Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- History (4033)
- Religion (3872)
- Social and Behavioral Sciences (3626)
- Creative Writing (2101)
- English Language and Literature (2052)
-
- Education (1921)
- Music (1614)
- Art and Design (1559)
- Christianity (1555)
- United States History (1201)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (1066)
- Music Performance (1004)
- Philosophy (994)
- Sociology (985)
- Race, Ethnicity and Post-Colonial Studies (799)
- Practical Theology (790)
- Catholic Studies (779)
- History of Art, Architecture, and Archaeology (724)
- Religious Thought, Theology and Philosophy of Religion (678)
- American Studies (664)
- Business (647)
- Theatre and Performance Studies (588)
- Cultural History (571)
- Poetry (560)
- Higher Education (556)
- Women's Studies (556)
- Law (548)
- Biblical Studies (542)
- Anthropology (527)
- Institution
-
- Denison University (869)
- Brigham Young University (762)
- City University of New York (CUNY) (501)
- St. John's University School of Law (420)
- Technological University Dublin (363)
-
- Georgia Southern University (356)
- George Fox University (338)
- Western Kentucky University (338)
- Dordt University (331)
- Liberty University (325)
- Asbury Theological Seminary (311)
- College of the Holy Cross (292)
- Gettysburg College (287)
- Stephen F. Austin State University (285)
- Andrews University (260)
- University of Nebraska - Lincoln (241)
- University of New Mexico (236)
- Eastern Illinois University (231)
- Syracuse University (228)
- Claremont Colleges (219)
- California State University, Monterey Bay (207)
- Chulalongkorn University (206)
- Dominican University of California (205)
- University of Northern Iowa (204)
- Western Michigan University (201)
- University of Alabama at Birmingham (199)
- Rhode Island School of Design (198)
- Luther Seminary (195)
- University of Lynchburg (183)
- University of Arkansas, Fayetteville (176)
- Keyword
-
- Poetry (289)
- Restaurant (267)
- Art (265)
- Menus (257)
- Kentucky (256)
-
- Church (209)
- Literature (209)
- English (207)
- Texas (207)
- Hearing impaired (202)
- Church work with the deaf -- Catholic Church (201)
- Deaf -- Periodicals (201)
- Deaf culture (201)
- Pastoral care of people with disabilities (201)
- History (198)
- Archaeology (182)
- EIU (180)
- Syllabi (180)
- Methodist (162)
- In All Things (160)
- Music (156)
- Theology (156)
- Conference (155)
- Gender (154)
- Methodism (147)
- Episcopal (146)
- UAB (135)
- Women (129)
- Religion (128)
- Photography (125)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (387)
- Exile (374)
- The Catholic Lawyer (313)
- Menus of the 21st Century (292)
- Electronic Theses and Dissertations (238)
-
- African American Funeral Programs (214)
- Index of Texas Archaeology: Open Access Gray Literature from the Lone Star State (210)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (188)
- The Tuxedo Archives (172)
- Agora (169)
- Estudios Exégeticos Homiléticos (167)
- Masters Theses (151)
- Journal of Arts and Social Sciences (150)
- Publications and Research (147)
- Wagon Tracks (140)
- Faculty Publications (135)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (133)
- Episteme (133)
- The Christian Librarian (131)
- Poetry (130)
- Birmingham Poetry Review (118)
- Faculty Work Comprehensive List (118)
- Manuscript Collection Finding Aids (118)
- Setnor School of Music - Performance Programs (117)
- Concert Recordings & Programs (111)
- Music Recital Programs (110)
- Theoretical Studies in Literature and Art (108)
- Conservatory of Music Concert Programs (107)
- Journal of Catholic Legal Studies (107)
- WKU Administration Documents (106)
- Publication Type
- File Type
Articles 19351 - 19380 of 19634
Full-Text Articles in Arts and Humanities
การแสดงเดี่ยวเปียโนโดย มันทนา ก่อพานิชกุล, มันทนา ก่อพานิชกุล
การแสดงเดี่ยวเปียโนโดย มันทนา ก่อพานิชกุล, มันทนา ก่อพานิชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะด้านการบรรเลงเปียโน โดยผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงที่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับระดับบัณฑิตศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก บทประพันธ์สำหรับการแสดงในครั้งนี้คัดเลือกมาจากยุคสมัยที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ผู้แสดงจะได้ศึกษาประวัติศาสตร์ การวิเคราะห์ การตีความบทประพันธ์ การฝึกซ้อม การถ่ายทอดอารมณ์ และพัฒนาทักษะในการบรรเลง โดยผู้แสดงได้ทำการคัดเลือกบทเพลงสำหรับการแสดงครั้งนี้ไว้ 4 บทเพลงดังนี้ 1. Le Rappel Des Oiseaux ผลงานการประพันธ์ของ Jean-Philippe Rameau 2. Miroirs ผลงานการประพันธ์ของ Maurice Ravel 3. Trois Pièces for Piano ผลงานการประพันธ์ของ Francis Poulenc 4. Images (Book 1) ผลงานการประพันธ์ของ Claude Debussy การแสดงในครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2561 เวลา 14.00 น. ณ ห้องแสดงดนตรีธงสรวง (Tongsuang Recital Hall) ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 54/1 ถนนสุขุมวิทซอย 3 กรุงเทพมหานคร การแสดงทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 83 นาที
มหาบัณฑิตนิพนธ์การประพันธ์เพลง: สุวรรณภูมิ (แผ่นดินทอง) สำหรับวงเชมเบอร์ออร์เคสตรา, อัญนา แจสิริ
มหาบัณฑิตนิพนธ์การประพันธ์เพลง: สุวรรณภูมิ (แผ่นดินทอง) สำหรับวงเชมเบอร์ออร์เคสตรา, อัญนา แจสิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทเพลง สุวรรณภูมิ (แผ่นดินทอง) มีวัตถุประสงค์ในการประพันธ์ขึ้นเพื่อเป็นผลงานในการนำออกแสดงเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเนื่องในวโรกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติครบ 70 ปี และสะท้อนวัฒนธรรมดนตรีที่มีนวัตกรรมทางดนตรีพื้นเมืองของไทยทั้ง 4 ภาค โดยผู้วิจัยแบ่งบทเพลงออกเป็นทั้งหมด 4 ท่อนดังนี้ ท่อนที่ 1 ผู้วิจัยให้ความสำคัญกับการจัดลำดับกลุ่มโน้ตที่จะใช้ในแต่ละตอนของท่อนนี้ ผสมกับจังหวะที่คล้ายกับจังหวะรำวงพื้นบ้าน ท่อนที่ 2 ผู้วิจัยได้เลือกกลุ่มโน้ตที่สื่อถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และนำมาใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ในท่อนนี้ ผนวกกับใช้คอร์ดคู่ 4 เรียงซ้อน และคอร์ดคู่ 5 เรียงซ้อนมาเป็นเสียงประสานผสมกับทำนองเพลงพื้นบ้านภาคเหนือทั้ง 3 เพลง ทำให้ท่อนนี้ยังคงมีกลิ่นอายของความเป็นภาคเหนือของไทย ท่อนที่ 3 ทำนองหลักมาจากเพลงพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้วิจัยทำให้อัตราจังหวะเกิดความคลาดเคลื่อนผสมกับความไม่สมมาตรในแง่ต่าง ๆ ของตัวดนตรี ในท่อนสุดท้ายของบทเพลง สุวรรณภูมิ (แผ่นดินทอง) ผู้วิจัยได้เลือกใช้เพลงพื้นบ้านของภาคใต้ นอกจากนั้นผู้วิจัยใช้เสียงประสานที่เป็นกลุ่มเสียงสมมาตรในตัวทำให้เกิดแกนกลางความสมมาตร จากที่กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นได้ว่า สุวรรณภูมิ (แผ่นดินทอง) เป็นบทเพลงมีแสดงถึงชนชาติของผู้วิจัยอย่างชัดเจน กล่าวได้ว่าบทเพลงนี้ถือเป็นดนตรีชาตินิยม
การรำหน้าพาทย์เพลงตระโขนพระ, จักราวุธ คงฟู
การรำหน้าพาทย์เพลงตระโขนพระ, จักราวุธ คงฟู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง การรำหน้าพาทย์เพลงตระโขนพระ ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา ประวัติความเป็นมากระบวนท่ารำตามหลักสูตรและการนำความรู้ไปใช้ ผู้วิจัยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร หนังสือ ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์ การฝึกปฏิบัติจากผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า หน้าพาทย์เพลงตระ หมายถึง เพลงที่ใช้ประกอบกิริยาของตัวละครที่แสดงถึงการตระเตรียม การใช้อิทธิฤทธิ์ การบริกรรมพิธี มีหลักฐานปรากฏเพลงหน้าพาทย์นี้ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ถึงกรุงรัตนโกสินทร์ พบว่ามี 8 เพลง ได้แก่ ตระนิมิต ตระนอน ตระบรรทมไพร ตระนารายณ์ ตระเชิญ ตระสันนิบาต ตระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ตระบองกัน ผู้ที่รำเพลงหน้าพาทย์ต้องเป็นผู้ที่มีทักษะในการรำเป็นอย่างดี เพราะต้องเข้าใจความหมายของเพลงและฟังจังหวะ ทำนองเพลงได้ ตลอดจนมีความจำกระบวนท่ารำได้อย่างดี การรำหน้าพาทย์ประกอบด้วยการใช้อุปกรณ์และไม่ใช้อุปกรณ์ประกอบการแสดง มีเพลงตระนารายณ์ เพลงเดียวที่ใช้อุปกรณ์ประกอบการแสดง ได้แก่ คทา จักร ส่วนเพลงหน้าพาทย์อีก 7 เพลงไม่ได้ใช้อุปกรณ์ประกอบการแสดง การรำหน้าพาทย์เพลงตระมีทั้งนั่งรำและยืนรำ นั่งรำได้แก่ ตระนอน ตระบรรทมไพร ตระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ตระเชิญ ตระสันนิบาต ยืนรำได้แก่ ตระนิมิต ตระบองกัน ตระนารายณ์ เพลงหน้าพาทย์เพลงตระทั้ง 8 เพลง ผู้วิจัยพบว่า มีจังหวะในการรำทั้งหมด 32 จังหวะ ที่เท่ากัน กลวิธีในการรำมีเยื้องตัว และย้อนตัว การรำหน้าพาทย์เพลงตระมีทั้งรำประกอบบทร้อง และรำประกอบทำนองเพลง กระบวนท่ารำพบว่ามี 14 ท่ารำได้แก่ ท่าเทพประนม ท่าปฐม ท่าสอดสร้อยมาลา ท่าผาลาเพียงไหล่ ท่าบัวชูฝัก ท่านารายณ์ขว้างจักร ท่ากินนรรำ ท่าเครือวัลย์พันไม้ ท่ากินนรฟ้อนโอ่ ท่าบัวชูฝักส่งจีบหลัง ท่าวงบน วงกลาง ท่ากรบน ท่ากรล่าง ท่านอน ซึ่งเป็นกระบวนท่ารำที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามแบบแผน สืบทอดกันต่อมาที่เรียกว่า รำเพลงครู การนำหน้าพาทย์เพลงตระไปใช้สำหรับการแสดง ต้องนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของการแสดง และสอดคล้องตามความหมายของเพลงหน้าพาทย์ ในปัจจุบันการรำหน้าพาทย์เพลงตระ ได้สืบทอดในหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นวิชาบังคับของผู้เรียนนาฏยศิลป์ โดยเฉพาะโขนพระ ต้องรำหมวดหน้าพาทย์เพลงตระทั้ง 8 เพลงนี้ได้ จึงจะสามารถเป็นผู้แสดงในบทบาทตัวละครที่สำคัญได้ดี …
ธุรกิจการแสดงนาฏยศิลป์ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, นราฤทธิ์ เอี่ยมศิริ
ธุรกิจการแสดงนาฏยศิลป์ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, นราฤทธิ์ เอี่ยมศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานภาพการแสดง ประเภทการแสดงนาฏยศิลป์ ผู้วิจัยมุ่ง ศึกษาธุรกิจการแสดงนาฏยศิลป์ สถานภาพการแสดงนาฏยศิลป์ ประเภทการแสดงนาฏยศิลป์ ในนครหลวงเวียงจันทน์ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้วิจัยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร จากการสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์การแสดงและการเข้าร่วมออกแบบการแสดงนาฏยศิลป์ ในโอกาสต่างๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 - 2559 ผู้วิจัยได้ศึกษาพบว่า สถานภาพการแสดงนาฏยศิลป์ ในนครหลวงเวียงจันทน์ มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การนาฏยศิลป์ในอดีตเป็นส่วนหนึ่งในทางพระพุทธศาสนาสามารถพบเห็นการแสดงได้ตามงานวัด งานบุญประเพณีของลาว ซึ่งสังคมลาวส่วนใหญ่มีความศรัทธาของพระพุทธศาสนาในนครหลวงเวียงจันทน์ ช่วงปี พ.ศ.2518 - 2543 ยุคของการปลดปล่อยประเทศ การแสดงเน้นการสร้างความปรองดอง สร้างความสามัคคี การรวมกลุ่มชนบรรดาเผ่าในลาวทั่วประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวและให้มีความเท่าเทียบกันของคนในชาติ ช่วงปี พ.ศ.2544 - 2553 นาฏยศิลป์ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลนำมาประดิษฐ์เป็นบทฟ้อนต่างๆให้เป็นแบบแผน ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อความเป็นเอกลักษณ์วัฒนธรรมของชาติไม่ให้สูญหาย พ.ศ.2554 - 2559 เกิดธุรกิจการแสดงนาฏยศิลป์ เป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรมการส่งเสริมการขาย การลงทุน เพื่อเสริมภาพลักษณ์ของสินค้าและองค์กรให้เกิดผลประโยชน์ผลกำไรในการจัดงานการแสดงมีความหลากหลายเกิดการแสดงขึ้นมาใหม่นอก เหนือจากการแสดงพื้นเมืองดั้งเดิมในนครหลวงเวียงจันทน์และสามารถพบเห็นการแสดงนาฏยศิลป์เพิ่มมากขึ้นผลจากการศึกษาของผู้วิจัยในครั้งนี้ เพื่อให้เห็นสถานภาพการเปลี่ยนแปลงของการแสดงนาฏศิลป์ การพัฒนาสภาพเศรษฐกิจสังคม วิถีชีวิตของชุมชน การรับวัฒนธรรมจากต่างชาติ การก้าวเข้าสู่สมาชิกสมาคมอาเซียน ประเภทของการแสดง การฟ้อนแบบพื้นเมือง การแสดงสร้างสรรค์การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ที่ยังคงอยู่บนพื้นฐานของนาฎยศิลป์ลาว ได้เข้ามามีบทบาทในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเกิดการจ้างงานมีอาชีพและรายได้ ซึ่งเป็นปัจจัยอันสำคัญ ที่ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาเชิงวิชาการ เรื่องธุรกิจการแสดงนาฏยศิลป์ เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดในการศึกษาและให้ผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลเชิงวิชาการ เกี่ยวกับธุรกิจการแสดงนาฏยศิลป์ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวต่อไป
นวัตกรรมการแสดงหุ่นกระบอกไทย เรื่อง "พระเนมิราช", นิเวศ แววสมณะ
นวัตกรรมการแสดงหุ่นกระบอกไทย เรื่อง "พระเนมิราช", นิเวศ แววสมณะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง "นวัตกรรมการแสดงหุ่นกระบอกไทยเรื่องพระเนมิราช" เป็นงานวิจัยสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์ในการนวัตกรรมหุ่นกระบอกไทย เพื่อสร้างสรรค์รูปแบบหุ่นและการแสดงใหม่สำหรับเด็กและเยาวชน โดยเลือกเนื้อหาจากพระเนมิราชชาดก ซึ่งแสดงถึงอธิษฐานบารมีที่มุ่งมั่นในการทำความดีที่ตั้งใจให้สำเร็จ เป็นธรรมมะที่เหมาะกับเด็กและเยาวชน โดยใช้หลักการ "สวย ง่าย ถูก" เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ที่สนใจนำไปสร้างเองได้ นวัตกรรมวิทยานิพนธ์นี้มีการทำบทใหม่ โดยยังคงรักษาขนบเดิมทั้งบทพากย์ เจรจา บทร้องและบทบรรยาย เพื่อให้สื่อกับกลุ่มเป้าหมายทั้งสาระและบันเทิงด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย การออกแบบหุ่นให้ดูเป็นไทยด้วยวัสดุที่หาได้ทั่วไปร่วมถึงการเชิดที่เรียบง่าย เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายนำไปสร้างและแสดงเองได้ง่าย มีการสร้างฉากแนวใหม่ให้มีการเปลี่ยนและเคลื่อนไหวได้ตามท้องเรื่อง ด้วยการใช้โครงสร้างของร่มขนาดใหญ่ห้อยผ้าเพื่อเป็นจอรับภาพที่หมุนและบังผู้เชิด มีการนำสื่อประสมสมัยใหม่มาเสริมให้การแสดงดูสวยสมจริง เพลงประกอบการแสดงประพันธ์บท เนื้อร้อง และทำนองใหม่ในแนวไทยสากล เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายยุคปัจจุบันเข้าถึงมากขึ้น นวัตกรรมการแสดงหุ่นนี้เป็นการร่วมมือจากหลายฝ่ายทำการสร้างและทดสอบจนเรียบร้อย แล้วทำการแสดงเพื่อรับฟังคำวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับแก้ให้สมบูรณ์ จากนั้นทำการแสดงที่มีทั้งการแสดงขนาดใหญ่และขนาดเล็กสู่กลุ่มเป้าหมายจำนวน 3 รอบ 2 สถานที่ จำนวนผู้ชม 300 คน การประเมินผลในรูปแบบการแสดงด้านรูปแบบพบว่า กลุ่มเป้าหมายชื่นชมมีความยอมรับในนวัตกรรมนี้ ฉากที่สร้างสรรค์ด้วยร่มมีต้นทุนประหยัดขนย้ายประกอบได้ง่าย มีรูปแบบที่สวยงามและยังคงทำหน้าที่โรงหุ่นได้เหมือนโรงหุ่นแบบดั้งเดิม รูปแบบตัวหุ่นดูสวยงามสามารถนำไปสร้างเองได้ง่าย ด้านสื่อประสมที่นำมาประกอบการแสดงทำให้การแสดงดูสมจริงและสวยงาม เนื้อหาการแสดงพบว่า มีความสนุก ชื่นชอบชวนติดตามอยากชมซ้ำ และได้เรียนรู้เนื้อหาของพระเนมิราชจากการแสดง มีความเข้าใจในปรัชญาธรรมะในการทำความดีละเว้นความชั่ว และตั้งใจประพฤติดี ซึ่งตรงกับอธิษฐานบารมีที่เป็นหัวใจของชาดกพระเนมิราช การที่ผู้วิจัยได้ทำตามคำอธิษฐานบารมีนั้น ได้นำไปสู่การทำวิจัยสร้างสรรค์ดังกล่าวได้สำเร็จด้วยความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะนำหุ่นกระบอกไทยให้ยังคงมีหน้าที่ให้สาระและความบันเทิงต่อสังคมได้นั้น ผู้วิจัยประจักษ์ว่า ผู้วิจัยได้เดินตามคำอธิษฐานบารมี
พัฒนาการเรือมกันตรึม, พงศธร ยอดดำเนิน
พัฒนาการเรือมกันตรึม, พงศธร ยอดดำเนิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องพัฒนาการเรือมกันตรึม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการเรือมกันตรึม องค์ประกอบการแสดงและการรำเรือมกันตรึม โดยขอบเขตของการศึกษาที่มุ่งเน้นพัฒนาการเรือมกันตรึมที่นางแก่นจันทร์ นามวัฒน์ ประดิษฐ์ขึ้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่พ.ศ. 2526 – พ.ศ. 2559 โดยค้นคว้าจากเอกสารการสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และการรับฝึกหัดชุดท่ารำเรือมกันตรึม เรือมกันตรึมแสดงประกอบกับดนตรีกันตรึม รูปแบบคือ 1ทำนองเพลง 1ชุดท่ารำ รวมทั้งหมด 7ชุดท่ารำ คือ 1.ซารายัง นำมาจากเลียนแบบกิริยาเยื้องย่างของสตรีในขบวนแห่, 2.เซิ้บ เซิ้บ นำมาจากการทักทายเชิญชวนของผู้ละเล่นกันตรึม, 3.กัญจัญเจก นำมาจากการเลียนแบบอากัปกิริยาของเขียดตะปาด, 4.อันซองเสนงนบ นำมาจากการรำประกอบขบวนแห่ขันหมาก, 5.มะม๊วต นำมาจากการรำในพิธีกรรมเข้าทรง, 6.อมตูก นำมาจากประเพณีแข่งเรือยาว และ7.มงก็วลจองได นำมาจากพิธีบายศรีสู่ขวัญ ผู้แสดงแต่งกายแบบพื้นเมืองด้วยผ้าไหมและประดับด้วยปะเกือม อันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดสุรินทร์ การวิจัยพบว่าพัฒนาการเรือมกันตรึมแบ่งได้เป็น 4 ช่วง คือ 1. ก่อนเกิดเรือมกันตรึม(ก่อนปีพ.ศ.2526),2.เรือมกันตรึมเผยแพร่สู่ชุมชน(พ.ศ.2526-พ.ศ.2531), 3. เรือมกันตรึมในสถานศึกษา(พ.ศ.2532-พ.ศ.2548) และ4. เรือมกันตรึมในการอนุรักษ์และสร้างสรรค์(พ.ศ.2549-พ.ศ.2559) ในช่วงที่1พบว่ามีการละเล่นกันตรึมมุ่งเน้นการบรรเลงดนตรีและขับร้อง ส่วนการรำพบในพิธีกรรมต่างๆ ในช่วงที่2 เมื่อพ.ศ.2526 นางแก่นจันทร์ได้ประดิษฐ์การรำพื้นเมืองขึ้นใหม่ โดยนำเอาการละเล่นกันตรึมและการรำแบบดั้งเดิมมาเรียงร้อยเป็นชุดการแสดงขึ้นใหม่เรียกว่า"เรือมกันตรึม"เพื่อแสดงในการสัมมนาเพลงพื้นบ้านและการละเล่นพื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์ ในพ.ศ.2528 มีการนำไปเผยแพร่ที่หมู่บ้านดงมันซึ่งจัดตั้งเป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมเพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์การละเล่นกันตรึม และปีพ.ศ.2530 เรือมกันตรึมมีการปรับปรุงท่ารำและนำผู้ชายมาร่วมแสดงโดยนางสำรวม ดีสม ในช่วงที่3มีการนำเรือมกันตรึมเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษา คือ วิทยาลัยครูสุรินทร์ พ.ศ.2532, วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ดพ.ศ.2540, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และโรงเรียนสินรินทร์วิทยา จ.สุรินทร์ พ.ศ.2541 ในช่วงที่4 พ.ศ.2549-พ.ศ.2559 เรือมกันตรึมได้แตกแขนงออกไปหลายรูปแบบและมีการนำชุดท่ารำของเรือมกันตรึมไปปรับใช้และเป็นแนวทางในการออกแบบสร้างสรรค์นาฏยศิลป์พื้นเมืองอีสานใต้ชุดใหม่ๆ ในขณะเดียวกันก็มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูเรือมกันตรึมฉบับดั้งเดิมด้วย
การจัดการแสดง แสง เสียง ชุด “พนมรุ้งมหาเทวาลัย”, วิลาสินี น้อยครบุรี
การจัดการแสดง แสง เสียง ชุด “พนมรุ้งมหาเทวาลัย”, วิลาสินี น้อยครบุรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง การจัดการแสดง แสง เสียง ชุด "พนมรุ้งมหาเทวาลัย" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและกระบวนการจัดการแสดงแสง เสียง ชุด "พนมรุ้งมหาเทวาลัย" ในประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ปี พ.ศ. 2559 การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีดำเนินการวิจัยด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร วารสาร หนังสือ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการลงภาคสนามเพื่อสัมภาษณ์และสังเกตการณ์ ผลการศึกษาพบว่าการแสดงแสง เสียง ในประเทศไทยเกิดจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2519 โดยกรมศิลปากรร่วมกับกองทัพเรือที่วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กระทั่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดการแสดงแสง เสียง ชุด "รุ่งอรุณแห่งความสุข" ขึ้นที่จังหวัดสุโขทัย กิจกรรมดังกล่าวจึงได้รับความนิยมและเป็นที่แพร่หลายรวมถึงจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งในขณะนั้นนายพร อุดมพงษ์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์) มีความคิดริเริ่มให้จัดประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งขึ้นส่งผลให้เกิดการแสดงแสง เสียง ชุด "พนมรุ้งมหาเทวาลัย" ในปี พ.ศ. 2534 จัดแสดง ณ สถานที่จริง เนื้อเรื่องอิงประวัติศาสตร์ความเป็นมาการสร้างปราสาทพนมรุ้งด้วยวิธีประพันธ์บทละครขึ้นใหม่ผ่านการแสดงของตัวละครโดยใช้กระบวนท่าที่มีลักษณะการเคลื่อนไหวอย่างธรรมชาติ (กำแบ) และกระบวนท่ารำที่นำท่ารำมาตรฐานแบบหลวงผสมผสานกับท่าที่เลียนแบบจากภาพจำหลัก และการใช้ลิปซิ้ง (Lip - synch) ในการเล่าเรื่องราว รวมถึงดนตรี เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ประกอบการแสดงที่สื่อถึงเชื้อชาติและวัฒนธรรมอีสานใต้ รูปแบบการเข้า – ออก มีทั้งการทำท่านิ่งในตำแหน่งของตนและการเคลื่อนที่เข้า – ออก จากเวที นอกจากนี้ยังมีระบำในการแสดงจำนวน 2 ชุด และการรำเดี่ยวอีก 2 ชุด ประกอบการนำนวัตกรรมแสง สี เสียง และเทคนิคพิเศษเข้ามาในการแสดงทุกฉาก เป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างจังหวัดบุรีรัมย์ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเขต 1) ตลอดจนได้รับความอนุเคราะห์จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ปัจจุบันคุณจเร สัตยารักษ์ และคุณธารณา คชเสนี ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการจัดการแสดงโดยจัดตั้งเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเข้ามาดำเนินงาน จึงถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญในประเพณีประจำจังหวัดและดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน
การแสดงนาฏยศิลป์ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วุฒิชัย เรืองศักดิ์
การแสดงนาฏยศิลป์ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วุฒิชัย เรืองศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติ และรูปแบบการแสดงในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาฯ มีขอบเขตการศึกษา คือ การแสดงนาฏยศิลป์ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาฯ ปี พ.ศ.2530-พ.ศ.2559 โดยใช้การรวบรวมเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องตลอดจนผู้แสดง การสังเกตการณ์และประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัย จากนั้นนำองค์ความรู้ที่ได้มาวิเคราะห์ถึงประวัติและรูปแบบการแสดง จัดเรียงองค์ความรู้ สรุปผล และนำเสนอเป็นผลงานวิจัยตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า งานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาฯ เป็นงานที่อยู่ภายใต้โครงการดนตรีไทย-ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จัดตั้งโครงการฯ ครั้งแรกในปี พ.ศ.2528 จากการอนุมัติโดยที่ประชุมสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ด้านประวัติศาสตร์ หลักการบรรเลง โน้ตเพลง อีกทั้งการจัดสร้างเครื่องดนตรีปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระมหากรุณาธิคุณรับเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์ตั้งแต่แรกเริ่มจัดตั้งโครงการฯ โดยพระราชทานข้อวินิจฉัย ติดตามผลการดำเนินงาน ตลอดจนทรงร่วมฝึกซ้อมและทรงร่วมบรรเลงดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 26 มีนาคม ของทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบสถาปนาจุฬาฯ รูปแบบการแสดงนาฏยศิลป์ที่พบในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาฯ เป็นรูปแบบของนาฏยศิลป์แบบราชสำนัก ได้แก่ 1.การแสดงนาฏศิลป์จากบทพระนิพนธ์ของของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ละครภาพนิ่ง, ระบำในละครดึกดำบรรพ์, ละครดึกดำบรรพ์) 2.การแสดงนาฏศิลป์จากบทพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์ (ละครภาพนิ่ง, ระบำในละครดึกดำบรรพ์) 3.การแสดงระบำทั่วไป (ระบำมาตรฐาน, ระบำสัตว์, ระบำในละครพันทาง) และรูปแบบของนาฏยศิลป์สร้างสรรค์ ได้แก่ 1.การแสดงพระราชทานในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2.การแสดงระบำในโอกาสสำคัญ และเทิดพระเกียรติ ซึ่งรายการแสดงในแต่ละปีจะจัดรายการแสดงโดยเป็นไปตามพระราชวินิจฉัยในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และมติที่ประชุมของคณะกรรมการจัดงาน
การศึกษาเปรียบเทียบคำอ้างถึงพระสงฆ์ไทยสมัยสุโขทัยกับปัจจุบัน, เอกพล ดวงศรี
การศึกษาเปรียบเทียบคำอ้างถึงพระสงฆ์ไทยสมัยสุโขทัยกับปัจจุบัน, เอกพล ดวงศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พระสงฆ์เป็นผู้ที่มีสถานภาพพิเศษในสังคมไทยมาตั้งแต่โบราณ จึงมีคำที่ใช้อ้างถึงเป็นพิเศษ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาชนิดของคำอ้างถึงพระสงฆ์ไทยสมัยสุโขทัย และการเปลี่ยนแปลงด้านคำศัพท์และความหมายของคำอ้างถึงพระสงฆ์ไทยสมัยสุโขทัยเปรียบเทียบกับปัจจุบัน ศึกษาและเก็บข้อมูลจากจารึกภาษาไทยสมัยสุโขทัยซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือหรือเผยแพร่ทางเว็บไซต์แล้ว จำนวน 41 หลัก โดยใช้แนวคิดคำอ้างถึงในภาษาไทยและแนวคิดการเปลี่ยนแปลงของภาษา ผลการศึกษาพบว่า คำอ้างถึงพระสงฆ์ไทยสมัยสุโขทัยมีการปรากฏใช้ทั้งสิ้น 74 คำ ครอบคลุมถ้อยคำหรือรูปภาษาที่หลากหลาย อ้างถึงบุคคลคนเดียวกัน คือ พระสงฆ์ แบ่งเป็น 5 ชนิด ได้แก่ 1) คำนามสามัญ 2) คำบุรุษสรรพนาม 3) คำนำหน้าชื่อ/ราชทินนาม 4) คำบอกลำดับชั้น และ 5) คำบอกตำแหน่ง ด้านการเปลี่ยนแปลงด้านคำศัพท์และความหมายเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันพบว่า คำอ้างถึงพระสงฆ์เหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงด้านคำศัพท์ คือ การสูญศัพท์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) สูญศัพท์โดยสิ้นเชิง และ 2) สูญศัพท์บางส่วน ได้แก่ สูญศัพท์ในบริบทพระสงฆ์ แต่ยังปรากฏใช้ในบริบททั่วไป, สูญศัพท์ในภาษาไทยกรุงเทพฯ แต่ยังปรากฏใช้ในภาษาถิ่น และสูญศัพท์ในบริบททั่วไป แต่ยังปรากฏใช้ในบริบทเฉพาะ ด้านการเปลี่ยนแปลงด้านความหมายพบว่า คำอ้างถึงพระสงฆ์ไทยสมัยสุโขทัยมีการเปลี่ยนแปลงความหมาย 5 ลักษณะ ได้แก่ 1) ความหมายแคบเข้า 2) ความหมายกว้างออก 3) ความหมายย้ายที่ 4) ความหมายดีขึ้น และ 5) ความหมายเลวลง การเปลี่ยนแปลงของคำอ้างถึงพระสงฆ์สะท้อนให้เห็นบริบทสังคมพระพุทธศาสนาสมัยสุโขทัยที่แตกต่างจากปัจจุบัน การใช้คำอ้างถึงพระสงฆ์ไทยสมัยสุโขทัยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทสังคมวัฒนธรรมไทย และมีความสัมพันธ์กับลำดับชั้นของพระสงฆ์ พระสงฆ์ที่มีลำดับชั้นต่างกันจะมีการใช้คำอ้างถึงที่แตกต่างกัน บางลำดับชั้นมีคำอ้างถึงใช้เป็นพิเศษ นอกจากนี้ คำอ้างถึงพระสงฆ์ไทยสมัยสุโขทัยสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรม ความเชื่อ และมโนทัศน์เกี่ยวกับพระสงฆ์เป็นหน่อพระพุทธเจ้า การยกย่องพระสงฆ์ในฐานะครู การยกย่องพระสงฆ์ในฐานะผู้เป็นใหญ่ และวัฒนธรรมการรับรูปแบบการตั้งสมณศักดิ์
ความรักชาติในนิราศที่แต่งระหว่างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล, ชนัญชิดา บุญเหาะ
ความรักชาติในนิราศที่แต่งระหว่างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล, ชนัญชิดา บุญเหาะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาเนื้อหา และกลวิธีการประพันธ์นิราศ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักชาติที่แต่งขึ้นระหว่างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลจำนวน 8 เรื่อง ได้แก่ นิราศเป็นทหาร นิราศเลิกไพ่ นิราศมหาวารีปีมะเส็ง นิราศมะเหลเถไถ นิราศถ้ำจอมพล นิราศสุโขทัย นิราศธัญญะบุรี และนิราศน้ำท่วมกรุงเทพฯ พ.ศ.2485 ผลการวิจัยพบว่า นิราศกลุ่มที่เลือกมาศึกษามีเนื้อหาเป็นการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชาติบ้านเมืองขณะนั้น และมีลักษณะที่กระตุ้นให้คนในสังคมตระหนักถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชาติ เช่น ปัญหาการขาดความสามัคคีของคนในชาติ ปัญหาจากอุทกภัยเมื่อ พ.ศ.2460 และ พ.ศ.2485 ปัญหาการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของต่างชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า นิราศกลุ่มที่เลือกมาศึกษามุ่งเสนอให้คนในชาติมีความสามัคคีรักใคร่กลมเกลียวกัน มีความร่วมมือร่วมใจกันเสียสละแรงกายและทรัพย์สินเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ ผู้ประสบอุทกภัย พ.ศ.2460 และ พ.ศ.2485 ตลอดจนปัญหาการขาดทหารอาสาเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งนี้ ความคิดเห็นทางการเมืองการปกครองที่แตกต่างกันในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้คนในชาติเกิดความขัดแย้งกัน นิราศกลุ่มนี้จึงเสนอให้คนในชาติเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม และร่วมใจกันประสานประโยชน์ของทุกฝ่ายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ผลกระทบจากปัญหาการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของต่างชาติ และความหลงตามค่านิยมตะวันตก ทำให้ผู้แต่งเสนอให้คนในชาติเล็งเห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ และศิลปกรรมที่มีอยู่ภายในชาติ เพื่อนำมาใช้หรือทำนุบำรุงให้เกิดประโยชน์ต่อไป ผู้แต่งมีกลวิธีการประพันธ์ที่ทำให้ผู้อ่านตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในชาติและโน้มน้าวใจให้ผู้อ่านคิดแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชาติบ้านเมือง โดยการปรับใช้ลักษณะเด่นของขนบนิราศ เช่น การปรับใช้ขนบการครวญถึงนางเพื่อแสดงความทุกข์โศกต่อปัญหาที่เกิดขึ้น การเชื่อมโยงเรื่องความรักส่วนตัวกับความรักชาติ การเชื่อมโยงสิ่งที่พบเห็นเข้ากับประสบการณ์ของผู้แต่งเพื่อถ่ายทอดปัญหาและผลกระทบจากปัญหา การเล่าตำนานเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ผ่านสถานที่ที่เดินทางผ่านเพื่อให้คนในชาติตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ สร้างความภาคภูมิใจในชาติและมรดกวัฒนธรรมของชาติ ผลการศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นพัฒนาการของนิราศรักชาติว่าเป็นผลงานที่ผู้แต่งมุ่งสื่อความให้ผู้อ่านร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเพื่อชาติ รวมทั้งแสดงให้เห็นว่า นิราศมิใช่เพียงวรรณกรรมที่แต่งเพื่อถ่ายทอดกระบวนอารมณ์ของผู้แต่งและให้สุนทรียรสแก่ผู้อ่านเท่านั้น แต่นิราศยังเป็นวรรณกรรมที่สื่อความหมายเพื่อสังคมส่วนรวม ลักษณะเช่นนี้สะท้อนให้เห็นบทบาทของวรรณกรรมและการปรับใช้ขนบวรรณกรรมให้สอดคล้องกับสภาพสังคมได้อย่างชัดเจน
กลวิธีการตอบการแสดงความไม่พอใจของผู้โดยสาร: กรณีศึกษาพนักงานบริการผู้โดยสารภาคพื้นสายการบิน, ทัดดาว รักมาก
กลวิธีการตอบการแสดงความไม่พอใจของผู้โดยสาร: กรณีศึกษาพนักงานบริการผู้โดยสารภาคพื้นสายการบิน, ทัดดาว รักมาก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตามหลักของธุรกิจบริการ เป้าหมายสำคัญคือ การทำให้ผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจจากกิจกรรมหรือบริการนั้น ๆ (Gronroos, 2000) แต่ในสถานการณ์จริงบางครั้งพนักงานบริการที่ต้องเผชิญกับความไม่พอใจของลูกค้าอาจไม่สามารถปฏิบัติตามวัตถุประสงค์หลักของธุรกิจบริการได้ โดยเฉพาะในธุรกิจการบินที่มีกฎเกณฑ์ของสายการบินและท่าอากาศยานกำหนดไว้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีทางภาษาที่พนักงานบริการผู้โดยสารภาคพื้นสายการบินไทยใช้ตอบการแสดงความไม่พอใจของผู้โดยสารจากมุมมองวัจนปฏิบัติศาสตร์ ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยได้จากคำตอบในแบบสอบถามแบบเติมเต็มบทสนทนาชนิดให้เขียนตอบ (Written Discourse Completion task หรือ WDCT) และการสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งประกอบด้วยสถานการณ์ความผิดพลาด 8 สถานการณ์ แบ่งเป็นกรณีที่สถานการณ์ความผิดพลาดมีสาเหตุมาจากสายการบินและความผิดพลาดมาจากสาเหตุอื่น กรณีละ 4 สถานการณ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พนักงานบริการผู้โดยสารภาคพื้นสายการบินไทย แผนกออกบัตรโดยสาร (Check-in) และแผนกติดตามสัมภาระ (Lost and Found) แผนกละ 50 คน รวม 100 คน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างใช้กลวิธีการตอบการแสดงความไม่พอใจของผู้โดยสารทั้งสิ้น 9 กลวิธีตามลำดับความถี่ในการปรากฏ ได้แก่ 1) การแสดงความรับผิดชอบ 2) การให้เหตุผล 3) การขอโทษ 4) การขอร้อง 5) การปฏิเสธ 6) การแนะนำ 7) การกล่าวให้ผู้ฟังคลายกังวล 8) การสั่ง และ 9) การแสดงความเข้าใจผู้ฟัง นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มักเลือกใช้การปรากฏร่วมของกลวิธีทางภาษามากกว่าการเลือกใช้กลวิธีใดกลวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว 2) การปรากฏร่วมของกลวิธีทางภาษาส่วนใหญ่จะปรากฏกลวิธีที่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้ฟังร่วมด้วยเสมอ 3) หากผู้พูดต้องการกล่าวปฏิเสธผู้โดยสารมักใช้การให้เหตุผลควบคู่ด้วย เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีการตอบการแสดงความไม่พอใจกับสถานการณ์ความผิดพลาดพบว่า ปัจจัยสาเหตุของความผิดพลาดมีผลต่อการเลือกใช้กลวิธีทางภาษาในการตอบการแสดงความไม่พอใจ เนื่องจากกลวิธีทางภาษาส่วนใหญ่มีความแตกต่างทางนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น .05 ตามสถิติ t-test for correlate sample ทั้งนี้ จากข้อมูลการสัมภาษณ์แสดงให้เห็นว่า ในสถานการณ์ความผิดพลาดที่เกิดจากสายการบินผู้พูดใช้กลวิธีที่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้โดยสารเป็นหลัก ขณะที่ในสถานการณ์ความผิดพลาดที่เกิดจากสาเหตุอื่น ผู้พูดใช้กลวิธีที่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ของบริษัทควบคู่กับกลวิธีที่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้โดยสาร ความน่าสนใจของการตอบการแสดงความไม่พอใจ คือ พนักงานบริการผู้โดยสารภาคพื้นสายการบินไทยจะต้องทำให้เกิดสมดุลระหว่างการลดความไม่พอใจและการเลือกปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มักเลือกใช้กลวิธีที่ช่วยลดความไม่พอใจของผู้โดยสารเป็นหลัก
การดัดแปลงพงศาวดารจีนฉบับแปลไทยเป็นบทละครรำของหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์), ปาริฉัตร พิมล
การดัดแปลงพงศาวดารจีนฉบับแปลไทยเป็นบทละครรำของหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์), ปาริฉัตร พิมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษากลวิธีการดัดแปลงพงศาวดารจีนฉบับแปลไทยเป็นบทละครรำของหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) จำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ บทละครเรื่องกวางเผง บทละครเรื่องซุยถัง บทละครเรื่องไต้ฮั่น บทละครเรื่อง บ้วนฮวยเหลา บทละครเรื่องสามก๊ก และบทละครเรื่องห้องสิน และศึกษาคุณค่าของบทละครรำดังกล่าวในฐานะวรรณคดีการแสดง ผลการศึกษาพบว่าพงศาวดารจีนฉบับแปลไทยที่หลวงพัฒนพงศ์ภักดีนำมาแต่งเป็นบทละครรำกลุ่มนี้มีทั้งเรื่องที่ได้รับความนิยมมาช้านานและเรื่องใหม่ ๆ ที่เริ่มเป็นที่รู้จักของคนในสังคมสมัยนั้น โดยตอนที่นำมาแต่งพบว่าเป็นตอนที่มีปมขัดแย้งจำนวนมาก มีอนุภาคสนุกสนาน และมีอนุภาคคล้ายคลึงกับอนุภาคในวรรณคดีไทย ในการนำพงศาวดารจีนฉบับแปลไทยมาแต่งเป็นบทละครรำดังกล่าวพบว่ากวีใช้กลวิธีการดัดแปลงทั้งหมด 4 ด้าน ประกอบด้วย การดัดแปลงด้านรูปแบบ ได้แก่ การดัดแปลงสำนวนร้อยแก้วเป็นกลอนบทละครที่มีการบรรจุเพลงร้องและเพลงหน้าพาทย์รวมทั้งกำหนดช่วงที่จะให้เจรจา การดัดแปลงด้านเนื้อหา ได้แก่ การเลือกแต่งเฉพาะตอน การตัดรายละเอียดบางส่วน และการสลับความ การดัดแปลงด้านตัวละคร ได้แก่ การรักษาตัวละครหลักและตัดตัวละครประกอบ การรวมบทบาทของตัวละคร และการสร้างตัวละครให้มีชีวิตชีวา การดัดแปลงด้านกลวิธีการนำเสนอ ได้แก่ การดำเนินเรื่องด้วยบทพรรณนาตามขนบ และการผสมผสานวัฒนธรรมจีนในบทละคร กลวิธีดังกล่าวทำให้บทละครรำกลุ่มนี้มีคุณค่าในฐานะวรรณคดีการแสดง ประกอบด้วยคุณค่าด้านวรรณคดีและคุณค่าด้านการแสดง คุณค่าด้านวรรณคดี ได้แก่ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ เช่น ความไพเราะทั้งในระดับเสียง ระดับคำ และระดับความหมาย และคุณค่าด้านเนื้อหาที่ให้ความรู้และแง่คิดแก่ผู้ชม ส่วนคุณค่าด้านการแสดง บทละครรำกลุ่มนี้แสดงให้เห็นการผสมผสานจารีตกระบวนแสดงแบบเดิมกับแบบใหม่อย่างเหมาะสม จารีตกระบวนแสดงแบบเดิม ได้แก่ การประกอบด้วยการร้อง การรำ และการเจรจาตามขนบ การกำกับเพลงร้องและเพลงหน้าพาทย์ไทย และการแสดงให้เห็นกระบวนรำตามขนบ ส่วนจารีตกระบวนแสดงแบบใหม่ ได้แก่ การเล่นเรื่องที่มาจากพงศาวดารจีน การแสดงลักษณะการออกภาษาจีนในการแสดง และการแสดงให้เห็นกระบวนรำที่ต่างไปจากขนบเดิม การผสมผสานดังกล่าวทำให้บทละครรำกลุ่มนี้ให้รสทางการแสดงแบบละครรำแต่เดิม ขณะเดียวกันก็มีความแปลกใหม่ที่ต่างไปจากละครรำตามขนบด้วย นอกจากนี้ บทละครรำกลุ่มนี้ยังมีองค์ประกอบพร้อมสำหรับนำไปใช้แสดงได้ ได้แก่ มีเนื้อเรื่องสนุกสนาน มีการดำเนินเรื่องที่ทั้งกระชับและเอื้อต่อการแสดงกระบวนรำ มีการบรรจุเพลงร้องและเพลงหน้าพาทย์ไว้พร้อม มีการกำหนดช่วงเจรจาในบทละคร และมีการใช้ภาษาที่เหมาะกับการแสดง บทละครรำกลุ่มนี้นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของบทละครรำในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการแสดงในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีลักษณะของการผสมผสานความเป็นไทยกับความเป็นต่างชาติอย่างลงตัวและเป็นต้นเค้าของรูปแบบการแสดงที่ภายหลังเรียกว่าละครพันทาง
ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนของชาวโรฮิงญาในสื่อออนไลน์ภาษาไทย: การศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ธีระยุทธ สุริยะ
ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนของชาวโรฮิงญาในสื่อออนไลน์ภาษาไทย: การศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ธีระยุทธ สุริยะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรฮิงญาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนของชาวโรฮิงญาในสื่อออนไลน์ 3 กลุ่ม ได้แก่ รัฐบาลไทย กลุ่มสิทธิมนุษยชน และหนังสือพิมพ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 - 2558 โดยใช้กรอบแนวคิดวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของแฟร์คลัฟ (Fairclough, 1995) ผลการวิเคราะห์ตัวบทพบว่า สื่อออนไลน์มิได้ทำหน้าที่เผยแพร่เหตุการณ์เท่านั้น แต่ยังถ่ายโอนชุดความคิดเกี่ยวกับชาวโรฮิงญาไปยังคนในสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใช้อินเทอร์เน็ต กล่าวคือ วาทกรรมของรัฐบาลเน้นนำเสนอภาพตัวแทนด้านลบของโรฮิงญา เช่น โรฮิงญาเป็นผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย โรฮิงญาเป็นปัญหาและภาระ ขณะที่วาทกรรมของกลุ่มสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นชาวมุสลิม เน้นการนำเสนอว่าโรฮิงญาน่าสงสาร โรฮิงญาเป็นเพื่อนมนุษย์ และโรฮิงญาเป็นมุสลิม ส่วนวาทกรรมหนังสือพิมพ์ออนไลน์นำเสนอไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาลไทย และเน้นว่าโรฮิงญาเป็นภัยอันตราย ทั้งนี้แม้ภาพโรฮิงญาจะถูกนำเสนอในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่น่าสงสาร หากแต่ภาพตัวแทนที่เด่นชัดและถูกผลิตซ้ำมากที่สุด คือ ภาพของโรฮิงญาในฐานะ "ผู้ทำผิดกฎหมายและเป็นปัญหาของสังคมไทย" ภาพตัวแทนเหล่านี้สื่อผ่านกลวิธีทางภาษา 6 กลวิธี ได้แก่ การเลือกใช้คำอ้างถึง การใช้ชนิดของกระบวนการ การใช้อุปลักษณ์ การใช้สำนวน การให้รายละเอียด และการใช้สหบท ด้านการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่า สื่อหนังสือพิมพ์และสื่อของรัฐบาลไทยแพร่กระจายไปในวงกว้างกว่าสื่อของกลุ่มสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุนี้ภาพตัวแทนในเชิงลบจึงเป็นภาพที่ถูกผลิตซ้ำมากกว่าด้านที่น่าสงสาร นอกจากนี้ระบบการทำงานของสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟซบุ๊ก อาจมีบทบาทสำคัญในการเน้นย้ำมุมมองเกี่ยวกับชาวโรฮิงญา ด้านการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมพบว่า ปัจจัยทางสังคม ได้แก่ สถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทย สถานการณ์ความขัดแย้งในพม่า การบังคับใช้กฎหมายและนโยบายทางการเมืองของรัฐบาลไทย แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนสากล แนวคิดของศาสนาอิสลามและพุทธศาสนา รวมถึงแนวคิดพวกเขาพวกเรา มีอิทธิพลต่อการผลิตตัวบท กล่าวโดยสรุป ผลการศึกษานี้เผยให้เห็นว่าภาพตัวแทนของชาวโรฮิงญาที่ปรากฏในแต่ละตัวบทไม่ใช่ภาพที่เป็นกลาง แต่ผู้ผลิตตัวบทได้เลือกเฟ้นภาพตัวแทนบางภาพมานำเสนอให้โดดเด่น สอดคล้องกับจุดยืนที่แต่ละกลุ่มมี ดังนั้นผู้บริโภคข่าวสารจึงควรตระหนักรู้ว่าอาจจะมีเจตนาแฝงบางประการอยู่เบื้องหลังตัวบทเหล่านั้น ทั้งนี้มิใช่เพียงแค่ในกรณีการรายงานข่าวเกี่ยวกับโรฮิงญาเท่านั้น แต่รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ในสังคมด้วย
ปริจเฉทการแถลงข่าวอื้อฉาวของบุคคลในวงการบันเทิงไทย:การศึกษาเชิงปริจเฉทวิเคราะห์และวัจนปฏิบัติศาสตร์, ประไพพรรณ พึ่งฉิม
ปริจเฉทการแถลงข่าวอื้อฉาวของบุคคลในวงการบันเทิงไทย:การศึกษาเชิงปริจเฉทวิเคราะห์และวัจนปฏิบัติศาสตร์, ประไพพรรณ พึ่งฉิม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้มี 3 ประการคือ เพื่อศึกษา 1) องค์ประกอบการสื่อสารของปริจเฉทการแถลงข่าวอื้อฉาวของบุคคลในวงการบันเทิงไทยตามแนวชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร 2) โครงสร้าง องค์ประกอบปริจเฉท และกลวิธีการกู้ภาพลักษณ์ในปริจเฉทการแถลงข่าวอื้อฉาวของบุคคลในวงการบันเทิงไทย และ 3) ความคิดความเชื่อและค่านิยมในสังคมไทยที่สะท้อนจากกลวิธีการกู้ภาพลักษณ์ในปริจเฉทการแถลงข่าวอื้อฉาวของบุคคลในวงการบันเทิงไทย ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยได้จากคลิปวิดีโอการแถลงข่าวของบุคคลในวงการบันเทิงไทยที่สื่อมวลชนได้บันทึกไว้และเผยแพร่สู่สาธารณชน แนวทางการศึกษาคือปริจเฉทวิเคราะห์และวัจนปฏิบัติศาสตร์ ผู้วิจัยใช้ทฤษฎีชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร (Hymes, 1974) เป็นกรอบในการวิเคราะห์องค์ประกอบของการสื่อสาร ส่วนการวิเคราะห์กลวิธีที่ใช้ในการแถลงข่าว ผู้วิจัยได้นำทฤษฎีการกู้ภาพลักษณ์ (Benoit, 1995) มาเป็นแนวทางการวิเคราะห์ นอกจากนี้ยังได้นำแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการขอโทษมาใช้วิเคราะห์ชุดวัจนกรรมการขอโทษที่ปรากฏในปริจเฉทการแถลงข่าวด้วย ผลการศึกษาองค์ประกอบการสื่อสารของปริจเฉทการแถลงข่าวอื้อฉาวของบุคคลในวงการบันเทิงไทยตามแนวชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสารแสดงให้เห็นว่า ผู้ร่วมเหตุการณ์การสื่อสาร จุดมุ่งหมาย และบรรทัดฐานของการตีความและปฏิสัมพันธ์ถือเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรก โครงสร้าง องค์ประกอบปริจเฉทการแถลงข่าวอื้อฉาวของบุคคลในวงการบันเทิงไทยแบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1) ส่วนเปิด 2) ส่วนเนื้อเรื่อง และ 3) ส่วนปิด แต่ละส่วนมีองค์ประกอบที่สัมพันธ์กันรวมทั้งมีลำดับการเกิดที่แสดงความเป็นปริจเฉทการแถลงข่าวอื้อฉาวของบุคคลในวงการบันเทิงไทยที่มีลักษณะเฉพาะ ผลการศึกษากลวิธีการกู้ภาพลักษณ์พบว่า มีกลวิธีหลัก 5 กลวิธี ได้แก่ การปฏิเสธ การลดความรับผิดชอบ การลดข้อขุ่นข้องหมองใจ การแสดงความยินยอมแก้ไข และการยอมรับผิดและการขอโทษ ทุกกลวิธีสามารถใช้เพื่อจุดมุ่งหมายชี้แจง กู้ภาพลักษณ์ และขอโอกาส อย่างไรก็ดีแต่ละกลวิธีมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป ทำให้มีความถี่ของการปรากฏที่แตกต่างกัน กลวิธีหลักที่ปรากฏพบมากที่สุดคือการลดข้อขุ่นข้องหมองใจ แสดงให้เห็นว่าผู้แถลงข่าวมีความเชื่อว่าหากสามารถลดความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจของผู้ฟังได้ ภาพลักษณ์ที่เสียไปก็น่าจะกู้คืนกลับมาได้บ้าง เมื่อพิจารณากลวิธีย่อยของกลวิธีการลดข้อขุ่นข้องหมองใจ จะเห็นว่าการเสนอมุมมองใหม่เป็นกลวิธีที่พบมากที่สุด เนื่องจากเมื่อใช้กลวิธีนี้ ผู้แถลงข่าวสามารถนำเสนอมุมมองของเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นให้เป็นไปในทางบวก เมื่อไม่สามารถปฏิเสธเรื่องที่เกิดขึ้นได้เนื่องจากมีหลักฐานชี้ชัด มุมมองใหม่จะช่วยให้ผู้ฟังเห็นภาพผู้แถลงข่าวต่างไปจากที่ได้เห็นจากการรายงานข่าว กลวิธีหลักการยอมรับผิดและการขอโทษพบเป็นอันดับ 2 แสดงให้เห็นว่าวัตถุประสงค์หลักของการจัดแถลงข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์อื้อฉาวของบุคคลในวงการบันเทิงไทยไม่ใช่การแสดงความสำนึกผิด เมื่อพิจารณากลวิธีย่อยของการยอมรับผิดและการขอโทษในลักษณะที่เป็นชุดวัจนกรรมแล้วจะพบว่า การอธิบายปรากฏมากเป็นอันดับ 2 รองจากการใช้ถ้อยคำแสดงวัจนกรรมการขอโทษ แสดงให้เห็นว่าการขอโทษของบุคคลในวงการบันเทิงไทยเป็นการกล่าวถ้อยคำเพื่อนำไปสู่การอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแบบที่จะช่วยกู้ภาพลักษณ์ให้ตนเองได้ ปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมที่มีผลต่อปริจเฉทการแถลงข่าวอื้อฉาวของบุคคลในวงการบันเทิงไทย ได้แก่ ความคิดเรื่องการให้อภัย ความคิดเรื่องระบบอุปภัมภ์และบุญคุณ ความคิดเรื่องผู้ใหญ่-ผู้น้อย (ระบบอาวุโส) ความคิดเรื่องความกตัญญูรู้คุณ ความคิดเรื่องการรักษาบทบาทตามสถานภาพทางเพศ ความคิดดังกล่าวล้วนสัมพันธ์กับความเป็นสังคมแบบอิงกลุ่ม กล่าวคือ เมื่อข้องเกี่ยวกับเหตุการณ์อื้อฉาว กลวิธีการแถลงข่าวที่บุคคลในวงการบันเทิงไทยใช้ล้วนแสดงให้เห็นว่าผู้พูดในปริจเฉทนี้คำนึงถึงบรรทัดฐานของกลุ่มหรือสังคม และตระหนักเรื่องการถูกประเมินค่าจากบุคคลแวดล้อมมากกว่าการแสดงความสำนึกผิดและรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิด
กลวิธีการตอบถ้อยคำนัยผกผันในภาษาไทย: กรณีศึกษาคู่สนทนาที่มีสถานภาพเท่ากัน, รัมภ์รดา กองช้าง
กลวิธีการตอบถ้อยคำนัยผกผันในภาษาไทย: กรณีศึกษาคู่สนทนาที่มีสถานภาพเท่ากัน, รัมภ์รดา กองช้าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการตอบถ้อยคำนัยผกผันในภาษาไทย และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีการตอบถ้อยคำนัยผกผันในภาษาไทย กับปัจจัยเรื่องชนิดของถ้อยคำนัยผกผัน และปัจจัยเรื่องเพศ ในกรณีที่คู่สนทนามีสถานภาพเท่ากัน ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยได้มาจากคำตอบในแบบสอบถามแบบเติมเต็มบทสนทนาชนิดให้เขียนตอบ (Written Discourse Completion task หรือ WDCT) ซึ่งประกอบด้วยสถานการณ์ที่มีการใช้ถ้อยคำนัยผกผัน 10 สถานการณ์ แบ่งเป็นสถานการณ์ที่มีการใช้ถ้อยคำนัยผกผันแบบประชดประชัน (sarcastic irony) และสถานการณ์ที่มีการใช้ถ้อยคำนัยผกผันแบบหยอกล้อ (humourous irony) กรณีละ 5 สถานการณ์ กลุ่มตัวอย่าง เพศชาย 200 คน เพศหญิง 200 คน รวมทั้งสิ้น 400 คน และข้อมูลจากการบันทึกการสนทนาในชีวิตประจำวันแบบเผชิญหน้า จำนวน 20 สถานการณ์ ผลการวิจัยพบว่า การตอบถ้อยคำนัยผกผันในภาษาไทยมี 3 รูปแบบตามลำดับความถี่ในการปรากฏ ได้แก่ การตอบคู่สนทนาโดยใช้ถ้อยคำ การตอบคู่สนทนาโดยวิธีอื่น และการไม่ตอบคู่สนทนา กลวิธีการตอบถ้อยคำนัยผกผันแบบประชดประชันโดยใช้ถ้อยคำ แบ่งเป็น 5 กลวิธีใหญ่ 13 กลวิธีย่อย เรียงตามลำดับความถี่ ได้แก่ 1) กลวิธีการตอบแบบสุภาพ ประกอบด้วย 3 กลวิธีย่อย ได้แก่ การขอโทษ การชี้แจงเหตุผล และการแสดงความรับผิดชอบ การหยอกล้อ 2) กลวิธีการตอบกลับแบบไม่สุภาพ ประกอบด้วย 5 กลวิธีย่อย ได้แก่ การใช้ถ้อยคำนัยผกผันแบบประชดประชัน การบริภาษด้วยคำหยาบ การตำหนิ การตักเตือน และการปฏิเสธ 3) กลวิธีการหยอกล้อกลับไป ประกอบด้วย 2 กลวิธีย่อย ได้แก่ การใช้ถ้อยคำนัยผกผันแบบหยอกล้อ และการหยอกล้อ 4) กลวิธีการพยายามยุติการสนทนา ประกอบด้วย 2 กลวิธีย่อย คือ การตอบแบบสั้น และการเปลี่ยนประเด็นสนทนา และ 5) กลวิธีการถามย้ำเจตนาผู้พูด ส่วนกลวิธีการตอบถ้อยคำนัยผกผันแบบหยอกล้อโดยใช้ถ้อยคำ แบ่งเป็น 4 กลวิธีใหญ่ 11 กลวิธีย่อย …
พัฒนาการของคำระบุเฉพาะในภาษาไทย, วาสิฏฐี สุวรรณพาณิชย์
พัฒนาการของคำระบุเฉพาะในภาษาไทย, วาสิฏฐี สุวรรณพาณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการปรากฏและหน้าที่ของคำระบุเฉพาะและคำที่มีรูปเดียวกับคำระบุเฉพาะในเอกสารภาษาไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์เชิงพัฒนาการของคำระบุเฉพาะและคำที่มีรูปเดียวกับคำระบุเฉพาะตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน คำระบุเฉพาะทำหน้าที่ได้ 2 หน้าที่ คือ แทนนาม และขยายนาม ส่วนคำที่มีรูปเดียวกับคำระบุเฉพาะทำหน้าที่ได้ 4 หน้าที่ คือ แสดงการเน้น บอกมาลา เป็นคำเรียก และเป็นดัชนีปริจเฉทเชื่อมโยงความ คำระบุเฉพาะและคำที่มีรูปเดียวกับคำระบุเฉพาะแต่ละคำในแต่ละสมัยปรากฏและทำหน้าที่ได้ดังนี้ 1) สมัยสุโขทัย คำว่า นี้ นั้น และ อั้น ทำหน้าที่แทนนาม ขยายนาม และแสดงการเน้น ในขณะที่คำว่า หั้น ทำหน้าที่แทนนาม และขยายนาม ส่วนคำว่า นี่ ทำหน้าที่แทนนาม 2) สมัยอยุธยา-ธนบุรี คำว่า นี้ และ นั้น ทำหน้าที่ได้ทั้งแทนนาม ขยายนาม และแสดงการเน้น ส่วนคำว่า นี่ ทำหน้าที่ขยายนาม 3) สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1-3 คำว่า นี้ และ นั้น ทำหน้าที่แทนนาม ขยายนาม และแสดงการเน้น คำว่า นี่ ทำหน้าที่แทนนาม แสดงการเน้น บอกมาลา และเป็นคำเรียก คำว่า นั่น ทำหน้าที่แทนนาม และแสดงการเน้น คำว่า โน้น ทำหน้าที่ขยายนาม และแสดงการเน้น ส่วนคำว่า โพ้น ทำหน้าที่ขยายนาม 4) สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4-8 คำว่า นี้ นั้น นั่น และ โน้น ทำหน้าที่แทนนาม ขยายนาม และแสดงการเน้น คำว่า นี่ ทำหน้าที่แทนนาม ขยายนาม แสดงการเน้น บอกมาลา เป็นคำเรียก …
การปฏิสัมพันธ์ของชาวเกาหลีที่ใช้ภาษาไทยและชาวไทยในปริบทธุรกิจ : การศึกษาตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์อันตรภาษาและวัจนปฏิบัติศาสตร์ระหว่างวัฒนธรรม, ยางวอน ฮยอน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิสัมพันธ์ของชาวเกาหลีที่ใช้ภาษาไทยและชาวไทยในปริบทธุรกิจโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน การศึกษาส่วนที่ 1 คือ การเปรียบเทียบวัจนกรรมที่มีแนวโน้มเป็นปัญหาในสถานที่ทำงาน ได้แก่ การตำหนิ การตอบคำแก้ตัว และการทวงถามของชาวเกาหลีที่ใช้ภาษาไทยและชาวไทยตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์อันตรภาษาโดยเก็บข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามแบบเติมเต็มของชาวเกาหลีที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองจำนวน 63 คนและผู้พูดภาษาไทยจำนวน 66 คน ทั้งสองกลุ่มมีประสบการณ์การทำงานในองค์ธุรกิจอย่างน้อย 1 ปี ผลการวิจัยส่วนแรกพบว่า กลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการแสดงวัจนกรรมการตำหนิ การตอบคำแก้ตัว และการทวงถามของชาวเกาหลีที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองและชาวไทยมีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกัน ความแตกต่างนั้นอาจเกิดจากการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติศาสตร์จากภาษาแม่มาสู่การใช้ภาษาในปริบทภาษาไทย การตำหนิเป็นวัจนกรรมที่อาจเป็นปัญหาการสื่อสารระหว่างชาวเกาหลีที่ใช้ภาษาไทยกับชาวไทยมากที่สุดเนื่องจากความถี่ในการปรากฏการกล่าวตำหนิระหว่างสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเชิงสถิติ การศึกษาส่วนที่ 2 คือ การวิเคราะห์ปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ของชาวเกาหลีที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองและชาวไทยในองค์กรธุรกิจเกาหลีที่อยู่ในประเทศไทยตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ระหว่างวัฒนธรรมโดยเก็บข้อมูลจากวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกพนักงานชาวเกาหลีที่ใช้ภาษาไทยและชาวไทยกลุ่มละจำนวน 10 คนและวิธีการสังเกตการณ์เป็นระยะเวลา 6 เดือน ผลการวิจัยส่วนที่ 2 พบว่า ปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวเกาหลีที่ใช้ภาษาไทยกับชาวไทยเกิดจากบรรทัดฐานในการปฏิสัมพันธ์ที่ต่างกัน การที่ชาวเกาหลีเข้าใจความหมายของถ้อยคำผิด และการตีความจุดมุ่งหมายวัจนกรรมผิดระหว่างกัน รวมถึงข้อคำนึงที่เป็นเหตุจูงใจที่แต่ละกลุ่มให้ความสำคัญแตกต่างกัน ในขณะที่ชาวเกาหลีที่ใช้ภาษาไทยมักคำนึงถึงสิทธิเชิงความสัมพันธ์หรือการปฏิบัติตามบทบาทและหน้าที่เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กร ชาวไทยมักคำนึงถึงหน้าด้านคุณภาพหรือการรักษาอารมณ์ความรู้สึกของปัจเจกเพื่อดำเนินการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กรให้ราบรื่น ปัญหาในการปฏิสัมพันธ์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมเกาหลี ได้แก่ วัฒนธรรมธุรกิจ วัฒนธรรมแบบอิงกลุ่มเสมือนกองทัพ และการเน้นบทบาทและหน้าที่ในสังคมตามหลักคำสอนแนวคิดขงจื๊อ และเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมไทย ได้แก่ แนวคิดเรื่องมุมมองตัวตนแบบพึ่งพา แนวคิดเรื่อง หน้า' และ เกรงใจ'
การศึกษาปริจเฉทการสนทนาระหว่างจิตแพทย์และผู้ป่วยนอกในการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้น, สกาวเดือน ซาธรรม
การศึกษาปริจเฉทการสนทนาระหว่างจิตแพทย์และผู้ป่วยนอกในการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้น, สกาวเดือน ซาธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริจเฉทการสนทนาระหว่างจิตแพทย์และผู้ป่วยนอกในการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้น โดยมีจุดประสงค์ในการวิจัยเพื่อศึกษา 1) โครงสร้างและองค์ประกอบในปริจเฉทการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้นตามแนวคิดสนทนาวิเคราะห์ 2) กลวิธีทางภาษาในปริจเฉทการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้นของจิตแพทย์ ผู้ป่วยนอก และญาติผู้ป่วย 3) ปัจจัยที่จิตแพทย์คำนึงถึงในการปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยนอกและญาติผู้ป่วยในปริจเฉทการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้น ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาเก็บข้อมูลการบันทึกเสียงและถอดเสียงเป็นตัวอักษรตามแนวคิดสนทนาวิเคราะห์ในสถานการณ์การตรวจรักษาโรคทางจิตเวชของจิตแพทย์ 10 คน จากโรงพยาบาลทางจิตเวช 5 แห่งในประเทศไทย ได้ขออนุญาตบันทึกเสียงกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร และผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน เกณฑ์การคัดเข้าของจิตแพทย์ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ กลุ่มข้อมูลผู้ป่วยนอกและญาติผู้ป่วยมีเกณฑ์การคัดเข้าด้วยความสมัครใจเช่นกันโดยจิตแพทย์ระบุอาการของโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และภาวะเครียด อายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปจนถึง 60 ปี ไม่จำกัดเพศหรือสถานภาพ โดยสมมติชื่อ-สกุล สถานที่ วันเวลา รวมทั้งสิ้น 84 สถานการณ์ ผลการวิจัยพบว่า โครงสร้างหลักในการสนทนาประกอบด้วย การเปิดการสนทนา การดำเนินการสนทนา และการปิดการสนทนา ขั้นตอนการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้นในผู้ป่วยนอกรายใหม่จะประกอบด้วย 10 ขั้นตอน คือ การเปิดการสนทนา การนำเข้าสู่วัตถุประสงค์ การสอบถามอาการสำคัญและการซักประวัติ การสอบถามรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับอาการสำคัญหรือการตรวจสภาพจิต การสอบถามสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค การแจ้งการวินิจฉัยแยกโรค การวางแผนการรักษาและการใช้ยา การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยซักถาม การนัดหมาย การปิดการสนทนา จุดเด่นอยู่ที่การแจ้งผลการวินิจฉัยแยกโรคเพราะจะพบในโครงสร้างการสนทนากับผู้ป่วยรายใหม่เท่านั้น ขั้นตอนการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้นในผู้ป่วยนอกรายเก่าที่อาการดีขึ้นจะประกอบด้วย 9 ขั้นตอน คือ การเปิดการสนทนา การนำเข้าสู่วัตถุประสงค์ การสอบถามอาการสำคัญและการซักประวัติ การสอบถามรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับอาการสำคัญหรือการตรวจสภาพจิต การให้ผู้ป่วยประเมินตนเองและสอบถามผลข้างเคียงจากการใช้ยา การทบทวนวิธีการรักษาและการปรับยา การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยซักถาม การนัดหมาย และการปิดการสนทนา ขั้นตอนการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้นในผู้ป่วยนอกรายเก่าที่อาการไม่ดีขึ้นจะประกอบด้วย 9 ขั้นตอน คล้ายกับผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นแต่มีความแตกต่างที่ขั้นตอนการสอบถามสาเหตุที่อาการไม่ดีขึ้นและการสอบถามชีวิตประจำวันของผู้ป่วย โครงสร้างในการสนทนากับผู้ป่วยรายเก่าจะรวดเร็วกว่าผู้ป่วยรายใหม่ บางสถานการณ์ผู้ป่วยรายเก่าเป็นฝ่ายที่สามารถเปิดและปิดการสนทนาได้ คู่วัจนกรรมในการสนทนาพบ 7 รูปแบบ คือ การทักทาย-การตอบรับคำทักทาย การถาม-การตอบ การอธิบาย-การตอบรับการอธิบาย การแนะนำ-การตอบรับการแนะนำ การสั่ง-การตอบรับคำสั่ง การเจรจาต่อรอง-การตอบรับ/ปฏิเสธการเจรจาต่อรอง และการกล่าวลา-การตอบการกล่าวลา โดยพบคู่วัจนกรรมการถาม-การตอบมากที่สุด จุดเด่นคือคู่วัจนกรรมการต่อรอง-การตอบรับการต่อรอง วัตถุประสงค์ในการใช้กลวิธีทางภาษาของจิตแพทย์ประกอบด้วย กลวิธีที่ใช้เพื่อสอบถามและยืนยันความถูกต้องของข้อมูล ให้ข้อมูลกับผู้ป่วยหรือญาติ ให้ผู้ป่วยหรือญาติปฏิบัติตาม ให้ผู้ป่วยหรือญาติคลายความวิตกกังวล สร้างความเป็นกันเองกับผู้ป่วยหรือญาติ จุดเด่นของกลวิธีทางภาษาของจิตแพทย์ คือ การกล่าวซ้ำ การย้ำคำถามเดิม วัตถุประสงค์ในการใช้กลวิธีทางภาษาของผู้ป่วยประกอบด้วย กลวิธีที่ใช้เพื่อให้ข้อมูลประเด็นหลัก ยืนยันความถูกต้องของข้อมูล ปิดบังข้อมูล …
บุญ : ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ในวาทกรรมที่ผลิตโดยวัดพระธรรมกาย, สุนทรี โชติดิลก
บุญ : ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ในวาทกรรมที่ผลิตโดยวัดพระธรรมกาย, สุนทรี โชติดิลก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาชุดความคิดเกี่ยวกับ "บุญ" ที่สื่อผ่านกลวิธีทางภาษาในวาทกรรมสื่อที่ผลิตโดยวัดพระธรรมกายตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Discourse Analysis CDA) ของแฟร์คลัฟ (Fairclough, 1995) ตามกลุ่มเป้าหมายผู้รับสื่อ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มประชาชนทั่วไป 2) กลุ่มผู้นำบุญ และ 3) กลุ่มเด็กและเยาวชน ผลการวิจัยพบว่า วาทกรรมสื่อสำหรับประชาชนทั่วไปของวัดพระธรรมกายได้ถ่ายทอดอุดมการณ์"บุญ" ผ่านชุดความคิดสำคัญ 3 ชุดความคิด ได้แก่ 1) "บุญ" ของวัดพระธรรมกาย 2) "วิธีการบุญ" ของวัดพระธรรมกาย และ 3) อานิสงส์บุญ" ของวัดพระธรรมกาย ชุดความคิดทั้งหมดกำหนดพฤติกรรมให้ผู้ศรัทธาเลือกทำบุญกับวัดพระธรรมกายด้วยการทำให้เชื่อว่าบุญมีอำนาจในการบันดาลทรัพย์และบันดาลความสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ซึ่งวิธีการทำ "บุญ" ที่ดีที่สุดคือการเลือกทำบุญกับวัดพระธรรมกาย ชุดความคิดทั้งหมดที่วาทกรรมนำเสนอส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการทำบุญ 3 ประการ คือ 1) การทำบุญแบบขวนขวาย 2) การทำบุญแบบทุ่มเท และ 3) การทำบุญแบบสะสมบุญ เพราะเชื่อว่าจะได้อานิสงส์หรือปริมาณบุญมากกว่าการทำบุญอื่น สามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็วในชาตินี้ และส่งผลอย่างแน่นอนในชาติหน้า ผลการศึกษาวิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่า ผู้บริโภคสื่อที่ผลิตโดยวัดพระธรรมกายยินยอมพร้อมใจที่จะปฏิบัติตามความคิดที่ผู้ผลิตวาทกรรมนำเสนอ นอกจากนี้สื่อที่ผลิตโดยวัดพระธรรมกายมีการเผยแพร่ไปยังช่องทางออนไลน์ทำให้กลุ่มผู้ศรัทธาบริโภคสื่อได้สะดวก และสื่อยังแพร่กระจายไปยังผู้ศรัทธารายใหม่ได้ง่ายและกว้างขึ้น ดังนั้นอุดมการณ์ที่นำเสนอจึงน่าจะส่งผลต่อสังคมได้ในวงกว้าง ผลการศึกษาวิถีปฏิบัติทางสังคมและวัฒนธรรมพบว่า ชุดความคิดเกี่ยวกับ "บุญ" ที่เผยแพร่ผ่านสื่อที่ผลิตโดยวัดพระธรรมกายนั้นมีความสัมพันธ์กับความคิดเรื่อง "บุญ" ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับความคิด และความเชื่อในสังคมไทยหลายประการ อาทิ ความคิดเรื่องบารมี ความคิดเกี่ยวกับบทบาทของพระสงฆ์ ความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย และความเชื่อเรื่องความเสื่อสูญของศาสนา ขณะเดียวกันชุดความคิดเกี่ยวกับ "บุญ" ก็อาจส่งผลต่อความคิดความเชื่อของผู้บริโภควาทกรรมในด้านต่างๆ ได้แก่ การสืบทอดความเชื่อเรื่อง "บุญ" ในสังคมไทย การนำเสนอภาพสังคมในอุดมคติแบบพุทธรัฐ การกำหนดแบบอย่างในการปฏิสัมพันธ์และรูปแบบพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในสังคม และการนิยามชีวิตที่มีความสุขด้วย "การแปรสินทรัพย์เป็นบุญ"งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นมุมมองเชิงวิพากษ์ว่า สื่อที่ผลิตโดยวัดพระธรรมกายมิได้เป็นการสอนให้ปุถุชนทำบุญเพื่อสละความโลภตามคำสอนในพุทธศาสนา แต่กลับตอกย้ำให้โลภในการทำบุญและสะสมมากยิ่งขึ้น จนนำไปสู่การทำบุญจนเกินกำลัง วาทกรรมชุดนี้มีส่วนสำคัญในการครอบงำทางความคิด (Hegemony) และกำหนดพฤติกรรมการทำบุญที่พึงประสงค์ตามแนวทางของวัดพระธรรมกายได้
คัมภีร์ตรีนิสิงเห : การตรวจสอบชำระและบทบาทในสังคมไทย, ณัฐธัญ มณีรัตน์
คัมภีร์ตรีนิสิงเห : การตรวจสอบชำระและบทบาทในสังคมไทย, ณัฐธัญ มณีรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิชาเลขยันต์เป็นสิ่งสำคัญของการศึกษาไสยศาสตร์ในประเทศไทย เลขยันต์มีบทบาทในวิถีชีวิตของผู้คนจากอดีตถึงปัจจุบัน การศึกษาวิชาไสยศาสตร์แบบโบราณ ผู้ศึกษาจะต้องศึกษาคัมภีร์ลบผงเป็นอย่างแรก เริ่มต้นด้วยคัมภีร์ปถมัง จากนั้นจึงศึกษาคัมภีร์ลบผงสำคัญอีก 4 คัมภีร์ เนื่องจากคัมภีร์ลบผงเป็นบาทฐานสำคัญในการเข้าใจระบบเลขยันต์ คัมภีร์ตรีนิสิงเหเป็นหนึ่งในคัมภีร์ลบผงสำคัญทั้ง 5 คัมภีร์ มีเนื้อหาเกี่ยวกับเลข การแทนค่าตัวเลขและที่มาของตัวเลขต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าใจเลขที่ใช้ในระบบเลขยันต์ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง คัมภีร์ตรีนิสิงเหเป็นคัมภีร์ที่หลงเหลือต้นฉบับอยู่น้อยที่สุด การสืบทอดองค์ความรู้ก็เหลืออยู่น้อยเช่นกัน การตรวจชำระต้นฉบับจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรักษาองค์ความรู้ไว้ไม่ให้สูญหาย คัมภีร์ตรีนิสิงเหประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ส่วน คือ บทนมัสการครู การทำอัตราทวาทสมงคล ที่มาของอัตราทวาทสมงคล การคูณหารอัตราทวาทสมงคลและอุปเท่ห์ ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้คัดเลือกต้นฉบับคัมภีร์ตรีนิสิงเหจำนวน 6 สำนวนมา ปริวรรตและตรวจสอบชำระ เพื่อศึกษาลักษณะภาษา เนื้อหา โครงสร้างและแนวคิดสำคัญในเนื้อหา โดยเฉพาะแนวคิดทางพุทธศาสนา และบทบาทสำคัญที่มีต่อสังคมไทย คัมภีร์ตรีนิสิงเหไม่เพียงประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับศาสนา แต่ยังมีบทบาทสำคัญในสังคมไทยนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ด้านวิทยาการความรู้โบราณ ด้านศาสนาและความเชื่อ ด้านสังคมและวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันความสำคัญของคัมภีร์ตรีนิสิงเหต่อสังคมไทย และความจำเป็นในการศึกษาและอนุรักษ์องค์ความรู้ของคัมภีร์นี้เอาไว้
วัจนลีลาในร้อยกรองของพาณะ, นาวิน โบษกรนัฏ
วัจนลีลาในร้อยกรองของพาณะ, นาวิน โบษกรนัฏ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พาณะเป็นกวีสันสกฤตในสมัยต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 ผู้มีชื่อเสียงจากการประพันธ์ร้อยแก้วเรื่องกาทัมพรีและหรรษจริต แต่งานร้อยกรองของพาณะยังไม่มีผู้ใดศึกษา รวมทั้งยังมีร้อยกรองอีกจำนวนหนึ่งที่เชื่อกันว่าอาจเป็นผลงานของพาณะแต่ก็มิอาจระบุผู้แต่งได้อย่างชัดเจน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาวัจนลีลาในร้อยกรองของพาณะตามแนววัจนลีลาศาสตร์และทฤษฎีรีติ และนำวัจนลีลาที่ได้มาวิเคราะห์บทประพันธ์ร้อยกรองที่มีปัญหาผู้แต่งว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเป็นผลงานของพาณะ ข้อมูลที่นำมาศึกษาจึงประกอบด้วยร้อยกรองกลุ่มที่ยอมรับกันว่าเป็นของพาณะโดยไม่มีข้อขัดแย้ง และร้อยกรองที่มีปัญหาผู้แต่งอีก 68 บท ผลการศึกษาพบว่า ร้อยกรองของพาณะมีวัจนลีลาที่โดดเด่น ได้แก่ การใช้ยมกขนาดสั้น การใช้อนุปราสะอย่างแพรวพราว เศลษะ การวางคำกริยาไว้ข้างหน้าบาท สมาสยาว ประโยคยาว การใช้ฉันท์ที่สอดคล้องกับความหมายของบทประพันธ์ และการข่มผู้อื่น สอดคล้องกับวัจนลีลาในร้อยแก้วที่เคยมีผู้ศึกษาไว้แล้ว ถึงแม้ว่าวัจนลีลาเหล่านี้บางประการอาจพบในผลงานของกวีร่วมสมัยคนอื่นด้วย แต่งานร้อยกรองของพาณะก็มีลักษณะโดดเด่นที่ไม่พบในงานของกวีร่วมสมัย ได้แก่ การใช้เศลษะที่แปลได้ 3 ความหมาย การใช้ประพันธสรรพนามตัวเดียวในบทประพันธ์ และการข่มผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม การวิเคราะห์วัจนลีลาดังกล่าวทำให้เข้าใจลีลาภาษาของพาณะได้ชัดเจนตรงกับความเป็นจริงมากกว่าการใช้ทฤษฎีรีติซึ่งเกิดขึ้นทีหลังงานประพันธ์ของพาณะและมุ่งเน้นวิเคราะห์และจัดกลุ่มลีลาการใช้ภาษาให้เป็นแบบใดแบบหนึ่ง เมื่อนำวัจนลีลาที่ได้มาวิเคราะห์ร้อยกรองที่มีปัญหาผู้แต่งทั้ง 68 บท ผลปรากฏว่า ร้อยกรองเหล่านี้อาจแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม เรียงตามลำดับความสอดคล้องกับวัจนลีลาดังกล่าวจากมากไปหาน้อย กล่าวคือ มีร้อยกรองจำนวน 6 บทที่มีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็นผลงานของพาณะเนื่องจากมีลักษณะภาษาตรงกับวัจนลีลาที่วิเคราะห์ได้จากร้อยกรองของพาณะเป็นอย่างมาก ส่วนร้อยกรองอีก 34 บทมีความเป็นไปได้พอสมควรที่จะเป็นร้อยกรองของพาณะ เพราะวัจนลีลาค่อนข้างตรงกัน ขณะเดียวกันก็มีร้อยกรองจำนวน 26 บทที่เป็นไปได้น้อยว่าจะเป็นงานของพาณะ เพราะ วัจนลีลาตรงกันน้อย นอกจากนี้ยังมีร้อยกรองอีก 2 บทที่สรุปไม่ได้ว่าเป็นผลงานของพาณะ จากการศึกษาทำให้เห็นว่า ลีลาภาษาของกวีนับเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ ลีลาในร้อยกรองที่ไม่มีปัญหาผู้แต่งสามารถนำมาเป็นเครื่องมือช่วยพิสูจน์ร้อยกรองที่มีปัญหาเรื่องผู้แต่งได้ และอาจแก้ข้อสงสัยในประวัติวรรณคดีสันสกฤตได้ในระดับหนึ่ง
การรับรู้และการอธิบาย “อดีต” ใน กิตาบมลายูคริสต์ศตวรรษที่19, นูรียะ ยูโซะ
การรับรู้และการอธิบาย “อดีต” ใน กิตาบมลายูคริสต์ศตวรรษที่19, นูรียะ ยูโซะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงของสังคมมลายู โดยเฉพาะในพื้นที่คาบสมุทรมลายูและเกาะสุมาตราอันได้รับแรงกระทบจากสงครามระหว่างรัฐในพื้นที่ดังกล่าวกับรัฐเพื่อนบ้านอย่างสงครามสยาม-ปาตานี (ค.ศ. 1785 - 1838) สงความปาเดรี (ค.ศ. 1812 - 1837)และสงครามซุงฆัล (ค.ศ. 1872 - 1895) การสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการค้าของชาวตะวันตกอย่างอังกฤษและดัตช์ ที่สั่นคลอนวิถีของศาสนาอิสลามและจริยธรรมของชาวมลายู ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้บรรดาอุลามะชาวมลายูเดินทางไปศึกษาศาสนาอิสลามยังโลกอาหรับ บ้างก็มุ่งศึกษาศาสนาอิสลามเพื่อจะกลับมาธำรงรักษาและปฏิรุปศาสนาอิสลามในโลกมลายูให้มีความใกล้เคียงกับศาสนาอิสลามในโลกอาหรับอันเป็นต้นทางของศาสนา ภาวะความระส่ำระส่ายทางการเมืองดังกล่าวทำให้โครงสร้างของสังคมมลายูเริ่มปรับเปลี่ยน จากที่แต่เดิมสุลต่านเป็นผู้นำรัฐที่มีบทบาทในการเมืองโลกมลายู แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวอุลามะกลับเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความตระหนักต่อการธำรงรักษาศาสนาอิสลามอันสืบเนื่องไปถึงการธำรงไว้ซึ่งความหวงแหนดินแดนของตน การสร้างการรับรู้ "อดีต" เป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างความเป็นเอกภาพของศาสนาอิสลาม โดยอดีตดังกล่าวได้สอดแทรกในกิตาบมลายูซึ่งมีลักษณะที่เป็นสากล กล่าวคือ เป็นอดีตที่ปรากฏในอัลกุรอ่านและฮะดีษ และอดีตที่สัมพันธ์กับโลกอาหรับ อย่างไรก็ตามอุลามะยังได้สะท้อนสภาพของสังคมมลายูในช่วงเวลาดังกล่าวผ่านกิตาบมลายูไว้อย่างมีนัยยะสำคัญ
“คนดี สำคัญกว่าทุกสิ่ง”: ญาติธรรมกับการสร้างการยอมรับพุทธทาสภิกขุในสังคมไทย พ.ศ. 2475 -2529, ทิวาพร อภัยพัฒน์
“คนดี สำคัญกว่าทุกสิ่ง”: ญาติธรรมกับการสร้างการยอมรับพุทธทาสภิกขุในสังคมไทย พ.ศ. 2475 -2529, ทิวาพร อภัยพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริบทสังคมไทยในทศวรรษ 2470 ถือเป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่านทางสังคม โดยเฉพาะการเมืองไทยกลุ่มข้าราชการอย่างคณะราษฎรเข้ามามีบทบาทในการบริหารและดำเนินนโยบายพัฒนาสังคมไทยไปสู่ความเป็น สมัยใหม่ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้พระสงฆ์หนุ่มนามพุทธทาสภิกขุได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ พุทธศาสนารูปแบบใหม่ที่เกิดจากการศึกษาหลักพุทธธรรมด้วยตนเอง ผลงานการประพันธ์ของพุทธทาสภิกขุ ได้รับการยอมรับจากกลุ่มข้าราชการไทยและปัญญาชนไทยในทศวรรษ 2470 จากบริบทของสังคมไทยที่เกิดการตื่นตัวในการศึกษาพุทธศาสนาไทย ปัญญาชนไทยจำนวนหนึ่งได้หันมาสนใจศึกษาพุทธศาสนาที่มีคำอธิบายสอดคล้องกับหลักเหตุผล พวกเขาปวารณาตัวเป็นญาติธรรมของพุทธทาสภิกขุ วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาบทบาทของกลุ่มญาติธรรมที่สนับสนุนพุทธทาสภิกขุให้ประสบความสำเร็จในการเผยแพร่พุทธศาสนา กลุ่มญาติธรรมของพุทธทาสภิกขุมีความแตกต่างในอาชีพและอุมการณ์ทางการเมืองถือเป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มญาติธรรมสงฆ์ที่ประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีชื่อเสียงและบทบาททางการเมืองขั้วตรงข้าม แต่พวกเขาสามารถเชื่อมโยงความศรัทธามาที่พระสงฆ์รูปเดียวกันได้อย่างไม่เป็นปัญหา พุทธทาสภิกขุมีวิธีการรักษาสัมพันธภาพภายในกลุ่มญาติธรรมด้วยการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของพวกเขาไปที่ประเด็นความสนใจในการศึกษาธรรมมากกว่าแนวคิดทางการเมืองของพวกเขา หัวข้อบันทึกรายวันเรื่อง"คนดีสำคัญกว่าทุกสิ่ง"เป็นผลงานเขียนของพุทธทาสภิกขุที่แสดงให้เห็นทรรศนะของท่านในการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่ว่าแนวคิดทางการเมืองไม่ใช่สิ่งที่ พุทธทาสภิกขุให้ความสำคัญในการประเมินคุณค่าและตัดสินบุคคล แต่ธรรมทางศาสนาเป็นสิ่งที่ทำให้คนเป็นคนดี ดังนั้นแล้วบุคคลใดที่ศึกษาพุทธศาสนาก็สามารถเป็นญาติธรรมของพุทธทาสภิกขุได้
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่าง พ.ศ. 2521-2532, กฤตวิชญ์ ปิ่มไพบูลย์
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่าง พ.ศ. 2521-2532, กฤตวิชญ์ ปิ่มไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลไทยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างพ.ศ. 2521-2532 ภายใต้กรอบของนโยบายความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นกระบวนการพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงโดยมีเป้าหมายในการสร้าง "ทัศนคติที่ถูกต้องในความเป็นคนไทย" และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องที่โดยเฉพาะกลุ่มชาวมุสลิม การพัฒนาดังกล่าวก่อให้เกิดการขยายตัวในการใช้ภาษาไทยและการผ่านระบบการศึกษาแบบทางการในกลุ่มมุสลิมรุ่นใหม่ การขยายตัวของระบบชลประทานเพื่อแก้ปัญหาทางการเกษตร และการขยายตัวของหัตถอุตสาหกรรม ซึ่งก่อให้เกิดความหลากหลายในการประกอบอาชีพของคนในท้องถิ่น ทั้งยังเกิดการเชื่อมพื้นที่ตอนในของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าด้วยกันผ่านการพัฒนาเส้นทางคมนาคม ในขณะเดียวกันกระบวนการพัฒนาของรัฐได้รับการต่อต้านโดยกลุ่มติดอาวุธต่อต้านรัฐ คือกลุ่ม "ขบวนการโจรก่อการร้าย" หรือ "ขจก." โดยเคลื่อนไหวตอบโต้การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมผ่านการคุกคามครูและโรงเรียนของรัฐ การโจมตีกลุ่มทุนในพื้นที่ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาของรัฐ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายพัฒนาของรัฐ และเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงบนเส้นทางคมนาคมที่รัฐสร้างขึ้น กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้จึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่อย่างกว้างขวาง แต่ในทางตรงข้ามการดำเนินการดังกล่าวก็เป็นแรงกระตุ้นที่นำไปสู่การต่อต้านรัฐไทยที่เพิ่มมากขึ้นด้วย
กัมพุชสุริยา: การผลิตและการเผยแพร่งานเขียนประวัติศาสตร์ในกัมพูชาสมัยอาณานิคม ค.ศ. 1926-1953, วุฒิชัย นาคเขียว
กัมพุชสุริยา: การผลิตและการเผยแพร่งานเขียนประวัติศาสตร์ในกัมพูชาสมัยอาณานิคม ค.ศ. 1926-1953, วุฒิชัย นาคเขียว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาที่ผ่านมาเกี่ยวกับวารสารกัมพุชสุริยา ซึ่งเป็นวารสารภาษาเขมรฉบับแรกที่ตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ ค.ศ. 1926 ให้ความสำคัญกับเนื้อหาด้านวรรณกรรมและพุทธศาสนาเป็นหลัก แต่งานเขียนด้านประวัติศาสตร์ที่มีอยู่จำนวนมากกลับไม่ได้รับความสนใจศึกษาอย่างจริงจัง งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษางานเขียนด้านประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในวารสารฉบับนี้ การผลิตและการเผยแพร่ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ในวารสารกัมพุชสุริยา ระหว่าง ค.ศ. 1926-1953 เช่น งานเขียนเกี่ยวกับกำเนิดปราสาทนครวัด งานเขียนพงศาวดารกัมพูชา งานค้นคว้าทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมกัมพูชา และงานแปลประวัติศาสตร์และอารยธรรมโลก เป็นความพยายามครั้งสำคัญในการแสวงหาและสถาปนาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของปัญญาชนฝรั่งเศสกับชนชั้นนำกัมพูชา เพื่อสร้างสำนึกและตัวตนทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชาให้ชัดเจนขึ้น รวมทั้งเพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวประวัติศาสตร์กัมพูชาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อารยธรรมโลก การผลิตและการเผยแพร่ประวัติศาสตร์เหล่านี้ มีอิทธิพลต่อการวางรากฐานมโนทัศน์เกี่ยวกับอดีตและคุณค่าทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังนำไปสู่การก่อเกิดสำนึกความเป็นชาติของกัมพูชา
ภาพถ่ายกับชีวิตวัยรุ่นชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร ทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2530, พงศกร ชะอุ่มดี
ภาพถ่ายกับชีวิตวัยรุ่นชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร ทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2530, พงศกร ชะอุ่มดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการใช้ภาพถ่ายในการให้ความหมายและการสร้างภาพแทนชีวิตของวัยรุ่นชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร ทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2530 ผ่านชีวิตของวัยรุ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและปริญญาตรีที่อยู่ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย โดยใช้หนังสืออนุสรณ์กว่า 200 เล่มเป็นเอกสารชั้นต้น ร่วมกับเอกสารประเภทอื่นๆ อาทิ ตำรา โฆษณา ปกอัลบั้มเพลง วิทยานิพนธ์ฉบับนี้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างวัยรุ่นกับสถาบันการศึกษา และวัยรุ่นกับสังคมภายนอกสถาบันการศึกษา ความสัมพันธ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเลือกใช้ภาพถ่ายของวัยรุ่นในประเด็นศึกษา 4 ประเด็น ได้แก่ ความหมายของความเป็นวัยรุ่น ความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นนักอุดมคติ และความเป็นเพื่อน คำถามการวิจัยของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้คือ การเลือกใช้ภาพถ่ายแสดงให้เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัยรุ่นกับวัยรุ่น และวัยรุ่นกับสังคมอย่างไร ภาพถ่ายแสดงให้เห็นกระบวนการให้ความหมายและการสร้างภาพแทนชีวิตวัยรุ่นอย่างไร ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อการเลือกใช้ภาพถ่ายของวัยรุ่นที่นำไปสู่กระบวนการให้ความหมายและการสร้างภาพแทนชีวิตวัยรุ่น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอว่า การเลือกใช้ภาพถ่ายของวัยรุ่นชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานครไม่เพียงแต่จะแสดงให้เห็นบทบาทและความสำคัญของภาพถ่ายในฐานะภาพแทนความหมายของชีวิตวัยรุ่นเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัยรุ่นกับวัยรุ่น และวัยรุ่นกับสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางการเมืองและสังคม วัยรุ่นในกรุงเทพฯ ใช้ภาพถ่ายในหลายลักษณะ ได้แก่ การบันทึกความทรงจำ การสร้างความหมายของความเป็นเพื่อน การปลอบประโลมและเยียวยาบาดแผลทางจิตใจจากผลกระทบของเหตุการณ์ทางการเมือง การชี้ให้เห็นอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเองและการต่อรองเชิงอำนาจ และการสร้างภาพเชิงอุดมคติและเสียดสีสังคม ปัจจัยสำคัญที่กำหนดแนวทางในการใช้ภาพถ่ายของวัยรุ่น ได้แก่ ความคาดหวังและค่านิยมทางสังคมของวัยรุ่น ความต้องการส่วนบุคคลในการนำเสนอตัวตนของวัยรุ่น และพัฒนาการของเทคโนโลยีการถ่ายภาพและกลยุทธ์ทางการตลาดของผลิตภัณฑ์การถ่ายภาพ
ความสัมพันธ์เวียดนาม-สยามในเอกสารยุคต้นราชวงศ์เหงวียน ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19, สุเจน กรรพฤทธิ์
ความสัมพันธ์เวียดนาม-สยามในเอกสารยุคต้นราชวงศ์เหงวียน ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19, สุเจน กรรพฤทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้วิเคราะห์และนำเสนอประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับเวียดนามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 จนถึงช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดย นำหลักฐานชั้นต้นของเวียดนาม หลักฐานหลักฐานไทย และหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์สังเคราะห์กิจกรรมระหว่างรัฐในระยะเวลาดังกล่าว โดยที่ผ่านมา การศึกษาประเด็นดังกล่าวนี้มักอิงอยู่บนหลักฐานฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นสำคัญแต่ยังไม่มีการนำหลักฐานชั้นต้นของทั้งสองฝ่ายเข้ามาศึกษา โดยเฉพาะหลักฐานเวียดนามที่เข้าถึงได้ยากอันเนื่องมาจากกำแพงภาษาและจำนวนเอกสารที่มีจำกัด ทั้งนี้ ในทางประวัติศาสตร์ ห้วงเวลาระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 จนถึงช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยังถือว่ามีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ รัฐเก่าแก่อย่างอังวะ อยุธยา ล่มสลายลงจากสงครามและการจลาจล ในเวียดนามเกิดสงครามระหว่างอ๋องสองตระกูลใหญ่ในขณะที่จักรพรรดิราชวงศ์เลนั้นกลายเป็นเพียงจักรพรรดิแต่ในนาม การกำเนิดรัฐใหม่โดยราชวงศ์อลองพญา ราชวงศ์กรุงธนบุรี/จักรี ราชวงศ์เหงวียน ในเวลาต่อมา ทำให้เกิดกิจกรรมระหว่างรัฐเหล่านี้มากมายไม่ว่าจะเป็นการค้า การสงคราม การขับเคี่ยวอิทธิพล ฯลฯ อย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา กิจกรรมเหล่านี้มิได้ถูกเน้นย้ำและนำมาวิเคราะห์อย่างจริงจังในประวัติศาสตร์ไทย ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนถึงการมีอยู่ของกิจกรรมเหล่านั้น โดยเฉพาะการขับเคี่ยวอิทธิพลระหว่างสยามกับเวียดนาม (อ๋องตระกูลเหงวียน) ที่มีมาตั้งแต่ช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการปะทะทางทหารอย่าหนักในสมัยกรุงธนบุรี ก่อนจะพลิกกลับมาเป็นมิตรในช่วงรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 ความสัมพันธ์เช่นนี้ เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ มากมาย อีกทั้งความสัมพันธ์สยาม-เวียดนามในยุคนี้ ยังส่งผลกับความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับรัฐทางทิศตะวันออกในระยะต่อมาอย่างมีนัยยะสำคัญอีกด้วย
แนวคิดของลูชาโน ฟลอริดิ เรื่อง ความเป็นจริงในฐานะสารสนเทศ, เจิด บรรดาศักดิ์
แนวคิดของลูชาโน ฟลอริดิ เรื่อง ความเป็นจริงในฐานะสารสนเทศ, เจิด บรรดาศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ลูชาโน ฟลอริดิ(Luciano Floridi) เสนอแนวคิดที่เรียกว่าปรัชญาสารสนเทศ. ปรัชญาสารสนเทศนี้เป็นแนวคิดที่ถกเถียงกับทฤษฎีการสื่อสารหรือทฤษฎีสารสนเทศแบบคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นแนวคิดที่มองว่าสารสนเทศคือหน่วยของข้อความในระบบการสื่อสาร. แต่สำหรับฟลอริดิแล้ว ปรัชญาสารสนเทศนี้เป็นการพิจารณาสารสนเทศในฐานะมโนทัศน์พื้นฐานทางปรัชญา(Philosophia Prima). ประเด็นสำคัญสำหรับปรัชญาสารสนเทศในฐานะมโนทัศน์ทางปรัชญาก็คือ สารสนเทศเป็นองค์ประกอบของการอ้างความรู้ เพราะว่าการได้รับสารสนเทศที่เป็นจริงถือเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลสนับสนุนความเชื่อ(Justified Belief). และข้อเสนอสำคัญในปรัชญาสารสนเทศของฟลอริดิคือแนวคิดเรื่องสัจนิยมแบบโครงสร้างสารสนเทศ กล่าวคือ สารสนเทศเป็นโครงสร้างการอธิบายความเป็นจริง. สัจนิยมแบบโครงสร้างสารสนเทศจึงถือเป็นข้อเสนอทางอภิปรัชญาผ่านแนวคิดปรัชญาสารสนเทศ. วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะทำการศึกษาประเด็นอภิปรัชญาในปรัชญาสารสนเทศของฟลอริดิ และเสนอเหตุผลปกป้องปรัชญาสารสนเทศของฟลอริดิจากข้อโต้แย้งของนักปรัชญาท่านอื่นๆ. และผู้วิจัยจะแสดงให้เห็นปัญหาของปรัชญาสารสนเทศของฟลอริดินั่นก็คือ ปัญหาระดับชั้นทางญาณวิทยา จากนั้นผู้วิจัยได้เสนอแนวทางหลีกเลี่ยงปัญหาระดับชั้นทางญาณวิทยาด้วยแนวคิดมุมมองอัตวิสัยและวัตถุวิสัยของจิตสำนึกในแนวคิดของธอมัส เนเกล(Thomas Nagel). มุมมองอัตวิสัยและวัตถุวิสัยของจิตสำนึกคือการถอยออกมาจากมุมมองอัตวิสัยแล้วพิจารณามุมมองเดิมเป็นวัตถุของจิตสำนึก ซึ่งการถอยออกจากมุมมองเดิมนี้ทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างมุมมองเดิมกับโลก. การมองเห็นความสัมพันธ์ของมุมมองเดิมกับโลกจะทำให้เกิดการประเมินมุมมองของตนเองและหลีกเลี่ยงปัญหาระดับชั้นทางญาณวิทยาได้
ความเป็นเลิศทางคุณธรรมและความเป็นเลิศทางปัญญาในจริยศาสตร์นิโคมาเคียน, เหมือนมาด มุกข์ประดิษฐ์
ความเป็นเลิศทางคุณธรรมและความเป็นเลิศทางปัญญาในจริยศาสตร์นิโคมาเคียน, เหมือนมาด มุกข์ประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทคัดย่อ จริยศาสตร์ของอริสโตเติลถามคำถามว่าชีวิตที่ดีคืออะไร หรือคุณค่าในชีวิตของมนุษย์คืออะไร อริสโตเติลตอบว่าชีวิตที่ดีต้องมีความเป็นเลิศสองประการคือความเป็นเลิศทางปัญญาและความเป็นเลิศทางคุณธรรม ผู้ศึกษาจริยศาสตร์ของอริสโตเติลส่วนใหญ่ตีความความเป็นเลิศทางปัญญาและความเป็นเลิศทางคุณธรรมไปคนละทาง และแต่ละทางมีหลักฐานสนับสนุนในตัวบทจริยศาสตร์นิโคมาเคียน วิทยานิพนธ์นี้ทำความเข้าใจการตีความอริสโตเติลสองสายที่ไม่ลงรอยกัน คือฝ่ายอลาสแดร์ แมคอินไทร์ ซึ่งมีความคิดแบบปัญญานิยม และฝ่ายมาร์ธา นุสบัม ซึ่งวิจารณ์ฝ่ายปัญญานิยม ข้าพเจ้าเสนอว่าความคิดทั้งสองแบบมีที่มาจากตัวบทจริยศาสตร์นิโคมาเคียนเอง และข้าพเจ้าเสนอทางออกที่จะทำให้อริสโตเติลสอดคล้องในตัวเอง ด้วยการตีความปัญญาทางจริยธรรมเป็นสองแบบ ดังมี ทอมัส อไควนัส ซึ่งเป็นนักคิดสายอริสโตเติลในยุคกลาง เป็นตัวอย่าง ข้าพเจ้าเสนอว่าการตีความปัญญาทางจริยธรรมเป็นสองแบบเท่านั้นจึงทำให้เราสามารถเข้าใจความเป็นเลิศทางปัญญาและความเป็นเลิศทางคุณธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นเลิศทั้งสอง อย่างที่อริสโตเติลอธิบายไว้ได้
ข้อโต้แย้งเรื่องการแสดงให้เห็นได้ของปฏิสัจนิยมทางอรรถศาสตร์, รัชพล ธรรมวัฒนะ
ข้อโต้แย้งเรื่องการแสดงให้เห็นได้ของปฏิสัจนิยมทางอรรถศาสตร์, รัชพล ธรรมวัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีจุดประสงค์เพื่อประเมินข้อโต้แย้งเรื่องการแสดงให้เห็นได้ของทัศนะปฏิสัจนิยมทางอรรถศาสตร์ที่มีต่อทัศนะสัจนิยมทางอรรถศาสตร์ ข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของข้อถกเถียงระหว่างทัศนะสัจนิยมและปฏิสัจนิยมทางอรรถศาสตร์ภายใต้กรอบวิเคราะห์ปัญหาสัจนิยมในแง่มุมทางอรรถศาสตร์ของไมเคิล ดัมเมตต์ ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับเรื่องมโนทัศน์ความจริงและความหมายของประโยค ข้อโต้แย้งเรื่องการแสดงให้เห็นได้ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของทฤษฎีความหมายแบบเงื่อนไขความจริงของสัจนิยมทางอรรถศาสตร์ เพราะไม่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องความหมายคือการใช้ภาษาที่เห็นว่าความหมายต้องสามารถแสดงออกมาให้เห็นได้ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่าสัจนิยมทางอรรถศาสตร์สามารถตอบโต้ข้อโต้แย้งดังกล่าวได้เนื่องจากมโนทัศน์การแสดงให้เห็นได้ของปฏิสัจนิยมทางอรรถศาสตร์ไม่สมเหตุสมผลในเรื่องปรากฏการณ์วิทยาของความเข้าใจ และถ้ามโนทัศน์การแสดงให้เห็นได้แบบสัจนิยมทางอรรถศาสตร์มีความสมเหตุสมผลแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องทิ้งทฤษฎีความหมายแบบเงื่อนไขความจริง รวมถึงวิทยานิพนธ์นี้ได้เสนอทางแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นแก่ทัศนะสัจนิยมทางอรรถศาสตร์ วิทยานิพนธ์นี้ได้ประเมินและมีข้อสรุปว่าสุดท้ายแล้วข้อโต้แย้งเรื่องการแสดงให้เห็นได้ไม่มีผลกระทบใดๆต่อทัศนะสัจนิยมทางอรรถศาสตร์