Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Arts and Humanities Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2023

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 18211 - 18240 of 18423

Full-Text Articles in Arts and Humanities

นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรี สำหรับกลุ่มเป้าหมายรีดักชั่นนิสในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการพัฒนาเส้นใยในนาเกลือหวานจังหวัดปัตตานี ด้วยแนวคิดความยั่งยืน, ฮายานี มะลี Jan 2023

นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรี สำหรับกลุ่มเป้าหมายรีดักชั่นนิสในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการพัฒนาเส้นใยในนาเกลือหวานจังหวัดปัตตานี ด้วยแนวคิดความยั่งยืน, ฮายานี มะลี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) หาแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอจากนาเกลือหวาน จังหวัดปัตตานี 2) เพื่อหาแนวทางการออกแบบสร้างสรรค์รูปแบบเครื่องแต่งกายสตรี สำหรับกลุ่มเป้าหมายรีดักชั่นนิส (Reductionists) ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการพัฒนาเส้นใยในนาเกลือหวาน จังหวัดปัตตานี ใช้ในรูปแบบวิจัยเชิงทดลอง ด้วยแนวคิดความยั่งยืนที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG การวิจัยนี้จัดทำขึ้นโดยมีขั้นตอนการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ, ศึกษาข้อมูลปฐมภูมิ รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลการทดลอง จากการพัฒนาเส้นใยในนาเกลือหวาน จังหวัดปัตตานี ด้วยแนวคิดความยั่งยืน พบว่า เมื่อสกัดสีจากทรัพยากรในนาเกลือหวาน จังหวัดปัตตานี จะให้สีที่มีความอ่อนละมุน และค่อนไปทางตุ่นมาก เนื่องจากแร่ธาตุในดินมีความเจือจางกว่านาเกลือในจังหวัดอื่นๆ ซึ่งพืชที่พบมากในบริเวณนาเกลือหวานปัตตานี คือ พืชสเป๊ะ (ผักเบี้ย) เมื่อสกัดสีมาแล้ว มีค่า PH อยู่ที่ 4.5 จะให้สีเหลืองอ่อนอมครีม และโคลนในนาเกลือหวานปัตตานี เมื่อนำมาสกัดแล้ว มีค่า PH อยู่ที่ 6.5 จะได้สีเหลืองตุ่นอมส้ม และหมักน้ำเกลืออีกครั้งหลังจากนำไปแช่ในสารช่วยย้อม (Mordant) ส่งผลให้สีมีความอิ่มตัวที่ต่างกัน และระดับของสีทีต่างกัน ซึ่งการพัฒนาเส้นใยในนาเกลือ จังหวัดปัตตานี นอกจากจะเป็นทรัพยากรที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรแล้ว ยังเป็นการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับแบบแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้วยโมเดลเศรษฐกิจความยั่งยืน BCG ที่มุ่งเน้นยกระดับการสร้างสิ่งแวดล้อมด้วยแนวคิดการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีสำหรับกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอิลิท จากการพัฒนาโลหะรีไซเคิลจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับ, จารุตา โฆษิตศักดิ์ Jan 2023

นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีสำหรับกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอิลิท จากการพัฒนาโลหะรีไซเคิลจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับ, จารุตา โฆษิตศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นวัตกรรมตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรี สำหรับกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอีลิท (Social elite) จากการพัฒนาโลหะรีไซเคิลจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบสร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย และเพื่อหาแนวทางในการสร้างตราสินค้า ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่กับกระบวนการพัฒนานวัตกรรมวัสดุและออกแบบสร้างสรรค์ทางแฟชั่น จากการศึกษาทฤษฎีการรีไซเคิลและแปรรูปโลหะ การออกแบบเครื่องแต่งกาย ร่วมกับการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคสินค้าของกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอีลิท ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth-interview) และแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคจำนวน 15 คน และเก็บรวบรวมข้อมูลการแต่งกายของผู้บริโภคด้วยกระบวนการเปเปอร์ดอลดาต้าเซ็ท (Paper doll data set) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบการแต่งกายที่จะนำไปใช้ในกระบวนการออกแบบสร้างสรรค์ ทดลองเทคนิค รายละเอียดตกแต่ง ผลจากการวิจัยพบว่า 1.) ด้านการพัฒนานวัตกรรมวัสดุโลหะรีไซเคิล (Recycled metal) สำหรับงานออกแบบแฟชั่นเหมาะสมกับเทคนิคการถักนิต (Knitting) โดยใช้เส้นโลหะถักผสมร่วมกับไหมพรหม 2.) แนวทางการออกแบบสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายสำหรับกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอีลิท เหมาะสมกับเครื่องแต่งกายในโอกาสการใช้สอยแบบสังสรรค์ (Party-wear) ในรูปแบบคอนเทมโพรารี่ (Contemporary Style) ภายใต้แนวคิดศิลปะยุคหลังมินิมอลลิสม์ (Post-Minimalism) โดยมีโครงร่างเงาทรงตรง I-Line และทรงเอ A-Line กลุ่มสีเมทัลลิก (Metallic) 3.) แนวทางในการสร้างตราสินค้าอยู่ในตลาดระดับ B+ 4.) รูปแบบการออกแบบเครื่องแต่งกายที่ให้โครงสร้างเฉพาะส่วน โดยมีรายละเอียดการตกแต่งการถักนิต (Knitting) จากการทดลองสร้างสรรค์เทคนิครายละเอียดการตกแต่งพบว่าการถักด้วยลวดลาย Stocking stitch,Stocking stitch & holes,Leaf & button holes ประกอบกับการใช้เส้นโลหะผสมกับไหมพรมเมทัลลิก เหมาะกับการนำไปประยุกต์ใช้พัฒนาการออกแบบเครื่องแต่งกายสตรีโอกาสการใช้สอยแบบสังสรรค์ (Party-wear)


โครงการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟส์ไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน, เวธิน ระบิลวงศ์ Jan 2023

โครงการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟส์ไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน, เวธิน ระบิลวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวานมีวัตถุประสงค์เพื่อกลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน โดยมีขั้นตอนวิธีการดำเนินการวิจัย 1) รวบรวมและศึกษาจากกลุ่มเป้าหมายผู้มีภาวะโรคเบาหวาน และ ไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ 2) สร้างเครื่องมือวิจัยสำหรับสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายและพฤติกรรมการเข้าใช้งานไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ 3) วิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายและหลักการออกแบบเรขศิลป์ที่ให้กลุ่มเป้าหมายและผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบเรขศิลป์เป็นผู้คัดเลือกเพื่อให้ได้ข้อมูลที่นำมาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบที่เหมาะสม สรุปผลการวิจัยพบว่า 1) กลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน สารที่ต้องการจะสื่อคือ ความสะดวกสะบายที่ช่วยเสริมสร้างสมดุล (Convenience which keep balance) และ บุคลิกภาพและอารมณ์ที่ต้องการจะสื่อ คือ Lively, Healthy และ Amusing 2) แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม คือ การออกแบบอัตลักษณ์สำหรับแบรนด์ศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน และ คู่มือสำหรับการใช้งานระบบอัตลักษณ์ของแบรนด์ ด้านการออกแบบกราฟิก คือ Colorful Minimalism ด้านการออกแบบโลโก้ คือ Bright, Bold and Colorful ด้านการออกแบบฟอนต์ คือ Sans Serif และ ด้านการออกแบบระบบป้าย คือ Interactive and digital signage


การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับ เจเนอเรชั่น วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน, ญาณิศา แท่นนิล Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับ เจเนอเรชั่น วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน, ญาณิศา แท่นนิล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับเจเนอเรชัน วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบแบรนด์ของขวัญสำหรับเจเนอเรชัน วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน ขั้นตอนและวิธีการดำเนินการวิจัย โดยการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลคำภาษาจีนที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และรวบรวมแบบสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบของเรขศิลป์ที่เหมาะสม ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายของเจเนอเรชัน วาย ออกเป็น 6 กลุ่ม โดยอ้างอิงจากวิจัยเรื่อง “รูปแบบการดำเนินชีวิต การบริโภคสินค้าออนไลน์ การบริโภคสื่อดิจิทัล และการรับรู้ความเสี่ยงออนไลน์ของผู้บริโภคเจเนอเรชันวายบนโลกออนไลน์” ของอาจารย์ ดร.ปภาภรณ์ ไชยหาญชาญชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวกำหนดรูปแบบของงานเรขศิลป์ว่าในแต่ละกลุ่มมีลักษณะและจุดเด่นที่สามารถบ่งบอกถึงตัวตนของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละกลุ่ม สรุปผลวิจัยพบว่าจากการทำแบบสอบถาม สรุปได้ว่าสารที่ต้องการสื่อคือ ความสุขของเธอคือความสุขของฉัน ในส่วนของบุคลิกภาพและอารมณ์ คือ Cheerful, Smart, Pure and Simple และแนวทางการออกแบบจะใช้คำมงคลภาษาจีนและรูปแบบของงานแตกต่างกันไปตามกลุ่มที่ได้จากการวิเคราะห์และทำแบบสอบถามจากกลุ่มเป้าหมาย โดยจะมีทั้งหมด 3 รูปแแบคือแพทเทิร์น ภาพประกอบ และตัวอักษร


การออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล, ณัฎฐ์กฤตา ศรีกาหลง Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล, ณัฎฐ์กฤตา ศรีกาหลง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิลที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มคนเจนซี (Gen Z) โดยมีขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์แบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิลกลุ่มตัวอย่าง 2) แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างเพื่อพิจารณาการใช้สื่อและความต้องการของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มคนเจนซี (Gen Z) ที่มีต่อแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล 3) แบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาแนวทางการออกแบบและสารที่ต้องการสื่อ บุคลิกภาพ ที่เหมาะสม 4) รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการสัมภาษณ์เจ้าของกิจการแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล 5) วิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด 4Ps และ SWOT Analysis แบรนด์ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ธุรกิจรีฟิล 6) วิเคราะห์ข้อมูลสรุปแนวทางที่ได้รับความนิยมของแนวทางการออกแบบตราสัญลักษณ์กับแบรนด์ตัวอย่าง 7) วิเคราะห์ข้อมูลสรุปแนวทางที่ได้รับความนิยมของแนวทางการออกแบบภาพประกอบกับแบรนด์ตัวอย่าง เป็นต้น ผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการสื่อ ได้แก่ Everyday Sustainability ร้านรักษ์โลกแบบ ที่มีนโยบายการลดปริมาณการใช้ บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียว เพื่อลดการสร้างขยะบรรจุภัณฑ์ที่มาพร้อมกับการบริโภคในชีวิตประจำวันเหมือนเป็นร้านแห่งชีวิตประจำวันของทุกคนที่เข้ามาเติมผลิตภัณฑ์รีฟิลและเป็นความยั่งยืนในทุก ๆ วัน โดยมีบุคลิกภาพ ได้แก่ Natural ดูเป็นธรรมชาติ Free อิสระ ตามใจอยาก และ Simple เรียบง่าย สรุปผลเป็นแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล


เรขศิลป์จากแนวคิดโรควิตกกังวล, รวิวรรณ ฟักอ่อน Jan 2023

เรขศิลป์จากแนวคิดโรควิตกกังวล, รวิวรรณ ฟักอ่อน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรขศิลป์เพื่อการออกแบบแบรนด์จากแนวคิดโรควิตกกังวล มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์จากแนวคิดโรควิตกกังวล โดยการศึกษาโรควิตกกังวลทั้งหมด 11 โรคผ่านคู่มือวินิจฉัยอาการผิดปกติทางจิตฉบับที่ 5 หรือ DSM-5 เพื่อค้นหานิยามของโรค และทำการคัดเลือกโรควิตกกังวลที่เหมาะสมกับการออกแบบผ่านการวิเคราะห์ลักษณะเด่นและลักษณะร่วมต่าง ๆ ของโรควิตกกังวล ด้วย 9 ปัจจัยของโรค คือ กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ (ชาย, หญิง, และทุกเพศ), อายุของกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่, อาการทางพฤติกรรม, อาการทางสติปัญญาและจิตใจ, อาการทางกายภาพ, ระยะเวลา, สิ่งเร้าที่จับต้องได้, สถานการณ์กระตุ้น, และผลกระทบ จนได้ผลลัพธ์เป็นโรควิตกกังวลที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับโรคอื่นทั้งหมด 6 โรค คือ โรคกลัวการแยกจาก (Separation Anxiety Disorder), โรคไม่พูดบางสถานะการณ์ (Selective Mutism Specific Disorder), โรคกลัวแบบเฉพาะเจาะจง (Specific Phobia), โรคกลัวสังคม (Social Anxiety Disorder), โรคแพนิก (Panic Disorder), และ โรควิตกกังวลที่เกิดจากสารเสพติด (Substance Medication-Induced) ผลการวิจัยแนวทางการออกแบบจากจากแนวคิดโรควิตกกังวล ได้พบ องค์ประกอบการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสมกับออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์จากแนวคิดโรควิตกกังวลคือ รูปทรงที่เป็นระนาบ (Forms), เส้นอารมณ์ (Mood lines), ระบบสีเชิงจิตวิทยาสีกับความรู้สึก (Hues and Tones), การจับคู่สี (Color Schemes), รูปแบบตัวอักษร (Fonts) และอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Architypes) ทั้งหมด 6 รูปแบบ จากการวิเคราะห์โรควิตกกังวล 6 ชนิด คือ คือ ผู้ต้องการ (The Needy) จากโรคกลัวการแยกจาก, นักละครใบ้ (The Mime), ผู้เฝ้าระวัง (The Lookout), ผู้ปลีกวิเวท (The Isolator), ผู้กระวนกระวาย (The Anxious), ผู้ครอบงำ …


การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ, ไอริณญา ป๋าเมืองมูล Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ, ไอริณญา ป๋าเมืองมูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุมีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ ขั้นตอนและวิธีดำเนินงานวิจัยโดยการรวบรวมธาตุที่พบในอาหารและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อคัดเลือกในการนำมาเป็นแนวทางการออกแบบเรขศิลป์โดยอ้างอิงจากตารางธาตุของ Dmitri Mendeleyev นำมารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในการสร้างแบรนด์ การตลาดโดยใช้เครื่องมือ Business Model Canvas, SWOT Analysis, Brand Positioning, 4Ps เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับแบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพในตลาดประเทศไทยเพื่อหาในแนวทางการออกแบบที่เหมาะสม จากการสืบค้นบทความ นิตยสาร งานวิจัย ทั้งแบบสื่อสิ่งพิมพ์และแบบดิจิทัล นอกจากนี้ยังได้สอบถามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมาวิเคราะห์โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญในด้านการออกแบบในการประเมินเพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ สรุปผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการสื่อ คือ Choose matter for better หมายถึง การเลือกรับประทานสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพและ การเลือกวัตถุดิบในการนำมาสร้างสรรค์เพื่อเป็น อาหารการกินที่ดีเป็นเรื่องสนุก และอีกทั้งยังช่วยใน เรื่องสุขภาพ เมื่อสุขภาพดีขึ้น ชีวิตก็ดีขึ้น และบุคลิกภาพและอารมณ์ของงานออกแบบ คือ Healthy Cheerful Intellect แนวทางการออกแบบแบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่เหมาะสมคือ Logo ประเภท Name Fill ,ตัวอักษรประเภท Liquid Chrome และการออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบ Illustrated ingredients in punchy palettes


Curatorial Project For Community Gathering Art Exhibitions: “Boundaries, Binds And Beyond”, Jasmeetkaur Thakral Jan 2023

Curatorial Project For Community Gathering Art Exhibitions: “Boundaries, Binds And Beyond”, Jasmeetkaur Thakral

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This independent study aims to explore and examine how community arts and cultural events are shaped by boundaries and binds. Boundaries, drawn by partition and geopolitics, and binds set by religion, economic, elitist (traditionalist/conservative), or social hierarchy, create new subcultures (minorities) in their areas of settlement. Centuries of colonialism and turmoil at borderlines have given birth to dispersed and displaced communities. Diasporic communities, such as the Thai-Indian community, echo the sounds of their past but also constantly strive for inclusivity to enable a sense of cultural belonging in their new home. After cocooning, learning language, food, customs, and traditions, what …


การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาล, วิรชา พยาน้อย Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาล, วิรชา พยาน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาลมีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางในการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาล ขั้นตอนและวิธีดำเนินการวิจัย โดยการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลของกลิ่นจาก Fragrance Wheel ของ Michael Edwards และความต้องการของมนุษย์ที่เหมาะสมกับแนวคิดกฎจักรวาล 12 ข้อ รวมถึงรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด Business Model Canvas, SWOT Analysis, 4Ps Marketing และ Brand Position เทียบกับแบรนด์เครื่องหอมตัวอย่างเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม จากบทความ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม งานวิจัย และสื่ออินเทอร์เน็ต โดยนำข้อมูลจากการวิเคราะห์มาสร้างแบบสอบถามและสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ทำให้ได้ข้อมูลที่นำมาใช้ในการออกแบบต่อไป สรุปผลวิจัยพบว่า สารที่ต้องการจะสื่อ คือ Scent Scenario เพราะกลิ่นนั้นเชื่อมโยงกับความคิดและความทรงจำ และบุคลิกภาพของงานที่เหมาะสม คือ AROMATIC (ดูมีกลิ่นหอม), CHIC (เก๋, เท่, ทันสมัยแบบผู้ดี) และ CHARMING (มีเสน่ห์, ดูน่าหลงใหล) และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม คือ การออกแบบตราสัญลักษณ์แบบ Abstract Logo Mark, ตัวอักษรแบบ Serif และการออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบ Maximalist Design


Curatorial Project For Art Exhibition: “Bootleg Show” By Mrkreme, Nattida Thaewpattha Jan 2023

Curatorial Project For Art Exhibition: “Bootleg Show” By Mrkreme, Nattida Thaewpattha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The "BOOTLEG SHOW" by MRKREME is a curatorial project for an art exhibition that delves into the interplay between mass production, aesthetic values, and originality within the realm of contemporary art toys. Curated with a focus on examining the impact of distortion in art, the exhibition explores the nuances of value formation and how societal influences shape our perception of worth. The first part of this study is an exploration into the concept of art toys through the meanings of the words "art" and "toys" to better understand their roots. It examines the differentiation between a toy and an art …


Curatorial Project For Art Exhibition: "Where Emotions Take Form, Outsider Art By Everyday Individuals", Yiwen Zhu Jan 2023

Curatorial Project For Art Exhibition: "Where Emotions Take Form, Outsider Art By Everyday Individuals", Yiwen Zhu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Where Emotions Take Form: Outsider Art by Everyday Individuals, is an exhibition that celebrates the captivating world of outsider art created by individuals who are not traditionally trained artists but, rather, ordinary people from our everyday lives. This exhibition brings to light the raw, unfiltered expressions of ordinary people, transcending conventional artistic boundaries and offering a glimpse into the richness of human creativity. Outsider art is art made by self-taught or supposedly naïve artists with typically little or no contact with the conventions of the art world. Under this concept, in most cases, when people speak of outsider art, they …


การแปลมุกตลกภาษาจากหนังสือการ์ตูนของ Liz Climo เรื่อง The Lobster Is The Best Medicine, The Little World Of Liz Climo และ Best Bear Ever, เชษฐ์ธิดา ชินพีระเสถียร Jan 2023

การแปลมุกตลกภาษาจากหนังสือการ์ตูนของ Liz Climo เรื่อง The Lobster Is The Best Medicine, The Little World Of Liz Climo และ Best Bear Ever, เชษฐ์ธิดา ชินพีระเสถียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางการแปลมุกตลกจากการเล่นคำและเล่นภาษาในหนังสือการ์ตูนคอมิกสตริปเรื่อง lobster is the best medicine, the little world of liz climo และ best Bear ever ของลิซ คลิโม (Liz Climo) จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ผู้วิจัยได้ศึกษาการถ่ายทอดเนื้อหาของตัวบทการ์ตูนประเภทต่าง ๆ และทฤษฎีการสร้างความขบขันโดยใช้ภาษา เพื่อนำมาประกอบกับแนวทางการวิเคราะห์ตัวบทประเภทสารคดีของคริสติอาเน นอร์ด (Christiane Nord) ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจตัวบทและวางแผนการแปล พร้อมทั้งศึกษาทฤษฎีและแนวทางการแปลต่าง ๆ รวมทั้งประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสื่อความโดยใช้วิธีหลากหลาย (Multimodality) และทฤษฎีการแปลการเล่นคำของเดิร์ก เดอลาบาสติตา (Dirk Delabastita) ได้แก่ การแปลการเล่นคำเป็นการเล่นคำ (pun>pun) การแปลการเล่นคำเป็นวรรณศิลป์ที่สัมพันธ์กัน (pun>related rhetorical device) และการแปลการเล่นคำเป็นคำธรรมดา (pun>non-pun) ในการกำหนดแนวทางการแปล เพื่อรักษาลีลาการเล่นภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้เขียน ในข้อจำกัดเรื่องภาพประกอบ โดยยังถ่ายทอดเนื้อหามุกตลกได้ถูกต้องตามต้นฉบับ และศึกษาทฤษฎีสมมูลภาพ (Equivalence) ของยูจีน ไนดา (Eugene Nida) เพื่อถ่ายทอดความขบขันให้ได้ใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด ผลการศึกษาพบว่าทฤษฎีและแนวทางการแปลต่าง ๆ ข้างต้นนำมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาการแปลได้ และได้บทแปลที่รักษาลีลาการเล่นภาษา ถ่ายทอดเนื้อหาและสร้างผลลัพธ์ได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับ


การแปลคําศัพท์ด้านวัฒนธรรมในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว ของ Ancienttear C. Zanael, ศศินิภา ศรีสุคนธรัตน์ Jan 2023

การแปลคําศัพท์ด้านวัฒนธรรมในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว ของ Ancienttear C. Zanael, ศศินิภา ศรีสุคนธรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มุ่งหาแนวทางในการแปลคำด้านวัฒนธรรมที่ปรากฏในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยใช้กลวิธีการแปลแบบรักษาความแปลกต่างของลอเรนซ์ เวนุติ (Lawrence Venuti) ในการรักษากรอบการแปล ประกอบกับสังเคราะห์กลวิธีการแปลคำทางวัฒนธรรม 12 วิธีของปีเตอร์ นิวมาร์ก (Peter Newmark) และแนวทางการประยุกต์ใช้กลวิธีการแปลคำทางวัฒนธรรมประเภทต่าง ๆ ของสุพรรณี ปิ่นมณีออกมาได้เป็น 7 กลวิธี ได้แก่ 1) ใช้การถอดเสียงหรือคำทับศัพท์ 2) ใช้การเทียบเคียงคำทางวัฒนธรรม 3) ใช้การแปลแบบตรงตัว หรือแปลแบบคำต่อคำ 4) ใช้การละ 5) ใช้เชิงอรรถหรืออธิบายความ 6) ใช้การแปลแบบกว้าง 7) การใช้กลวิธีร่วมกัน ผลการศึกษาพบว่ากลวิธีที่ยกมาทั้ง 7 ประการสามารถนำมาใช้ในการแปลตัวบทได้ทั้งหมด โดยใช้กลวิธีการแปลแบบตรงตัวมากที่สุด 14 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 35 ของจำนวนทั้งหมด และใช้กลวิธีการแปลแบบละน้อยที่สุด 1 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 2 ของจำนวนทั้งหมด ทั้งนี้ผู้วิจัยพบปัญหาในด้านข้อจำกัดของพื้นที่ เมื่อนำข้อความบรรจุลงในกรอบคำพูด บางประโยคมีความยาวมากเนื่องจากต้องเก็บความหมายจากภาษาต้นทางให้ครบถ้วนทำให้ไม่สามารถบรรจุลงในกรอบได้พอดี จึงต้องอาศัยการปรับขนาดตัวอักษรและจัดย่อหน้าใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตัวบท


การแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell, ศรัณยา บริสุทธิ์สวัสดิ์ Jan 2023

การแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell, ศรัณยา บริสุทธิ์สวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการแปลภาษาวัยรุ่น เพื่อแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่าการใช้ภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเป็นเจตนาของผู้ประพันธ์ให้ภาษาสื่อความหมายทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ ผู้วิจัยจึงศึกษาทฤษฎีการแปลของ Ernst-August Gutt ที่ประยุกต์มาจากทฤษฎีความเกี่ยวเนื่องมาแก้ปัญหาในการแปล เนื่องจากเป็นทฤษฎีที่พัฒนามาจากแนวคิดวัจนปฏิบัติศาสตร์ จึงน่าจะเหมาะสมกับการแปลภาษาวัยรุ่น นอกจากนั้นผู้วิจัยได้ศึกษากลวิธีการแปลภาษาวัยรุ่นเพิ่มเติมจากงานวิจัยที่ผ่านมารวมถึงแนวคิดการแปลภาษาวัยรุ่นในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการแปลภาษาสแลงที่เป็นลักษณะโดดเด่นของภาษาวัยรุ่น เพื่อเป็นแนวทางในการแปลให้บทแปลบรรลุสามารถเป้าหมายในการสื่อความหมายและสร้างอรรถรสจากการใช้ภาษาวัยรุ่นให้แก่ผู้อ่านภาษาฉบับแปลได้เทียบเท่ากับผู้อ่านภาษาต้นฉบับ ผลการวิจัยพบว่า ทฤษฎีการแปลของ Gutt ช่วยผู้วิจัยในการตัดสินใจเลือกกลวิธีการแปลที่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี โดยกลวิธีที่ใช้ในการแปลตัวบทคัดสรรแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มกลวิธีการแปลภาษาที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ประกอบด้วย 7 กลวิธี ได้แก่ การแปลโดยการใช้คำที่ใช้ในวัฒนธรรมปลายทาง การแปลโดยการใช้คำที่เท่าเทียมกัน การแปลด้วยคำที่มีความหมายเป็นกลาง การแปลโดยถอดความด้วยคำที่มีความเชื่อมโยงกับต้นฉบับ การแปลโดยการถอดความด้วยคำที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับต้นฉบับ การแปลเป็นคำที่ไม่มาตรฐาน และ การแปลด้วยการทับศัพท์ 2) กลุ่มกลวิธีการแปลโวหารภาพพจน์ ประกอบด้วย 3 กลวิธี ได้แก่ การแปลตรงตัว การแปลแบบตรงตัวและตีความ และ การแปลด้วยโวหารเทียบเคียง 3) กลุ่มกลวิธีการแปลการเล่นคำ ประกอบด้วย 1 กลวิธี ได้แก่ การแปลการเล่นคำในภาษาต้นทางเป็นการเล่นคำในภาษาปลายทาง


In The Name Of The People: From Thai-Style Democracy To Thailism Democracy, Qiang Zhang Jan 2023

In The Name Of The People: From Thai-Style Democracy To Thailism Democracy, Qiang Zhang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Existing studies have often situated Thailand within the context of the global middle class's retreat from democracy to understand democratization in Thailand. However, this approach fails to account adequately for the oscillating behavior of the Thai middle class between support for and opposition to democracy. This study argues that analyses of democratization benchmarked against Western democracy have long ignored changes in power structures and ideological discourses within Thailand's conservative forces. Therefore, this study undertakes a longitudinal analysis of Thai-style democracy, which has featured an anti-democratic face since 1932. By analyzing the discourses of conservative forces in three different historical periods—1932-1957, …


วรรณกรรมในนิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7: แนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงและบทบาททางสังคม, จุฑาคภัสติ์ รัตนพันธ์ Jan 2023

วรรณกรรมในนิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7: แนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงและบทบาททางสังคม, จุฑาคภัสติ์ รัตนพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาวรรณกรรมในนิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7 ในแง่ของประเภทวรรณกรรม แนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิง และบทบาททางสังคม โดยใช้นิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7 รวม 7 ชื่อฉบับเป็นข้อมูลในการศึกษา ได้แก่ ราชินีบำรุง สตรีไทย นารีเขษม นารีนิเทศ นารีนาถ สุภาพนารี และ เนตร์นารีผลการศึกษาพบว่า นิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7 มีการตีพิมพ์วรรณกรรม 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก งานเขียนที่ได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมตะวันตก ประกอบด้วยบทความ เรื่องสั้นและนวนิยาย กวีนิพนธ์สมัยใหม่ และบทละครพูด กลุ่มต่อมาเป็นงานเขียนที่สืบทอดขนบวรรณกรรมโบราณ ประกอบด้วยวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติ วรรณกรรมคำสอน วรรณกรรมนิทาน นิราศ และวรรณกรรมโศกาลัย และ กลุ่มสุดท้ายเป็นงานเขียนที่เป็นวรรณกรรมเก่า ประกอบด้วยวรรณกรรมโบราณที่ยังไม่เคยตีพิมพ์ และวรรณกรรรมในรัชสมัยใกล้เคียงที่เคยตีพิมพ์แล้ว วรรณกรรมเหล่านี้มุ่งเสนอแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง 3 แนวคิด ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นผู้หญิง แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิของผู้หญิง และแนวคิดเกี่ยวกับปัญหาของผู้หญิง แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความเป็นผู้หญิงดังกล่าวมานำเสนอผ่านกลวิธีการประพันธ์ต่าง ๆ กล่าวคือ กลุ่มวรรณกรรมร้อยกรอง มีกลวิธีการนำเสนอแนวคิดความเป็นผู้หญิง 5 กลวิธี ได้แก่ การสรรคำและการเล่นคำ การใช้ภาพพจน์และสัญลักษณ์ การใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ การใช้ลีลาเสียดสี และการเลือกเรื่องหรือตอนที่แสดงความเป็นผู้หญิงจากนิทานนิยาย กลุ่มบทความ มีกลวิธีการนำเสนอแนวคิดความเป็นหญิง 7 กลวิธี ได้แก่ การเรียบเรียงเนื้อความ การตั้งประเด็นโต้แย้ง การใช้แนวเทียบ การยกตัวอย่าง การสมมติสถานการณ์ การใช้ภาพพจน์และสัญลักษณ์ และการใช้ลีลาเสียดสี กลุ่มเรื่องสั้นและนวนิยาย มีกลวิธีการนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงผ่านองค์ประกอบของวรรณกรรมประเภทดังกล่าว 4 กลวิธี ได้แก่ การสร้างโครงเรื่องที่เน้นปมขัดแย้งเกี่ยวกับผู้หญิง การสร้างตัวละครให้เป็นตัวแทนของผู้หญิงและผู้ชายในสังคม การสร้างบทสนทนาให้ตัวละครพูดแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิง และการใช้มุมมองของผู้เล่าเรื่องที่มีผลต่อการเสนอแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิง และ กลุ่มบทละครพูด มีกลวิธีนำเสนอความเป็นหญิง 3 กลวิธี ได้แก่ การสร้างโครงเรื่องที่เน้นปมขัดแย้งเกี่ยวกับผู้หญิง การสร้างตัวละครให้เป็นตัวแทนของผู้หญิงและและผู้ชายในสังคม และการสร้างบทสนทนาเพื่อถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิง ในด้านบทบาททางสังคมของวรรณกรรมในนิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7 พบว่าวรรณกรรมกลุ่มดังกล่าวมีบทบาททางสังคมที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ บทบาทในการให้ความรู้แก่ผู้หญิง ทั้งความรู้ดั้งเดิมที่สืบทอดมาแต่โบราณและความรู้วิทยาการสมัยใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก บทบาทในการส่งเสริมสถานภาพผู้หญิง …


สงครามโลกครั้งที่ 1 ในวรรณกรรมไทยสมัยรัชกาลที่ 6 :แนวคิด กลวิธีการประพันธ์ และบทบาททางการเมือง, ชนะพล ปานสมบัติ Jan 2023

สงครามโลกครั้งที่ 1 ในวรรณกรรมไทยสมัยรัชกาลที่ 6 :แนวคิด กลวิธีการประพันธ์ และบทบาททางการเมือง, ชนะพล ปานสมบัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาแนวคิด กลวิธีการประพันธ์ และบทบาททางการเมืองของวรรณกรรมไทยสมัยรัชกาลที่ 6 ที่มีเนื้อหาหรือมีประวัติการประพันธ์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 จำนวน 227 เรื่อง ที่พิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ วารสาร และนิตยสารฉบับต่าง ๆ ในสมัยนั้น โดยศึกษาร่วมกับบริบทสงครามโลกครั้งที่ 1 และบริบททางสังคมและการเมืองไทยในสมัยรัชกาลที่ 6ผลการศึกษาพบว่า สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2457-2461 (ค.ศ. 1914-1918) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างวรรณกรรมไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 ทั้งวรรณกรรมตามขนบและวรรณกรรมสมัยใหม่ ผู้ประพันธ์ได้นำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวกับสงครามให้สอดคล้องกับขนบหรือลักษณะเด่นของวรรณกรรมแต่ละประเภท วรรณกรรมเหล่านี้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งส่วนมากเป็นแนวคิดสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตรและเสนอให้สยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 กับฝ่ายสัมพันธมิตร นอกจากนี้ ยังนำแนวคิดเรื่องอื่น ๆ ผ่านเนื้อหาเกี่ยวกับสงคราม ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ แนวคิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ แนวคิดเรื่องความ “ซิวิไลซ์” แนวคิดเรื่องความเป็นไทย และแนวคิดเกี่ยวกับการประพฤติธรรม แนวคิดดังกล่าวมุ่งเสนอให้คนไทยเตรียมพร้อมป้องกันชาติจากภัยสงคราม จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และปฏิบัติตามหลักธรรมทางพุทธศาสนา ผู้ประพันธ์นำเสนอแนวคิดต่าง ๆ โดยใช้กลวิธีการประพันธ์ที่เหมาะสมกับวรรณกรรมแต่ละประเภท กล่าวคือในงานเขียนประเภทสารคดีใช้การบรรยายเหตุการณ์ การเปรียบเทียบ การแสดงเหตุผล การใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ และการเสียดสีเป็นกลวิธีสำคัญในการนำเสนอแนวคิด ส่วนในงานเขียนประเภทบันเทิงคดีใช้การผูกเรื่องโดยอิงกับเหตุการณ์สงคราม การสร้างตัวละครจากลักษณะของคู่สงครามตามมุมมองของผู้ประพันธ์ และการสร้างฉากโดยอิงกับสมรภูมิสงครามเป็นกลวิธีสำคัญในการนำเสนอแนวคิด นอกจากนี้ ผู้ประพันธ์ยังใช้การยกตัวอย่าง การอ้างถึง และการใช้ภาพพจน์เป็นกลวิธีในการนำเสนอแนวคิดทั้งในสารคดีและบันเทิงคดี เนื้อหาและแนวคิดที่นำเสนอผ่านกลวิธีทางวรรณศิลป์ในวรรณกรรมสมัยรัชสมัยที่ 6 ที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้วรรณกรรมเหล่านี้ไม่เพียงมีบทบาทในการสร้างความรับรู้เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นต่าง ๆ ทางการเมืองและโน้มน้าวให้ประชาชนปฏิบัติตามพระบรมราโชบายด้านการปกครองของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 1 และเรื่องอื่น ๆ บทบาทเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความหลากหลายและความแตกต่างทางความคิดที่เกิดขึ้นในสังคมไทยสมัยรัชกาลที่ 6 อย่างชัดเจน


โฮล์มส์ แอนด์ มอริอาริตี: การตั้งคำถามกับขนบด้านเพศสถานะของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวน, กนกวรรณ วิเชียรศรี Jan 2023

โฮล์มส์ แอนด์ มอริอาริตี: การตั้งคำถามกับขนบด้านเพศสถานะของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวน, กนกวรรณ วิเชียรศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตั้งคำถามกับขนบด้านเพศสถานะของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวนผ่านการนำเสนอตัวละครนักสืบชายในอาชญนิยาย ชุด โฮล์มส์ แอนด์ มอริอาริตี (Holmes & Moriarity) ของจอช แลนยอน (Josh Lanyon, 2009-2018) ประกอบด้วยอาชญนิยายทั้งหมด 4 เล่ม ได้แก่ ซัมบอดี คิลด์ ฮิส เอดิเตอร์ (Somebody Killed His Editor, 2009), ออล ชี โรต (All She Wrote, 2010), เดอะ บอย วิธ เดอะ เพนฟูล แทตทู (The Boy with the Painful Tattoo, 2014), และ อิน ออเธอร์ เวิร์ดส์...เมอร์เดอร์ (In Other Words...Murder, 2018)จากการศึกษาพบว่าแนวคิดด้านเพศสถานะและบรรทัดฐานรักต่างเพศมีอิทธิพลต่อขนบการนำเสนอของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวนเป็นอย่างมาก ตัวบทคัดสรรตั้งคำถามกับขนบด้านเพศสถานะและอคติทางเพศในบันเทิงคดีแนวสืบสวนยุคแรกด้วยการนำเสนอนักสืบชายที่ไม่จำเป็นต้องเป็นวีรบุรษและมีภาพลักษณ์ความเป็นชายตามอุดมคติของสังคมแต่ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักสืบได้ ตัวบทคัดสรรนำเสนอตัวละครนักสืบชายผ่านบทบาทการตกเป็นเหยื่อและเป็นผู้ต้องสงสัย ตัวละครนักสืบยังสามารถเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศและคบหาดูใจกับคู่รักเพศเดียวกันไปพร้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักสืบได้ด้วย บทบาทและภาพลักษณ์ของตัวละครนักสืบชายที่หลากหลายสะท้อนให้เห็นพัฒนาการของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวนร่วมสมัยที่ตัวละครนักสืบชายถูกนำเสนอให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น นักสืบไม่จำเป็นต้องเข้มแข็ง แต่สามารถเปิดเผยอารมณ์ความรู้สึกที่อ่อนไหวและอ่อนแอได้อย่างไรก็ดี แม้ตัวบทคัดสรรจะพยายามนำเสนอตัวละครนักสืบชายที่ปฏิเสธการอยู่ภายใต้ค่านิยมของสังคมกระแสหลัก แต่นักสืบชายที่เลือกสร้างครอบครัวคู่รักเพศเดียวกันด้วยการแต่งงานและการอุปการะบุตรไม่อาจก้าวพ้นจากบรรทัดฐานรักต่างเพศและค่านิยมของสังคมกระแสหลักได้อย่างเด็ดขาด ท้ายที่สุดแล้วอาชญนิยาย ชุด โฮล์มส์ แอนด์ มอริอาริตี จึงสูญเสียโอกาสที่จะตอบโต้ค่านิยมแบบรักต่างเพศไป การนำเสนอดังกล่าวจึงเป็นการหวนคืนสู่บรรทัดฐานรักต่างเพศ เพราะสังคมยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวในอุดมคติดังเดิม


ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2480-2490:ประวัติศาสตร์ทวนกระแส, บุญพิสิฐ ศรีหงส์ Jan 2023

ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2480-2490:ประวัติศาสตร์ทวนกระแส, บุญพิสิฐ ศรีหงส์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหัวข้อที่สนใจศึกษาวิเคราะห์กันมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 2490 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งนิยมวางกรอบเวลาการศึกษาที่ พ.ศ. 2482-2488 (จุดเริ่มที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป) หรือ พ.ศ. 2484-2488 (จุดเริ่มที่สงครามมหาเอเชียบรูพา) กรอบเวลาเช่นนี้ทำให้เกิดคำอธิบายว่าจุดกำเนิดความขัดแย้งของสงครามเกิดขึ้นในทวีปยุโรปก่อนแล้วจึงส่งผลเกี่ยวเนื่องไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก หรืออธิบายว่าญี่ปุ่นซึ่งถูกครอบงำโดยรัฐบาลทหารและลัทธิชาตินิยมรุนแรงเป็นผู้ก่อสงครามในเอเชีย ส่วนไทยนั้นก็เข้าร่วมสงครามตามแนวทางของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นผู้นำเผด็จการทั้งก่อนและขณะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นในยุโรปและเอเชียวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้ทวนกระแสประวัติศาสตร์ โดยขยายกรอบเวลาการศึกษาบริบทการเมืองโลก พลวัตรความสัมพันธ์ระหว่างประเทศภายในและภายนอกภูมิภาค รวมทั้งสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่มีอิทธิพลต่อนโยบายและการตัดสินใจของผู้นำในการพาประเทศเข้าร่วมสงครามไปเป็น พ.ศ. 2480-2490 เป็นการศึกษามูลเหตุและผลของสงครามในมิติที่กว้างกว่าการรบด้วยกำลังทหาร โดยศึกษาผ่านหลักฐานประวัติศาสตร์ชั้นต้นและสิ่งพิมพ์ร่วมสมัย นำมาร่วมกันวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ในมุมที่ต่างไปจากเดิมจากการทวนกระแสประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้ข้อสรุปว่า ประเทศไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างมีกระบวนการ รับรู้ คาดการณ์ เตรียมการป้องกันประเทศ ศึกษาสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งผลที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย การเตรียมการต่างๆ นี้เป็นกระบวนการที่มีมาก่อนการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป และก่อนรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม และพบว่าความต้องการอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ ได้แก่ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส ซึ่งต่างมุ่งป้องกันผลประโยชน์ของตนในภูมิภาคนี้ เป็นสาเหตุร่วมให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงและขยายตัวเกิดเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นในภูมิภาคนี้


จากมิตรภาพสู่ความรัก: การศึกษาความปรารถนาระหว่างชายกับชายใน ปรมาจารย์ลัทธิมาร ของ โม่เซียงถงซิ่ว, เมธาวี สิมมา Jan 2023

จากมิตรภาพสู่ความรัก: การศึกษาความปรารถนาระหว่างชายกับชายใน ปรมาจารย์ลัทธิมาร ของ โม่เซียงถงซิ่ว, เมธาวี สิมมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความปรารถนาระหว่างชายกับชายในนวนิยายเรื่องปรมาจารย์ลัทธิมาร ของ โม่เซียงถงซิ่ว ร่วมกับการศึกษาบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับตัวบทคัดสรร จากการศึกษาพบว่า ปรมาจารย์ลัทธิมาร กล่าวถึงการดำรงอยู่ร่วมกันของกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรที่ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาเต๋า ขงจื่อ และพุทธนำมาสู่การประกอบสร้างความเป็นชายในอุดมคติผ่านความแข็งแกร่งทางกายและความเข้มแข็งทางจิตใจ โดยวิถีปฏิบัติของกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสอดคล้องกับค่านิยมของสังคมปิตาธิปไตยที่ยึดถือบรรทัดฐานรักต่างเพศ อย่างไรก็ดี การรวมกลุ่มของสังคมชายล้วนเปิดโอกาสให้ชายกับชายช่วยเหลือเกื้อกูลและสานสัมพันธ์อันลึกซึ้งด้วยมิตรภาพลูกผู้ชายได้ สังคมชายเป็นใหญ่ที่ตั้งใจผลิตสร้างความเป็นชายในอุดมคติจึงผลิตสร้างชายรักชายซึ่งตรงข้ามกับความเป็นชายที่พึงปรารถนาขึ้นพร้อมกัน การไม่ได้รับการยอมรับจึงทำให้ชายรักชายต้องแสวงหาช่องทางการแสดงความปรารถนาทางเพศในสังคมปิตาธิปไตยที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด โม่เซียงถงซิ่วใช้องค์ประกอบแฟนตาซี ได้แก่ การกลับชาติมาเกิด การใช้เวทมนตร์คาถา และของวิเศษ เพื่อนำเสนอความสัมพันธ์แบบชายรักชายและเป็นกลวิธีต่อรองกับกฎ ตัวบทยังแฝงการวิพากษ์ความรุนแรงของบรรทัดฐานรักต่างเพศที่สร้างขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมด้วย อย่างไรก็ตาม ปรมาจารย์ลัทธิมาร เขียนขึ้นในสังคมและวัฒนธรรมที่ความสัมพันธ์แบบชายรักชายยังไม่เป็นที่ยอมรับจึงยังทิ้งร่องรอยของอคติที่มีต่อชายรักชาย การต่อรองจึงไม่อาจกระทำได้อย่างเสรีและยังต้องอยู่ภายใต้กรอบบรรทัดฐานที่สังคมมองว่าดีงาม


ภาพตัวแทนของเจ้านายไทยในประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายสมัยรัตนโกสินทร์, จิรเมธ คูไพริน Jan 2023

ภาพตัวแทนของเจ้านายไทยในประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายสมัยรัตนโกสินทร์, จิรเมธ คูไพริน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาภาพตัวแทนของเจ้านายไทยในประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงรัชกาลปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพตัวแทนของเจ้านายไทย และกลวิธีทางวรรณศิลป์ในการนำเสนอภาพตัวแทนดังกล่าว รวมทั้งปัจจัยทางการเมืองและสังคมที่สัมพันธ์กับการนำเสนอภาพตัวแทนข้างต้น ข้อมูลที่ใช้ศึกษามาจากหนังสือ จดหมายเหตุเรื่องทรงตั้งพระบรมวงศานุวงศ์กรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 1-2 และประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายในราชกิจจานุเบกษา รวมทั้งสิ้น 301 องค์การศึกษาพบว่า ภาพตัวแทนสำคัญของเจ้านายไทยมี 2 ภาพ ได้แก่ (1) ภาพตัวแทนผู้ทรงกอปรด้วยพระคุณสมบัติและพระคุณลักษณะแห่งขัตติยวงศ์ ประกอบไปด้วยคุณสมบัติด้านพระชาติวุฒิ พระวัยวุฒิ และพระคุณวุฒิ และคุณลักษณะด้านความจงรักภักดีความเป็นที่รักและเคารพในหมู่พระราชวงศ์ และความมีพระอัธยาศัยดีและพระจริยวัตรงาม และ (2) ภาพตัวแทนผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ ประกอบไปด้วยภาพตัวแทนผู้ทรงวางรากฐานความเจริญและความทันสมัยให้แก่ชาติบ้านเมือง ผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจต่อองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน รวมทั้งผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจต่าง ๆ ด้วยพระปรีชาสามารถ พระวิริยอุตสาหะและความเสียสละเพื่อชาติและประชาชน ภาพตัวแทนดังกล่าวพบแตกต่างกันตามพระอิสริยยศของเจ้านายและวาระของการเฉลิมพระยศโดยมีทั้งลักษณะที่สืบเนื่องและมีพลวัตสัมพันธ์กับบริบททางประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัยด้านกลวิธีทางวรรณศิลป์ในการนำเสนอภาพตัวแทน การศึกษาพบว่ามี 2 ประการสำคัญ ได้แก่ (1) กลวิธีการเล่าเรื่อง ประกอบด้วยการเรียบเรียงเหตุการณ์ตามลำดับเวลา การคัดสรรเฉพาะเหตุการณ์บางตอนมานำเสนอ และการใช้ผู้เล่าเรื่องแบบรู้แจ้ง กลวิธีข้างต้นทำให้มีการนำเสนอภาพตัวแทนอันหลากหลาย และสอดคล้องกับวรรณกรรมชีวประวัติและวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติที่ประพันธ์ร่วมสมัยกัน และ (2) กลวิธีการใช้ภาษา ประกอบด้วยการใช้คำประดับ การใช้คำอย่างมีสัมผัส การใช้ศัพท์บาลีสันสกฤต และการซ้ำคำและความ กลวิธีดังกล่าวพบมากน้อยตามยุคสมัยและความคลี่คลายของการประพันธ์วรรณกรรมไทย กลวิธีนี้สอดคล้องกับทำนองเขียนแบบใช้ภาษาสูงและคำประพันธ์แบบกึ่งร้อยแก้วร้อยกรอง ซึ่งเอื้อต่อการนำเสนอภาพตัวแทนของเจ้านาย และยกสถานะของตัวบทให้ศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง ทั้งยังสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการเผยแพร่ประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายด้วยในด้านปัจจัยทางการเมืองและสังคมที่สัมพันธ์กับการนำเสนอภาพตัวแทน การศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ เวลา และสตรี รวมทั้งสถานการณ์ทางการเมืองในแต่ละยุค ส่งผลให้ภาพตัวแทนของเจ้านายบางภาพมีลักษณะที่สืบเนื่อง ได้แก่ ภาพตัวแทนผู้ทรงมีพระชาติวุฒิสูงและพระวัยวุฒิอันเหมาะสม และภาพตัวแทนอันแสดงพระคุณลักษณะต่าง ๆ ภาพตัวแทนที่มีรายละเอียดเปลี่ยนไปคือ ผู้ทรงมีพระคุณวุฒิอันเพียบพร้อมเหมาะสม ส่วนภาพตัวแทนที่มีพลวัตโดดเด่นคือผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ จากเดิมที่เน้นว่าเจ้านายทรงวางรากฐานความเจริญและความทันสมัยให้แก่บ้านเมือง เปลี่ยนมาเป็นผู้ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน นอกจากนี้ ยังพบว่าภาพตัวแทนของเจ้านายฝ่ายในผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจดังกล่าวด้วยพระวิริยอุตสาหะและความเสียสละเป็นภาพที่ปรากฏมากเป็นพิเศษในปัจจุบัน สอดคล้องกับข้อจำกัดทางการเมือง สถานการณ์ในพระราชวงศ์ และพระราชปณิธานแห่งรัชสมัย


แนวคิดอภัยวิถีของฌาคส์ แดร์ริดา, พิรุณ จิระวิบูลย์รัตน์ Jan 2023

แนวคิดอภัยวิถีของฌาคส์ แดร์ริดา, พิรุณ จิระวิบูลย์รัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทะเลาะเบาะแว้งไม่ลงรอยกันเป็นเรื่องธรรมชาติ จนในบางครั้งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกัน และได้สร้างบาดแผลพร้อมกับเรื่องราวที่ยากต่อการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ให้กลับมาดังเดิม อภัยวิถีจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการเพื่อสร้างความสมานฉันท์ รื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่เคยแตกร้าวไปแล้วนั้นให้เสมือนกับความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นนั้นมลายหายสิ้นไป ฌาคส์ แดร์ริดา นำเสนอแนวคิดของอภัยวิถีภายใต้คำถามทางจริยศาสตร์และการเมือง โดยตั้งคำถามสำคัญถึงความเป็นไปได้ของอภัยวิถี อภัยวิถีสามารถเป็นไปได้อย่างไร ? ในบริบททางการเมือง โดยการเข้าไปสำรวจกระบวนทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับอภัยวิถีโดยเฉพาะมโนทัศน์ที่เกิดจากแนวคิดของคริสต์ศาสนา อันเป็นรากฐานความเข้าใจของโลกตะวันตกที่ครอบงำในบริบทการเมืองโลกในศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบัน แดร์ริดา ได้นำเสนอแนวคิดซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในเรื่องอภัยวิถี คือ อภัยวิถีให้อภัยในสิ่งที่ไม่สามารถให้อภัยได้ โดยรากฐานความเข้าใจดังกล่าวนำมาสู่การให้อภัยในความหมายของการให้โดยปราศจากเงื่อนไข การให้อภัยจึงเป็นการกระทำที่ไม่สามารถคิดคำนวณมูลค่าได้ อภัยวิถีจึงไม่ใช่การแลกเปลี่ยนเพื่อลบล้างความผิด ในทางกลับกันอภัยวิถีเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ให้ไปในทิศทางที่เหนือกว่าเดิม เมื่ออภัยวิถีปราศจากเงื่อนไข การให้อภัยโดยตัวเองจึงเป็นข้อยกเว้นที่เกิดขึ้นเหนือกฎหมาย การชดใช้ และการลงโทษ แต่มิใช่ว่าอภัยวิถีจะเป็นกระบวนการที่ขัดต่อกฎหมายและทำลายความยุติธรรม แดร์ริดานำเสนอการกระทำของ คณะกรรมการแสวงหาความจริงและสมานฉันท์ (Truth and Reconciliation Commission) ในประเทศแอฟริกาใต้ ที่สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้เกิดการให้อภัยให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง


ความเป็นอีสานในเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์ในวารสารชายคาเรื่องสั้น, นีนนิมมาน ยอดเมือง Jan 2023

ความเป็นอีสานในเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์ในวารสารชายคาเรื่องสั้น, นีนนิมมาน ยอดเมือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นอีสานในเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์ในวารสาร ชายคาเรื่องสั้น ตั้งแต่ พ.ศ. 2553 – 2564 จำนวน 45 เรื่อง และกลวิธีการประพันธ์ในการนำเสนอความเป็นอีสานในเรื่องสั้นดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่าเรื่องสั้นในวารสาร ชายคาเรื่องสั้น นำเสนอความเป็นอีสาน 3 ประการ ได้แก่ ความเป็นอีสานในฐานะผู้มีสำนึกในรากเหง้าและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งนำเสนอผ่านเนื้อหาว่าด้วยความผูกพันกับวิถีชีวิตชนบท ความภูมิใจในเผ่าพันธุ์ และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของคนอีสาน ประการต่อมาคือความเป็นอีสานในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาและทุนนิยม ซึ่งนำเสนอว่าคนอีสานคือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา คนอีสานเป็นคนพลัดถิ่นที่แปลกแยกจากสังคมใหม่ และคนอีสานมักถูกรัฐเอาเปรียบข่มเหง ประการสุดท้ายคือความเป็นอีสานในฐานะผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง ซึ่งนำเสนอผ่านเนื้อหาที่แสดงว่าคนอีสานคือ “คนอื่น” จากความเป็นไทย คนอีสานถูกตีตราทางการเมือง และคนอีสานเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางการเมืองเนื่องจากเป็นผู้มีส่วนร่วมทางการเมือง ในด้านการกลวิธีการประพันธ์เพื่อนำเสนอความเป็นอีสาน ผู้เขียนเรื่องสั้นในชายคาเรื่องสั้นใช้กลวิธีอันหลากหลาย ได้แก่ การใช้รูปแบบการประพันธ์ ทั้งรูปแบบนิทาน รูปแบบบทละคร รูปแบบบทความวิชาการ และรูปแบบสารคดีชีวประวัติ เพื่อเน้นย้ำความเป็นอีสานในมิติต่าง ๆ นอกจากนี้ กลวิธีการสร้างตัวละครชาวอีสาน การใช้ฉากท้องถิ่นอีสาน รวมทั้งการใช้ภาษาถิ่นอีสาน และการอ้างถึงวรรณคดีลาว-อีสาน ก็เป็นกลวิธีสำคัญในการนำเสนอความเป็นอีสานในวารสาร ชายคาเรื่องสั้น ที่ช่วยเน้นย้ำความเป็นอีสานที่ยังคงยึดมั่นในรากฐานทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดให้เห็นพลวัตและลักษณะเชิงวิพากษ์ ความเป็นอีสานที่ซับซ้อนดังกล่าวเป็นผลมาจากจุดยืนของวารสาร ชายคาเรื่องสั้น ซึ่งเป็นชุมชนและพื้นที่ทางวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองและแนวคิดภูมิภาคนิยมในอีสาน


Enhancing Homestay Tourism In Thailand: Insights From Young Chinese Tourists, Yijing Chen Jan 2023

Enhancing Homestay Tourism In Thailand: Insights From Young Chinese Tourists, Yijing Chen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Tourism plays a vital role in Thailand’s economy, especially in the aftermath of COVID-19, which led the Tourism Authority of Thailand (TAT) to implement strategies to increase foreign visits. This study examines homestay tourism, known for its community engagement and cultural immersion, focusing on its attractiveness to young Chinese tourists seeking serene experiences in the post-pandemic era. Employing both quantitative and qualitative methodologies, the research evaluates the demographic profiles, behaviors, motivations, and satisfaction levels of young Chinese tourists in Thai homestays, primarily through descriptive analysis. Findings show that security and hospitality are the top factors influencing these tourists’ decisions to …


รูปแบบภาษาแสดงอัตลักษณ์: กรณีภาษากะเทยที่ปรากฏในสื่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น, ทศวรรษ ตันชัยสวัสดิ์ Jan 2023

รูปแบบภาษาแสดงอัตลักษณ์: กรณีภาษากะเทยที่ปรากฏในสื่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น, ทศวรรษ ตันชัยสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาษากะเทย (おネエことば) ที่ปรากฏในสื่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นหรือ “มังงะ” และรวบรวมทำเป็นฐานข้อมูล ผู้วิจัยศึกษาภาษากะเทยจากมังงะที่มีตัวละครกะเทยปรากฏและพูดด้วยภาษากะเทยจำนวน 48 ตัวละคร รวมจำนวนประโยคตัวอย่างทั้งหมด 886 ตัวอย่าง มาทำการวิเคราะห์การแสดงอัตลักษณ์โดยวิเคราะห์ใน 4 ประเด็นดังนี้ 1) การใช้สรรพนามของตัวละคร 2) ส่วนลงท้ายประโยค 3) คำไพเราะ (美化語) 4) คำศัพท์ที่แสดงความเป็นภาษากะเทย และเสริมประเด็นการวิเคราะห์อื่นที่ตัวผู้วิจัยสนใจอีก 2 ประเด็นได้แก่ 1) การใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมายวรรคตอน และอีโมจิ 2) รูปเขียนฮิรางานะ คาตากานะ และคันจิ นอกจากนี้ก็ยังสอดแทรกการเปรียบเทียบความแตกต่างของการแสดงอัตลักษณ์โดยแยกประเภทมังงะตามกลุ่มผู้อ่านของเรื่องผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมภาษากะเทยในภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ใช้ภาษาผู้หญิงเป็นพื้นฐานแล้วเพิ่มเติมลักษณะพิเศษบางอย่างลงไปทำให้เกิดความแตกต่างจากภาษาผู้หญิงทั่วไป การแสดงอัตลักษณ์มีความโน้มเอียงไปทางภาษาผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ จึงนำเสนอความเป็นผู้หญิงผ่านสรรพนาม ส่วนลงท้ายประโยค คำไพเราะ คำศัพท์ การใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมายวรรคตอนและอีโมจิ อย่างไรก็ตามก็มีการแฝงความแข็งกร้าวโน้มเอียงไปทางผู้ชายในรูปแบบภาษาเหล่านี้ด้วย ทั้งนี้ ในกรณีรูปเขียนค้นพบว่ามีความโน้มเอียงไปทางผู้ชายผ่านการใช้คาตากานะและคันจิ ทำให้ภาษากะเทยมีลักษณะการแสดงอัตลักษณ์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองเพศ สำหรับการศึกษาความแตกต่างแยกตามกลุ่มผู้อ่านของเรื่องพบว่าภาษากะเทยในมังงะเด็กผู้ชายและมังงะเด็กผู้หญิงไม่ค่อยมีความแตกต่างกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแสดงอัตลักษณ์ของภาษากะเทยที่มีแบบแผนที่ชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามเพศของผู้อ่าน


Human Right Protection Of Stateless Children In Thailand: A Study Of Laws And Policies, Huiwen Fu Jan 2023

Human Right Protection Of Stateless Children In Thailand: A Study Of Laws And Policies, Huiwen Fu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The issue of stateless children is a long-standing social problem in Thailand. Before the 21st century, Thailand's treatment of stateless children had gone through several reforms, and these shifts were reflected in Thai law and policy. After the 2000s, stateless children gradually came into the limelight, and the plight of stateless children received attention both within Thailand and internationally. This research studies Thailand's laws and policies on the protection of stateless children. It compares Thailand's laws and policies on stateless children in the 1980s, 1990s, and 2000s and analyzes the domestic and international factors that contributed to the improvement of …


สงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะและกามันทกียนีติสาระ, หทัยรัตน์ บุญกอง Jan 2023

สงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะและกามันทกียนีติสาระ, หทัยรัตน์ บุญกอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาเรื่องสงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์และคัมภีร์กามันทกียนีติสาระเพื่อเปรียบเทียบสารัตถะพัฒนาการและความสัมพันธ์ของทั้งสองคัมภีร์ โดยแบ่งออกเป็น 6 ประเด็น ได้แก่ (1) สงคราม (2) ปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณายาตราทัพ (3) การสร้างค่ายหอรบ (4) การจัดกระบวนทัพ (5) การตอบโต้ และ (6) การต่อสู้ด้วยกลลวงผลการศึกษาพบว่า คัมภีร์อรรถศาสตร์เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ทางนีติศาสตร์จากคณาจารย์ยุคก่อน และนำเสนอในมุมมองของตนเอง ส่วนคัมภีร์กามันทกียนีติสาระได้นำเสนอองค์ความรู้อ้างอิงคัมภีร์อรรถศาสตร์ เป็นการสืบทอดองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องหลายศตวรรษ นอกจากนี้ประเด็นสำคัญที่ผู้วิจัยค้นพบคือ คัมภีร์กามันทกียนีติสาระมิใช่เป็นการนำคัมภีร์อรรถศาสตร์มาแต่งเป็นร้อยกรองเท่านั้น แต่เป็นการประมวลองค์ความรู้ทางนีติศาสตร์จากคณาจารย์ในยุคก่อนเช่นเดียวกับคัมภีร์อรรถศาสตร์ โดยมีเกาฏิลยะเป็นหนึ่งในคณาจารย์นั้น และได้มีการพัฒนาสร้างสรรค์องค์ความรู้จนเป็นแบบฉบับที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองเรื่องสงครามและยุทธวิธีเป็นหนึ่งในวิธีการแสวงหาความรุ่งเรืองให้แก่อาณาจักร พระราชาที่เป็นผู้นำทัพจะต้องมีความสามารถในการวางแผน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถาณการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังต้องเชี่ยวชาญการเดินทัพเพื่อโจมตีศัตรู และการใช้กลอุบายต่าง ๆ เพื่อแสวงหาความได้เปรียบ แม้อุบายนั้นจะผิดศีลธรรม ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้จากทั้งสองคัมภีร์สอนในเชิงปฏิบัติมากกว่าอุดมคติ โดยมองว่าทุกวิธีการที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเป็นสิ่งชอบธรรม


การสร้างสรรค์ละครแบบร่วมสร้างเพื่อพัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง: กรณีศึกษาเรื่องเงือกในวรรณกรรมและสื่อหลากมิติ, วรเชษฐ์ มูฮัมหมัดสอิ๊ด Jan 2023

การสร้างสรรค์ละครแบบร่วมสร้างเพื่อพัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง: กรณีศึกษาเรื่องเงือกในวรรณกรรมและสื่อหลากมิติ, วรเชษฐ์ มูฮัมหมัดสอิ๊ด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงสร้างสรรค์เน้นการค้นคว้าปฏิบัติการทางศิลปะ​ ผ่านการทำละครแบบร่วมสร้างที่เกี่ยวข้องกับ “ภาวะเงือก” ​หรือ​ภาวะครึ่ง ๆ ​กลาง ๆ ของร่างกาย​เงือก งานวิจัยจึงได้ศึกษาตัวละครเงือก​ซึ่งเป็นตัวละครครึ่งคนครึ่งปลาในวรรณกรรมหลายเรื่องและสื่อต่างรูปแบบ​ จากนั้นตีความและเทียบเคียง กับสภาวะทางจิตใจของผู้ใหญ่วัยเริ่ม ที่ขาดความมั่นใจและการเห็นคุณค่าในตนเอง เพราะเติบโตในสังคมที่มีค่านิยมที่แตกต่าง จากสิ่งที่เป็นทั้งในชาติพันธุ์​ เพศสภาพ และวิถีชีวิตจากความเข้าใจเบื้องต้นผู้วิจัยได้คัดเลือกผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการละคร​ 3 คน เพื่อพัฒนาละครร่วมสร้าง​เรื่อง “ภาวะเงือก” ขึ้นจากการรวบรวมผู้วิจัยเรียนรู้ว่าตัวละครเงือก​เป็นตัวอย่างของการเปิดโอกาสให้ตนเองได้ทำตามความปรารถนาหรือความฝัน ผู้วิจัยคาดหวังว่าการสร้างสรรค์และนำเสนอละครเวทีเรื่อง“ภาวะเงือก” จะทำให้ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วมในละครร่วมสร้างที่สนใจในตัวละครเงือก​และสภาวะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของตัวละคร​ ได้พัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเองได้ ทั้งในด้านศักยภาพการแสดง และการใช้ชีวิตงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์นี้เป็นการค้นคว้าเชิงปฏิบัติการ ด้วยกระบวนการฝึกซ้อมละครร่วมสร้าง โดยผู้วิจัยร่วมสร้างผลงานในฐานะกระบวนกร และผู้มีส่วนร่วมในฐานะนักแสดง ผลการวิจัยพบว่า​ การได้พัฒนาละครในพื้นที่สร้างสรรค์​ ช่วยให้ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วม​ รวมถึงทีมงานเบื้องหลัง เกิดความความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง จากการที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิด​ แบ่งปันประสบการณ์​​ ร่วมแสดงผลงาน​ และร่วมสะท้อนทัศนะ ในระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์ละครร่วมสร้างกระบวนการพัฒนาละครร่วมสร้างในครั้งนี้ มุ่งเน้นที่การเคารพความแตกต่าง การแสดงความคิดเห็น ทัศนคติ และประสบการณ์ของผู้มีส่วนร่วม สนับสนุนการร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาผลงานการแสดงให้เกิดขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกันได้ ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วมจึง สามารถสร้างความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเองได้จากการร่วมงานกันในครั้งนี้ กระบวนการละครร่วมสร้างนี้สามารถประยุกต์ใช้กับประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ รวมถึงประเด็นทางสังคมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีในอนาคตต่อไป


การศึกษาเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทยตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, สุภิญชญา ชูเชิด Jan 2023

การศึกษาเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทยตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, สุภิญชญา ชูเชิด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของการสื่อสารเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทยตามทฤษฎีชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร 2) เพื่อศึกษาโครงสร้างของเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทย และ 3) เพื่อศึกษากลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการเล่าเรื่องคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทย ข้อมูลที่ใช้ศึกษานำมาจากเรื่องเล่าคดีสืบสวนจากบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ 3 บัญชีผู้ใช้ รวม 100 เรื่อง โดยใช้แนวคิดชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร (Hymes, 1974) ในการวิเคราะห์องค์ประกอบการสื่อสาร แนวคิดโครงสร้างเรื่องเล่าตามแนวคิดของลองเอเคอร์ (Longacre, 1983) ในการวิเคราะห์โครงสร้างเรื่องเล่าคดีสืบสวน และแนวคิดวัจนปฏิบัติศาสตร์ในการวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาที่ใช้ถ่ายทอดเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ผลการศึกษาองค์ประกอบการสื่อสารเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์พบว่ามี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ฉาก (Setting) 2) ผู้ร่วมเหตุการณ์การสื่อสาร (Participants) 3) จุดมุ่งหมาย (Ends) 4) การลำดับวัจนกรรม (Act sequence) 5) น้ำเสียง (Key) 6) เครื่องมือ (Instrumentalities)7) บรรทัดฐานของปฏิสัมพันธ์และการตีความ (Norms of Interaction and Interpretation) และ 8) ประเภทการสื่อสาร (Genre) โดยองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างและกลวิธีทางภาษา ได้แก่ ลำดับวัจนกรรม (Act sequence) เครื่องมือ (Instrumentalities) และบรรทัดฐานของการปฏิสัมพันธ์และการตีความ (Norms of Interaction and Interpretation) จากการนำเสนอเรื่องเล่าคดีสืบสวนได้อย่างเหมาะสมกับช่องทางการสื่อสาร ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจและอยากติดตามการเล่าเรื่องคดีสืบสวนตั้งแต่ต้นจนจบในด้านโครงสร้างเรื่องเล่าคดีสืบสวน พบโครงสร้าง ได้แก่ 1) การนำเรื่อง (Exposition) 2) เหตุการณ์ยั่วยุ (Inciting moment) 3) การเพิ่มความขัดแย้ง (Developing conflict) 4) จุดตึงเครียด (Climax) 5) การคลี่คลายปัญหา (Denouement) 6) เหตุการณ์ต่อเนื่อง (Final suspense) และ7) การสรุป (Conclusion) แต่ในบางเรื่องเล่าคดีสืบสวนอาจมีไม่ครบทุกองค์ประกอบ …


การถ่ายทอดวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition ของบริษัท Bioware, ปทุมจิต อธิคมกมลาศัย Jan 2023

การถ่ายทอดวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition ของบริษัท Bioware, ปทุมจิต อธิคมกมลาศัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการแปลวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition (2014) ผู้วิจัยคัดเลือกตัวอย่างบทสนทนาในเกมดังกล่าวของตัวละครทั้งสองพร้อมบริบทแวดล้อมทั้งหมด 30 หน้า และตั้งสมมติฐานในการวิจัยว่าปัญหาด้านวัจนลีลาอันประกอบด้วยการใช้โครงสร้างประโยคไม่สมบูรณ์ โวหารบุคลาธิษฐาน ถ้อยคำที่มีความกำกวมคลุมเครือ เลียนแบบจังหวะหนักเบาของกาพย์กลอน เล่นสัมผัสอักษร และเลือกสรรถ้อยคำที่มีระดับภาษาสูงกว่าบทสนทนาปกติ ออกมาเป็นบทบรรยายภาษาไทยได้อย่างเหมาะสม มีอรรถรสเทียบเคียงได้กับต้นฉบับนั้นสามารถแก้ไขด้วยการวิเคราะห์วัจนลีลาตามแนวทางการวิเคราะห์และการแปลตัวบทประเภทวิดีโอเกมที่มินาโกะ โอ’เฮเกน (Minako O’Hagan) และการ์เมนแมนจิรอน (Carmen Mangiron) (2013) รายงาน กรอบวิเคราะห์ Systemic functional linguistics (SFL) ของไมเคิล ฮัลลิเดย์ (Michael Halliday, 2014) แนวคิดการแปลวัจนลีลาของจีน โบส-ไบเออร์ (Jean Boase-Beier, 2019) ข้อจำกัดและกลวิธีการแปลบทบรรยายภาพยนตร์ที่เสนอโดยฆอร์เฆ ดิอัซ-ซินตัส (Jorge Díaz-Cintas) และอาลิเนอ รีมาเอล (Aline Remael) (2020) ร่วมกับการศึกษาโครงสร้างประโยคที่ไม่สมบูรณ์ในภาษาไทยผลการวิจัยพบว่าทฤษฎีและแนวทางต่าง ๆ ตามที่ได้ศึกษามีประโยชน์ต่อการแปลเป็นอย่างยิ่ง สามารถใช้แก้ไขปัญหาการถ่ายทอดวัจนลีลาให้มีสมมูลภาพใกล้เคียงกับต้นฉบับ ทั้งยังทำให้ผู้วิจัยตระหนักและใส่ใจเรื่องกลวิธีที่ใช้เพื่อถ่ายทอดวัจนลีลาในภาษาอังกฤษให้ออกมาอย่างเหมาะสมในภาษาไทยด้วยความต่างทางภาษา สรรหาวิธีทดแทนหรือชดเชยอย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับหน้าที่บทบรรยายได้อย่างเหมาะสม