC Analysis โดยพิจารณาจากมูลค่าการใช้งานประจำปี และคัดเลือกเฉพาะสินค้ากลุ่ม A และ B จำนวน 4 รายการ ได้แก่ A-001, A-013, B-003 และ B-014 มาทำการศึกษา จากนั้นจึงวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายรายเดือนย้อนหลังปี ค.ศ. 2023 เพื่อตรวจสอบรูปแบบของข้อมูล พบว่าสินค้าทั้งหมดไม่แสดงแนวโน้มหรือฤดูกาลที่ชัดเจน ภายหลังจากการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการคัดเลือกและเปรียบเทียบประสิทธิภาพของตัวแบบการพยากรณ์ที่เหมาะสมกับลักษณะของข้อมูล โดยใช้ดัชนีความคลาดเคลื่อน MAPE และ sMAPE เป็นเกณฑ์ประเมินผล จากผลการทดสอบพบว่าวิธี ARIMA ให้ค่าความคาดเคลื่อนต่ำที่สุดสำหรับสินค้า A-001, A-013 และ B-003 ในขณะที่วิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 3 เดือนให้ค่าความคาดเคลื่อนต่ำที่สุดสำหรับสินค้า B-014 โดยทั้ง 4 รายการสินค้าได้ค่า MAPE เฉลี่ยที่ 37.25% และ sMAPE เฉลี่ยที่ 29.21% เมื่อทดสอบกับข้อมูลยอดขายปี ค.ศ. 2024ในด้านการจัดการสินค้าคงคลัง ผู้วิจัยได้นำแนวคิดการสั่งซื้อแบบทบทวนตามช่วงเวลา (Periodic Review Policy) หรือ P-Model เพื่อคำนวณระดับการสั่งซื้อสูงสุด (Order-Up-To Level, OUL) และปริมาณการสั่งซื้อ (Order Quantity) สำหรับสินค้าแต่ละรายการ โดยอิงจากค่าพยากรณ์ความต้องการ ระยะเวลานำเข้า ช่วงเวลาทบทวน และระดับบริการที่ต้องการ ผลการประเมินแผนใหม่ที่นำเสนอพบว่าสามารถลดปริมาณสินค้าคงคลังเฉลี่ยลงได้ในทุกสินค้าทั้ง 4 รายการ โดยปริมาณสินค้าคงคลังเฉลี่ยลดลงทุกสินค้าเฉลี่ยร้อยละ 27.61 ในขณะที่สามารถลดต้นทุนรวมลงได้ 3 ใน 4 รายการ โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าสูงในกลุ่ม A ซึ่งสามารถลดต้นทุนรวมของระบบสินค้าคงคลังได้มากกว่า 25% สำหรับ A-001 ต้นทุนรวมลดลงจาก 1.80 ล้านบาท เหลือ 1.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลง 25.49% …


การปรับปรุงนโยบายการจัดซื้อสินค้าเครื่องมือแพทย์ในบริษัทนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์แห่งหนึ่ง, ปฐมพร ยุทธนาปกรณ์ Jan 2024

การปรับปรุงนโยบายการจัดซื้อสินค้าเครื่องมือแพทย์ในบริษัทนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์แห่งหนึ่ง, ปฐมพร ยุทธนาปกรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและปรับปรุงแนวทางการบริหารการสั่งซื้อสินค้าอุปกรณ์การแพทย์ โดยมีเป้าหมายให้ระดับบริการ (Service level) ของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 95% เนื่องจากนโยบายปัจจุบันมีการสั่งซื้อโดยไม่มีการดูสถานะของสต็อก ไม่มีการคำนึงถึงความต้องการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่มีการตระหนักว่าสินค้าจะเกิดการขาดมือ และสั่งสินค้าในปริมาณคงที่ทุก 3 เดือน โดยไม่ได้พิจารณาความผันผวนของความต้องการที่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้สินค้าเกิดการขาดแคลน ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลสินค้ากลุ่ม KORA จำนวน 20 รายการ และจัดกลุ่มสินค้าเป็นขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ รวมถึงเก็บข้อมูลจำนวนเคสการผ่าตัดและปริมาณการใช้สินค้าของแพทย์แต่ละท่าน เพื่อนำมาวิเคราะห์ความแปรปรวนของข้อมูล พบว่าความต้องการสินค้ามีการเปลี่ยนแปลงสูงทุกกลุ่ม จึงได้นำเสนอแนวทางปรับปรุงนโยบายการสั่งซื้อใหม่ 3 วิธี คือ 1.ใช้หลักการทางสถิติกำหนดระดับสต็อกเป้าหมาย (OUL) รายขนาดสินค้า 2.พยากรณ์ปริมาณความต้องการรายขนาดสินค้า แล้วใช้ผลพยากรณ์มากำหนด OUL 3.พยากรณ์จำนวนเคสรายแพทย์แล้วนำไปคำนวณหาปริมาณความต้องการสินค้า ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่านโยบายทั้งสามแบบสามารถช่วยเพิ่มระดับบริการและอัตราการเติมเต็มสินค้าให้บรรลุเป้าหมาย โดยพบว่านโยบายแบบแรกเหมาะกับสินค้าขนาดกลาง ขณะที่นโยบายแบบที่สองเหมาะกับสินค้าขนาดเล็กและใหญ่ ซึ่งบริษัทควรนำแนวทางที่เหมาะสมแต่ละขนาดสินค้าไปใช้อย่างผสมผสาน เพื่อประสิทธิภาพการจัดซื้อที่สูงที่สุด


การเปรียบเทียบปัญหากระบวนการนำเข้าสินค้าของบริษัทในเครือ, ปรีญาภรณ์ บุราคร Jan 2024

การเปรียบเทียบปัญหากระบวนการนำเข้าสินค้าของบริษัทในเครือ, ปรีญาภรณ์ บุราคร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางการปรับปรุงกระบวนการนำเข้าสินค้าในสี่ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ โดยมุ่งเน้นไปที่ปัญหาด้านการบริหารจัดการเอกสาร การดำเนินพิธีการศุลกากร การขอใบอนุญาตนำเข้า และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระยะเวลาในการนำเข้าสินค้า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ผลการศึกษา พบว่าทั้งสี่ประเทศมีความเหมือนกันในลักษณะของปัญหา เช่น ความล่าช้าในการขนส่งและกระบวนการศุลกากร การเพิ่มขึ้นของต้นทุนแฝง เช่น ค่าเก็บสินค้า ค่าปรับ และค่าขนส่ง รวมถึงความจำเป็นในการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานราชการ อาทิ กรมศุลกากร กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานกำกับดูแลสินค้าเฉพาะประเภท นอกจากนี้ ยังพบว่า วิธีการแก้ไขปัญหาที่ใช้ได้ผล คือ การเตรียมเอกสารล่วงหน้า การตรวจสอบความถูกต้องก่อนการส่งออก และการบริหารจัดการการประสานงานกับตัวแทนและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ปัญหาเฉพาะของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน เช่น ประเทศเวียดนามประสบปัญหาการสะสมของสินค้าคงคลัง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากอัตราการจำหน่ายที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ กัมพูชาและมาเลเซียมีปัญหาด้านการขอใบอนุญาตและความไม่ครบถ้วนของเอกสารจดทะเบียนบริษัท ส่วนฟิลิปปินส์มีปัญหาขาดหลักฐานการชำระเงินที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินการศุลกากร จากผลการวิจัยนี้ ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปใช้เพื่อวางแผนการนำเข้าสินค้าอย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิผลในระดับภูมิภาค


การปรับปรุงกระบวนการรับคืนของสินค้าแฟชั่นในธุรกิจระหว่างองค์กร, เตธรรศ ตรีศิลป์ปัญญากุล Jan 2024

การปรับปรุงกระบวนการรับคืนของสินค้าแฟชั่นในธุรกิจระหว่างองค์กร, เตธรรศ ตรีศิลป์ปัญญากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการรับคืนสินค้าแฟชั่นในธุรกิจระหว่างองค์กร (B2B) โดยมุ่งเน้นการลดระยะเวลาในการดำเนินงานและลดต้นทุนที่เกิดจากการทำงานล่วงเวลา (Overtime) ผ่านการประยุกต์ใช้แนวคิด Lean Six Sigma (DMAIC) ร่วมกับเทคโนโลยีสารสนเทศประเภท Radio Data Terminal (RDT) ภายในคลังสินค้าของบริษัท ABC จำกัด การศึกษานี้เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหาและจุดที่ขาดประสิทธิภาพในกระบวนการเดิม แม้บางกิจกรรม เช่น การตรวจสอบคุณภาพ จะถือเป็นกิจกรรมที่สร้างมูลค่า (Value-Added Activities) แต่กลับใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ (Lead Time) สูง เนื่องจากมีการจัดเก็บสินค้าที่ไม่เป็นระบบ การคัดแยกซ้ำซ้อน และการพึ่งพาการทำงานล่วงเวลาจำนวนมาก ดังนั้นจึงได้มีการปรับปรุงกระบวนการโดยนำเทคโนโลยี RDT เข้ามาสนับสนุนในขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การตรวจสอบคุณภาพ การคัดแยกสินค้า และการบรรจุสินค้าลงกล่องใหม่ภายใต้ระบบเดียวกัน ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดจากแรงงานมนุษย์ และเพิ่มความแม่นยำในการจัดเก็บข้อมูลผลการวิจัยพบว่า ค่าใช้จ่ายจากการทำงานล่วงเวลาลดลงจาก 550,800 บาท เหลือเพียง 80,648.48 บาทต่อเดือน จำนวนขั้นตอนในกระบวนการลดลงจาก 10 ขั้นตอน เหลือเพียง 4 ขั้นตอน ขณะที่ Lead Time และ Production Time ลดลงจาก 55 ชั่วโมง เหลือ 34.21 ชั่วโมง คิดเป็นการลดลงร้อยละ 37.8 โดยที่จำนวนแรงงานคงที่ที่ 35 คน แต่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มทรัพยากรหรือระยะเวลาการทำงาน การปรับปรุงกระบวนการในครั้งนี้จึงส่งผลให้บริษัทสามารถดำเนินงานได้รวดเร็วขึ้น ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคลังสินค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ


การปรับปรุงนโยบายการเติมเต็มสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา บริษัท ขายเครื่องปรับอากาศ, ชัชชน เลิศจินตนากิจ Jan 2024

การปรับปรุงนโยบายการเติมเต็มสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา บริษัท ขายเครื่องปรับอากาศ, ชัชชน เลิศจินตนากิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงนโยบายการเติมเต็มสินค้าคงคลังของบริษัทขายเครื่องปรับอากาศ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มระดับการให้บริการไม่น้อยกว่า 95% และลดต้นทุนในการจัดเก็บสินค้าให้น้อยที่สุด การดำเนินงานเริ่มจากการศึกษาข้อมูลความต้องการสินค้าของลูกค้าย้อนหลัง 3 ปี ข้อมูลตั้งแต่ปี 2563 ถึงปี 2566 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการจำแนกความสำคัญของสินค้าแบบ ABC เพื่อระบุสินค้าที่มีความสำคัญสูงสุด และ Demand Classification เพื่อแบ่งกลุ่มตามประเภทความต้องการสินค้า จากนั้นใช้เทคนิคการพยากรณ์ วิเคราะห์หาค่าพยากรณ์ความต้องการสินค้าในอนาคต เพื่อกำหนดนโยบายสินค้าคงคลังที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงต้นทุนการสั่งซื้อ ต้นทุนการเก็บรักษา และความเสี่ยงของสินค้าขาดมือ โครงงานได้นำเสนอแนวทางการปรับปรุงนโยบายการเติมเต็มสินค้าคงคลังผ่านการจำลองสถานการณ์แบบต่าง ๆ เช่น แบบจำลองจุดสั่งซื้อ และแบบจำลองระดับคงคลังเป้าหมาย พร้อมทั้งประเมินประสิทธิภาพด้วยเกณฑ์การวัดความแม่นยำของการพยากรณ์ด้วยวิธีร้อยละของค่าสัมบูรณ์ของค่าคลาดเคลื่อนเมื่อเทียบกับค่าความต้องการจริงโดยเฉลี่ย ผลการวิเคราะห์พบว่าสามารถปรับปรุงนโยบายการเติมเต็มสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนการจัดเก็บสินค้าได้ และเพิ่มความสามารถในการตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดีขึ้น ตรงตามเป้าหมายที่กำหนด


การกำหนดนโยบายการสั่งซื้อบรรจุภัณฑ์สำหรับบริษัทผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด, ธนานันท์ เรืองฉายา Jan 2024

การกำหนดนโยบายการสั่งซื้อบรรจุภัณฑ์สำหรับบริษัทผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด, ธนานันท์ เรืองฉายา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันอุตสาหกรรมน้ำดื่มบรรจุขวดมีการแข่งขันที่รุนแรง ประกอบกับสินค้ามีลักษณะคล้ายกันและราคาต่างกันไม่มาก บริษัทในกรณีศึกษายังไม่มีการบริหารจัดการวัตถุดิบและนโยบายการสั่งซื้อที่ชัดเจน ส่งผลให้มีวัตถุดิบคงคลังเกินความจำเป็น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนในการบริหารวัตถุดิบ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัดการคลังสินค้าเพื่อลดต้นทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยไม่ให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบ ในการดำเนินงานวิจัยได้ศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 36 เดือน (ม.ค. 2564 – ธ.ค. 2566) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการใช้วัตถุดิบและพัฒนาแบบจำลองสินค้าคงคลัง โดยเปรียบเทียบระหว่างแบบจำลองจุดสั่งซื้อและปริมาณการสั่งคงที่ (OPOQ) กับแบบจำลองระดับคงคลังเป้าหมาย (OUL) โดยใช้ข้อมูลในปี 2567 เมื่อได้ดำเนินการทดลองผู้วิจัยได้สังเกตเห็นรูปแบบของความต้องการใช้วัตถุดิบบางตัวที่มีช่วงเดือนที่มีความต้องการใช้ที่ลดลงเหมือนกันทั้ง 3 ปี จึงได้เสนอนโยบายที่มีการปรับเปลี่ยนได้ตามระดับความต้องการในแต่ละช่วงเวลาทั้งนโยบายจุดสั่งซื้อและปริมาณการสั่งคงที่ และนโยบายระดับคงคลังเป้าหมายเพิ่มในการวิจัยอีกด้วย พบว่าเมื่อสั่งซื้อฉลากสำหรับขวดขนาด 600 มล. ด้วยนโยบายระดับคงคลังเป้าหมายที่มีการปรับเปลี่ยนได้ตามระดับความต้องการ ที่รอบการสั่ง 4 สัปดาห์,ฉลากสำหรับขวดขนาด 1,500 มล. ด้วยนโยบายจุดสั่งซื้อและปริมาณการสั่งคงที่, ฝา ด้วยนโยบายจุดสั่งซื้อและปริมาณการสั่งคงที่ที่มีการปรับเปลี่ยนได้ตามระดับความต้องการ และวัสดุห่อหุ้ม ด้วยนโยบายระดับคงคลังเป้าหมายที่มีการปรับเปลี่ยนได้ตามระดับความต้องการ ที่รอบการสั่ง 6 สัปดาห์ จะมีค่าใช้จ่ายในการบริหารวัตถุดิบที่น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับปัจจุบัน และนโยบายทางเลือกอื่น โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายรวมลงเมื่อเทียบกับปัจจุบันไปได้ถึง 45.03%, 37.87%, 47.57% และ 40.54% ตามลำดับ โดยที่ไม่เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบ


การปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการขนส่งทางเรือสำหรับกิจการสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่ง, จุมพล สุภาพรูป Jan 2024

การปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการขนส่งทางเรือสำหรับกิจการสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่ง, จุมพล สุภาพรูป

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การขนส่งทางเรือมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะในกิจกรรมการสำรวจและผลิตนอกชายฝั่ง ซึ่งการใช้พื้นที่บนเรือขนส่งสินค้า (deck cargo) มีการใช้ประโยชน์เพียง 63.57% ในปัจจุบัน การขนส่งสินค้าไปยังแท่นผลิตหลายแห่งยังคงใช้เส้นทางตรง ซึ่งต้องพึ่งพาเรือรับส่งพนักงานในการขนย้ายพนักงานและขับเครนยกสินค้าที่แท่นผลิต สำหรับสินค้าในประเภท bulk cargo แม้ว่าจะมีการขนส่งตามความจุของเรือในแต่ละรอบ แต่บางครั้งแท่นขุดเจาะปลายทางไม่สามารถรับสินค้าได้เนื่องจากยังไม่มีการใช้สินค้าและพื้นที่ไม่เพียงพอในการรับสินค้าเพิ่ม งานวิจัยนี้เสนอแนวทางการปรับปรุงกระบวนการขนส่ง โดยการลดจำนวนรอบการขนส่งจาก 4 รอบเหลือ 3 รอบต่อสัปดาห์ และปรับปรุงเส้นทางการเดินเรือโดยใช้ทฤษฎี spoke-hub distribution ในการรวมสินค้าให้เหมาะสมที่แท่นผลิตที่คัดเลือก พร้อมใช้เรือรับส่งพนักงานในการกระจายสินค้า อีกทั้งยังใช้ระบบการวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP) สำหรับการสั่งซื้อสินค้า bulk cargo เพื่อลดต้นทุนการใช้น้ำมันของเรือขนส่ง ผลลัพธ์จากการจำลองสถานการณ์พบว่าแนวทางนี้สามารถลดต้นทุนการใช้น้ำมันได้ระหว่าง 26.74% ถึง 28.43% การปรับปรุงที่เสนอไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและการใช้พื้นที่บนเรือขนส่ง อีกทั้งยังช่วยลดภาระการขนส่งเกินความจำเป็นและเพิ่มความสามารถในการรองรับสินค้าในแต่ละรอบได้มากขึ้น ทำให้กระบวนการขนส่งสินค้าทางเรือมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


การประเมินผู้ขายภายใต้นโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน: กรณีของโซ่อุปทานอาหาร, มนสิชา เกตุสุข Jan 2024

การประเมินผู้ขายภายใต้นโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน: กรณีของโซ่อุปทานอาหาร, มนสิชา เกตุสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการประเมินผู้ขายภายใต้นโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน โดยใช้กรณีศึกษาในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการประเมินผู้ขายกลุ่มวัตถุดิบหลัก (Raw Materials: RM) และบรรจุภัณฑ์หลัก (Packaging: PK) ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 80 ของการจัดซื้อทั้งปี กรอบการประเมินได้บูรณาการเกณฑ์ใน 3 มิติของความยั่งยืน ได้แก่ มิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสะท้อนศักยภาพของผู้ขายอย่างรอบด้าน ภายใต้ข้อจำกัดของข้อมูลเชิงคุณภาพและความไม่แน่นอน งานวิจัยจึงประยุกต์ใช้เทคนิค Fuzzy TOPSIS ซึ่งสามารถวิเคราะห์และจัดลำดับผู้ขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์ความใกล้เคียง (Closeness Coefficient: CCi) เป็นตัวชี้วัดหลัก ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า Fuzzy TOPSIS สามารถจำแนกกลุ่มผู้ขายตามระดับความยั่งยืนได้อย่างชัดเจน ช่วยลดอคติจากการตัดสินใจเชิงอัตวิสัย และสนับสนุนการวางกลยุทธ์บริหารจัดการผู้ขายอย่างเป็นระบบ ข้อเสนอแนะแนวทางการวิจัยในอนาคต ได้แก่ การเก็บข้อมูลในระยะยาว การขยายกรอบการศึกษาสู่ภาคอุตสาหกรรมอื่น การประยุกต์ใช้เทคนิคการตัดสินใจแบบผสม และการเชื่อมโยงผลลัพธ์กับตัวชี้วัดทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเชื่อมโยงกับการดำเนินงานจริงขององค์กร


การปรับปรุงนโยบายคำสั่งซื้อชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการจัดจำหน่าย กรณีศึกษา บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า, ปาลินี วิงวอน Jan 2024

การปรับปรุงนโยบายคำสั่งซื้อชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการจัดจำหน่าย กรณีศึกษา บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า, ปาลินี วิงวอน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายการสั่งซื้อชิ้นส่วนอะไหล่ที่เหมาะสมสำหรับสินค้ากลุ่มที่มีปัญหาการขาดแคลนและต้องการปรับระดับความพร้อมของสินค้า (Availability) ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทกรณีศึกษากำหนดที่ 90% โดยเลือกศึกษาชิ้นส่วนอะไหล่จำนวน 5 รายการที่มีปริมาณการสะสม Backlog สูง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการให้บริการหลังการขายของบริษัทกรณีศึกษาและส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมในระยะยาวผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 เพื่อวิเคราะห์ลักษณะความต้องการของแต่ละสินค้า เพื่อหาวิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสม โดยคำนวณความแม่นยำของการพยากรณ์ด้วย MAD, MAPE และ RMSE โดยเลือกวิธีการพยากรณ์ที่ให้ค่า MAPE ที่ต่ำที่สุด จากนั้นจึงเริ่มออกแบบนโยบายคำสั่งซื้อโดยใช้แบบจำลองระดับคงคลังเป้าหมาย Order-Up-To Level (OUL) ร่วมกับการกำหนดพัสดุสำรองคลัง (Safety Stock) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของการพยากรณ์ และมีการกำหนดระดับการให้บริการ (Cycle Service Level: CSL) ตามที่ทางบริษัทกรณีศึกษากำหนด จากนั้นนำผลการทดลองมาทดสอบโดยเปรียบเทียบระหว่างนโยบายเดิมกับนโยบายที่เสนอใหม่ พบว่านโยบายใหม่สามารถลดความถี่ของเหตุการณ์ร้างพัสดุและช่วยปรับปรุงระดับความพร้อมของสินค้าให้ดีขึ้นจากนโยบายการดำเนินงานในปัจจุบันจากการศึกษาครั้งนี้ พบว่าการปรับปรุงนโยบายคำสั่งซื้อของแผนนโยบายใหม่ช่วยลดต้นทุนรวมได้ในทุก SKU โดยเฉพาะต้นทุนจากการขาดสินค้า (Shortage Cost) และช่วยปรับปรุง Fill Rate ให้ดีขึ้น แม้ผลลัพธ์แสดงถึงแนวโน้มที่ดีแต่การนำนโยบายไปใช้จริงยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น ความไม่เพียงพอของข้อมูลที่เพิ่งเข้าสู่ตลาด (SKU01) ระยะเวลาคอยที่ยาว (SKU04) และการขาดสต็อกในช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบาย (SKU05) ดังนั้น การปรับใช้นโยบายควรอยู่บนพื้นฐานของการประเมินความพร้อมด้านทรัพยากรภายในองค์กรด้วย และปฏิบัติควบคู่ไปกับการวางระบบสนับสนุน เช่น การจัดกลุ่มสินค้าตามความสำคัญ (ABC/XYZ) การเสริมความแม่นยำของการพยากรณ์ และการกำหนดระดับบริการที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสินค้าคงคลังและการกำหนดระดับบริการที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจของทางบริษัท


Factors Influencing Community Pharmacies' Intention To Become Government Pharmaceutical Supply Chain Subcontractors, Woranun Warinlarb Jan 2024

Factors Influencing Community Pharmacies' Intention To Become Government Pharmaceutical Supply Chain Subcontractors, Woranun Warinlarb

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Universal Coverage Scheme (UCS) in Thailand, which covers 75% of the population, has led to overcrowding in government hospital pharmacies. In response, the National Health Security Office (NHSO) introduced a policy in 2019 allowing stable non-communicable disease (NCD) patients to collect medications from accredited community pharmacies. Despite this, participation by community pharmacies as drug-dispensing subcontractors in the prescription drug dispensing services under the NHSO pharmaceutical supply chain remains limited. This study aims to identify key factors influencing community pharmacies’ intentions to become subcontractors in this scheme and provide the preliminary guidelines to inform the policymakers. This study conducted a …


การพยากรณ์ความต้องการสินค้าสำเร็จรูป และนโยบายการเติมเต็มสินค้าคงคลังสำหรับธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน, พิมพ์ชนก ทินวงค์ Jan 2024

การพยากรณ์ความต้องการสินค้าสำเร็จรูป และนโยบายการเติมเต็มสินค้าคงคลังสำหรับธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน, พิมพ์ชนก ทินวงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการพยากรณ์ที่สอดคล้องกับปริมาณความต้องการขาย ซึ่งมีความสำคัญที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายการจัดการสินค้าคงคลังของธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านด้วยวิธีกำหนดปริมาณการสั่งซื้อคงที่ (Order quantity model) เพื่อลดจำนวนเงินลงทุนในสินค้าคงคลัง และต้นทุนรวมของสินค้าคงคลัง โดยในปัจจุบันบริษัทกรณีศึกษาลงทุนในสินค้าคงคลังเฉลี่ยต่อเดือนสูงถึง 545 ล้านบาท แต่มียอดขายเพียง 115 ล้านบาท หรือ 1 ใน 5 ของมูลค่าสินค้าคงคลัง รวมไปถึงข้อจำกัดของการสั่งซื้อสินค้าตามปริมาณการสั่งขั้นต่ำ (MOQ) แบบบรรจุเต็มตู้คอนเทนเนอร์ ที่ทำให้จำเป็นต้องถือครองสินค้าคงคลังในปริมาณสูง การศึกษาเริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลยอดขายสินค้าระหว่างปี 2019-2023 มาจำแนกความสำคัญด้วยหลักการวิเคราะห์ ABC Analysis แล้วเลือกสินค้าใน Class A ที่มีมูลค่าการถือครองมากกว่า 35 ล้านบาทต่อปี จำนวน 9 รายการ มาเป็นตัวอย่างในการศึกษา จากนั้นศึกษาจากรูปแบบของข้อมูล แล้วทำการศึกษาเปรียบเทียบเทคนิคการพยากรณ์และใช้ MAPE เป็นตัวชี้วัดในความแม่นยำ จากนั้นนำเสนอนโยบายด้วยวิธีการสั่งซื้อสินค้าด้วยปริมาณการสั่งคงที่หรือ Q โมเดล ผลการศึกษาพบว่าสินค้าที่มี demand แบบ no trend, no seasonal จะใช้วิธี SES สินค้าที่มี demand แบบมี trend, no seasonal จะใช้วิธี DES และสินค้าที่มี demand แบบ seasonal จะใช้เทคนิค TES ในการพยากรณ์ และในส่วนของการกำหนดนโยบายการสั่งซื้อสินค้าด้วยปริมาณการสั่งคงที่ โดยกำหนดค่าจุดสั่งซื้อ (ROP) จากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และสั่งซื้อตามปริมาณ MOQ ทำให้สามารถลดปริมาณเงินลงทุนในค่าสินค้าคงคลัง ลงได้ 85 ล้านบาท หรือคิดเป็น 17% และสามารถลดต้นทุนในการจัดการสินค้าคงคลังลงได้ 3 ล้านบาท หรือคิดเป็น 31%


การวิเคราะห์ดัชนีชี้วัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริษัทกรณีศึกษา : Aaa, นครินทร์ ทรัพย์อำนวยโชค Jan 2023

การวิเคราะห์ดัชนีชี้วัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริษัทกรณีศึกษา : Aaa, นครินทร์ ทรัพย์อำนวยโชค

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาและค้นคว้าอิสระนี้เป็นการศึกษาการปรับปรุงกระบวนการทำงานของแผนกขนส่งสินค้าขาออก ของบริษัทกรณีศึกษา AAA ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนนำเข้า และส่งออกสินค้า (Freight Fward Company) หนึ่งในกิจกรรมสำคัญ การบันทึกค่าใช้จ่ายลงระบบให้ทันเวลา เนื่องจาก การรับรู้รายได้ รายจ่ายและกำไรให้เร็วที่สุดนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกองค์กรต้องการ ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาหาสาเหตุที่ทำให้กระบวนการทำงานของบริษัทกรณีศึกษามีปัญหา ตลอดจนนำแนวคิด ทฤษฏี และเครื่องมือ ไม่ว่าเป็นแนวคิดลีน 5M+Q+S PDCA และ 5WHY เข้ามาช่วยในการดำเนินหาทางแก้ไขปัญหาที่บริษัทกรณีศึกษากำลังเผชิญ ตลอดจนการประชุมหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อหาแนวทางการทำงานใหม่ เพื่อให้ทุกคนทราบถึงปัญหาที่แท้จริง และช่วยกันหาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาซึ่งหลังจากปรับปรุงกระบวนการนั้น พบว่าคะแนน KPI เฉลี่ยในการบันทึกค่าใช้จ่ายทันเวลาของพนักงานนั้นเพิ่มขึ้น และพนักงานได้ใช้เครื่องมือที่ทางองค์กรได้พัฒนาไว้อย่างมีประโยชน์ โดยมีคะแนน KPI เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 67.67 เป็นร้อยละ 86.70


การวิเคราะห์ต้นทุนฐานกิจกรรมด้วยเกณฑ์เวลาสำหรับกระบวนการนำเข้าของตัวแทนผู้ส่งสินค้าทางอากาศ, ชลดา น้อยกาญจนะ Jan 2023

การวิเคราะห์ต้นทุนฐานกิจกรรมด้วยเกณฑ์เวลาสำหรับกระบวนการนำเข้าของตัวแทนผู้ส่งสินค้าทางอากาศ, ชลดา น้อยกาญจนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาและวิเคราะห์เกี่ยวกับกิจกรรมของการนำเข้าทางอากาศของผู้ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ และเพื่อนำระบบการคิดต้นทุนฐานกิจกรรมและเกณฑ์เวลาเข้ามาใช้ในการวิเคราะห์ต้นทุนการนำเข้าทางอากาศของผู้ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ โดยใช้กรณีศึกษาของบริษัทตัวแทนผู้ส่งสินค้าทางอากาศ เป็นการศึกษาโดยแบ่งประเภทลูกค้าตามลักษณะงาน 3 ประเภท คือ 1. ลูกค้าที่ใช้บริการขนส่งเพียงอย่างเดียว (Freight Only) 2. ลูกค้าที่ใช้บริการขนส่งสินค้าและเดินพิธีการเคลียร์สินค้า (Freight and Customs Clearance) และ 3. ลูกค้าที่ใช้บริการเดินพิธีการเคลียร์สินค้าเท่านั้น (Customs Clearance Only) มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้ข้อมูลจำนวนชุดงานทั้งหมด 3,835 ชุดงาน เก็บข้อมูลด้านต้นทุนเป็นระยะเวลา 1 ปีและการเก็บข้อมูลด้านระยะเวลาจากการจับเวลาจริงจากการทำงานและนำมาหาค่าเฉลี่ย จากการศึกษาพบว่าหลังจากนำต้นทุนเข้าสู่ระบบการวิเคราะห์ต้นทุนฐานกิจกรรมด้วยเกณฑ์เวลาแล้ว อัตราการที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ในต้นทุนบุคลากรมากถึง 48.31% และลักษณะงานที่มีต้นทุนต่อชุดงานมากที่สุดคือ ประเภทลูกค้าใช้บริการขนส่งและเดินพิธีการเคลียร์สินค้า โดยเป็นลักษณะลูกค้าที่ใช้สิทธิเศษสำหรับการนำเข้า เช่น ใบอนุญาต อย., ใช้ FORM, ใบอนุญาตส่งเสริมการลงทุน ฯลฯ และไฟล์ทบินไม่มาตามกำหนดการ จากผลการวิเคราะห์นั้นจะสามารถเสนอแนะแนวทางให้มีการใช้ประโยชน์จากจากบุคลากร โดยการจัดสรรทรัพยากรบุคคลให้เหมาะสมกับปริมาณงาน และสามารถนำข้อมูลไปปรับใช้ในการสร้างกลยุทธ์ในการกำหนดราคาให้สอดคล้องกับความซับซ้อนของลักษณะงานที่เกิดขึ้น


การศึกษาต้นทุนการทดแทนเรือตรวจการณ์ด้วยอากาศยานไร้คนขับ, คุณาธิป หวังจิตต์ Jan 2023

การศึกษาต้นทุนการทดแทนเรือตรวจการณ์ด้วยอากาศยานไร้คนขับ, คุณาธิป หวังจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาต้นทุนปฏิบัติการของเรือตรวจการณ์และอากาศยานไร้คนขับของกองทัพเรือ ซึ่งประกอบด้วยต้นทุนเงินลงทุน ต้นทุนการบริหาร และต้นทุนการปฏิบัติการ โดยรวบรวมสถิติข้อมูลรายงานสถานะของเรือ รายงานความสิ้นเปลืองของเรือตรวจการณ์และอากาศยานไร้คนขับ รายงานสถิติ การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.2566 และนำข้อมูลมา ทำการวิเคราะห์เพื่อให้ทราบต้นทุนปฏิบัติการของเรือเรือตรวจการณ์และอากาศยานไร้คนขับ เป็นเงิน บาทต่อวัน ผลการวิจัยพบว่า ต้นทุนปฏิบัติการของเรือ ต.113 มีต้นทุนเฉลี่ย 109,646.74 บาทต่อวัน ต้นทุนปฏิบัติการของ เรือ ต.997 มีต้นทุนเฉลี่ย 150,192.48 บาทต่อวัน และในส่วนของอากาศยานไร้คนขับรุ่น RQ-21 A Blackjack มีต้นทุนเฉลี่ย 228,890.85 บาทต่อวัน อากาศยานไร้คนขับรุ่น Schiebel Camcopter S – 100 มีต้นทุนเฉลี่ย 255,982.03 บาทต่อวัน การทราบต้นทุนปฏิบัติการของเรือตรวจการณ์และอากาศยานไร้คนขับของกองทัพเรือจะทำให้กองทัพเรือตัดสินใจเลือกใช้เรือตรวจการณ์หรืออากาศยานไร้คนขับออกปฏิบัติราชการและใช้ในการวางแผนปฏิบัติการให้เหมาะสมกับพื้นที่ปฏิบัติงาน สอดคล้องกับความมุ่งหวังของภารกิจของกองทัพเรือในแต่ละปีงบประมาณได้อย่างประสิทธิภาพ และคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับ


แนวทางการกำหนดนโยบายการสั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์ กรณีศึกษาโรงพยาบาลกองบินแห่งหนึ่ง, ประภัสสร ประชุมพันธ์ Jan 2023

แนวทางการกำหนดนโยบายการสั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์ กรณีศึกษาโรงพยาบาลกองบินแห่งหนึ่ง, ประภัสสร ประชุมพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายการสั่งซื้อ กรณีศึกษาโรงพยาบาลกองบินแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานพยาบาลของรัฐขนาดเล็ก โดยในปัจจุบันโรงพยาบาลไม่มีทั้งการกำหนดระบบการสั่งซื้อที่ชัดเจนขาดตัวชี้วัด ทางด้านการบริหารพัสดุคงคลังเพื่อวัดการขาดคลังของยาและเวชภัณฑ์ มีข้อจำกัดในการใช้ระบบการตรวจสอบระดับ พัสดุคงคลังเป็นรอบ (Periodic review System ) คือตรวจสอบระดับคงคลังทุกสิ้นเดือนเท่านั้น การดำเนินการจัดซื้อปัจจุบัน ใช้การตรวจสอบรายการยาและเวชภัณฑ์ทีละรายการ และผู้ปฏิบัติงานใช้ประสบการณ์ในการกำหนดปริมาณการสั่งซื้อ ทำให้ต้องใช้ระยะเวลานานในการปฏิบัติงานจัดซื้อ และมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดในการสั่งซื้อ เกิดปัญหาทั้งมียาและเวชภัณฑ์ มากเกินความจำเป็น (Overstock) เสี่ยงต่อการเกิดยาและเวชภัณฑ์หมดอายุและยาขาดคลังจากการสั่งซื้อพัสดุที่ไม่เพียงพอ ต่อความต้องการ การศึกษาเริ่มจากศึกษาข้อมูลคลังยาและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาล ได้ยาและเวชภัณฑ์ที่มีข้อมูลเพียงพอ ทั้งหมด 61 รายการ นำมาจัดกลุ่มโดยใช้ VEN Analysis เป็นการจัดกลุ่มตามความสำคัญทางการรักษา หลังจากนั้น ใช้การแบ่งกลุ่มตาม K – Means Cluster Analysis วิเคราะห์ข้อมูลด้านปริมาณการใช้ยาและเวชภัณฑ์ (Z-score) และค่าความแปรปรวนระหว่างเดือน (C.V.) พบว่ายาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ในงานวิจัยมีความแปรปรวนระหว่างเดือนสูง (C.V) > 0.25 กำหนดระดับการให้บริการ จากนั้นกำหนดนโยบายพัสดุคงคลังและคำนวณพารามิเตอร์ที่ใช้กำหนดนโยบายพัสดุคงคลัง โดยยาและเวชภัณฑ์ส่วนใหญ่ใช้แบบจำลองระดับคงคลังเป้าหมาย (Order up to level; OUL) โดยมีรอบการสั่งคงที่ (Fixed time model) ในการศึกษาเป็นหลัก ยกเว้นยาในกลุ่มที่มีในกลุ่มที่มีความสำคัญทางการรักษามาก ลักษณะความต้องการ การใช้ยาและเวชภัณฑ์ไม่แน่นอนมีความแปรปรวนระหว่างเดือนสูง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยซึ่งมีผลถึงแก่ชีวิต จึงไม่ควรมีการขาดแคลนยา ต้องมีการติดตามระดับพัสดุอย่างต่อเนื่อง (continuous review) การกำหนดจุดสั่งเติมจะใช้ระบบ Two-Bin System ผลการศึกษาพบว่านโยบายใหม่ที่กำหนดขึ้น สามารถรักษาระดับการให้บริการตามรอบการสั่งซื้อ (Cycle service level) และอัตราการเติมเต็มสินค้า (Fill rate) เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละกลุ่ม ตัวอย่างเช่น ปัจจุบัน ยาในกลุ่มโรคเรื้อรังบางรายการ มีระดับการให้บริการตามรอบการสั่งซื้อ (Cycle service level) เพียง 41.67% หลังการปรับปรุง สามารถรักษาระดับการให้บริการตามรอบการสั่งซื้ออยู่ที่ 85% ในขณะเดียวกัน สามารถลดปริมาณพัสดุคงคลังลงได้ นอกจากนี้ นโยบายปัจจุบันทำให้ยาและเวชภัณฑ์ส่วนใหญ่เกิดการหมดอายุโดยบางรายการมีปริมาณพัสดุคงคลังในมือ (Days of supply) สูงที่สุดถึง 2550 วัน …


ต้นทุนและระยะเวลาการขนส่งยางพาราจากโรงงานในจังหวัดสงขลาไปยังท่าเรือชิงเต่า : ท่าเรือกรณีศึกษาเทียบกับเส้นทางปัจจุบัน, นูสนีน่า บากา Jan 2023

ต้นทุนและระยะเวลาการขนส่งยางพาราจากโรงงานในจังหวัดสงขลาไปยังท่าเรือชิงเต่า : ท่าเรือกรณีศึกษาเทียบกับเส้นทางปัจจุบัน, นูสนีน่า บากา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการเปรียบเทียบต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งยางพาราจากโรงงานในจังหวัดสงขลาไปยังท่าเรือชิงเต่า เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดเส้นทางและรูปแบบการขนส่งใหม่จากท่าเรือกรณีศึกษา โดยเปรียบเทียบกับเส้นทางและรูปแบบการขนส่งที่มีอยู่เดิม กับเส้นทางและรูปแบบการขนส่งจากท่าเรือกรณีศึกษา ซึ่งขั้นตอนในการศึกษานั้นคือการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ดำเนินการจัดการในการส่งออกตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้ายางพารา ในขนาดตู้ 20 ฟุต เพื่อทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องในส่วนของต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่ง เส้นทางและรูปแบบการขนส่งในวิจัยนั้นมีทั้งหมด 5 เส้นทางและรูปแบบโดยเส้นทางและรูปแบบที่ 1 – 4 นั้นมีอยู่เดิม และเส้นทางและรูปแบบการขนส่งที่ 5 น้้นเป็นเส้นทางและรูปแบบการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับท่าเรือกรณีศึกษา ซึ่งรูปแบบและเส้นทางการขนส่งทั้งหมดนั้นมีดังนี้ 1) โรงงานต้นทาง – ด่านศุลกากรสะเดา (ผ่านรถบรรทุก) – ท่าเรือปีนัง – ท่าเรือชิงเต่า 2) โรงงานต้นทาง – ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ (ผ่านรถไฟ) – ท่าเรือปีนัง – ท่าเรือชิงเต่า 3) โรงงานต้นทาง – ท่าเรือสงขลา – ท่าเรือสิงคโปร์ – ท่าเรือชิงเต่า 4) โรงงานต้นทาง – ท่าเรือแหลมฉบัง – ท่าเรือชิงเต่า และ 5) โรงงานต้นทาง – ท่าเรือ ABC – ท่าเรือ XYZ – ท่าเรือชิงเต่า โดยผลการวิจัย พบว่าเส้นทางและรูปแบบการขนส่งที่ 1 นั้นมีต้นทุนในการส่งออกต่ำที่สุด อยู่ที่ 31,415 บาท/ตู้คอนเทนเนอร์ และเส้นทางและรูปแบบการขนส่งที่ 4 นั้นมีระยะเวลาในการขนส่งที่ต่ำที่สุด อยู่ที่ 19.5 วัน ทั้งนี้ ในส่วนของเส้นทางและรูปแบบการขนส่งที่ 5 นั้นมีต้นทุนในการส่งออกที่สูงที่สุดอยู่ที่ 49,400 บาท/ตู้คอนเทนเนอร์ และมีระยะเวลาในการขนส่งไปยังท่าเรือปลายทางอยู่ที่ 21 วัน


ปัจจัยการไม่ส่งคืนอุปกรณ์ ณ จุดขาย (Pos): กรณีศึกษา บริษัท Abc, ชานน ดาราไก Jan 2023

ปัจจัยการไม่ส่งคืนอุปกรณ์ ณ จุดขาย (Pos): กรณีศึกษา บริษัท Abc, ชานน ดาราไก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการไม่ส่งคืนอุปกรณ์ ณ จุด ขายและหาแนวทางการป้องกันการไม่ส่งคืนอุปกรณ์ ณ จุด ขายเพื่อให้ผู้ให้บริการเช่าซื้ออุปกรณ์ ณ จุด ขาย นำไปใช้พัฒนามาตรการป้องกันและติดตามตรวจสอบการคืนสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรวบรวมสถิติข้อมูลร้านค้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน 2566 ที่มีการเช่าซื้ออุปกรณ์ ณ จุด ขาย ผลการวิจัยพบว่า ธุรกิจประเภทร้านอาหารมีความเสี่ยงสูงต่อการไม่คืน อุปกรณ์ ณ จุด ขาย มากกว่าธุรกิจประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะร้านอาหารประเภทยำ รวมถึงระยะเวลาการเช่าที่ยาวนานขึ้น ส่งผลต่อการคืน อุปกรณ์ ณ จุด ขาย เนื่องจากยิ่งผ่อนชำระนานเท่าไร ร้านค้ายิ่งใกล้โอกาสการเป็นเจ้าของ อุปกรณ์ ณ จุด ขาย มากขึ้นเท่านั้น และจะเป็นเจ้าของเมื่อ เช่าซื้อครบ 36 เดือน เชื่อมโยงกับจำนวนครั้งที่ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมการชำระหนี้ของลูกค้า ดังนั้นลูกค้าที่มีประวัติผิดนัดชำระหนี้บ่อยครั้ง มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ส่งคืนอุปกรณ์ โดยเฉพาะร้านอาหารที่ตั้งอยู่แบบเดี่ยว(Stand-alone) มีโอกาสไม่คืนอุปกรณ์สูงที่สุดมากกว่าร้านที่ตั้งในห้างสรรพสินค้าหรือตามตลาดนัด ดังนั้นการทราบถึงปัจจัยเหล่านี้ที่มีผลเหล่านี้ ทางบริษัทสามารถนำปัจจัยเหล่านี้ ไปปรับปรุงนโยบายและวิเคราะห์ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและติดตามตรวจสอบการคืนสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การประเมินข้อร้องเรียนผู้ใช้บริการระบบรถไฟฟ้าสาธารณะ, ธรรมยศ จำปาทิพย์พงศ์ Jan 2023

การประเมินข้อร้องเรียนผู้ใช้บริการระบบรถไฟฟ้าสาธารณะ, ธรรมยศ จำปาทิพย์พงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงส์เพื่อเพื่อศึกษาข้อร้องเรียนและประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อระบบการขนส่งรถไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อใช้หาแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการของระบบการขนส่งรถไฟฟ้าสาธารณะ โดยใช้ข้อมูลจากข้อร้องเรียนของผู้โดยสารที่ใช้บริการระบบการขนส่งรถไฟฟ้าสาธารณะสายสายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) นำมาพัฒนาแบบบสอบถาม ซึ่งออกแบบตามหลัก SERVQUAL Model เพื่อสอบถามและเก็บข้อมูลผู้โดยสารแล้วจึงนำข้อมูลจากแบบสอบถามมาหาค่าช่องว่างของการให้บริการ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ จัดลำดับความต้องการของผู้โดยสารพร้อมทั้งความต้องการ และแนวทางการปรับปรุงคุณภาพ เพื่อลดช่องว่างการให้บริการ โดยจากผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เคยใช้บริการจำนวน 400 คนพบว่า ความคาดหวังโดยรวมของมิติการให้บริการทั้ง 5 มิติมีคะแนนอยู่ที่ 4.1 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง และคุณภาพที่ผู้ใช้บริการได้รับโดยรวมของมิติการให้บริการทั้ง 5 มิติมีคะแนนอยู่ที่ 3.6 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูงเช่นกัน จากการวิเคราะห์แบบสอบถามพบว่าความต้องการของผู้โดยสารที่สำคัญที่สุด ที่ต้องการให้ผู้ให้บริการปรับปรุงคือเรื่องการจัดการและความสะดวกในการเข้าถึง ตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารอัตโนมัติ และการจัดการการจราจร ดังนั้นการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าควรคำนึงถึงการปรับปรุงให้เหมาะสมกับความต้องการและความคาดหวังของผู้ใช้บริการ เพื่อลดช่องว่างในการให้บริการนอกจากนี้ แต่หากผู้ให้บริการรถไฟฟ้าได้ทำตามมาตรฐานการให้บริการที่กำหนดแล้ว ซึ่งเป็นมาตรฐานที่มีความสมเหตุสมผลและได้รับการยอมรับระดับสากลแล้ว ผู้ใช้บริการควรมองปัญหาและสิ่งที่เกิดขึ้นในมุมมองของผู้ให้บริการเพื่อให้สามารถใช้บริการได้อย่างพึงพอใจและมีคุณภาพที่ดีขึ้นได้อีกด้วย