Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Dramatic Literature, Criticism and Theory Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- English Language and Literature (28)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (26)
- Literature in English, British Isles (22)
- Film and Media Studies (17)
- Education (15)
-
- Educational Methods (14)
- Social and Behavioral Sciences (9)
- Theatre History (9)
- Other Theatre and Performance Studies (8)
- Performance Studies (8)
- History (5)
- Playwriting (5)
- Women's Studies (5)
- American Studies (4)
- Acting (3)
- Art and Design (3)
- Communication (3)
- Comparative Literature (3)
- Gender, Race, Sexuality, and Ethnicity in Communication (3)
- Lesbian, Gay, Bisexual, and Transgender Studies (3)
- Philosophy (3)
- Race, Ethnicity and Post-Colonial Studies (3)
- Africana Studies (2)
- American Literature (2)
- Anthropology (2)
- Creative Writing (2)
- Digital Humanities (2)
- Institution
-
- University of South Florida (18)
- Chulalongkorn University (12)
- City University of New York (CUNY) (4)
- Chapman University (3)
- Kennesaw State University (3)
-
- American University in Cairo (2)
- Belmont University (2)
- Virginia Commonwealth University (2)
- Arcadia University (1)
- College of Saint Benedict and Saint John's University (1)
- Dartmouth College (1)
- Jacksonville State University (1)
- Louisiana State University (1)
- Morehead State University (1)
- Northern Michigan University (1)
- Rollins College (1)
- South Dakota State University (1)
- Technological University Dublin (1)
- The British University in Egypt (1)
- Universitas Indonesia (1)
- University of Arkansas, Fayetteville (1)
- University of Dar es Salaam (1)
- University of Minnesota Morris Digital Well (1)
- University of Nebraska at Kearney (1)
- University of New Mexico (1)
- Ursinus College (1)
- Utah State University (1)
- Western Michigan University (1)
- Keyword
-
- Theatre (9)
- Theater (5)
- Shakespeare (4)
- Mary Prince (3)
- Acting (2)
-
- Adaptation (2)
- Gender (2)
- Jane Austen (2)
- Legacy (2)
- Much Ado About Nothing (2)
- Performance (2)
- Poetry (2)
- Queer studies (2)
- A Cavalier for Milady (1)
- A Doll's House (1)
- A Wedding Story (1)
- Actresses (1)
- Aesthetic Interpellation (1)
- Affect (1)
- Affect Theories (1)
- African American Studies (1)
- Althusser (1)
- Animal Studies (1)
- Anne Finch (1)
- Anthony of the Desert (1)
- Arab and Western Plays on Palestine (1)
- Art spirituality (1)
- Asceticism (1)
- Austen (1)
- Auteurism (1)
- Publication
-
- ABO: Interactive Journal for Women in the Arts, 1640–1830 (17)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (12)
- Theses and Dissertations (4)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (3)
- Faculty Articles (2)
-
- [Archive] Belmont University Research Symposium (BURS) (2)
- Articles (1)
- Capstone Showcase (1)
- Cave Run Storytelling Festival Posters (1)
- Comparative Literature M.A. Essays (1)
- Conspectus Borealis (1)
- English Faculty Books and Book Chapters (1)
- English Language and Literature (1)
- English Language and Literature ETDs (1)
- Great Plains Graduate Review (1)
- Honors Program Theses (1)
- Journal of Humanities and Social Sciences (1)
- LSU Doctoral Dissertations (1)
- Late Tudor and Stuart Drama (1)
- Obsculta (1)
- Paradigma: Jurnal Kajian Budaya (1)
- Presentations, Proceedings & Performances (1)
- Publications and Research (1)
- Scholarly Horizons: University of Minnesota, Morris Undergraduate Journal (1)
- Schultz-Werth Award Papers (1)
- Student Research Symposium (1)
- Student Scholar Symposium Abstracts and Posters (1)
- The Kennesaw Journal of Undergraduate Research (1)
- Theater Honors Papers (1)
- Theatre Faculty Books and Book Chapters (1)
- Publication Type
Articles 61 - 66 of 66
Full-Text Articles in Dramatic Literature, Criticism and Theory
การสร้างสรรค์บทละครเวทีประเภทกอธิกเพื่อนำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง, อภิสรา ชั้วทอง
การสร้างสรรค์บทละครเวทีประเภทกอธิกเพื่อนำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง, อภิสรา ชั้วทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการเขียนบทละครหญิงรักหญิงและศึกษาการสร้างสรรค์บทละครประเภทกอธิก (gothic) ที่นำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อหญิงรักหญิง ผู้วิจัยใช้แนวคิดองค์ประกอบวรรณกรรมกอธิกของ โรเบิร์ต แฮร์ริส (Robert Harris) เป็นแนวคิดหลักในการสร้างสรรค์บทละคร เนื่องจากผู้วิจัยต้องการนำเสนอประเด็นอคติทางเพศผ่านสัญญะความเป็น ‘ผี’ และ ‘การหลอกหลอน’ โดยกระบวนการเขียนบทละครนั้นผู้วิจัยตั้งต้นจากการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาอคติทางเพศที่หญิงรักหญิงประสบในชีวิตประจำวันทั้งอดีตและปัจจุบันในการกำหนดแก่นเรื่อง (theme) จากนั้นผู้วิจัยจึงสร้างบทละครเรื่อง ใครในบ้าน โดยแบ่งตัวเรื่องออกเป็นสองเส้นเรื่อง เส้นเรื่องหลักนำเสนอความรักของหญิงรักหญิงในปัจจุบัน ส่วนเส้นเรื่องรองนำเสนอเรื่องราวความรักของหญิงรักหญิงในอดีตที่กลายเป็นโศกนาฎกรรม ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการเชื่อมสองเส้นเรื่องนี้ด้วยสิ่งของสำคัญที่ปรากฎในอดีตและยังคงอยู่มาจนปัจจุบันเพื่อแสดงให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นยังคงมีอยู่ แม้ว่าในปัจจุบันปัญหาที่หญิงรักหญิงประสบจะไม่ร้ายแรงเท่าในอดีตแต่อคติที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นยังไม่หายไปและยังสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่เป็นหญิงรักหญิงอยู่ บทละครเรื่องนี้ได้ถูกนำไปจัดแสดงและเก็บข้อมูลผู้ชมผ่านแบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า บทละครสามารถสื่อสารประเด็นความรักของหญิงรักหญิงและอคติทางเพศกับผู้ชมได้ แต่สัญญะความเป็น ‘ผี’ ที่ผู้วิจัยต้องการสื่อสารถึงอคติทางเพศนั้นยังไม่สามารถสื่อถึงผู้ชมได้อย่างชัดเจน อันเนื่องมาจากกลวิธีในการสื่อสารบทสนทนาต่าง ๆ ผ่านตัวละครนั้น ผู้วิจัยยังนำเสนอด้วยน้ำเสียงที่ประนีประนอมเกินไป ตัวละครเอกของเรื่องควรเจอสภาวะเจ็บปวดมากกว่านี้เพื่อสื่อเรื่องของอคติทางเพศซึ่งเป็นเรื่องที่จริงจังและเจ็บปวดของหญิงรักหญิง และองค์ประกอบศิลป์เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการช่วยนำเสนอความเป็นกอธิกและช่วยให้ประเด็นที่ต้องการนำเสนอชัดเจนขึ้น
New Approaches For Classical Theatre Performance Through The Application Of The Principles Of No.60 :A Case Study Of August Strinderg’S Miss Julie (1888), Sarinya Inger Olsson
New Approaches For Classical Theatre Performance Through The Application Of The Principles Of No.60 :A Case Study Of August Strinderg’S Miss Julie (1888), Sarinya Inger Olsson
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this study is to examine the practical application of the principle of No.60 in acting techniques to effectively embody and portray the intricate nature of the character Miss Julie. The researcher's identified issue in their acting practice is the lack of freedom in utilizing their body to convey the character's emotions during performances, leading to a sense of internal conflict that hinders their expressive abilities. Consequently, the researcher tends to rely more on their upper body rather than fully utilizing their entire physique while performing. The researcher believes that the principles of No.60 can significantly enhance their …
การใช้เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบานในการพัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรม : กรณีศึกษาตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรงต์ (1987), ชญาณี วรพงศ์พินิจ
การใช้เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบานในการพัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรม : กรณีศึกษาตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรงต์ (1987), ชญาณี วรพงศ์พินิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบาน เพื่อนำมาใช้พัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรมผ่านตัวละครผู้หญิง ในบทละครเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ (Laughing Wild) เนื่องจากผู้วิจัยยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงละครสุขนาฏกรรมไม่มาก ทำให้ประสบปัญหาในการแสดง 2 ประการ คือ 1) มีความเชื่อในแบบตัวละครที่ไม่มากพอ และ 2) มักใช้ร่างกายในรูปแบบเดิม ทำให้ไม่สามารถสวมบทบาทเป็นตัวละครและถ่ายทอดออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยมีสมมติฐานว่าเมื่อนำเทคนิคการแสดงของอูทา ฮาเก็น และรูดอล์ฟ ฟอน ลาบาน มาใช้ในการแสดงละครสุขนาฏกรรมเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ผ่านตัวละครผู้หญิงจะทำให้นักแสดงมีความเชื่อในแบบตัวละครมากพอจนสามารถถ่ายทอดตัวละครผ่านร่างกายและสามารถหาพฤติกรรมของตัวละครได้ ผู้วิจัยทดลองนำ 2 เทคนิคนี้มาใช้ในงานวิจัยแบ่งเป็น 3 กระบวนการ คือ 1) วิเคราะห์บทละครและตัวละคร 2) กระบวนการซ้อม และ 3) นำเสนอผลวิจัยผ่านการจัดแสดง โดยเลือกวิธีเก็บผลวิจัย ดังนี้ จดบันทึกการทำงานของผู้วิจัย บันทึกวิดีโอฝึกซ้อมบางช่วง บันทึกวิดีโอวันแสดงจริง แบบสอบถามผู้ชม การประเมินจากผู้กำกับและผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดง ผลการวิจัยพบว่าเทคนิคของฮาเก็นและลาบานเป็นเทคนิคที่ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อนักแสดงสามารถผ่อนคลายและปล่อยวางอันเป็นพื้นฐานของนักแสดงได้แล้ว การฝึกฝนเทคนิคของฮาเก็นจะช่วยทำให้นักแสดงมีความเชื่อในแบบตัวละครที่แข็งแรงมากพอจนนำไปสู่ความต้องการของตัวละครได้และการฝึกฝนเทคนิคของลาบานจะช่วยให้นักแสดงสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกภายในของตัวละครกับการเคลื่อนไหวร่างกายภายนอกให้เป็นหนึ่งเดียวกันจนสามารถถ่ายทอดพฤติกรรมของตัวละครได้
การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่ แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น, ธัญวรัตน์ แสงสุวรรณ์
การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่ แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น, ธัญวรัตน์ แสงสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษา “การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่แอนน์ ในบทละคร เรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น” เป็นการศึกษาหลักการแสดงที่ใช้พัฒนาทักษะการแสดงทางด้านความเชื่อ และจินตนาการแก่นักแสดง เพื่อเข้าถึงบทบาทการแสดงมากขึ้น ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่า การฝึกทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการแสดง ทำให้นักแสดงเข้าถึงบทบาทของตัวละคร แมรี่แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ได้อย่างลึกซึ้ง ผู้วิจัยวิเคราะห์และตีความบทบาทของตัวละคร โดยฝึกซ้อมผ่านแบบฝึกหัดการแสดง ได้แก่ มนต์สมมติ ของคอนสแตนตินสตานิสลาฟสกี เทคนิคการแสดงของไมเคิล เชคอฟ และการด้นสด ผู้วิจัยใช้วิธีสังเกตพัฒนาการแสดงของตนเองผ่านการบันทึกวีดิทัศน์ทั้งช่วงซ้อม และช่วงแสดง ประกอบกับจดบันทึกในตารางฝึกซ้อม และเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม สำรวจความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญสาขาการแสดงละคร รวมถึงประสบการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวผู้วิจัยเมื่อได้ทดลองแบบฝึกหัดดังกล่าว ผลการวิจัยจากแบบสอบถามของผู้ชมการแสดง จำนวน 65 คน พบว่า ผู้ชมเข้าใจตัวละคร ผู้วิจัยเข้าถึงเงื่อนไขของตัวละคร สามารถส่งความเชื่อและจินตนาการไปถึงผู้ชม ผู้ชมให้ค่าเฉลี่ยที่ 3.98 แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกหัดหลักที่นำมาใช้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักแสดงเกิดความเชื่อและจินตนาการ ผลจากการฝึกทักษะเชิงปฏิบัติการ พบว่า มนต์สมมติ เป็นกลวิธีที่สามารถช่วยให้นักแสดงเข้าถึงบทบาทของตัวละครมากที่สุด เมื่อใช้ร่วมกับการด้นสด และเทคนิคของการแสดงของเชคอฟ ช่วยให้นักแสดงถ่ายทอดการแสดงออกมาได้อย่างลึกซึ้ง
การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระกับการเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น, พิชญ์ไกร ไชยเดช
การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระกับการเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น, พิชญ์ไกร ไชยเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ: (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระโดยผสมผสานศาสตร์ศิลปะการละคร ศิลปะการแสดงเข้ากับศาสตร์การสอนเชิงบรรยาย และ (2) เพื่อเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 2 จังหวัดราชบุรี ผู้เข้าร่วมจำนวน 46 คน ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงทักษะพลังแห่งการฟื้นตัว ตามกระบวนการวิจัยกึ่งทดลอง แบบ Single-Group Pretest-Posttest Design ด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางจิตใจในเด็ก Resilience Scale (RS - 48, 13 - 18 years) การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระฯ ครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ (1) วิเคราะห์บริบทของกลุ่มเป้าหมาย (2) พัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระในฐานะเครื่องมือ (3) ทดสอบรูปแบบการแสดงสื่อสาระ (4) พัฒนาบทแสดงสื่อสาระฉบับสมบูรณ์ และ (5) กำหนดแผนงานและนำสู่การปฏิบัติ บทการแสดงออกแบบด้วยแนวทางบูรณาการโครงสร้างละครแบบ 3 องก์ ดำเนินเรื่องด้วยแนวคิดละครโศกนาฎกรรมร่วมกับการตั้งคำถามและสร้างบทสนทนาเพื่อการสืบค้นตามทฤษฎีพัฒนาการจิตสังคมและวิกฤตแห่งตัวตน ผนวกแนวคิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง กำหนดเป็นโปรแกรมการแสดงสื่อสาระ 4 ครั้ง (ครั้งละ 3 ชั่วโมง) รวม 12 ชั่วโมง ผลการวิจัย พบว่า หลังโปรแกรมการแสดงเสร็จสิ้นลงทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (คะแนนมาตรฐาน 7.73) เมื่อประเมินด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางใจในเด็ก (Resilience Scale – RS-48) และเมื่อวิเคราะห์ตามองค์ประกอบ พบว่า ความสามารถทางสังคม ความสามารถในการแก้ไขปัญหา และความสามารถในการตั้งจุดมุ่งหมายในชีวิต มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้น ความสามารถในการดูแลและความคุมตัวเอง ที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นเพียงเล็นน้อย แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ การแสดงสื่อสาระฯ สามารถลดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะแห่งการฟื้นตัวในระดับต่ำจาก ร้อยละ 13.04 เป็นร้อยละ 4.35 และลดสัดส่วนระดับปานกลางจากร้อยละ 86.96 เป็น ร้อยละ 71.74 ขณะเดียวกัน การแสดงสื่อสาระฯสามารถเพิ่มสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะแห่งการฟื้นตัวในระดับสูง จากที่ไม่ปรากฏในการประเมินก่อนแสดง เป็นร้อยละ 23.91% …
การใช้มาส์ก เทคนิค ของ ฌาค เลอคอก เพื่อพัฒนาความสามารถของนักแสดงเพื่อเข้าสู่การเป็นตัวละคร : กรณีศึกษา เดนีซ ซาเวจ ในบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ของ จอห์น แพทริค แชนลีย์, ภรินทร์ลดา อาภาภิรม
การใช้มาส์ก เทคนิค ของ ฌาค เลอคอก เพื่อพัฒนาความสามารถของนักแสดงเพื่อเข้าสู่การเป็นตัวละคร : กรณีศึกษา เดนีซ ซาเวจ ในบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ของ จอห์น แพทริค แชนลีย์, ภรินทร์ลดา อาภาภิรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ฌาค เลอคอก เป็นหนึ่งในนักการละครที่ริเริ่มนำเอาหน้ากากเข้ามาปรับใช้ในการฝึกฝนนักแสดงเพื่อเสริมสร้างทักษะทางอวัจนภาษาและพัฒนาศักยภาพร่างกายของนักแสดง เลอคอกเชื่อว่าทักษะทางอวัจนภาษาจะช่วยเพิ่มพลังให้กับคำพูดของตัวละคร หรือกล่าวโดยง่ายคือ ช่วยให้สิ่งที่ตัวละครพูดถึงมีความหมายและชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ตัวละครมีมิติและเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย ผู้วิจัยได้ทดลองนำแบบฝึกหัด มาส์ก เทคนิค ของเลอคอกมาใช้ในการเข้าสู่การเป็นตัวละคร เดนีซ ซาเวจ จากบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ซึ่งเป็นตัวละครที่แตกต่างจากผู้วิจัยอย่างมากไม่ว่าจะเป็น ปูมหลัง บุคลิก อุปนิสัย บริบททางสังคม ยุคสมัย และวัฒนธรรมที่ไกลตัว โดยมีสมมติฐานว่า การใช้ มาส์ก เทคนิค ของเลอคอกจะช่วยให้ผู้วิจัยเข้าสู่การเป็นตัวละครได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น และสื่อสารสภาวะอารมณ์ ความรู้สึกที่ซับซ้อนของตัวละครผ่านอวัจนภาษาได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยผู้วิจัยใช้ มาส์ก เทคนิค ใน 4 ลักษณะคือ 1) การสร้างสรรค์ตัวละคร 2) ค้นหาแก่นของตัวละคร 3)สร้างบุคลิกและอุปนิสัยภายนอก และ 4) พัฒนาศักยภาพของร่างกายและจิตใจ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์และประเมินผลจากการปฏิบัติจริง พร้อมทั้งบันทึกกระบวนการทำงาน การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางการแสดง แบบสอบถามจากผู้ชม และการชมวีดีโอบันทึกการแสดง ผลการวิจัยพบว่าการฝึกฝน มาส์ก เทคนิค อย่างต่อเนื่องจะช่วยขยายศักยภาพร่างกายของนักแสดง ได้ค้นพบอิสรภาพทั้งในการเคลื่อนไหวและเสียง ได้รู้จักร่างกายของตนเองมากขึ้น และเข้าใจหลักการของอวัจนภาษาบนเวทีมากขึ้น ซึ่งช่วยให้นักแสดงเข้าบทบาทเป็นตัวละครได้สมบูรณ์ขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มาส์ก เทคนิคเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่การใช้แบบฝึกหัด นักแสดงควรต้องวิเคราะห์ตัวละครอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อน