Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1627)
- Education (1500)
- Marketing (1087)
- Business Administration, Management, and Operations (932)
- Higher Education (913)
-
- Arts and Humanities (575)
- Accounting (493)
- Physical Sciences and Mathematics (484)
- Law (483)
- Finance and Financial Management (420)
- Economics (407)
- Organizational Behavior and Theory (353)
- Human Resources Management (348)
- Business and Corporate Communications (347)
- Management Sciences and Quantitative Methods (317)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (309)
- Medicine and Health Sciences (299)
- Technology and Innovation (274)
- Engineering (256)
- Entrepreneurial and Small Business Operations (252)
- Operations and Supply Chain Management (249)
- Communication (229)
- Management Information Systems (214)
- Life Sciences (189)
- Business Law, Public Responsibility, and Ethics (186)
- Tourism and Travel (180)
- Sociology (164)
- Computer Sciences (163)
- Nonprofit Administration and Management (163)
- Institution
-
- East Tennessee State University (620)
- Walden University (436)
- Singapore Management University (398)
- California State University, Monterey Bay (251)
- Georgia Southern University (165)
-
- Lindenwood University (151)
- Morehead State University (146)
- University for Business and Technology in Kosovo (127)
- University of Mississippi (111)
- Brigham Young University (105)
- Technological University Dublin (103)
- Utah State University (98)
- University of Nebraska - Lincoln (93)
- Nova Southeastern University (82)
- University of Arkansas, Fayetteville (82)
- University of Denver (74)
- Kennesaw State University (71)
- American Dental Association (63)
- Western Kentucky University (61)
- Vocational Training Council (60)
- Grand Valley State University (59)
- Portland State University (58)
- Purdue University (58)
- University of North Florida (58)
- Bowling Green State University (57)
- Eastern Illinois University (57)
- University of South Carolina (51)
- Liberty University (50)
- Embry-Riddle Aeronautical University (49)
- University of Rhode Island (48)
- Keyword
-
- Agriculture (197)
- Natural resources (178)
- Historical resources (177)
- Early California maps (176)
- California Ranchos (173)
-
- Monterey County surveys (173)
- Press release (170)
- Lindenwood University (150)
- Leadership (125)
- Management (87)
- Marketing (75)
- Business (69)
- Entrepreneurship (68)
- Innovation (53)
- Small business (49)
- Education (44)
- Health Insurance (44)
- Sustainability (44)
- Florida Blue Archives (43)
- Huntsman School (41)
- Newsletter (41)
- Economics (40)
- Social media (39)
- Technology (39)
- Accounting (37)
- Entrepreneur (37)
- Strategy (33)
- Retention (31)
- Performance (30)
- China (29)
- Publication
-
- ETSU News (593)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (423)
- Township and Range Surveys - BLM (174)
- Research Collection Lee Kong Chian School Of Business (163)
- Theses and Dissertations (162)
-
- Archived Lindenwood Press Releases (148)
- Faculty Publications (88)
- Faculty Senate Records (75)
- International Review of Business and Economics (72)
- Honors Theses (62)
- Research Collection School Of Accountancy (55)
- AMTP Proceedings 2018 (53)
- Jon M. Huntsman School of Business News Collection (53)
- Journal of Collective Bargaining in the Academy (52)
- The Foundation Review (52)
- AMBROSIA 客道 : The Magazine of The International Culinary Institute (45)
- Muthanna Journal of Administrative and Economics Sciences (45)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (44)
- Dismantling Bias Conference Series (43)
- Faculty Scholarship (43)
- Florida Blue Archives Printed Materials (43)
- International Journal of Religious Tourism and Pilgrimage (42)
- Staff Congress Records (42)
- Perspectives@SMU (40)
- International Journal of Aquatic Research and Education (39)
- Management Faculty Publications (38)
- Superior Court of Fulton County: Metro Atlanta Business Case Division Opinions (38)
- Marriott Student Review (35)
- International Material Handling Research Colloquium (34)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (34)
- Publication Type
- File Type
Articles 6151 - 6180 of 6240
Full-Text Articles in Business
รูปแบบการขนส่งทางถนนที่เหมาะสมสำหรับการกระจายพัสดุสายพลาธิการของกองทัพอากาศ, ณัฐพร คำพวง
รูปแบบการขนส่งทางถนนที่เหมาะสมสำหรับการกระจายพัสดุสายพลาธิการของกองทัพอากาศ, ณัฐพร คำพวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการขนส่งทางถนนสำหรับการกระจายพัสดุสายพลาธิการของกองทัพอากาศ และเพื่อเปรียบเทียบรูปแบบการขนส่งทางถนนระหว่าง การขนส่งแบบ Milk Run โดยผ่านทุก ๆ หน่วยในภูมิภาค, การขนส่งแบบ Milk Run โดยแบ่งเป็นหลายเส้นทางในแต่ละภูมิภาค, การขนส่งผ่านศูนย์กระจายพัสดุ และการขนส่งผ่านศูนย์กระจายพัสดุ ร่วมกับ Milk Run เพื่อหาแนวทางเลือกที่มีความเหมาะสมกับการกระจายพัสดุไปยังหน่วยในแต่ละภูมิภาค โดยใช้สถิติการขนส่งพัสดุปีงบประมาณ 2559-2560 นำโปรแกรมระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) มาช่วยในวิเคราะห์การหาตำแหน่งที่เหมาะสม สำหรับใช้เป็นจุดกระจายพัสดุของแต่ละภูมิภาค รวมถึงนำการหาระยะทางขนส่งที่สั้นที่สุด (Optimal Solution) มาช่วยในการจัดเส้นทางการขนส่งพัสดุในรูปแบบ Milk Run ของแต่ละภูมิภาคอีกด้วย จากการศึกษาพบว่า รูปแบบการขนส่งผ่านศูนย์กระจายพัสดุ ร่วมกับ Milk Run ทำให้การขนส่งพัสดุในภาคเหนือมีต้นทุนต่ำที่สุด ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนการขนส่งลงได้ 18.04 %, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รูปแบบการขนส่งแบบ Milk Run โดยแบ่งเป็นหลายเส้นทางในภูมิภาค ทำให้การขนส่งพัสดุมีต้นทุนต่ำที่สุด ซึ่งสามารถลดต้นทุนการขนส่งลงได้ 2.04 %, ภาคใต้ รูปแบบการขนส่งผ่านศูนย์กระจายพัสดุ ทำให้การขนส่งพัสดุมีต้นทุนต่ำที่สุด สามารถลดต้นทุนการขนส่งลงได้ 27.79 % และภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก การขนส่งพัสดุในรูปแบบเดิม (Direct Shipment) มีต้นทุนการขนส่งถูกที่สุด
การศึกษาพัฒนาการด้านโลจิสติกส์เพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทย, วีรชัย อู๋สมบูรณ์
การศึกษาพัฒนาการด้านโลจิสติกส์เพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทย, วีรชัย อู๋สมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากโลจิสติกส์เพื่อมนุษยธรรมมีบทบาทอย่างยิ่งในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติ งานวิจัยฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาเชิงสำรวจโลจิสติกส์เพื่อมนุษยธรรมในการโต้ตอบภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยใช้เหตุอุทกภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยาช่วง พ.ศ. 2555 – 2560 เป็นกรณีศึกษา การวิเคราะห์เนื้อหาจากบทความความข่าวชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานที่มีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ดำเนินการเชิงโลจิสติกส์เพื่อมนุษยธรรมมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการประกาศใช้แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติฉบับ พ.ศ. 2558 การศึกษาครั้งนี้ยังเผยให้เห็นว่า การประเมินและการวางแผน เป็นกระบวนการเชิงโลจิสติกส์เพื่อโต้ตอบภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีจำนวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เนื้อหาข่าวกลับไม่กล่าวถึงการยุติความช่วยเหลือเท่าใดนักในกระบวนการบรรเทาภัยพิบัติ ผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ช่วยส่งเสริมความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นต่อการบริหารจัดการโลจิสติกส์เพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทย ก่อประโยชน์แด่ทั้งเชิงวิชาการและเชิงนโยบายด้านการจัดการภัยพิบัติในประเทศ โดยในเชิงวิชาการ งานวิจัยฉบับนี้นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นให้ศึกษากระบวนการโลจิสติกส์เพื่อมนุษยธรรมในขั้นตอนอื่นๆนอกเหนือจากการโต้ตอบภัย อันประกอบกันขึ้นเป็นวงจรการบริหารจัดการภัยพิบัติ ส่วนในเชิงนโยบาย การศึกษาชี้ให้เห็นว่าหากแผนชาติได้ระบุขอบเขตความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจอย่างชัดเจนจะส่งผลต่อปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือประชาชนเมื่อภัยเกิดขึ้น
ตัวแบบการพยากรณ์ที่ส่งผลต่อยอดขายสินค้าที่ทำการส่งเสริมการขาย, ธันยพร เชี่ยวพานิชย์
ตัวแบบการพยากรณ์ที่ส่งผลต่อยอดขายสินค้าที่ทำการส่งเสริมการขาย, ธันยพร เชี่ยวพานิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่คาดว่ามีอิทธิพลต่อยอดขายที่ทำ โปรโมชันซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาตัวแบบการพยากรณ์ยอดขายอย่างเหมาะสมกับแต่ละกลุ่มสินค้า เพื่อ เพิ่มความแม่นยำของการพยากรณ์ให้กับธุรกิจในการจัดการระดับสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยข้อมูลที่ศึกษาเป็นของบริษัทค้าปลีกแห่งหนึ่งที่มีการจัดจำหน่ายสินค้าผ่านรูปแบบสาขาที่แตกต่างกัน นั่นคือ Department Store, Extra Store และ Hypermarket ตั้งแต่เดือน มีนาคม ปี 2559 ถึง เดือน กุมภาพันธ์ ปี 2561 ของสินค้า 4 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าประเภทเครื่องนอนกลุ่มหมอนและหมอนข้าง สินค้า ประเภทเครื่องนอนกลุ่มผ้านวมและผ้าปูที่นอน สินค้าประเภทพลาสติกกลุ่มกล่องอเนกประสงค์ และ สินค้าประเภทพลาสติกกลุ่มอุปกรณ์ไม้แขวน โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความถดถอยเชิง เส้นแบบพหุ ผลการวิจัยพบว่าแต่ละกลุ่มสินค้ามีปัจจัยที่ส่งผลต่อยอดขายที่แตกต่างกัน ดังนั้นธุรกิจจึงไม่สามารถใช้ปัจจัยเดียวกันในการพยากรณ์ทุกกลุ่มสินค้าได้ ส่งผลให้มีตัวแบบที่ใช้ในการพยากรณ์แต่ละ กลุ่มสินค้าแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งจากผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์จะสามารถพัฒนาตัวแบบการพยากรณ์ ได้ทั้งสิ้น 12 ตัวแบบสำหรับแต่ละกลุ่มสินค้าเมื่อจัดจำหน่ายในรูปแบบสาขาที่แตกต่างกัน หลังจากนั้นจึง ทำการคำนวณหาค่าความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ด้วยการใช้ตัวแบบที่ได้จากการวิเคราะห์ความ ถดถอยเชิงพหุทั้ง 12 ตัวแบบเปรียบเทียบกับการพยากรณ์ด้วยประสบการณ์แบบดั้งเดิม พบว่าเมื่อมีการ นำตัวแบบไปประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์สำหรับแต่ละกลุ่มสินค้าที่จัดจำหน่ายผ่านสาขาที่มีรูปแบบที่ แตกต่างกัน สามารถลดค่าความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ลงได้ โดยสินค้าประเภทพลาสติกกลุ่ม อุปกรณ์ไม้แขวนมีค่าความคลาดเคลื่อนลดลงโดยเฉลี่ยมากที่สุด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 36.44 เนื่องจากเป็น กลุ่มสินค้าที่มีค่าสัมประสิทธ์การตัดสินใจที่มีการปรับค่าแล้วที่ได้จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์สูงที่สุด โดยเฉลี่ยร้อยละ 91 นั่นหมายความว่าตัวแปรหรือปัจจัยที่ถูกคัดเลือกเข้าสู่สมการสำหรับสินค้ากลุ่มนี้ สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของยอดขายโดยเฉลี่ยได้สูงถึงร้อยละ 91
สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาขยะจากระบบขนส่งสินค้าทางทะเล จากเรือขนส่งสินค้าและเรือลำเลียง บริเวณพื้นที่จอดทอดสมอเรือบริเวณเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี, ณัฏฐภรณ์ ระลึกมูล
สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาขยะจากระบบขนส่งสินค้าทางทะเล จากเรือขนส่งสินค้าและเรือลำเลียง บริเวณพื้นที่จอดทอดสมอเรือบริเวณเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี, ณัฏฐภรณ์ ระลึกมูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญญาและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาขยะจากระบบการขนส่งสินค้าทางทะเล ขยะจากเรือสินค้าระหว่างประเทศและเรือลำเลียง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของมลพิษทางทะเลแก่เกาะสีชัง ดังนั้นจำเป็นต้องมีการจัดการที่ดี เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลของไทยในระยะยาว เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ผลการวิจัยพบว่า 1) สำหรับเรือสินค้าระหว่างประเทศ ผลจากการไม่ได้เข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลภาวะจากเรือ ค.ศ.1973 และพิธีสาร ค.ศ. 1978 ภาคผนวกที่ 5 ข้อบังคับเกี่ยวกับการป้องกันมลพิษจากขยะบนเรือ ทำให้ 1.1) ประเทศไทยไม่มีอำนาจในการตรวจเรือและบังคับใช้กฎหมายแก่เรือได้อย่างสมบูรณ์ และการดำเนินการในปัจจุบันพบว่าสิ่งอำนวยความสะดวกในการรองรับของเสียจากเรือสินค้าระหว่างประเทศไม่เพียงพอ 1.2) ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดพื้นที่ให้เป็นพื้นที่พิเศษและพื้นที่ทะเลที่มีความอ่อนไหวเฉพาะ ที่จะดำเนินการออกกฎหมาย เพื่อป้องกัน ลด และควบคุมมลพิษจากเรือสินค้าระหว่างประเทศได้ และ 2) สำหรับเรือลำเลียง ประกอบด้วย 2.1) ไม่มีการออกกฎหมายที่บังคับเฉพาะเรือลำเลียง ไม่มีการกำหนดแผนในการจัดการขยะแก่เรือลำเลียง 2.2) สิ่งอำนวยความสะดวกในการรองรับของเสียจากเรือลำเลียงไม่เพียงพอ เนื่องจากกระบวนการจัดการขยะโดยเทศบาลตำบลเกาะสีชัง โดยนำขยะจากเรือลำเลียงไปกำจัดที่ศูนย์กำจัดขยะของเกาะสีชังที่ประสบปัญหาเรื่องขยะตกค้างและก่อมลพิษแก่ชุมชนบนเกาะสีชัง โดยข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา ดังนี้ 1) สำหรับเรือสินค้าระหว่างประเทศ ไทยควรเข้าสู่การเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลภาวะจากเรือ ค.ศ.1973 และพิธีสาร ค.ศ. 1978 ภาคผนวกที่ 5 ข้อบังคับเกี่ยวกับการป้องกันมลพิษจากขยะบนเรือ เพื่อทำให้ 1.1) ประเทศไทยมีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ที่สามารถดำเนินการบังคับใช้และกำหนดข้อปฏิบัติแก่เรือสินค้าระหว่างประเทศที่เข้ามาเทียบท่า และเพื่อการจัดการเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับของเสียอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ 1.2) ทำให้ประเทศมีประกาศอ่าวไทยเป็นพื้นที่พิเศษและพื้นที่ทะเลที่มีความอ่อนไหวเฉพาะ ที่จะทำให้เกิดข้อบังคับพิเศษที่จะช่วยป้องกันมลพิษทางทะเลจากกิจกรรมการใช้ประโยชน์จากทะเล และ 2) สำหรับเรือลำเลียง 2.1) ไทยควรออกกฎหมายข้อบังคับที่บังคับแก่เรือลำเลียงโดยตรง โดยกำหนดให้เรือลำเลียงมีแผนจัดการขยะ เช่น ข้อกฎหมายบังคับแก่บริษัทเจ้าของเรือลำเลียง ให้กองเรือลำเลียงแยกขยะก่อนนำไปกำจัด 2.2) ควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่เพียงลำเลียงขนส่งขยะตามหลักสุขาภิบาล โดยให้หน้าที่การกำจัดขยะเป็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแทน และควรนำข้อแนะนำปฏิบัติจากอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลภาวะจากเรือ ค.ศ.1973 และพิธีสาร ค.ศ. 1978 ภาคผนวกที่ 5 มาปรับใช้กับกฎหมายภายใน เพื่อบังคับใช้แก่เรือลำเลียงและข้อกำหนดเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับของเสีย
การพัฒนาระบบจัดการสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา ร้านขายอุปกรณ์เสริมสวย, วลัยพรรณ อนันต์ธเนศ
การพัฒนาระบบจัดการสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา ร้านขายอุปกรณ์เสริมสวย, วลัยพรรณ อนันต์ธเนศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบจัดการสินค้าคงคลังของกิจการร้านขายอุปกรณ์เสริมสวยกรณีศึกษา ภายใต้ระดับการให้บริการที่ต้องการ จากการวิเคราะห์กระบวนการดำเนินงานการจัดการสินค้าคงคลังของร้านกรณีศึกษา พบว่าสินค้าแต่ละประเภทมีปริมาณความต้องการที่ไม่คงที่ และผลการดำเนินงานก่อให้เกิดปัญหาคือ บางครั้งเกิดการขาดแคลนสินค้าบางรายการในบางช่วง และในขณะเดียวกันบางรายการมีปริมาณสินค้าคงคลังมากเกินความต้องการ ดังนั้นในการวิจัยจึงได้เลือกตัวอย่างสินค้าจำนวน 20 รายการเพื่อพัฒนานโยบายสั่งซื้อ กระบวนการพัฒนานโยบายสั่งซื้อจะเริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของสินค้าตัวอย่าง จากนั้นวิเคราะห์ข้อจำกัดต่างๆ ในการกำหนดนโยบายสั่งซื้อของร้านกรณีศึกษา เพื่อกำหนดแนวทางการกำหนดนโยบายการสั่งซื้อ ในงานวิจัยนี้ได้ประยุกต์ใช้ตัวแบบปริมาณการสั่งซื้อคงที่ (Q) ร่วมกับจุดสั่งซื้อ (Reorder point) มาใช้ในการจัดการสินค้าคงคลังของร้านค้ากรณีศึกษา โดยพิจารณาเปรียบเทียบจากปริมาณการสั่งซื้ออย่างประหยัด (EOQ) เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ อีกทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลสินค้าคงคลัง เพื่อช่วยแสดงผลปริมาณสินค้าคงคลัง และการเคลื่อนไหวของสินค้าคงคลัง ผลการทดสอบระบบที่พัฒนา โดยเปรียบเทียบกับวิธีการดำเนินงานปัจจุบันของร้านค้ากรณีศึกษา โดยใช้ข้อมูลการดำเนินงานในปี 2561 พบว่า สามารถลดระดับสินค้าคงคลังเฉลี่ยได้ถึง 56% ทำให้ต้นทุนถือครองโดยรวมลดลง 50% โดยยังคงสามารถตอบสนองต่อลูกค้าที่ระดับการให้บริการ 95% นอกจากนี้ระบบใหม่สามารถลดขั้นตอนการตรวจนับจำนวนสินค้าในคลัง ก่อนการรับเข้า เบิกจ่าย และสั่งซื้อ อย่างไรก็ตามควรมีรอบการตรวจนับจำนวนสินค้า เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการบันทึกสินค้าคงคลังของระบบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แน่ใจในประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบใหม่ที่นำเสนอ
ปัญหาและอุปสรรคในการขนส่งสินค้าประเภทข้าวสารด้วยเรือลำเลียงในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักของประเทศไทย, ปรารถนา รุ่งสุวรรณรัชต์
ปัญหาและอุปสรรคในการขนส่งสินค้าประเภทข้าวสารด้วยเรือลำเลียงในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักของประเทศไทย, ปรารถนา รุ่งสุวรรณรัชต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการขนส่งสินค้าประเภทข้าวสารด้วยเรือลำเลียงในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักของประเทศไทย เพื่อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรครวมถึงหาแนวทางในการพัฒนาการขนส่งสินค้าทางน้ำเพื่อให้มีประสิทธิภาพและเกิดการขนส่งสินค้าทางน้ำอย่างยั่งยืน การวิจัยครั้งนี้จะศึกษาโดยการใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลและการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงลึกจากผู้ส่งออกสินค้า, ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางน้ำด้วยเรือลำเลียงและผู้ให้บริการเรือลากจูงสินค้าในแม่น้ำ จากนั้นนำผลที่ได้มาวิเคราะห์จัดลำดับความสำคัญของปัญหาและอุปสรรค โดยเรียงลำดับจากปัญหามากที่สุดไปจนถึงปัญหาน้อยที่สุด ใช้รูปแบบการวิเคราะห์เชิงพรรณนา เพื่อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการขนส่งสินค้าประเภทข้าวสารด้วยเรือลำเลียงในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด ผลการศึกษาพบปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าทางน้ำด้วยเรือลำเลียงในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักมากที่สุด ได้แก่ มลภาวะ เช่น ฝุ่นละออง ควัน และเสียง มลภาวะจากเรือลำเลียงที่มีขยะเหลว ขยะแห้ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดมลภาวะขณะที่จอดเรือ ขณะเดินทาง จากอุบัติเหตุ และขณะการขนถ่ายสินค้า ปัญหารองลงมา ได้แก่ ความหนาแน่นและการจราจรตลอดเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเกิดจากการเดินเรือได้เพียงช่องทางเดียว รวมถึงลักษณะโครงสร้างพื้นฐานของแม่น้ำที่มีความลึก คดเคี้ยวและความโค้งในหลายแห่ง รวมถึงสะพานและสิ่งกีดขวางทางน้ำทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคต่อการลำเลียงขนส่งบรรทุกสินค้าทางน้ำและปัญหาคนประจำเรือ (สรั่งเรือ) ที่มีไม่เพียงพอต่อความต้องการขาดความรู้ความสามารถ สมควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน
การประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์เพื่อเลือกวิธีการที่ช่วยในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลของกองทัพเรือ, ยุวลักษณ์ จุลปาน
การประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์เพื่อเลือกวิธีการที่ช่วยในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลของกองทัพเรือ, ยุวลักษณ์ จุลปาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการนำเอากระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์มาประยุกต์ใช้ในการประเมินเพื่อเลือกวิธีการที่ช่วยในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลของกองทัพเรือ ใน 4 วิธีการ คือ เทคโนโลยีดาวเทียม เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ เซ็นเซอร์ใต้น้ำ และสถานีเรดาร์ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการสำรวจข้อมูลด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวิธีการทั้ง 4 วิธีการ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือ โดยการให้คะแนนความสำคัญของแต่ละปัจจัย เพื่อใช้ในการวิเคราะห์เพื่อหาระดับความสำคัญของแต่ละปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการที่ช่วยในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลของกองทัพเรือ โดยการวินิจฉัยเปรียบเทียบความสำคัญของปัจจัยทีละคู่ และการให้คะแนนความสำคัญระหว่างวิธีการที่มีผลต่อแต่ละของผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้พบว่า ผู้ตัดสินใจให้ความสำคัญกับปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการที่ช่วยในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลของกองทัพเรือ ใน 5 ลำดับแรก ตามลำดับ คือ ความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน ความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี ความสะดวกในการใช้งาน ความน่าเชื่อถือของการใช้งาน และความเที่ยงตรงของข้อมูล สำหรับวิธีการที่เหมาะสมที่สุดที่ช่วยในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลของกองทัพเรือ คือ เทคโนโลยีดาวเทียม
การวิเคราะห์การลงทุนในประตูกั้นน้ำเพื่อการขนส่งสินค้าในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก, วาฤทธิ์ แซ่ลิ่ม
การวิเคราะห์การลงทุนในประตูกั้นน้ำเพื่อการขนส่งสินค้าในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก, วาฤทธิ์ แซ่ลิ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพของการขนส่งสินค้าทางน้ำโดยเฉพาะในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งสินค้าทางน้ำในประเทศ โดยทำการรวบรวมข้อมูลการขนส่งสินค้าทางน้ำประกอบด้วยประเภทสินค้า ปริมาณสินค้า เส้นทางการขนส่งสินค้า ข้อจำกัดทางกายภาพของสะพานที่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักไหลผ่านจากงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ถึงรูปแบบการขนส่งสินค้า ปัญหาและอุปสรรคในการขนส่งสินค้าทางน้ำในปัจจุบัน จากการศึกษาพบว่าปัญหาหลักคือการเดินเรือผ่านสะพานที่มีระดับความสูงจากระดับน้ำต่ำ (Air Draft) โดยสะพานที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้ามีทั้งหมด 8 สะพาน โดยสะพานนวลฉวีเป็นสะพานที่ส่งผลต่อการขนส่งสินค้าทางน้ำมากที่สุด โครงการประตูกั้นน้ำจึงเป็นทางเลือกที่สำคัญที่ต่างประเทศนำมาใช้เพื่อเแก้ไขปัญหาดังกล่าวและเพิ่มความสามารถในการขนส่งสินค้า โดยนำทฤษฏีการตัดสินใจการลงทุนมาเป็นเครื่องมือวิเคราะห์และประเมินผลตอบแทนในการลงทุน ซึ่งมีต้นทุนก่อสร้าง อัตราคิดลด อายุโครงการ และปริมาณสินค้า เป็นปัจจัยหลักในการวิเคราะห์ค่าความอ่อนไหวของโครงการ ผลการวิจัยพบว่ากรณีที่ต้องการสร้างโครงการประตูกั้นน้ำเฉพาะจุดสะพานนวลฉวีที่มีต้นทุนก่อสร้าง 500,460,000 บาท โครงการให้ค่ามูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV), อัตราผลตอบแทนภายในโครงการ (IRR), อัตราผลตอบแทนต่อค่าใช้จ่าย (B/C Ratio) เป็นบวกในทุกกรณีและในทุกอัตราคิดลด แต่หากสร้างทั้งหมด 8 จุดตรงสะพานที่ส่งผลกระทบทั้งหมด ด้วยมูลค่าก่อสร้าง 4,003,680,000 บาท อัตราคิดลดต้องต่ำกว่า 5% โดยปริมาณสินค้าต้องเพิ่มขึ้นปีละ 8% โครงการจึงจะเหมาะสมและควรลงทุน
นวัตกรรมระบบการเรียนรู้แบบเคลื่อนที่โดยใช้แนวคิดเกมมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพบริการยานยนต์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง, เอกลักษณ์ อิสระมโนรส
นวัตกรรมระบบการเรียนรู้แบบเคลื่อนที่โดยใช้แนวคิดเกมมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพบริการยานยนต์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง, เอกลักษณ์ อิสระมโนรส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการมากขึ้น ซึ่งอาชีวศึกษามีบทบาทที่สำคัญยิ่งในด้านนี้ อย่างไรก็ตามประเด็นปัญหาการพัฒนาในด้านทักษะและสมรรถนะยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานเท่าที่ควร อีกทั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่ยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงคุณลักษณะของนักเรียนยังไม่ถูกศึกษาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นวัตถุประสงค์ของงานวิจัยฉบับนี้คือการพัฒนาระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่นำเอาเทคโนโลยีแบบเคลื่อนที่และแนวคิดเกมมิฟิเคชันมาใช้ร่วมกันเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพบริการยานยนต์ โดยผ่านการทบทวนวรรณกรรมอย่างกว้างขวาง กอปรกับการวิเคราะห์ความต้องการของนักศึกษาและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวิชาชีพ ผลการศึกษาพบองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเทคโนโลยี ด้านพฤติกรรม ด้านบริหารจัดการ และด้านกฏระเบียบข้อบังคับ สำหรับการค่าน้ำหนักของแต่ละองค์ประกอบถูกคำนวณผ่านวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบ ผลการศึกษาเชิงประจักษ์ข้างต้นนำมาพัฒนาเป็นระบบในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน เพื่อให้สถาบันอาชีวศึกษามีสื่อเทคโนโลยีการเรียนรู้ที่เหมาะสมต่อคุณลักษณะนักศึกษาไทย และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานด้านยานยนต์ ส่วนสุดท้ายของงานวิจัยเป็นการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ของนวัตกรรมระบบการเรียนรู้นี้
การพัฒนาอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ป้องกันการล้มสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัว, จาริณี จิระพันธุ์
การพัฒนาอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ป้องกันการล้มสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัว, จาริณี จิระพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ป้องกันการล้มสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัว สำหรับใช้ร่วมกับโปรแกรมฝึกการทรงตัวที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น โดยศึกษาในอาสาสมัครหญิง อายุระหว่าง 70-85 ปี ที่มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนล่างอยู่ในระดับ 2+ ถึง 3+ จำนวน 26 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 13 คน ได้แก่ กลุ่มทดลอง เป็นกลุ่มที่ฝึกการทรงตัวด้วยโปรแกรมฝึกการทรงตัวร่วมกับอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ป้องกันการล้มสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัว อายุเฉลี่ย 75 ปี และกลุ่มควบคุม เป็นกลุ่มที่ฝึกการทรงตัวด้วยโปรแกรมฝึกการทรงตัวเพียงอย่างเดียว อายุเฉลี่ย 76 ปี ซึ่งได้ฝึกการทรงตัวร่วมกันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 45 นาที จากนั้นเปรียบเทียบกรณีกลุ่มตัวอย่างเป็นอิสระต่อกัน ด้วยการทดสอบค่าทีใน 12 การทดสอบ ได้แก่ ความสามารถในการทรงตัวแบบอยู่กับที่ ทดสอบด้วยอุปกรณ์ ไบโอเด็กซ์ บาลานซ์ ซีสเต็ม (ทดสอบการทำงานประสานกันของระบบรับความรู้สึกและการทรงตัวทางคลินิค 3 การทดสอบ ความสามารถในการควบคุมการทรงตัว 3 การทดสอบ และความเสี่ยงในการล้ม 1 การทดสอบ) ความสามารถในการทรงตัวแบบเคลื่อนที่ทดสอบด้วย การลุกเดินจากเก้าอี้ไปและกลับ 8 ฟุต ภาวะกลัวการล้มทดสอบด้วยแบบทดสอบภาวะกลัวการล้มสำหรับผู้สูงอายุไทย ความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวันทดสอบด้วยแบบบาร์ทัล เอดีแอล ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนล่างทดสอบด้วยการทดสอบลุกยืนจากเก้าอี้ 30 วินาที และความแข็งแรงกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวทดสอบด้วยถุงลมวัดความดัน พบว่า ค่าเฉลี่ยของทุกการทดสอบในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน และผลการเปรียบเทียบแยกรายกลุ่ม ก่อนการทดลอง ระหว่างการทดลอง และหลังการทดลองด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวเมื่อวัดซ้ำพบว่า กลุ่มทดลองมีผลการทดสอบ ความสามารถในการควบคุมการทรงตัวแบบหน้า-หลัง การลุกเดินจากเก้าอี้ไปและกลับ 8 ฟุต การทดสอบภาวะกลัวการล้ม การทดสอบลุกยืนจากเก้าอี้ 30 วินาที และการทดสอบด้วยถุงลมวัดความดัน พัฒนาดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) กลุ่มควบคุมมีผลการทดสอบ ความสามารถในการควบคุมการทรงตัวแบบด้านข้าง ความสามารถในการควบคุมการทรงตัวภาพรวม การลุกเดินจากเก้าอี้ไปและกลับ 8 ฟุต การทดสอบภาวะกลัวการล้ม การทดสอบลุกยืนจากเก้าอี้ 30 วินาที และการทดสอบด้วยถุงลมวัดความดัน พัฒนาดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการฝึกการทรงตัวด้วยโปรแกรมฝึกการทรงตัวที่ผู้วิจัยออกแบบขึ้น ช่วยพัฒนาสมรรถนะการทรงตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนล่าง และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว อีกทั้งการนำอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ป้องกันการล้มสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัวมาใช้ร่วมกับโปรแกรมฝึกการทรงตัวนั้น มีแนวโน้มช่วยส่งเสริมสมรรถนะการทรงตัวให้ดีขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงในการล้มขณะฝึกการทรงตัวได้ดี มีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ในการทำธุรกิจอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ป้องกันการล้มสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัว ร่วมกับโปรแกรมฝึกการทรงตัวที่พัฒนาขึ้น โดยใช้เงินลงทุน 1,800,000 บาท มีมูลค่าปัจจุบันเท่ากับ 4,739,498 บาท คืนทุนในเวลา 3 ปี 5 เดือน ผลตอบแทนการลงทุนร้อยละ 37
แบบจำลองการประเมินการบริหารจัดการความยั่งยืนเชิงดุลยภาพของรัฐวิสาหกิจไทย, ณัฏฐวี เฉลิมวิวัฒน์กิจ
แบบจำลองการประเมินการบริหารจัดการความยั่งยืนเชิงดุลยภาพของรัฐวิสาหกิจไทย, ณัฏฐวี เฉลิมวิวัฒน์กิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศกำลังพัฒนาเช่นประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่แล้วรัฐวิสาหกิจจะเป็นองค์กรของรัฐที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศควบคู่หรือทดแทนภาคเอกชนที่อาจไม่สามารถดำเนินงานข้างต้นได้อย่างเต็มที่เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจเป็นสำคัญ วิทยานิพนธ์นี้จึงมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาดัชนีรวม สำหรับชี้วัดความยั่งยืนของรัฐวิสาหกิจไทย และเนื่องจากปัจจุบันยังไม่พบการศึกษาที่ระบุนิยามและปัจจัยที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของรัฐวิสาหกิจภายใต้บริบทของสังคมไทย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่ครอบคลุมถึงการกำหนดนิยามและปัจจัยที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของรัฐวิสาหกิจไทยที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมอันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแบบจำลองด้วยเช่นกัน โดยการพัฒนาดัชนีรวมนี้ประยุกต์ตามแนวทางการสร้างดัชนีรวม ของ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และดำเนินการวิจัยด้วยกระบวนการเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยได้ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ไอเอสโอ 26000 หลักการของการประเมินความยั่งยืนเชิงดุลยภาพ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นแนวคิดเชิงจริยศาสตร์และสังคมศาสตร์ซึ่งทำให้งานวิจัยนี้มีความแตกต่างไปจากงานวิจัยอื่นที่อาศัยหลักการพัฒนาความยั่งยืนของประเทศที่พัฒนาแล้ว ก่อนนำปัจจัยที่ได้ไปดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และทำการทดสอบความสัมพันธ์เชิงปริมาณ โดยใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากรัฐวิสาหกิจไทยจำนวน 52 แห่ง นำมาทดสอบความสัมพันธ์เชิงสถิติด้วยวิธีการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน หลังจากนั้นจึงได้ทดสอบความเที่ยงตรงและการยอมรับจากรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานกำกับดูแลภาครัฐ และจัดทำกรณีศึกษารัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง ดัชนีรวมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 กลุ่ม ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์และเสริมสร้างความผูกพันพนักงาน การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคและความท้าทายเพื่อบริหารความยั่งยืน การจัดการทรัพยากรที่ส่งผลต่อความยั่งยืน การกำกับดูแลกิจการที่ดี และการบริหารสมรรถนะด้านจริยธรรม ทั้งนี้ ดัชนีรวมนี้มีความโดดเด่นที่ความสมดุลโดยครอบคลุมตั้งแต่ภาวะผู้นำ กระบวนการปฏิบัติงาน จนถึงพฤติกรรมการทำงานของพนักงานรัฐวิสาหกิจ
นวัตกรรมระบบประเมินสมรรถนะพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, ทิพย์สุดา วงศ์คำดี
นวัตกรรมระบบประเมินสมรรถนะพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, ทิพย์สุดา วงศ์คำดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรูปแบบสมรรถนะพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการวิจัยในครั้งนี้ได้ดำเนินการวิจัยโดยใช้การศึกษาแบบเทคนิคเดลฟายแบบปรับปรุง ตามด้วย EFA และ CFA โดยเทคนิคเดลฟายแบบปรับปรุง เริ่มจากการสัมภาษณ์จำนวน 3 รอบ ซึ่งใน รอบที่ 1 ใช้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 28 ท่าน ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ด้วยแบบสอบถามปลายเปิด จากนั้นในรอบที่ 2 และ 3 เหลือผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 23 ท่าน แล้วทำการสัมภาษณ์ด้วยแบบสอบถามปลายปิด 5 ระดับ ประกอบด้วยข้อความที่เกี่ยวข้องกับตัวบ่งชี้สมรรถนะพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 60 ข้อความ การวิเคราะห์ผลข้อคำตอบจากแบบสอบถามรอบที่ 3 โดยพิจารณาจากค่ามัธยฐานตั้งแต่ 4.50 ขึ้นไป ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ไม่เกิน 1.50 และความแตกต่างระหว่างฐานนิยม และค่ามัธยฐานไม่เกิน 1.00 ในแต่ละข้อความ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้เชี่ยวชาญทั้ง 23 ท่านได้แสดงประเด็นให้เห็นถึง องค์ประกอบที่สำคัญเกี่ยวกับสมรรถนะพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 7 องค์ประกอบ คือ 1.ด้านการประมวลผลสารสนเทศและเทคโนโลยี 2.ด้านการติดต่อสื่อสารและการทำงานร่วมกัน 3.ด้านการสร้างคอนเทนต์ 4.ด้านความปลอดภัย ความมั่นคงข้อมูล และความเป็นส่วนตัว 5.ด้านการแก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง 6.ด้านพื้นฐานธุรกิจ 7. ด้านกฎหมายและกฎเกณฑ์ โดยมีความเห็นสอดคล้องในระดับมากที่สุดต่อข้อความ 1) สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ 2) สามารถทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ ใช้ Mobile Banking ได้ และ 3) มุ่งเน้นให้ลูกค้าบอกต่อ หรือลูกค้าเดิมมาซื้อซ้ำ เน้นการบริการที่ดี ด้วยค่ามัธยฐาน = 5.00 ค่าพิสัยควอไทล์ = 0.00 และค่าความแตกต่างระหว่างค่าฐานนิยม และค่ามัธยฐาน = 0.00 โดยเมื่อใช้เทคนิคเดลฟายแบบปรับปรุง 3 รอบ มีองค์ประกอบที่นำมาใช้จริง 7 ด้าน 60 ตัวบ่งชี้ เมื่อผ่านการทำ EFA และ CFA เหลือองค์ประกอบจำนวน 7 …
การใช้คราวด์ซอร์สซิ่งเป็นกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมตามแนวคิดธรรมาภิบาลภาครัฐใหม่, ฐาปกรณ์ กันเกตุ
การใช้คราวด์ซอร์สซิ่งเป็นกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมตามแนวคิดธรรมาภิบาลภาครัฐใหม่, ฐาปกรณ์ กันเกตุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างตัวแบบสำหรับการใช้คราวด์ซอร์สซิ่งเป็นกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมตามแนวคิดธรรมาภิบาลภาครัฐใหม่ และเพื่อออกแบบพัฒนาเครื่องมือทางเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการใช้คราวด์ซอร์สซิ่งเป็นกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมตามแนวคิดธรรมาภิบาลภาครัฐใหม่ โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่าง 48 คน คู่ขนานไปกับการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 14 คน และใช้โปรแกรม atlas.ti ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล นอกจากนี้ยังศึกษาการยอมรับและการใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเปิดรับโครงการเพื่อทดลองใช้จริงจำนวน 3 โครงการ แล้วศึกษาการยอมรับและการใช้ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างที่มีประสบการณ์ใช้งานจริงจำนวน 12 คน ประเด็นคำถามประยุกต์จากประมวลทฤษฎีการยอมรับและการใช้เทคโนโลยี 2 ผลจากการวิจัยคือตัวแบบสำหรับการใช้คราวด์ซอร์สซิ่งเป็นกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมตามแนวคิดธรรมาภิบาลภาครัฐใหม่ ประกอบด้วย 7 กระบวนการ ได้แก่ ริเริ่ม เห็นชอบ ร่วมคิด ตั้งโครงการ ระดมทุน ดำเนินโครงการให้สำเร็จเป็นจริง และความสามารถรับผิดชอบ โดยมีตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง 3 ประเภทได้แก่ มวลชน ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ และแพลตฟอร์ม ซึ่งทั้ง 3 ตัวแสดงนี้มีส่วนร่วมในแต่ละกระบวนการแตกต่างกันและมีปัจจัยที่ผลักดันหรือเป็นอุปสรรคในแต่ละกระบวนการแตกต่างกันด้วย ส่วนในการออกแบบเครื่องมือทางเทคโนโลยีสารสนเทศมีประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ การยืนยันตัวตนและการกำหนดสิทธิ การมีส่วนร่วม การระดมทุน ค่าธรรมเนียมการให้บริการ และรายละเอียดการออกแบบอื่นๆ ทั้งนี้ผลการศึกษาตัวแบบกระบวนการและการออกแบบเครื่องมือทางเทคโนโลยีสารสนเทศถูกนำไปพัฒนาเป็นเว็บแพลตฟอร์ม www.vradom.com และจากการทดลองใช้งานจริง 3 โครงการ ผลการศึกษาสามารถยืนยันได้ว่ากระบวนการตามตัวแบบและเครื่องมือที่ออกแบบตามตัวแบบนั้นสามารถใช้ได้จริงและก่อให้เกิดการร่วมผลิตอย่างเต็มรูปแบบภายใต้ธรรมาภิบาลภาครัฐใหม่ นอกจากนี้ผลจากการศึกษาการยอมรับการใช้งาน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความตั้งใจที่จะใช้งานต่อไปทั้งในการริเริ่มโครงการ ร่วมแสดงความคิดเห็น และร่วมระดมทุน
นวัตกรรมการจัดการความรู้ด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กในประเทศไทย, ปณิตา ราชแพทยาคม
นวัตกรรมการจัดการความรู้ด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กในประเทศไทย, ปณิตา ราชแพทยาคม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันธุรกิจขนาดเล็กมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในหลาย ๆ ประเทศ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ธุรกิจขนาดเล็กมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็กที่ขยายตัวตามอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก (ผู้ประกอบการ) เผชิญกับความล้มเหลวทางธุรกิจ เนื่องจากขาดความรู้ด้านการเงิน ประสบการณ์ และเครื่องมือการจัดการความรู้ด้านการเงินซึ่งมีความสัมพันธ์กับผลการดำเนินงานของธุรกิจ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการจัดการความรู้ สภาพปัจจุบันและความต้องการความรู้ด้านการเงิน และสภาพปัจจุบันการใช้และความต้องการเครื่องมือการจัดการความรู้ด้านการเงินของผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กในประเทศไทย (ผู้ประกอบการร้านอาหาร) เพื่อพัฒนาต้นแบบเครื่องมือการจัดการความรู้ด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อทดสอบการใช้และการยอมรับเครื่องมือการจัดการความรู้และพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้แบบสอบถามกึ่งโครงสร้างเก็บข้อมูลเชิงลึก และการวิจัยเชิงปริมาณที่ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าผู้ประกอบการร้านอาหารให้ความสำคัญกับการหาความรู้มากที่สุด สำหรับความรู้ด้านการเงินผู้ประกอบการร้านอาหารให้ความสำคัญและต้องการความรู้ในการหาเงินทุนมากที่สุดเพื่อนำเงินมาเริ่มต้นธุรกิจ และความรู้ในการทำแผนธุรกิจเพื่อเตรียมความพร้อมทางธุรกิจ จากการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ด้วย Pearson's correlation และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ พบว่าระดับการหาความรู้และระดับการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับระดับความต้องการเครื่องมือการจัดการความรู้ด้านการเงิน พบว่าความรู้เกี่ยวกับการหาเงินทุน การทำแผนธุรกิจ และการทำบัญชีมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับระดับการหาความรู้ พบว่าความรู้เกี่ยวกับการทำแผนธุรกิจ และการทำบัญชีมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับระดับการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ จากการวิเคราะห์การจัดกลุ่มสามารถแบ่งผู้ประกอบการร้านอาหารออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้ประกอบการร้านอาหารที่ใช้และต้องการเครื่องมือการจัดการความรู้ด้านการเงินในระดับต่ำและระดับสูง โดยในการวิจัยนี้ศึกษากลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีระดับการใช้และต้องการเครื่องมือการจัดการความรู้ด้านการเงินในระดับสูง จากผลการทดสอบคอครันคิวและการทดสอบแมคนีมาร์ พบว่าผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีระดับการใช้และต้องการเครื่องมือการจัดการความรู้ด้านการเงินในระดับสูงใช้เว็บไซด์ และเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือหลักในการหาความรู้ และแบ่งปันความรู้ นอกจากนี้ จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ พบว่าผู้ประกอบการร้านอาหารที่ใช้และต้องการเครื่องมือการจัดการความรู้ด้านการเงินในระดับสูง สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจร้านอาหารอย่างจำกัด ที่ต้องการเครื่องมือในการหาความรู้ที่มีลักษณะการใช้งานเพียงเลือกเมนูใช้งาน 2 - 3 ครั้งก็สามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ที่ต้องการ และผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจร้านอาหารที่ต้องการเครื่องมือในการหาความรู้ และแบ่งปันความรู้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงพัฒนาต้นแบบเครื่องมือการจัดการความรู้ด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารตามผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ การวิจัยนี้ สามารถเติมช่องว่างงานวิจัยจากการจัดการความรู้ในองค์กรขนาดใหญ่มาสู่การจัดการความรู้ในองค์กรขนาดเล็กในบริบทของผู้ประกอบการร้านอาหาร และช่องว่างงานวิจัยความรู้ด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กมาสู่แนวคิดความรู้ด้านการเงินโดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารซึ่งมีลักษณะการบริหารจัดการด้านการเงินต่างจากธุรกิจประเภทอื่น นอกจากนี้ ต้นแบบเครื่องมือการจัดการความรู้ด้านการเงินนี้เป็นเครื่องมือช่วยเสริมสร้างความรู้ด้านการเงินให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีหน้าที่ดูแลธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถนำแนวคิดและต้นแบบเครื่องมือการจัดการความรู้ด้านการเงินนี้ไปพัฒนาต่อยอดเป็นเครื่องมือการจัดการความรู้ด้านอื่น เช่น ความรู้ด้านปฏิบัติการ ความรู้ด้านการทำตลาดผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร หรือผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น
การใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานในการเพิ่มคุณภาพของเมล็ดข้าว, ฐิติ เติมเศรษฐเจริญ
การใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานในการเพิ่มคุณภาพของเมล็ดข้าว, ฐิติ เติมเศรษฐเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซาน ในการเพาะปลูกข้าวลักษณะ pre-harvest เพื่อเพิ่มคุณภาพของเมล็ดข้าวจากกระบวนการขัดสี ซึ่งเลือกทดลองในข้าวเจ้าพันธุ์ กข41 และพันธุ์ปทุมธานี 1 ใช้วิธีการวางแผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อกสมบูรณ์ (Randomized Complete Block Design) มีปัจจัยในการศึกษาปัจจัยเดียวคือ การใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานในแปลงทดลองเปรียบเทียบกับชุดแปลงทดลองควบคุม โดยนำผลลัพธ์ข้าวเปลือกที่ได้มาผ่านกระบวนการสีข้าว แล้วตรวจสอบปริมาณผลผลิตที่ได้จากกระบวนการขัดสี รวมถึงตรวจสอบคุณภาพเชิงกายภาพของเมล็ดข้าว ผลการทดลองพบว่า การใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานในข้าวเจ้าพันธุ์ กข41 ทำให้ปริมาณข้าวกล้อง , ปริมาณข้าวขาวรวม และปริมาณข้าวขาวเต็มเมล็ดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยได้ปริมาณข้าวขาวเต็มเมล็ดเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.99 เมื่อเทียบกับชุดทดลองควบคุม สำหรับในข้าวเจ้าพันธุ์ปทุมธานี 1 พบว่า มีปริมาณข้าวกล้อง, ปริมาณข้าวขาวรวม และปริมาณข้าวขาวเต็มเมล็ดที่ได้จากกระบวนการสีข้าวเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยได้ปริมาณข้าวขาวเต็มเมล็ดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.06 เมื่อเทียบกับชุดทดลองควบคุม หลังจากตรวจสอบคุณสมบัติทางกายภาพของเมล็ดข้าว ได้แก่ นํ้าหนักข้าวกล้องเต็มเมล็ด 100 เมล็ด, ค่าความแกร่งเมล็ดข้าวกล้อง และขนาดเมล็ดข้าวกล้อง ในข้าวทั้ง 2 สายพันธุ์ พบว่ามีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สำหรับการศึกษาผลกระทบของนวัตกรรมสารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานในเชิงพาณิชย์ พบว่า การใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานในการเพาะปลูกข้าวทั้ง 2 สายพันธุ์ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิตที่ได้จากกระบวนการสีข้าว แต่พบว่าจะมีความคุ้มค่าด้านการลงทุนเมื่อใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานในข้าวสายพันธุ์ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงมากกว่าข้าวสายพันธุ์ที่มีมูลค่าทางการตลาดต่ำ และสามารถใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานร่วมกับการฉีดพ่นปุ๋ยปกติ เพื่อลดต้นทุนค่าฉีดพ่นสารนี้ได้
การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เพื่อการบริหารจัดการการจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้าง, ธนากร วัฒกีเจริญ
การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เพื่อการบริหารจัดการการจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้าง, ธนากร วัฒกีเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันธุรกิจรับเหมาก่อสร้างภายในประเทศไทยมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับจำนวนผู้รับเหมาที่เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน เนื่องจากโครงการแต่ละโครงการมีความซับซ้อนที่แตกต่างกันและความเชี่ยวชาญของผู้รับเหมามีหลากหลาย ย่อมนำมาสู่ความยุ่งยากและความไม่เข้าใจในเนื้องานก่อสร้างของทั้งสองผ่ายได้ จากประเด็นดังกล่าว ผู้ที่ต้องการว่าจ้างอาจต้องเผชิญปัญหาที่หลากหลาย เช่น การมีความรู้ที่ไม่เพียงพอในการพิจารณาทำข้อตกลงเการก่อสร้าง การพิจารณาราคาการก่อสร้างที่เสนอโดยผู้ก่อสร้างแต่ละรายในตลาด รวมถึงช่องทางการหาผู้รับเหมาก่อสร้างที่จำกัด จึงกล่างได้ว่าการเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างที่เหมาะสมกับโครงการนับได้ว่าเป็นความยุ่งยากอย่างหนึ่ง จากประเด็นที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น การได้รับรู้รายละเอียดในสถานะปัจจุบันของผู้รับเหมาสำหรับผู้ที่ต้องการว่าจ้างนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้ได้นำเสนอแอปพลิเคชันที่ช่วยในการบริหารจัดการการจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้างให้แก่ผู้ที่ต้องการว่าจ้าง ซึ่งจะส่งผลให้ความเสียหายจากการว่าจ้างมีโอกาสเกิดได้น้อยลงทั้งแก่ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง งานวิจัยนี้ได้กล่าวถึงการสำรวจและวิเคราะห์พฤติกรรม รวมถึงความต้องการในการใช้แอปพลิเคชันโดยใช้แบบสอบถามเชิงปริมาณ ของกลุ่มตัวอย่าง 2 ส่วน ได้แก่ ผู้ที่ต้องการหาผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้รับเหมาก่อสร้าง จำนวนทั้งสิ้น 200 คน โดยทั้ง 2 กลุ่มตัวอย่างได้ให้ความสนใจในการใช้แอปพลิเคชันในการหาผู้รับเหมาก่อสร้าง คิดเป็นร้อยละ 80.0 และ 81.0 ตามลำดับ จึงสามารถสรุปได้ว่า แอปพลิเคชันที่นำเสนอนี้ก่อให้เกิดผลดีกับทั้งฝ่ายผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมาก่อสร้างในทุกด้าน
ระบบคัดเลือกกลุ่มธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน, พัชร์นรี ธนาคุณ
ระบบคัดเลือกกลุ่มธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน, พัชร์นรี ธนาคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นโยบาย ประเทศไทย 4.0 มุ่งเน้นสนับสนุนการสร้างธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน (IDE) เพื่อสร้างสินค้านวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้กับประเทศในระดับสูง ปัจจุบันรัฐมีการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมในระดับและรูปแบบต่าง ๆ อย่างไรก็ดี ลักษณะและรูปแบบการสนับสนุนยังไม่เหมาะสมกับผู้รับการสนับสุนนเท่าที่ควร ทำให้มีความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจสูง และไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ด้วยเหตุที่ไม่สามารถจำแนกธุรกิจนวัตกรรมที่มีศักยภาพออกจากกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้ทำการศึกษาด้วยการวิจัยเชิงลึกและวิเคราะห์ปัจจัยที่บ่งชี้คุณลักษณะธุรกิจ เพื่อสร้างระบบคัดเลือกกลุ่มธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน (IDE) ที่มีศักยภาพสูง ออกจากธุรกิจนวัตกรรมทั่วไป (NON-IDE) ปัจจัยบ่งชี้ในมิติต่าง ๆ ได้จากการทบทวนวรรณกรรมและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมาย หน่วยงานนโยบายภาครัฐ หน่วยงานสนับสนุนทุนนวัตกรรมภาครัฐ และผู้ประกอบการ IDE ที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ปัจจัยบ่งชี้จำนวน 30 ปัจจัย ใน 4 มิติ ที่เป็นปัจจัยคุณลักษณะร่วมของธุรกิจนวัตกรรม ธุรกิจ Innovation Businesses ธุรกิจ Startups และธุรกิจ SMEs ประกอบขึ้นเป็นแบบสอบถามเพื่อการสำรวจกลุ่มธุรกิจนวัตกรรม IDE จำนวน 17 ธุรกิจ และ NON-IDE จำนวน 14 ธุรกิจ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติได้ค่าคะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม IDE เปรียบเทียบกับกลุ่ม NON-IDE ชุดค่าคะแนนเปรียบเทียบประกอบเป็นชุดฐานข้อมูล IDE Mapping ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินอัตลักษณ์ของธุรกิจหรือผู้ประกอบการที่เสนอขอรับทุนสนับสนุน ระบบคัดเลือกกลุ่มธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน ประกอบด้วย ชุดแบบสอบถามกลุ่มปัจจัยคุณลักษณะธุรกิจ 4 มิติ ชุด IDE Mapping และชุดวิเคราะห์อัตลักษณ์ธุรกิจ Applicant Profiles ถูกนำมาทดลองใช้กับ 5 ธุรกิจตัวอย่าง ผลการจำแนกอัตลักษณ์เป็นที่น่าพอใจ ระบบคัดเลือกกลุ่มธุรกิจสามารถพัฒนาเป็น Web Application เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการพิจารณาการสนับสนุนทุนนวัตกรรมของหน่วยงานภาครัฐได้
นวัตกรรมระบบประเมินความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว, ธนัยนันท์ ธนันท์ปพัฒน์
นวัตกรรมระบบประเมินความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว, ธนัยนันท์ ธนันท์ปพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการ ท่องเที่ยว ศึกษาเกณฑ์การประเมินความพร้อมชุมชน ออกแบบและพัฒนาระบบประเมินความพร้อมชุมชนที่เป็นที่ ยอมรับและสามารถนำระบบไปสู่การใช้ประโยชน์ของนวัตกรรมในการประเมินความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืน ทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยวตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิธีดำเนินการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยนำกระบวนการสร้างนวัตกรรม 5D คือ 1. การค้นหาโอกาสทางนวัตกรรม (Discovery) 2. การทำความเข้าใจและระบุปัญหา (Define) 3. การออกแบบแนวคิดนวัตกรรม (Design) 4. การ พัฒนานวัตกรรม (Develop) 5. การนำนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ (Deploy) มาเป็นกรอบในการวิจัย โดยการศึกษาเอกสารตำรา หนังสือและข้อมูลทุติยภูมิต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การศึกษาข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์ เบื้องต้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนและการสนทนากลุ่มผู้นำชุมชนต้นแบบตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 5 ชุมชน การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้นำชุมชนต้นแบบด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว 12 ชุมชน การสัมภาษณ์ เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ 7 ท่าน และการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างชุมชนด้วยแบบสอบถามจาก 251 ชุมชน จำนวน 602 ตัวอย่างจากทุกภูมิภาคของประเทศ และนำผลมาวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยหลักการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ และการถ่วงน้ำหนักองค์ประกอบ ผลการศึกษาพบว่า ความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 9 ด้าน ได้แก่ ด้านความร่วมมือและการบริหารจัดการ ด้านการผลิตและการตลาด ด้านคุณธรรมและ ความเป็นเจ้าของ ด้านวัฒนธรรม ด้านผู้นำชุมชน ด้านกฎระเบียบและวินัยชุมชน ด้านการสื่อสาร ด้านการสนับสนุน จากหน่วยงานภายนอก และด้านความรู้ที่จำเป็น ทั้ง 9 ด้านนี้มีปัจจัยที่เป็นเกณฑ์ประเมินจำนวน 40 ข้อ ต้นแบบ นวัตกรรมระบบประเมินความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยวเพื่อชุมชนประเมิน ตนเองผ่านเว็บไซต์สามารถรายงานผลความพร้อมชุมชนฯ ให้ชุมชนรับรู้ โดยแสดงระดับความพร้อมชุมชนฯ 3 ระดับ คือ น้อย ปานกลาง และมาก ทั้งรายด้านและภาพรวม รวมทั้งเสนอแนวทางการยกระดับความพร้อมชุมชนฯ ทั้งรายด้านและภาพรวมด้วย ผลจากการทดสอบการยอมรับการใช้ระบบและการนำระบบไปสู่การใช้ประโยชน์ของ นวัตกรรมระบบประเมินความพร้อมชุมชนฯ จาก 30 ชุมชน พบว่าชุมชนร้อยละ 90 ให้ความสนใจนำนวัตกรรม ระบบประเมินความพร้อมชุมชนฯ ไปใช้ ซึ่งประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนในรูปแบบการคาดการณ์ ล่วงหน้า …
นวัตกรรมฟิล์มน้ำมันหอมระเหยสำหรับเพิ่มกลิ่นในอาหาร, ชลิศา ทรัพย์พร
นวัตกรรมฟิล์มน้ำมันหอมระเหยสำหรับเพิ่มกลิ่นในอาหาร, ชลิศา ทรัพย์พร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แผ่นฟิล์มกักเก็บน้ำมันหอมระเหยเป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับสารแต่งกลิ่นสำหรับอาหาร น้ำมันหอมระเหยถูกกักเก็บไว้ในโครงร่างของสารก่อฟิล์มทานได้ เมื่อแผ่นฟิล์มนี้ละลายในอาหารที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ อนุภาคของน้ำมันหอมระเหยจะถูกปลดปล่อยออกมากระจายตัวอยู่ในอาหาร ทำให้อาหารมีกลิ่นหอม งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์แผ่นฟิล์มน้ำมันมะกรูด 2) พัฒนากระบวนการผลิตด้านต่างๆ การยอมรับผลิตภัณฑ์แผ่นฟิล์มน้ำมันมะกรูดจากการทดสอบทางประสาทสัมผัส และการขยายกำลังการผลิตระดับอุตสาหกรรมและ 3)ศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ฟิล์มน้ำมันมะกรูด ในการศึกษาได้ทำการทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและศึกษาข้อมูลปฐมภูมิโดยการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ประกอบการโรงแรม เชฟ และนักเรียนไทยในต่างประเทศ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ จำนวน 30 คน แล้วนำไปสร้างแบบสอบถามผู้บริโภค จำนวน 412 คน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มประชากรตัวอย่างทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณมีความต้องการในผลิตภัณฑ์แผ่นฟิล์มน้ำมันมะกรูด บรรจุภัณฑ์ที่แนะนำ คือ ถุงคราฟท์ซิปล็อคและราคาขายควรอยู่ที่ประมาณ 70-100 บาทต่อซอง ในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในด้านต่างๆ คือสูตรสารก่อฟิล์มน้ำมันมะกรูดที่มีส่วนผสมของปริมาณ พอลิเมอร์ A โซเดียมแอลจิเนต และปริมาณน้ำมันหอมระเหยมะกรูด ได้แผ่นฟิล์มน้ำมันมะกรูดที่สามารถกักเก็บปริมาณน้ำมันได้ ร้อยละ 34.1 มีความสามารถในการละลายในเวลา 3 นาที ร้อยละ 81.6 และในด้านการทดสอบการยอมรับผลิตภัณฑ์ต้นแบบด้วยการทดสอบทางประสาทสัมผัสทั้งในกลุ่มตัวอย่างผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปให้การยอมรับในผลิตภัณฑ์แผ่นฟิล์มน้ำมันมะกรูดที่สอดคล้องคือมีความชอบการปรุงต้มยำด้วยแผ่นฟิล์มน้ำมันมะกรูดที่อายุ 0 และ 6 เดือนใกล้เคียงกันซึ่งมีค่าความชอบมากกว่าต้มยำที่ปรุงด้วยเครื่องเทศสดและเครื่องปรุงรสต้มยำสำเร็จรูป ในส่วนการขยายกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรมสามารถขยายได้ประมาณ 4 เท่า ของการผลิตระดับห้องปฏิบัติการหรือสามารถผลิตฟิล์มน้ำมันมะกรูดได้ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อปี ทั้งนี้ การทผลิตภัณฑ์ออกสู่เชิงพาณิชย์ โดยใช้วิธีจ้างบริษัทรับทำการผลิต ในขั้นตอนการผลิตแผ่นฟิล์มน้ำมันมะกรูดและทำการขายผ่านตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ จะมีรายได้ 5.63 ล้านบาทต่อปี โดยใช้เงินลงทุน 2 ล้านบาท จะสามารถคืนทุนได้ภายใน 1 ปี 7 เดือน ทั้งนี้ ในระยะเวลา 5 ปี มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ 4.2 ล้านบาทโดยมีอัตราคิดลด ร้อยละ 20 และผลตอบแทนจากการลงทุนมีอัตราร้อยละ 85 โดยงานวิจัยนี้มีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์
นวัตกรรมระบบประเมินองค์กรเพื่อการแบ่งปันบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรม, กฤติกา คงสุนทรกิจกุล
นวัตกรรมระบบประเมินองค์กรเพื่อการแบ่งปันบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรม, กฤติกา คงสุนทรกิจกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนบุคลากรของมหาวิทยาลัย วิเคราะห์รูปแบบการแลกเปลี่ยนบุคลากรนักวิจัย และพัฒนาระบบประเมินองค์กรเพื่อการแบ่งปันบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรม เพื่อนำระบบดังกล่าวไปใช้ในเชิงพาณิชย์ การดำเนินงานวิจัยเป็นแบบผสานวิธีทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณด้วยการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ และดำเนินการสัมภาษณ์ผู้บริหารหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการแลกเปลี่ยนนักวิจัยทั้งภาคมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักวิจัยจำนวน 613 คนทั่วประเทศ นำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยหลักการทางสถิติ 3 วิธีการ ได้แก่ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับหนึ่งและอันดับสอง และการวิเคราะห์การถดถอย โดยดำเนินการพัฒนาระบบประเมินมหาวิทยาลัยเพื่อการแบ่งปันบุคลากรสู่อุตสาหกรรมด้วยการศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณจากความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ (User) ทดสอบการยอมรับด้วยทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model) และนำระบบประเมินมหาวิทยาลัยไปใช้ด้วยการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์จาก Business Model Canvas ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนบุคลากรของมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย 3 ปัจจัยที่สำคัญตามลำดับ คือ ปัจจัยด้านอุตสาหกรรม ปัจจัยด้านนักวิจัย และปัจจัยด้านมหาวิทยาลัย จากนั้นทำการพัฒนาต้นแบบระบบประเมินมหาวิทยาลัยเพื่อการแบ่งปันบุคลากรสู่อุตสาหกรรม ที่สามารถประเมินผ่านเว็บไซต์ รายงานผลการประเมิน และเสนอแนะแนวทางในการยกระดับความพร้อมของมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังพบว่าความพร้อมและการยอมรับนวัตกรรมอยู่ในเกณฑ์พอใจมาก นวัตกรรมระบบประเมินองค์กรเพื่อการแบ่งปันบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรม นับเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงพาณิชย์และทางด้านสังคม ในการสร้างความร่วมมือการแลกเปลี่ยนบุคลากรนักวิจัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันส่งผลต่อเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทย
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกสโมสรของนักบาสเกตบอลในประเทศไทย, ณัชวรินทร์ บัวพา
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกสโมสรของนักบาสเกตบอลในประเทศไทย, ณัชวรินทร์ บัวพา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการตัดสินใจเลือกสโมสรของนักบาสเกตบอลในประเทศไทย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามทั้งหมด 470 ชุด จากนักบาสเกตบอลในประเทศไทยในทั่วภูมิภาค ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบโควตา โดยแบ่งสัดส่วนตามเพศและช่วง อายุ ผลการศึกษาพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสโมสรและโอกาสความก้าวหน้าในสโมสรมีอิทธิพลทางบวกต่อการตัดสินใจเลือกสโมสรของนักกีฬาบาสเกตบอลในประเทศไทย โดยความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสโมสรมีอิทธิพลทางบวกต่อการตัดสินใจเลือกสโมสรของนักกีฬาบาสเกตบอลมืออาชีพและค่าตอบแทนมีอิทธิพลทางบวกต่อการตัดสินใจเลือกสโมสรของนักกีฬาบาสเกตบอลมือสมัครเล่น เพิ่มเติมคืออายุมีความสัมพันธ์ต่อปัจจัยในการตัดสินใจเลือกสโมสร โดยช่วงอายุ 15 - 25 ปีมีอิทธิพลทางบวกต่อปัจจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสโมสรและด้านโอกาสความก้าวหน้าในสโมสร ในขณะที่ช่วงอายุ 26 - มากกว่า 30 ปี ไม่มีอิทธิพลต่อปัจจัยในการเลือกสโมสร ในทางเดียวกันลักษณะอาชีพของนักกีฬามีความสัมพันธ์ต่อปัจจัยในการตัดสินใจเลือกสโมสรเช่นกัน โดยเล่นบาสเกตบอลเป็นอาชีพหลักมีอิทธิพลทางบวกต่อปัจจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสโมสรและเล่นบาสเกตบอลเป็นอาชีพเสริมมีอิทธิพลในทางบวกต่อปัจจัยด้านความเหมาะสมในตำแหน่งการเล่น ผลการศึกษาสามารถบอกข้อมูลกับผู้จัดการในการสร้างสโมสรบาสเกตบอลให้เหมาะสมและนำไปสู่การพัฒนาวงการบาสเกตบอลในประเทศไทย
อิทธิพลของประเภทของกลุ่มอ้างอิงและประเภทของผู้บริโภคการกีฬาที่มีต่อความตั้งใจซื้อแบรนด์สินค้ากีฬา, ปัญจรัตน์ ปราณโสภณ
อิทธิพลของประเภทของกลุ่มอ้างอิงและประเภทของผู้บริโภคการกีฬาที่มีต่อความตั้งใจซื้อแบรนด์สินค้ากีฬา, ปัญจรัตน์ ปราณโสภณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเภทของกลุ่มอ้างอิงและประเภทของผู้บริโภคการกีฬาที่มีต่ออิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อแบรนด์สินค้ากีฬา โดยที่ประเภทของกลุ่มอ้างอิงกลุ่มปิด กลุ่มสาธารณะ และคนแปลกหน้า ส่วนประเภทผู้บริโภคการกีฬา ได้แก่ ผู้ชมกีฬาและผู้ที่มีส่วนร่วมในการกีฬา กลุ่มตัวอย่างคือบุคคลทั่วไปจำนวน 593 คน แบ่งเป็นผู้บริโภคการกีฬากลุ่มผู้บริโภคที่เป็นผู้ชมกีฬาจำนวน 309 คน และผู้บริโภคที่เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการกีฬาจำนวน 284 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยการวิเคราะห์ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย นอกจากนี้ยังหาค่าสถิติ โดยใช้ Structural Equation Modeling (SEM) เพื่อหาค่าความสัมพันธ์ และวิเคราะห์ผลด้วยโดยใช้ AMOS 22.0 เพื่อทดสอบสมมติฐานทั้ง 6 สมมติฐาน ที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 95 เปอร์เซ็นต์ ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มอ้างอิงที่เป็นกลุ่มสาธารณะมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อแบรนด์สินค้ากีฬาของผู้บริโภคที่เป็นผู้ชมกีฬา ส่วนกลุ่มอ้างอิงประเภทกลุ่มปิดไม่มีอิทธิพล ผลที่ได้เป็นไปตามสมมติฐานที่ 2 และ 1 ตามลำดับ 2) กลุ่มอ้างอิงประเภทกลุ่มปิดมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อแบรนด์สินค้ากีฬาของผู้บริโภคที่เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการกีฬา ส่วนกลุ่มอ้างอิงที่เป็นกลุ่มสาธารณะไม่มีอิทธิพล ผลที่ได้เป็นไปตามสมมติฐานที่ 3 และ 4 ตามลำดับ 3) กลุ่มอ้างอิงที่เป็นคนแปลกหน้ามีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อแบรนด์สินค้ากีฬาของผู้บริโภคที่เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการกีฬา ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ 6 แต่ไม่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อแบรนด์สินค้ากีฬาของผู้บริโภคที่เป็นผู้ชมกีฬาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ 6
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านสมาร์ทโฟนของนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย, วรภัทร์ ธรรมเกรียงไกร
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านสมาร์ทโฟนของนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย, วรภัทร์ ธรรมเกรียงไกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความไว้วางใจกับข้อมูลจากผู้บริโภคอื่นมากกว่าจากการโฆษณา รวมไปถึงข้อมูลและประสบการณ์ที่ถูกแบ่งปันผ่านสมาร์ทโฟนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การศึกษานี้มีจุดมุ่งหมายที่จะทดสอบผลกระทบของแรงจูงใจในการท่องเที่ยวทั้งในรูปแบบผลักและรูปแบบดึงต่อความพึงพอใจในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวตลอดจนพฤติกรรมการแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ในขณะที่กำลังท่องเที่ยวและความตั้งใจในการแบ่งปันภายหลังการท่องเที่ยวเสร็จสิ้นสมบูรณ์ของนักท่องเที่ยว การเก็บข้อมูลผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสามร้อยห้าสิบห้าคนใช้แบบสอบถามแบบออฟไลน์โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบโควตาตามสถิติประชากรณ์ศาสตร์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทยปี 2017 ประกอบด้วยนักท่องเที่ยว 7 สัญชาติคิดเป็น 54% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในประเทศไทย ผลการศึกษานี้พบว่าพฤติกรรมและความตั้งใจในการแบ่งปันทั้งสองรูปแบบของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีสัญชาติต่างกันมีอิทธิพลจากแรงจูงใจการท่องเที่ยวที่ต่างกันซึ่งจะช่วยสนับสนุนผู้มีอำนาจการจัดการการท่องเที่ยวในการจัดการนักท่องเที่ยวเพื่อจูงใจและบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวเกิดการแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์การท่องเที่ยวในรูปแบบออนไลน์ที่จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทย
อิทธิพลของคุณประโยชน์ของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ต่อความเชื่อมั่นและความยึดมั่นในแบรนด์ : ตัวแปรคั่นกลางของการมีส่วนร่วม, ศตวรรษ จำเพียร
อิทธิพลของคุณประโยชน์ของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ต่อความเชื่อมั่นและความยึดมั่นในแบรนด์ : ตัวแปรคั่นกลางของการมีส่วนร่วม, ศตวรรษ จำเพียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของคุณประโยชน์ที่ได้จากเฟซบุ๊กแฟนเพจที่มีต่อความเชื่อมั่นในแบรนด์และความยึดมั่นในแบรนด์ การศึกษานี้เลือกเฟซบุ๊กเป็นตัวแทนเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ การเก็บข้อมูลทําโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ตามสัดส่วนประชากรศาสตร์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศไทย โดยงานวิจัยนี้มีกลุ่มตัวอย่างเป็นสมาชิกเฟซบุ๊กแฟนเพจร้านอาหาร จํานวน 380 คน ผลการศึกษาพบว่า ประโยชน์ทางด้านสุนทรียะมีอิทธิพลต่อความยึดมั่นในแบรนด์สูงที่สุด ตามด้วย ประโยชน์ทางด้านการใช้งานและประโยชน์ทางด้านจิตวิทยาสังคมตามลําดับ โดยผ่านจากการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นและความเชื่อมั่นในแบรนด์ ยกเว้นประโยชน์ทางด้านการเงินที่ไม่พบอิทธิพลดังกล่าว การวิจัยนี้ได้นําเสนอแบบจําลองที่แสดงถึงคุณประโยชน์ของแบรนด์ ความเชื่อมั่นในแบรนด์ และความยึดมั่นในแบรนด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญที่นําไปสู่การเจริญเติบโตของธุรกิจที่สามารถปรับใช้ได้กับทั้งองค์กรที่มีขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรที่มีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งจะช่วยให้องค์กรธุรกิจของไทยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเติบโตในตลาดได้อย่างยั่งยืน
อิทธิพลของความนับถือศาสนาต่อแรงจูงใจในการท่องเที่ยว ความพึงพอใจ และความจงรักภักดีต่อจุดหมายปลายทาง, อนัสวีย์ แกล้วณรงค์
อิทธิพลของความนับถือศาสนาต่อแรงจูงใจในการท่องเที่ยว ความพึงพอใจ และความจงรักภักดีต่อจุดหมายปลายทาง, อนัสวีย์ แกล้วณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความนับถือศาสนาต่อแรงจูงใจในการท่องเที่ยว ความพึงพอใจ และความจงรักภักดีต่อจุดหมายปลายทาง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามทั้งหมด 319 ชุด จากนักท่องเที่ยวชาวไทยมุสลิมในกรุงเทพมหานครด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบโควตา โดยแบ่งสัดส่วนตามเพศและช่วงอายุ ผลการศึกษาพบว่า การสงบจิตสงบใจ โครงสร้างพื้นฐานและความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยว และความสะอาดและความปลอดภัยมีอิทธิพลทางบวกต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว ในขณะที่ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวมีอิทธิพลทางบวกต่อความจงรักภักดีในจุดหมายปลายทาง และระดับของความนับถือศาสนาไม่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจผลักดันและแรงจูงใจดึงดูดที่มีต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว ผลการศึกษาสามารถบอกข้อมูลกับผู้จัดการในการคิดผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวชาวไทยมุสลิมได้
Gis Project Management, Jochen Albrecht
Gis Project Management, Jochen Albrecht
Publications and Research
There is a big gulf between GIScience as an academic endeavor and its application in the form of GIS project management in the real world. Project activities are complex because they rarely involve routine repetitive acts, but often require specific knowledge and skills to be used in their design, execution, and management. This article explains what project management is, its objectives, and the required ingredients from personnel to budgets, and the integration of the GIS project into the larger context of an organization’s and even societal culture.
Intercultural Relationships And Creativity:Current Research And Future Directions, Fon Wiruchnipawan, Roy Y. J. Chua
Intercultural Relationships And Creativity:Current Research And Future Directions, Fon Wiruchnipawan, Roy Y. J. Chua
Research Collection Lee Kong Chian School Of Business
In the global economy, individuals have to engage in cross-cultural interactions when tasked to develop creative new products or services. Research on the effects of cultural diversity on creativity, however, has been equivocal. One stream of research champions that cultural diversity in relationships broadens ideas and resources for creative thinking, whereas skeptics counter that intercultural tensions and conflicts hurt rather than help. This chapter discusses both sides of the argument. We examine the effects of intercultural relationships on creativity from three perspectives: (a) how a culturally diverse social environment (including social networks) influences individuals’ creativity; (b) how individuals can successfully …
The Social Amplification Of Haze-Related Risks On The Internet, Mark Chong, Murphy Choy
The Social Amplification Of Haze-Related Risks On The Internet, Mark Chong, Murphy Choy
Research Collection Lee Kong Chian School Of Business
This study explores the implications of the digital network society for public health communication and management through an empirical study on communication related to the transboundary haze crisis in Singapore. Using the Social Amplification of Risk Framework (SARF), the authors applied sentiment and thematic analysis on haze-related posts on an online discussion forum (HardwareZone) and a social networking site (Facebook), as well as to haze-related articles in The Straits Times (a newspaper). The study shows that the medium matters in social amplification of risk: Facebook had an effect on the amplification of emotions while HardwareZone and Straits Times …
China's "Mercantilist" Government Subsidies, The Cost Of Debt And Firm Performance, Chu Yeong Lim, Jiwei Wang, Cheng (Colin) Zeng
China's "Mercantilist" Government Subsidies, The Cost Of Debt And Firm Performance, Chu Yeong Lim, Jiwei Wang, Cheng (Colin) Zeng
Research Collection School Of Accountancy
China has been adopting a “mercantilist” policy by lavishing massive government subsidies on Chinese firms. Using hand-collected subsidy data on Chinese listed companies, we find that firms receiving more subsidies tend to have a lower cost of debt. However, such firms fail to have superior financial performance. Instead, firms with more subsidies tend to be overstaffed, which demonstrates higher social performance. These results are mainly driven by non-tax-based subsidies rather than tax-based subsidies. Overall, our results suggest that the Chinese government uses non-tax-based subsidies to achieve its social policy objectives at the expense of firms’ profitability.
What Is The Cost Of Transparency? Does It Outweigh The Benefits Obtained From Greater Transparency?, Viktoria Wöhrer
What Is The Cost Of Transparency? Does It Outweigh The Benefits Obtained From Greater Transparency?, Viktoria Wöhrer
Research Collection School Of Accountancy
Currently, the scope of tax transparency is increasing on a global level. Taxpayers and third parties have to provide more information to both tax authorities and the general public. Increasing transparency should hamper both tax evasion and tax avoidance. The tax transparency initiatives should contribute to providing tax administrations with useful information for assessing tax risks and specifically targeting those issues in an audit. Greater transparency does however not only contribute to the combat against tax avoidance and tax evasion but also involves an increased degree of data gathering, reporting and information exchange either from taxpayers to tax authorities or …