Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Arts and Humanities Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2020

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 17881 - 17910 of 18167

Full-Text Articles in Arts and Humanities

ดุษฎีนิพนธ์วิจัยสร้างสรรค์ทางดุริยางคศิลป์: เพลงชุดไชยวัฒนาราม, ณยศ สาตจีนพงษ์ Jan 2020

ดุษฎีนิพนธ์วิจัยสร้างสรรค์ทางดุริยางคศิลป์: เพลงชุดไชยวัฒนาราม, ณยศ สาตจีนพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และมูลบทที่เกี่ยวข้องของวัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเพื่อสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์ เพลงชุดไชยวัฒนาราม ผู้วิจัยศึกษาข้อมูลทางด้านเอกสาร ลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนาม เก็บข้อมูลสัมภาษณ์จากผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลและกำหนดโครงสร้างของบทเพลงและสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์ ผลการวิจัยพบว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททองสถาปนาวัดไชยวัฒนารามเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่พระราชมารดาที่ทรงกระทำขึ้นจากพระราชศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาและการแสดงออกซึ่งพระราชอำนาจอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติยศ มีมูลบทที่เกี่ยวข้องแสดงเรื่องราวพุทธประวัติเหตุการณ์ตอนประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน และมีชุมชนชาติพันธุ์สำคัญจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ ได้แก่ ชุมชนชาวจีนและชุมชนชาวจามตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณปากคลองขุนละครไชยหรือคลองตะเคียนและบริเวณคลองคูจาม สิ่งเหล่านี้จึงเป็นแรงบันดาลใจนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์ประกอบด้วย 5 เพลงหลัก 6 เพลงย่อย 1. เพลงไชยวัฒนารามบูชิต 2. เพลงมิตรวัฒนา มี 4 เพลงย่อย เพลงป่วงเซียงบ้านจีน เพลงตลาดงิ้ว เพลงแขกจาม และเพลง ประท่าคูจาม 3. เพลงพุทธศิลป์ มี 2 เพลงย่อย เพลงพกาพรหมและเพลงพระธาตุ 4. เพลงบดินทร์ปราสาททอง และ 5. เพลงเรืองรองวัฒนาราม โดยใช้หลักและทฤษฎีทางดุริยางคศิลป์ไทยและการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ทำนองขึ้นใหม่ ผู้วิจัยใช้การตั้งชื่อเพลงตามหลักการตั้งชื่อเพลงของครูมนตรี ตราโมท ในการตั้งชื่อตามเหตุและสิ่งซึ่งเป็นอนุสรณ์ กำหนดใช้วงปี่พาทย์บรรเลงเป็นหลักและปรับการประสมวงดนตรีโดยใช้เครื่องดนตรีที่สามารถสร้างสำเนียงเสียงเพื่ออรรถรสของบทเพลง ผู้วิจัยสร้างสรรค์เพลงชุดนี้เพื่อสะท้อนความเจริญรุ่งเรืองของวัดไชยวัฒนารามและเพื่อเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ให้แก่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอันจะเป็นประโยชน์สืบไป


ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : คีตกวีราชามหาภูมิพล สำหรับวงแจ๊สออร์เคสตรา, พลังพล ทรงไพบูลย์ Jan 2020

ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : คีตกวีราชามหาภูมิพล สำหรับวงแจ๊สออร์เคสตรา, พลังพล ทรงไพบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง: คีตกวีราชามหาภูมิพล สำหรับวงแจ๊สออร์เคสตรา เป็นดนตรีพรรณนาในฟอร์มใหญ่เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงใช้ดนตรีเชื่อมโยงพระองค์กับพสกนิกร สร้างความสุข ให้กำลังใจ สร้างความกลมเกลียวของคนในชาติและความรักชาติ บทประพันธ์ความยาว 35 นาที ประกอบด้วย 4 กระบวน ซึ่งถ่ายทอดความรักและการเคารพเทิดทูนที่พสกนิกรไทยมีต่อพระองค์ กระบวนที่ 1) King Bhumibol Adulyadej Square ปฐมบทที่มีเลข 4 เป็นองค์ประกอบสำคัญในการประพันธ์ ทำนองหลักที่สื่อถึง "จัตุรัสภูมิพล" ซึ่งจะปรากฏในกระบวนอื่นใช้สังคีตลักษณ์แบบทวนความ กระบวนที่ 2) His Passion and Inspiration ใช้เอกลักษณ์ของจังหวะดนตรีดิกซีแลนด์แจ๊ส ทำนองอยู่ในโมดลิเดียนมีสังคีตลักษณ์แบบรอนโด 7 ตอน และประกอบด้วยท่อนเดี่ยวไวโอลินบรรเลงด้วยเทคนิคขั้นสูงในคาเดนซา กระบวนที่ 3) His Music and His People บทเพลง 5 ตอน ใช้แนวคิดอัตราจังหวะซ้อน มีเปียโนเป็นตัวนำใช้เทคนิคการซ้ำแบบดนตรีมินิมัล และกระบวนที่ 4) The Musical Legacy of the Nation ใช้เทคนิคผสมผสานจังหวะมีการเปลี่ยนจังหวะอย่างหลากหลายในลีลาแบบสวิง ทำนองอยู่ในบันไดเสียงแบบเพนตาโทนิกประสานเสียงด้วยคอร์ดเชิงซ้อนคู่สี่คู่ห้า บทประพันธ์นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนครั้งแรกเมื่อวันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2564 ณ วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ผลงานประสบความสำเร็จได้รับการชื่นชมว่าเป็นดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลงที่มีคุณค่าทางวิชาการเหมาะสมเป็นคีตวรรณกรรมระดับชาติ


การระบุสารสีด้วยเทคนิคทางภาพเชิงมัลติสเปกตรัมโดยใช้แอลอีดีความยาวคลื่นแคบ, สุรีย์พร คำแพง Jan 2020

การระบุสารสีด้วยเทคนิคทางภาพเชิงมัลติสเปกตรัมโดยใช้แอลอีดีความยาวคลื่นแคบ, สุรีย์พร คำแพง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอวิธีการระบุสารสีด้วยเทคนิคทางภาพถ่ายที่ใช้รังสียูวีและแสงขาว โดยแบ่งแสงขาวออกเป็นแสงที่มีความยาวคลื่นแคบ 13 ช่องสัญญาณ และช่องสัญญาณแสงขาวโทนอุ่นกับโทนเย็นอีก 2 ช่องสัญญาณ ถ่ายผ่านแผ่นกรองแสงที่ให้แสงขาว รังสียูวี และรังสีอินฟราเรดผ่าน งานวิจัยนี้ได้นำเทคนิคนี้มาประยุกต์กับสารสีของเครเมอร์จำนวน 356 สารสี โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการสร้างฐานข้อมูลจากภาพถ่ายสารสีภายใต้แอลอีดีจำนวน 15 ช่องสัญญาณผ่านแผ่นกรองแสงที่ให้แสงขาว รังสียูวี และรังสีอินฟราเรดผ่าน สารสีทั้ง 356 สารสี ถูกแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มจากการปรากฏสีภายใต้แสงขาว ได้แก่ ม่วง น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง และกลุ่มสุดท้ายรวมขาว เทา ดำ และน้ำตาลไว้ด้วยกัน จากนั้นจัดทำแผนผังเพื่อระบุสารสีโดยสังเกตการปรากฏสีภายใต้แอลอีดีจำนวน 15 ช่องสัญญาณลดหลั่นกันจากแสงขาวโทนอุ่น แสงขาวโทนเย็น แสงสีที่ความยาวคลื่นสั้นและสิ้นสุดที่ความยาวคลื่นยาว ส่วนที่สองเป็นการประยุกต์วิธีที่ทำขึ้นในส่วนแรกเข้ากับสีทดสอบโดยอ้างอิงผลกับฐานข้อมูลที่สร้างขึ้นและยืนยันผลกับเทคนิคสเปกตรัมค่าการสะท้อนแสงและสเปกตรัมรามานสเปกโทรสโกปี ผลในส่วนแรกพบว่าสารสีที่อยู่ทุกกลุ่มสีสามารถถูกแยกออกเป็นกลุ่มที่เล็กลง และสารสีบางชนิดสามารถระบุได้โดยตรง เช่น สีม่วงสามารถระบุสารสี Fluorescent violet pigment, Han purple, Studio pink pigment, Alizarine Violet และ Hostaperm pink ได้โดยตรงโดยไม่มีสารสีอื่นอยู่ในกลุ่มทั้งนี้พบว่าสารสีชื่อเดียวกันต่างเพียงความเข้มถูกแยกออกจากกันด้วยลำดับของช่องสัญญาณที่ต่างกัน สาเหตุอาจมาจากการสะท้อนแสงของกระดาษฐานไปยังเซนเซอร์ของกล้องไม่เท่ากันเนื่องจากความโปร่งแสงต่างกัน ผลการทดลองในส่วนที่สองพบว่าการนำวิธีข้างต้นมาระบุสารสีทดสอบ 4 สารสี สามารถระบุสีเขียว Chrome oxide สีแดง Cinnabar สีน้ำตาล Red ochre ได้ ซึ่งได้ยืนยันผลความถูกต้องของผลด้วยวิธีสเปกตรัมการสะท้อนแสงและรามานสเปกโทรสโกปี


การออกแบบเรขศิลป์บนบรรจุภัณฑ์โดยใช้ทฤษฎีไดอาโทนิคโมดสำหรับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย กรณีศึกษาข้าวไทย, ธัญพลอย นุตเกษม Jan 2020

การออกแบบเรขศิลป์บนบรรจุภัณฑ์โดยใช้ทฤษฎีไดอาโทนิคโมดสำหรับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย กรณีศึกษาข้าวไทย, ธัญพลอย นุตเกษม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเชื่อมโยงทฤษฎีไดอาโทนิคโมด (Diatonic modes) กับการออกแบบเรขศิลป์ เพื่อศึกษาแนวทางในการออกแบบเรขศิลป์บนบรรจุภัณฑ์โดยใช้ทฤษฎีไดอาโทนิคโมด มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบเรขศิลป์ เพื่อหาแนวทางการสื่อสารบุคลิกภาพ อารมณ์ (Mood and tone) และแนวทางด้านองค์ประกอบเรขศิลป์ (Design elements) เป็นแนวทางในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของสินค้า โดยนำเสนอผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของสินค้าสิ่งบ่งชื้ทางภูมิศาสตร์ไทย กรณีศึกษาข้าวไทย เพื่อศึกษาหาแนวทางในการออกแบบเรขศิลป์บนบรรจุภัณฑ์โดยใช้ทฤษฎีไดอาโทนิคโมด ประกอบด้วยหลักเกณฑ์และองค์ประกอบศิลป์ใดที่เป็นตัวแปรสำคัญในการออกแบบ โดยศึกษาจากการรวบรวมวรรณกรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี ผู้เชี่ยวชาญด้านเรขศิลป์ โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัยใช้การสัมภาษณ์ สนทนากลุ่มและการทำแบบสอบถามคัดเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม โดยการตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบสอบถามดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น เป็นการถามเฉพาะกรณีที่เหมาะสมกับทฤษฎีที่นำมาศึกษาในงานวิจัยให้ครอบคลุมตามแนวคิดและตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการสื่อสารถึงบุคลิกภาพของตราสินค้าและเรขศิลป์บนบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม สามารถนำเสนอแนวทางการออกแบบ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ ตราสินค้า และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทยได้


การออกแบบเรขศิลป์สำหรับการบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐสังกัดมหาวิทยาลัย: กรณีศึกษา โรงพยาบาลศิริราช, ดัยนยา ภูติพันธุ์ Jan 2020

การออกแบบเรขศิลป์สำหรับการบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐสังกัดมหาวิทยาลัย: กรณีศึกษา โรงพยาบาลศิริราช, ดัยนยา ภูติพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จำนวนผู้มาใช้บริการทางการแพทย์ทุกระดับขั้นและทุกประเภทในโรงพยาบาล มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในแผนกผู้ป่วยนอก ที่มีผู้มาใช้บริการในแต่ละวันสูงถึง 12,000 คน และ 2,000,000-3,000,000 คนต่อปี (ICT.MOPH, 2562) และมีแนวโน้มที่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดปัญหาประสิทธิภาพในการสื่อสารข้อมูลที่ดีในการใช้บริการ ทำให้ผู้ใช้บริการไม่ได้รับความสะดวกในการใช้บริการ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาการใช้และให้บริการล่าช้าและปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น ปัญหาความแออัดของการใช้บริการ นำไปสู่ปัญหาการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรครุนแรง เช่น การระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน การกำหนดยุทธศาสตร์สุขภาพกระทรวงสาธารณสุขที่มีความเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ในด้านสาธารณสุข กำหนดให้การบริการทางการแพทย์ (Service Excellence) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเป็นเลิศทางสาธารณสุขของประเทศ (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, 2562) กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน สถาบันวิจัยรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ได้มีความพยายามในการแก้ปัญหานี้ โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในแนวทาง “smart hospital” เช่นการใช้ ตู้ดิจิทัล (digital kiosks) หรือการ ใช้แอปพลิเคชั่นของโรงพยาบาล เพื่อช่วยในการบริหารจัดการการนัดหมาย การเช็คอินเข้าตรวจ การชำระค่าบริการ ค่ายา และอื่น ๆ เช่น แอปพลิเคชั่น Siriraj Connect ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล Rama App ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี Chula Care ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย หรือ แอปพลิเคชั่น QueQ เป็นต้น ทั้งนี้ยังมาการนำองค์ความรู้ในการออกแบบเรขศิลป์มาปรับใช้กับสื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วย แต่การใช้สื่อเรขศิลป์ระบบป้ายบอกทางสำหรับการบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลนั้น ยังไม่มี การให้ความสำคัญเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาการใช้และการให้บริการทางการแพทย์ เมื่อผู้ใช้บริการมาที่สถานบริการได้จริง (SEGD, 2014) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ (Baby Boomer) และกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึง เข้าใจ และมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (MDES, 2562) การนำระบบเรขศิลป์ป้ายบอกทางในสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อสนับสนุนการใช้งานสื่อและเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้ จะช่วยเคลื่อนย้ายผู้ใช้บริการอย่างรวดเร็ว และลดความแออัดของการใช้บริการลงได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาบุคลาการและเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลมากเท่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ นอกจากนั้นระบบเรขศิลป์ป้ายบอกทางในสิ่งแวดล้อม ยังสามารถนำมาใช้เพื่อช่วยสนับสนุนการใช้งานสื่อเรขศิลป์และเทคโนโลยีต่าง ๆ ในแนวทาง “smart …


ดุษฎีนิพนธ์งานดนตรีวิจัยสร้างสรรค์: บทเพลงมิสซาสยามสำหรับศาสนพิธีนิกายโรมันคาทอลิก, ศิรารัตน์ สุขชัย Jan 2020

ดุษฎีนิพนธ์งานดนตรีวิจัยสร้างสรรค์: บทเพลงมิสซาสยามสำหรับศาสนพิธีนิกายโรมันคาทอลิก, ศิรารัตน์ สุขชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทเพลงมิสซาประเภทบทเพลงภาคปกติเป็นบทประพันธ์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก และสะท้อนความเชื่อความศรัทธาของผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและเป็นองค์ประกอบสำคัญในการประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณ นอกจากนี้นักพันธ์ที่มีชื่อเสียงประพันธ์บทเพลงเป็นจำนวนมาก ในประเทศไทยบทเพลงมิสซาประเภทบทเพลงภาคปกติมีผู้ประพันธ์ชาวไทยประพันธ์ประเภทนี้จำนวนไม่มากนัก จึงทำให้ผู้วิจัยเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน บทเพลง มิสซาสยาม สำหรับศาสนพิธีนิกายโรมันคาทอลิก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างสรรค์บทเพลงมิสซาร่วมสมัยสำหรับศาสนพิธีนิกายโรมันคาทอลิก 2) ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับบทเพลงมิสซาและการประพันธ์บทเพลงขับร้องประสานเสียง 3) เผยแพร่องค์ความรู้และผลงานการประพันธ์บทเพลงมิสซาสยามสำหรับพิธีนิกายโรมันคาทอลิกสู่สาธารณชน ผู้วิจัยทำการศึกษาองค์ความรู้ในบริบทของศาสนาและดนตรี วิเคราะห์ ตีความบทสวด และนำไปสู่การสร้างสรรค์บทเพลง มิสซาสยาม สำหรับนักร้องประสานเสียง นักร้องเดี่ยว และเปียโน ในภาษาละติน จำนวน 8 บท ได้แก่ บทร่ำวิงวอน บทพระสิริรุ่งโรจน์ บทข้าพเจ้าเชื่อ 4 บท บทศักดิ์สิทธิ์ และบทลูกแกะพระเจ้า ความยาว 30 นาที


การออกแบบเรขศิลป์สำหรับพิพิธภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในกลุ่มไทยดิจิทัลเนทีฟ, สิรดา ไวยาวัจมัย Jan 2020

การออกแบบเรขศิลป์สำหรับพิพิธภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในกลุ่มไทยดิจิทัลเนทีฟ, สิรดา ไวยาวัจมัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พิพิธภัณฑ์นับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากรในชาติ เป็นพื้นที่เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ประชาชนให้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง ช่วยเปิดมุมมองความคิดกระตุ้นให้เกิดความสงสัย สนใจค้นหาคำตอบ สามารถประยุกต์และสร้างสรรค์ความรู้ไปสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มช่วงวัยที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศ ส่วนหนึ่งในพันธกิจหลักของงานพิพิธภัณฑ์คือการสื่อสารองค์ความรู้ที่อยู่ภายใน สามารถปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอย่างเข้าใจ จึงจะสามารถสะท้อนบทบาทพื้นที่แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของคนในชาติสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับพิพิธภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในกลุ่มไทยดิจิทัลเนทีฟ โดยมีระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ด้วยการสร้างชุดเครื่องมือการวิจัยแบบสอบถาม แบบวิเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดี แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มโดยการเก็บข้อมูลจากนักจัดการองค์ความรู้งานพิพิธภัณฑ์ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ นักออกแบบ และกลุ่มไทยดิจิทัลเนทีฟ ผลการวิจัยพบว่าแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับพิพิธภัณฑ์ในกลุ่มดิจิทัลเนทีฟ คือแพลทฟอร์มออนไลน์ที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยี เน้นรูปแบบการสื่อสารใน 2 ลักษณะคือ การสร้างคุณค่าของข้อมูล (High Value) และกระตุ้นการมีส่วนร่วม (High Engagement) โดยพบแนวทางการพิจารณาเนื้อหาเด่นของพิพิธภัณฑ์เพื่อใช้สื่อสารได้เป็น 6 เรื่องเด่น เรียกว่า “S-6 (Story of 6)” จากการประยุกต์ใช้ผลของการวิจัยเพื่อการออกแบบสร้างสรรค์สื่อเรขศิลป์ออนไลน์สำหรับพิพิธภัณฑ์ต้นแบบ สามารถสร้างความดึงดูดใจต่อกลุ่มไทยดิจิทัลเนทีฟช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ส่งเสริมให้พิพิธภัณฑ์เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างยั่งยืน


ดุษฎีนิพนธ์ดนตรีวิจัยสร้างสรรค์: การแสดงฟลูตเชมเบอร์อองซอมเบิลผ่านการตีความเชิงทฤษฎีและประวัติศาสตร์, เศรษฐพงศ์ จรรยารยชน Jan 2020

ดุษฎีนิพนธ์ดนตรีวิจัยสร้างสรรค์: การแสดงฟลูตเชมเบอร์อองซอมเบิลผ่านการตีความเชิงทฤษฎีและประวัติศาสตร์, เศรษฐพงศ์ จรรยารยชน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาบทเพลงของฟลูตผ่านวรรณกรรมทางดนตรีในรูปแบบของการบรรเลงรวมวงเป็นการสะท้อนถึงอัจฉริยภาพของคีตกวีและระดับความสามารถของนักดนตรีที่บรรเลงในแต่ละยุคสมัย การศึกษาและตีความเพื่อสังเคราะห์ทักษะปฏิบัติผ่านการบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีที่หลากหลาย การบูรณาการทางความคิด การแลกเปลี่ยนมุมมอง และองค์ความรู้เชิงปฏิบัติดนตรี สิ่งเหล่านี้นำมาสู่การตีความบทเพลงผ่านประสบการณ์ รสนิยม การนำเสนอแนวความคิดทางดนตรี ผ่านกระบวนการฝึกฝนอันเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการบรรเลง งานวิจัยเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหา องค์ความรู้ พัฒนาการ แนวคิดและบทบาทของเครื่องดนตรีฟลูตในบริบทของการบรรเลงรวมวงจากกลวิธีการบรรเลงและบทประพันธ์ที่เปลี่ยนเพลงตามอิทธิพลแนวคิดของผู้ประพันธ์และยุคสมัยทางดนตรี 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบรรเลงจากวรรณกรรมทางดนตรี นำไปสู่การตีความวิเคราะห์สังคีตลักษณ์เพื่อสังเคราะห์ และพัฒนากลวิธีการบรรเลงฟลูตในบริบทของการบรรเลงรวมวง 3) เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการแสดงฟลูตในรูปแบบการบรรเลงรวมวง โดยนำแนวคิดและองค์ความรู้ที่ได้มาเป็นพื้นฐานและบูรณาการร่วมกับการแสดงดนตรีภายใต้กรอบของการบรรเลงที่มีเครื่องดนตรีหลักคือฟลูต นำเสนอผ่านการแสดงคอนเสิร์ต 3 รายการ ผ่านกระบวนการคัดเลือกวรรณกรรมการบรรเลงรวมวงที่สำคัญสำหรับเครื่องดนตรีฟลูต รูปแบบการประสมวงดนตรี เอกลักษณ์และมุมมองของคีตกวีทั้งต่อบทประพันธ์และเครื่องดนตรี และคุณค่าของบทประพันธ์ ภาพสรุปของการสังเคราะห์ประวัติศาสตร์สู่แนวคิดด้านพัฒนาการวรรณกรรมดนตรีฟลูต เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งมุมมองของคีตกวีต่อเอกลักษณ์เครื่องดนตรีฟลูต สังเกตได้ว่าฟลูตนั้นมีอัตลักษณ์ของเครื่องดนตรีในการนำเสนอบทบาทในสัญญะของนกหรือเสียงร้องได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีช่วงระยะเวลาที่เริ่มได้รับความนิยมและเป็นเครื่องดนตรีกระแสนิยมในแต่ละยุคสมัย แต่มิได้หมายความว่าหลังจากผ่านพ้นยุคสมัยเหล่านั้นค่านิยมจะหายสาบสูญจนหมดสิ้นไปทั้งหมด แนวคิดในการบรรเลงนั้นยังคงมีอยู่แม้ช่วงเวลาจะเปลี่ยนผ่านไป เพียงแต่อาจจะลดบทบาทลงเท่านั้น ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ความคิดของสังคมต่อเครื่องดนตรีฟลูตได้อย่างมีนัยสำคัญ ความเป็นดนตรีแห่งมิตรภาพ เป็นภาพสะท้อนของการบรรยายคุณลักษณะของดนตรีเชมเบอร์ถึงกระบวนการทำงานร่วมกันของนักดนตรีอย่างเป็นระบบทั้งด้านการฝึกซ้อม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการวิพากษ์เพื่อหาข้อสรุปอย่างเป็นประชาธิปไตยผ่านการพูดคุยในประเด็นต่าง ๆ ของบทเพลง กล่าวได้ว่าการบรรเลงในวงดนตรีเชมเบอร์นั้นจะต้องมีทักษะพิเศษทั้งในเชิงดนตรีและสังคม โดยสิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจหลักของดนตรีแชมเบอร์นั้น คือ การสื่อสารและกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างนักดนตรี


การออกแบบเรขศิลป์สำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ของชุมชนทอผ้าฝ้ายลาวครั่ง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี โดยใช้กลยุทธ์การตลาดโชคลาง, เลอลักษณ์ ศรีเกษมศิรา Jan 2020

การออกแบบเรขศิลป์สำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ของชุมชนทอผ้าฝ้ายลาวครั่ง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี โดยใช้กลยุทธ์การตลาดโชคลาง, เลอลักษณ์ ศรีเกษมศิรา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ภูมิปัญญาผ้าฝ้ายลาวครั่งของอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เพื่อใช้ในการออกแบบเรขศิลป์สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ของอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี 2) เพื่อพัฒนาตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ของอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี โดยใช้กลยุทธ์มหาสมุทรสีคราม (Blue Ocean Strategy) 3) เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์ โดยใช้กลยุทธ์การตลาดโชคลาง (Superstitious Marketing Strategy) การดำเนินการวิจัยใช้วิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methodology) โดยนำด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการเก็บข้อมูลโดยการลงพื้นที่ชุมชนทอผ้าฝ้ายลาวครั่ง ด้วยวิธีสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) รวมถึงใช้วิธีเดลฟายประยุกต์ (Delphi) จากเจ้าพนักงานพัฒนาชุมชนชำนาญงาน อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี 1 ท่าน ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informant) 1 ท่าน และผู้รู้ด้านผ้าฝ้ายลาวครั่งในชุมชนทอผ้าฝ้ายลาวครั่ง อำเภอบ้านไร่ 23 ท่าน และยังสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นนักออกแบบที่มีประสบการณ์สูงและมีความเชี่ยวชาญด้านการสร้างตราสินค้าและการทำตลาด 3 ท่าน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และการอ้างอิงแบบต่อเนื่อง (Snowball Sampling) และเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ดดยอาศัยแบบสอบถาม 3 ชุด ที่ผ่านการประเมินค่าความสอดคล้องของข้อคำถามในแบบสอบถามกับวัตถุประสงค์การวิจัย หรือ Index of item-objective Congruence (I.O.C) ด้วยค่า 0.64, 0.90, 1.0 ตามลำดับ ไปเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งคือกลุ่มเจเนอเรชันวายไทยที่เกิดปี พ.ศ. 2525-2538 ที่ได้มาจากการเลือโดยบังเอิญ (Accident Sampling) และการอ้างอิงแบบต่อเนื่อง โดยใช้วิธีกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของ Yamane (1967) เมื่อไม่ทราบจำนวนประชากรที่ระดับความเชื่อมั่น 95% คือจำนวน 400 คน และเก็บได้สมบูรณ์ในเวลาที่กำหนด จำนวน 133 คน สำหรับแบบสอบถามชุดที่ 1 (เพื่อโหวตเลือกชื่อตราสินค้า) จำนวน 210 …


ดุษฏีนิพนธ์วิจัยสร้างสรรค์การแสดงดนตรี: เทคนิคการตีความในบทเพลงเรียบเรียงใหม่สำหรับฟลูต, ธีรวัฒน์ รัตนประภาเมธีรัฐ Jan 2020

ดุษฏีนิพนธ์วิจัยสร้างสรรค์การแสดงดนตรี: เทคนิคการตีความในบทเพลงเรียบเรียงใหม่สำหรับฟลูต, ธีรวัฒน์ รัตนประภาเมธีรัฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดุษฏีนิพนธ์วิจัยสร้างสรรค์การแสดงดนตรี: เทคนิคการตีความในบทเพลงเรียบเรียงใหม่สำหรับฟลูต มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาเทคนิคการเรียบเรียงบทเพลงสำหรับฟลูตจากนักฟลูตที่มีชื่อเสียงเพื่อนำไปสู่การปรับเทคนิคการบรรเลงจากไวโอลินให้เข้ากับการบรรเลงโดยฟลูต ในขั้นตอนการวิจัยผู้วิจัยได้ทำการแสดงเดี่ยว ในบทเพลงคอนแชร์โต สำหรับไวโอลิน โอปุส 47 ในกุญแจเสียง ดี ไมเนอร์ ประพันธ์โดย ชอง ซิเบลิอุส เรียบเรียงโดย เดนิส บอเรียคอฟ และบทเพลงโซนาตาสำหรับไวโอลิน ในกุญแจเสียง เอ เมเจอร์ ประพันธ์โดย เซซาร์ ฟรางค์ เรียบเรียงโดย ชอง-ปิแอร์ รัมปาล เพื่อศึกษาวิธีการปรับเทคนิคไวโอลินนำมาเรียบเรียงให้เหมาะสมกับการบรรเลงโดยฟลูต นำไปสู่การสร้างสรรค์บทเพลงเรียบเรียงโซนาตาสำหรับไวโอลิน ในกุญแจเสียง เอฟ เมเจอร์ ประพันธ์โดย เฟลิกซ์ เมนเดลโซน จากการศึกษาพบว่าเทคนิคในการเรียบเรียงมีความสอดคล้องกับบทเพลงเรียบเรียงที่นักฟลูตที่มีชื่อเสียงได้เรียบเรียงไว้ 3 เทคนิค คือ 1) การปรับขั้นคู่เสียงที่สูงหรือต่ำเกินไป 2) การปรับโน้ตด้วยโน้ตอื่นที่อยู่ในกุญแจเสียงเดียวกัน และ 3) การปรับเทคนิคเฉพาะสำหรับไวโอลินให้เหมาะสมสำหรับฟลูต


ดุษฎีนิพนธ์วิจัยสร้างสรรค์ทางดุริยางคศิลป์: เพลงการเดินทางของเฉกอะหมัดสู่กรุงศรีอยุธยา, วงศ์วสันต์ วสันตสุรีย์ Jan 2020

ดุษฎีนิพนธ์วิจัยสร้างสรรค์ทางดุริยางคศิลป์: เพลงการเดินทางของเฉกอะหมัดสู่กรุงศรีอยุธยา, วงศ์วสันต์ วสันตสุรีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดุษฎีนิพนธ์วิจัยสร้างสรรค์ทางดุริยางคศิลป์: เพลงการเดินทางของเฉกอะหมัดสู่กรุงศรีอยุธยา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดที่สำคัญเกี่ยวกับการเดินทางของเฉกอะหมัดอันเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์บทเพลงการเดินทางของเฉกอะหมัดสู่กรุงศรีอยุธยาโดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิและการค้นคว้าทางเอกสาร ผลการวิจัยพบว่าแนวคิดสำคัญ 4 ประการซึ่งเป็นสาระสำคัญและสร้างแรงบันดาลใจในการประพันธ์บทเพลง ประกอบไปด้วยแนวคิดด้านภูมิลำเนาถิ่นกำเนิดของเฉกอะหมัด แนวคิดด้านเส้นทางการเดินทางของเฉกอะหมัดสู่กรุงศรีอยุธยา แนวคิดด้านวัฒนธรรมดนตรีเปอร์เซีย และแนวคิดด้านวัฒนธรรมดนตรีอินเดียในการสร้างสรรค์บทเพลง เส้นทางการเดินทางของเฉกอะหมัดเริ่มจากเมืองกูน แคว้นแอสตะระบัด อาณาจักรเปอร์เซียสู่กรุงศรีอยุธยาในช่วงปลายของสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แนวคิดการสร้างสรรค์ทางดุริยางคศิลป์: เพลงการเดินทางของเฉกอะหมัดสู่กรุงศรีอยุธยาประกอบด้วยทำนองเชื่อมสำเนียงเปอร์เซีย 4 ทำนอง และบทเพลงหลัก 5 บทเพลง ได้แก่ เพลงปฐมคุณา แสดงจินตภาพในการเดินทางจากเมืองกูนไปยังเมืองละฮอร์ เพลงภารตะอุดร แสดงการเดินทางเข้าสู่เมืองเดลี เพลงสัญจรทักษิณ แสดงการเดินทางจากเมืองไฮดาราบัดสู่เมืองมะสุลิปะตัม เพลงชลาสินธุ์พรรณนา แสดงจินตภาพการเดินทางในทะเลอันดามันจากฝั่งมะสุลิปะตัมไปยังสยาม และเพลงปัจฉิมวารกายี แสดงจินตภาพการเดินทางถึงกรุงศรีอยุธยาโดยสวัสดิภาพ โดยตีความนัยของคำว่า กายี ออกเป็น 2 ความหมาย คือ กายี ที่หมายถึง ตำบลท่ากายี ในกรุงศรีอยุธยา อันเป็นจุดหมายที่เฉกอะหมัดเดินทางมาถึง ส่วนอีกนัยหนึ่ง กายี ในที่นี้คือ กายา หรือ กาย อันหมายถึงเรือนร่างของเฉกอะหมัด เป็นการแฝงความหมายทางนามธรรมเปรียบได้ว่า บัดนี้ร่างกายของเฉกอะหมัดได้สูญสลายไปตามกาลเวลาแต่คุณงามความดีของเฉกอะหมัดยังคงอยู่ แม้กายสูญสลายแต่นามปรากฏชั่วนิรันดร์


การถ่ายทอดความเป็นสมัยใหม่นิยม (Modernism) ในบทกวีนิพนธ์เรื่อง “The Love Song Of J. Alfred Prufrock” โดย ที.เอส. เอเลียต (T.S. Eliot), มิรา อุไรกุล Jan 2020

การถ่ายทอดความเป็นสมัยใหม่นิยม (Modernism) ในบทกวีนิพนธ์เรื่อง “The Love Song Of J. Alfred Prufrock” โดย ที.เอส. เอเลียต (T.S. Eliot), มิรา อุไรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการถ่ายทอดความเป็นสมัยใหม่นิยม (Modernism) ในบท กวีนิพนธ์เรื่อง “The Love Song of J. Alfred Prufrock” โดย ที.เอส. เอเลียต จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแนวคิดสมัยใหม่นิยมในบริบทของโลกตะวันตกและบทวิเคราะห์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการประพันธ์กวีนิพนธ์ของที.เอส. เอเลียต เพื่อนำมาใช้เป็น แนวทางการวิเคราะห์ตัวบท พร้อมทั้งศึกษาแนวคิดสมัยใหม่นิยมที่เกี่ยวข้องกับการประพันธ์ กวีนิพนธ์ในประเทศไทย แนวทางการประพันธ์กวีนิพนธ์ของกวีไทยร่วมสมัย ตลอดจนทฤษฎีการแปลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แนวทางการแปลกวีนิพนธ์ของฟรานซิส อาร์. โจนส์ (Francis R. Jones) รวมถึงแนวคิดเรื่องสัมพันธบท (Intertextuality) และกลวิธีการแปลของลอว์เรนซ์ เวนูติ (Lawrence Venuti) เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการแปลเพื่อถ่ายทอดความเป็นสมัยใหม่นิยมอันเป็นแนวคิดสำคัญของกวีนิพนธ์เรื่องนี้ ผลการวิจัยพบว่า การแปลเพื่อถ่ายทอดความเป็นสมัยใหม่นิยมอันเป็นเป้าหมายหลักของสารนิพนธ์ฉบับนี้ ทำได้ด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์คุณลักษณะต่าง ๆ ที่สะท้อนความเป็นสมัยใหม่นิยมภายในตัวบทต้นฉบับ โดยประยุกต์ใช้โครงสร้างกวีนิพนธ์แบบผิดแผกจาก ขนบของกวีไทยในยุคร่วมสมัย และให้ความสำคัญกับความหมายเป็นหลัก ซึ่งสามารถสะท้อนความเป็นสมัยใหม่นิยมที่ตั้งคำถามต่อขนบ ทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาในการวิจัย และนำไปสู่บทแปลที่สามารถสะท้อนตัวบทต้นฉบับได้อย่างใกล้เคียง


การถ่ายทอดภาพพจน์ประเภทบุคคลวัตและอุปลักษณ์ในการแปลกวีนิพนธ์ เรื่อง Il Penseroso ของ John Milton, ปิยธิดา คำพิพจน์ Jan 2020

การถ่ายทอดภาพพจน์ประเภทบุคคลวัตและอุปลักษณ์ในการแปลกวีนิพนธ์ เรื่อง Il Penseroso ของ John Milton, ปิยธิดา คำพิพจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการแปลบุคคลวัตและอุปลักษณ์ ในบทกวีนิพนธ์ เรื่อง Il Penseroso จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ผู้วิจัยได้นำทฤษฎีการกระทำการแปลของคริสติอันเน นอร์ด ทฤษฎีสโคโพสของคาทารินา ไรส์และฮานส์ แฟร์เมีย หลักการแปลกวีนิพนธ์ของอองเดร เลอเฟอแวร์ หลักการแปลกวีนิพนธ์และหลักการแปลอุปมาโวหารของสัญฉวี สายบัว หลักการแปลกวีนิพนธ์ของปราณี บานชื่น และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาใช้เป็นแนวทางการแปลเพื่อรักษาสุนทรียภาพและความหมายเดิมในตัวบทต้นฉบับ และถ่ายทอดการใช้ภาพพจน์ที่สะท้อนความเชื่อและความสามารถทางกวีนิพนธ์ของกวี ผลการวิจัยพบว่า การแปลบุคคลวัตและอุปลักษณ์ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของสารนิพนธ์จำเป็นต้องใช้แนวทางการแปลมากกว่าหนึ่งแนวทางเพื่อให้การแปลสัมฤทธิ์ผล โดยในการแปลบุคคลวัตด้านธรรมชาติสามารถใช้การแปลแบบตรงตัวได้ แต่ในการแปลบุคคลวัตด้านวรรณคดีจำเป็นต้องใช้การแปลแบบกึ่งตรงตัวควบคู่ไปกับการแปลเทียบเคียงและการขยายความเพื่อความเข้าใจของผู้อ่าน โดยแนวทางการแปลที่กล่าวถึงนี้สามารถรักษาสุนทรียภาพและความหมายเดิมในตัวบทต้นฉบับไว้ได้ และช่วยแก้ไขปัญหาการแปลจนนำไปสู่การถ่ายทอดการใช้ภาพพจน์ตามต้นฉบับได้อย่างใกล้เคียง


การแปลนิทานร้อยกรองสำหรับเด็กเรื่อง The Everywhere Bear ของ Julia Donaldson เป็นร้อยกรองภาษาไทย, เอกชัย วังประภา Jan 2020

การแปลนิทานร้อยกรองสำหรับเด็กเรื่อง The Everywhere Bear ของ Julia Donaldson เป็นร้อยกรองภาษาไทย, เอกชัย วังประภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแปลหนังสือนิทานร้อยกรองสำหรับเด็กเรื่อง The Everywhere Bear ของ จูเลีย โดนัลด์สัน จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ต้นฉบับเป็นตัวบทสื่อผสมระหว่างเนื้อความกับภาพประกอบซึ่งไม่สามารถแยกเป็นเอกเทศได้ ผู้วิจัยจึงศึกษาทฤษฎีการแปลที่เกี่ยวข้องโดยกำหนดแนวทางการแปลเป็นแบบสื่อสารความหมาย ประยุกต์ใช้แนวทางการแปลบทร้อยกรองของเลอเฟอแวร์ วิเคราะห์ตัวบทที่มีสื่อผสมหลายรูปแบบตามแนวคิดของนอร์ดและดิเซอร์โต ประยุกต์ใช้ทฤษฎีความเกี่ยวเนื่องของกุตต์ และทฤษฎีการสื่อสารรูปแบบผสมของเครสในการแก้ปัญหาการแปล สารนิพนธ์นี้มุ่งเน้นเสนอวิธีการแปลเพื่อสื่อความหมาย ดังนั้นทุกองค์ประกอบในสารนิพนธ์ ตั้งแต่การกำหนดแนวทางการแปล การวิเคราะห์ตัวบทต้นฉบับ การแปลตัวบท จนถึงการแก้ปัญหาการแปล ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ผลการวิจัยพบว่า ความรู้ ทฤษฎี และแนวคิดต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นช่วยให้ผู้วิจัยเข้าใจต้นฉบับ แก้ปัญหาการแปล และแปลตัวบทออกมาเป็นบทร้อยกรองภาษาไทยได้อย่างเหมาะสมและมีความสอดคล้องกันระหว่างบทแปลภาษาไทยกับภาพมากที่สุด


การแปลมนต์คาถาในนิยายภาพเรื่อง Zatanna ของ Paul Dini, ธัญจิรา จันทร์ประสิทธิ์ Jan 2020

การแปลมนต์คาถาในนิยายภาพเรื่อง Zatanna ของ Paul Dini, ธัญจิรา จันทร์ประสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่องนี้มุ่งหาแนวทางการแปลมนต์คาถาซึ่งเป็นศิลปะการเล่นทางภาษาแบบร่ายกลับหลังและพาลินโดรมในนิยายภาพเรื่อง ซาแทนน่า (Zatanna) ของ พอล ดินี (Paul Dini) ผู้วิจัยได้เสนอแนวทางการแปลไว้ 3 แนวทาง ได้แก่ 1. การประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่องขนบการแปลของ กิเดียน ทูรี (Gideon Toury) ร่วมกับทฤษฎีวัจนกรรมของ เจ. แอล. ออสติน (J. L. Austin) และกระบวนการภารตานุวาทของ อัสนี พูลรักษ์ เพื่อเป็นแนวทางที่จะทำให้ผู้อ่านบทแปลภาษาไทยยอมรับได้ตามขนบภาษาเวทมนตร์ของไทย 2. การประยุกต์ใช้ทฤษฎีประเด็นสัมพันธ์ของ เออร์เนสต์ ออกัส กัตต์ (Ernest – August Gutt) ร่วมกับกลวิธีการแปลการเล่นคำของ เดิร์ก เดอลาบาสติตา (Dirk Delabastita) เพื่อทดแทนการเล่นทางภาษาของต้นฉบับและสร้างผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุดทั้งในแง่ของความหมายและการเล่นทางภาษา ซึ่งศิลปะการเล่นทางภาษาของไทยที่ผู้วิจัยเลือกใช้ คือ การเล่นคำผวนและฉันทลักษณ์ของกลบท และ 3. การปรับใช้กลวิธีการแปลการ์ตูนของ มิฮาล โบโดโร (Michal Borodo) เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาและวัจนลีลาของต้นฉบับภาษาอังกฤษออกมาเป็นบทแปลภาษาไทยได้อย่างสมจริงที่สุด ผลการศึกษาพบว่า การใช้คำยืมภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตตามกระบวนการภารตานุวาทสามารถช่วยยกระดับภาษาของมนต์คาถาให้มีความศักดิ์สิทธิ์ตามขนบการใช้ภาษาเวทมนตร์ของไทย การเล่นคำผวนและฉันทลักษณ์ของกลบทเป็นกลวิธีที่สามารถสร้าง ผลลัพธ์ (Effect) ที่มีความใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุดและเป็นการเล่นคำที่ผู้ใช้ภาษาไทยส่วนใหญ่คุ้นเคย จึงไม่ต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจ (Effort) เกินความจำเป็น และการปรับใช้กลวิธีการแปลการ์ตูน ซึ่งประกอบด้วย การแปลแบบเพิ่ม (Addition) การแปลแบบลด (Condensation) และการแปลแบบแปลง (Transformation) ก็เป็นประโยชน์ต่อการแปลมนต์คาถาและข้อความทั้งหลายเช่นกัน


การออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับกลุ่มเริ่มทำงานโดยใช้การออกแบบคาแรคเตอร์จากคำอวยพรของจีน, เจนจิรา ลีลาเทพินทร์ Jan 2020

การออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับกลุ่มเริ่มทำงานโดยใช้การออกแบบคาแรคเตอร์จากคำอวยพรของจีน, เจนจิรา ลีลาเทพินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

“ คำอวยพร ” ถือเป็นหนึ่งความเชื่อของชาวจีนที่มีความสำคัญ คำอวยพรจะมีการนำมาใช้ในการส่งต่อสิ่งดีๆให้แก่กันในทุกเทศกาลของจีน แต่น้อยคนจะตระหนักถึงความสำคัญของคำอวยพร ไม่ว่าจะเป็นความหมายตลอดจนที่มาของคำแต่ละคำ โดยเฉพาะกลุ่มคนเริ่มทำงานที่ถือเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้กำลังใจในการทำงาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและอธิบายแนวความคิดของการออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับกลุ่มเริ่มทำงานโดยใช้การออกแบบคาแรคเตอร์จากคำอวยพรของจีน เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบของกรณีศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีดังต่อไปนี้ 1.)แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมเรื่องความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อในวัฒนธรรมจีนของกลุ่มเริ่มทำงาน 2.) การทำแบบสังเกตเกี่ยวพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายต่อประเภทสื่อต่างๆ 3.) แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสำหรับวิเคราะห์ความชอบด้านคาแรคเตอร์แบรนด์ของกลุ่มเริ่มทำงาน 4.) การสอบสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายเกี่ยวกับแนวทางการหาบุคลิกของแบรนด์ จำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับกลุ่มเริ่มทำงานโดยใช้การออกแบบคาแรคเตอร์จากคำอวยพรของจีนหลักๆคือ 1.) สื่อประเภทผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ประเภทของออฟฟิศ, ประเภทอุปกรณ์ทั่วไป และ ประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เรียงตามลำดับ 2.) การออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อจูงใจกลุ่มเป้าหมายโดยการใช้สไตล์คาวาอี


การออกแบบเรขศิลป์สาหรับกลุ่มอินโทรเวิร์ท, วิภาวี มีชนะ Jan 2020

การออกแบบเรขศิลป์สาหรับกลุ่มอินโทรเวิร์ท, วิภาวี มีชนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บุคลิกแบบอินโทรเวิร์ทเป็นคนที่มีบุคลิกมักจมอยู่กับความคิดและความรู้สึกของตัวเอง แม้คนเหล่านี้จะช่าง จินตนาการ แต่ไม่ต้องชอบการพบเจอคนจำนวนมากเนื่องจากชอบความสงบ, ความเป็นส่วนตัว และรู้สึกอึดอัดที่ต้อง พูดคุยกับคนแปลกหน้า บุคลิกภาพแบบอินโทรเวิร์ทนี้เป็นเพียงลักษณะเฉพาะรูปแบบ หนึ่งและไม่ใช่ความผิดปกติแต่ อย่างใด คนกลุ่มนี้จึงสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้เช่นเดียวกับผู้ที่มีบุคลิกภาพอื่นๆ ที่แตกต่างออกไป งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับกลุ่มอินโทรเวิร์ทและกลยุทธ์ในการเผย แผ่ผลวิจัยแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับกลุ่มอินโทรเวิร์ท เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1. แบบทดสอบเพื่อหาบุคลิกภาพแบบอินโทรเวิร์ทมาทำแบบทดสอบความชอบและความสนใจ 2. แบบทดสอบแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบเรขศิลป์ คัดเลือกงานออกแบบสำหรับบุคลิกภาพอินโทรเวิร์ท ได้แก่ แนวโน้มการออกแบบตราสัญลักษณ์, ตัวอย่างการออกแบบภาพประกอบ, ตัวอย่างการออกแบบตัวอักษร, ภาพถ่าย, สี, ป้าย และ ตัวหนังสือภาพ ผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการจะสื่อสำหรับการออกแบบเรขศิลป์สำหรับกลุ่มอินโทรเวิร์ทที่ใช้กับคาเฟ่ คือ On the mars การออกแบบเรขศิลป์ให้กับคาเฟ่สร้างเพื่อให้คนที่เป็นอินโทรเวิร์ทรู้สึกถึงความสบายใจและไม่ต้องกังวล แม้ว่าจะต้อง เข้ามาใช้บริการคนเดียวหรือต้องสื่อสารกับพนักงานในร้าน บุคลิกภาพและอารมณ์ คือ ซึ่งเป็นอิสระ (Independent), ลึกซึ้ง เข้าใจยาก (Subtle), ชอบผจญภัย (Adventuresome) และมีสติ (Conscious )


การออกแบบเรขศิลป์โครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในกรุงเทพมหานครโดยใช้การออกแบบคาร์แรคเตอร์เปรตในพุทธศาสนา, ฐิติชญา ปัทมดิลก Jan 2020

การออกแบบเรขศิลป์โครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในกรุงเทพมหานครโดยใช้การออกแบบคาร์แรคเตอร์เปรตในพุทธศาสนา, ฐิติชญา ปัทมดิลก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัฒนธรรมเป็นรูปแบบของกิจกรรมหรือโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ของมนุษย์ ที่คิดขึ้นและสืบสานโดยเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ผ่านทางภาษา ศิลปะ ความเชื่อ และขนบธรรมเนียมประเพณี ปัจจุบันสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาโดยเทคโนโลยีที่เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่หรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงวัฒนธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งเหมาะสมกับคนยุคใหม่ หากแต่กลุ่มคนที่ไม่ได้รับการปลูกฝังเกี่ยวกับความสำคัญของวัฒนธรรมส่งผลให้คนมีความสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมน้อยลง ซึ่งสังเกตได้จากการสืบทอดหรือหลงเหลือต่อกันมาและการถูกลดความสำคัญลง ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ให้ความสนใจในเรื่องวัฒนธรรม และแสดงความเห็นต่างๆดังต่อไปนี้ น่าเบื่อ, ไม่สนุกสนาน, ไม่มีแรงจูงใจในการสืบสานต่อ และไม่เหมาะสมต่อความต้องการของสังคมสมัยใหม่ ขณะที่การเติบโตของสื่อออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมนั้นได้เป็นกระแสความนิยมมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ผู้คนก็เริ่มหันมาให้ความสนใจเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นจำนวนมากขึ้น โดยคนกลุ่มนั้นคือ เจนเนอเรชั่น ซี อย่างไรก็ตามผู้วิจัยจะต้องตระหนักถึงการดึงดูดกลุ่มเป้าหมายไม่ให้รู้สึกเบื่อกับการเข้าถึงวัฒนธรรมเสียก่อน โดยการศึกษาข้อมูลเพื่อเชิญชวนให้กลุ่มคนรุ่นใหม่มาท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านสื่อต่างๆในช่องทางออนไลน์ เช่น อินสตาแกรม นอกจากนั้นการคัดกรองข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเข้าใจกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและความเหมาะสมของอุปนิสัยของกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่จะศึกษาข้อมูลเพื่อหาแนวทางออกแบบสื่อเรขศิลป์ และสร้างภาพลักษณ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย


การออกแบบเรขศิลป์โครงการปฏิทินวันพุทธสำหรับวัยทำงานในกรุงเทพ, พิมพ์นารา เรขะธีระโรจน์ Jan 2020

การออกแบบเรขศิลป์โครงการปฏิทินวันพุทธสำหรับวัยทำงานในกรุงเทพ, พิมพ์นารา เรขะธีระโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเรื่องการออกแบบเรขศิลป์ปฏิทินวันสำคัญทางพุทธศาสนาสำหรับวัยทำงานในกรุงเทพโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการของงานวิจัยดังนี้ 1.เพื่อหากลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์โครงการปฏิทินวันพุทธสำหรับวัยทำงานในกรุงเทพ 2.เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์โครงการปฏิทินวันพุทธสำหรับวัยทำงานในกรุงเทพ 3.เพื่อค้นคว้าสื่อทางเรขศิลป์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับโครงการและเหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ขั้นตอนและวิธีการวิจัย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากพระไตรปิฏกและอรรถกถา เอกสารงานวิจัย วิทยานิพนธ์ และบทความทางอินเตอร์เน็ต นำข้อมูลมาประมวลและวิเคราะห์ สร้างแบบสอบถามออนไลน์ สนทนากลุ่มกับกลุ่มเป้าหมาย และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ได้ข้อมูลที่ใช้ในการออกแบบต่อไป ผลการวิจัยสามารถชี้ให้เห็นดังนี้ 1.) กลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์โครงการปฏิทินวันพุทธสำหรับวัยทำงานในกรุงเทพได้สารที่ต้องการสื่อ (Concept) คือธัมมแมชชีน และบุคลิกภาพของงาน คือเก๋เท่ ทันสมัย (Modern) แบบผู้ดี (Chic) ชัดเจน โปร่งใส ไม่มีข้อสงสัย (Clear) 2.) แนวทางการออกแบบที่เหมาะสมใช้หลักธรรมะผสมผสานกับเทรนด์การออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ 2021 (UI Trends 2021) 3.) สื่อทางเรขศิลป์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้และเหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ แอปพลิเคชันปฏิทินวันสำคัญทางพุทธศาสนา และวิดเจ็ต สื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ อาทิ เว็บไซด์ แฟนเพจในเฟสบุ๊ค แบนเนอร์ บิลบอร์ด ปฏิทินโปสเตอร์


การออกแบบเรขศิลป์โดยใช้แนวคิดความขัดแย้ง, เขมพงศ์ รุ่งสว่าง Jan 2020

การออกแบบเรขศิลป์โดยใช้แนวคิดความขัดแย้ง, เขมพงศ์ รุ่งสว่าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องการออกแบบเรขศิลป์โดยใช้แนวคิดความขัดแย้งมีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดความขัดแย้งและหากลยุทธ์ในการเผยแพร่องค์ความรู้ เพื่อให้เห็นโอกาสและทิศทางในการออกแบบใหม่ ที่ได้จากองค์ความรู้ของแนวคิดความขัดแย้งและสามารถนำไปปรับใช้กับงานการออกแบบได้ เครื่องมือในการวิจัยมีดังต่อไปนี้ 1. รวบรวมกลุ่มตัวอย่างงานออกแบบ ได้แก่ กลุ่มโปสเตอร์ กลุ่มปกหนังสือ และกลุ่มการออกกแบบโฮมเพจ นำกลุ่มตัวอย่างไปคัดกรองโดยสอบถามกับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการออกแบบว่าชิ้นไหนมีแนวโน้มความขัดแย้ง 2. นำกลุ่มตัวอย่างที่ผ่านการคัดกรองมาแยกรูปแบบการออกแบบจากแนวคิดลักษณะการบริหารความขัดแย้งของ โดยใช้การสอบถามผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ทางด้านการออกแบบเรขศิลป์สูงเป็นผู้วิเคราะห์กลุ่มตัวอย่าง 3. วิเคราะห์แนวทางการออกแบบของแต่ละรูปแบบ โดยวิเคราะห์ลักษณะองค์ประกอบศิลป์ โครงสร้างการออกแบบ การใช้งานสี และลักษณะการใช้แนวคิดความแตกต่าง 4. สอบถามความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมายที่ประกอบอาชีพนักออกแบบกราฟิก เพื่อหาสารที่ต้องการสื่อสำหรับเนื้อหางานวิจัยและรูปแบบสื่อที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ​ผลการวิจัยพบว่า 1. ค้นพบแนวทางการออกแบบตามลักษณะบุคลิกของการจัดการความขัดแย้งทั้ง 5 รูปแบบ ได้เป็นแนวทางการออกแบบเรขศิลป์ของความขัดแย้ง 5 รูปแบบได้แก่ รูปแบบเต่า รูปแบบตุ๊กตาหมี รูปแบบสุนัขจิ้งจอก รูปแบบนกฮูก และรูปแบบฉลาม โดยแต่ละรูปแบบมี 4 หัวข้อการออกแบบดังต่อไปนี้ องค์ประกอบศิลป์ โครงสร้างทางการออกแบบ การใช้งานสี และลักษณะความแตกต่าง 2. ได้สารที่ต้องการสื่อที่เหมาะสมคือ Distort Environment และสื่อที่ใช้สำหรับการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายเป็นประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ 3. ได้ตัวอย่างออกแบบที่ปรับใช้แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ของความขัดแย้ง 5 รูปแบบ อย่างเหมาะสม


นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายบุรุษและสตรีด้วยเส้นใยสังเคราะห์ตกแต่งพิเศษนาโนที่ป้องกันมลพิษสิ่งแวดล้อมในอากาศสำหรับกลุ่มเจเนอเรชั่นวายโดยใช้แนวคิดระบบโมดูลาร์, เจตวัฒน์ วิริยรัต Jan 2020

นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายบุรุษและสตรีด้วยเส้นใยสังเคราะห์ตกแต่งพิเศษนาโนที่ป้องกันมลพิษสิ่งแวดล้อมในอากาศสำหรับกลุ่มเจเนอเรชั่นวายโดยใช้แนวคิดระบบโมดูลาร์, เจตวัฒน์ วิริยรัต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายบุรุษและสตรีด้วยเส้นใยสังเคราะห์ตกแต่งพิเศษนาโนที่ป้องกันมลพิษสิ่งแวดล้อมในอากาศสำหรับกลุ่มเจเนอเรชั่นวายโดยใช้แนวคิดระบบโมดูลาร์ เป็นการวิจัยเพื่อหานวัตกรรมเครื่องแต่งรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกับการใช้งานที่ต้องผจญกับปัญหามลภาวะทางอากาศและสอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน นำมาพัฒนาในรูปแบบของฟังก์ชั่นการใช้งานที่ปรับเปลี่ยนได้และปกคุมร่างกายในส่วนที่ต้องการได้รับการป้องกัน และในส่วนของสิ่งทอที่มีการนำนวัตกรรมตกแต่งสิ่งทอด้วยสารเคลือบนาโนที่เพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้กับสิ่งทอ ออกแบบให้สร้างสรรค์และสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายบุรุษและสตรีที่มีวิถีชีวิตที่ต้องผจญกับปัญหามลภาวะทางอากาศ ตั้งแต่การศึกษากลุ่มเป้าหมายถึงข้อมูลทั่วไปและพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเพื่อเข้าใจถึงรูปแบบ และหลักเกณฑ์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกบริโภคสินค้ารวมถึงช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายจะตัดสินใจเลือกบริโภค ตลอดจนการศึกษาถึงลักษณะแบรนด์สินค้าในปัจจุบันที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ ศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการใช้ชีวิตในแต่ละวันเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานที่ปรับเปลี่ยนได้ ได้แก่ แบบสอบถามกลุ่มผู้บริโภคประกอบด้วย เพศหญิง เพศชาย และ อื่นๆ จำนวน 136 คน จากแบบสอบถาม กลุ่มเป้าหมายมีแนวทางการแต่งตัวในรูปแบบของ street wear ที่เน้นความเป็นตัวตนเฉพาะตัวสามารถ mix&match เพื่อสร้างสรรค์ความน่าสนใจใหม่ๆแบบไร้รูปแบบตายด้วมีความสนใจในนวัตกรรมที่เกี่ยวกับมลภาวะในปัจจุบัน ดังนั้นเครื่องแต่งกายที่สามารถสร้างความสบายใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการป้องกันมลภาวะ และปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามการใช้งานที่หลากหลาย จึงเป็นที่น่าสนใจของกลุ่มเป้าหมายแต่ต้องอยู่ในการออกแบบที่คำนึงถึงความสวยงามด้วย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายนี้มักมีการใช้ชีวิตที่ต้องเดินทางที่ต้องพบเจอมลภาวะต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และมีการพิธีพิถันในการแต่งกาย


กรรมวิธีการสร้างกระจับปี่ของช่างศุภาพล ไทรวิมาน, วิศรุต แซ่จุ่ง Jan 2020

กรรมวิธีการสร้างกระจับปี่ของช่างศุภาพล ไทรวิมาน, วิศรุต แซ่จุ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องกรรมวิธีการสร้างกระจับปี่ของช่างศุภาพล ไทรวิมาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรรมวิธีการสร้างกระจับปี่ และการประเมินคุณภาพกระจับปี่ของช่างศุภาพล ไทรวิมาน ผลการศึกษาพบว่า ช่างศุภาพล ไทรวิมาน ศึกษางานช่างสร้างเครื่องดนตรีกับบิดา ซึ่งเคยเป็นช่างสร้างเครื่องดนตรีคนสำคัญของร้านดุริยบรรณ และเรียนรู้ซึมซับวิชาความรู้ด้านงานช่างจากการเป็นช่างในโรงงานของบิดา จนมีความรู้ความสามารถที่โดดเด่นในการสร้างจะเข้ ต่อมาภายหลังได้ทดลองสร้างกระจับปี่ โดยใช้กระจับปี่ของช่างจรูญ คชแสง เป็นต้นแบบ แต่ได้ดัดแปลงแก้ไขตามแนวทางของตนจนเกิดเป็นอัตลักษณ์เฉพาะ โดยการสร้างหลักแบบไม่ใช้หย่องและไม่เจาะรูหน้ากะโหลก ซึ่งมีขั้นตอนใน การสร้างทั้งหมด 8 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างคันทวน การสร้างกะโหลก การสร้างโขน การสร้างลูกบิด การสร้างหลัก การสร้างนมและซุ้ม การเคลือบผิวไม้และย้อมสีชิ้นงาน และการประกอบและ เทียบเสียง ทั้งนี้คุณภาพของชิ้นงานมีความละเอียด เรียบร้อยสวยงาม ได้มาตรฐาน และมีคุณภาพเสียงที่ดังกังวาน มีเสียงที่ทุ้มลึก และมีลักษณะเสียงที่สั่นสะเทือน ตรงตามคุณลักษณะเสียงที่ไพเราะของกระจับปี่


การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย มัชฌาพร ยมนา, มัชฌาพร ยมนา Jan 2020

การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย มัชฌาพร ยมนา, มัชฌาพร ยมนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะด้านการบรรเลงเปียโน โดยเน้นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกในด้านการวิเคราะห์บทประพันธ์ การศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับผู้ประพันธ์และวรรณกรรมทางดนตรี และทักษะการแสดงดนตรีร่วมกับผู้อื่น บทประพันธ์สำหรับการแสดงในครั้งนี้คัดเลือกมาจากผลงานของฟร็องซีส ปูแลง โดยมีการเรียบเรียงบทประพันธ์ที่ต่างประเภทกัน ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการคัดเลือกบทเพลงสำหรับการแสดงครั้งนี้ไว้ 4 บทเพลงดังนี้ (1) Sonata for Piano Four Hands, FP 8 (2) Les Soirèe de Nazelles, FP 84 (3) Capriccio (d'après Le Bal masquè), FP 155 (4) Sonata for Two Pianos, FP 156 การแสดงในครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เวลา 16.30 น. ณ ห้องแสดงดนตรีธงสรวง โดยการแสดงแบ่งเป็น 2 ช่วง ระยะเวลาโดยประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที


การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย ฐิศรา วงศ์แสงจันทร์, ฐิศรา วงศ์แสงจันทร์ Jan 2020

การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย ฐิศรา วงศ์แสงจันทร์, ฐิศรา วงศ์แสงจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแสดงเดี่ยวเปียโนครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพทางด้านเทคนิคการบรรเลงเปียโน นำเสนอมุมมองเชิงตีความและเชิงวิเคราะห์เพื่อส่งเสริมทักษะความรู้และทักษะการแสดงดนตรีศตวรรษที่ยี่สิบให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในวิทยานิพนธ์จะรวบรวมทั้งการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับประวัตินักประพันธ์เพลง ประวัติของบทเพลง การวิเคราะห์องค์ประกอบและโครงสร้างทางดนตรี การเปรียบเทียบผลงานของนักประพันธ์เพลงอื่น ๆ ในเชิงลึก พร้อมกับอิทธิพลต่อการประพันธ์เพลงในยุคสมัยนั้น นอกจากนี้ปัญหาการตีความในการแสดง จะถูกนำเสนอผ่านการเปรียบเทียบการแสดงจากนักเปียโนที่มีชื่อเสียง ผลงานทั้งหมดนี้ ผู้วิจัยได้คัดเลือกบทเพลงจากความสนใจในดนตรีในยุคศตวรรษที่ยี่สิบ โดยมีบทเพลงที่ใช้ในการแสดงทั้งหมด 5 บทเพลง ได้แก่ (1) Six Pieces for Solo Piano ประพันธ์โดย Ottorino Respighi (2) Piano Sonata, Op.1 ประพันธ์โดย Alban Berg (3) Three Irish Legends ประพันธ์โดย Henry Cowell (4) Makrokosmos, Volume 1 (Part I) ประพันธ์โดย George Crumb และ (5) Processional ประพันธ์โดย George Crumb การแสดงครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 เวลา 16.00 น. ณ Tongsuang’s Concert Salon & Gallery จังหวัดปทุมธานี ซึ่งการแสดงแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ระยะเวลาโดยประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที


การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิต โดย กฤติน สุธรรมชัย, กฤติน สุธรรมชัย Jan 2020

การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิต โดย กฤติน สุธรรมชัย, กฤติน สุธรรมชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแสดงเดี่ยวเปียโนโดย กฤติน สุธรรมชัย มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้แสดงในด้านเทคนิคการบรรเลงเปียโน การศึกษาประวัตินักประพันธ์เพลงชาวรัสเซียและความเป็นมาของบทเพลง การวิเคราะห์บทเพลง การตีความบทเพลง และวิธีการฝึกซ้อม รวมทั้งได้รับประสบการณ์ในการเตรียมตัวและการจัดการงานแสดง ทั้งนี้การแสดงเดี่ยวเปียโนมีเป้าหมายในการเผยแพร่บทเพลงเปียโนที่ประพันธ์โดยนักประพันธ์เพลงชาวรัสเซียแก่ผู้ที่สนใจทุกกลุ่ม ผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงที่ใช้ในการแสดงทั้งหมด 4 บทเพลง จากนักประพันธ์เพลงชาวรัสเซียยุคโรแมนติก ดังต่อไปนี้ 1. The Lark ประพันธ์โดย Michael Glinka เรียบเรียงสำหรับเดี่ยวเปียโนโดย Mily Balakirev 2. Reverie ประพันธ์โดย Mily Balakirev 3. Sonata Fantasy No.2 in G-sharp minor, Op.19 ประพันธ์โดย Alexander Scriabin 4. Piano Concerto No.2 in C minor, Op.18 ประพันธ์โดย Sergei Rachmaninoff การแสดงเดี่ยวเปียโนครั้งนี้กำหนดจัดแสดงในวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563 เวลา 13.00 น. ณ Tongsuang’s Concert Salon & Gallery จังหวัดปทุมธานี การแสดงแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 25 นาที


เพลงมอญบ้านจรรย์นาฏย์, ติณณภพ ถนอมธรรม Jan 2020

เพลงมอญบ้านจรรย์นาฏย์, ติณณภพ ถนอมธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องกับเพลงมอญบ้านจรรย์นาฏย์ และศึกษาเอกลักษณ์ของเพลงมอญบ้านจรรย์นาฏย์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า ตระกูลจรรย์นาฏย์นับทายาทได้ 3 รุ่น 1. ครูเพชร จรรย์นาฏย์ 2. ครูไพฑูรย์ จรรย์นาฏย์ 3. ครูพิทักษ์ จรรย์นาฏย์ เป็นการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นภายในสำนักและสู่สังคมดนตรีไทยโดยกว้างโดยวิธีการถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ วงปี่พาทย์มอญเกิดขึ้นโดยครูไพฑูรย์ จรรย์นาฏย์ เครื่องมอญชุดแรกที่สร้างคือ ฆ้องมอญจากร้านตุ๊กตาไทย ครูไพฑูรย์ จรรย์นาฏย์ เป็นผู้ประพันธ์เพลงมอญมีทั้งหมด 7 เพลง ได้แก่ เพลงมอญมอบเรือ เพลงสองกุมาร เพลงเขมรยวน เพลงพม่ารำขวาน เพลงม่านมงคล เพลงเร็วดาวกระจาย และ เพลงเร็วมะลิวัลย์ เอกลักษณ์ของเพลงมอญบ้านจรรย์นาฏย์ พบว่ามีรูปแบบโครงสร้างคล้ายเพลงเถา อนึ่งพบการประพันธ์หน้าทับตะโพนมอญที่ไว้ใช้สำหรับเพลงเขมรยวนโดยเฉพาะ พบบันไดเสียงทั้งหมด 4 บันไดเสียงคือ บันไดเสียงเพียงออบน กลาง ชวา และเพียงออล่าง


บทบาทการส่งเสริมดนตรีไทยของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค, ปรมินทร์ เต็มพร้อม Jan 2020

บทบาทการส่งเสริมดนตรีไทยของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค, ปรมินทร์ เต็มพร้อม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องบทบาทการส่งเสริมดนตรีไทยของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติชีวิตของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค และบทบาทการส่งเสริมดนตรีไทยของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค ผลการศึกษาพบว่า พลตรีประพาศ ศกุนตนาค เกิดในครอบครัวที่ชื่นชอบดนตรีไทย ทำให้เกิดความสนใจการขับร้องเพลงไทย โดยยึดทางเพลงตามคุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ มีลีลาการขับร้องตามครูเหนี่ยว ดุริยพันธุ์ การขับร้องเพลงไทยได้ไพเราะประกอบกับมีความสามารถในการขับเสภาทำให้พลตรีประพาศ ศกุนตนาค ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ขับเสภาประกอบละครทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 และเป็นนักร้องเพลงไทยในงานสำคัญต่าง ๆ พลตรีประพาศ ศกุนตนาค รับราชการทหาร เหล่าทหารสื่อสาร จึงทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าวในโอกาสสำคัญทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ประกอบกับการเป็นนักแสดง และนักร้องเพลงไทย จึงทำให้ พลตรีประพาศ ศกุนตนาค มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เมื่อให้การสนับสนุนส่งเสริมดนตรีไทยจึงมีผู้ให้ความสนใจทั้งการสมัครเป็นลูกศิษย์และติดตามผลงาน พลตรีประพาศ ศกุนตนาคมีบทบาทในการส่งเสริมดนตรีไทยทั้งการเผยแพร่การขับร้องเพลงไทย การตีกรับขับเสภา ผ่านสื่อทางวิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ และเป็นผู้ประสานงานจัดงานดนตรีไทยในโอกาสสำคัญ นอกจากนั้น พลตรีประพาศ ศกุนตนาคยังมีบทบาทในการสืบทอดดนตรีไทยทั้งในฐานะครูผู้ถ่ายทอดความรู้ขั้นพื้นฐานด้านการขับร้องเพลงไทย และการตีกรับขับเสภาให้กับลูกศิษย์ รวมทั้งการถ่ายทอดกรรมวิธีการสร้างกรับเสภา นอกจากนั้นพลตรีประพาศ ศกุนตนาคยังร่วมจัดตั้ง “สำนักสยามเสภานุรักษ์” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการส่งเสริมการขับร้องเพลงไทย และการตีกรับขับเสภา ทางสื่อออนไลน์


วงสะล้อ ซอ ปิน ของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ คณะช่อแก้ว จังหวัดแพร่, วัชราภรณ์ มุ้งป่า Jan 2020

วงสะล้อ ซอ ปิน ของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ คณะช่อแก้ว จังหวัดแพร่, วัชราภรณ์ มุ้งป่า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วงสะล้อ ซอ ปิน ของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ คณะช่อแก้ว จังหวัดแพร่ ใช้ระเบียบการวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติชีวิต วิธีการบรรเลงวงสะล้อ ซอ ปิน ทำนองซอ และทำนองดนตรีของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ โดยเก็บข้อมูลภาคสนามระหว่างปี พ.ศ. 2562-2563 ประวัติชีวิตแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ ท่านเป็นศิลปินพื้นบ้านล้านนาด้านการขับซอล่องน่าน และเป็นหัวหน้าคณะช่อแก้ว แม่ครูสั่งสมประสบการณ์ด้านการขับซอและการฟ้อนแง้นมาร่วม 50 ปี มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมในจังหวัดแพร่และจังหวัดใกล้เคียง ศึกษาเพลงพื้นบ้านจากพ่อครูเมืองดี เทพประสิทธิ์ โดยเริ่มจากการยกขันตั้งขอเป็นศิษย์ การเข้าพิธีกินอ้อเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาหลักในการบรรเลงในแต่ละสถานการณ์ พิธีกรรม และพิธีการที่จะต้องปฏิบัติทุกครั้งในเวลาไปออกงานแสดงอย่างเคร่งครัด วิธีการบรรเลงของปิน มีการบรรเลงคู่ 2 และคู่ 4 เป็นส่วนมาก โดยปินมีการใช้กลวิธีพิเศษคือกลวิธีการสะบัด สะล้อพบว่ามีการใช้คู่เสียงทุกคู่เสียงในเพลงรูปแบบดำเนินทำนองและมีการใช้กลวิธีพิเศษได้แก่ การพรมนิ้ว การขยี้ และการสะบัด การบรรจุคำเพลงในแบบของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ โดยส่วนมากมักจะบรรจุ 2 คำ ต่อ 1 ห้อง เว้นแต่สถานการณ์ในการด้นสดที่จำเป็นจะต้องใช้คำหลายคำก็จะเป็นกรณีพิเศษ การเน้นคำจะเน้นตามสำเนียงภาษาของภาคเหนือ ตัวที่เน้นมักจะอยู่ในจังหวะที่ตรงกับลูกตกของแต่ละห้อง ในบางจุดที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษจะใส่กลวิธีพิเศษการซ้อนเสียงเข้าไป การใช้กลวิธีพิเศษของการขับซอนิยมใช้การเอื้อนมีใน 2 กรณี คือ ใช้ในคำที่มีการใช้วรรณยุกต์ไม้ตรีและไม้จัตวาและใช้เพื่อเชื่อมคำระหว่างห้อง นอกจากนี้มักจะใช้ในเพลงรูปแบบดำเนินทำนองมากกว่าเพลงบังคับทาง ทำนองดนตรีพบว่าใช้กลุ่มเสียงปัญจมูลของเพลงดาดน่าน เพลงลับแลง เพลงพม่าต๊ะโต๋งเต๋ง เพลงดาดแพร่ และเพลงจะปุเชียงกลาง มีจำนวน 3 กลุ่มเสียงได้แก่ กลุ่มเสียงทางเพียงออบน ชวา และกลางแหบ


การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตระดับมหาบัณฑิตโดย ภาณุพันธุ์ วัณณกุล, ภาณุพันธุ์ วัณณกุล Jan 2020

การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตระดับมหาบัณฑิตโดย ภาณุพันธุ์ วัณณกุล, ภาณุพันธุ์ วัณณกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับบทเพลงที่ใช้ในการแสดงคลาริเน็ต ประกอบด้วยประวัติผู้ประพันธ์เพลง ด้านเทคนิคการประพันธ์และแรงบันดาลใจในการประพันธ์เพลง การตีความบทเพลง เปรียบเทียบการตีความบทเพลงของนักแสดงคลาริเน็ตแต่ละคน ศึกษาแนวคิดวิธีการบรรเลง และวิเคราะห์บทเพลงเพื่อเป็นประโยชน์ในการฝึกซ้อม การเตรียมความพร้อมและการจัดการแสดง การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เลือกบทเพลงมาด้วยกันทั้งหมด 4 บทเพลง โดยเป็นบทเพลงที่ทรงคุณค่าจากนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงในแต่ละยุคสมัย รวมทั้งสิ้น 3 ยุค ดังนี้(1) Clarinet Sonata in E-Flat Major, Op.120 No.2 ผลงานการประพันธ์ของ Johannes Brahms (2) Premiere Rhapsody ผลงานการประพันธ์ของ Claude Debussy (3) Hommage a Manuel de Falla ผลงานการประพันธ์ของ Bela Kovacs และ (4) Concerto for Clarinet and String Orchestra Arranged for Clarinet and Piano By Composer ผลงานการประพันธ์ของ Aaron Copland การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตครั้งนี้ได้จัดการแสดงในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 เวลา 18.00 น. ในรูปแบบออนไลน์ รวมเวลาที่ใช้ในการแสดงทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง


ทางเดี่ยวซอสามสายเพลงทยอยเดี่ยวของพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี), สถิตย์สถาพร สังกรณีย์ Jan 2020

ทางเดี่ยวซอสามสายเพลงทยอยเดี่ยวของพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี), สถิตย์สถาพร สังกรณีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและคุณค่าทางเดี่ยวซอสามสายเพลงทยอยเดี่ยวของพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี) และศึกษาการประดิษฐ์ทางเดี่ยวซอสามสายเพลงทยอยเดี่ยวของพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี) ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดที่ปรากฏในทางเดี่ยวซอสามสายเพลงทยอยเดี่ยวของพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเสวี) ประกอบด้วย 5 แนวคิด ได้แก่ แนวคิดเรื่องเพลงเดี่ยวขั้นสูง แนวคิดความเชื่อเรื่องการสาปแช่ง แนวคิดเรื่องการสืบทอด แนวคิดเรื่องพิธีกรรมการถ่ายทอด และแนวคิดเรื่องการบรรเลง มีคุณค่าใน 4 ประการ คือ คุณค่าต่อตัวผู้รับการถ่ายทอด คุณค่าต่อตัวผู้ถ่ายทอด คุณค่าต่อสำนักซอสามสายพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตเสวี) และคุณค่าต่อสังคม การประดิษฐ์ทางเดี่ยวซอสามสายเพลงทยอยเดี่ยว พบว่าซอสามสายมีความเหมาะสมในการบรรเลงเพลงทยอยเดี่ยว 3 ประการคือ การทำเสียงได้ยาวไม่ขาดกัน ความกว้างของช่วงเสียง และนิ้วโอดลอย มีการวางโครงสร้างทางเดี่ยวซอสามสายเพลงทยอยเดี่ยวออกเป็น 8 ส่วน ได้แก่ ต้นทยอยเดี่ยว เที่ยวหวาน สามชั้น เที่ยวเก็บ สามชั้น เที่ยวหวาน สองชั้น เที่ยวเก็บ สองชั้น เที่ยวหวาน ชั้นเดียว เที่ยวเก็บ ชั้นเดียว และปลายทยอยเดี่ยว มีการใช้จังหวะฉิ่งและจังหวะหน้าทับสองไม้ ในอัตราจังหวะสามชั้นและอัตราจังหวะสองชั้นตีกำกับ มีการใช้กลุ่มทำนองโยน 4 เสียงคือ กลุ่มทำนองโยนลงเสียงเร กลุ่มทำนองโยนลงเสียงมี กลุ่มทำนองโยนลงเสียงซอล และกลุ่มทำนองโยนลงเสียงลา การขึ้นเพลงและการลงจบเพลงมีลักษณะอ่อนหวาน นอกจากนี้ยังมีการใช้กลวิธีพิเศษ 2 ลักษณะคือ กลวิธีพิเศษในการใช้นิ้ว จำนวน 11 กลวิธี ได้แก่ นิ้วประ นิ้วพรม นิ้วแอ้ นิ้วนาคสะดุ้ง นิ้วก้อง นิ้วชุน นิ้วควง นิ้วครั่น นิ้วชั่ง นิ้วสะบัด และนิ้วรูด มีกลวิธีพิเศษในการใช้คันชัก จำนวน 3 กลวิธี ได้แก่ คันชักจับกระตั้วแทงกระตั้ว คันชักงูเลื้อย และการชะงักซอ