Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Buddhist Studies Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Articles 1 - 13 of 13

Full-Text Articles in Buddhist Studies

พระพุทธเจ้าในวรรณกรรมของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2368-2455, อุทัย ปัดถาพิมพ์ Jan 2024

พระพุทธเจ้าในวรรณกรรมของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2368-2455, อุทัย ปัดถาพิมพ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แนวคิดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้ามีการปรับเปลี่ยนจากประเพณีพุทธศาสนาเดิมในยุคของธรรมยุติกนิกาย วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเสนอพระพุทธเจ้าและวิเคราะห์พัฒนาการ โดยศึกษาจากวรรณกรรมของคณะธรรมยุติกนิกายพ.ศ. 2368 - 2455 ผลการศึกษาพบว่า การนำเสนอพระพุทธเจ้าทั้งพระพุทธคุณและพุทธประวัติเป็นวรรณกรรมภาษาไทยที่ยังคงขนบการนำเสนอตามประเพณีพุทธศาสนา รูปแบบมีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง แต่คัดสรรเนื้อหาที่นำเสนอ ยึดหลักเหตุผล วิเคราะห์วิพากษ์ด้วยมุมมองของผู้เขียน เน้นพระปัญญาของพระพุทธเจ้าเป็นพิเศษ ส่วนสำคัญที่แตกต่างจากประเพณี คือ วรรณกรรมช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าใหม่ คือทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาทั้งขนาดพระวรกาย พุทธลักษณะ ประวัติความเป็นมา ยึดข้อมูลจากพระไตรปิฎกเป็นหลักในการศึกษาอย่างมีวิจารณญาณ ในขณะเดียวกันก็มีการอ้างถึงพระพุทธเจ้าในบทสวดของพิธีสงฆ์และพิธีกรรมอื่น ๆ นอกพุทธศาสนาให้ถูกตรงตามหลักการพุทธศาสนา แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าในวัฒนธรรมไทยให้เหมาะสม และสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทยในยุคนั้น


วรรณกรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐานของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2367-2438, สิรภพ ชลหาญ Jan 2023

วรรณกรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐานของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2367-2438, สิรภพ ชลหาญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์แนวคิดและวิธีการการปฏิบัติกรรมฐานของธรรมยุติกนิกาย และความเป็นธรรมยุติกนิกายจากข้อสังเกตที่ได้จากวรรณกรรม คือ จากพระราชนิพนธ์และงานนิพนธ์ของคณะผู้ร่วมก่อตั้งจำนวน 4 ท่าน ซึ่งแต่งขึ้นในปีพุทธศักราช 2367-2438 ได้แก่ (1) วชิรญาณภิกขุุ หรือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (3) สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุุทฺธสิริ) และ (4) พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เดช ฐานจาโร) ผลการศึกษาพบว่า การทำกรรมฐานเกี่ยวพันกับการพัฒนาตนตามหลักไตรสิกขา กรรมฐานที่ปรากฏในวรรณกรรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อพระนิพพาน ช่วยเจริญสมาธิและปัญญาของผู้ปฏิบัติตามคติในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ทั้งยังสร้างสำนึกทางพระพุทธศาสนา กรรมฐานที่นำเสนอมีทั้งสมถะและวิปัสสนา สมถกรรมฐานเน้น “จตุรารักขกรรมฐาน” อันได้แก่ พุทธานุสติ เมตตาพรหมวิหาร มรณานุสติ และอสุภสัญญา ในระยะแรก ภายหลัง จึงแสดงวิธีการอื่นตามแนวทางของคัมภีร์วิสุทธิมรรค ส่วนวิปัสสนากรรมฐานเน้นการพิจารณาขันธ์ 5 โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมิใช่ตัวตน วรรณกรรมกรรมฐานทำให้ความรู้เรื่องกรรมฐานเข้าถึงได้ด้วยการอ่าน ผู้ปฏิบัติกรรมฐานสามารถฝึกฝนโดยไม่ต้องพึ่งพาพระวิปัสสนาจารย์ ทำให้กรรมฐานเป็นข้อปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงไตรสิกขา ทั้งยังเป็นเครื่องช่วยเตือนสติและให้ความรู้ในการดำเนินชีวิตตามคติพระพุทธศาสนา การปฏิรูปแนวทางกรรมฐานตามแนวทางดังกล่าวแสดงให้เห็นความเป็นธรรมยุติกนิกายในระยะแรกที่ยังคงเป้าหมายพระนิพพาน ความเชื่อมั่นในวิจารณญาณในการคัดสรรและประยุกต์คำสอนพระพุทธศาสนาให้เหมาะสมกับยุคสมัย และการรับวิทยาการจากตะวันตก ภายหลังเมื่อคณะธรรมยุตมีสถานะมั่นคงขึ้นโดยได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำจนให้จัดการศึกษาคณะสงฆ์ วรรณกรรมกรรมฐานบางเล่มใช้เป็นหนังสือเรียนในหลักสูตร ทำให้กรรมฐานแบบโบราณที่เคยปฏิบัติสืบต่อมาค่อย ๆ สูญหายไป


งานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์และความสัมพันธ์กับงานนิพนธ์ของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), พระมหาอนุกูล เงางาม Jan 2023

งานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์และความสัมพันธ์กับงานนิพนธ์ของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), พระมหาอนุกูล เงางาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดุษฎีนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะเฉพาะของงานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์อันเกิดจากการสืบทอดและสร้างสรรค์จากงานอรรถาธิบายภาษาบาลี และความสัมพันธ์ระหว่างงานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์กับงานนิพนธ์ภาษาไทยจานวน 10 เรื่องของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) ผลการวิจัยพบว่า ทีปนีของบาลีของพระสิริมังคลาจารย์ทั้ง 3 เรื่องมีองค์ประกอบของวรรณคดีบาลีแบบเดียวกันกับปกรณ์วิเสส ประกอบด้วยคันถารัมภกถา นิทาน วรรณนา และนิคมนกถา มีรูปแบบอรรถาธิบายรวมทั้งสิ้น 16 วิธี มีการอธิบายศัพท์ 4 วิธี ได้แก่ (1) การอธิบายไวยากรณ์ (2) การแสดงรูปวิเคราะห์ (3) ปทวิจยะ และ (4) ไวพจน์ การอธิบายเนื้อหา 9 วิธี ได้แก่ (5) การตั้งประเด็นเพื่ออธิบาย (6) การขยายความ (7) การอ้างอิง (8) การแนะนาคัมภีร์เพิ่มเติม (9) การแสดงลักษณะ (10) การตั้งปุจฉา-วิสัชชนา (11) การอุปมา (12) การแสดงนิทานแสดงเหตุและตัวอย่าง (13) การสรุปประเด็น การอภิปรายข้อมูล 3 วิธี ได้แก่ (14) ตั้งประเด็นและชี้แจง (15) วิเคราะห์น้าหนักของหลักฐาน และ (16) นาเสนอความเห็น วิธีการเหล่านี้คือรูปแบบของปทวรรณนา, อัตถวรรณนา, และปกิณกวรรณนา ซึ่งเป็นหลักการอธิบายในวรรณคดีบาลี พระสิริมังคลาจารย์จัดโครงสร้างของนิทเทสให้เป็นระบบ เน้นวิธีการอธิบายและเพิ่มการอภิปรายด้วยวิธีอื่น จนเกิดเป็นแนวทางเฉพาะตัวในงานทีปนีของท่าน ส่วนงานนิพนธ์พุทธศาสนาภาษาไทยของพระพรหมโมลี เป็นงานเขียนเชิงวิชาการที่มีชื่อเรียก องค์ประกอบ และโครงสร้างวรรณนาแบบเดียวกับปกรณ์วิเสส พบรูปแบบของอรรถาธิบายในวรรณคดีบาลี และวิธีการทางวรรณกรรมไทย ดังนั้น จึงถือว่างานนิพนธ์ของพระพรหมโมลีได้รับอิทธิพลจากงานทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์ส่วนหนึ่ง แม้รูปแบบอรรถาธิบายจะแสดงถึงอิทธิพลของวรรณคดีบาลีและทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์ แต่ก็แสดงถึงความเป็นสากลของงานวิชาการที่จาแนกเป็นประเด็นย่อย และอธิบายด้วยการขยายความคาศัพท์ ความหมาย และประเด็น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ


สงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะและกามันทกียนีติสาระ, หทัยรัตน์ บุญกอง Jan 2023

สงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะและกามันทกียนีติสาระ, หทัยรัตน์ บุญกอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาเรื่องสงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์และคัมภีร์กามันทกียนีติสาระเพื่อเปรียบเทียบสารัตถะพัฒนาการและความสัมพันธ์ของทั้งสองคัมภีร์ โดยแบ่งออกเป็น 6 ประเด็น ได้แก่ (1) สงคราม (2) ปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณายาตราทัพ (3) การสร้างค่ายหอรบ (4) การจัดกระบวนทัพ (5) การตอบโต้ และ (6) การต่อสู้ด้วยกลลวงผลการศึกษาพบว่า คัมภีร์อรรถศาสตร์เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ทางนีติศาสตร์จากคณาจารย์ยุคก่อน และนำเสนอในมุมมองของตนเอง ส่วนคัมภีร์กามันทกียนีติสาระได้นำเสนอองค์ความรู้อ้างอิงคัมภีร์อรรถศาสตร์ เป็นการสืบทอดองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องหลายศตวรรษ นอกจากนี้ประเด็นสำคัญที่ผู้วิจัยค้นพบคือ คัมภีร์กามันทกียนีติสาระมิใช่เป็นการนำคัมภีร์อรรถศาสตร์มาแต่งเป็นร้อยกรองเท่านั้น แต่เป็นการประมวลองค์ความรู้ทางนีติศาสตร์จากคณาจารย์ในยุคก่อนเช่นเดียวกับคัมภีร์อรรถศาสตร์ โดยมีเกาฏิลยะเป็นหนึ่งในคณาจารย์นั้น และได้มีการพัฒนาสร้างสรรค์องค์ความรู้จนเป็นแบบฉบับที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองเรื่องสงครามและยุทธวิธีเป็นหนึ่งในวิธีการแสวงหาความรุ่งเรืองให้แก่อาณาจักร พระราชาที่เป็นผู้นำทัพจะต้องมีความสามารถในการวางแผน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถาณการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังต้องเชี่ยวชาญการเดินทัพเพื่อโจมตีศัตรู และการใช้กลอุบายต่าง ๆ เพื่อแสวงหาความได้เปรียบ แม้อุบายนั้นจะผิดศีลธรรม ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้จากทั้งสองคัมภีร์สอนในเชิงปฏิบัติมากกว่าอุดมคติ โดยมองว่าทุกวิธีการที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเป็นสิ่งชอบธรรม


พุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบรรณาธิการ พ.ศ. 2437-2454 : ความเป็นมา สารัตถะ และบทบาทต่อพุทธศาสนาไทย, พระมหาสราวุธ โพธิ์ศรีขาม Jan 2023

พุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบรรณาธิการ พ.ศ. 2437-2454 : ความเป็นมา สารัตถะ และบทบาทต่อพุทธศาสนาไทย, พระมหาสราวุธ โพธิ์ศรีขาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาพุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุ ในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบรรณาธิการ พ.ศ. 2437-2454 โดยศึกษาความเป็นมา สารัตถะ และบทบาทความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย ผลการศึกษาความเป็นมาพบว่า นิตยสารธรรมจักษุ (พ.ศ. 2437-2454) เป็นนิตยสารทางพระพุทธศาสนาเล่มแรกของประเทศไทย ตีพิมพ์เป็นรายเดือน เผยแผ่ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม ปีพุทธศักราช 2437 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส) ทรงเป็นผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการรูปแรก มีพระเถรานุเถระ พระภิกษุสามเณรนิสิตของมหามกุฏราชวิทยาลัย และกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ร่วมจัดทำ เพื่อใช้เป็นสื่อในการเผยแผ่พุทธธรรมที่เข้ากับสมัยนิยม ตามวัตถุประสงค์สำหรับเผยแผ่พุทธธรรมของมหามกุฏราชวิทยาลัย ผลการศึกษาด้านสารัตถะพุทธธรรมพบว่า เนื้อหาสารัตถะพุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุ จำแนกออกเป็น 10 ประเภท ได้แก่ สารัตถะพุทธธรรมเกี่ยวกับ 1) คัมภีร์พระไตรปิฎก 2) สุภาษิตและนิทานชาดก 3) พระธรรมเทศนา 4) คำอนุโมทนา 5) หัวข้อกระทู้ธรรม 6) ตำนานและประวัติศาสตร์ 7) คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา 8) หลักธรรมสำคัญและหลักการปฏิบัติธรรม 9) พระคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า และ 10) พระสูตรทางพระพุทธศาสนามหายาน สะท้อนให้เห็นมิติใหม่ของการเผยแผ่พุทธธรรมไปสู่สาธารณชน ด้วยการนำเสนอเนื้อหาสาระที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ผลการศึกษาด้านกลวิธีนำเสนอสารัตถะพุทธธรรมพบว่า มี 5 รูปแบบ ได้แก่ 1) การใช้ภาษาแนวใหม่ 2) การจัดหมวดหมู่สารัตถะพุทธธรรม 3) การแปลความพระสูตรรูปแบบใหม่ 4) การนำเสนอพุทธสุภาษิตสั้น ๆ 5) การใช้โวหารวิธี คือ บรรยายโวหารวิธี พรรณนาโวหารวิธี ปุจฉาวิสัชนาวิธี สาธกโวหารวิธี และเทศนาโวหารวิธี เพื่อเป็นทางเลือกในการอ่านและศึกษาคำสอนทางพระพุทธศาสนา ผ่านมิติมุมมองด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และภาษาวรรณกรรม โดยประยุกต์หลักธรรมให้เหมาะสมแก่กาลและบริบทสังคม ผลการศึกษาด้านบทบาทและความสำคัญของนิตยสารธรรมจักษุต่อพุทธศาสนาในสังคมไทยพบว่า นิตยสารธรรมจักษุ เป็นเสมือนโรงธรรมสภาของพุทธศาสนิกชน สร้างพฤติกรรมการรับรู้พุทธธรรมใหม่ ๆ คือปรับเปลี่ยนรูปแบบการเข้าถึงหลักพุทธธรรมจากการฟังสู่การอ่าน เป็นสื่อของคณะสงฆ์ส่วนกลางในการจัดการเล่าเรียนหัวเมือง และเป็นสื่อกลางระหว่างพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ ชาติบ้านเมือง และประชาชน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่คำสอนของพระพุทธศาสนาและพัฒนาการศึกษาของบ้านเมืองอีกช่องทางหนึ่ง …


นรกและสวรรค์ในธรรมบรรยายของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), ธนพล ตายี่จัน Jan 2023

นรกและสวรรค์ในธรรมบรรยายของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), ธนพล ตายี่จัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์การอธิบายเรื่องนรกและสวรรค์ และหัวข้อธรรมที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนรกและสวรรค์ ได้แก่ การเวียนว่ายตายเกิดและภพชาติ อมนุษย์ และปาฏิหาริย์ โดยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงเอกสารจากธรรมบรรยายและหนังสือของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ผลการศึกษาพบว่า เรื่องนรกและสวรรค์เป็นสิ่งที่ไม่อาจกล่าวถึงในแง่ของการมีหรือไม่มีโดยอ้างคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาโดยตรงได้ แต่ควรมีข้อพิจารณาและท่าทีการปฏิบัติต่อเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ท่านได้อธิบายเรื่องนรกและสวรรค์ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ กล่าวคือ ระดับที่ 1 เป็นการกล่าวถึงนรกและสวรรค์โดยอ้างอิงพระไตรปิฎก ที่มีลักษณะเป็นภพภูมิที่รองรับผลของกรรมชั่วและกรรมดีหลังความตาย ระดับที่ 2 นรกและสวรรค์ซึ่งเป็นคุณภาพของจิตหรือภูมิจิตที่สืบเนื่องไปจากคุณภาพจิตในปัจจุบัน ระดับที่ 3 นรกและสวรรค์ที่เป็นการรับรู้อารมณ์ที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจจากการรับอารมณ์ผ่านอายตนะทั้ง 6 ท่านพยายามเน้นการอธิบายนรกและสวรรค์ในระดับที่ 2 และ 3 โดยแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ซึ่งอาจมีสภาพจิตที่หยาบหรือประณีตสามารถที่จะเข้าถึงหรือรับรู้อารมณ์ความสุขหรือความทุกข์ของภพภูมิที่มองไม่เห็นนั้นได้ เมื่อรับรู้แล้วก็ควรตระหนักถึงบทบาทของมนุษย์เองในการเป็นผู้สร้างเหตุให้เกิดผลดีหรือชั่วนั้น ส่วนการอธิบายในประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีแนวทางเดียวกัน คือการสอนจะต้องนำไปสู่ความเข้าใจหรือท่าทีที่เหมาะสม ซึ่งตอกย้ำหลักการในพระพุทธศาสนา ได้แก่ การพึ่งตนเองและความไม่ประมาทในชีวิต จนถึงการแก้ปัญหาความงมงายในสังคม ในการอธิบาย ท่านได้โยงกลับมาที่ตัวมนุษย์ซึ่งสามารถรับรู้สาระสำคัญของสิ่งที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสนั้นด้วยตนเอง เช่น ความรู้สึกทุกข์หรือสุขที่สร้างได้ด้วยตนเอง ความไม่แน่นอนของชีวิต คุณภาพที่แตกต่างกันของมนุษย์ในสังคม ความน่าอัศจรรย์ที่บุคคลสร้างขึ้น นับว่าเป็นการสื่อสารธรรมที่เหนือประสาทสัมผัสได้โดยที่ไม่กระทบความหมายดั้งเดิมของธรรมนั้น


การศึกษาเปรียบเทียบติตถิยปริวาสกับการรับเข้าอุปสมบทในวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี, ปรีชา ทิวัฑฒานนท์ Jan 2022

การศึกษาเปรียบเทียบติตถิยปริวาสกับการรับเข้าอุปสมบทในวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี, ปรีชา ทิวัฑฒานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์และเปรียบเทียบติตถิยปริวาสในพระไตรปิฎกกับการรับเข้าอุปสมบทในวัดป่านานาชาติด้วยการศึกษาจากตัวบทและภาคสนาม ผลการศึกษาพบว่า ประเพณีทั้งสองมีความมุ่งหมายคัดกรองบุคคลนอกพุทธศาสนาที่มีความตั้งใจจริง เคารพศรัทธาในพระรัตนตรัย มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และสามารถปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตในคณะสงฆ์ เพื่อเป็นพระภิกษุตลอดชีวิต ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้ผู้ขออุปสมบทได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนและปรับตัวกับวิถีชีวิตของพระภิกษุด้วย ความแตกต่างสำคัญคือบุคคลที่เข้ามาอุปสมบทในวัดป่านานาชาติเป็นชาวต่างชาติซึ่งไม่คุ้นชินกับวัฒนธรรมพุทธศาสนาไทย กระบวนการรับเข้ามีเป้าหมายเพื่อให้ความรู้และเคยชินกับการใช้ชีวิตตามแนวทางของวัดป่าในไทยซึ่งต้องอยู่อย่างเรียบง่าย ภายใต้อาณัติของพระอาจารย์ จึงต้องใช้ระยะเวลานานกว่าติตถิยปริวาสและไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของแต่ละบุคคล ขั้นตอนที่ซับซ้อนในวัดป่านานาชาติแสดงถึงการประยุกต์ประเพณีในพระไตรปิฎกและประเพณีไทยให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกวัฒนธรรมพุทธศาสนาที่ต้องการเข้ามาอุปสมบทได้ทดลองการใช้ชีวิตพระภิกษุในพุทธศาสนา เพื่อประโยชน์ของคณะสงฆ์และบุคคลที่ขออุปสมบทเอง


อาบัติในมุมมองของทฤษฎีทางทัณฑวิทยา, สมชาย จำปาทอง Jan 2022

อาบัติในมุมมองของทฤษฎีทางทัณฑวิทยา, สมชาย จำปาทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อาบัติในภิกขุปาติโมกข์ตามหลักทฤษฎีทางทัณฑวิทยา 2 ทฤษฎี ได้แก่ ทฤษฎีข่มขู่ยับยั้งและทฤษฎีแก้ไขฟื้นฟู และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอาบัติและภาคีทั้ง 5 อันได้แก่ ชุมชนสงฆ์ ตัวพระภิกษุ เพื่อนพระภิกษุ คฤหัสถ์นอกคณะสงฆ์ และพระศาสนาตามวัตถุประสงค์ของการบัญญัติพระวินัย 10 ประการ โดยศึกษาจากพระวินัยปิฎกและอรรถกถา ผลการศึกษาพบว่า การลงโทษตามพระวินัยคือการออกจากอาบัติ 3 ลักษณะ อันได้แก่ การพ้นจากสภาพความเป็นพระภิกษุ, การประพฤติวุฏฐานวิธี, และการแสดงอาบัติ สอดคล้องกับหลักการของทฤษฎีทั้งสองโดยที่แยกจากกันไม่ได้ การลงโทษตามทฤษฎีข่มขู่ยับยั้งถือว่าเป็นการตัดโอกาส, เป็นความยุ่งยากและความลำบาก, และการทำให้อับอายตามลำดับ ในขณะที่ในมุมมองของทฤษฎีแก้ไขฟื้นฟูถือว่าเป็นการพ้นจากภิกษุภาวะเพื่อดำรงอยู่ในสถานะอื่นที่เหมาะสม, การแยกตัวผู้ต้องอาบัติออกไปจากพระสงฆ์เพื่ออบรมและขัดเกลาจิตใจ, และ การสำนึกผิด อาบัติอาจพิจารณาให้เป็นทฤษฎีใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสำนึกของผู้ต้องอาบัติเป็นสำคัญ อาบัติเป็นโทษที่มุ่งข่มขู่พระภิกษุผู้ไม่ละอายให้อยู่ในกฎเกณฑ์ตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน อาบัติก็เป็นวิธีการที่เอื้อประโยชน์ต่อพระภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชนจนถึงพระอรหันต์ให้ดำรงตนสอดคล้องกับธรรม ภาคีทั้ง 5 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากอาบัติมีบทบาทในการควบคุมความสำรวมในสิกขาบทและในอินทรีย์ของพระภิกษุ การศึกษาแสดงว่า การออกจากอาบัติเป็นการแก้ไขตนเอง เมื่อพระภิกษุต้องอาบัติ ต้องรีบออกจากอาบัติ


เรื่องเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่ : การสร้างสรรค์และบทบาทในบริบทสังคมพุทธศาสนาไทย, ภัทรธรณ์ แสนพินิจ Jan 2019

เรื่องเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่ : การสร้างสรรค์และบทบาทในบริบทสังคมพุทธศาสนาไทย, ภัทรธรณ์ แสนพินิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์เรื่องเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่และวิเคราะห์บทบาทในบริบทสังคมพุทธศาสนาไทย เรืองเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่ที่ศึกษามีทั้งหมด 45 แหล่ง ทั้งจากสื่อสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือและนิตยสาร มี 17 แหล่ง และสื่อดิจิทัล ได้แก่ เว็บไซต์, เฟซบุ๊กและยูทูบ มี 28 แหล่ง ผลการศึกษาพบว่าเรื่องเล่าราหูในหนังสือรวบรวมเรื่องของราหูฉบับเต็มและเป็นแหล่งข้อมูลต้นตอของเรื่องเล่าราหูในสื่ออื่นๆ เรียบเรียงขึ้นใหม่โดยอิงกับตำนานราหูจากวรรณคดีพราหมณ์-ฮินดู, วรรณคดีพุทธศาสนา และวรรณกรรมไทยด้วยกลวิธี 3 แบบ ได้แก่ (1) ตัดต่อ, (2) ปรับเปลี่ยนเนื้อหาโดยการดัดแปลงกับขยายความ และ (3)สร้างเรื่งอเล่าขึ้นใหม่ การตัดต่อคือการเลือกตำนานสำคัญเพื่ออธิบายภูมิหลังและชูบทบาทของราหูในเรื่องเล่า ได้แก่ ตอนกำเนิดเทพนพเคราะห์และตอนบุพกรรมกับพระอาทิตย์และพระจันทร์จากเฉลิมไตรภพ, พระพุทธเจ้าทรมานราหูจากจันทิมสูตรและสุริยสูตร ราหูฟังธรรมและได้รับพุทธพยากรณ์จากอรรถกถาโสณทัณฑสูตร การปรับเปลี่ยนเนื้อหาคือการดัดแปลงตำนานที่มีอยู่เดิมมาอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้ราหูมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นเทพที่ควรได้รับการบูชาในพุทธศาสนา ตำนานที่ดัดแปลง ได้แก่ ตอนราหูดื่มน้ำอมฤตเพื่อแสดงว่าราหูมิได้เป็นผู้กระทำความผิด และตอนที่ได้รับพุทธพยากรณ์ การสร้างขึ้นใหม่เป็นเล่าที่มาของสถานะความเป็นเทพของราหู และประสบการณ์บุคคลซึ่งไม่อิงกับตำนานที่มีอยู่เดิม ได้แก่ โชคลาภจากราหู และความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องราง เรื่องเล่าราหูในสื่อดิจิทัลมีพื้นที่จำกัดจึงมีเฉพาะตอนสำคัญ ได้แก่ กำเนิดและพงศ์พันธุ์, การลักดื่มน้ำอมฤต, การพบพระพุทธเจ้าและได้รับพุทธพยากรณ์, และการร่วมรจนาบทนะโม เรื่องเล่าราหูในสื่อสมัยใหม่มีบทบาทสำคัญทำให้ตำนานราหูจากวรรณคดีศาสนาและวรรณกรรมไทยเป็นที่รู้จักในสังคมไทยปัจจุบัน ช่วยสร้างเสริมความมั่นใจของผู้บูชา รับรองหรือสนับสนุนการบูชาราหูทั้งในแง่อามิสบูชาและปฏิบัติบูชา และช่วยอธิบายรูปแทนและเครื่องรางพระราหูที่ถูกสร้างขึ้นภายหลัง รวมถึงพิธีทรงเจ้าซึ่งอ้างว่าราหูเข้าร่างทรงเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นบทบาทของตำนานเทพปกรณัมในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูซึ่งเป็นพื้นฐานของตำนานเทวดาในพุทธศาสนาในการสร้างเรื่องเล่ารองรับความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีและวิญญาณในพุทธศาสนาปัจจุบัน


ลักษณะเด่นของตัวละครราวณะใน ปอุมจริยะ ของวิมลสูริ, บุณฑริกา บุญโญ Jan 2019

ลักษณะเด่นของตัวละครราวณะใน ปอุมจริยะ ของวิมลสูริ, บุณฑริกา บุญโญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปอุมจริยะของวิมลสูริเป็นวรรณคดีเรื่องรามายณะที่เก่าแก่ที่สุดของศาสนาเชนและมีอิทธิพลต่อรามายณะฉบับของศาสนาเชนฉบับอื่นที่แต่งขึ้นภายหลัง วรรณคดีเรื่องรามายณะของศาสนาเชนจัดอยู่ในวรรณคดีเรื่องเล่าประเภทปุราณะหรือจริตะ มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับแนวคิดศลากาปุรุษะซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับวีรบุรุษในศาสนาเชน วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาลักษณะเด่นของตัวละครราวณะในเรื่องปอุมจริยะ ซึ่งเป็นตัวละครปรปักษ์ของเรื่อง และศึกษาความสัมพันธ์ของแนวคิดทางศาสนาเชนที่มีต่อตัวละครราวณะ ผลการศึกษาพบว่าลักษณะเด่นของราวณะในปอุมจริยะแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ลักษณะเด่นด้านรูปลักษณ์, ลักษณะนิสัย, ลักษณะเด่นด้านความสามารถ และลักษณะเด่นด้านลบจากมุมมองของตัวละครอื่น ลักษณะเด่นเหล่านี้ของราวณะมีทั้งด้านดีและด้านร้าย สะท้อนมิติตัวละครที่เป็นมากกว่าตัวละครปรปักษ์ผู้ประพฤติแต่ความชั่ว แต่ยังมีลักษณะวีรบุรุษผู้ทรงคุณธรรมซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของราวณะในฐานะเชนศาสนิกผู้มีความภักดีต่อพระชินะ แนวคิดทางศาสนาเชนที่มีความสัมพันธ์ต่อตัวละครราวณะได้แก่แนวคิดทางจริยศาสตร์และแนวคิดเรื่องศลากาปุรุษะ กรอบแนวคิดทางจริยศาสตร์แบบเชนแสดงให้เห็นการสร้างตัวละครปรปักษ์ให้เป็นแบบอย่างของผู้ครองเรือนที่ไม่อาจรักษาอนุพรตไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และท้ายสุดเมื่อสิ้นชีวิตต้องตกนรกเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ ซึ่งเป็นภาพตรงกันข้ามกับตัวละครเอกคือพระรามผู้ประพฤติตามหลักศาสนาและตามหลักอหิงสา เมื่อถึงบั้นปลายของชีวิตก็ได้ออกบวชบำเพ็ญตบะจนบรรลุความหลุดพ้น ในขณะที่กรอบแนวคิดเรื่องศลากาปุรุษะมีอิทธิพลในการดัดแปลงบทบาทของตัวละครให้ต่างออกไปจากรามายณะฉบับของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ตามแนวคิดศลากาปุรุษะ ราวณะเป็นประติวาสุเทวะซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับพระลักษมณ์ผู้เป็นวาสุเทวะ ประติวาสุเทวะจะถูกวาสุเทวะสังหารด้วยจักรของตนเอง ส่วนพระรามเป็นพลเทวะผู้ประพฤติอหิงสาและจะบรรลุความหลุดพ้น ในขณะที่ทั้งวาสุเทวะและประติวาสุเทวะจะต้องตกนรกเพราะกรรมที่ได้กระทำไว้ จึงนับได้ว่ากรอบแนวคิดทั้งสองข้างต้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปอุมจริยะเป็นรามายณะของศาสนาเชนอย่างแท้จริง


การอุทิศบุญในประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของไทย : ความสำคัญและคำอธิบายร่วมสมัย, พระมหาอนุกูล เงางาม Jan 2019

การอุทิศบุญในประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของไทย : ความสำคัญและคำอธิบายร่วมสมัย, พระมหาอนุกูล เงางาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคติเรื่องการอุทิศบุญในประเพณีเกี่ยวกับชีวิตจากวรรณคดีพระพุทธศาสนาภาษาบาลีที่สำคัญ และพิธีกรรมความเชื่อที่ยึดถือปฏิบัติในปัจจุบัน วรรณคดีพระพุทธศาสนาที่ใช้ศึกษา ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา มิลินทปัญหา มาเลยยเทวัตเถรวัตถุ และมังคลัตถทีปนี ส่วนพิธีกรรมความเชื่อศึกษาจากบทกรวดน้ำที่ใช้ในพิธีและคำอธิบายของพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียง 8 รูป ผลการศึกษาพบว่าพระไตรปิฎกมีความคิดเรื่องการอุทิศบุญจากการถวายทานแด่เทวดาหรือญาติผู้ล่วงลับ ในชั้นอรรถกถาเป็นต้นไป การอุทิศบุญถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่งหลังจากการทำบุญใด ๆ ซึ่งผู้รับส่วนบุญจะต้องรับรู้และอนุโมทนา ในประเพณีไทย การอุทิศบุญอยู่ในช่วงที่พระภิกษุสงฆ์สวดอนุโมทนาบุญและผู้อุทิศบุญกรวดน้ำ บทกรวดน้ำที่ใช้ในประเพณีไทยมีเนื้อหาและความคิดสอดคล้องกับวรรณคดีพระพุทธศาสนาในชั้นอรรถกถา ส่วนคำอธิบายเรื่องการอุทิศบุญของพระภิกษุร่วมสมัยมีส่วนที่เหมือนและแตกต่างจากวรรณคดีพระพุทธศาสนา กล่าวคือ มีทั้งท่านที่อธิบายตามคัมภีร์พระพุทธศาสนา, ท่านที่แสดงรายละเอียดเพิ่มเติมโดยอาศัยประสบการณ์ทางจิต, และท่านที่ไม่ให้ความสำคัญกับการอุทิศบุญอันเป็นผลจากการเน้นคำสอนอื่นที่สำคัญ แสดงให้เห็นว่าความคิดเรื่องการอุทิศบุญในสังคมไทยมีความหลากหลายในภาพรวม การอุทิศบุญยังคงมีความสำคัญในประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของไทย เป็นการบำเพ็ญกุศลแก่ญาติผู้ล่วงลับรวมไปถึงมิตรสหายที่รู้จัก เจ้ากรรมนายเวร ทั้งสรรพสัตว์ต่าง ๆ ในโลก จึงถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่งที่ไม่จำกัดขอบเขตและให้ผลมาก


คัมภีร์ตรีนิสิงเห : การตรวจสอบชำระและบทบาทในสังคมไทย, ณัฐธัญ มณีรัตน์ Jan 2017

คัมภีร์ตรีนิสิงเห : การตรวจสอบชำระและบทบาทในสังคมไทย, ณัฐธัญ มณีรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิชาเลขยันต์เป็นสิ่งสำคัญของการศึกษาไสยศาสตร์ในประเทศไทย เลขยันต์มีบทบาทในวิถีชีวิตของผู้คนจากอดีตถึงปัจจุบัน การศึกษาวิชาไสยศาสตร์แบบโบราณ ผู้ศึกษาจะต้องศึกษาคัมภีร์ลบผงเป็นอย่างแรก เริ่มต้นด้วยคัมภีร์ปถมัง จากนั้นจึงศึกษาคัมภีร์ลบผงสำคัญอีก 4 คัมภีร์ เนื่องจากคัมภีร์ลบผงเป็นบาทฐานสำคัญในการเข้าใจระบบเลขยันต์ คัมภีร์ตรีนิสิงเหเป็นหนึ่งในคัมภีร์ลบผงสำคัญทั้ง 5 คัมภีร์ มีเนื้อหาเกี่ยวกับเลข การแทนค่าตัวเลขและที่มาของตัวเลขต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าใจเลขที่ใช้ในระบบเลขยันต์ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง คัมภีร์ตรีนิสิงเหเป็นคัมภีร์ที่หลงเหลือต้นฉบับอยู่น้อยที่สุด การสืบทอดองค์ความรู้ก็เหลืออยู่น้อยเช่นกัน การตรวจชำระต้นฉบับจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรักษาองค์ความรู้ไว้ไม่ให้สูญหาย คัมภีร์ตรีนิสิงเหประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ส่วน คือ บทนมัสการครู การทำอัตราทวาทสมงคล ที่มาของอัตราทวาทสมงคล การคูณหารอัตราทวาทสมงคลและอุปเท่ห์ ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้คัดเลือกต้นฉบับคัมภีร์ตรีนิสิงเหจำนวน 6 สำนวนมา ปริวรรตและตรวจสอบชำระ เพื่อศึกษาลักษณะภาษา เนื้อหา โครงสร้างและแนวคิดสำคัญในเนื้อหา โดยเฉพาะแนวคิดทางพุทธศาสนา และบทบาทสำคัญที่มีต่อสังคมไทย คัมภีร์ตรีนิสิงเหไม่เพียงประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับศาสนา แต่ยังมีบทบาทสำคัญในสังคมไทยนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ด้านวิทยาการความรู้โบราณ ด้านศาสนาและความเชื่อ ด้านสังคมและวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันความสำคัญของคัมภีร์ตรีนิสิงเหต่อสังคมไทย และความจำเป็นในการศึกษาและอนุรักษ์องค์ความรู้ของคัมภีร์นี้เอาไว้


วัจนลีลาในร้อยกรองของพาณะ, นาวิน โบษกรนัฏ Jan 2017

วัจนลีลาในร้อยกรองของพาณะ, นาวิน โบษกรนัฏ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พาณะเป็นกวีสันสกฤตในสมัยต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 ผู้มีชื่อเสียงจากการประพันธ์ร้อยแก้วเรื่องกาทัมพรีและหรรษจริต แต่งานร้อยกรองของพาณะยังไม่มีผู้ใดศึกษา รวมทั้งยังมีร้อยกรองอีกจำนวนหนึ่งที่เชื่อกันว่าอาจเป็นผลงานของพาณะแต่ก็มิอาจระบุผู้แต่งได้อย่างชัดเจน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาวัจนลีลาในร้อยกรองของพาณะตามแนววัจนลีลาศาสตร์และทฤษฎีรีติ และนำวัจนลีลาที่ได้มาวิเคราะห์บทประพันธ์ร้อยกรองที่มีปัญหาผู้แต่งว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเป็นผลงานของพาณะ ข้อมูลที่นำมาศึกษาจึงประกอบด้วยร้อยกรองกลุ่มที่ยอมรับกันว่าเป็นของพาณะโดยไม่มีข้อขัดแย้ง และร้อยกรองที่มีปัญหาผู้แต่งอีก 68 บท ผลการศึกษาพบว่า ร้อยกรองของพาณะมีวัจนลีลาที่โดดเด่น ได้แก่ การใช้ยมกขนาดสั้น การใช้อนุปราสะอย่างแพรวพราว เศลษะ การวางคำกริยาไว้ข้างหน้าบาท สมาสยาว ประโยคยาว การใช้ฉันท์ที่สอดคล้องกับความหมายของบทประพันธ์ และการข่มผู้อื่น สอดคล้องกับวัจนลีลาในร้อยแก้วที่เคยมีผู้ศึกษาไว้แล้ว ถึงแม้ว่าวัจนลีลาเหล่านี้บางประการอาจพบในผลงานของกวีร่วมสมัยคนอื่นด้วย แต่งานร้อยกรองของพาณะก็มีลักษณะโดดเด่นที่ไม่พบในงานของกวีร่วมสมัย ได้แก่ การใช้เศลษะที่แปลได้ 3 ความหมาย การใช้ประพันธสรรพนามตัวเดียวในบทประพันธ์ และการข่มผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม การวิเคราะห์วัจนลีลาดังกล่าวทำให้เข้าใจลีลาภาษาของพาณะได้ชัดเจนตรงกับความเป็นจริงมากกว่าการใช้ทฤษฎีรีติซึ่งเกิดขึ้นทีหลังงานประพันธ์ของพาณะและมุ่งเน้นวิเคราะห์และจัดกลุ่มลีลาการใช้ภาษาให้เป็นแบบใดแบบหนึ่ง เมื่อนำวัจนลีลาที่ได้มาวิเคราะห์ร้อยกรองที่มีปัญหาผู้แต่งทั้ง 68 บท ผลปรากฏว่า ร้อยกรองเหล่านี้อาจแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม เรียงตามลำดับความสอดคล้องกับวัจนลีลาดังกล่าวจากมากไปหาน้อย กล่าวคือ มีร้อยกรองจำนวน 6 บทที่มีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็นผลงานของพาณะเนื่องจากมีลักษณะภาษาตรงกับวัจนลีลาที่วิเคราะห์ได้จากร้อยกรองของพาณะเป็นอย่างมาก ส่วนร้อยกรองอีก 34 บทมีความเป็นไปได้พอสมควรที่จะเป็นร้อยกรองของพาณะ เพราะวัจนลีลาค่อนข้างตรงกัน ขณะเดียวกันก็มีร้อยกรองจำนวน 26 บทที่เป็นไปได้น้อยว่าจะเป็นงานของพาณะ เพราะ วัจนลีลาตรงกันน้อย นอกจากนี้ยังมีร้อยกรองอีก 2 บทที่สรุปไม่ได้ว่าเป็นผลงานของพาณะ จากการศึกษาทำให้เห็นว่า ลีลาภาษาของกวีนับเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ ลีลาในร้อยกรองที่ไม่มีปัญหาผู้แต่งสามารถนำมาเป็นเครื่องมือช่วยพิสูจน์ร้อยกรองที่มีปัญหาเรื่องผู้แต่งได้ และอาจแก้ข้อสงสัยในประวัติวรรณคดีสันสกฤตได้ในระดับหนึ่ง