Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Urban, Community and Regional Planning Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 31 - 60 of 292
Full-Text Articles in Urban, Community and Regional Planning
ศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่เชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ : กรณีศึกษา เรือด่วนเจ้าพระยา, เทวี นาคะ
ศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่เชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ : กรณีศึกษา เรือด่วนเจ้าพระยา, เทวี นาคะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะบริบทโดยรอบและลักษณะการเชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆบริเวณท่าเรือด่วนเจ้าพระยา เพื่อหาศักยภาพและข้อจำกัดพร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่เชื่อมต่อบริเวณท่าเรือด่วนเจ้าพระยา โดยการหาความสัมพันธ์ของจำนวนผู้โดยสารกับลักษณะบริบทโดยรอบและลักษณะการเชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ รวมทั้งพิจารณาข้อมูลด้านการใช้ประโยชน์อาคารประเภทต่างๆ ข้อมูลด้านประเภทและจำนวนระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆที่รองรับ ข้อมูลด้านระยะห่างที่ใกล้ที่สุดระหว่างท่าเรือถึงจุดระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ และข้อมูลด้านระยะทางที่ไกลที่สุดในการขนส่งของระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ (Correlation Analysis) ร่วมกับการเปรียบเทียบปริมาณผู้โดยสารกับกลุ่มคุณลักษณะท่าเรือด่วนเจ้าพระยาเพื่อหาข้อบ่งชี้สำคัญ และนำมาสรุปศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่เชื่อมต่อบริเวณท่าเรือด่วนเจ้าพระยาที่เกิดขึ้นผลการศึกษาพบว่าศักยภาพของพื้นที่เชื่อมต่อบริเวณท่าเรือด่วนเจ้าพระยาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นการใช้ประโยชน์อาคาร ความหลากหลายการใช้ประโยชน์อาคาร และการใช้ประโยชน์อาคารในแต่ละประเภท ตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชน (TOD) แต่เกิดจากความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ เพื่อเปลี่ยนถ่ายการเดินทางเป็นหลัก ทั้งในด้านของระบบขนส่งมวลชนเสริม ทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลาย ความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อเรือ-ราง รวมทั้งสถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณโดยรอบท่าเรือก็เป็นอีกหนึ่งในศักยภาพที่ทำให้เกิดการเดินทางด้วยเรือด่วนเจ้าพระยาเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่าข้อจำกัดของพื้นที่เชื่อมต่อที่เกิดขึ้นมาจากตำแหน่งที่ตั้งท่าเรือที่มีข้อจำกัดด้านการพัฒนาหรืออยู่ห่างจากถนนสายหลักในลักษณะของซอยลึกตัน ทำให้ขาดความสามารถในการเชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้มีการใช้งานท่าเรือแค่เพียงบางช่วงเวลาเท่านั้น
โอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว กรุงเทพมหานคร, ฉัตรลดา กาตาสาย
โอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว กรุงเทพมหานคร, ฉัตรลดา กาตาสาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ชุมชนบ้านครัวเป็นชุมชนไทยมุสลิมเก่าแก่ตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) พระราชทานที่ดินให้อยู่ในฝั่งพระนคร เป็นชุมชนขนาดใหญ่ ปัจจุบันเป็นชุมชนที่ยังมีเรือนแบบดั้งเดิมตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 7 อยู่มากถึง 27 หลัง ชุมชนในปัจจุบันตั้งอยู่ระหว่างเขตราชเทวี และเขตปทุมวันที่มีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น เรือนดั้งเดิมเหล่านี้เสี่ยงต่อการสูญหาย ในขณะที่ชุมชนต้องการรักษาไว้เป็นสินทรัพย์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว โดยศึกษาลักษณะกายภาพของเรือนดั้งเดิม ความต้องการของครัวเรือน วิเคราะห์ปัจจัยข้อจำกัด และนำเสนอแนวทางการปรับปรุงเพื่อรักษาคุณค่าของเรือนดั้งเดิม พร้อมทั้งพัฒนาการใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย โดยงานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการสำรวจภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการวิเคราะห์ข้อมูลจากกรณีศึกษาของเรือนดั้งเดิม 5 หลัง เพื่อประเมินความต้องการและความสามารถในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมภายใต้กรอบของแนวคิดการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นผลการศึกษาพบว่า เรือนกรณีศึกษาทั้ง 5 หลัง มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมที่สำคัญ มีคุณค่าความแท้และเป็นตัวแทนของแต่ละยุคสมัยได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นองค์ประกอบสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เรือนเหล่านี้มีปัญหาทรุดโทรมและต้องการการปรับปรุง งานวิจัยเสนอแนวทางการออกแบบปรับปรุง 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) แบบประหยัด ที่เน้นการซ่อมแซมขั้นพื้นฐานเพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย และ (2) แบบสมเหตุสมผล ที่เน้นการอนุรักษ์และปรับปรุงเรือนดั้งเดิมให้คงเอกลักษณ์ พร้อมรองรับการใช้งานในอนาคต การคำนวณงบประมาณเบื้องต้น พบว่ามีงบค่าปรับปรุงซ่อมแซม ตั้งแต่ 30,000-85,000 บาท ขึ้นอยู่กับขอบเขตและลักษณะของการปรับปรุงที่ผู้อยู่อาศัยจะเลือกจากการวิเคราะห์โอกาสและข้อจำกัดของผู้อยู่อาศัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีรายได้ไม่มั่นคง แต่มีความต้องการปรับปรุงเรือนเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างรายได้ รวมถึงการสืบทอดคุณค่าของเรือนไว้ให้กับทายาทรุ่นหลัง แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ไม่เพียงพอสำหรับการปรับปรุงในระดับที่ต้องการ จากการสัมภาษณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ทุกหน่วยงานเล็งเห็นถึงโอกาสในการประสบความสำเร็จในการดำเนินงานและหลายหน่วยงานสามารถให้การสนับสนุน ทั้งในด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ด้านงบประมาณ และการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ยังเห็นพ้องว่า การดำเนินการนี้จำเป็นต้องให้ผู้อยู่อาศัย เจ้าของเรือน และชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของชุมชนจึงเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงและอนุรักษ์เรือนดั้งเดิมในชุมชนบ้านครัว โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้อยู่อาศัยและชุมชนเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน เพื่อระดมทรัพยากรและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ด้วยการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งสำคัญ รวมทั้งควรมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
Survey On Chinese Tourists' Perception With The Safety Of Consumption Places Environment In Bangkok, Sinan He
Survey On Chinese Tourists' Perception With The Safety Of Consumption Places Environment In Bangkok, Sinan He
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In recent years, Thailand's tourism industry has grown rapidly and has gradually become an important part of the country's economic composition. However, in the post Covid-19 era, as the global economy has been hit by Covid-19, many threats to security have arisen and tourists are worried about their safety. Bangkok, as the capital of Thailand, a country that relies on tourism, has to consider how to change the environment design to make tourists to Thailand feel safer. This is because some dangerous incidents in Bangkok have made Chinese tourists skeptical about the safety of shopping places. Also, from the previous …
แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ
แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีกระทรวงสาธารณสุขบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ฯ พ.ศ. 2563 กับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวทั้งหมด ทั้งที่สภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุรยะยาวแตกต่างกัน ดังนั้นงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษากฎหมายและมาตรฐานด้านสภาพแวดล้อมของไทยและต่างประเทศ รวมถึงศึกษาสภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในไทย เพื่อพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่เหมาะสมกับบริบทของไทยงานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาวิเคราะห์เอกสารกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การศึกษาสังเกตสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว และการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวประกอบด้วยพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่พักอาศัย และพื้นที่สนับสนุน รวมถึงชี้ให้เห็นว่าไทยสามารถพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ด้วยการเพิ่มเติมข้อกำหนดให้ครอบคลุมมากขึ้น ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนะมาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ทั้งหมด 12 หมวด นอกจากนี้ผู้วิจัยได้เสนอแนะว่าควรมีการแบ่งระดับมาตรฐานขั้นต่ำเป็น 3 แนวทางคือ แบ่งตามการก่อสร้าง แบ่งตามขนาดอาคาร และแบ่งตามประเภทผู้ใช้บริการ
ความต้องการและความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น, วราภรณ์ อึ้งอารีย์วิทยา
ความต้องการและความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น, วราภรณ์ อึ้งอารีย์วิทยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กลุ่มวัยเริ่มทำงานเป็นกลุ่มคนที่เริ่มต้นเข้าสู่สังคมของการทำงาน หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ไม่นาน ข้อมูลการสำรวจพบว่าอำเภอเมืองขอนแก่นในปัจจุบัน มีจำนวนคนกลุ่มนี้มากถึง 39,718 คน ซึ่งลักษณะของประชากรวัยเริ่มทำงานเป็นวัยที่กำลังเริ่มต้นสร้างครอบครัว และเริ่มมีการวางแผนเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ด้วยเหตุนี้คนกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดขอนแก่นในอนาคต ดังนั้นงานวิจัยฉบับนี้จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาลักษณะความต้องการที่อยู่อาศัย ของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น รวมไปถึงศึกษาความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยที่ต้องการในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในสถานการณ์การอยู่อาศัยของกลุ่มประชากรสำคัญกลุ่มนี้ โดยวิธีการรวบรวมข้อมูลวิจัยจากแบบสอบถามจำนวน 400 ชุด มาทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ แสดงผลออกมาในเชิงปริมาณ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ หาความสัมพันธ์ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสถานภาพโสด จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี มีอาชีพเป็นพนักงานประจำในบริษัท ไม่มีอาชีพที่สอง มีรายได้ส่วนบุคคล 10,500 -15,000 บาทต่อเดือน และรายได้ครัวเรือน 25,001-40,000 บาทต่อเดือน สังเกตุพบว่ากลุ่มช่วงอายุ 26-27 ปี มีรายได้ 15,001-20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอื่น 2) พฤติกรรมในการใช้ชีวิต มีการเดินทางด้วยรถ จักรยานยนต์ใช้เวลา 15 นาที ถึงที่ทำงาน นิยมซื้อสินค้าจากช่องทางออนไลน์และจากร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน การทำหรือรับประทานอาหารนิยมซื้ออาหารปรุงสำเร็จกลับมารับประทานที่บ้าน งานอดิเรก เล่นโซเชียลมีเดีย เป้าหมายในชีวิต คือ มีเงินพอใช้จ่าย ซึ่งทุกกลุ่มช่วงอายุมีพฤติกรรมและทัศนคติคล้ายคลึงกัน 3) รูปแบบที่อยู่อาศัยปัจจุบันอยู่ในลักษณะการเช่ามากที่สุด ประเภทบ้านเดี่ยว/บ้านแฝด มีราคาเช่า 2,001-4,000 บาทต่อเดือน ปัญหาในการอยู่อาศัยที่พบมากที่สุดคือ ที่พักปัจจุบันอยู่ไกลจากสถานที่ทำงาน 4) รูปแบบที่พักอาศัยที่คนกลุ่มนี้ต้องการในอนาคตเป็นรูปแบบการซื้อมากที่สุด โดยต้องการเป็น บ้านเดี่ยว/บ้านแฝด ราคา 2-4 ล้านบาท อยู่ในทำเลโซนใจกลางอำเภอเมืองขอนแก่น แต่เมื่อประเมินความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยที่ต้องการในอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่าส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายค่าที่อยู่อาศัยที่ต้องการได้ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบซื้อหรือสร้าง ยกเว้นการเช่า อย่างไรก็ตามพบว่ากลุ่มอาชีพข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ ที่มีอายุระหว่าง 26-27 ปี เป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยประเภทซื้อและสร้างมากที่สุดจากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างวัยเริ่มทำงานในอำเภอเมืองขอนแก่นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีความต้องการที่อยู่อาศัยในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยต้องการในรูปแบบบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝด ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้กับแหล่งงานสามารถเดินทางได้สะดวกสบาย ซึ่งผลการสำรวจความสามารถในการจ่ายเพื่อมีที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนกลุ่มนี้พบว่า มีความสามารถในการจ่ายในสัดส่วนร้อยละ 36.5 ของกลุ่มความต้องการทั้งหมดเท่านั้น เมื่อคำนวณจากรายได้ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่าแท้จริงแล้วคนกลุ่มนี้สามารถจ่ายได้ในราคาไม่เกิน …
การติดตามผลการนำแอปพลิเคชันไปใช้ในการจัดการนิติบุคคลในอาคารชุดพักอาศัย, อริยา อริยโชติมา
การติดตามผลการนำแอปพลิเคชันไปใช้ในการจัดการนิติบุคคลในอาคารชุดพักอาศัย, อริยา อริยโชติมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลให้บริษัทบริหารนิติบุคคลมีบทบาทสำคัญมากขึ้น และเกิดการแข่งขันในด้านการบริหารจัดการนิติบุคคลอย่างเข้มข้น หนึ่งในกลยุทธ์ที่บริษัทเหล่านี้นำมาใช้คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนิติบุคคล ซึ่งรวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันนิติบุคคล งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาและติดตามผลการนำแอปพลิเคชันนิติบุคคลมาใช้ในอาคารชุดพักอาศัย โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. ศึกษากระบวนการดำเนินงานและแนวคิดของบริษัทที่บริหารจัดการนิติบุคคล 2. วิเคราะห์ข้อดีและข้อจำกัดของการใช้งานแอปพลิเคชันและ3. เสนอแนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและความพึงพอใจของผู้อยู่อาศัย และการวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์และแบบสอบถามจากกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า การระบาดของโควิด 19 เป็นปัจจัยในการเร่งในการพัฒนาและรูปแบบพัฒนาแอปพลิเคชันนั้นสามารถเลือกพัฒนาได้ทั้งแบบการจัดจ้างบริษัทภายนอกหรือทีมภายในองค์กร ตามทรัพยากรที่มีทั้ง งบประมาณ บุคลากร เวลา และความรู้ โดยตัวแอปพลิเคชันนั้นประกอบไปด้วยระบบหน้าบ้านที่เป็นส่วนที่ลูกบ้านเห็นและให้บริการลูกบ้านและระบบหลังบ้านซึ่งใช้ในการทำงานของนิติบุคคล ซึ่งมุมมองของนิติบุคคลในการใช้แอปพลิเคชันพบว่า ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการจัดการงานนิติบุคคลในโครงการ รวมถึงจัดการระบบและข้อมูลได้อย่างเป็นระเบียบ อย่างไรก็ตามพบข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ความไม่เสถียรของระบบ ความยากในการใช้งานแอปพลิเคชัน และการไม่รองรับการใช้งานของอุปกรณ์บางประเภท และในมุมมองของลูกบ้านแอปพลิเคชันช่วยเพิ่มความสะดวกและความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร ให้บริการ 24 ชั่วโมง โดยฟีเจอร์ที่ใช้บ่อย ได้แก่ การชำระค่าส่วนกลาง การแจ้งซ่อม และการรับพัสดุ และผลความพึงพอใจด้านคุณภาพแอปพลิเคชันและความพึงพอใจของคุณภาพบริการของโครงการ TLP มีระดับคะแนนค่าเฉลี่ยที่มากกว่าโครงการ KKS แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแอปพลิเคชันของโครงการ TLP ที่มากกว่า KKS ซึ่งสะท้อนในเรื่องของผลพฤติกรรมการใช้งานและแนวคิดในการออกแบบเช่นกัน ทั้งนี้งานวิจัยนี้เสนอแนวทางสำหรับผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ใช้งานง่าย การเพิ่มความเสถียรของระบบ ความถูกต้องของข้อมูล และการพัฒนาฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงเพื่อให้การใช้งานแอปพลิเคชันตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ชัชวาล ไชยกันทะ
การใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ชัชวาล ไชยกันทะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาการใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารายละเอียดการใช้ "เขตเพลิงไหม้" ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 นอกจากนี้ยังศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ การดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และความท้าทายและข้อจำกัดที่พบในการฟื้นฟูพื้นที่ตามแผนผังดังกล่าว รวมไปถึงการศึกษาความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้จากเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากประกาศกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 189 ฉบับ และสำรวจภาคสนามในพื้นที่ที่มีการประกาศปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ด้วยการสังเกตเพื่อสำรวจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามแผนผังหรือไม่ อย่างไร และการสำรวจภาคสนามเชิงลึกด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องผลจากการศึกษารายละเอียดเชิงเนื้อหาการใช้ “เขตเพลิงไหม้” พบว่าในช่วง 25 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2541 - 2565 จะพบว่ามีการประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้เพียง 10 พื้นที่ อีกทั้งประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ในราชกิจจานุเบกษามีรายละเอียดเชิงเนื้อหาในการบังคับใช้ในการฟื้นฟูเขตเพลิงไหม้ที่ลดลงด้วย และยังพบว่าหน่วยงานหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นบางส่วนนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ตามประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ได้ โดยจากการสำรวจ 10 พื้นที่ มีเพียง 3 พื้นที่เท่านั้นที่สามารถดำเนินการปรับปรุงได้ตามแผนผัง ในขณะที่ 5 พื้นที่ มีการดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่แต่รายละเอียดในการฟื้นฟูแตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในแผนผัง และอีก 2 พื้นที่ไม่มีการดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่ในเขตเพลิงไหม้ตามรายละเอียดในแผนผังแต่อย่างใดผลการวิเคราะห์การดำเนินงาน ความท้าทาย ข้อจำกัด ความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง พบว่าแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุในกฎหมาย แต่ยังขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ประสบภัย อีกทั้งยังพบข้อจำกัดทางด้านกายภาพของพื้นที่ งบประมาณในการดำเนินการ ความรู้ความเข้าใจของบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และขั้นตอนทางกฎหมาย อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่และบุคลากรส่วนที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ ว่ายังมีความจำเป็น และมีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ โดยเฉพาะกับพื้นที่ชุมชนเก่าแก่และแออัดที่มีความซับซ้อนด้านกรรมสิทธิ์การถือครอง ในขณะที่บางส่วนมองว่าไม่มีความจำเป็น และมีประสิทธิภาพน้อยในการบังคับใช้ในบริบทปัจจุบัน เนื่องจากบางพื้นที่ไม่สามารถปรับปรุงได้มากนัก หรือไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่สาธารณะได้ข้อเสนอแนะที่ได้จากงานวิจัยนี้คือ ควรมีการปรับปรุงเงื่อนไขและกลไกการใช้งานเขตเพลิงไหม้ การบูรณาการร่วมกับเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ๆ รวมไปถึงควรเพิ่มกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ประสบภัย และการสร้างความตระหนักรู้ด้านการฟื้นฟูเมืองในทุกภาคส่วน จึงจะทำให้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับปัจจุบันมากขึ้น
การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมภายใต้แนวคิดสุขภาวะ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอาคารสุขภาวะ ระดับทอง ในประเทศไทย, ชญานนท์ เตชะหัสดิน
การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมภายใต้แนวคิดสุขภาวะ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอาคารสุขภาวะ ระดับทอง ในประเทศไทย, ชญานนท์ เตชะหัสดิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครนิยมการอยู่อาศัยในรูปแบบอาคารชุดพักอาศัยมากขึ้น อีกทั้งการเริ่มให้ความสำคัญด้านการอยู่อาศัยเพื่อให้มีสุขภาวะที่ดี งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นศึกษากระบวนการดำเนินงาน(Process) และลักษณะทางกายภาพ(Physical) ของโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมที่ได้การรับรอง WELL Building Standard ระดับทอง (Gold Certified) เป็นเกณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับผู้อยู่อาศัยในอาคาร ซึ่งในปี พ.ศ.2565 มีเพียงโครงการเดียวในประเทศไทยที่ได้การรับรองมาตรฐาน WELL ประเภทอาคารพักอาศัยรวม (Multi-Family Residential) คือ โครงการอาคารชุดพักอาศัยรวม จำนวน 42 ชั้น 222 หน่วยพักอาศัย ในเขตเมืองกรุงเทพมหานคร โดยผู้วิจัยทำการศึกษาจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ศึกษาเอกสารข้อมูลของโครงการ ศึกษาด้วยวิธีการสังเกตกายภาพอาคาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างผลการศึกษาพบว่าขั้นตอนในกระบวนการดำเนินงานในการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่ได้รับการรับรอง WELL Building Standard เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่ไม่ได้การรับรองรวม 8 ขั้นตอน ซึ่งการนำเกณฑ์ WELL มาใช้ในโครงการ แม้จะมีผลกับงานออกแบบเพียงเล็กน้อย หรือ การดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ แต่จากการวางแผนที่ดีของโครงการกรณีศึกษาจึงไม่ส่งผลกระทบกับระยะเวลารวมของการพัฒนาโครงการ อีกทั้งสิ่งที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเกณฑ์ ทั้งในพื้นที่ส่วนกลาง และหน่วยพักอาศัยทั้งหมด 7 หมวด จะมีลักษณะที่ปรากฏในโครงการ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) ลักษณะกายภาพ เช่น การมีหน้าต่างที่เปิดได้ ขนาดของอ่างล้างจาน หรือ รูปแบบของตู้เย็น เป็นต้น และ 2) งานระบบ เช่น การใช้ตัวกรองอากาศ(Air Filtration) MERV13 ขึ้นไป รูปแบบประเภทดวงโคมที่ให้เกิดความสบายตากับผู้อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งหมวดอากาศเป็นหมวดที่ต้องดำเนินการมากที่สุด โดยผู้พัฒนาโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้าน WELL ผู้บริหารงานโครงการ และ ผู้ออกแบบให้ความเห็นถึงข้อดี และข้อจำกัดสอดคล้องกัน ดังนี้ 1) ข้อดี คือ การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยภายใต้เกณฑ์ WELL ทำให้ผู้อยู่อาศัยในอาคารมั่นใจได้ว่าจะได้รับสุขภาวะที่ดี และ 2) ข้อเสีย คือปัจจัยด้านงบประมาณที่เพิ่มขึ้น จากการขอการรับรอง WELL และจากวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ตามเกณฑ์ WELL
การนำที่จอดรถอัตโนมัติมาใช้ในอาคารชุดพักอาศัยกรณีศึกษา โครงการอาคารชุดในเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณัฐพงศ์ เครือนพคุณ
การนำที่จอดรถอัตโนมัติมาใช้ในอาคารชุดพักอาศัยกรณีศึกษา โครงการอาคารชุดในเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณัฐพงศ์ เครือนพคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่จอดรถเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาคารชุดพักอาศัยที่ต้องจัดให้มีจำนวนเพียงพอตามเกณฑ์ข้อบังคับที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบัน (พ.ศ. 2565) พบว่า มีการนำที่จอดรถอัตโนมัติเข้ามาใช้ในโครงการอาคารชุดแพร่หลายมากขึ้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด วิธีการเลือกรูปแบบ ลักษณะทางกายภาพ การใช้งาน การบริหารจัดการ และข้อดี ข้อจำกัด ของการนำระบบที่จอดรถอัตโนมัติมาใช้ในโครงการอาคารชุด โดยมีกรณีศึกษาเป็นอาคารชุดในเขตวัฒนา 4 โครงการ ด้วยวิธีการสำรวจ การสังเกต และการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำระบบที่จอดรถอัตโนมัติมาใช้ จากการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการโครงการทั้ง 4 โครงการมีแนวคิดในการนำระบบที่จอดรถอัตโนมัติเข้ามาใช้เพื่อประหยัดพื้นที่จอดรถ จัดการพื้นที่ขายให้มีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดเวลาและพลังงานในการวนหาที่จอดรถ โดยให้ผู้ออกแบบและผู้จัดหาและติดตั้งเป็นผู้นำเสนอข้อมูลและให้คำแนะนำในการเลือกใช้ระบบที่จอดรถอัตโนมัติ ให้เหมาะสมกับลักษณะของพื้นที่และรูปแบบอาคารในโครงการนั้น ๆ ผู้ประกอบการแต่ละโครงการเป็นผู้ตัดสินใจเลือกใช้รูปแบบของระบบที่จอดรถอัตโนมัติ โดยคำนึงถึงต้นทุนของระบบเป็นหลัก แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ (1) แบบมีถาดรองรับ ซึ่งเป็นระบบที่ต้องจอดรถเทียบบนถาดรองรับรถที่อยู่ในลิฟต์รถ ได้แก่ โครงการเซอเลส อโศก ที่ใช้ระบบถาดรถเลื่อน และโครงการเซอร์เคิล สุขุมวิท 31 ที่ใช้ระบบหอสูง และ(2) แบบไม่มีถาดรองรับ เป็นระบบที่ต้องจอดรถเทียบภายในหรือภายนอกช่องลิฟต์ โดยมีหุ่นยนต์รับส่งรถนำรถไปจอดยังตำแหน่งที่ว่างและใกล้ที่สุด ได้แก่ โครงการไนท์บริดจ์ ไพร์ม อ่อนนุชและมิวนีค สุขุมวิท 23 ใช้ระบบหุ่นยนต์ โดยระบบแบบไม่มีถาดรองรับมีระยะเวลาเฉลี่ยในการนำรถเข้าจอดอยู่ที่ 1.55 นาที ใช้เวลาน้อยว่าระบบแบบมีถาดรับรถซึ่งมีระยะเวลาเฉลี่ย 2.21 นาที ในการบริหารจัดการทุกโครงการมีการบำรุงรักษาเชิงป้องกันประจำทุกเดือนเหมือนกันตามระยะการประกัน แต่โครงการไนท์บริดจ์ไพร์ม อ่อนนุชมีการจัดจ้างช่างดูแลระบบประจำโครงการเพิ่มเติม จากการสำรวจ ทุกโครงการพบปัญหาและอุปสรรคที่คล้ายกัน คือ ความลำบากในการเข้าจอดเทียบทั้งภายในและภายนอกช่องลิฟต์รถ เนื่องจากระยะการเลี้ยวรถและพื้นที่รอด้านหน้าลิฟต์ไม่เพียงพอ ข้อดีของระบบที่เหมือนกันคือ ช่วยประหยัดการใช้พื้นที่ ที่แตกต่างกันคือ ระบบที่ใช้ถาดรับรถมีการใช้งานและการซ่อมแซมง่ายไม่ซับซ้อน และมีราคาที่จอดรถต่อช่องจอดและค่าซ่อมบำรุงที่ค่อนข้างถูก ส่วนระบบแบบไม่มีถาดรองรับเป็นระบบที่ทันสมัย การทำงานที่ต่อเนื่องและรวดเร็วกว่า ส่วนข้อจำกัดที่แตกต่าง คือ ระบบที่มีถาดรองรับการทำงานของระบบมีเสียงดังรบกวน ส่วนระบบแบบไม่มีถาดรองรับมีราคาที่จอดรถต่อช่องจอดและค่าซ่อมบำรุงที่ค่อนข้างแพงกว่า และมีวิธีการซ่อมแซมแก้ไขระบบที่ซับซ้อนกว่า ผลจากการวิเคราะห์พบว่า เนื่องจากที่จอดรถอัตโนมัติไม่ต้องมีทางลาดและมีทางวิ่งรถน้อย ที่จอดรถอัตโนมัติจึงมีการใช้พื้นที่น้อยกว่าที่จอดรถแบบปกติประมาณ 2 เท่า ทำให้ประหยัดพื้นที่จอดรถได้มากถึง 50% และสามารถเพิ่มจำนวนที่จอดรถได้มากเป็น 2 เท่าของที่จอดรถแบบปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้ประกอบการในการนำที่จอดรถอัตโนมัติมาใช้ จากผลการศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะว่า ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งานให้มากขึ้น โดยควรจัดวางตำแหน่งลิฟต์รถแต่ละตัวให้มีระยะห่างที่เหมาะสมและมีพื้นที่วงเลี้ยวที่สัมพันธ์กับระยะวงเลี้ยวรถ และควรจัดพื้นที่รอเข้าจอดรถหน้าลิฟต์ให้เพียงพอ มีระบบป้องกันประตูลิฟต์ปิดเองและมีระบบตรวจสอบการเข้าเกียร์จอดรถหรือมีระบบยึดล้อรถเพื่อป้องกันรถไหลเลื่อนตกจากลิฟต์ยกรถและถาดรับรถ รวมทั้งมีการบริหารจัดการและดูแลบำรุงรักษาระบบที่จอดรถอัตโนมัติอย่างสม่ำเสมอให้เป็นไปตามสัญญาของประกันที่ทำไว้กับบริษัทผู้จัดหาและติดตั้งระบบอย่างเคร่งครัด
บทบาทและพฤติกรรมการใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษา : พื้นที่เมืองชั้นใน กรุงเทพมหานคร, กนกพร มาตา
บทบาทและพฤติกรรมการใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษา : พื้นที่เมืองชั้นใน กรุงเทพมหานคร, กนกพร มาตา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริบทของพื้นที่เมืองชั้นในถือเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เกิดแรงจูงใจในการเข้ามาประกอบกิจกรรมต่างๆ หนึ่งในปัญหาหลักที่พบคือการขาดแคลนที่จอดรถ ผู้คนจึงหันมาใช้บริการ Park & Ride หรือจุดจอดแล้วจร ซึ่งเดิมจุดจอดแล้วจรมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำรถเข้ามาจอดและเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้า แต่ปัจจุบันจุดจอดแล้วจรในพื้นที่เมืองชั้นในนั้นถูกพบว่ามีการเข้าใช้ตามวัตถุประสงค์รองโดยการนำรถเข้ามาจอด และเน้นทำกิจกรรมบริเวณโดยรอบจุดจอด และจากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า ยังไม่มีผู้ใดศึกษาในแง่ของพฤติกรรมการใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์รอง ในพื้นที่เมืองชั้นใน ดังนั้นผู้วิจัยจึงมุ่งเน้นที่จะศึกษาถึงประเด็นดังกล่าว ด้วยวิธีการลงสำรวจพื้นที่ศึกษา และการทำแบบสอบถาม โดยผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลในช่วงเดือนเมษายน 2565 - เดือนมิถุนายน 2565 จากนั้นจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมในการเข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง พื้นที่เมืองชั้นใน กรุงเทพมหานครผลการศึกษาพบว่า การเข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง จะมีการนำรถเข้ามาจอดทั้งในช่วงวันธรรมดา และวันหยุด โดยจะมีระยะเวลาในการจอดเพียงสั้นๆ เนื่องจากเป็นการนำรถเข้ามาจอดและเดินไปทำกิจกรรมบริเวณโดยรอบจุดจอดแล้วจรในระยะทางไม่เกิน 500 เมตรจาก ดังนั้นผู้เข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รองจึงมองจุดจอดแล้วจรพื้นที่เมืองชั้นในมีหน้าที่เป็นเพียงที่จอดรถชั่วคราวเพื่อที่จะต้องการเดินทางไปทำกิจกรรมบริเวณโดยรอบจุดจอดแล้วจร และจุดจอดแล้วจรที่พบว่ามีการเข้าใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์รอง ส่วนมากตั้งอยู่ในพื้นที่สีแดง กล่าวคือเป็นพื้นที่ที่ทางผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ได้กำหนดให้เป็นพื้นที่พาณิชยกรรม นั้นหมายถึงสามารถประกอบกิจกรรมที่มีความหนาแน่นสูงได้ ดังนั้นจุดจอดแล้วจรที่ตั้งในพื้นที่สีแดง จึงถูกพบว่าเป็นจุดจอดแล้วจรที่มีแรงดึงดูดต่อการเข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรในรูปแบบของการเข้าใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์มากที่สุด
การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่าในระบบปิด กรณีศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กฤติน วันทนาศุภมาต
การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่าในระบบปิด กรณีศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กฤติน วันทนาศุภมาต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่า โดยมีพื้นที่ศึกษาคือพื้นที่ให้บริการสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีเป้าหมายในการศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนะแนวทางการพัฒนาทางกายภาพและกฎระเบียบเพื่อนําไปสู่การใช้งานยานพาหนะร่วมกันอย่างปลอดภัยในสังคม และตอบสนองอรรถประโยชน์แก่สาธารณะต่อไป ในการศึกษานี้ได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ต่อพฤติกรรมการใช้งานในพื้นที่ศึกษา แล้ววิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีทางสถิติ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ความแปรปรวน พบว่าผู้ใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเลือกใช้งานบนเส้นทางจักรยานทั้งในพื้นที่ระบบปิดและพื้นที่สาธารณะ และใช้งานบนถนนเพิ่มขึ้นในพื้นที่ระบบปิด ในขณะที่ทางเท้านั้นถูกเลือกใช้งานน้อยที่สุดในทุกพื้นที่ ด้านการข้ามทางสาธารณะนั้นมีความต้องการข้ามสูงแม้จะไม่สามารถทำได้ตามกฎหมายและเลือกข้ามด้วยวิธีที่สะดวกมากกว่าวิธีที่ปลอดภัย ด้านการจอดจะมีปัญหาบนทางเท้าขนาดเล็กเป็นหลัก และด้านของจำนวนผู้ใช้งานในแต่ละเขตพื้นที่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพื้นที่ระบบปิดหรือพื้นที่สาธารณะ แต่จะใช้งานมากในพื้นที่บริเวณอาคารส่วนกลางและที่อยู่อาศัย
พฤติกรรมการใช้บริการรถรับส่งของคอนโดมิเนียมในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง กรณีศึกษา สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุช, ปิยะนันท์ มณีเลิศ
พฤติกรรมการใช้บริการรถรับส่งของคอนโดมิเนียมในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง กรณีศึกษา สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุช, ปิยะนันท์ มณีเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการรถรับส่งของคอนโดมิเนียมรอบสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุช มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสำรวจพฤติกรรมการใช้บริการรถรับส่งคอนโดมิเนียม วิเคราะห์การบริหารจัดการรถรับส่งและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้บริการรถรับส่งคอนโดมิเนียม มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การเสนอแนวทางการพัฒนาระบบขนส่งรองสนับสนุนระบบขนส่งมวลชนทางราง การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้บริการรถรับส่งคอนโดมิเนียมรอบสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุช จำนวน 100 คน โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอ้างอิง ได้แก่ วิธีการทดสอบไคสแควร์และการถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษา พบว่า บทบาทของรถรับส่งคอนโดมิเนียมเป็นการให้บริการเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนทางรางทำหน้าที่เป็น Feeder mode และ Community mode โดยคุณภาพการให้บริการเป็นสิ่งที่ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญและมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการ นอกจากนี้ พฤติกรรมการใช้บริการรถรับส่งคอนโดมิเนียมทั้ง 3 กลุ่มราคา พบว่า ส่วนใหญ่ใช้บริการรถรับส่งคอนโดมิเนียมในการเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้าที่สถานีบีทีเอสอ่อนนุชเพื่อเดินทางไปทำงาน ในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้าและช่วงเวลาเร่งด่วนเย็น ซึ่งผู้ใช้บริการในกลุ่มคอนโดมิเนียมราคาแพงมีการใช้บริการรถรับส่งฯ เป็นประจำมากที่สุด ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้บริการรถรับส่งคอนโดมิเนียม ได้แก่ ตัวแปรวัตถุประสงค์การเดินทาง ระดับราคาคอนโดมิเนียม ช่วงเวลาที่ใช้บริการเที่ยวไป-เที่ยวกลับและวัตถุประสงค์การเดินทางเพื่อกลับที่พัก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ผลที่ผู้อยู่อาศัยได้รับจากการพัฒนาลานตลาดในโครงการบ้านเอื้ออาทร : กรณีศึกษา โครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง 2 และ โครงการบ้านเอื้ออาทรร่มเกล้า, วิศวรุต เกกินะ
ผลที่ผู้อยู่อาศัยได้รับจากการพัฒนาลานตลาดในโครงการบ้านเอื้ออาทร : กรณีศึกษา โครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง 2 และ โครงการบ้านเอื้ออาทรร่มเกล้า, วิศวรุต เกกินะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการบ้านเอื้ออาทรโดยการเคหะแห่งชาติ ประกอบด้วยที่อยู่อาศัย และองค์ประกอบชุมชนที่ครบครัน โดยมี ลานตลาด เพื่อทั้งให้บริการและเป็นแหล่งงานให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัย เสริมสร้างเศรษฐกิจที่ดีและเสริมสร้างสายสัมพันธ์อันดีภายในชุมชน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและเป้าหมายในการพัฒนาลานตลาดในโครงการบ้านเอื้ออาทร กับผลที่ผู้อยู่อาศัยได้รับจากการพัฒนาลานตลาด โดยคัดเลือกโครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง 2 และโครงการบ้านเอื้ออาทรร่มเกล้า เป็นกรณีศึกษา โดยใช้วิธีการการสังเกตุ การสัมภาษณ์ และแบบสอบถามผู้อยู่อาศัยทั้งผู้อยู่อาศัยทั่วไปและผู้อยู่อาศัยที่เป็นผู้ประกอบการค้าในลานตลาด การศึกษาพบว่า โครงการบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง 2 ตั้งอยู่ที่ถนนประชาพัฒนา เขตลาดกระบัง ด้านหน้าโครงการมีตลาดนัด 1 ตลาด และมินิมาร์ท 1 ร้าน มีผู้อยู่อาศัย 6,390 หน่วย มีลานตลาดภายในโครงการ 3 ลานตลาด ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโครงการ 2 ลานตลาด และอยู่ภายในโครงการ อีก 1 ลานตลาด มีร้านค้ารวมกันทั้งสิ้น 44 ร้าน มีผู้อยู่อาศัยในโครงการเป็นผู้ประกอบการค้า 38 ร้าน(ร้อยละ 86 ของจำนวนร้านทั้งหมด) ผู้อยู่อาศัยทั่วไปร้อยละ 64 มาซื้อสินค้าในลานตลาดเป็นประจำ ลานตลาดบริหารงานโดย ผู้อยู่อาศัยในโครงการ 1 ลานตลาด และอดีตผู้อย่าศัยในโครงการ 2 ลานตลาด ผู้อยู่อาศัยมีทัศนคติและความพึงพอใจต่อลานตลาดด้านกายภาพ ในระดับปานกลาง (3.23 เต็ม 5 คะแนน) และ ด้านการบริหารลานตลาด ในระดับปานกลาง (3.31 เต็ม 5 คะแนน) โครงการบ้านเอื้ออาทรร่มเกล้า ตั้งอยู่ที่ถนนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง โดยมีตลาด ศูนย์อาหาร และศูนย์การค้า บริเวณด้านหน้าโครงการ มีที่อยู่อาศัย 6,022 หน่วย มีลานตลาดภายในโครงการ 1 ลานตลาด ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าออกด้านหลังโครงการ มีร้านค้าจำนวน 42 โดยทุกร้านค้ามีผู้ประกอบการเป็นผู้อยู่อาศัยในโครงการทั้งหมด ผู้อยู่อาศัยทั่วไปร้อยละ 73.7 มาซื้อสินค้าในลานตลาดเป็นประจำ ลานตลาดบริหารงานโดยบุคคลภายนอกที่สามารถประมูลสิทธิ์ในการบริหารลานตลาดได้ ผู้อยู่มีทัศนคติและความพึงพอใจต่อลานตลาดด้านกายภาพในระดับมาก (3.55 เต็ม 5 คะแนน) และ ด้านการบริหารลานตลาดในระดับมาก …
การเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ศรัญญา จันทนาคร
การเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ศรัญญา จันทนาคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระเป็นผู้มีรายได้แต่มักประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยเนื่องจากมีรายได้ไม่แน่นอนและที่มาของรายได้ไม่ชัดเจน งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน ร่วมกับการศึกษาลักษณะทางสังคมเศรษฐกิจ ระดับความรู้ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการขอสินเชื่อของผู้ประกอบอาชีพอิสระ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงิน 6 แห่ง และแบบสอบถามผู้ประกอบอาชีพอิสระในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 400 คนผลการศึกษาพบว่า สถาบันการเงินใช้เกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อแก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระคล้ายคลึงกับผู้มีรายได้ประจำ เว้นแต่วิธีการคำนวณรายได้ที่มีรายละเอียดมากขึ้น มีการนำรายได้สุทธิของผู้ประกอบอาชีพอิสระมาคิดเป็นฐานรายได้เพียงร้อยละ 50 ส่งผลต่อการคำนวณความสามารถในการผ่อนชำระและวงเงินสินเชื่อที่ลดลงน้อยกว่าผู้มีรายได้ประจำกว่าครึ่งหนึ่ง และจะเน้นพิจารณาจากหลักฐานการเสียภาษีร่วมกับการรับรายได้ที่ทำรายการผ่านบัญชีธนาคารที่ต้องมีความสอดคล้องกัน ในส่วนของผู้ประกอบอาชีพอิสระพบว่า ร้อยละ74 มีอายุในช่วง 20-35 ปี ร้อยละ 47 ประกอบอาชีพค้าขายและธุรกิจส่วนตัว โดยผู้วิจัยได้ทำการจำแนกกลุ่มตัวอย่างนี้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย มีสัดส่วนร้อยละ 65 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด โดยกลุ่มนี้ร้อยละ 40 มีรายได้ 10,000-20,000 บาท ร้อยละ 48 มีรายจ่ายส่วนตัวต่ำกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 67 มีภาระหนี้สิน และมีความรู้เกี่ยวกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยในระดับปานกลาง มักพบอุปสรรคในการขอสินเชื่อคือ ไม่ได้เตรียมตัวจัดเก็บเอกสาร และอาชีพที่ทำมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ จึงอาจต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมก่อนขอสินเชื่อมากขึ้น (2) ผู้ที่มีประสบการณ์ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย มีสัดส่วนร้อยละ 35 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด กลุ่มนี้ร้อยละ 29 มีรายได้อยู่ในช่วง 30,000-50,000 บาท ร้อยละ 39 มีรายจ่ายส่วนตัว 10,000-20,000 บาท พบว่าร้อยละ 70 ได้รับอนุมัติสินเชื่อเนื่องจากมีการเตรียมเอกสารพร้อมและฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารสม่ำเสมอ ในขณะที่ร้อยละ 27 ถูกปฏิเสธสินเชื่อเนื่องจากมีรายได้ไม่เพียงพอ ไม่ผ่านเกณฑ์ของธนาคาร และไม่มีเอกสารที่ธนาคารต้องการผลวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบอาชีพอิสระควรได้รับการสนับสนุนความรู้ในด้านการวางแผนการเงิน สินเชื่อที่อยู่อาศัย และการเตรียมเอกสารที่จำเป็น ควรมีความพร้อมด้านการเงินหรือเลือกราคาบ้านให้เหมาะสมกับรายได้ จัดการหนี้สินรวมกับค่าผ่อนบ้านแล้วให้อยู่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของรายได้ และเก็บเงินดาวน์ร้อยละ 20 ของราคาบ้าน ผู้สนใจสามารถใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมก่อนขอสินเชื่อ หรือออกแบบผลิตภัณฑ์สนับสนุนการขายที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้ประกอบอาชีพอิสระได้
ทัศนคติต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานที่เป็นผู้เช่าอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ญาณิน พิชยกุล
ทัศนคติต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานที่เป็นผู้เช่าอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ญาณิน พิชยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กลุ่มวัยเริ่มทำงานคือกลุ่มบุคคลที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน มีอายุอยู่ในช่วง 21 – 30 ปี มักเพิ่งจบการศึกษา ปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในเจเนอเรชั่นแซดซึ่งมีทัศนคติต่างไปจากเจเนอเรชั่นก่อน ๆ ทั้งนี้คนส่วนใหญ่ล้วนมีความต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง แต่ความสามารถในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของกลุ่มนี้ลดลง และมีแนวโน้มความนิยมเช่าเกิดขึ้น ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาลักษณะเศรษฐกิจ สังคม และลักษณะที่เช่าอยู่อาศัยในปัจจุบัน เหตุผลของการเช่าอยู่ในปัจจุบัน ทัศนคติต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต โดยสอบถามกลุ่มวัยเริ่มทำงานผู้เช่าอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 399 คนผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างวัยเริ่มทำงานส่วนใหญ่มักเป็นโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี มีอาชีพเป็นพนักงานประจำบริษัทเอกชน ไม่มีอาชีพที่สอง มีรายได้ส่วนบุคคล 10,000-25,000 บาทต่อเดือน รายได้ครัวเรือนมากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน และชื่นชอบการเล่นโซเชียลมีเดีย 2) ลักษณะที่เช่าในปัจจุบัน มักตั้งอยู่ในปริมณฑล รูปแบบอะพาร์ตเมนต์ ส่วนพื้นที่เช่าคือ 21-25 ตารางเมตร และมักเช่า 5,001-7,000 บาทต่อเดือน โดยเลือกเช่าเพราะทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้ที่ทำงานหรือเดินทางไปทำงานได้สะดวกเป็นสำคัญ 3) กลุ่มตัวอย่างอยู่อาศัยในที่เช่าทุกวันและอาศัยอยู่คนเดียว เดินทางไปทำงานด้วยรถจักรยานยนต์ โดยใช้เวลาเดินทาง 15-30 นาที ใช้พื้นที่ที่พักในการประกอบอาหารและออกกำลังกาย และบางส่วนมีการเลี้ยงสัตว์ 4) ความพึงพอใจในการอยู่อาศัยอยู่ในระดับปานกลางถึงปานกลางค่อนมาก โดยพอใจด้านทำเลที่สุด และไม่ค่อยพบปัญหาจากการเช่าอยู่อาศัย 5) ความต้องการที่อยู่อาศัยในอนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องการซื้อร้อยละ 67.9 ต้องการเช่าร้อยละ 30.8 และอื่น ๆ โดยต้องการซื้อบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝด ส่วนราคาที่อยู่อาศัยที่ต้องการคือ 1-2 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความมั่นคงในชีวิต ส่วนกลุ่มที่ต้องการเช่าเลือกจะเช่าคอนโดมิเนียม โดยค่าเช่าที่ต้องการคือ 4,001-7,000 บาทต่อเดือน เพราะสามารถโยกย้ายได้ง่าย กลุ่มวัยเริ่มทำงานส่วนมากกำลังวางแผนทางการเงินและยังไม่มีแผนกลับภูมิลำเนาผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ากลุ่มวัยเริ่มทำงานที่เป็นผู้เช่าในปัจจุบันส่วนมากต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในอีก 5 ปีข้างหน้า และมีความสามารถในการจ่ายในไม่เกิน 1.3 ล้านบาท โดยคำนึงถึงทำเลที่ตั้งที่ใกล้ที่ทำงานหรือเดินทางไปทำงานสะดวก ดังนั้นจึงมีข้อเสนอแนะต่อการเคหะแห่งชาติ รัฐบาลและบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พิจารณาเร่งเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัยในรูปแบบเช่าและเช่าซื้อ รวมถึงพัฒนาคุณภาพบ้านเช่าเพื่อบุคคลกลุ่มนี้ในช่วงแรกของการทำงาน จากนั้นจึงเพิ่มอุปทานบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท เน้นการออกแบบบรรยากาศที่ดีภายในที่พัก มีส่วนกลางตามสำคัญ โดยมุ่งเน้นทำเลที่ใกล้แหล่งงานหรือสามารถเดินทางได้สะดวก และร่วมกับสถาบันการเงินส่งเสริมการให้ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยต่อกลุ่มวัยเริ่มทำงาน
กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืนของธุรกิจรีสอร์ตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในจังหวัดภูเก็ต: กรณีศึกษา คาลิมา รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต, พีชฮิลล์ โฮเต็ล และ อริญชย์นารา บางเทาบีช รีสอร์ท, ปานวาด ผลบำรุงวัชระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกันในประเทศไทยซึ่งมีอุดสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ก็เป็นภาคที่บริโภคพลังงานและสร้างผลกระทบมากมายเช่นกัน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการเข้าร่วมการรับรอง กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงผลจากการดำเนินงานนั้น ของรีสอร์ตในจังหวัดภูเก็ต ที่ได้รับการรับรองโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับ ทอง เงิน และทองแดง ระดับละ 1 กรณีศึกษา รวม 3 กรณีศึกษา และสรุปบทเรียนเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาอุตสหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทยจากผลการศึกษาพบว่า 1) รีสอร์ตมีการปรับตัวสู่การเป็นที่พักที่มีการดำเนินการด้านความยั่งยืน โดยมีปัจจัยในการเข้าร่วมการรับรองโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือ ปัจจัยด้านการต่อยอดทางธุรกิจ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและที่ตั้ง และปัจจัยแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริหาร 2) กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่รีสอร์ตกรณีศึกษาเน้นมากที่สุด 4 หมวด ได้แก่ (1) ด้านการจัดการทรัพยากรและพลังงาน (2) ด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชน (3) ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง และ (4) ด้านการพัฒนาบุคลากร เนื่องจากธุรกิจที่พักแรมเป็นการลงทุนในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อลดค่าใช้จ่าย รวมถึงพัฒนาบริการเพื่อสร้างรายได้ 3) ผลการดำเนินงานพบว่าค่าคะแนนภายใต้การดำเนินการด้านความยั่งยืนโดยรวมเป็นไปในทิศทางบวก อีกทั้งมุมมองผู้ประกอบการมองว่าการเข้าร่วมการรับรองดังกล่าวมีผลตอบรับที่ดี ทั้งจากผู้เข้าพัก พนักงาน และชุมชน โดยมองว่าทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามผู้เข้าพักอาจมีข้อคิดเห็นในเชิงลบอยู่บ้าง เนื่องจากอาจขาดความเข้าใจในการดำเนินงานของรีสอร์ต จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ากรณีศึกษาระดับทองมีการดำเนินงานตามแผนงานที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง ที่สอดคล้องตามตัวชี้วัดของเกณฑ์โรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนกรณีศึกษาระดับเงิน มีการดำเนินงานอย่างจริงจังใน 3 โครงการหลักอยู่เดิมจึงเป็นการเข้าร่วมโครงการเพื่อประชาสัมพันธ์การดำเนินงาน และต่อยอดไปยังการรับรองและรางวัลด้านความยั่งยืนอื่น ขณะที่กรณีศึกษาระดับทองแดงที่มีข้อแตกต่างด้านที่ตั้ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน มีการบูรณาการร่วมกับการประชาสัมพันธ์ทางการตลาดเป็นหลัก
แนวทางการพัฒนาที่พักอาศัยของกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงที่มีหลายสาขา กรณีศึกษา บ้านลลิสา สาขาลำปาง ป่าแดดเชียงใหม่ และ บางนา, สิริณัฐชา จาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยกำลังประสบกับการเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้างประชากรสู่สังคมที่มีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น โดยมีการพยากรณ์ว่าภายใน พ.ศ. 2573 ประชากรสูงอายุจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 19% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการลดลงของอัตราการเจริญพันธุ์และการยืดอายุขัย ซึ่งนำไปสู่ความต้องการบริการดูแลสำหรับผู้สูงอายุและการเพิ่มขึ้นของโอกาสทางธุรกิจในด้านนี้ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดนโยบายและวางแผนการที่เหมาะสมเพื่อรองรับและจัดการกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและประชากรนี้อย่างมีประสิทธิผล บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการของผู้สูงอายุ ลักษณะทางกายภาพทั้งภายในและภายนอก ปัญหาจากการใช้งาน และเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีหลายสาขาต่อไป โดยใช้วิธีการสำรวจกรณีศึกษาทั้ง 3 สาขา มีการลงพื้นที่สำรวจทั้ง 3 สาขา การสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง 30 ท่าน คือผู้ประกอบการ ผู้จัดการสาขา รวมถึง ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุ มีระเบียบวิธีวิจัย 3 ขั้นตอนหลัก คือ การเก็บรวบรวมข้อมูล สร้างเครื่องมือวิจัย และวิเคราะห์ผลการศึกษาในวิทยานิพนธ์นี้เผยว่าสุขภาพผู้สูงอายุเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาศูนย์ดูแลในโครงการบ้านลลิสาทั้งสาขาลำปาง, ป่าแดดเชียงใหม่ และบางนาการปรับปรุงอาคารเดิมเพื่อใช้งานเป็นศูนย์ดูแลมีความท้าทายเนื่องจากพื้นที่จำกัดและค่าใช้จ่ายในการต่อเติมหรือปรับปรุงที่สูงผู้ประกอบการจึงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม ในการพัฒนาศูนย์ดูแลที่มีหลายสาขา ควรพิจารณามาตรฐานเฉพาะของโครงการและออกแบบพื้นที่ให้ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคความจำเสื่อมหรือมะเร็ง ซึ่งอาจต้องการการออกแบบพิเศษเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยทั้งนี้จึงได้มีการนำเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาศูนย์ดูแลผู้งอายุที่มีหลายสาขา รวมถึงการปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการใช้งานพื้นที่ โดยมีมาตรฐานของทั้งภายในและภายนอกองค์กรเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง และแนวคิดอื่นๆ การพัฒนาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีหลายสาขาควรมีมาตรฐานภายในองค์ทั้งด้านการบริการ และด้านกายภาพอาคาร เพื่อจุดเด่น และมาตรฐานของแบรนด์
ผลกระทบของการค้าออนไลน์ต่อการปรับตัวของตลาดดั้งเดิมกรณีศึกษา ตลาดกิมหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, ปภาวรินท์ ฉายสมัคร
ผลกระทบของการค้าออนไลน์ต่อการปรับตัวของตลาดดั้งเดิมกรณีศึกษา ตลาดกิมหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, ปภาวรินท์ ฉายสมัคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของตลาดกิมหยงและบริเวณโดยรอบ และศึกษาพฤติกรรมการขายสินค้าของผู้ประกอบการในตลาดกิมหยง ซึ่งเป็นตลาดดั้งเดิมที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากตลาดดั้งเดิมทั่วไปในมิติที่มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยว ในช่วงเวลาภายหลังการแทรกแซงของการค้าออนไลน์ โดยเปรียบเทียบพฤติกรรมการขายสินค้าของผู้ประกอบการในตลาดกิมหยงระหว่าง 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงก่อนการเข้ามาของการค้าออนไลน์ (ก่อนปี พ.ศ.2557) ช่วงภายหลังการเข้ามาของการค้าออนไลน์ (ปี พ.ศ.2557-2563) และช่วงภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (ปี พ.ศ.2563-2566) เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพและผลกระทบทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการปรับตัวของผู้ประกอบการในตลาดกิมหยง ด้วยวิธีการสำรวจภาคสนาม การเก็บข้อมูลแบบสอบถามจำนวน 300 ตัวอย่างและการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อเพื่อรวบรวมความเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นผลการศึกษา พบว่า จำนวนผู้ประกอบการภายในตลาดมีจำนวนลดลง จำนวนแผงร้างในตลาดเพิ่มขึ้น และแผงร้างกลายเป็นพื้นที่จัดเก็บสินค้า แผงค้ามีขนาดพื้นที่หน้าร้านเล็กลง อีกทั้งปัจจุบันผู้ประกอบการในตลาดกิมหยงมีช่องทางการขายสินค้าแบบออนไลน์ (ขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์) ร้อยละ 56.3 โดยผู้ประกอบการบางส่วนปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เกิดขึ้น โดยปรับสัดส่วนช่องทางการขายสินค้าจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ทั้งนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการกลุ่มออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุอยู่ระหว่าง 20-49 ปี และอาศัยอยู่ใกล้ตลาด ผู้ประกอบการกลุ่มออนไลน์ส่วนใหญ่มักจำหน่ายสินค้าประเภท (1) อาหารแห้ง ขนม และของฝาก (2) เครื่องสำอางและน้ำหอม และ (3) สินค้ากลุ่มเบ็ดเตล็ด โดยในช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้ากลุ่มอาหารแห้ง ขนม และของฝากปรับรูปแบบการขายสินค้าไปขายผ่านช่องทางออนไลน์มากที่สุด อนุมานได้ว่าเป็นเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีการปรับตัวได้เร็วที่สุดอย่างไรก็ตาม ด้วยบริบทของตลาดกิมหยง ซึ่งเป็นตลาดที่มีลักษณะพิเศษมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยว แม้ผู้ประกอบการในตลาดจะเปลี่ยนพฤติกรรมมาขายสินค้าผ่านออนไลน์มากยิ่งขึ้นแต่กลับพบว่าสัดส่วนยอดขายและสัดส่วนของจำนวนลูกค้าเกินครึ่งหนึ่งยังคงมาจากการขายสินค้าหน้าร้านในตลาด (รูปแบบออฟไลน์)
โอกาสและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานในประเทศไทย, ธนสินี สุทธิ
โอกาสและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานในประเทศไทย, ธนสินี สุทธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัล คือ การรวมกันของวัตถุเสมือนจริงและวัตถุทางกายภาพส่งข้อมูลเชื่อมต่อกันในแบบสองทิศทาง โดยในงานวิจัยนี้แบ่งระดับการบูรณาการของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลระดับการบูรณาการของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลอกเป็น 3 ระดับคือ การใช้งานแบบจำลองอาคาร การใช้งานแบบจำลองอาคารสานกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และการใช้งานเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายความว่าข้อมูลเชื่อมโยงโดยอัตโนมัติ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลได้รับความสนใจจากอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน ที่มีการผสมผสานพื้นที่ และมีระบบประกอบอาคารที่ซับซ้อน การศึกษานี้มีเป้าหมายเพื่อสำรวจสถานการณ์ แนวโน้ม ของการใช้เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัล และโอกาสและข้อจำกัดของการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอาคารสำนักงานในประเทศไทย ผ่านการทบทวนวรรณกรรม และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผู้ตัดสินใจใช้เทคโนโลยีในอาคารกรณีศึกษา และผู้ใช้งานเทคโนโลยีในอาคารกรณีศึกษาผลการศึกษาพบว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงการวางแผนโครงการ การออกแบบ การก่อสร้าง และการบำรุงรักษาผ่านการจำลองและการเพิ่มประสิทธิภาพ เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลเป็นแนวโน้มที่สำคัญในอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศไทย เนื่องจากมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนและดำเนินโครงการ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายหลายประการ เช่น ค่าใช้จ่ายสูง ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ และข้อบังคับทางกฎหมายที่ไม่เพียงพอ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยโอกาสที่ส่งผลต่อการใช้งานมากที่สุด คือ การใช้งานแบบจำลองอาคารในการออกแบบ การวางแผนการใช้งานพื้นที่ภายในโครงการก่อสร้าง และโอกาสด้านธุรกิจ ในส่วนการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในอาคารมีข้อจำกัดที่ส่งผลต่อการใช้งานมากที่สุด คือ การขาดความต้องการจากเจ้าของโครงการและรัฐบาล และการขาดผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเทคโนโลยี งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานในประเทศไทยยังต้องการความพยายามจากผู้เกี่ยวข้องเพื่อก้าวผ่านข้อจำกัดและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ โดยผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่าง รัฐบาล ผู้ประกอบการวงการอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาที่ต้องร่วมมือกันในการพัฒนานโยบาย กฎระเบียบ เพื่อสามารถสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้
แนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ, เบญญาภา ศรีอุทธา
แนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ, เบญญาภา ศรีอุทธา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) และสถานสงเคราะห์คนชรา โดยจากรายงานของ ศ.ระพีพรรณ คำหอม (2563) ระบุว่า สมรรถภาพร่างกายของผู้สูงอายุที่เสื่อมถอย เป็นหนึ่งในปัญหาด้านการบริการของศพส. ส่วนรายงานของ ผศ.ดร. ภุชงค์ เสนานุช (2563) ระบุว่าสถานสงเคราะห์คนชรามี “มาตรฐานการสงเคราะห์ผู้สูงอายุ” แต่จากการตรวจสอบประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560-2562 รายงานว่าที่พักอาศัยยังมีลักษณะไม่เป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากนี้ การประกาศ “กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ฯ พ.ศ. 2563” ของกระทรวงสาธารณสุข ยังส่งผลต่อลักษณะด้านสถานที่ของสถานสงเคราะห์ฯ ประเด็นข้างต้นจึงเป็นที่มาสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้จากการศึกษา เปรียบเทียบลักษณะสภาพแวดล้อมทางกายภาพกับมาตรฐานฯ พบว่า หมวดห้องน้ำ ควรปรับปรุงมากที่สุด อย่างไรก็ดี มาตรฐานฯ หมวดห้องน้ำ เป็นลักษณะสำหรับห้องน้ำแบบส่วนตัว ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะห้องน้ำรวมของสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ ดังนั้นมาตรฐานฯจึงควรเพิ่มเติมรายละเอียดให้สอดคล้องเหมาะสมกับรูปแบบห้องน้ำรวม ทั้งนี้ ความท้าทายหลักทางกายภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานในสถานสงเคราะห์ฯ พบว่า คือ ความเสื่อมสภาพของอาคารและลักษณะอาคารที่ไม่สอดคล้องกับการเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ ผู้วิจัยจึงเสนอแนวทางการปรับปรุงซ่อมแซม โดยการปรับผังเรือนนอนจากเดิมที่มีลักษณะโล่งกว้าง ให้มีความกระชับขึ้น เพื่อเอื้อให้ผู้สูงอายุดำเนินกิจวัตรได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นนอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้เสนอแนะแนวคิดการจัดสภาพแวดล้อมส่วนบุคคล เพื่อตอบสนองความเป็นส่วนตัว (Right to privacy) ของผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์คนชรา รวมทั้งเสนอแนะการจัดสรรพื้นที่เรือนนอนสำหรับภาวะสุขภาพที่แตกต่างกันของผู้สูงอายุในอนาคต
แนวทางการแก้ปัญหาอุปสงค์ด้านที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, พรรณภัทรสรณ์ วิริยกิจจา
แนวทางการแก้ปัญหาอุปสงค์ด้านที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, พรรณภัทรสรณ์ วิริยกิจจา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภายหลังจากรัฐบาลกำหนดให้พื้นที่แหลมฉบังบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ ส่งผลให้อุตสาหกรรมเกิดการขยายตัว ซึ่งเกิดความต้องการของแรงงานและที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น จากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นพบว่าสภาพที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้ใช้แรงงานอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม มีความหนาแน่น และแออัด จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มผู้ใช้แรงงานและเพื่อคาดการณ์ความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคตผลการศึกษาพบว่าจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 423 คน แบ่งเป็นกลุ่มอุปสงค์ที่มีความต้องการย้ายที่อยู่อาศัยจำนวน 198 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 46.8 และกลุ่มที่ไม่มีความต้องการย้ายที่อยู่อาศัยจำนวน 225 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 53.2 โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามที่เช่าที่อยู่อาศัยจำนวน 360 คนคิดเป็นอัตราร้อยละ 85.1 เมื่อศึกษาถึงปัญหาด้านที่อยู่อาศัยพบว่าปัญหาหลักเกิดจากความสามารถในการจ่ายและด้านคุณภาพชีวิต เมื่อนำค่าเฉลี่ยของระดับรายได้ครัวเรือนมาคำนวณความสามารถในการจ่าย พบว่ากลุ่มผู้ใช้แรงงานมีรายได้เฉลี่ย 13,200 บาทต่อเดือน โดยส่วนใหญ่มีระดับค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2,000-5,000 บาทต่อเดือน เมื่อคำนวณความสามารถในการจ่ายจากร้อยละ 35-40 ของรายได้ พบว่าไม่สอดคล้องกับระดับรายได้ของผู้ใช้แรงงาน นอกจากปัญหาด้านที่อยู่อาศัยแล้วผู้วิจัยยังได้ทำการศึกษาอุปสงค์ความต้องการในอนาคตของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน พบว่าปัจจัยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้ความสำคัญคือปัจจัยด้านระดับราคา และระยะเวลาเดินทางมาแหล่งงาน โดยจะพิจารณาวิธีการเดินทางเข้าถึงแหล่งงาน พบว่ากลุ่มผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่เลือกใช้จักรยานยนต์ และรถสวัสดิการ ดังนั้นผู้วิจัยจึงเสนอแนะให้ผู้ประกอบการพิจารณาเพิ่มพื้นที่ให้บริการด้านรถสวัสดิการเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานสามารถกระจายตัวไปยังที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องต่อระดับรายได้อันจะเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิต และลดอุปทานส่วนเกินในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
กลยุทธ์การดำเนินงานโรงแรมที่ระดมทุนโดยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบการโรงแรมในประเทศไทย, กันตพัฒน์ อร่ามศิริวัฒน์
กลยุทธ์การดำเนินงานโรงแรมที่ระดมทุนโดยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบการโรงแรมในประเทศไทย, กันตพัฒน์ อร่ามศิริวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ธุรกิจโรงแรมมีรายได้หลักมาจากการให้เช่าห้องพัก ซึ่งแม้จะเป็นรายได้ที่ต่อเนื่องแต่มีระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนานเมื่อเทียบกับเงินลงทุน การระดมทุนโดยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่สามารถช่วยให้ธุรกิจโรงแรมได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเร็วขึ้นและเพิ่มเสถียรภาพแก่ธุรกิจ โดยการแบ่งปันกำไรจากการดำเนินงานแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ งานวิจัยนี้ศึกษากลยุทธ์การดำเนินการของโรงแรมกรณีศึกษา 7 แห่งที่ระดมทุนใน 3 กองทรัสต์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยรวบรวมข้อมูลจากรายงานประจำปี การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสำรวจภาคสนาม โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการคัดแยกข้อความสำคัญเพื่อเปรียบเทียบและลำดับความสำคัญของเนื้อหา ในประเด็นมุมมองการนำโรงแรมระดมทุนโดย REIT ลักษณะทางกายภาพโรงแรม กลยุทธ์การดำเนินงาน และข้อจำกัดในการดำเนินงานรวมถึงสรุปบทเรียนสำคัญของการนำโรงแรมระดมทุนโดย REITผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ประกอบการโรงแรมมอง REIT เป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถปรับโครงสร้างทางการเงินและโครงสร้างสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสามารถจ่ายผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้ 2) โรงแรมที่ได้รับการระดมทุนจาก REITs เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวทั้งหมด ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม มีทำเลที่ได้เปรียบและสามารถพัฒนาเป็นจุดขายสำคัญของโครงการ และสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ 3) กลยุทธ์การดำเนินงานโรงแรมที่ระดมทุนโดยกองทรัสต์ถูกวางกรอบโดยเป้าหมายผลการดำเนินงานที่มีอัตราเติบโตจากกองทรัสต์จึงส่งผลให้ผู้บริหารโรงแรมต้องให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การส่งเสริมกิจกรรมจัดหารายได้ ควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเป็นสำคัญ โดยกลยุทธ์มี 4 ด้านได้แก่ กลยุทธ์ด้านการเงิน (Money) ด้านการบริหารจัดการการ (Management) ด้านวัสดุอุปกรณ์ (Material) และด้านบุคลากร (Man) แบ่งได้ 3 กลุ่ม 15 วิธีการ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยการเลือกใช้กลยุทธ์ด้านการเงินกว่าร้อยละ 35 จากทั้งหมด 4) ข้อจำกัดในการดำเนินงานโรงแรม คือความคล่องตัวในการบริหารงานลดลง อันเนื่องมาจากการเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบจากกองทรัสต์รวมถึงระเบียบการทำงานที่ถูกเพิ่มให้ได้ตามมาตราฐานการทำงานที่โปร่งใส โดยการดำเนินงานต้องคำนึงถึงการสร้างมูลค่าแก่ทรัพย์สินเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้ตัดสินใจลงทุนในกองทรัสต์ที่โรงแรมระดมทุนงานวิจัยฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงมุมมองของผู้ประกอบการในการนำโรงแรมเข้าระดมทุนโดยกองทรัสต์ ลักษณะทางกายภาพสำคัญของโรงแรม กลยุทธ์การดำเนินงานของโรงแรม และข้อจำกัดการดำเนินงานโรงแรมที่ระดมทุนโดยกองทรัสต์ ซึ่งผลการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารโรงแรมในการปรับปรุงกลยุทธ์การบริหารจัดการ ขณะที่ผู้ประกอบการโรงแรมสามารถนำมุมมองและลักษณะดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาโครงการที่มุ่งระดมทุนโดยกองทรัสต์ และนักลงทุนทั่วไปจะมีความเข้าใจในรูปแบบการระดมทุนโดย REIT มากขึ้น
แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กรณีศึกษาโรงพยาบาลศรีธัญญา, ธมณชนก เกตุราทร
แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กรณีศึกษาโรงพยาบาลศรีธัญญา, ธมณชนก เกตุราทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สุขภาพจิตเป็นพื้นฐานของความเป็นอยู่ที่ดีและเกี่ยวข้องกับสภาวะจิตใจของบุคคล โดยโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่มีอัตราเพิ่มขึ้นทุกปีในระดับประเทศและระดับโลก เป็นภัยเงียบของสุขภาพที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการทำงาน การดำเนินชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นได้ทุกเพศและทุกวัย โดยผู้ที่ป่วยระยะรุนแรงจะนำไปสู่การพยายามฆ่าตัวตาย โรคซึมเศร้าจำเป็นต้องมีการบำบัดรักษาจึงจะสามารถหายได้ ปัจจุบันการเข้ารับบริการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าถึงแม้ว่ายังมีการเข้ารับบริการยังไม่ทั่วถึง แต่จำนวนผู้ป่วยสะสมในช่วง พ.ศ. 2559-2565 มีอัตราการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยในปีหนึ่งๆ คิดเป็นร้อยละ 10.17 ของจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสะสมทั้งหมด จากการศึกษาพบว่าสภาพแวดล้อมภายในสถานพยาบาลสามารถเพิ่มหรือลดความเจ็บปวดทางด้านจิตใจได้ จึงนำไปสู่การศึกษาแนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในโรงพยาบาลเฉพาะทางจิตเวช กรณีศึกษาโรงพยาบาลศรีธัญญา ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและรูปแบบกิจกรรมของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มี ความรุนแรงระยะเล็กน้อยและปานกลางต่อสภาพแวดล้อมเชิงกายภาพ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลศรีธัญญา และเพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาและการจัดการพื้นที่เชิงกายภาพของโรงพยาบาลศรีธัญญา เพื่อนำไปสู่สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยทำการเก็บข้อมูลจากการสำรวจและการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมในบริเวณพื้นที่บำบัด และพื้นที่กิจกรรมของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าส่วนผู้ป่วยนอก รวมถึงการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าภายในโรงพยาบาลศรีธัญญา และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อหาข้อสรุปเชิงเสนอแนะผลการศึกษาพบว่าสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาภายในโรงพยาบาลจิตเวช พื้นที่บำบัดโรคซึมเศร้าส่วนผู้ป่วยนอก ประเด็นด้านความปลอดภัยมีความสำคัญมากที่สุด รองลงมาเป็นด้านแสงสว่าง พื้นที่ว่างและความปลอดโปร่ง โดยลักษณะทางกายภาพของพื้นที่บำบัดของโรงพยาบาลศรีธัญญามีข้อจำกัดต่อการบำบัดผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ในประเด็นตำแหน่งการใช้งาน แสงสว่างภายในพื้นที่ เสียงรบกวนและความเป็นส่วนตัวที่มีการใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกันกับจิตเวชเด็ก โดยสาเหตุมาจากการใช้พื้นที่อาคารเดิมที่ไม่ได้ออกแบบหรือจัดการให้เอื้อต่อการบำบัดผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จึงควรมีการแบ่งพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนตามการใช้งาน และเพิ่มบรรยากาศให้ผ่อนคลายเพื่อสะดวกต่อการเข้ารับบริการของผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่ให้มากขึ้น
ทัศนคติด้านสุขภาวะในการอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, เนาวรัตน์ วิวัฒน์บวรวงษ์
ทัศนคติด้านสุขภาวะในการอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, เนาวรัตน์ วิวัฒน์บวรวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แนวคิดเรื่องสุขภาวะที่ดี หรือ Well-being Living ได้รับความสนใจอย่างมากโดยเฉพาะในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในแนวสูง ในขณะเดียวกันอาคารชุดหลายแห่งในปัจจุบันมีขนาดพื้นที่ห้องชุดที่เล็กลงกว่าในอดีต ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัยได้ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาทัศนคติด้านสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย และวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพขององค์ประกอบของอาคารชุดที่ส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาทในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างผู้อยู่อาศัยจำนวน 470 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (descriptive statics) และสถิติเชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาทมีระดับสุขภาวะในการอยู่อาศัยระดับปานกลางถึงมาก 2) ลักษณะผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 70) มีอายุอยู่ในช่วง 25-39 ปี (ร้อยละ 62.98) สถานภาพโสด (ร้อยละ 84.89) รายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 10,001-20,000 บาท (ร้อยละ 25.74) สถานภาพการเป็นเจ้าของห้องชุดผู้ซื้อมีสัดส่วนมากที่สุด (ร้อยละ 49.15) อาศัยอยู่คนเดียว (ร้อยละ 40.85) และใช้เวลาในอาคารชุด 6-12 ชั่วโมงต่อวัน (ร้อยละ 38.30) 3) องค์ประกอบของอาคารชุดที่สำคัญและส่งผลต่อสุขภาวะมากที่สุด ได้แก่ ห้องชุด ซึ่งคุณสมบัติภายในห้องชุดที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศ อุณหภูมิที่ไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป และการป้องกันเสียงรบกวน เป็นคุณสมบัติที่ผู้อยู่อาศัยให้ความสำคัญและยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หากได้รับการปรับปรุงจะสามารถเพิ่มระดับสุขภาวะในการอยู่อาศัยได้มากยิ่งขึ้น 4) ลักษณะอาคารชุดที่ส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัย ประกอบด้วย ระยะห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS MRT อายุอาคารชุด ประเภทของห้องชุด 5) ผู้ที่มีสุขภาวะในการอยู่อาศัยระดับมาก มักอาศัยอยู่ในโครงการที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ อาคารชุดประเภท Low Rise ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าในระยะไม่เกิน 500 เมตร ที่มีอายุอาคารน้อยกว่า 5 ปี และห้องชุดมีขนาดพื้นที่ 30-34 ตร.ม. 6) ปัจจัยหลักที่ทำให้คนเกิดสุขภาวะในการอยู่อาศัยสามารถสรุปได้สองมิติ คือ (1) คุณลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้อยู่อาศัย (2) ลักษณะที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี การพัฒนาโครงการอาคารชุดโดยให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัย อาทิ คุณภาพอากาศ แสงสว่าง น้ำใช้ที่สะอาด และความเป็นส่วนตัว มีร้านค้าที่ขายอาหารสะอาดถูกสุขลักษณะในโครงการ อยู่ในทำเลที่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้สะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบที่ครบครันจากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าอาคารชุดไม่ได้เข้าร่วมการประเมินมาตรฐานอาคารเพื่อสุขภาวะระดับสากล และไม่ได้นำแนวคิดมาตรฐานออกแบบอาคารเพื่อสุขภาวะระดับสากลมาใช้ในการพัฒนาโครงการ …
แหล่งเงินทุนในการประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบการขนาดเล็กในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สุทธินนท์ มั่นคง
แหล่งเงินทุนในการประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบการขนาดเล็กในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สุทธินนท์ มั่นคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เศรษฐกิจของประเทศไทยถูกขับเคลื่อนโดย ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้วยความสามารถของ SMEs ที่มีความยืดหยุ่นและการปรับตัวในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยากลำบาก เช่น ความไม่แน่นอนทางการเงินทั่วโลกหลังจากการระบาดของโรคโควิด -19 ความเป็นอยู่ของธุรกิจเหล่านี้อาจขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการและวางแผนทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจัดการทุน การศึกษานี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับแหล่งเงินทุนของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กและผลกระทบกลยุทธ์ทางการเงินเหล่านี้ต่อความสำเร็จในการดำเนินงาน จากกลุ่มตัวอย่างบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กจำนวน 508 บริษัทที่จดทะเบียนในจังหวัดกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยได้รวบรวมข้อมูลจากงบการเงินปี พ.ศ. 2561 - พ.ศ. 2565 และวิเคราะห์ประสิทธิภาพทางการเงินจากการศึกษาพบว่า 1) บริษัทขนาดเล็กในกรุงเทพฯและปริมณฑลส่วนใหญ่ร้อยละ 72 มีรายได้ต่ำกว่า 11 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2565 2) กลุ่มตัวอย่างมีทุนจดทะเบียนเฉลี่ยบริษัทละประมาณ 90 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2565 โดยมีแนวโน้มคงที่ 3) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กประสบปัญหาด้านการดำเนินงานโดยมีมูลค่าขาดทุนสะสมเฉลี่ยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 4) ปริมาณหนี้สินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 94 ล้านบาทต่อบริษัทในปี พ.ศ. 2565 5) ในปี พ.ศ. 2565 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กเลือกใช้แหล่งทุนประเภทหนี้สินมากกว่าแหล่งทุนจากส่วนของผู้ถือหุ้น 6) รายได้รวมมีแนวโน้มที่จะลดลงนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10 ล้านบาทต่อบริษัทในปี พ.ศ. 2565 7) ผลประกอบการสุทธิของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กมีแนวโน้มที่จะขาดทุนลดลงนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์พยายามรักษาระดับทุนในการดำเนินงานให้อยู่ในระดับคงเดิมหมายความว่า หากการดำเนินงานในปีก่อนหน้าเป็นลบหรือขาดทุนบริษัทขนาดเล็กจะเพิ่มทุนดำเนินงานในปีต่อไปและในทางกลับกันหากผลประกอบการในปีก่อนหน้าเป็นบวกหรือมีกำไร บริษัทเลือกที่จะลดทุนในการดำเนินงานลงในปีต่อไป โดยแหล่งเงินทุนที่เปลี่ยนแปลงเป็นลำดับแรกได้แก่แหล่งเงินทุนประเภทหนี้สิน และมีคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการให้เลือกใช้แหล่งเงินจากทั้งสองแหล่งเพื่อใช้ประโยชน์จากเงินทุนทั้ง 2 ประเภท ซึ่งสิ่งสำคัญคือการลำดับการเลือกใช้แหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับรายได้ของบริษัท คือ ในช่วงแรกบริษัทควรเลือกแหล่งเงินทุนประเภทส่วนของผู้ถือหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาระดอกเบี้ย ต่อมาสามารถเลือกใช้หนี้สินเพื่อเพิ่มการเติบโตของบริษัทเมื่อมีรายได้ที่เพียงพอต่อภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้น โดยการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ ในการวางแผนและเลือกใช้แหล่งเงินทุน รวมถึงสถาบันการเงินและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนและพัฒนาวิสาหกิจขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดียิ่งขึ้น
Common Ticketing Systems : Case Studies Of Bangkok, Fukuoka, Singapore, And Sydney, Tam Viet Hoang
Common Ticketing Systems : Case Studies Of Bangkok, Fukuoka, Singapore, And Sydney, Tam Viet Hoang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
แนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) สำหรับประเทศไทย, ไพทินี จินตกานนท์
แนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) สำหรับประเทศไทย, ไพทินี จินตกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นสถานพยาบาลหรือสถานบริบาลที่รับผู้ป่วยในเฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยเน้นการรักษาแบบประคับประคองที่มุ่งเน้นเรื่องการรักษาแบบองค์รวม การลดและบรรเทาความเจ็บปวด เพื่อนำไปสู่การตายดีของผู้ป่วย ซึ่งในปัจจุบันสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจำเป็นอย่างยิ่งในประเทศไทยสืบเนื่องมาจากปัญหาอัตราการครองเตียงในสถานพยาบาลสูงมาก ทำให้ไม่สามารถรองรับกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เป็นกลุ่มมีการครองเตียงนานได้เพียงพอ เพื่อศึกษาและนำเสนอแนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เหมาะสมสำหรับสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในประเทศไทยโดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมผู้ใช้งานของสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในประเทศไทยเพื่อนำเสนอแนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมโดยมีการลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลทางกายภาพของพื้นที่โครงการกรณีศึกษาศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ การุณรักษ์ ฮอสพีซ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสัมภาษณ์ผู้ใช้งานในโครงการ และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องจากการศึกษาพบว่าการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ตัวโครงการควรตั้งอยู่ในสถานที่ที่มีความสงบและใกล้ชิดธรรมชาติ สามารถเข้าถึงตัวโครงการได้สะดวก ตัวอาคารไม่ควรเป็นอาคารสูง สามารถแบ่งสัดส่วนของพื้นที่ได้เป็น 5 ส่วน คือ 1)ส่วนบริหารโครงการ 2)ส่วนบริการทางการแพทย์ 3)ส่วนพื้นที่อเนกประสงค์ 4)ส่วนพักอาศัยผู้ป่วย และ 5)ส่วนสนับสนุนโครงการ ในการออกแบบสภาพแวดล้อมความสบายใจในการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นสภาพแวดล้อมที่สามารถสร้างความคุ้นเคยผสมผสานกับสภาพแวดล้อมเยียวยาที่เอื้อต่อการบำบัดและฟื้นฟูประสาทสัมผัสในทุกๆด้าน รวมถึงหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล มีผลต่อการออกแบบสภาพพื้นที่ภายในโครงการ สถานที่ที่ผู้ใช้งานมีการใช้งานเป็นประจำมีผลต่อขนาดของพื้นที่ ดังนั้นพื้นที่ส่วนพักอาศัยของผู้ป่วยจึงมีพื้นที่มากที่สุดในโครงการ โดยทั้งนี้ตัวโครงการยังต้องสามารถตอบสนองความต้องการด้านการแพทย์ และความปลอดภัยในการใช้งานตามมาตรฐานได้อย่างครบถ้วนงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นแนวทางในการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะกับกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งในอนาคตควรมีการวิจัยกับผู้ป่วยทุกช่วงวัย เพื่อให้แนวทางดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้อย่างครอบคลุม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและยกระดับคุณภาพการตายดีในประเทศไทย
ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน :กรณีศึกษาพื้นที่สามย่านและตลาดพลู, ศศิณา แก้วสุก
ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน :กรณีศึกษาพื้นที่สามย่านและตลาดพลู, ศศิณา แก้วสุก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เส้นทางรถไฟฟ้านับเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการขยายตัวของตลาดคอนโดมิเนียมในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยจำนวนคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายปัจจุบันพบว่ามีการขยายตัวค่อนข้างมาก และคอนโดมิเนียมเริ่มกลายเป็นที่อยู่อาศัยหลักของคนในยุคปัจจุบัน เนื่องจากปัจจัยด้านต่าง ๆ เช่น ทำเลที่ตั้ง ความปลอดภัย หรือแม้แต่การเพิ่มขึ้นของครอบครัวเดี่ยว ซึ่งทำให้คอนโดมิเนียมได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่ต้องการศึกษาลักษณะสังคม เศรษฐกิจ ปัจจัยและวัตถุประสงค์ในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน : พื้นที่สามย่านและตลาดพลู ของกลุ่มผู้ซื้อและกลุ่มผู้เช่า รวมทั้งศึกษาความต้องการในการเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัยในอนาคต โดยรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างในโครงการกรณีศึกษา 4 โครงการ จำนวน 400 ชุด โดยจัดเก็บข้อมูลในพื้นที่สามย่าน 2 โครงการ จำนวน 200 ชุด และพื้นที่ตลาดพลู 2 โครงการ จำนวน 200 ชุด และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมทางสถิติ (SPSS)จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างพบว่า ผู้ซื้อและผู้เช่าคอนโดมิเนียมในพื้นที่สามย่านและตลาดพลูส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทำงานอยู่ในช่วงอายุ 26 - 45 ปี รายได้ต่อเดือนประมาณ 20,001 - 60,000 บาท กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา อายุต่ำกว่า 25 ปี ซึ่งส่วนใหญ่มีสถานที่ทำงานหรือสถานศึกษาอยู่ในเขตใกล้เคียงกับทำเลที่ตั้งของคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยอยู่ โดยคอนโดมิเนียมบริเวณสามย่าน ได้แก่ เขตปทุมวัน บางรัก และสาทร ส่วนพื้นที่ตลาดพลู ได้แก่ เขตธนบุรี และยังมีเขตปทุมวัน บางรัก และสาทร เช่นเดียวกับพื้นที่สามย่าน ซึ่งทั้ง 3 เขตนี้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจของเมือง โดยกลุ่มผู้ซื้อคอนโดมิเนียมทั้งในพื้นที่สามย่านและตลาดพลู ส่วนใหญ่ซื้อคอนโดมิเนียมโดยไม่เคยเช่าอยู่อาศัยในโครงการมาก่อน และมีวัตถุประสงค์ในการซื้อเพื่ออยู่อาศัยมากที่สุด ซึ่งคอนโดมิเนียมที่ซื้อส่วนใหญ่เป็นบ้านหลังที่ 1 โดยมีเหตุผลในการซื้อ คือ ใกล้ที่ทำงาน และสะดวกต่อการเดินทาง ในขณะที่ผู้เช่าคอนโดมิเนียมทั้งในพื้นที่สามย่าน และตลาดพลู ส่วนใหญ่ไม่ประสงค์จะซื้อคอนโดมิเนียมของโครงการที่เช่าอยู่อาศัยในปัจจุบัน โดยมีเหตุผลในการตัดสินใจเลือกเช่า คือ ในอนาคตอาจเปลี่ยนที่ทำงานทำให้ไม่สะดวกในการเดินทาง และไม่ต้องการมีภาระ นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญมากที่สุดในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมพื้นที่สามย่านและตลาดพลูทั้งกลุ่มผู้ซื้อและกลุ่มผู้เช่า คือ ทำเลที่ตั้ง และสิ่งอำนวยความะสะดวกในโครงการ ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นปัจจัยสำคัญ คือ สระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย และที่จอดรถ ส่วนปัจจัยในห้องพัก คือ …
พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมรดกเมืองสามัญของชุมชนเมือง กรณีศึกษาเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร, กิตติศักดิ์ เรืองมั่น
พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมรดกเมืองสามัญของชุมชนเมือง กรณีศึกษาเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร, กิตติศักดิ์ เรืองมั่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บางรักเป็นเขตพาณิชยกรรมศูนย์กลางเมืองของกรุงเทพมหานครที่มีความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมมาตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานของชาวต่างชาติและการตัดถนนเจริญกรุง พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ถูกสร้างโดยคนต่างวัฒนธรรมในชุมชนทั้งที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน เช่น วัด โบสต์คริสต์ มัสยิด เป็นต้น และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดเล็ก ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของผู้คน เช่น ศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ ศาลเจ้าจีน เป็นต้น จากแนวคิดและมุมมองมรดกวัฒนธรรมจากสากลทำให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ได้รับการอนุรักษ์ด้วยการให้คุณค่าด้านความหายากและความโดดเด่นของมรดกทางวัฒนธรรม ในขณะที่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดเล็กของชุมชนไม่ได้ถูกให้คุณค่าและถูกละเลยจากกระบวนการอนุรักษ์ของไทยวิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอลักษณะและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางกายภาพจากแบบแผนเดิมของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดเล็กของชุมชนในเขตบางรักด้วยแนวคิดมรดกเมืองสามัญ ซึ่งให้ความสำคัญกับมรดกที่ถูกคิดค้น พัฒนาและใช้ด้วยคนธรรมดาสามัญ และเป็นมรดกที่ปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน ที่ใช้เกณฑ์ในการคัดเลือก 5 ประการ ได้แก่ (1) การปรากฏขึ้นในพื้นที่มามากกว่า 50 ปี (2) การพัฒนาและใช้งานโดยคนธรรมดาสามัญ (3) การปรากฏตัวขึ้นอย่างซ้ำ ๆ หรือเกาะกลุ่ม (4) มีความสามารถในปรับตัวเข้ากับเมือง (5) ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน ซึ่งใช้ 3 กระบวนการ คือ 1. การวิเคราะห์แผนที่ประวัติศาสตร์หลายช่วงเวลาเพื่อศึกษาการปรากฎของมรดกเมืองสามัญ 2. การสำรวจภาคสนามและสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมเพื่อตรวจสอบตำแหน่งและข้อมูลที่ปรากฎขึ้นจริง และ 3.พิจารณาคัดเลือกด้วยเกณฑ์มรดกเมืองสามัญทั้ง 5 ประการผลการศึกษา พบว่า พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมรดกเมืองสามัญของเขตบางรักมี 5 กลุ่ม ได้แก่ ศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ศาลเจ้าจีน และศาลพระพรหม นอกจากนี้ ข้อค้นพบของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ แสดงให้เห็นว่า 1. พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มีการปรับตัวให้เข้ากับความเป็นเมือง จากพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ส่วนบุคคลไปเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บนพื้นที่สาธารณะหรือกึ่งสาธารณะที่ใช้ร่วมกันในตรอก ซอย หรือถนน 2. พื้นที่ศักดิ์ที่ความเชื่อเดิมตั้งอยู่บนพื้นดินภายในขอบเขตที่อยู่อาศัย ถูกย้ายไปอยู่บนระเบียงหรือดาดฟ้า ของอาคาร ภายใต้บริบทของข้อจำกัดของพื้นที่ดินในพื้นที่ที่มีความเป็นเมืองสูง 3. พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างวัฒนธรรมถูกสร้างในพื้นที่เดียวกัน ในพื้นที่เมืองภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม
พฤติกรรมการใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษา: พื้นที่เมืองชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล, กัญญารัตน์ เพชรคง
พฤติกรรมการใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษา: พื้นที่เมืองชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล, กัญญารัตน์ เพชรคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จุดจอดแล้วจร (Park and Ride) เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของของระบบขนส่งมวลชนแบบราง เนื่องจากเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนระบบราง ปัจจุบันวัตถุประสงค์ในการใช้พื้นที่จุดจอดแล้วจรสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1) การใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์หลัก คือ การจอดเพื่อเดินทางต่อโดยรถไฟฟ้า และ 2) การใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง คือ การจอดเพื่อไปทำกิจกรรมอื่นโดยรอบพื้นที่จอดแล้วจร ซึ่งจะพบพฤติกรรมการใช้งานลักษณะนี้บริเวณจุดจอดแล้วจรที่อยู่ในเมืองชั้นในของประเทศไทย ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นถึงความน่าสนใจของประเด็นนี้ซึ่งนำไปสู่วัตถุประสงค์หลักของการวิจัย ที่ต้องการศึกษาถึงพฤติกรรมการใช้จุดจอดแล้วจร (Park and Ride) เพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษาพื้นที่เมืองชั้นนอกของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยได้เลือกพื้นที่ศึกษาเป็นพื้นที่เมืองชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร ประกอบไปด้วย 4 จุดจอดและจร ได้แก่ จุดจอดแล้วจรสถานีคลองบางไผ่, จุดจอดแล้วจรสถานีบางรักน้อย - ท่าอิฐ, จุดจอดแล้วจรสถานีแยกกนนทบุรี1 และที่ลานจอดรถลาดกระบัง (กรมทางหลวง)ผลการศึกษาพบว่า จุดจอดแล้วจรสถานีแยกนนทบุรี 1 เป็นลานจอดรถแห่งเดียวที่ผู้มีใช้บริการจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รองมากกว่าการจอดเพื่อวัตถุประสงค์หลัก โดยคิดเป็นร้อยละ 66.67 ของผู้จอดแล้วจรทั้งหมด ผู้ใช้จุดจอดแล้วจรส่วนใหญ่มีอาชีพพนักงานบริษัท ที่มีวัตถุประสงค์การเดินทางเพื่อการทำงานซึ่งเดินทางไปยังปลายทางด้วยการเดินเท้า และมีระยะทางในการเดินทางโดยเฉลี่ย 300 เมตร ซึ่งสอดคล้องกับการประโยชน์ที่ดินบริเวณรอบจุดจอดแล้วจรแยกนนทบุรีในระยะ 500 เมตร (ระยะเดินถึง) ที่ส่วนใหญ่พบเป็นการใช้ที่ดินประเภทอาคารพาณิชยกรรม และโฮมออฟฟิศ นอกจากนี้พื้นที่ย่านแยกนนทบุรียังมีเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่เพื่อเป็นพาณิชยกรรมหลักของจังหวัดที่รองรับการพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดวัตถุประสงค์ในการเดินทาง ดังนั้น แนวทางการพัฒนาพื้นที่จอดแล้วจรในอนาคต ควรคำนึงถึงพฤติกรรมและรูปแบบการใช้งานจุดจอดแล้วจรที่แตกต่างกันในแต่ละสถานี เพื่อตอบสนองต่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้จุดจอดแล้วจรในปัจจุบัน และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการใช้จุดจอดแล้วจรให้มีการใช้งานที่เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย