Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Arts and Humanities Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2020

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 17911 - 17940 of 18167

Full-Text Articles in Arts and Humanities

กรรมวิธีการสร้างผืนระนาดเอกไม้ไผ่ของช่างเกรียงศักดิ์ เริงศิริ, วรัตถ์ พงษ์เกลี้ยง Jan 2020

กรรมวิธีการสร้างผืนระนาดเอกไม้ไผ่ของช่างเกรียงศักดิ์ เริงศิริ, วรัตถ์ พงษ์เกลี้ยง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง “กรรมวิธีการสร้างผืนระนาดเอกไม้ไผ่ของช่างเกรียงศักดิ์ เริงศิริ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติชีวิตและกรรมวิธีการสร้างผืนระนาดเอกไม้ไผ่ และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงผืนระนาดเอกไม้ไผ่ของช่างเกรียงศักดิ์ เริงศิริ ผลการวิจัยพบว่าช่างเกรียงศักดิ์ เริงศิริ ศึกษาการเหลาผืนระนาดจากช่างช่อ วุฒิราชา ประกอบกับการสังเกตผลงานของช่างหลาย ๆ ท่าน ปัจจุบันประกอบอาชีพช่างเหลาผืนระนาดควบคู่กับการทำเกษตรกรรม จากการศึกษากรรมวิธีการสร้างผืนระนาดเอกไม้ไผ่ของช่างเกรียงศักดิ์ เริงศิริ พบว่ามีขั้นตอนทั้งหมด 17 ขั้นตอน ได้แก่ การคัดเลือกไม้ไผ่ การแบ่งปล้องไม้ไผ่ การผ่าไม้ไผ่ การแช่ไม้ไผ่ การผึ่งไม้ไผ่ การจำแนกไม้ตามขนาด การจับผืน การปรับข้าง การทาบกระสวนตีเส้น การตีเส้นเตรียมเจาะรู การตอกตะปูเตรียมเจาะรู การตัดหัวท้าย การเจาะรูร้อยเชือก การแต่งหัวท้ายใต้ท้องและตีเส้นเตรียมปาดท้อง การติดตะกั่ว การปาดท้องเทียบเสียงและขัด และการลงสี ขัดและลงแว็กซ์ โดยแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยความพิถีพิถันประกอบกับประสบการณ์ทางเชิงช่าง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงของผืนระนาดเอกไม้ไผ่


พิธีกรรมความเชื่อการสร้างกลองยืนและกลองหลอนในวงมังคละของคณะ ศ. ราชพฤกษ์ศิลป์, สุวิชา พระยาชัย Jan 2020

พิธีกรรมความเชื่อการสร้างกลองยืนและกลองหลอนในวงมังคละของคณะ ศ. ราชพฤกษ์ศิลป์, สุวิชา พระยาชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่องพิธีกรรมและความเชื่อในการสร้างกลองยืนและกลองหลอนของวงมังคละ คณะ ศ.ราชพฤกษ์ศิลป์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมุ่งศึกษาในบริบทที่เกี่ยวข้องกับกลองยืนและกลองหลอน และศึกษาพิธีกรรมความเชื่อในการสร้างกลองยืนกลองหลอน ผลการวิจัยพบว่าในวงมังคละ กลองยืนมีหน้าที่ยืนจังหวะเพื่อกำหนดหน้าทับหลัก และกลองหลอนจะช่วยเพิ่มสีสันและความสนุกสนานให้กับบทเพลงให้น่าฟัง ใช้แสดงทั้งงานมงคลและงานอวมงคล จากการศึกษาเรื่องพิธีกรรมและความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับวงดนตรีมังคละคณะ ศ. ราชพฤกษ์ศิลป์ พบว่า ได้สืบทอดพิธีกรรมและความเชื่อจากพ่อแก่ดัด ไกรบุตร ได้แก่ พิธีกรรมการไหว้ครูประจำปี พิธีกรรมไหว้ครูก่อนการแสดง และพิธีกรรมความเชื่อในการสร้างเครื่องดนตรี ซึ่งพิธีกรรมและความเชื่อที่เกี่ยวข้องในการสร้างกลองยืนและกลองหลอน มี 4 ขั้นตอน คือ 1.พิธีขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนตัดไม้ 2.การเขียนคาถาหน้ากลอง 3. ขั้นตอนการเจาะรูหูละมาน หรือขั้นตอนของการตอกนำฤกษ์ 4. ขั้นตอนการทำน้ำมนต์ธรณีสารเพื่อประพรมให้กับเครื่องดนตรีก่อนที่จะประกอบเข้าด้วยกัน การสร้างกลองยืนและกลองหลอนของคณะ ศ.ราชพฤกษ์ศิลป์นั้น เป็นพิธีกรรมและความเชื่อที่ได้รับการสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น เพราะมีความเชื่อที่สำคัญว่า ถ้ากระทำแล้วจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง จึงทำให้ คณะ ศ.ราชพฤกษ์ศิลป์ ยังคงยึดถือและปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน


การแสดงขับร้องเดี่ยวระดับมหาบัณฑิตโดย ถิรพร ทรงดอน, ถิรพร ทรงดอน Jan 2020

การแสดงขับร้องเดี่ยวระดับมหาบัณฑิตโดย ถิรพร ทรงดอน, ถิรพร ทรงดอน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแสดงขับร้องเดี่ยวในครั้งนี้ มีจุดประสงค์ในการถ่ายถอดบทประพันธ์ชุดเพลงร้องในภาษาเยอรมัน โดยผู้ประพันธ์ดนตรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุค โรแมนติก การแสดงเดี่ยวในครั้งนี้ผ่านการฝึกซ้อม และวิเคราะห์บทประพันธ์ที่นำมาใช้แสดงอย่างละเอียดลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมาผู้แต่ง บทเพลง บทกวี วิธีการตีความหมาย รวมถึงการศึกษาบทเพลงและวิธีการร้องในเชิงเทคนิค เพื่อฝึกซ้อมและนำเสนออย่างมีเอกลักษณ์ของผู้แสดง โดยมีการเตรียมความพร้อมในการเลือกบทเพลงลักษณะชุดเพลงร้อง ที่มีความน่าสนใจ เป็นเรื่องราวที่เชื่อมต่อร้อยเรียงกันในความหมาย และลักษณะบทประพันธ์ ถึงแม้ว่าการแสดงในครั้งนี้จะไม่สามารถจัดเป็นคอนเสิร์ตการแสดงเดี่ยวได้ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน ผู้แสดงได้ทำการบันทึกวิดีโอ ภาพและเสียงเพื่อเผยแพร่การแสดงนี้ทางออนไลน์ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจด้านการขับร้องเพลงคลาสสิกขั้นสูง โดยมีการเตรียมจัดทำโปสเตอร์การแสดง และการจัดการเรื่องการฝึกซ้อมกับนักเปียโน บทเพลงชุดเพลงร้องที่นำมาจัดแสดงเดี่ยว มีชุดเพลงร้อง 2 ชุด ได้แก่ ชุดเพลงร้อง Frauenliebe und Leben โดย Robert Schumann จำนวน 8 บทเพลง และชุดเพลงร้อง Vier Letzte Lieder โดย Richard Strauss จำนวน 4 บทเพลง


การแสดงเดี่ยววิโอลาระดับมหาบัณฑิตโดย ธัชพล นามวงษ์, ธัชพล นามวงษ์ Jan 2020

การแสดงเดี่ยววิโอลาระดับมหาบัณฑิตโดย ธัชพล นามวงษ์, ธัชพล นามวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแสดงเดี่ยววิโอลาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการบรรเลงวิโอลาให้มีคุณภาพมากขึ้น ศึกษาวิเคราะห์และตีความบทเพลง เพื่อนำมาพัฒนาให้กับการแสดง รวมถึงแนวทางในการบรรเลงและเพิ่มความเข้าใจในตัวบทเพลงซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้สามารถสื่อสารให้กับผู้ฟังได้ตรงกับที่ผู้ประพันธ์ต้องการ การแสดงเดี่ยวครั้งนี้ผู้แสดงได้คัดเลือกบทประพันธ์มาทั้งหมด 2 บทประพันธ์ได้แก่ Cello Suite No.2 in D minor, BWV 1008 ประพันธ์โดย Johann Sebastian Bach และ Sonata for Viola and Piano ประพันธ์โดย Rebecca Clarke จัดแสดงในวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 เวลา 14.00 น. สถานที่แสดง Tongsuang's Concert Salon ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 54/1 ถนนสุขุมวิทซอย 3 กรุงเทพมหานคร รวมเวลาที่ใช้ในการแสดงทั้งหมด 1 ชั่วโมงโดยประมาณ


การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย รวิสรา โสรัตน์, รวิสรา โสรัตน์ Jan 2020

การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย รวิสรา โสรัตน์, รวิสรา โสรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการบรรเลงเปียโน ผู้วิจัยได้วิเคราะห์และตีความบทเพลงประเภทเพรลูด ฝึกฝนและพัฒนาเทคนิคการบรรเลง ศึกษาการจัดการและเตรียมความพร้อมในการแสดงเดี่ยวเปียโนต่อหน้าสาธารณชน เพื่อเผยแพร่ให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและ บุคคลทั่วไปที่สนใจดนตรีคลาสสิก โดยได้คัดเลือกเพรลูดจำนวน 3 ชุด จากผู้ประพนธ์เพลง 3 คน ที่อยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน ดังนี้ 1) Prelude No.2 (Voiles), Book I และ Prelude No.3 (La Puerta del Vino), Book II ผลงานของ โคลด เดอบุสซี ในกระแสอิมเปรชัน 2) Preludes, Op.11 No. 6, 9, 14, 15 ผลงานของ อะเลกซานเดอร์ ซคริอาบิน ในปลายยุคโรแมนติก 3) Twenty-four Preludes, Op.28 ผลงานของ เฟรเดริค โชแปง ในต้นยุคโรแมนติก การแสดงครั้งนี้จัดขึ้น ณ Tongsuang's Concert Salon & Gallery บ้านสวนตะวันธรรม คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2564 เวลา 14.00 น. ใช้เวลาในการแสดง รวมประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที


กรรมวิธีการสร้างซึงหลวงของครูจีรศักดิ์ ธนูมาศ, ณัฐพงษ์ จิตอารีวงค์ Jan 2020

กรรมวิธีการสร้างซึงหลวงของครูจีรศักดิ์ ธนูมาศ, ณัฐพงษ์ จิตอารีวงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องกรรมวิธีการสร้างซึงหลวงของครูจีรศักดิ์ ธนูมาศมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องกับซึงหลวง ศึกษาประวัติชีวิตครูจีรศักดิ์ ธนูมาศ ศึกษากรรมวิธีการสร้างซึงหลวงของครูจีรศักดิ์ ธนูมาศ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า ครูจีรศักดิ์ ธนูมาศเป็นช่างในจังหวัดแพร่มีประสบการณ์สร้างซึงได้รับการสืบทอดจากบิดาและครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ลักษณะซึงหลวงคือซึงขนาดใหญ่มีสัดส่วนหน้าตาดตั้งแต่หน้า 12-14 นิ้ว มีเสียงนุ่มดังกังวาน นิยมใช้สายโลหะและสายเอ็น ทำหน้าที่ดำเนินทำนองหลักแบบห่างๆ และใช้วิธีการดีดดักเสียงเป็นบางช่วง สามารถตั้งระบบคู่เสียงได้ทั้งลูก 3 และลูก 4 มีขั้นตอนการสร้างทั้งหมด 7 ขั้นตอน คือ การขึ้นโครงซึง การเจาะกล่องเสียง เจาะรางไหม และเจาะหัวซึง การทำแผ่นหน้าตาดซึง การฉลุลายหน้าตาด การติดแผ่นไม้บนคันทวนซึง (Fingerboard) การขัดแต่งทาสี และการแต่งเสียง ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงซึงหลวงพบทั้งหมด 6 ปัจจัย คือ การคัดเลือกไม้ ความหนาของกล่องเสียงและแผ่นหน้าตาด การติดหย่องหน้าและหย่องหลัง การบากร่องรับสาย การติดลูกนับ และการฉลุลายหน้าตาด


การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย สุภัชชา เอกพิริยะ, สุภัชชา เอกพิริยะ Jan 2020

การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย สุภัชชา เอกพิริยะ, สุภัชชา เอกพิริยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะการบรรเลงเปียโนในระดับบัณฑิตศึกษา ผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงจากหลากหลายยุคสมัย ซึ่งการแสดงบทเพลงในแต่ละยุคผู้แสดงจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในลักษณะดนตรีของแต่ละยุคด้วย เพื่อที่จะสร้างสรรค์เทคนิคการบรรเลงในรูปแบบของผู้แสดงเอง รวมถึงยังคงถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของบทเพลงได้ดีที่ตรงตามความต้องการของผู้ประพันธ์ การเตรียมตัวเพื่อจัดการแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้ผู้แสดงจึงได้ศึกษาประวัติศาสตร์ดนตรี การวิเคราะห์ การตีความ และเทคนิคการบรรเลงที่แตกต่างกัน หลังจากที่ผู้แสดงได้ศึกษาข้อมูลทุกเพลงแล้ว จึงวางแผนเตรียมตัวสำหรับการแสดงในครั้งนี้เพื่อเผยแพร่ผลงานการแสดงเดี่ยวเปียโนให้กับผู้ที่มีความสนใจในดนตรีคลาสสิก และได้ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ในการบรรเลงบทเพลงของผู้ประพันธ์จากต่างยุคสมัยกัน


การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย โจเซฟ วงศ์พิเชฐชัย, โจเซฟ วงศ์พิเชฐชัย Jan 2020

การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย โจเซฟ วงศ์พิเชฐชัย, โจเซฟ วงศ์พิเชฐชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาแนวทางการฝึกซ้อม ค้นคว้าข้อมูล และวิเคราะห์บทเพลง เพื่อวิเคราะห์ตีความบทเพลงและนำเสนอการบรรเลงเปียโน รวมไปถึงการศึกษาเกี่ยวกับชีวประวัติของผู้ประพันธ์เพลง ความเป็นมาและแรงบันดาลใจในการประพันธ์บทเพลง เพื่อเพิ่มความเข้าใจในบทเพลง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารและถ่ายทอดบทเพลงไปยังผู้ฟังให้ตรงตามสิ่งที่ผู้ประพันธ์เพลงต้องการ ผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงทั้งหมด 8 บท ได้แก่ (1) Bagatelle in G minor, Op.119 No.1 ประพันธ์โดยลุดวิก ฟาน เบโทเฟน (2) Sonata in C major, Op.53 “Waldstein” ประพันธ์โดยเบโทเฟน (3) Reverie ประพันธ์โดยโคลด เดอบุสซี (4) The Engulfed Cathedral ประพันธ์โดยเดอบุสซี (5) Pavane for a Dead Princess ประพันธ์โดยโมริส ราเวล (6) Prelude in G-flat major, Op.23 No.10 ประพันธ์โดยเซอร์เก รัคมานินอฟ (7) Prelude in B minor, Op.32 No.10 ประพันธ์โดยรัคมานินอฟ และ (8) Elegie in E-flat minor, Op.3 No.1 ประพันธ์โดยรัคมานินอฟ การแสดงในครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เวลา 13.00 ณ Tongsuang's Recital Hall ถนนสุขุมวิทซอย 3 การแสดงใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 17 นาที


การแสดงเดี่ยวไวโอลินระดับมหาบัณฑิตโดย กุลิสรา แสงจันทร์, กุลิสรา แสงจันทร์ Jan 2020

การแสดงเดี่ยวไวโอลินระดับมหาบัณฑิตโดย กุลิสรา แสงจันทร์, กุลิสรา แสงจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแสดงเดี่ยวไวโอลินครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการบรรเลงไวโอลินให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบทเพลงที่นำมาใช้ในการบรรเลงเดี่ยวรวมถึง ศึกษาประวัติของผู้ประพันธ์เพลง และวิเคราะห์องค์ประกอบในบทเพลง ค้นคว้าเทคนิคการบรรเลง เพื่อเพิ่มความเข้าใจในตัวบทเพลง ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ผู้บรรเลงสามารถถ่ายทอดเสียงเพลงได้ตรงกับสิ่งที่ผู้ประพันธ์ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ การแสดงเดี่ยวไวโอลินครั้งนี้ ผู้แสดงได้นำเสนอบทเพลงทั้งหมด 3 บทเพลง โดยเป็นบทเพลงต่างยุคต่างสมัย ซึ่งประกอบด้วยบทเพลงต่อไปนี้ 1) Partita No.3 in E major, BWV 1006 ประพันธ์โดย โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach, ค.ศ.1685-1750) 2) Violin Concerto No.5 in A Major, KV. 219 ประพันธ์โดย โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart, ค.ศ. 1756-1791) 3) Violin Sonata No.2 in A Major Op.100 ประพันธ์โดย โยฮันเนส บรามส์ (Johannes Brahms, ค.ศ. 1833-1897) การแสดงเดี่ยวครั้งนี้กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 เวลา 10.00 น. โดยใช้เวลาในการแสดงประมาณ 90 นาที


บทประพันธ์เพลงมหาบัณฑิตนิพนธ์: “สุริยคราส” ซิมโฟนิกโพเอ็มสำหรับออร์เคสตรา, เจริญวิช รุจิรัสสวรวงศ์ Jan 2020

บทประพันธ์เพลงมหาบัณฑิตนิพนธ์: “สุริยคราส” ซิมโฟนิกโพเอ็มสำหรับออร์เคสตรา, เจริญวิช รุจิรัสสวรวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทประพันธ์สุริยคราส เป็นบทประพันธ์ประเภทซิมโฟนิกโพเอ็มสำหรับวงออร์เคสตรา มีทั้งหมด 4 กระบวน ในแต่ละกระบวนจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านของทำนอง และจังหวะ ซึ่งแต่ละกระบวนจะมีทำนองที่เปรียบเสมือนทำนองหลักของบทเพลงแฝงอยู่ ผู้ประพันธ์เรียกทำนองนี้ว่า ทำนองสุริยคราส ซึ่งผู้ประพันธ์ได้ใช้ทำนองหลักของบทเพลงเป็นการเชื่อมบทเพลงทุกกระบวนไว้ด้วยกัน ทำให้บทเพลงชุดมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและเพิ่มความน่าสนใจต่อการวิเคราะห์บทเพลงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในแต่ละกระบวนผู้ประพันธ์ได้เลือกใช้เครื่องดนตรีที่นำเสนอแตกต่างกัน เพื่อให้ได้สีสันของเสียงหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงการใช้เทคนิคการซ้อนชั้นทำนอง เพื่อให้บทเพลงมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น บทประพันธ์นี้มีความยาวโดยรวมประมาณ 15 นาที ซึ่งกระบวนสุดท้ายจะมีความยาวมากกว่ากระบวนอื่น ๆ เปรียบเสมือนบทสรุปของบทประพันธ์ชิ้นนี้


บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : "แม่น้ำลพบุรี", ขวัญ เภกะนันทน์ Jan 2020

บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : "แม่น้ำลพบุรี", ขวัญ เภกะนันทน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทประพันธ์เพลงมหาบัณฑิตนิพนธ์ “แม่น้ำลพบุรี” เป็นบทประพันธ์ประเภทดนตรีพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ผลงานเพลงโดยใช้เทคนิคคัดทำนองและการพัฒนาโมทีฟมาประยุกต์ บรรเลงในรูปแบบวงออร์เคสตราขนาดมาตรฐานซึ่งมีความยาว 11 นาที โดยประมาณ บทประพันธ์ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อบรรยายถึงการเดินทางของลำน้ำเล็กๆจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ก่อเกิดเป็นแม่น้ำลพบุรี โดยจะเลือกเพลงไทยเดิมเพื่อคัดทำนองทั้งหมด 2 บทเพลงได้แก่เพลง “ระบำลพบุรี” เพื่อเป็นทำนองแทนแม่น้ำลพบุรี และเพลง “กำฟ้า” เพื่อเป็นทำนองแทนประเพณีกำฟ้าของชาวไทยพวนที่จังหวัดสิงห์บุรี นอกจากนี้ยังได้เลือกใช้เทคนิคประพันธ์ดนตรีร่วมสมัยเข้ามาร่วมด้วยโดยจะเลือกใช้การผสมผสานของโมด การปรับทำนองหลัก รวมไปถึงการใช้คอร์ดคู่ห้าเรียงซ้อนและคู่สี่เรียงซ้อน เพื่อเพิ่มสีสันให้กับบทประพันธ์


บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : “เมตามอร์โฟซิส” สำหรับวงดุริยางค์เครื่องสาย, ภัทรา พงษ์แสงสุริยะ Jan 2020

บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : “เมตามอร์โฟซิส” สำหรับวงดุริยางค์เครื่องสาย, ภัทรา พงษ์แสงสุริยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทประพันธ์เพลงมหาบัณฑิตนิพนธ์ : “เมตามอร์โฟซิส” สำหรับวงดุริยางค์เครื่องสายเป็นผลงานสร้างสรรค์ในประเภทดนตรีพรรณนา มีความยาวของบทประพันธ์ประมาณ 17 นาที ชิ้นงานมีการนำแนวคิดจากวรรณกรรม ชีววิทยา และจิตวิทยามาผนวกเข้าไว้ด้วยกัน โดยคำว่า “เมตามอร์โฟซิส” มีความหมายในทางชีววิทยาว่าเป็นประเภทการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นลำดับขั้น บทประพันธ์ชิ้นนี้ผู้ประพันธ์กำหนดให้ผีเสื้อ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในทางวรรณกรรมที่มีความหมายที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณมาเป็นหลักสำคัญในการตีความตามองค์ประกอบดนตรี ทั้งการเลือกใช้เทคนิคพิเศษของเครื่องสาย การควบคุมลักษณะเสียง รวมถึงการเลือกใช้สังคีตลักษณ์ในกระบวนทั้งสี่ตามลำดับขั้นการเจริญเติบโตในทางชีววิทยา โดยเริ่มจากไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ ไปสู่ช่วงโตเต็มวัย นอกจากนี้ผู้ประพันธ์ได้มีการตีความหมายคำว่าเมตามอร์โฟซิสในความหมายทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับทางชีววิทยาว่าเป็นการเปลี่ยนรูป ซึ่งผู้ประพันธ์ได้ตีความคำนี้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของสภาวะจิตใจ และนำมาเป็นตัวกำหนดความเร็วช้า และเสียงประสาน รวมถึงการจัดการระบบศูนย์กลางเสียง ทั้งในรูปแบบดนตรีไร้กุญแจเสียงและอิงกุญแจเสียงลงในบทประพันธ์ ในการบรรยายกระบวนการแปรเปลี่ยนของสภาวะจิตใจจากความทุกข์ตรมไปสู่ความสุข


บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : หน้ากากแห่งความเชื่อ, ธนกร บุญมาสืบ Jan 2020

บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : หน้ากากแห่งความเชื่อ, ธนกร บุญมาสืบ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทประพันธ์เพลงมหาบัณฑิตนิพนธ์ : “หน้ากากแห่งความเชื่อ” สำหรับวงดนตรีออกเท็ตอองซอมเบิล (Octet Ensemble) เป็นผลงานที่ผสมผสานระหว่างดนตรีพื้นบ้านของประเทศ 3 ประเทศ ได้แก่ มาลาวี ญี่ปุ่นและไทย โดยอ้างอิงดนตรีพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับประเพณีที่ใช้หน้ากากในการประกอบพิธีกรรมเป็นหลัก ผู้ประพันธ์มีการใช้แนวคิดในเรื่องของจังหวะพื้นบ้านที่แตกต่างกันของประเทศทั้งสามเป็นหลักในการประพันธ์ และผู้ประพันธ์เพลงได้เลียนเสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศผ่านเครื่องดนตรีสากล โดยผู้ประพันธ์ใช้แนวคิดของดนตรีพื้นบ้านร่วมกับการประพันธ์ดนตรีคลาสสิกและดนตรีร่วมสมัย รวมถึงเทคนิคการประพันธ์เพลงรูปแบบอื่น ๆ บทประพันธ์เพลงมีความยาวประมาณ 17 นาที ประกอบด้วย 3 บทเพลง ได้แก่ บทเพลงย่อยที่ 1 การเต้นรำของดวงวิญญาณ บทเพลงย่อยที่ 2 ปีศาจแห่งฤดูใบไม้ผลิ และบทเพลงย่อยที่ 3 ขบวนแห่ผีตาโขน


พหุวัฒนธรรมในจิตรกรรมสื่อประสม, ณัฐนันท์ เลิศประดิษฐ์ Jan 2020

พหุวัฒนธรรมในจิตรกรรมสื่อประสม, ณัฐนันท์ เลิศประดิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “พหุวัฒนธรรมในจิตรกรรมสื่อประสม (Mixed Media)” เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ ทำขึ้นเพื่อศึกษาค้นคว้าวิธีการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมสื่อประสมที่ถ่ายทอดพหุวัฒนธรรมผ่านจินตนาการและวัตถุทางวัฒนธรรม ประเทศไทยมีการแลกเปลี่ยนรับเอาอารยธรรม วัฒนธรรม ประเพณีมาจากหลายวัฒนธรรมตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันผสมกลมกลืนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ผู้วิจัยเล็งเห็นสิ่งเหล่านี้ผ่านวัตถุต่างๆ หลากหลายประเภทซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างชาติ ผลงานวิจัยนี้นำเสนอพหุวัฒนธรรมที่ปรากฎให้เห็นและซ่อนอยู่ภายในรูปแบบลักษณะของวัตถุและศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย กระบวนการวิจัยเริ่มจากการศึกษา ความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมไทย และเนื้อหาสัญลักษณ์ในรูปแบบของวัตถุต่างๆ เมื่อศึกษาแล้ว ผู้วิจัยเล็งเห็นถึงความเชื่อมโยงกันของแง่มุมอันหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ผู้วิจัยจึงทำการศึกษาผลงานจิตรกรรมสื่อประสมของศิลปินหลากหลายท่านทางด้านเทคนิควิธีการถ่ายทอดและสื่อความหมายผลงานจิตรกรรมสื่อประสม เพื่อนำมาต่อยอดความคิดอันได้รับแรงบันดาลใจมาจากพหุวัฒนธรรมในสังคมไทย และผู้วิจัยได้ถ่ายทอดความคิดดังกล่าวผ่านผลงานด้วยวัตถุทางวัฒนธรรมในรูปแบบจิตรกรรมสื่อประสม


การแสดงคณะเสียงอิสาน, ปัณณทัต ลำเฟือย Jan 2020

การแสดงคณะเสียงอิสาน, ปัณณทัต ลำเฟือย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง การแสดงคณะเสียงอิสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติคณะ การแสดง และการจัดการของคณะเสียงอิสาน วิธีดำเนินการวิจัยด้วยการ ค้นคว้าเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า คณะเสียงอิสานเป็นคณะแสดงสัญจรขนาดใหญ่แสดงไปทั่วประเทศ มีคนนิยมมากมานานถึง 45 ปี เริ่มแสดงเวลา 21.00 น. ด้วยการร้องเพลงลูกทุ่งกลุ่มนักร้องประกอบหางเครื่อง ต่อด้วยนกน้อย อุไรพร หัวหน้าคณะเป็นนักร้องนำออก แสดงเวลา 22.30 น. พร้อมความอลังการของชุดการแสดง เวลา 24.00 น. เป็นการแสดงตลกเสียดสีสังคมนาน 30 นาที จึงเริ่มการแสดงลำเรื่องต่อกลอนแสดงวิถีชีวิตของชาวบ้านอีสานแทรกคติธรรม จนถึงเวลา 04.00 น. แสดงเต้ยลาที่ศิลปินทุกคนออกแสดงอำลาผู้ชมให้จดจำและประทับใจ การรับงานมี 3 แบบ คือ งานจัดแสดงเอง งานเจ้าภาพจ้างแสดงให้คนดูฟรี และงานเจ้าภาพจ้างแสดงเพื่อเก็บค่าเข้าชม ในการแสดงเริ่มด้วยการจัดตั้งเวทีเสร็จใน 2 ชั่วโมง เวทียกพื้น 1.6 เมตร กั้นเป็นส่วนการแสดงและวงดนตรี มีหลังเวทีสำหรับเตรียมอุปกรณ์ ใต้ถุนเวทีเป็นที่เก็บและเปลี่ยนชุดของหางเครื่องซึ่งใช้เวลาเปลี่ยนเพียง 2 นาที เมื่อแสดงจบทุกคนต้องเก็บอุปกรณ์ให้เสร็จใน 2 ชั่วโมงแล้วออกเดินทางไปยังที่ใหม่ คณะเสียงอิสานที่นำทีมโดยนกน้อย อุไรพร ประสบความสำเร็จรุ่งเรืองมานานกว่า 45 ปี ด้วยการแสดงที่ความยิ่งใหญ่ทันสมัย ปรับปรุงการแสดงให้ถูกรสนิยมของผู้ชมทุกเพศทุกวัยและทุกวัฒนธรรมท้องถิ่นอยู่เสมอ มีการจัดการเรื่อง บุคลากร เวลาและวัสดุอุปกรณ์อย่างประหยัดมีคุณภาพและคุณธรรม สามารถฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจได้ด้วยปัญญาภาวะผู้นำและความสามัคคี


การแสดงในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, กนกพัชร์ แจ่มฟ้า Jan 2020

การแสดงในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, กนกพัชร์ แจ่มฟ้า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง การแสดงในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการแสดงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการแสดงในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยศึกษาข้อมูลด้านการแสดงในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ใช้เครื่องมือในการศึกษาวิจัย ได้แก่ 1) สำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร 2) สัมภาษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิและบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 3) อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ 4) เก็บข้อมูลภาคสนาม ผลการวิจัยพบว่า การแสดงที่พบในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บริเวณ วงเวียนใหญ่ มีรูปแบบที่หลากหลายและคัดเลือกแสดงที่มีจุดประสงค์เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช การแสดงแต่ละชุดนั้นมีเรื่องราวสื่อถึงพระราชประวัติของพระองค์ผ่านการแสดง หรือมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องในสมัยธนบุรี โดยแบ่งรูปแบบการแสดงที่พบในงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่วงเวียนใหญ่ ปี พ.ศ. 2561 เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1) รูปแบบการแสดงละคร เป็นละครอิงประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับพระราชประวัติ ตลอดจนจำลองสถานการณ์การกอบกู้อิสรภาพสมัยธนบุรี 2) รูปแบบเบ็ดเตล็ด แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ 2.1 การแสดงมหรสพจีน ได้แก่ การเชิดสิงโต – มังกรทอง และอุปรากรจีน 2.2 การแสดงมหรสพไทย ได้แก่ ระบำ รำ ฟ้อน ศิลปะการต่อสู้ไทย 2.3 การแสดงดนตรีขับร้องประกอบการแสดง โดยมีสำนักงานเขตคลองสานร่วมกับสำนักงานเขตธนบุรีเป็นประธานในการจัดงานในครั้งนี้ อีกทั้งในการจัดงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยังถือเป็นการร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานประเพณีอันดีงามของฝั่งธนบุรีให้คงอยู่ต่อไป


บทบาทการแสดงลิเกของครูสกุณา รุ่งเรือง, วรรณวิภา วงวาน Jan 2020

บทบาทการแสดงลิเกของครูสกุณา รุ่งเรือง, วรรณวิภา วงวาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาบทบาทการแสดงนางลิเกของครูสกุณา รุ่งเรือง โดยใช้กระบวนการวิจัยคือ ศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์และสังเกตการแสดงลิเก จากวีดิทัศน์ ฝึกกระบวนท่ารำจากครูสกุณา รุ่งเรืองเพื่อเรียบเรียงและวิเคราะห์ข้อมูล มีประเด็นในการศึกษาบทบาทการแสดงลิเกแบ่งออกเป็น 7 รูปแบบ ได้แก่ บทบาทนางเอก บทบาทนางร้าย บาทบาทนางตลก บทบาทผู้หญิงปลอมเป็นผู้ชาย บทบาทการรำเกี้ยวเข้าพระ-เข้านาง บทบาทการรำออกตัว บทบาทการรำอาวุธ จากการศึกษาพบว่าครูสกุณา รุ่งเรืองมีคุณสมบัติเป็นครูลิเกโดยมีคุณลักษณะแบ่งออก 7 ลักษณะได้แก่ 1. การประพันธ์บทและการกำกับการแสดง เนื่องจากมีประสบการณ์การแสดงตั้งแต่วัยเด็ก 2. การด้นกลอนและการเจรจาเป็นส่วนสำคัญของการแสดงลิเก ผู้แสดงสามารถด้นกลอนสดได้โดยใช้คำที่สัมผัสคล้องจองทั้งดัดแปลงโทนเสียงตามลักษณะตัวละคร 3. การออกแบบเครื่องแต่งกาย ผู้ออกแบบมีแนวคิดและจินตนาการที่โดดเด่นเป็นลักษณะเฉพาะเข้ากับผู้สวมใส่ 4. การแต่งหน้า เป็นงานประณีตที่ต้องอาศัยสมาธิและความชำนาญ 5. แสดงได้ทุกบทบาท เนื่องจากได้ฝึกหัดบทบาทของนางลิเกมา 6. ร้องและรำเป็น มีพื้นฐานมาจากละครรำ 7. แสดงลิเกได้ทั้งคืนโดยมีเสียงที่สม่ำเสมอ ซึ่งได้ฝึกฝนการขับร้องและเรียนรู้กลวิธีในการขับร้องเพื่อให้มีกระแสเสียงสม่ำเสมอ เห็นได้ว่าครูสกุณา รุ่งเรืองมีการพัฒนาบทบาทการแสดงลิเกมาอย่างต่อเนื่อง นับเป็นองค์ความรู้ที่ทรงคุณค่าสามารถต่อยอดความรู้ต่อไป


ละครไทยเรื่อง เฮเลนแห่งทรอย, จารุพงศ์ จันทรีย์ Jan 2020

ละครไทยเรื่อง เฮเลนแห่งทรอย, จารุพงศ์ จันทรีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องละครไทยเรื่อง เฮเลนแห่งทรอย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ละคร ที่มีเนื้อเรื่องจากต่างชาติให้เป็นละครไทย โดยการทดลองสร้างการแสดงและทำการวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้จากการผสมผสานศิลปะทั้งสองวัฒนธรรม ระหว่างนาฏกรรมกรีกโบราณ และนาฏกรรมไทย ผู้วิจัยเลือกเรื่อง เฮเลนแห่งทรอย มาใช้ในการทดลองสร้างสรรค์เป็นละครไทย เนื่องจากมีโครงสร้างและเนื้อหาใกล้เคียงกับเรื่องรามเกียรติ์ของไทย ได้แก่การลักพาตัวและ การทำสงครามแย่งชิงสตรีผู้งดงาม โดยผู้วิจัยได้สร้างสรรค์การแสดงผ่านกระบวนการออกแบบ การกำหนดและปรับปรุงเนื้อเรื่อง การประพันธ์บทละคร การบรรจุเพลง การจัดสร้าง เครื่องสวมศีรษะเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ประกอบการแสดง การสร้างตัวละคร การคัดเลือก นักแสดง การฝึกซ้อมนักแสดง นักดนตรี นักร้อง ผู้พากย์เจรจา และการจัดการแสดงจริง ผลจากการทดลองทำให้ทราบว่าเนื้อเรื่องจากวรรณกรรมกรีกสามารถจัดแสดงในรูปแบบนาฏกรรมไทยได้ เนื่องจากศิลปะดั้งเดิมของไทยมีความคล้ายคลึงกับศิลปะกรีกโบราณหลายประการได้แก่ การสวมหน้ากากของการแสดงโขนและละครกรีก เนื้อเรื่องสงครามแย่งชิงสตรีในเรื่อง เฮเลนแห่งทรอยของกรีกและรามเกียรติ์ของไทย ลำดับเหตุการณ์ในเรื่องเฮเลนแห่งทรอย ซึ่งสามารถนำมาแสดงในรูปแบบโขนหรือละครรำของไทยได้ ลำดับชั้นทางสังคมกรีก กับลำดับชั้นทางสังคมในนาฏกรรมไทย ความหลากหลายของสำเนียงการออกเสียงชื่อเฉพาะ ในเรื่องเฮเลนแห่งทรอยกับความหลากหลายในการเลือกใช้คำสัมผัสในกลอนบทละครไทย และการถ่ายทอดเรื่องราวด้วยการขับร้องบทกวีร้อยกรองของกรีกกับการบรรยายเรื่องราว ด้วยการขับร้องคำกลอนบทละครหรือการพากย์เจรจาโขน การสร้างสรรค์ละครเรื่อง เฮเลนแห่งทรอย จึงเป็นการแสดงละครไทยเรื่องแรกที่นำเนื้อเรื่องจากวรรณกรรมกรีก มาจัดแสดง เป็นแนวทางให้แก่ผู้วิจัยและผู้ที่สนใจนำไปต่อยอดเป็นการแสดงที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ได้ในอนาคต


บทบาทของกรรมการพิจารณาประมวลข่าวในยามฉุกเฉินและกรรมการพิจารณาประมวลข่าวในพฤติการณ์ทางด้านตะวันออกไกล พ.ศ. 2482-2484, กฤษฎา บูรณมานัส Jan 2020

บทบาทของกรรมการพิจารณาประมวลข่าวในยามฉุกเฉินและกรรมการพิจารณาประมวลข่าวในพฤติการณ์ทางด้านตะวันออกไกล พ.ศ. 2482-2484, กฤษฎา บูรณมานัส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวตามพื้นที่ต่างๆ บนโลก ถือเป็นสิ่งสำคัญในฐานะแหล่งข้อมูลในการกำหนดแนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงสถานการณ์สงคราม ภายหลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยตัดสินใจดำเนินนโยบายเป็นกลาง พร้อมกับมีการจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษสำหรับประมวลข่าวสงครามได้แก่ กรรมการพิจารณาประมวลข่าวในยามฉุกเฉินและกรรมการพิจารณาประมวลข่าวในพฤติการณ์ทางด้านตะวันออกไกล เพื่อดำเนินการรวบรวมเพื่อได้รับข้อมูลข่าวสารทั้งในประเทศที่เข้าร่วมในสงครามและประเทศที่ประกาศตนเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด โดยดำเนินการในระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2482 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 การประมวลข่าวสงครามเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยดำเนินการเพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการรักษาความเป็นกลางของไทยในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการรวบรวมข่าวเพื่อติดตามสถานการณ์สงครามในภูมิภาคยุโรปและสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกไกล อาทิ ข่าวการเมืองระหว่างประเทศ ข่าวการรบทางทหาร ข่าวเศรษฐกิจ รวมไปถึงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ตามชายแดนระหว่างไทยกับดินแดนรอบข้าง จากผลกระทบของไทยที่ได้รับในช่วงดำเนินนโยบายเป็นกลาง ทั้งผลกระทบจากเศรษฐกิจจากการทำสงครามทางเศรษฐกิจในยุโรป และนโยบายการสกัดกั้นทางเศรษฐกิจในตะวันออกไกล ผลกระทบจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกไกลก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพา อาจกล่าวได้ว่า ไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่ 2 มาตั้งแต่เริ่มสงคราม ข่าวที่ได้รวบรวมและปรากฎในเอกสารประมวลข่าวสงครามของไทยจึงเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแนวทางให้รัฐบาลไทยพยายามรักษาความเป็นกลางไว้อย่างสุดความสามารถ แม้ว่าจะมีเหตุการณ์สำคัญที่สั่นคลอนต่อนโยบายเป็นกลางอย่างกรณีพิพาทอินโดจีน และความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นกับชาติสัมพันธมิตรอันเกิดจากผลประโยชน์ภูมิภาคตะวันออกไกล กล่าวได้ว่า การประมวลข่าวสงครามเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่พร้อมกับนโยบายเป็นกลางของรัฐบาลไทยในสงครามโลกครั้งที่ 2 คำสำคัญ: การประมวลข่าวสงคราม กรรมการพิจารณาประมวลข่าวในยามฉุกเฉิน กรรมการพิจารณาประมวลข่าวในพฤติการณ์ทางด้านตะวันออกไกล สงครามโลกครั้งที่ 2 นโยบายเป็นกลางของไทย


วิมุติวิทยาว่าด้วยการตื่นรู้อย่างฉับพลันและการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องของโบโจ จินูล, ถาปกรณ์ กำเนิดศิริ Jan 2020

วิมุติวิทยาว่าด้วยการตื่นรู้อย่างฉับพลันและการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องของโบโจ จินูล, ถาปกรณ์ กำเนิดศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แนวคิดทางวิมุติวิทยาเรื่องการตื่นรู้อย่างฉับพลันและการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องคือหลักการทางปรัชญาที่สำคัญของโบโจ จินูล แนวคิดดังกล่าวอธิบายว่า การตื่นรู้อย่างฉับพลันหมายถึงความเข้าใจที่มนุษย์มีต่อความหมายที่แท้จริงของจิตเดิมแท้ซึ่งบริสุทธิ์และมีคุณสมบัติแห่งการรับรู้เป็นธรรมชาติพื้นฐาน ส่วนการคิดแยกแยะในเชิงมโนทัศน์นั้นเป็นเพียงการแสดงตัวในโลกปรากฏการณ์ของคุณสมบัติแห่งการรับรู้ของจิตเดิมแท้ การคิดแยกแยะถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ "ปราศจากแก่นสาร" ในแง่นี้การปราศจากแก่นสารของการคิดแยกแยะถูกใช้เป็นรากฐานที่สำคัญในการยืนยันในความถูกต้องแท้จริงของหลักการเรื่องการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในทัศนะของโบโจ จินูล วิทยานิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่าถึงแม้หลักการทางวิมุติวิทยาของโบโจ จินูล จะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการปราศจากแก่นสารของการคิดแยกแยะ แต่ในการพิจารณามนุษย์ในบริบทของการดำรงชีวิตอยู่จริงในโลกเชิงประจักษ์กลับทำให้เห็นว่า “ความจริงในเชิงการดำรงอยู่” ของการคิดแยกแยะนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจความหมายของความสัมพันธ์ของหลักการเรื่องการตื่นรู้และการปฏิบัติในทัศนะของโบโจ จินูล เป็นอย่างมาก กล่าวคือถึงแม้ความเข้าใจจะเกิดขึ้นได้อย่าง”ฉับพลัน” แต่ภายใต้บริบทแห่งชีวิตของปุถุชนการคิดแยกแยะยังคงมีผลอย่างต่อเนื่องต่อการดำรงอยู่ของของมนุษย์และผลดังกล่าวยังคงไม่สามารถดับสิ้นลงได้อย่างฉับพลันภายหลังการตื่นรู้ดังกล่าว การพิจารณาบทบาทของความคิดในมิติที่สัมพันธ์กับการดำรงอยู่ของชีวิตในโลกเชิงประจักษ์นี้จึงชี้ให้เห็นว่า การคิดแยกแยะในฐานะที่เป็นเนื้อหาของประสบการณ์ของมนุษย์ นั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการเข้าใจความสัมพันธ์ของการตื่นรู้และการปฏิบัติ และเป็นเหตุที่ทำให้โบโจ จินูล ให้ความสำคัญกับความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจการคิดแยกแยะเหล่านี้ในฐานะตัวของมันเองและเพื่อถมช่องว่างระหว่างความเข้าใจกับการปฏิบัติให้สอดคล้องกัน


พหุนิยมทางศาสนาในพุทธศาสนาเถรวาท, เฉลิมวุฒิ วิจิตร Jan 2020

พหุนิยมทางศาสนาในพุทธศาสนาเถรวาท, เฉลิมวุฒิ วิจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การถกเถียงประเด็นเรื่องท่าทีของพุทธศาสนาต่อศาสนาอื่นที่ผ่านมา นักวิชาการทางพุทธศาสนาส่วนใหญ่เห็นว่าพุทธศาสนามีแนวคิดแบบกีดกันหรือแนวคิดแบบรวมเข้าทั้งหมด วิทยานิพนธ์นี้เสนอว่าพุทธศาสนามีแนวคิดแบบพหุนิยมในแง่มุมที่แตกต่างกันในสี่มิติ ได้แก่ อภิปรัชญา ญาณวิทยา จุดหมายสูงสุด และวิถีปฏิบัติ (1) มิติด้านอภิปรัชญา หลักคำสอนของพุทธศาสนายืนยันว่าสัจธรรมเป็นสิ่งสากลโดยพระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้ค้นพบและพระองค์เป็นผู้ทรงสัพพัญญูในเรื่องการดับทุกข์ ทั้งนี้ พุทธศาสนายืนยันความเป็นไปได้ที่ศาสนาอื่นอาจค้นพบสัจธรรม แต่ไม่ได้ยอมรับว่าหลักคำสอนของทุกศาสนาจะเป็นจริงอย่างเท่าเทียมกันทั้งหมด (2) มิติด้านญาณวิทยา มนุษย์จำเป็นต้องตรวจสอบหลักคำสอนของศาสนาทั้งหลายซึ่งรวมถึงหลักคำสอนของพุทธศาสนา การตรวจสอบนั้นต้องไม่ได้เริ่มต้นจากการยืนยันว่าหลักคำสอนของพุทธศาสนาเท่านั้นที่เป็นจริง พุทธศาสนาเสนอให้ตรวจสอบหลักคำสอนของศาสนาทั้งหลายด้วยประสาทสัมผัสของปุถุชนสามัญ วิธีการนี้จะทำให้ผู้คนทั่วไปในสังคมสามารถมีส่วนร่วมตรวจสอบความจริงทางศาสนาได้อย่างเท่าเทียมกันและหาข้อยุติร่วมกันได้ (3) มิติด้านจุดหมายสูงสุด พุทธศาสนามองว่าศาสนาทั้งหลายไม่ได้มีจุดหมายสูงสุดร่วมกันทั้งหมด ซึ่งสื่อนัยว่าศาสนาทั้งหลายอาจมีหลักคำสอนและวิถีปฏิบัติที่แตกต่างกันสำหรับจุดหมายสูงสุดที่แตกต่างกัน ในทัศนะของพุทธศาสนา จุดหมายสูงสุดคือความหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง (4) มิติด้านวิถีปฏิบัติไปสู่จุดหมายสูงสุด พุทธศาสนายืนยันว่าหลักอริยมรรคมีองค์แปดคือวิถีปฏิบัติเดียวที่นำไปสู่ความหลุดพ้น แต่หลักอริยมรรคมีองค์แปดสามารถถูกแสดงได้ในหลากหลายชื่อเรียกและรูปแบบขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมและสติปัญญาของผู้ฟังธรรม และมีความเป็นไปได้ที่วิถีปฏิบัตินี้จะมีอยู่ในหลักคำสอนของศาสนาอื่น


การอ้างเหตุผลสนับสนุนสิทธิที่จะทำอัตวินิบาตกรรมโดยได้รับความช่วยเหลือจากแพทย์ในกรอบคิดแบบเสรีนิยม, มณิสร โสนะมิตร์ Jan 2020

การอ้างเหตุผลสนับสนุนสิทธิที่จะทำอัตวินิบาตกรรมโดยได้รับความช่วยเหลือจากแพทย์ในกรอบคิดแบบเสรีนิยม, มณิสร โสนะมิตร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์ที่จะชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของการยอมรับ PAS (physician-assisted suicide / การทำอัตวินิบาตกรรมโดยได้รับความช่วยเหลือจากแพทย์) แบบสิทธิเชิงลบที่เป็นเสรีภาพในการตกลงร่วมกันส่วนตัวระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ซึ่งไม่มีบุคคลผู้รองรับสิทธิ์ที่จะเป็นผู้มีพันธะในการให้ความช่วยเหลือ ทำให้แม้ PAS จะไม่ผิดกฎหมาย ผู้ป่วยอาจยังไม่สามารถแสดงออกซึ่งสิทธิ์นั้น ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักคิดเสรีนิยมเสนอให้ PAS เป็นสิทธิเชิงบวก เช่น เดวิด คัมมิสกี (David Cummiskey) เสนอว่ารัฐมีหน้าที่ในการอำนวยให้มี PAS แบบบริการด้านสุขภาพ โดยอ้างเหตุผลจากสิทธิพื้นฐานในการกำหนดชีวิตตนเอง (right to self-determination) วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์ที่จะเสนอวิธีอ้างเหตุผลสนับสนุนการทำ PAS ในข้อเสนอของคัมมิสกี โดยพิจารณาข้อโต้แย้งที่เป็นไปได้สามประการ คือ (1) การที่ผู้ป่วยเลือก PAS ภายใต้ความเจ็บปวดไม่ถือว่ามีอัตตาณัติเพราะไม่มีคุณค่าเชิงการใช้เหตุผล (2) ไม่ควรยอมรับ PAS เพราะเป็นตัวเลือกที่กดดันผู้ป่วย และ (3) ว่าไม่ควรยอมรับ PAS เพราะส่งผลกระทบคุณค่าสังคม และวิทยานิพนธ์นี้เสนอว่าแนวคิดในทฤษฎีพันธสัญญาของโทมัส สแคนลอน (Thomas Scanlon) สามารถใช้เป็นฐานเพื่อตอบข้อโต้แย้งเหล่านั้นได้ อันได้แก่ มโนทัศน์ในกระบวนการใช้เหตุผลเรื่อง “ทัศนคติที่แปรตามการตัดสิน” (judgment-sensitive attitude) ซึ่งมีบทบาทเป็นแกนหลักในการเป็นฐานที่ทำให้มโนทัศน์อื่นๆ มีความสมเหตุสมผล ทำให้อธิบายได้ว่า การที่ผู้ป่วยเลือกภายใต้แรงจูงใจอย่างความเจ็บปวดและความกดดันสามารถถือเป็นการตัดสินใจที่มีคุณค่าเชิงการใช้เหตุผลและมีอัตตาณัติ ผู้ป่วยจึงมีความรับผิดชอบต่อการเลือกของตนเองที่ไม่อาจโทษคนอื่นได้ ทำให้ฝ่ายค้านขาดฐานที่จะใช้ปฏิเสธนโยบายสนับสนุน PAS ได้อย่างสมเหตุสมผล และการตัดสินเปลี่ยนทัศนคติเรื่องคุณค่าในสังคมอาจไม่ใช่ผลลัพธ์ไม่ดีเสมอไป แนวคิดของสแคนลอนจึงสามารถเป็นบรรทัดฐานให้ฝ่ายเสรีนิยมใช้สนับสนุนข้ออ้างของตัวเองได้รัดกุมและแน่นหนามากขึ้น


อุปลักษณ์: ความเป็นปริศนาสนเท่ห์ของภาษาในแดร์ริดา, สุรกานต์ โตสมบุญ Jan 2020

อุปลักษณ์: ความเป็นปริศนาสนเท่ห์ของภาษาในแดร์ริดา, สุรกานต์ โตสมบุญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการรื้อสร้างบทบาทและมโนทัศน์ “อุปลักษณ์” ในบทความ “ปรัมปราสีขาว: อุปลักษณ์ในตัวบทปรัชญา” และ “การถอดถอนอุปลักษณ์” ของแดร์ริดา เพื่อถกเถียงว่าอุปลักษณ์ไม่ได้เป็นเพียงมโนทัศน์ชายขอบของตัวบทปรัชญา และเพื่อเปิดให้เห็นถึงคุณลักษณ์ของภาษาที่ไม่อาจถูกกำหนดกะเกณฑ์ไว้ภายใต้สมมุติฐานเรื่องการมีนัยแท้-นัยเดียว แต่ภาษามีความเป็นอุปลักษณ์อย่างไม่อาจลดทอนได้


การวิเคราะห์เรื่อง กายภิกษุณีกับการบรรลุธรรม, สุภัทรา วงสกุล Jan 2020

การวิเคราะห์เรื่อง กายภิกษุณีกับการบรรลุธรรม, สุภัทรา วงสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พุทธศาสนาเถรวาทมีความเข้าใจต่อความทุกข์เฉพาะทั้งห้าประการของสตรี ในอาเวณิกสูตร ว่าเป็นความทุกข์ของสตรีที่มีความเป็นเฉพาะต่างจากความทุกข์ของบุรุษ โดยที่กายในเชิงชีววิทยาและกายในบริบทเชิงสังคมวัฒนธรรมของสตรีเป็นเงื่อนไขของความทุกข์เฉพาะนี้ วิถีการดับทุกข์ของสตรีย่อมมีวิธีต่างจากวิถีการหลุดพ้นของบุรุษ วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดเรื่องกายภิกษุณีกับการบรรลุธรรมโดยเสนอว่ากายสามารถเป็นเงื่อนไขในการดับทุกข์ของสตรีอย่างมีนัยสำคัญ และมีกระบวนการปฏิบัติในฐานะภิกษุณีเป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่งต่อการบรรลุธรรมของสตรี วิทยานิพนธ์นี้ได้ใช้แนวคิดเรื่องกายเป็นกรอบการวิเคราะห์เทียบเคียงพระวินัย ว่าด้วยอาบัติปาราชิกของภิกษุณีที่แตกต่างจากอาบัติปาราชิกของภิกษุ และใช้แนวคิดเรื่องกายภิกษุณี วิเคราะห์พระวินัยภิกษุณีสงฆ์ 130 สิกขาบทในมิติทั้งสาม ได้แก่ 1. กายภิกษุณีในฐานะกายสตรี 2. กายภิกษุณีในชุมชนภิกษุณีสงฆ์ และ3.กายภิกษุณีกับภิกษุและกับฆราวาสในเชิงความสัมพันธ์ โดยพิจารณาว่าพระวินัยภิกษุณีสามารถเกื้อกูลต่อกายเชิงชีววิทยาและขจัดอุปสรรคที่เกี่ยวกับกายในเชิงบริบททางสังคมวัฒนธรรมเพื่อเกื้อกูลการบรรลุธรรมให้แก่สตรี วิทยานิพนธ์ยังได้วิเคราะห์เทียบเคียงคัมภีร์เถรีคาถา กับคัมภีร์เถรคาถา ด้วยกรอบคิดเรื่องกาย โดยพบว่าแง่มุมที่พระเถรีมีต่อกายของตนในฐานะเหตุแห่งทุกข์ กายในฐานะอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม และกายในฐานะเงื่อนไขของการบรรลุธรรมมีความแตกต่างจากที่พระเถระมีต่อกายของตน วิทยานิพนธ์นี้พบว่าพุทธศาสนาเสนอการรื้อสร้างกายให้แก่สตรีในฐานะภิกษุณี ในแง่ของการรื้อกายด้วยการทำกายานุปัสสนา การทำอสุภกรรมฐานคือการใช้กายเป็นเครื่องมือให้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงและความน่ารังเกียจเพื่อคลายความยึดมั่นต่อร่างกาย ขณะที่พุทธศาสนาสร้างกายสตรีในฐานะกายภิกษุณี ในแง่ของการบัญญัติพระวินัยภิกษุณีให้เกื้อกูลการปฏิบัติธรรมแก่ภิกษุณีในชุมชนภิกษุณีสงฆ์เพื่อเป็นวิถีสู่การดับทุกข์ของสตรี


แนวคิดเรื่องการหลีกลี้ในคัมภีร์จวงจื่อ, วรท อุณหสุทธิยานนท์ Jan 2020

แนวคิดเรื่องการหลีกลี้ในคัมภีร์จวงจื่อ, วรท อุณหสุทธิยานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มีความเข้าใจกันว่าคัมภีร์จวงจื่อเสนอความคิดเกี่ยวกับการหลีกลี้สังคมในรูปแบบของฤาษีที่ถอนตัวออกจากพื้นที่ทางสังคมและการเมืองโดยปลีกวิเวกไปอยู่ในที่ห่างไกลจากผู้คน อย่างไรก็ตาม วิทยานิพนธ์นี้เสนอว่าแนวคิดการหลีกลี้ในคัมภีร์จวงจื่อมิได้มีเพียงการหลีกลี้แบบฤาษีเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของตนเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการหลีกลี้ภายในสังคมที่เป็นการหลีกลี้จากอำนาจทางการเมืองโดยดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายภายในสังคม และการหลีกลี้อีกแบบที่เรียกว่า “การเร้นการในฟ้า” ทั้งนี้เพราะในคัมภีร์จวงจื่อโดยเฉพาะกลุ่มบทในปรากฏตัวบทที่เป็นข้อเสนอเกี่ยวกับการดำรงชีวิตในพื้นที่ทางการเมืองอย่างชัดเจน “การเร้นกายในฟ้า” เป็นการหลีกลี้ที่ไม่จำเป็นต้องถอนตัวออกจากพื้นที่ทางสังคมและการเมือง เป็นการหลีกเร้นตนจากอันตรายด้วยการอยู่ร่วมกับสิ่งต่างๆ ที่แปรเปลี่ยนอย่างยืดหยุ่น โดยการคลายความยึดถือความคิดและเป้าหมายการขัดเกลาตัวตนทางสังคมให้กลายเป็นแบบใดแบบหนึ่งอย่างตายตัว ผ่านการตระหนักถึงการใช้ชีวิตร่วมกับสรรพสิ่งในฐานะสิ่งที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลาและการตระหนักถึงความแตกต่างหลากหลายของคุณค่าและตัวตน การเร้นกายในฟ้ายังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการหลีกลี้ของพวกสำนักเต๋าในฐานะเป็นวิธีการหนึ่งในการจัดการกับความตึงแย้งในตัวตน ซึ่งความตึงแย้งนี้มาจากอิทธิพลทางความคิดของขงจื่อเกี่ยวกับการสร้างตัวตนทางสังคม


คำเรียกการประกอบอาหารในภาษาไทยถิ่น 4 ภาค: การศึกษาตามแนวอรรถศาสตร์ชาติพันธุ์, นลินภัสร์ เมฆเกรียงไกร Jan 2020

คำเรียกการประกอบอาหารในภาษาไทยถิ่น 4 ภาค: การศึกษาตามแนวอรรถศาสตร์ชาติพันธุ์, นลินภัสร์ เมฆเกรียงไกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาคำเรียกการประกอบอาหารในภาษาไทยถิ่น 4 ภาค เป็นการศึกษาตามแนวอรรถศาสตร์ชาติพันธุ์ วัตถุประสงค์ของ การศึกษามี 3 ประการ ได้แก่ (1) วิเคราะห์องค์ประกอบทางความหมายและมิติแห่งความแตกต่างทางความหมายของคำเรียกการ ประกอบอาหารในภาษาไทยถิ่น 4 ภาค (2) เปรียบเทียบคำเรียกการประกอบอาหารในภาษาไทยถิ่น 4 ภาค (3) วิเคราะห์วัฒนธรรมด้าน อาหารของคนไทยในท้องถิ่นต่าง ๆ ที่สะท้อนจากคำเรียกการประกอบอาหารในภาษาไทยถิ่น 4 ภาค ขอบเขตของการวิจัยมีดังนี้ ศึกษา เฉพาะคำเรียกการประกอบอาหารที่เป็นคำกริยาเท่านั้น ไม่รวมการทำขนม ของว่าง เครื่องดื่มและของมึนเมา คำที่นำมาศึกษาแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการเตรียมวัตถุดิบ การทำอาหารและการจัดการหลังการทำอาหาร การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยคัดเลือกจุดเก็บข้อมูลโดยพิจารณาการแบ่งพื้นที่ใน 4 ภูมิภาค จากนั้นคัดเลือกจังหวัดพื้นที่ละ 1 จังหวัด แล้วคัดเลือกผู้บอกภาษา จุดเก็บข้อมูลละ 3 คน รวม 30 คน ผู้บอกภาษามีคุณสมบัติดังนี้ ต้องเป็นผู้ใช้ภาษาถิ่นนั้นเป็นภาษาแม่ เพศใด ก็ได้ มีอายุ 45 ปีขึ้นไป ไม่เคยย้ายภูมิลำเนาไปจังหวัดอื่นมากกว่า 3 ปี และมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการประกอบอาหารพื้นเมือง จากการศึกษาพบคำเรียกการประกอบอาหารในภาษาไทยถิ่น 4 ภาค แบ่งตามขั้นตอนการประกอบอาหาร 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้น การเตรียมวัตถุดิบ ภาคกลาง 119 คำ เหนือ 110 คำ อีสาน 110 คำ ใต้ 123 คำ ขั้นการทำอาหาร ภาคกลาง 32 คำ เหนือ 47 คำ อีสาน 39 คำ ใต้ 27 คำ ขั้นการจัดการหลังการทำอาหาร ภาคกลาง 7 คำ เหนือ …


ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ในวาทกรรมแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง: การศึกษาแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, นิธิชญา ใจเย็น Jan 2020

ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ในวาทกรรมแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง: การศึกษาแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, นิธิชญา ใจเย็น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วาทกรรมแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้รับการนำเสนอจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางว่าเป็นวิธีการเลี้ยงลูก “ที่ดีเหมาะสม” ในสังคมปัจจุบันและมีการเผยแพร่ไปในวงกว้าง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ในวาทกรรมแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊ก ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558 – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 โดยใช้กรอบแนวคิดวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของแฟร์คลัฟ (Fairclough, 1995) ผลการวิเคราะห์ตัวบทพบว่า วาทกรรมแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางนำเสนออุดมการณ์ 3 อุดมการณ์ ได้แก่ อุดมการณ์การเลี้ยงลูก “เชิงบวก” อุดมการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัว และอุดมการณ์ความรุนแรงในสังคมไทย อุดมการณ์ทั้งสามสอดรับและสัมพันธ์กัน กลวิธีทางภาษาที่สื่ออุดมการณ์มีทั้งสิ้น 35 กลวิธี แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) การแสดงความมีหลักวิชาการและเหตุผล มี 14 กลวิธี เช่น การใช้คำศัพท์ทางวิชาการ การใช้คำศัพท์ทางกฎหมาย การใช้ข้อความแสดงเหตุผล 2) การใช้น้ำเสียงที่มีอำนาจ มี 19 กลวิธี เช่น การใช้คำคู่ตรงข้ามที่แสดงการประเมินค่า การใช้คำที่มีผลในการประเมินคุณค่า การใช้คำแสดงผลลัพธ์ และ 3) การใช้วาทกรรมแห่งมิตร มี 2 กลวิธี ได้แก่ การใช้สหบท และการใช้วัจนลีลาเป็นกันเอง กลวิธีทั้งหมดทำให้เห็นว่าวาทกรรมแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางนำเสนอความคิดของตนเองในด้านบวกและนำเสนอความคิดของผู้อื่นในด้านลบ ผลการศึกษาวิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่า ตัวบทผลิตโดยกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวคิดเรื่องการเลี้ยงลูก “เชิงบวก” และต้องการให้ผู้รับสารนำไปปฏิบัติ ตัวบทเผยแพร่ผ่านพื้นที่เสมือนในสื่อสังคมออนไลน์ เอื้อต่อการผลิตซ้ำและกระจายไปสู่กลุ่มผู้รับสารในวงกว้าง ตัวบทมีการใช้น้ำเสียงจริงจังในเชิงสั่งสอนหรือออกคำสั่งเป็นหลักแต่ผสานวัจนลีลาแบบเป็นกันเองทำให้ตัวบทมีลักษณะเป็นวาทกรรมแห่งมิตร ผู้รับสารตีความได้ว่า วาทกรรมแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นแหล่งความรู้ที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และสารนั้นถูกถ่ายทอดมาจากความหวังดี ผู้รับสารมีหน้าที่เรียนรู้และนำไปปฏิบัติตาม ตัวบทมีการจัดเรียงระเบียบวาทกรรมที่ซับซ้อน คือ ใช้ “วาทกรรมการอบรมสั่งสอนเรื่องการเลี้ยงลูก” ผสมผสานกับ “วาทกรรมการแพทย์” บ่งชี้ให้เห็นสถานการณ์ทางสังคมที่แพทย์ก้าวล้ำเข้ามาในพื้นที่ของครอบครัว เกิดการเชื่อมโยงระหว่างวิถีปฏิบัติทางสังคมของวาทกรรมครอบครัวเข้ากับวาทกรรมการแพทย์ อุดมการณ์ที่นำเสนอผ่านวาทกรรมจึงมีแนวโน้มว่าน่าจะมีอิทธิพลต่อความคิด การกระทำของกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งก็คือพ่อแม่ในสังคมปัจจุบัน ผลการศึกษาวิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมพบว่า สถานการณ์หรือปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับ การผลิตและบริโภคตัวบทเกิดจากปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม 5 ประการ ได้แก่ 1) การรับแนวคิดเรื่องการเลี้ยงลูก “เชิงบวก” จากสังคมตะวันตก 2) แนวทางการเลี้ยงลูกในสังคมไทย 3) สภาพพื้นฐานของสังคมไทย …


ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนผู้กระทำผิดในกฎหมายไทย, เสาวรส มนต์วิเศษ Jan 2020

ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนผู้กระทำผิดในกฎหมายไทย, เสาวรส มนต์วิเศษ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับการสร้างภาพตัวแทนผู้กระทำผิดในกฎหมายไทยและเปรียบเทียบภาพตัวแทนผู้กระทำผิดในกฎหมายไทย 3 ยุค ได้แก่ ยุคกฎหมายจารีตประเพณี ยุคเปลี่ยนผ่านสู่ระบบประมวลกฎหมาย และยุคประมวลกฎหมาย โดยเก็บข้อมูลจากตัวบทกฎหมายจำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ ศิลาจารึกกฎหมายลักษณโจร กฎหมายตราสามดวง กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 และประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 รวมจำนวนบทบัญญัติกฎหมายทั้งสิ้น 2,571 มาตรา ผลการศึกษาพบว่าวาทกรรมกฎหมายไทยใช้กลวิธีทางภาษาเพื่อนำเสนอภาพตัวแทนผู้กระทำผิด 2 กลวิธีหลัก ได้แก่ การเลือกใช้ศัพท์และการใช้ประโยคเพื่อสื่อความหมาย เมื่อวิเคราะห์ “กลวิธีทางภาษา” ทำให้เห็นการสร้างภาพตัวแทนผู้กระทำผิดในกฎหมายไทยแต่ละยุคทั้งที่เหมือนและแตกต่างกัน ภาพตัวแทนผู้กระทำผิดที่ปรากฏเหมือนกันในกฎหมายทุกยุค ได้แก่ “ผู้กระทำผิดเป็นบุคคลอันตราย” ส่วนภาพตัวแทนผู้กระทำผิดที่แตกต่างกันในกฎหมายแต่ละยุคสรุปได้ดังนี้ ยุคแรก (สมัยสุโขทัย อยุธยา ถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น) เป็นยุคที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะผู้ปกครองสูงสุด ทรงเป็นผู้มีอำนาจเต็มในการบริหารและปกครองประเทศ ตลอดจนอำนาจในการตรากฎหมายภายใต้หลักการแห่งพระธรรมศาสตร์ พระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์เปรียบเหมือนเทวโองการอันศักดิ์สิทธิ์ การกระทำผิดกฎหมายในยุคนี้คือการละเมิดทั้งศีลธรรมและพระมหากษัตริย์ ภาพตัวแทนผู้กระทำผิดที่ถูกประกอบสร้างผ่านตัวบทกฎหมายในยุคนี้จึงเป็น “ผู้กระทำผิดคือคนบาป” เป็น “คนที่ไม่เคารพยำเกรงพระมหากษัตริย์” และเป็น “คนที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย” ซึ่งกฎหมายต้องกำจัดทิ้ง ยุคที่สอง (สมัยรัชกาลที่ 4 – 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) โลกกำลังเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ซึ่งสังคมไทยจำเป็นต้องปรับตัวตามด้วยการปฏิรูปสังคม ปฏิรูปประเทศ และปฏิรูปกฎหมายโดยการรับแนวคิดกฎหมายตะวันตกมาปรับใช้กับกฎหมายไทย ยุคนี้เป็นยุคที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะผู้ปกครองสูงสุดเช่นในยุคแรกแต่แตกต่างกันตรงที่ในยุคนี้มีแนวคิดว่ากฎหมายเป็นสิ่งที่บัญญัติขึ้นโดยมนุษย์ ส่งผลให้กฎหมายที่ถูกตราขึ้นในยุคที่สองนี้เป็นกฎที่มาจากพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยตรง บทบัญญัติกฎหมายในยุคนี้จึงสร้างภาพตัวแทนผู้กระทำผิดประการหนึ่งซึ่งแตกต่างกับกฎหมายยุคอื่นคือ “ผู้กระทำผิดคือคนที่พระมหากษัตริย์ระบุว่ากระทำความผิดหรือมีความผิด” ส่วนภาพตัวแทนผู้กระทำผิดที่ปรากฏชัดเจนในกฎหมายอาญาไทยยุคนี้คือ “ผู้กระทำผิดเป็นคนที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย” และผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติกฎหมายถือเป็น “คนที่(สมควร)ต้องถูกลงโทษ” ยุคที่สาม ภายหลังประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในสมัยรัชกาลที่ 7 ด้วยระบบคิดแบบประชาธิปไตยทำให้พระมหากษัตริย์ในยุคนี้มิใช่ผู้มีอำนาจในการตรากฎหมายเช่นเดิม บทบัญญัติกฎหมายอาญาไทยในยุคนี้จึงไม่มีการกล่าวถึงการกระทำความผิดว่าเป็นการละเมิดพระราชอาชญาของพระมหากษัตริย์เช่นกฎหมายในยุคก่อน หากแต่นำเสนออย่างชัดเจนว่า “ผู้กระทำผิดคือคนที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย” และถือเป็น “คนที่(สมควร)ต้องถูกลงโทษ”


มหายุทธการวงส์ : ราชาธิราชฉบับภาษาบาลี, เจียระไน วิทิตกูล Jan 2020

มหายุทธการวงส์ : ราชาธิราชฉบับภาษาบาลี, เจียระไน วิทิตกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มหายุทธการวงส์ คือเรื่องราชาธิราชภาษาบาลี ประพันธ์โดยสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม เมื่อ พ.ศ. 2349 ทว่าต้นฉบับสาบสูญไปเป็นเวลานาน แม้ภายหลังเมื่อมีการค้นพบ ต้นฉบับแล้วก็ยังไม่มีการตีพิมพ์และเข้าถึงไม่ได้ ทำให้แทบไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้มา ก่อน จุดประสงค์ประการแรกของวิทยานิพนธ์นี้จึงเป็นการปริวรรตต้นฉบับมหายุทธการวงส์จากอักษร ขอมเป็นอักษรโรมันและแปลตัวบทจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย เพื่อรักษาและเผยแพร่ตัวบทมหา ยุทธการวงส์ให้กว้างขวาง นอกจากนี้ ยังมุ่งศึกษาที่มาและลักษณะภาษาของวรรณคดีเรื่องนี้ด้วย ผล การศึกษาพบว่า มหายุทธการวงส์แปลมาจากเรื่องราชาธิราชภาษาไทยสำนวนเจ้าพระยาพระคลัง(หน) โดยตรง ไม่ได้ใช้ตัวบทราชาธิราชสำนวนอื่นหรือเอกสารอื่นร่วมในการแปล หลักฐานสำคัญคือวรรณคดี ทั้งสองมีโครงเรื่อง ลำดับเหตุการณ์ รายละเอียด ชื่อตัวละคร และสำนวนภาษาตรงกัน ข้อความโดยมาก สามารถเทียบได้ระดับประโยคต่อประโยค และบางตอนเทียบได้กระทั่งระดับคำต่อคำ องค์ประกอบที่ไม่ ตรงกันมีน้อยมากและไม่มีนัยยะสำคัญ ความแตกต่างบางส่วนสันนิษฐานได้ว่าเกิดจากการตั้งใจ สร้างสรรค์ของผู้ประพันธ์มหายุทธการวงส์เอง ขณะที่บางส่วนเกิดจากการใช้ตัวบทราชาธิราชสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง(หน)ต่างสาขากับที่มีหลักฐานในปัจจุบัน ทางด้านภาษา ภาษาบาลีของมหายุทธการ วงส์มีลักษณะเฉพาะ แตกต่างกับในวรรณคดีบาลีอื่นๆมาก ทั้งด้านรูปสะกด คำ ศัพท์ และไวยากรณ์ โดย ภาษาบาลีของมหายุทธการวงส์มีอิทธิพลจากภาษาไทยแทรกแซงอยู่อย่างเข้มข้น เนื่องจากกระบวนการ สัมผัสภาษาของผู้ประพันธ์ ทำให้ภาษาในมหายุทธการวงส์มีลักษณะเป็นภาษาบาลีปนไทย แตกต่างกับ วรรณคดีบาลีที่ประพันธ์ขึ้นนอกอาณาจักรสยามอย่างชัดเจน


ภาพตัวแทนผู้เรียนอาชีวศึกษาที่ประกอบสร้างผ่านภาษาในวาทกรรมสื่อมวลชนและวาทกรรมสื่อภาครัฐ: การศึกษาแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, สิริภัทร เชื้อกุล Jan 2020

ภาพตัวแทนผู้เรียนอาชีวศึกษาที่ประกอบสร้างผ่านภาษาในวาทกรรมสื่อมวลชนและวาทกรรมสื่อภาครัฐ: การศึกษาแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, สิริภัทร เชื้อกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเด็นเรื่องผู้เรียนอาชีวศึกษาได้รับการกล่าวถึงในสังคมไทยมาเป็นเวลานาน เนื่องจากมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและตลาดแรงงานต้องการกำลังคนอาชีวศึกษาจำนวนมาก แต่คนในสังคมส่วนใหญ่มักมีอคติและมองผู้เรียนอาชีวศึกษาในลักษณะเหมารวมในด้านลบ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพตัวแทนผู้เรียนอาชีวศึกษาที่ประกอบสร้างผ่านภาษาในวาทกรรมสื่อมวลชนและวาทกรรมสื่อภาครัฐ ได้แก่ หนังสือพิมพ์รายวัน รายการโทรทัศน์ และข่าวประชาสัมพันธ์ทางเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐ เก็บข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2555-2561 โดยศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ ผลการวิเคราะห์ตัวบทพบว่า ภาพตัวแทนด้านลบที่ปรากฏในวาทกรรมทั้งสองกลุ่ม ได้แก่ ผู้เรียนอาชีวศึกษาเป็นบุคคลอันตรายที่มีพฤติกรรมเป็นนักเลงอันธพาล ผู้เรียนอาชีวศึกษาเป็นปัญหาสังคมที่ยากจะแก้ไข และผู้เรียนอาชีวศึกษาไม่เกรงกลัวกฎหมาย ภาพตัวแทนด้านบวก ได้แก่ ผู้เรียนอาชีวศึกษามีทักษะฝีมือ ผู้เรียนอาชีวศึกษาสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ผู้เรียนอาชีวศึกษาได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้เรียนอาชีวศึกษามีน้ำใจ และผู้เรียนอาชีวศึกษามีความมั่นคงก้าวหน้า ภาพตัวแทนทั้งหมดสื่อผ่านกลวิธีทางภาษา 8 กลวิธี ได้แก่ การเลือกใช้คำศัพท์ การใช้อุปลักษณ์ การใช้สหบท การใช้ทัศนภาวะ การใช้มูลบท การปฏิเสธมูลบท การเชื่อมโยงข้อความบอกความขัดแย้ง และการใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ เมื่อพิจารณาเชิงปริมาณพบว่า ในวาทกรรมสื่อมวลชนเนื้อหาหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เน้นการนำเสนอภาพด้านลบมากกว่าด้านบวก ขณะที่เนื้อหาหน้าในเน้นการนำเสนอภาพด้านบวกมากกว่าด้านลบ ส่วนวาทกรรมสื่อภาครัฐทั้งรายการโทรทัศน์และข่าวประชาสัมพันธ์ทางเว็บไซต์เน้นการนำเสนอภาพด้านบวกมากกว่าด้านลบ เมื่อพิจารณาเชิงคุณภาพพบว่า ภาพตัวแทนด้านลบมักนำเสนอโดยใช้กลวิธีทางภาษาเพื่อเน้นย้ำแง่มุมด้านลบให้โดดเด่น และบางครั้งมีการนำเสนอในลักษณะ “เหมารวม” ส่วนการนำเสนอภาพตัวแทนด้านบวกบางส่วนกลับมีการสะท้อนมุมมองด้านลบต่อผู้เรียนอาชีวศึกษา ผลการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่า วัตถุประสงค์ของผู้ผลิตตัวบท พื้นที่หรือช่องทางการนำเสนอ ตลอดจนกลุ่มผู้รับสาร ในวาทกรรมสื่อมวลชนและวาทกรรมสื่อภาครัฐ มีส่วนสำคัญต่อการประกอบสร้างและนำเสนอภาพตัวแทนผู้เรียนอาชีวศึกษา ตลอดจนส่งผลต่อการรับรู้ภาพตัวแทนผู้เรียนอาชีวศึกษาของคนในสังคม ที่สำคัญคือภาพตัวแทนด้านลบมักนำเสนอในพื้นที่ที่ผู้อ่านสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าและมักจะได้รับความสนใจมากกว่าภาพตัวแทนด้านบวก ผลการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมพบว่า ปัจจัยทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อการผลิตตัวบท ได้แก่ สถานการณ์ด้านการอาชีวศึกษาในสังคมไทย กฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับการอาชีวศึกษา แนวคิดที่มีในสังคมวัฒนธรรมไทย ได้แก่ แนวคิดเรื่องการเป็นเจ้าคนนายคน ค่านิยมที่มีต่อการเรียนสายสามัญและปริญญาบัตร บทบาทของผู้เรียนอาชีวศึกษาในเหตุการณ์สำคัญ กล่าวโดยสรุป ผลการศึกษานี้เผยให้เห็นว่าภาพตัวแทนผู้เรียนอาชีวศึกษาในวาทกรรมสื่อมวลชนและวาทกรรมสื่อภาครัฐถูกคัดเลือกบางด้านมานำเสนอให้โดดเด่นตามวัตถุประสงค์ของผู้ผลิตวาทกรรม ความตระหนักรู้ดังกล่าวน่าจะนำไปสู่การรับสารอย่างมีวิจารณญาณและการนำเสนอข่าวอย่างรอบด้านปราศจากการแฝงอคติ ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยส่งเสริมการอาชีวศึกษาให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย