Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Arts and Humanities Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2019

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 20401 - 20430 of 20627

Full-Text Articles in Arts and Humanities

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา, วิชชุลดา ตันประเสริฐ Jan 2019

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา, วิชชุลดา ตันประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและแนวคิดหลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จาก เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ใช้รูปแบบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพในรูปแบบของงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ โดยศึกษาวรรณกรรมเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ความคิดเห็นของผู้วิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การค้นคว้าเอกสาร การสัมภาษณ์ การสัมมนา สื่อสารสนเทศ การเก็บข้อมูลภาคสนาม เกณฑ์มาตรฐานศิลปิน และประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัย โดยนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ สรุปผล และนำเสนอผลการวิจัย ตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า จากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาสามารถจำแนกตามองค์ประกอบนาฏยศิลป์ได้ 8 ประการ ประกอบด้วย 1) บทการแสดง แบ่งออกเป็น 3 องก์ ประกอบด้วย องก์ที่ 1ภาพความล่มสลาย องก์ที่ 2 ความหายนะ และองก์ที่ 3 ความรุ่งเรือง นำเสนอในรูปแบบการเล่าจากปัจจุบันย้อนกลับไปหาอดีต 2) นักแสดง มีทักษะด้านการแสดงละคร ทักษะนาฏยศิลป์ไทย ทักษะการต่อสู้ด้วยอาวุธ 3) ลีลาทางนาฏยศิลป์ ใช้การเคลื่อนไหวในกิจวัตรประจำวัน (Everyday Movement) ตามแนวคิดของนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ ลีลานาฏยศิลป์ไทย และลีลาการต่อสู้ด้วยอาวุธ 4) เครื่องแต่งกายมี 2 ลักษณะ ได้แก่ การแต่งกายชาวบ้านสมัยอยุธยาและการแต่งกายโขนและละครแบบราชสำนักอยุธยา 5) อุปกรณ์การแสดงใช้แนวคิดการลดทอนองค์ประกอบ (Minimalism) สื่อเชิงสัญลักษณ์ได้อย่างชัดเจน 6) เสียงและดนตรีนั้นจะใช้วงดนตรีร่วมสมัย วงมโหรีเครื่องหก เสียงขับเสภาสด เสียงสังเคราะห์จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดนตรี และเสียงการสนทนาของนักแสดง 7) พื้นที่สำหรับแสดง จัดแสดงในโรงละครในลักษณะแบล็ค บ๊อกซ์ เธียเตอร์ (Black Box Theatre) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 8) แสง ช่วยสร้างบรรยากาศ อารมณ์ และความรู้สึกร่วม นอกจากนี้แนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์ผลงานให้ความสำคัญใน 4 ประเด็น คือ การคำนึงถึงเนื้อหาวรรณกรรมเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา โดยนำเนื้อหาของวรรณกรรมมาสร้างสรรค์เป็นผลงานทางนาฏยศิลป์ การคำนึงถึงความคิดสร้างสรรค์ทางนาฏยศิลป์ เป็นการเล่าเรื่องแบบย้อนกลับจากปัจจุบันไปหาอดีต การคำนึงถึงสัญลักษณ์ในงานนาฏยศิลป์ เป็นการออกแบบเชิงสัญลักษณ์ที่ได้ปรากฏอยู่ในองค์ประกอบทางนาฏยศิลป์ ได้แก่ ลีลาทางนาฎยศิลป์ เครื่องแต่งกาย เสียงและดนตรี และอุปกรณ์ประกอบการแสดง และการคำนึงถึงแนวคิดหลังสมัยใหม่ …


การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากทฤษฎีไร้ระเบียบ, วณิชชา ภราดรสุธรรม Jan 2019

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากทฤษฎีไร้ระเบียบ, วณิชชา ภราดรสุธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากทฤษฎีไร้ระเบียบ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์ สื่อสารสนเทศ การสังเกตการณ์ ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัย และเกณฑ์การสร้างมาตรฐานในการยกย่องบุคคลต้นแบบทางด้านนาฏยศิลป์ นำข้อมูลมาตรวจสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ ผลการวิจัยพบว่าการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากทฤษฎีไร้ระเบียบ มีรูปแบบในการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ทั้งสิ้น 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) บทการแสดง ออกแบบบทการแสดงโดยวิเคราะห์จากระบบของทฤษฎีไร้ระเบียบ แบ่งออกเป็น 4 องก์การแสดง ประกอบด้วย องก์ที่ 1 ตัวดึงดูด (Attractor) องก์ที่ 2 ผลกระทบผีเสื้อ (Butterfly Effect) องก์ที่ 3 ไร้เสถียรภาพ (Unstable) และองก์ที่ 4 เรขาคณิตแบบเศษส่วน (Fractal) 2) นักแสดง ใช้การคัดเลือกนักแสดงที่มีทักษะในการแสดงที่หลากหลายรวมทั้งรูปร่าง สีผิว เพศ ที่หลากหลายในการแสดง 3) ลีลานาฏยศิลป์ ใช้ลีลาการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน (Everyday Movement) การด้นสด (Improvisation) ตามหลักของนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ และลีลาการเคลื่อนไหวเชิงละคร 4) เครื่องแต่งกายและการแต่งหน้า ใช้เครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวันมาออกแบบให้มีความแตกต่างจากรูปแบบเดิมและใช้การแต่งหน้าขาวเพื่อลดทอนการแสดงสีหน้าของนักแสดง 5) อุปกรณ์ประกอบการแสดง ใช้อุปกรณ์ประกอบการแสดงที่พบเห็นได้ง่ายในชีวิตประจำวัน 6) เสียงและดนตรีประกอบการแสดง ออกแบบเสียงและดนตรีให้มีความสอดคล้องกับบทการแสดงและใช้วิธีการบันทึกเสียงและตัดต่อเสียงด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 7) ฉากและพื้นที่การแสดง ออกแบบฉากโดยใช้การฉายภาพเคลื่อนไหวผ่านเครื่องฉายวีดิทัศน์ลงบนพื้นหลังของเวทีและตัวนักแสดง พื้นที่การแสดงใช้โรงละครประเภทแบล็คบ๊อคเธียเตอร์ (Black Box Theatre) ในการจัดการแสดง 8) แสง ใช้แสงเพื่อกำหนดพื้นที่ในแสดงเป็นหลักและสร้างอารมณ์ร่วมในการแสดง นอกจากนี้พบว่ามีแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากทฤษฎีไร้ระเบียบ 5 ประการ ได้แก่ 1) ทฤษฎีไร้ระเบียบ 2) ความคิดสร้างสรรค์ในงานนาฏยศิลป์ 3) แนวคิดนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ 4) ความหลากหลายในงานนาฏยศิลป์ 5) แนวคิดนาฏยศิลป์สร้างสรรค์สะท้อนสังคม ทั้งนี้งานวิจัยฉบับนี้เป็นวิทยานิพนธ์เชิงสร้างสรรค์ทางด้านนาฏยศิลป์ที่มีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ในศาสตร์แขนงอื่น ๆ เพื่อก่อเกิดความรู้และสามารถเป็นแนวทางให้แก่ผู้ที่จะศึกษางานทางด้านนาฏยศิลป์สร้างสรรค์ต่อไปในอนาคต


การออกแบบเรขศิลป์โดยใช้แนวคิดปฏิสัจนิยมสำหรับอัตลักษณ์ย่านสร้างสรรค์กรณีศึกษา ย่านเจริญกรุง, สรัล ตั้งตรงสิทธิ์ Jan 2019

การออกแบบเรขศิลป์โดยใช้แนวคิดปฏิสัจนิยมสำหรับอัตลักษณ์ย่านสร้างสรรค์กรณีศึกษา ย่านเจริญกรุง, สรัล ตั้งตรงสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องการออกแบบเรขศิลป์โดยใช้แนวคิดปฏิสัจนิยมสำหรับอัตลักษณ์ย่านสร้างสรรค์ กรณีศึกษา ย่านเจริญกรุงมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อถอดแนวคิดปฏิสัจนิยมที่นำไปสู่องค์ประกอบการออกแบบเรขศิลป์ 2) เพื่อหาอัตลักษณ์ย่านเจริญกรุงโดยใช้แนวคิดปฏิสัจนิยม และนำเรขศิลป์ที่มีแนวคิดปฏิสัจนิยมมาใช้ในการออกแบบอัตลักษณ์ย่านเจริญกรุง ในการหาองค์ประกอบทางเรขศิลป์ที่มีแนวคิดสอดคล้องกับแนวคิดปฏิสัจนิยม ผู้วิจัยใช้การค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และวิเคราะห์ข้อมูล ในส่วนของการหาอัตลักษณ์ของย่านเจริญกรุง ผู้วิจัยใช้การค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร ใช้แบบสอบถาม ลงพื้นที่ และวิเคราะห์ข้อมูล ผลวิจัยพบว่าอัตลักษณ์ของย่านเจริญกรุงคือการผสมผสาน 3 วัฒนธรรมด้านศาสนาที่แตกต่างกัน ได้แก่ ศาสนาพุทธนิกายมหายาน ศาสนาคริสต์นิกายโรมันทาคอลิกและศาสนาอิสลาม ในขณะที่องค์ประกอบการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดปฏิสัจนิยมสามารถสร้างอัตลักษณ์สำหรับองค์กรหรือพื้นที่ ๆ เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีความผิดแปลกจากความเป็นจริง ความเข้าใจดั้งเดิมของมนุษย์ หรือชุดความคิดเดิมในอดีต และ/หรือมีความเกี่ยวข้องกับการแทนค่าบางสิ่งเพื่ออธิบายสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้


การออกแบบพอปอัพสโตร์สำหรับสินค้าแฟชั่นเพื่อตอบสนองแนวคิดพอปอัพซิตี้, สหภพ กลีบลำเจียก Jan 2019

การออกแบบพอปอัพสโตร์สำหรับสินค้าแฟชั่นเพื่อตอบสนองแนวคิดพอปอัพซิตี้, สหภพ กลีบลำเจียก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยแบ่งขั้นตอนในงานวิจัยออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยแบ่งตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย 3 ข้อ คือ (1) ศึกษาและกำหนดพื้นที่พอปอัพรวมทั้งเงื่อนไขข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นข้อกำหนดขนาดและประเภทพื้นที่ และในการเลือกประโยชน์ใช้สอยของร้านค้า โดยรูปแบบพื้นที่ พอปอัพสโตร์ที่ที่นิยมคือ รูปแบบพื้นที่เช่าของศูนย์การค้า และรูปแบบพื้นที่ในงานอีเวนท์ ซึ่งมีเงื่อนไขขนาดของพื้นที่กว้าง x ยาวอยู่ที่ 1.2 x 1.2 เมตร และสูงไม่เกิน 1.8 เมตร แล้วจึงนำคำตอบดังกล่าวไปหาคำตอบของวัตถุประสงค์ที่ (2) ศึกษาค้นหาประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะสมของร้านค้าสำหรับพอปอัพสโตร์กลุ่มสินค้าแฟชั่น ซึ่งประกอบไปด้วยพื้นที่ป้ายร้านค้า พื้นที่นำเสนอสินค้า พื้นที่แสดงสินค้า พื้นที่ลองสินค้า พื้นที่จัดเก็บของ คำตอบที่ได้ในสองขั้นตอนนี้จะนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบ และเป็นกรอบแนวทางในการออกแบบในวัตถุประสงค์ที่ (3) เพื่อกำหนดแนวทางการออกแบบพอปอัพสโตร์กลุ่มสินค้าแฟชั่น ที่มีประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะสมสอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของแนวคิดพอปอัพซิตี้ ซึ่งประกอบด้วยด้านรูปแบบชั่วคราว รูปแบบในการเคลื่อนย้าย และรูปแบบการนำกลับมาใช้ใหม่ โดยในขั้นตอนนี้จะดำเนินงานด้วยการออกแบบ และทดลองผลิตต้นแบบร้าน พอปอัพที่ตอบสนองเงื่อนไขจากวัตถุประสงค์ที่ 1 และ 2 โดยผ่านการประเมินผลและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิต เพื่อทำการการปรับปรุงแก้ไขผลงานต้นแบบ ก่อนสรุปเป็นรูปแบบงานออกแบบ และผลิตเป็นผลงานออกแบบต้นแบบ แล้วทดลองใช้และประเมินผลงานโดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของร้านพอปอัพ จนพัฒนารูปแบบงานออกแบบสุดท้ายได้เป็นรูปแบบงานออกแบบ 2 รูปแบบ ซึ่งทั้งสองรูปแบบสามารถปรับใช้งานได้ทั้งมิติแนวตั้งและแนวนอน และสามารถใช้งานร่วมกันได้ โดยรูปแบบแรกเมื่อพับเก็บจะมีขนาด 120 x 60 เซนติเมตร สามารถปรับใช้มิติแนวตั้งได้ 10 รูปแบบและมิติแนวนอน 6 รูปแบบ ส่วนรูปแบบที่สองเมื่อพับเก็บจะมีขนาด 90 x 60 เซนติเมตร สามารถปรับใช้มิติแนวตั้งได้ 3 รูปแบบและมิติแนวนอน 8 รูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบจะรองรับประโยชน์ใช้สอยอย่างครบถ้วนของการเป็นร้านค้าสินค้าแฟชั่นและการใช้พื้นที่ที่หลากหลายครอบคลุม


การศึกษาเครื่องปั้นดินเผาอีสานในอดีตเพื่อการออกแบบรูปทรงสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน, อิสสระ ดวงเกตุ Jan 2019

การศึกษาเครื่องปั้นดินเผาอีสานในอดีตเพื่อการออกแบบรูปทรงสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน, อิสสระ ดวงเกตุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การผลิตเครื่องปั้นดินเผาในชุมชนภาคอีสาน เป็นอาชีพที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนอีสานมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่มีการผลิตแบบโบราณ ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณค่า โดยในปัจจุบันผู้ประกอบอาชีพการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในภาคอีสานได้ลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากความนิยมต่อการใช้เครื่องปั้นดินเผาในวิถีชีวิตคนในปัจจุบันลดลง เนื่องจากขาดความหลากหลายด้านรูปทรง ทั้งยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นแต่กลับให้ผลตอบแทนที่ต่ำ จากปัญหาดังกล่าวเป็นโอกาสในการพัฒนารูปทรงของผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาอีสาน เพื่อค้นหาแนวทางพัฒนารูปทรงเครื่องปั้นดินเผาอีสานด้วยกระบวนการออกแบบ และเพื่อสร้างแนวทางการเพิ่มมูลค่าให้กับเครื่องปั้นดินเผาอีสาน โดยการศึกษา และประยุกต์ใช้รูปทรงเครื่องปั้นดินเผาอีสานในอดีต ซึ่งถือเป็นทุนทางวัฒนธรรม ให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy ) โดยใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมในการขับเคลื่อน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ อันนำไปสู่ความยั่งยืน (Sustainable) โดยผู้วิจัยได้สร้างกระบวนการออกแบบ จากการนำเอกลักษณ์ด้านรูปทรงของเครื่องปั้นดินเผาอีสานในอดีต ที่ถือเป็นทุนทางวัฒนธรรรม มาประยุกต์ใช้ร่วมกับแนวคิดการรื้อสร้าง (Deconstruction) ที่เป็นแนวทางการพัฒนาสิ่งใหม่บนรากฐานของสิ่งเดิม เชื่อมโยงถึงการพัฒนารูปทรงเครื่องปั้นดินเผาให้มีความร่วมสมัย โดยการสร้างกระบวนการออกแบบเพื่อถ่ายทอดสู่ชุมชน ด้วยการสร้างคู่มือเพื่อการออกแบบรูปทรงเครื่องปั้นดินเผา โดยผลการใช้กระบวนการออกแบบผ่านการใช้คู่มือ ผู้ผลิตสามารถเข้าใจกระบวนการออกแบบ และสามารถออกแบบรูปทรงที่หลากหลายด้วยตนเอง และยังคงลักษณะของเครื่องปั้นดินเผาอีสาน แล้วนำแบบรูปทรงที่ได้ออกแบบไปผลิตจริงจากทักษะการผลิต และเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม มีผลการประเมินผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการใช้คู่มือออกแบบรูปทรงจากกลุ่มผู้บริโภค ที่สามารถแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มได้


การออกแบบโฆษณาเรขศิลป์เคลื่อนไหวสำหรับหลักสูตรการศึกษาโดยทฤษฎีพหุปัญญา, อภิชญา อังคะวิภาต Jan 2019

การออกแบบโฆษณาเรขศิลป์เคลื่อนไหวสำหรับหลักสูตรการศึกษาโดยทฤษฎีพหุปัญญา, อภิชญา อังคะวิภาต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อสร้างแนวทางในการออกแบบโฆษณาเรขศิลป์เคลื่อนไหว (Motion graphic Design) โดยใช้ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of multiple intelligences) และ 2) เพื่อหาวิธีการประยุกต์ใช้แนวทางในการออกแบบโฆษณาเรขศิลป์เคลื่อนไหวสำหรับหลักสูตรการศึกษาโดยใช้ทฤษฎีพหุปัญญาเพื่อการออกแบบอัตลักษณ์ของหลักสูตรให้สอดคล้องกับลักษณะบัณฑิตในอุดมคติของหลักสูตรนั้นๆ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ 1) การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านพหุปัญญาจำนวน 7 ท่านและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเรขศิลป์เคลื่อนไหวจำนวน 3 ท่าน 2) การสนทนากลุ่มระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านพหุปัญญา ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเรขศิลป์เคลื่อนไหวและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชนทั้งหมด 3 ท่าน 3) การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบโฆษณาเรขศิลป์ 6 ท่าน ด้านการออกแบบเรขศิลป์เคลื่อนไหว 5 ท่าน ด้านโฆษณา 5 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) ทฤษฎีพหุปัญญาสามารถนำมาปรับเปลี่ยนเป็นแนวทางทางการออกแบบได้ 8 ด้าน ได้แก่ รูปแบบของเรขศิลป์ การจัดองค์ประกอบ ตัวอักษร การผสมสี การเชื่อมต่อ จังหวะของภาพ รูปแบบการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ ลักษณะบุคลิกภาพ 2) ระดับความสามารถในปัญญาด้านต่างๆ ในทฤษฎีพหุปัญญาสามารถนำมาหาแนวทางในการออกแบบเรขศิลป์เคลื่อนไหวได้ 24 ชุดรูปแบบ และ 3) วิธีการประยุกต์ใช้แนวทางในการออกแบบสามารถทำได้โดยการระบุระดับความสามารถในปัญญาด้านต่างๆ ให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของหลักสูตร แล้วจึงให้นักออกแบบเรขศิลป์เคลื่อนไหวนำข้อมูลนั้นไปเปลี่ยนเป็นแนวทางในการออกแบบทั้ง 8 ด้านโดยเลือกจาก 24 ชุดรูปแบบ


บทประพันธ์เพลงดุษฎีนิพนธ์: นวนิยาย “เพชรพระอุมา” สำหรับวงซินทีสิสแจ๊สออนซอมเบิล, ธีรัช เลาห์วีระพานิช Jan 2019

บทประพันธ์เพลงดุษฎีนิพนธ์: นวนิยาย “เพชรพระอุมา” สำหรับวงซินทีสิสแจ๊สออนซอมเบิล, ธีรัช เลาห์วีระพานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทประพันธ์เพลงดุษฎีนิพนธ์: นวนิยาย “เพชรพระอุมา” สำหรับวงซินทีสิสแจ๊สออน-ซอมเบิล ประพันธ์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างนวัตกรรมประเภทดนตรีประกอบ ผู้ประพันธ์เพลงนำเรื่องราวจากนวนิยายเพชรพระอุมาภาคแรกมาถอดความ เพื่อสร้างสรรค์เป็นบทประพันธ์เพลงที่มีสีสันลีลาและความรู้สึกในรูปแบบดนตรีแจ๊สร่วมสมัย ประพันธ์ขึ้นโดยการบูรณาการแนวคิดการประพันธ์ดนตรีแจ๊สร่วมกับการประพันธ์ดนตรีคลาสสิกและดนตรีร่วมสมัย รวมถึงเทคนิคการประพันธ์เพลงรูปแบบอื่น ๆ ที่ผู้ประพันธ์เพลงพิจารณาว่าจะช่วยส่งเสริมให้บทประพันธ์เพลง มีสุ้ม-เสียงที่สัมพันธ์สอดคล้องกับเรื่องราวจากนวนิยาย เช่น แนวคิดดนตรีโมดัลแจ๊ส แนวคิดกระแสดนตรีสิบสองเสียง แนวคิดการซ้ำทำนองและการซ้อนทำนอง การใช้อัตราจังหวะไม่สมมาตร เทคนิคออสตินาโต เทคนิคโพลิคอร์ด และเทคนิคคอนทราแฟ็กท์ เป็นต้น บทประพันธ์เพลงมีความยาวประมาณ 35 นาที ประกอบด้วยบทประพันธ์เพลงย่อย 6 บท ได้แก่ บทประพันธ์เพลงที่ 1 ไพรมหากาฬ บทประพันธ์เพลงที่ 2 ดวงไฟสีแดงในดงมรณะ บทประพันธ์เพลงที่ 3 กฤติยามนตร์แห่งมหาคัมภีร์มายาวิน บทประพันธ์เพลงที่ 4 อาถรรพณ์ปราสาทพันธุมวดี บทประพันธ์เพลงที่ 5 นิลกาญจน์: หุบเขาแห่งความสงบ และบทประพันธ์เพลงที่ 6 เส้นทางสู่มรกตนคร การนำเสนอบทประพันธ์เพลงประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้อย่างสมบูรณ์ เป็นผลงานวิชาการที่ผสมผสานสุนทรียะทางดนตรีร่วมกับวรรณกรรม สร้างสรรค์แนวทางการประพันธ์เพลงแจ๊สรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและพัฒนาวิชาการด้านดนตรีของไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น


การสร้างสรรค์บทและดนตรีสำหรับละครร้องเรื่อง เจ้าหญิงพลาเลิศลักษณาวไล, สัณห์ไชญ์ เอื้อศิลป์ Jan 2019

การสร้างสรรค์บทและดนตรีสำหรับละครร้องเรื่อง เจ้าหญิงพลาเลิศลักษณาวไล, สัณห์ไชญ์ เอื้อศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ประวัติ แนวคิดและคุณค่าของนวนิยายเรื่อง เจ้าหญิงพลาเลิศลักษณาวไล สร้างองค์ความรู้และการสร้างสรรค์บทและการประพันธ์ทำนองทางร้อง ดนตรีและกลวิธีการขับร้องสำหรับละครร้องโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและการสร้างสรรค์วิเคราะห์ข้อมูลตามหัวเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วยวิธีการพรรณนาวิเคราะห์ นวนิยายเรื่องเจ้าหญิงพลาเลิศลักษณาวไลประพันธ์โดยวรมัย กบิลสิงห์ระหว่างปี พ.ศ. 2495-2496 เชิดชูผู้นำที่เป็นวีรสตรีที่ปรากฏอยู่ในความพยายามพิสูจน์ตนเองของตัวละครเพื่อต้องการสื่อสารด้านความหลากหลายทางเพศที่เกินขอบข่ายพื้นที่ตามโครงสร้างที่สังคมกำหนดและพิจารณาความไม่ยุติธรรมของสังคมที่อยู่ภายใต้อุดมการณ์ปิตาธิปไตย ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีเควียร์วิเคราะห์คุณค่าของนวนิยายเพื่อสื่อสารและแสวงหาคำตอบการไม่จำกัดกรอบทัศนคติทางเพศโดยนำต้นทุนและแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์มาจากแบบแผนการแสดงและการบรรเลงดนตรีละครร้องปรีดาลัย บทสำหรับละครร้องเรื่อง เจ้าหญิงพลาเลิศลักษณาวไลมีจำนวน 7 ฉากและกำหนดแก่นของเรื่องคือ คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศสภาพ ตัวละครที่นำมาใช้ในการเล่าเรื่องจำนวน 4 ตัวละคร โดยเล่าเรื่องผ่านตัวละครเอกคือเจ้าหญิงพลาเลิศลักษณาวไล กำหนดให้มีลูกคู่ทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่องโดยยึดตามโครงสร้างเดิมของบทนวนิยายและตีความตามแก่นของเรื่องที่ผู้ที่วิจัยต้องการสื่อสาร การสร้างสรรค์ดนตรีและการขับร้องผู้วิจัยกำหนดแนวคิดการประพันธ์เพลงสำเนียงแขกโดยศึกษาและวิเคราะห์จากบทเพลงไทยสำเนียงแขกที่ใช้ในโขนละครไทยและนำดนตรีโนรา ดนตรีรองเง็งนำมาใช้เป็นต้นทุนการประพันธ์เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะตัวละคร สถานที่ที่ตัวละครอาศัยอยู่ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้


ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง: 'ไตรศร' เดอะซินเธติคแจ๊สโพเอ็ม สำหรับวงดนตรีโมเดิร์นแจ๊สอองซอมเบิล, เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร Jan 2019

ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง: 'ไตรศร' เดอะซินเธติคแจ๊สโพเอ็ม สำหรับวงดนตรีโมเดิร์นแจ๊สอองซอมเบิล, เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง: ‘ไตรศร’ เดอะซินเธติคแจ๊สโพเอ็ม สำหรับวงดนตรีโมเดิร์นแจ๊สอองซอมเบิล เป็นบทประพันธ์ที่ประพันธ์ขึ้นจากการศึกษาลักษณะเฉพาะตัว ทั้งด้านการประพันธ์ เทคนิคการอิมโพรไวส์เซชัน และบริบทของนักดนตรีแจ๊ส 3 คนที่โดดเด่นในศตวรรษที่ 20 นักดนตรีทั้ง 3 คนประกอบด้วย ชาร์ลี ปาร์คเกอร์ โดดเด่นด้านดนตรีบีบ็อพ ไมล์ส เดวิส โดดเด่นด้านดนตรีโมดัลแจ๊ส และจอห์น โคลเทรน โดดเด่นด้านดนตรีฟรีแจ๊สรวมถึงแนวคิด Coltrane Changes บทประพันธ์แบ่งรายละเอียดเป็น Episode I: ‘Kwan’ Introduction เป็นการนำชื่อเล่นของผู้ประพันธ์มาใช้เป็นตัวแทนสื่อถึงจินตนาการในการประพันธ์ โดยแนวทางการประพันธ์ได้หยิบยกวัตถุดิบในดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลงมาสร้างสรรค์ Episode II: ‘Red Bird’ เป็นการนำความประทับใจในบริบทของ ชาร์ลี ปาร์คเกอร์ มาสร้างสรรค์ Episode III: ‘Pedal Trane’ ประพันธ์ขึ้นจากแนวคิดที่ซับซ้อนของ จอห์น โคลเทรน Episode IV: ‘My Modal’ แรงบันดาลใจจากมิติเสียงอันทันสมัยของ ไมล์ส เดวิส และ Episode V: ‘Sinsiri’ Final บทประพันธ์ที่เป็นบทสรุปจากการศึกษานักดนตรีทั้ง 3 คน บทประพันธ์ทั้งหมดได้ถูกจัดแสดงเพื่อเผยแพร่ ณ ห้อง Black Box Theater วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งการแสดงบทประพันธ์ได้รับเกียรติจากนักดนตรี 12 คน นำโดยผู้ควบคุมวง ดร.วานิช โปตะวนิช ผู้ควบคุมวงที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการดนตรีประเทศไทย และนักดนตรีชั้นนำอีก 11 คน จากวง Rangsit University Jazz Ensemble


การออกแบบเรขศิลป์เพื่อสร้างแบรนด์สินค้าเปรียบเทียบซื้อสำหรับผู้บริโภคแมสทีจ, ขวัญใจ สุขก้อน Jan 2019

การออกแบบเรขศิลป์เพื่อสร้างแบรนด์สินค้าเปรียบเทียบซื้อสำหรับผู้บริโภคแมสทีจ, ขวัญใจ สุขก้อน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผู้บริโภคกลุ่มแมสทีจ (Masstige Consumer) คือ กลุ่มผู้บริโภคที่อยู่กึ่งกลางระหว่างกลุ่มคนที่ต้องการสินค้าหรูหรา (Prestige) และสินค้าทั่วไป (Mass) กล่าวได้ว่า ผู้บริโภคกลุ่มแมสทีจ เป็นผู้บริโภคที่มีรสนิยมสูง แต่รายได้ไม่สูงเท่ากลุ่มผู้บริโภคชนชั้นสูง และยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าดูดีมีระดับเพื่อแลกกับการได้ประสบการณ์ในการได้ใช้สินค้าหรู เป็นการตอบสนองความพึงพอใจด้านจิตใจ แม้จะเป็นหนี้จากการซื้อสินค้าหรือใช้บัตรเครดิต ซึ่งถือว่าคนกลุ่มนี้มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมีมูลค่าทางการตลาดที่นักการตลาดกำลังจับตามอง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและหาแนวทางในการสร้างแบรนด์สินค้าเปรียบเทียบซื้อสำหรับผู้บริโภคแมสทีจ 2) หาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์เพื่อสร้างแบรนด์สินค้าเปรียบเทียบซื้อสำหรับผู้บริโภคแมสทีจ 3) ประยุกต์ใช้ผลการวิจัยสู่การออกแบบเรขศิลป์เพื่อสร้างแบรนด์สำหรับสินค้าไทยที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริโภคแมสทีจ การดำเนินการวิจัยใช้วิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methodology) โดยนำด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและแบรนด์ 15 คน ด้านการออกแบบเรขศิลป์ 15 คน ตามด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ด้วยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริโภคที่เข้าข่ายผู้บริโภคแมสทีจ จำนวน 405 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเบื้องต้น คิดเป็นร้อยละ (Percentage) แล้วทำการสรุปผลออกมาเป็นลำดับ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์งานวิจัยพบว่า แนวทางในการสร้างแบรนด์สำหรับผู้บริโภคแมสทีจสามารถทำได้ 3 แนวทาง ดังนี้ แนวทางที่ 1) แบรนด์ที่มีลักษณะเฉพาะตน มีความเป็นตัวของตัวเองสูง นำเสนอความรู้สึกถึงความมีคุณสมบัติอันยอดเยี่ยม แนวทางที่ 2) แบรนด์ที่แสดงความมีสถานะ มีหน้ามีตาในสังคม ได้รับการยอมรับ มีสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าคนทั่วไป และน่าเชื่อถือด้วยคุณสมบัติอันยอดเยี่ยม แนวทางที่ 3) แบรนด์ที่มอบความรู้สึกมีระดับ และคุณภาพที่ดีเหนือแบรนด์ทั่วไป รวมทั้งเป็นแบรนด์ที่มีสถานะมีหน้ามีตา เป็นที่ยอมรับในสังคม ซึ่งในงานวิจัยนี้ได้คำตอบถึงแนวทางในการออกแบบเรขศิลป์เพื่อสร้างแบรนด์สินค้าเปรียบเทียบซื้อสำหรับผู้บริโภคแมสทีจได้ทั้งหมด 3 แนวทาง และยังสามารถแบ่งลักษณะของผู้บริโภคแมสทีจได้ 3 กลุ่ม ตามลักษณะการดำเนินชีวิต และพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างกัน โดยองค์ความรู้ที่ค้นพบนี้เป็นต่อยอดจากศาสตร์ทางด้านการตลาดไปสู่งานวิจัยทางด้านการออกแบบ ซึ่งปัจจุบันนั้นการออกแบบถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในโลกของการแข่งขันทางด้านการตลาด อีกทั้งเรื่องของผู้บริโภคแมสทีจเริ่มเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกระแสหรือเทรนด์ที่นักการตลาดกำลังให้ความสนใจ


ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง: คีตคณิตแห่งแสง สำหรับวงเชมเบอร์ออร์เคสตรา, ธัญวรรษ สนธิรัตน Jan 2019

ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง: คีตคณิตแห่งแสง สำหรับวงเชมเบอร์ออร์เคสตรา, ธัญวรรษ สนธิรัตน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทประพันธ์เพลง ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง: คีตคณิตแห่งแสง สำหรับวงเชมเบอร์ออร์เคสตรา เป็นบทประพันธ์เพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแสงในรูปแบบและประเภทต่าง ๆ โดยตีความเสียงของแสง ผ่านหลักการทางดนตรี และประพันธ์ขึ้นสำหรับวงเชมเบอร์ออร์เคสตราที่มาจากสมมติฐานของผู้วิจัยว่ารูปแบบของคลื่นแสงและความถี่เสียงสามารถนำเสนอให้อยู่ในหลักการทางคณิตศาสตร์ได้ ดังนั้นแสงและเสียงจึงมีความสัมพันธ์ที่ประพันธ์เป็นเพลงได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังเป็นการต่อยอดงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จากการคิดค้นแปรค่าคลื่นแสงกับความถี่เสียงของนักวิทยาศาสตร์หลายคน และต่อยอดผลงานประพันธ์เพลงที่มีความเกี่ยวข้องในเรื่องแสงจากนักประพันธ์อีกหลายคนเช่นเดียวกัน บทเพลงนี้แบ่งเป็น 3 กระบวน โดยนำเสนอตามลักษณะของแสงอันได้แก่ การสะท้อนแสง การหักเหแสงและการเลี้ยวเบนแสง มีความยาวประมาณ 30 นาที ใช้นักดนตรีทั้งหมด 14 คนในการบรรเลง บทเพลงนี้มีการสื่อความระหว่างความเข้มเสียงกับความเข้มแสงเป็นหลัก มีลักษณะเด่นคือการใช้เทคนิคการบรรเลงของเครื่องดนตรีแต่ละประเภทให้สื่อออกมาเป็นแสงอย่างเหมาะสม จากการศึกษาวิจัยทั้งเรื่องของแสง ข้อมูลทางคณิตศาสตร์ และงานประพันธ์ดั้งเดิมของดนตรี บทประพันธ์ชิ้นนี้ได้นำองค์ความรู้ทั้งหมดมาถ่ายทอดเป็นงานประพันธ์เพลงที่พัฒนาจากแนวคิดดั้งเดิม และประยุกต์ใช้กับบริบทในปัจจุบันได้อย่างสร้างสรรค์ ทำให้เกิดผลงานใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโลกได้


ดุษฎีนิพนธ์การแสดงดนตรี: สุนทรียะเพลงร้องโรแมนติกแห่งตำนาน, กรวิช เทพหัสดิน ณ อยุธยา Jan 2019

ดุษฎีนิพนธ์การแสดงดนตรี: สุนทรียะเพลงร้องโรแมนติกแห่งตำนาน, กรวิช เทพหัสดิน ณ อยุธยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดุษฎีนิพนธ์การแสดงดนตรี: สุนทรียะเพลงร้องโรแมนติกแห่งตำนาน เป็นงานวิจัยสร้างสรรค์บทเพลงร้อง ศิลป์โรแมนติกอันเป็นอมตะสังคีตวรรณคดีของศตวรรษที่ 20 โดยนำเสนอรูปแบบแนวคิด เทคนิคการร้อง การตีความร่วมสมัย และบูรณาการที่ผสมผสานความโดดเด่นระหว่างดนตรีไทยและดนตรีตะวันตก ขณะเดียวกัน ในส่วนของงานสร้างสรรค์ ยังประกอบด้วยการประดิษฐ์และเรียบเรียงดนตรีที่เต็มไปด้วยสีสันและลีลาเสียงใหม่ และความวิจิตรของการประดิษฐ์คำร้องภาษาไทย ผลงานถูกนำเสนอต่อสาธารณชน ในรูปแบบการแสดง คอนเสิร์ตใน 3 รายการสำคัญ โดยเป็นการขับร้องเดี่ยวร่วมกับวงออร์เคสตราและนักร้องประสานเสียง ร้องเดี่ยวกับเปียโนและร้องเดี่ยวร่วมกับดนตรีวงเชมเบอร์ อำนวยเพลงโดยวาทยกรระดับนานาชาติ เช่น ดนู ฮันตระกูล และ จารุณี หงส์จารุ เพลงร้องศิลป์ของประเทศสยาม เริ่มความรุ่งเรืองเป็นส่วนหนึ่งของอารยะธรรมดนตรีของประเทศตั้งแต่ในรัชสมัย ของรัชกาลที่ 6 วิวัฒนาการของการผสมผสานรูปแบบและลีลาระหว่างดนตรีไทยและตะวันตกมีพัฒนาการ อย่างมีเอกลักษณ์และมีองค์ประกอบ สังคีตภาษาถูกประดิษฐ์และออกแบบให้เหมาะสมกับเทคนิคการร้องและ อักขระการออกเสียงภาษาไทยอย่างลงตัว การวิจัยนี้ยังได้นำเสนอแบบแผนการสร้างโปรแกรมการแสดงเพลงร้องศิลป์ ที่แสดงประวัติและสังคีตอารยธรรมของวรรณคดีเพลงร้องศิลป์อย่างสมบูรณ์แบบ


ดุษฎีนิพนธ์การวาทยกร : วรรณกรรมดนตรีสำหรับวงเครื่องลมร่วมสมัย, ธนัช ชววิสุทธิกูล Jan 2019

ดุษฎีนิพนธ์การวาทยกร : วรรณกรรมดนตรีสำหรับวงเครื่องลมร่วมสมัย, ธนัช ชววิสุทธิกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวาทยกรมีบทบาทสำคัญกับวงดนตรีออร์เคสตรามาตั้งแต่ในยุคบาโรก (1600-1750) เมื่อ ฌอง-บาติสต์ ลูว์ลี (1632-1687) ผู้อำนวยการดนตรีในราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นวาทยกรคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ใช้ไม้บาตอง ศิลปะการวาทยกรเป็นศิลปะที่สืบทอดกันมากว่า 3 ทศวรรษ จนมีการพัฒนาที่สมบูรณ์แบบ บทบาทที่สำคัญของวาทยกรประกอบด้วย 4 ประการดังนี้ 1) การตีความบทเพลงด้วยความประณีต 2) การแสดงดนตรีด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้ง 3) การแสดงดนตรีที่เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึก 4) การสื่อสารระหว่างผู้ชมและวงออร์เคสตรา นอกจากนี้การวาทยกรยังเป็นศิลปะที่ประกอบด้วยจินตนาการระดับสูงเพื่อการเข้าถึงบทประพันธ์ อีกทั้งเป็นการสรรค์สร้างท่าทางการเคลื่อนไหวที่สร้างแรงบัลดาลใจให้นักดนตรี และที่สำคัญยิ่ง การเป็นวาทยกรที่ดีจะต้องมีทักษะทางด้านดนตรีที่ดี สามารถจำและอ่านโน้ตเพลงด้วยความเข้าใจดนตรีในระดับสูง ซึ่งความสามารถเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยเวลาและการฝึกฝนอย่างมืออาชีพ ผลงานวิจัยดนตรีเชิงสร้างสรรค์นี้ ประกอบด้วยการแสดงหลัก 3 การแสดง และการแสดงเสริมอีก 4 การแสดง สำหรับวงดุริยางค์เครื่องลมและวงซิมโฟนีออร์เคสตรา ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จของงานวิจัยนี้


การเขียนบทละครเพลงว่าด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์, นฤทธิ์ ปาเฉย Jan 2019

การเขียนบทละครเพลงว่าด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์, นฤทธิ์ ปาเฉย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาวิธีการเขียนบทละครเพลงว่าด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์ โดยใช้การนำเสนอรูปแบบละครเพลง (musical theatre) และใช้วิธีการนำเสนอแบบหลายโครงเรื่อง (multiple plots) เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์ ถูกผลิตขึ้นและนำไปใช้ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การยึดติดบุคคลต้นแบบที่ผ่านการประกอบสร้างจากเรื่องเล่า อาจทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดในสังคมที่บานปลายสู่การใช้ความรุนแรงได้ ผู้วิจัยศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการผลิตเรื่องเล่า ละครเพลง การเขียนบทละครเพลง การเขียนคำร้องในละครเพลงและวิธีการนำเสนอแบบหลายโครงเรื่อง จากนั้นจึงดำเนินการเขียนบทละครเพลงร่างที่ 1 โดยพัฒนาบทละครเพลงจากการจัดแสดงในรูปแบบการอ่าน (stage reading) แล้วนำความคิดเห็นของผู้ชมมาประมวล เพื่อพัฒนาเป็นบทละครเพลงร่างที่ 2 ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการผลิตและจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ จากการประเมินผลการวิจัยผ่านการจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ ผู้วิจัยได้ข้อสรุปว่า การนำเสนอด้วยรูปแบบละครเพลงสามารถส่งเสริมการถ่ายทอดประเด็นสำคัญของเรื่องที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางความคิดในประเด็นทางสังคมและการเมือง ด้วยการยกระดับประสบการณ์ทางอารมณ์ของผู้ชมควบคู่ไปกับการทำงานทางความคิด และการใช้วิธีการนำเสนอแบบหลายโครงเรื่อง โดยออกแบบปฏิสัมพันธ์ของเหตุการณ์บนโครงเรื่องตามวัตถุประสงค์ของบทละครเพลง สามารถกระตุ้นความคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ของผู้ชมให้มีต่อเรื่องราวและประเด็นสำคัญของเรื่อง และเผยให้เห็นการประกอบสร้างบุคคลต้นแบบผ่านเรื่องเล่า รวมถึงอิทธิพลชองการสืบทอดอุดมการณ์ทางการเมืองผ่านบุคคลต้นแบบ


การสร้างอัตลักษณ์เเฟชั่นสำหรับยูนิฟอร์มโรงเเรมในประเทศไทย, ชไมพร มิตินันท์วงศ์ Jan 2019

การสร้างอัตลักษณ์เเฟชั่นสำหรับยูนิฟอร์มโรงเเรมในประเทศไทย, ชไมพร มิตินันท์วงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสร้างอัตลักษณ์แฟชั่นสำหรับยูนิฟอร์มโรงแรมในประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างคู่มือสำหรับการสร้างและออกแบบยูนิฟอร์มให้กับโรงแรมขนาดใหญ่ระดับ 4-5 ดาว ในประเทศไทย โดยอาศัยกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณควบคู่กับการออกแบบเชิงศิลปกรรมศาสตร์ วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ช่วง คือ ช่วงที่ 1. การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเเบบสนทนากลุ่ม (Focus Group) แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มนักการตลาดด้านสื่อสารข้อมูลโรงแรมระดับบน 2. กลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องธุรกิจยูนิฟอร์มโรงแรมขนาดใหญ่ 3. กลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางด้านสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในโรงแรม ช่วงที่ 2. เป็นการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจากพนักงานโรงแรม เกี่ยวกับฟังค์ชั่นการใช้งานชุดยูนิฟอร์มโรงแรมจำนวน 400 ชุด ช่วงที่ 3 การเก็บข้อมูลรูปภาพยูนิฟอร์มพนักงานแผนกส่วนหน้า ซึ่งแบ่งตามความเฉพาะของโรงแรม 6 กลุ่มรวมทั้งหมด 18 แห่ง ผลการวิจัยพบว่า ยูนิฟอร์มโรงแรมในประเทศไทยสามารถแบ่งสไตล์ของยูนิฟอร์มได้จากความเฉพาะทางด้านสถาปัตยกรรมและตกแต่งภายในโรงแรมได้เป็น 6 สไตล์ คือ 1. ทันสมัยหรูหรา (Urban Luxury) 2. นักเดินทาง (Leisure) 3. นักธุรกิจ (Business) 4. อนุรักษ์ความเป็นไทย (Thai Culture) 5. ธรรมชาติแบบทะเล (Beach Sea) 6. ธรรมชาติแบบขุนเขา (Nature Tropical) โดยแสดงสัญญะผ่านยูนิฟอร์มเป็นโครงสร้างสี อารมณ์และองค์กรประกอบการออกแบบของยูนิฟอร์ม และโรงแรมใช้อัตลักษณ์เฉพาะมาจากวัดซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมบนพื้นที่ตั้งของโรงแรม โดยนำองค์ประกอบและอัตลักษณ์จากที่ได้แต่ละกลุ่มมาใช้ร่วมกับเทรนด์กระแสแฟชั่นเพื่อสร้างต้นแบบยูนิฟอร์มแฟชั่นให้กับโรงแรมในประเทศไทย


ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง: “ศรีนครพิงค์” สำหรับวงแจ๊สออร์เคสตรา และวงเครื่องดนตรีล้านนา, วัชระ กัณธียาภรณ์ Jan 2019

ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง: “ศรีนครพิงค์” สำหรับวงแจ๊สออร์เคสตรา และวงเครื่องดนตรีล้านนา, วัชระ กัณธียาภรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทประพันธ์เพลง ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง: “ศรีนครพิงค์” สำหรับวงแจ๊สออร์เคสตรา และวงเครื่องดนตรีล้านนา เป็นบทประพันธ์ที่มีแรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเยาว์และความผูกพันของผู้ประพันธ์ที่มีต่อจังหวัดเชียงใหม่ ผนวกกับความรู้ด้านดนตรีแจ๊สที่ผู้ประพันธ์มีความชำนาญ บทประพันธ์นี้จึงมีแนวคิดในการเล่าเรื่องผ่านคำขวัญของจังหวัดเชียงใหม่ โดยสะท้อนถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมไทยล้านนา ซึ่งนำเสนอผ่านการผสมผสานวัฒนธรรมทางดนตรีระหว่างดนตรีพื้นบ้านล้านนาและดนตรีตะวันตก แบ่งออกเป็น 4 กระบวน ตามคำขวัญจังหวัดเชียงใหม่ มีความยาวในการบรรเลงทั้งหมดประมาณ 30 นาที มีผู้บรรเลงทั้งสิ้น 30 คน ประกอบด้วย วงแจ๊สออร์เคสตราขนาดใหญ่ นำเสนอเอกลักษณ์ทางด้านดนตรีตะวันตก โดยบรรเลงร่วมกับวงเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนาซึ่งบรรเลงทำนองหลักของบทประพันธ์ ผ่านเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้ประพันธ์ประสงค์จะรักษาและเผยแพร่ดนตรีพื้นบ้านล้านนาให้เป็นมรดกของประเทศไทยต่อไป


The Gratitude From South Korea To Korean War Thai Veterans, Rattapakorn Fakon Jan 2019

The Gratitude From South Korea To Korean War Thai Veterans, Rattapakorn Fakon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In Korean War period, Thailand sent over 11,776 Thai soldiers and Thai Red Crosses to participate in the Korean War. The participation of the Thai military consists of 4 organizations. There are military army, air force, naval officers and Thai Red Cross. In this regard, how does Thailand have an attitude towards the invitations of the United Nations? Especially, the Thai solider who sacrificed themselves in the War and how about their expression to join the War. Now South Korea has been become a power of the economy or "The 3rd Tiger" of Asia and was retuning the gratitude to …


"Train To Busan" Movie : A Reflection Of Social Problems In South Korea, Souwaluck Sungnoi Jan 2019

"Train To Busan" Movie : A Reflection Of Social Problems In South Korea, Souwaluck Sungnoi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this research is to analyze a reflection of social problems in “Trian to Busan” movie. The study is a qualitative research that uses Roland Barthes’s semiology to analyze the social problems which are reflected in the movie through elements such as scenes, dialogues of characters The results from this study show that “Train to Busan” movie reflects the social problems in contemporary South Korean society through scenes, dialogue of characters. These problems are family problems, social class and inequality, environmental problems and political problems. The problems which occur in South Korea are a result of the rapid …


Social Integration Of Foreign Students In Korean Higher Education : A Case Study Of Southeast Asian Student In Seoul National University, Supatcha Thubsook Jan 2019

Social Integration Of Foreign Students In Korean Higher Education : A Case Study Of Southeast Asian Student In Seoul National University, Supatcha Thubsook

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to understand social integration of Southeast Asian students who studied in Seoul National University by using Bosswick & Heckman social integration theory in order to understand social integration and how important of language towards foreign students help them in specially adjust themselves into Korean society. The important of language is used to examine social integration. The qualitative approach was applied in this study. Four dimensions of social integration theory are acknowledged as the central components of successful integration: structural, cultural, interactive, and identification. And the samples were 20 Southeast Asian students in Seoul National University. The research …


The Visegrád Group And The European Migrant Crisis : Cause Factors And The Case Of Hungary, Onvara Vadhanavisala Jan 2019

The Visegrád Group And The European Migrant Crisis : Cause Factors And The Case Of Hungary, Onvara Vadhanavisala

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The European migrant crisis has propelled the European Union (EU) to face many challenges, starting from the division of different ideas on how to manage a high number of refugees and migrants. The crisis is marked as a turning point for right-wing populism to gain its strength in modern European politics. The European Member States (EMS) have started to lose their trust in European institutions because of their unclear strategic direction on solving the refugee and migrant crisis. Correspondingly, Euroscepticism is spreading all over Europe. The situation has been worsened as more refugees are continuously entering Europe. Therefore, populists and …


Temperamental! Prints In The Collection Of Bryn Mawr College Jan 2019

Temperamental! Prints In The Collection Of Bryn Mawr College

Books, pamphlets, catalogues, and scrapbooks

Brochure for an exhibition held at Bryn Mawr College March 22, 2019-June 2, 2019, organized by Tessa Haas (A.B./M.A. student), Anya Prussin (Class of 2019), Talia Shiroma (Class of 2019), and Maeve White (A.B./M.A. student): the students in a Fall 2018 exhibition seminar taught by Professor Christiane Hertel and Carrie Robbins (Bryn Mawr College Ph.D. 2013, Curator/Academic Liaison). Brochure design by Nathanael Roesch (Bryn Mawr College Ph.D. 2017).


His Friend Judas: Why Didn't He Betray His Messiah?, Trevan Hatch Jan 2019

His Friend Judas: Why Didn't He Betray His Messiah?, Trevan Hatch

Faculty Publications

A question that Christians might ask is, if Jesus was so entrenched within and embracive of Judaism, then why did he condemn Jewish leaders and why was he ultimately rejected and killed by his fellow Jews? In this and the next four chapters (chapters 6–10) we will challenge the assumptions of that very question and illustrate that “the Jews” did not reject and kill Jesus, and that Jesus did not reject and condemn “the Jews.” We will explore the relationship between Jesus and his peers. We start in this chapter by looking at Judas, whose story is perhaps Exhibit A …


American Government 2e, Glen Krutz, Sylvie Waskiewicz Jan 2019

American Government 2e, Glen Krutz, Sylvie Waskiewicz

Open Access Textbooks

Since its founding, the United States has relied on citizen participation to govern at the local, state, and national levels. This civic engagement ensures that representative democracy will continue to flourish and that people will continue to influence government. The right of citizens to participate in government is an important feature of democracy, and over the centuries many have fought to acquire and defend this right. During the American Revolution (1775–1783), British colonists fought for the right to govern themselves. In the early nineteenth century, agitated citizens called for the removal of property requirements for voting so poor white men …


Every-Day Religion, Or, The Common-Sense Teaching Of The Bible, Hannah Whitall Smith Jan 2019

Every-Day Religion, Or, The Common-Sense Teaching Of The Bible, Hannah Whitall Smith

Heritage Material

No abstract provided.


Exploits In The Tropics, C. O. Moulton Jan 2019

Exploits In The Tropics, C. O. Moulton

Heritage Material

No abstract provided.


Ordered Steps, Or, The Wards Of India : A Biograpy Of The Lives Of Ernest Fremont Ward And Phebe Elizabeth Cox Ward, Missionaries To India, 1880-1927, Ethel Ellen Ward Jan 2019

Ordered Steps, Or, The Wards Of India : A Biograpy Of The Lives Of Ernest Fremont Ward And Phebe Elizabeth Cox Ward, Missionaries To India, 1880-1927, Ethel Ellen Ward

Heritage Material

No abstract provided.


My Experience And Call, With A Brief Summary Of Seven Years Labor In Central India, Frank C. Hotle Jan 2019

My Experience And Call, With A Brief Summary Of Seven Years Labor In Central India, Frank C. Hotle

Heritage Material

No abstract provided.


Open Letters To The Bishops, Ministers And Members Of The Methodist Episcopal Church, South, Henry Clay Morrison Jan 2019

Open Letters To The Bishops, Ministers And Members Of The Methodist Episcopal Church, South, Henry Clay Morrison

Heritage Material

No abstract provided.


The Cane Ridge Meeting-House, James Richard Rogers, Barton Warren Stone, William Rogers Jan 2019

The Cane Ridge Meeting-House, James Richard Rogers, Barton Warren Stone, William Rogers

Heritage Material

No abstract provided.


Lives Of Early Methodist Preachers, A. Stephens, Thomas Jackson Jan 2019

Lives Of Early Methodist Preachers, A. Stephens, Thomas Jackson

Heritage Material

No abstract provided.