Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Urban, Community and Regional Planning Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 31 - 60 of 292
Full-Text Articles in Urban, Community and Regional Planning
การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฮมสเตย์เพื่อส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ในจังหวัดสมุทรสงคราม กรณีศึกษา ชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแก, วิภาดา รักษาศิลป์
การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฮมสเตย์เพื่อส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ในจังหวัดสมุทรสงคราม กรณีศึกษา ชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแก, วิภาดา รักษาศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาเชิงนิเวศวัฒนธรรมเป็นเป้าหมายการพัฒนาของจังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากวิถีชีวิตเกษตรกรรมที่สอดคล้องกับระบบนิเวศวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม โดยเฉพาะชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแกซึ่งมี ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และจำนวนโฮมสเตย์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาในด้านกายภาพ การบริหารจัดการ และผลของการพัฒนาโดยใช้ทัศนคติของชุมชนต่อผลการดำเนินงาน ก่อนและหลังการพัฒนาโฮมสเตย์ กับ 3 เกณฑ์ ได้แก่ การพัฒนาโฮมสเตย์ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชนยั่งยืน โดยเกณฑ์ย่อย 93 หลักเกณฑ์ ด้วยวิธีการ สำรวจ สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณหาค่าเฉลี่ยและมาตราวัดลิเคิร์ต จากการวิเคราะห์พบว่ากระบวนการการเริ่มพัฒนาของสองชุมชนต่างกัน โดยที่ชุมชนบ้านริมคลองเริ่มพัฒนาโฮมสเตย์ ก่อนการพัฒนาชุมชนในปี พ.ศ. 2542 (ระยะเวลาการพัฒนา 26 ปี ) และชุมชนบางสะแกเริ่มด้วยการพัฒนาชุมชนก่อนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 แล้วจึงเริ่มพัฒนาโฮมสเตย์ในปี พ.ศ. 2558 (ระยะเวลาพัฒนาโฮมสเตย์ 10 ปี และระยะเวลาพัฒนาชุมชนรวม 30 ปี) ทั้งสองชุมชนมีการพัฒนาโฮมสเตย์มาอย่างยาวนานโดยมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งตั้งแต่เริ่มมาถึงปัจจุบัน ผู้นำชุมชนมีความเข้าใจ และเห็นความสำคัญที่จะต้องอนุรักษ์ระบบนิเวศวัฒนธรรมชาวสวนและระบบนิเวศสามน้ำไว้ และได้ใช้การพัฒนาแบบมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน ในปัจจุบันพบว่าชุมชนบ้านริมคลองมีโฮมสเตย์ 3 หลัง คิดเป็น 15% จากจำนวนบ้านในกลุ่มชุมชน และชุมชนบางสะแกมีโฮมสเตย์ 4 หลัง คิดเป็น 13.33% ของบ้านในชุมชน และเป็นการลงทุนของเจ้าของบ้านเองโดยมีการสนับสนุนจากภายนอกเพียงเล็กน้อยผลจากการพัฒนาตามเกณฑ์วิเคราะห์ จากทัศนคติของชาวชุมชนพบว่าทั้งสองชุมชนได้คะแนนเฉลี่ยรวม 3 เกณฑ์ ค่อนข้างสูงจาก 5.00 คะแนน โดยมีคะแนนเฉลี่รวมที่ใกล้เคียงกัน ชุมชนบ้านริมคลอง 3.68 ชุมชนบางสะแก 3.57 แสดงว่าทั้งสองชุมชนประสบความสำเร็จในการพัฒนาทั้งในมิติแหล่งที่พักนักท่องเที่ยว มิตินิเวศวัฒนธรรม และมิติความยั่งยืนปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จ คือ การมีผู้นำที่มีความเข้มแข็ง ทำงานต่อเนื่องอย่างยาวนาน จึงสามารถพัฒนาชุมชนเพื่อรักษาระบบนิเวศสามน้ำนี้ไว้ได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในลักษณะเป็นโครงการย่อยจึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะต่อชุมชนโดยให้ชุมชนพิจารณาปรับปรุงข้อจำกัดร่วมตามเกณฑ์ย่อยที่ได้คะแนนน้อย คือ ด้านการประชาสัมพันธ์และด้านความปลอดภัย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันวางแผนระยะยาวสนับสนุนการพัฒนาชุมชน
แนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย กรณีศึกษา โครงการอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานคร, พสิษฐ์ ศิริสาลิโภชน์
แนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย กรณีศึกษา โครงการอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานคร, พสิษฐ์ ศิริสาลิโภชน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่สีเขียวมีความสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนในเมือง โดยกฎหมายในประเทศไทย กำหนดให้โครงการอาคารชุดต้องมีพื้นที่สีเขียว 1 ตารางเมตรต่อจำนวนผู้พักอาศัย 1 คน แต่ด้วยโครงการอาคารชุดส่วนใหญ่มีพื้นที่จำกัด ผู้พัฒนาโครงการจึงจำเป็นต้องสร้างพื้นที่สีเขียวทั้งบนดินและบนอาคารเรียกว่า สวนหลังคา (Roof Garden) ที่มีพื้นที่สีเขียวบนอาคาร (Green Roof) เพื่อให้ปริมาณพื้นที่สีเขียวตรงตามกฎหมาย ซึ่งสวนหลังคามีลักษณะพิเศษแตกต่างจากพื้นที่สีเขียวบนดินทั้งการออกแบบ การก่อสร้าง และการดูแลรักษา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและหาแนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย สำหรับผู้เกี่ยวข้อง และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีโครงการกรณีศึกษาทั้งหมด 3 โครงการ ใช้วิธีเก็บข้อมูลด้วยการสำรวจจากสถานที่จริง การสัมภาษณ์ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมาสวนหลังคา ผู้เกี่ยวข้องกับงานดูแลรักษา และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวิเคราะห์หาข้อดี ข้อสังเกต และแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากการศึกษา สามารถสรุปแนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัยได้ดังนี้ (1) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควรส่งเสริมให้ สถาปนิก และภูมิสถาปนิก ทำงานร่วมกันในการกำหนดตำแหน่งพื้นที่สีเขียว ในการก่อสร้างควรมีการวางแผนร่วมกันและอำนวยความสะดวกให้ผู้รับเหมา รวมถึงกำหนดงบประมาณที่เหมาะสมให้กับสวนหลังคาซึ่งมักมีแนวโน้มราคาสูงกว่าพื้นที่สีเขียวบนดิน การดูแลรักษาควรคำนึงถึงงบประมาณ และปริมาณคนดูแลประจำที่เหมาะสมกับปริมาณพื้นที่สีเขียว (2) ไม้ยืนต้น ในสวนหลังคาควรพิจารณาให้มีไม้ยืนต้นเท่าที่จำเป็น หากมีควรเลือก ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ชนิดที่ไม่ผลัดใบ ทนต่อแรงลมบนอาคาร และใบร่วงต่ำ (3) ไม้พุ่มและไม้คลุมดิน ไม่ควรมีชนิดพันธุ์ที่หลากหลาย ทนต่อแรงลมบนอาคาร ต้องการการดูแลรักษาต่ำ และขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยการปักชำ (4) สนามหญ้า ควรปลูกในตำแหน่งที่ได้รับแสงมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันตามทฤษฎี และควรพิจารณาใช้เท่าที่จำเป็น และ (5) องค์ประกอบอื่นที่สำคัญได้แก่ ระบบระบายน้ำเป็นส่วนที่ควรตรวจสอบอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง และหากมีระบบรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ ควรมีการเผื่องบประมาณสำหรับซ่อมแซมเมื่อเกิดความชำรุดเสียหาย
ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการจัดทำมาตรการ เพื่อบริหารจัดการผลกระทบจากการจัดเทศกาล ในพื้นที่มรดกวัฒนธรรมมีชีวิต:กรณีศึกษา พื้นที่ภายในกำแพงชั้นในและคูเมืองเชียงใหม่, กษิดิศ ข้ามสี่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการพัฒนามาตรการบริหารจัดการผลกระทบจากการจัดเทศกาลในบริบทของพื้นที่มรดกวัฒนธรรมมีชีวิต รวมถึงวิเคราะห์ข้อจำกัด และเสนอแนวทางความร่วมมือต่อการพัฒนามาตรการดังกล่าว โดยมีกระบวนการวิจัยด้วยเทคนิคเดลฟายและการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผลการศึกษาสะท้อนว่า ผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับการรักษามรดกวัฒนธรรม ส่งเสริมการดำรงอยู่ของคนในพื้นที่ และการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการจัดเทศกาล ซึ่งผลกระทบของการจัดเทศกาลเหล่านี้ ผู้คนมองว่า ได้ช่วยส่งเสริมประเพณี รับรู้อัตลักษณ์ สร้างความภาคภูมิใจ สร้างมูลค่าการท่องเที่ยว นำมาสู่การสร้างงาน และกระจายรายได้แก่คนในท้องถิ่น แต่ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องคำนึงคือ เรื่องการสร้างมลพิษทางอากาศ เสียงรบกวน ของเสีย และความปลอดภัยสาธารณะ ตลอดจนมีความกังวลว่าเทศกาลอาจสูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไป หากมีทิศทางที่เน้นเพื่อการท่องเที่ยวมากจนเกินไป รวมถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบ โดยผู้คนมองว่า การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมเกิดจากการใช้งานวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงพื้นที่ และกิจกรรม ได้สะท้อนภาพลักษณ์และความแท้จริง เมื่อคำนึงถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบในข้างต้น พร้อมกระจายผลประโยชน์สู่ผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากนี้ ผู้คนยังสนับสนุนมาตรการส่งเสริม ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ พื้นที่สาธารณะ ระบบบำบัดและกำจัดของเสีย และระบบคมนาคม ตลอดจนการส่งเสริมด้านวัฒนธรรม ข้อจำกัดที่พบคือ นอกจากจะต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในท้องถิ่น ยังต้องเกิดการกระจายอำนาจ กระจายการมีส่วนร่วม ความต่อเนื่องของแผน และความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน สำหรับแนวทางความร่วมมือคือ การจัดตั้งคณะกรรมการที่มีผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายเข้าร่วม โดยเน้นการดึงกลุ่มทางสังคมในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมให้มากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด
ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและขอบเขตการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน, ปัณฑิตา ปัณฑะจักร์
ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและขอบเขตการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน, ปัณฑิตา ปัณฑะจักร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรงพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินควรต้องมีระดับความเป็นสาธารณะสูง เข้าถึงได้สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่องของจังหวัดนนทบุรีนั้นทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่เหมือนเช่นเคย ส่งผลให้การดำเนินงานการแพทย์ฉุกเฉินมีระยะเวลาตอบสนองการปฏิบัติการฉุกเฉิน (response time) ไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งเน้นศึกษาเชิงกายภาพถึงลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและโรงพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน 12 แห่ง ได้แก่ รูปแบบโครงข่ายการสัญจร รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคาร และรูปแบบความหนาแน่นของมวลอาคารและที่ว่าง วิเคราะห์ร่วมกับศักยภาพการตอบสนองเชิงพื้นที่ของโรงพยาบาลระดับเมือง/ย่าน และการเชื่อมต่อเชิงพื้นที่ ด้วยชุดทฤษฎีและเทคนิคสเปซซินแทกซ์ รวมถึงสรุปความสัมพันธ์ของเส้นทางในโครงข่ายการสัญจร เพื่อให้ทราบถึงความประสานและความสามารถในการทำความเข้าใจเมือง/ย่าน ผลการศึกษาพบว่า โรงพยาบาลที่มีศักยภาพการตอบสนองเชิงพื้นที่ระดับย่าน และการเชื่อมต่อเชิงพื้นที่ที่สูง จะมีร้อยละของระยะเวลาตอบสนองการปฏิบัติการฉุกเฉิน (response time) ภายใน 8 นาที ที่มากที่สุด โดยมีโครงข่ายการสัญจรโดยรอบที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีและเข้าถึงโรงพยาบาลได้จากถนนสายหลักไม่เกิน 1 เลี้ยว มีการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารแบบพื้นที่เมืองผสมผสานตั้งแต่ 3 ประเภทขึ้นไป และมีความหนาแน่นของมวลอาคารขนาดเล็กที่มีสัดส่วนของที่ว่างใกล้เคียงหรือน้อยกว่ามวลอาคาร ผลที่ได้จากการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินของจังหวัดนนทบุรีในอนาคตได้
ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวของเมือง: กรณีเมืองเชียงใหม่, อรรถพันธ์ สารวงศ์
ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวของเมือง: กรณีเมืองเชียงใหม่, อรรถพันธ์ สารวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมและกรอบการวิเคราะห์เชิงพื้นที่หลายระดับ ผลการศึกษาพบว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กระบวนการแพลตฟอร์มและการส่งเสริมของรัฐจากการผ่อนปรนเชิงนโยบายมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวในพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเชียงใหม่ แม้ว่าที่พักผ่ระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มจะกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองมากขึ้น แต่ก็ยังคงกระจุกตัวสูงอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างชัดเจน สะท้อนจากช่องว่างค่าเช่าที่ยังคงเปิดมูลค่าอยู่ในระดับสูงในพื้นที่ศูนย์กลางเมือง โดยเฉพาะที่พักประเภทบ้านในย่านเมืองเก่าที่ถูกเปลี่ยนไปเป็นที่พักนักท่องเที่ยวและให้เช่าระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มมากขึ้น ผลดังกล่าวจะยิ่งทำให้ความเข้มข้นของการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและค่อย ๆ เปลี่ยนพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเก่าให้กลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กับการแทนที่และย้ายออกไปของคนดั้งเดิมและเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบการพลัดถิ่นเชิงถิ่นที่ (place-based displacement) ของผู้อยู่อาศัยระยะยาวที่ได้รับผลกระทบจากการแทรกซึมของที่พักผ่านแพลตฟอร์มเข้าไปในพื้นที่อยู่อาศัยในลักษณะผุดขึ้นทั้งชั่วคราวและถาวรอย่างไม่เป็นแบบแผน (pop-up tourism) และส่งผลกระทบต่อความเป็นชุมชนและคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มในปัจจุบันยังไม่มีการกำกับเชิงสถาบันและการติดตามผลกระทบอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจจะทำให้รัฐประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นในเมืองต่ำกว่าความเป็นจริง จะพบว่าที่พักผ่านระยะสั้นแพลตฟอร์มเป็นตัวเร่งกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวจากด้านล่าง (bottom-up touristification) ในพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเชียงใหม่อย่างไม่เป็นระบบและไม่เป็นแบบแผน ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญต่อการวางแผนพัฒนาเมืองจากผลกระทบเกิดขึ้นแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น การจัดทำนโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงความสมดุลเชิงพื้นที่จึงสำคัญ รวมถึงการกำหนดมาตรการกระจายต้นทุนและผลประโยชน์โดยการกำกับผลกระทบจากธุรกิจที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พื้นที่เมืองแก่ผู้คนในสังคมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคารสำนักงานเป็นอาคารอยู่อาศัยรวมประเภทอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ กรณีศึกษาอาคารชุด บ้านสาทร-เจ้าพระยา, ทรงพล สุระเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภายหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 แนวโน้มการทำงานของประชาชนเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะรูปแบบ Hybrid Working และ Work from Home ส่งผลให้ความต้องการใช้พื้นที่สำนักงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองยังมีในระดับสูง การปรับเปลี่ยนอาคารสำนักงานให้เป็นอาคารอยู่อาศัยจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในเมืองอย่างคุ้มค่า งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคารสำนักงานเป็นอาคารอยู่อาศัยรวม โดยใช้การวิจัยเชิงเอกสารและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยได้แบ่งหมวดหมู่ข้อกฎหมายออกเป็น 8 ด้านได้แก่ (1) แนวและระยะอาคาร (2) ลักษณะกายภาพอาคาร (3) ที่จอดรถยนต์ (4) ห้องน้ำและห้องส้วม (5) การรับน้ำหนักและเปลือกอาคาร (6) อัคคีภัย (7) ประปา ไฟฟ้าและแสงสว่าง และ (8) ระบบระบายอากาศและการจัดการขยะมูลฝอย โดยทำการเปรียบเทียบข้อกฎหมายระหว่างอาคารสองประเภท ได้แก่ อาคารสำนักงานและอาคารอยู่อาศัยรวม โดยมีโครงการกรณีศึกษาเพื่อวิเคราะห์รายละเอียดให้เกิดความชัดเจน พร้อมทั้งจัดกลุ่มข้อกฎหมายตามความแตกต่าง และเสนอแนวทางปฏิบัติในการใช้ข้อกฎหมาย ผลการศึกษาสามารถจำแนกความแตกต่างออกเป็น 3 กลุ่มหลักคือ (1) กลุ่มที่อาคารอยู่อาศัยรวมมีพื้นที่น้อยกว่าอาคารสำนักงาน เช่น จำนวนที่จอดรถยนต์ น้ำหนักบรรทุกจร และการจัดการขยะ ส่งผลให้สามารถใช้องค์ประกอบอาคารเดิมได้ (2) กลุ่มที่พื้นที่มีพื้นที่อาคารมากกว่า เช่น ที่ว่างนอกอาคาร หรือห้องน้ำ ห้องส้วม ส่งผลให้ต้องดัดแปลง พิจารณาพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติมจากพื้นที่อาคารเดิม และ (3) กลุ่มที่ข้อกฎหมายเหมือนกัน หรือใช้ร่วมกันทั้ง 2 ประเภทอาคาร เช่น อัคคีภัย, ระบบสาธารณูปโภค อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาคารสำนักงานที่นำมาดัดแปลงได้รับอนุญาตก่อสร้างภายใต้ข้อกฎหมายที่ใช้บังคับในช่วงเวลาหนึ่ง อาจแตกต่างจากข้อกฎหมายปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบลักษณะของอาคารเดิมเพื่อระบุข้อกฎหมายที่ใช้ในขณะก่อสร้าง และดำเนินการดัดแปลงหรือปรับปรุงเฉพาะในส่วนที่ไม่สอดคล้องกับข้อกฎหมายในปัจจุบัน หรือพิจารณาการวินิจฉัยในส่วนที่ไม่สามารถดัดแปลงได้
การศึกษาเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกการใช้โทรศัพท์มือถือในช่วงมิถุนายน 2563 - ตุลาคม 2564, สุวนันท์ วีรงคเสนีย์
การศึกษาเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกการใช้โทรศัพท์มือถือในช่วงมิถุนายน 2563 - ตุลาคม 2564, สุวนันท์ วีรงคเสนีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2563 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2564 โดยใช้ข้อมูลบันทึกการใช้บริการโทรศัพท์ (Call Detail Record; CDR) จากผู้ใช้งานจำนวน 664,500 บัญชี คิดเป็นจำนวนการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างจุดหมายปลายทาง 7,115,986 ทริป ครอบคลุม 77 จังหวัดในประเทศไทย ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการวิจัยเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการเดินทางท่องเที่ยว บทบาทของจังหวัดจุดหมายปลายทาง และศึกษากลุ่มจังหวัดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยเพื่อประยุกต์ใช้กับการปรับปรุงแผนพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยว ผ่านใช้วิธีการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม โดยวิเคราะห์ 3 วิธี ได้แก่ การวัดความเป็นศูนย์กลางตามระดับการเชื่อมต่อโดยคำนึงถึงค่าถ่วงน้ำหนัก จำนวนการเดินทางระหว่างจังหวัด และการหาชุมชนในเครือข่ายจากการศึกษาการเดินทางท่องเที่ยวแบบค้างคืนและการเดินทางท่องเที่ยวแบบไปกลับ พบว่าเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ในภาคกลาง โดยมีกลุ่มการเดินทางท่องเที่ยว 15 กลุ่ม 9 คู่จังหวัดจุดหมายปลายทาง รูปแบบการท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางมีลักษณะแบบให้ความสำคัญกับจุดหมายปลายทาง (en route) เปรียบเทียบผลการศึกษากับเขตพัฒนาการท่องเที่ยวพบว่าเขตพัฒนาการท่องเที่ยวยังไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยว โดยสามารถนำผลลัพธ์ของการวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อการนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัดจากพฤติกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัด อย่างไรก็ตามงานวิจัยฉบับนี้มีข้อจำกัดในด้านระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลซึ่งอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2563 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2564 ซึ่งอยู่ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งอาจส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวแตกต่างจากช่วงสถานการณ์ปกติ การศึกษาในอนาคตควรรวบรวมข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือหรือการศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาสถานการณ์ปกติเพิ่มเติม
วิวัฒนาการการเรียนการสอนด้านการผังเมืองในประเทศไทย, เกวลี น้อยสันโดด
วิวัฒนาการการเรียนการสอนด้านการผังเมืองในประเทศไทย, เกวลี น้อยสันโดด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษารวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอนด้านผังเมืองในประเทศไทย และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการเรียนการสอนด้านผังเมืองในประเทศไทยร่วมกับสถานการณ์ที่สำคัญที่เกี่ยวข้องในอดีต เพื่อศึกษาวิวัฒนาการการเรียนการสอนด้านผังเมือง และเพื่อเสนอแนะในการพัฒนาหลักสูตรด้านผังเมืองในอนาคตของประเทศไทย โดยมีวิธีการวิจัย ได้แก่ การรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร การวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนด้านการผังเมืองในประเทศไทย ผลการศึกษาจากการรวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอนด้านผังเมืองในประเทศไทยปัจจุบันพบว่าเปิดสอนทั้งหมด 10 สถาบัน มีหลักสูตรรวมทั้งสิ้น 19 หลักสูตร แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ หลักสูตรระดับปริญญาบัณฑิต และหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรในช่วงแรกเป็นหลักสูตรในระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปากร และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทั้งสองหลักสูตรมีอิทธิพลต่อการก่อตั้งหลักสูตรในสถาบันอื่น ๆ ต่อมา ผลการวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนผังเมืองในอนาคต แสดงให้เห็นว่า การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เป็นปัจจัยระดับสากลที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ในขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือการเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมสูงอายุ ทั้งนี้ สามารถสรุปข้อเสนอแนะในการพัฒนาหลักสูตรด้านผังเมืองในอนาคตของประเทศไทยที่ได้จากการสัมภาษณ์ได้ว่าแนวทางการปรับตัวของหลักสูตรด้านการผังเมืองในอนาคตได้แก่ 1) การปรับการเรียนการสอนให้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) 2) การยึดมั่นในหลักการของการผังเมือง 3) การพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นเป้าหมายสำคัญ 4) การเตรียมความพร้อมเพื่อการปรับเนื้อหาบนความไม่แน่นอน 5) การปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดวิชาชีพมากขึ้น และ 6) การสร้างเครือข่ายสู่ระดับนานาชาติ งานวิจัยนี้จึงมีข้อเสนอแนะเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับทิศทางของการจัดการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน ซึ่งเน้นการสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 จึงควรเพิ่มเติมทักษะทางด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ ซึ่งจำเป็นสำหรับบุคลากรด้านการผังเมืองในอนาคต ในปัจจุบันสถาบันการศึกษาต่าง ๆ สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างอิสระโดยไม่จาเป็นต้องยึดโยงกับแนวทางขององค์กรวิชาชีพ จึงสามารถคาดหวังหลักสูตรที่มีความหลากหลายมากขึ้นในอนาคตได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรจะต้องสอดคล้องกับมุมมองทิศทางของวิชาชีพด้วย เนื่องจากการเรียนการสอนด้านการผังเมืองมีเนื้อหาที่ต้องสะท้อนทั้งมิติของวิชาชีพและวิชาการไปพร้อมกัน
Mode Choice For School Trips : A Case Study In Schools Proximate To Mass Transit Stations In Bangkok, Thailand, Phannarithisen Ong
Mode Choice For School Trips : A Case Study In Schools Proximate To Mass Transit Stations In Bangkok, Thailand, Phannarithisen Ong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Transit-oriented development (TOD) is essential to promote independent travel and encourage mass transit use among students, which has several advantages for their physical well-being and boosts their confidence in society. Despite a decade of mass rail transit development and TOD development in Bangkok City, cars still queue to drop students at schools, even near transit stations. This presents a paradox: Why do students go to school in proximity to the mass transit system but not use the mass transit system? The high reliance on personal cars will inevitably shape children’s transportation habits in adulthood, significantly impacting the city’s air quality …
กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืนของธุรกิจรีสอร์ตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในจังหวัดภูเก็ต: กรณีศึกษา คาลิมา รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต, พีชฮิลล์ โฮเต็ล และ อริญชย์นารา บางเทาบีช รีสอร์ท, ปานวาด ผลบำรุงวัชระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกันในประเทศไทยซึ่งมีอุดสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ก็เป็นภาคที่บริโภคพลังงานและสร้างผลกระทบมากมายเช่นกัน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการเข้าร่วมการรับรอง กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงผลจากการดำเนินงานนั้น ของรีสอร์ตในจังหวัดภูเก็ต ที่ได้รับการรับรองโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับ ทอง เงิน และทองแดง ระดับละ 1 กรณีศึกษา รวม 3 กรณีศึกษา และสรุปบทเรียนเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาอุตสหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทยจากผลการศึกษาพบว่า 1) รีสอร์ตมีการปรับตัวสู่การเป็นที่พักที่มีการดำเนินการด้านความยั่งยืน โดยมีปัจจัยในการเข้าร่วมการรับรองโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือ ปัจจัยด้านการต่อยอดทางธุรกิจ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและที่ตั้ง และปัจจัยแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริหาร 2) กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่รีสอร์ตกรณีศึกษาเน้นมากที่สุด 4 หมวด ได้แก่ (1) ด้านการจัดการทรัพยากรและพลังงาน (2) ด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชน (3) ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง และ (4) ด้านการพัฒนาบุคลากร เนื่องจากธุรกิจที่พักแรมเป็นการลงทุนในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อลดค่าใช้จ่าย รวมถึงพัฒนาบริการเพื่อสร้างรายได้ 3) ผลการดำเนินงานพบว่าค่าคะแนนภายใต้การดำเนินการด้านความยั่งยืนโดยรวมเป็นไปในทิศทางบวก อีกทั้งมุมมองผู้ประกอบการมองว่าการเข้าร่วมการรับรองดังกล่าวมีผลตอบรับที่ดี ทั้งจากผู้เข้าพัก พนักงาน และชุมชน โดยมองว่าทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามผู้เข้าพักอาจมีข้อคิดเห็นในเชิงลบอยู่บ้าง เนื่องจากอาจขาดความเข้าใจในการดำเนินงานของรีสอร์ต จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ากรณีศึกษาระดับทองมีการดำเนินงานตามแผนงานที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง ที่สอดคล้องตามตัวชี้วัดของเกณฑ์โรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนกรณีศึกษาระดับเงิน มีการดำเนินงานอย่างจริงจังใน 3 โครงการหลักอยู่เดิมจึงเป็นการเข้าร่วมโครงการเพื่อประชาสัมพันธ์การดำเนินงาน และต่อยอดไปยังการรับรองและรางวัลด้านความยั่งยืนอื่น ขณะที่กรณีศึกษาระดับทองแดงที่มีข้อแตกต่างด้านที่ตั้ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน มีการบูรณาการร่วมกับการประชาสัมพันธ์ทางการตลาดเป็นหลัก
แนวทางการแก้ปัญหาอุปสงค์ด้านที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, พรรณภัทรสรณ์ วิริยกิจจา
แนวทางการแก้ปัญหาอุปสงค์ด้านที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, พรรณภัทรสรณ์ วิริยกิจจา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภายหลังจากรัฐบาลกำหนดให้พื้นที่แหลมฉบังบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ ส่งผลให้อุตสาหกรรมเกิดการขยายตัว ซึ่งเกิดความต้องการของแรงงานและที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น จากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นพบว่าสภาพที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้ใช้แรงงานอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม มีความหนาแน่น และแออัด จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มผู้ใช้แรงงานและเพื่อคาดการณ์ความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคตผลการศึกษาพบว่าจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 423 คน แบ่งเป็นกลุ่มอุปสงค์ที่มีความต้องการย้ายที่อยู่อาศัยจำนวน 198 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 46.8 และกลุ่มที่ไม่มีความต้องการย้ายที่อยู่อาศัยจำนวน 225 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 53.2 โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามที่เช่าที่อยู่อาศัยจำนวน 360 คนคิดเป็นอัตราร้อยละ 85.1 เมื่อศึกษาถึงปัญหาด้านที่อยู่อาศัยพบว่าปัญหาหลักเกิดจากความสามารถในการจ่ายและด้านคุณภาพชีวิต เมื่อนำค่าเฉลี่ยของระดับรายได้ครัวเรือนมาคำนวณความสามารถในการจ่าย พบว่ากลุ่มผู้ใช้แรงงานมีรายได้เฉลี่ย 13,200 บาทต่อเดือน โดยส่วนใหญ่มีระดับค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2,000-5,000 บาทต่อเดือน เมื่อคำนวณความสามารถในการจ่ายจากร้อยละ 35-40 ของรายได้ พบว่าไม่สอดคล้องกับระดับรายได้ของผู้ใช้แรงงาน นอกจากปัญหาด้านที่อยู่อาศัยแล้วผู้วิจัยยังได้ทำการศึกษาอุปสงค์ความต้องการในอนาคตของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน พบว่าปัจจัยที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้ความสำคัญคือปัจจัยด้านระดับราคา และระยะเวลาเดินทางมาแหล่งงาน โดยจะพิจารณาวิธีการเดินทางเข้าถึงแหล่งงาน พบว่ากลุ่มผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่เลือกใช้จักรยานยนต์ และรถสวัสดิการ ดังนั้นผู้วิจัยจึงเสนอแนะให้ผู้ประกอบการพิจารณาเพิ่มพื้นที่ให้บริการด้านรถสวัสดิการเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานสามารถกระจายตัวไปยังที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องต่อระดับรายได้อันจะเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิต และลดอุปทานส่วนเกินในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
กลยุทธ์การดำเนินงานโรงแรมที่ระดมทุนโดยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบการโรงแรมในประเทศไทย, กันตพัฒน์ อร่ามศิริวัฒน์
กลยุทธ์การดำเนินงานโรงแรมที่ระดมทุนโดยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบการโรงแรมในประเทศไทย, กันตพัฒน์ อร่ามศิริวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ธุรกิจโรงแรมมีรายได้หลักมาจากการให้เช่าห้องพัก ซึ่งแม้จะเป็นรายได้ที่ต่อเนื่องแต่มีระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนานเมื่อเทียบกับเงินลงทุน การระดมทุนโดยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่สามารถช่วยให้ธุรกิจโรงแรมได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเร็วขึ้นและเพิ่มเสถียรภาพแก่ธุรกิจ โดยการแบ่งปันกำไรจากการดำเนินงานแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ งานวิจัยนี้ศึกษากลยุทธ์การดำเนินการของโรงแรมกรณีศึกษา 7 แห่งที่ระดมทุนใน 3 กองทรัสต์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยรวบรวมข้อมูลจากรายงานประจำปี การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสำรวจภาคสนาม โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการคัดแยกข้อความสำคัญเพื่อเปรียบเทียบและลำดับความสำคัญของเนื้อหา ในประเด็นมุมมองการนำโรงแรมระดมทุนโดย REIT ลักษณะทางกายภาพโรงแรม กลยุทธ์การดำเนินงาน และข้อจำกัดในการดำเนินงานรวมถึงสรุปบทเรียนสำคัญของการนำโรงแรมระดมทุนโดย REITผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ประกอบการโรงแรมมอง REIT เป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถปรับโครงสร้างทางการเงินและโครงสร้างสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสามารถจ่ายผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้ 2) โรงแรมที่ได้รับการระดมทุนจาก REITs เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวทั้งหมด ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม มีทำเลที่ได้เปรียบและสามารถพัฒนาเป็นจุดขายสำคัญของโครงการ และสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ 3) กลยุทธ์การดำเนินงานโรงแรมที่ระดมทุนโดยกองทรัสต์ถูกวางกรอบโดยเป้าหมายผลการดำเนินงานที่มีอัตราเติบโตจากกองทรัสต์จึงส่งผลให้ผู้บริหารโรงแรมต้องให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การส่งเสริมกิจกรรมจัดหารายได้ ควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเป็นสำคัญ โดยกลยุทธ์มี 4 ด้านได้แก่ กลยุทธ์ด้านการเงิน (Money) ด้านการบริหารจัดการการ (Management) ด้านวัสดุอุปกรณ์ (Material) และด้านบุคลากร (Man) แบ่งได้ 3 กลุ่ม 15 วิธีการ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยการเลือกใช้กลยุทธ์ด้านการเงินกว่าร้อยละ 35 จากทั้งหมด 4) ข้อจำกัดในการดำเนินงานโรงแรม คือความคล่องตัวในการบริหารงานลดลง อันเนื่องมาจากการเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบจากกองทรัสต์รวมถึงระเบียบการทำงานที่ถูกเพิ่มให้ได้ตามมาตราฐานการทำงานที่โปร่งใส โดยการดำเนินงานต้องคำนึงถึงการสร้างมูลค่าแก่ทรัพย์สินเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้ตัดสินใจลงทุนในกองทรัสต์ที่โรงแรมระดมทุนงานวิจัยฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงมุมมองของผู้ประกอบการในการนำโรงแรมเข้าระดมทุนโดยกองทรัสต์ ลักษณะทางกายภาพสำคัญของโรงแรม กลยุทธ์การดำเนินงานของโรงแรม และข้อจำกัดการดำเนินงานโรงแรมที่ระดมทุนโดยกองทรัสต์ ซึ่งผลการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารโรงแรมในการปรับปรุงกลยุทธ์การบริหารจัดการ ขณะที่ผู้ประกอบการโรงแรมสามารถนำมุมมองและลักษณะดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาโครงการที่มุ่งระดมทุนโดยกองทรัสต์ และนักลงทุนทั่วไปจะมีความเข้าใจในรูปแบบการระดมทุนโดย REIT มากขึ้น
แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กรณีศึกษาโรงพยาบาลศรีธัญญา, ธมณชนก เกตุราทร
แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กรณีศึกษาโรงพยาบาลศรีธัญญา, ธมณชนก เกตุราทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สุขภาพจิตเป็นพื้นฐานของความเป็นอยู่ที่ดีและเกี่ยวข้องกับสภาวะจิตใจของบุคคล โดยโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่มีอัตราเพิ่มขึ้นทุกปีในระดับประเทศและระดับโลก เป็นภัยเงียบของสุขภาพที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการทำงาน การดำเนินชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นได้ทุกเพศและทุกวัย โดยผู้ที่ป่วยระยะรุนแรงจะนำไปสู่การพยายามฆ่าตัวตาย โรคซึมเศร้าจำเป็นต้องมีการบำบัดรักษาจึงจะสามารถหายได้ ปัจจุบันการเข้ารับบริการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าถึงแม้ว่ายังมีการเข้ารับบริการยังไม่ทั่วถึง แต่จำนวนผู้ป่วยสะสมในช่วง พ.ศ. 2559-2565 มีอัตราการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยในปีหนึ่งๆ คิดเป็นร้อยละ 10.17 ของจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสะสมทั้งหมด จากการศึกษาพบว่าสภาพแวดล้อมภายในสถานพยาบาลสามารถเพิ่มหรือลดความเจ็บปวดทางด้านจิตใจได้ จึงนำไปสู่การศึกษาแนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในโรงพยาบาลเฉพาะทางจิตเวช กรณีศึกษาโรงพยาบาลศรีธัญญา ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและรูปแบบกิจกรรมของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มี ความรุนแรงระยะเล็กน้อยและปานกลางต่อสภาพแวดล้อมเชิงกายภาพ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลศรีธัญญา และเพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาและการจัดการพื้นที่เชิงกายภาพของโรงพยาบาลศรีธัญญา เพื่อนำไปสู่สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยทำการเก็บข้อมูลจากการสำรวจและการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมในบริเวณพื้นที่บำบัด และพื้นที่กิจกรรมของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าส่วนผู้ป่วยนอก รวมถึงการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าภายในโรงพยาบาลศรีธัญญา และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อหาข้อสรุปเชิงเสนอแนะผลการศึกษาพบว่าสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาภายในโรงพยาบาลจิตเวช พื้นที่บำบัดโรคซึมเศร้าส่วนผู้ป่วยนอก ประเด็นด้านความปลอดภัยมีความสำคัญมากที่สุด รองลงมาเป็นด้านแสงสว่าง พื้นที่ว่างและความปลอดโปร่ง โดยลักษณะทางกายภาพของพื้นที่บำบัดของโรงพยาบาลศรีธัญญามีข้อจำกัดต่อการบำบัดผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ในประเด็นตำแหน่งการใช้งาน แสงสว่างภายในพื้นที่ เสียงรบกวนและความเป็นส่วนตัวที่มีการใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกันกับจิตเวชเด็ก โดยสาเหตุมาจากการใช้พื้นที่อาคารเดิมที่ไม่ได้ออกแบบหรือจัดการให้เอื้อต่อการบำบัดผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จึงควรมีการแบ่งพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนตามการใช้งาน และเพิ่มบรรยากาศให้ผ่อนคลายเพื่อสะดวกต่อการเข้ารับบริการของผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่ให้มากขึ้น
บทบาทและพฤติกรรมการใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษา : พื้นที่เมืองชั้นใน กรุงเทพมหานคร, กนกพร มาตา
บทบาทและพฤติกรรมการใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษา : พื้นที่เมืองชั้นใน กรุงเทพมหานคร, กนกพร มาตา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริบทของพื้นที่เมืองชั้นในถือเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เกิดแรงจูงใจในการเข้ามาประกอบกิจกรรมต่างๆ หนึ่งในปัญหาหลักที่พบคือการขาดแคลนที่จอดรถ ผู้คนจึงหันมาใช้บริการ Park & Ride หรือจุดจอดแล้วจร ซึ่งเดิมจุดจอดแล้วจรมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำรถเข้ามาจอดและเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้า แต่ปัจจุบันจุดจอดแล้วจรในพื้นที่เมืองชั้นในนั้นถูกพบว่ามีการเข้าใช้ตามวัตถุประสงค์รองโดยการนำรถเข้ามาจอด และเน้นทำกิจกรรมบริเวณโดยรอบจุดจอด และจากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า ยังไม่มีผู้ใดศึกษาในแง่ของพฤติกรรมการใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์รอง ในพื้นที่เมืองชั้นใน ดังนั้นผู้วิจัยจึงมุ่งเน้นที่จะศึกษาถึงประเด็นดังกล่าว ด้วยวิธีการลงสำรวจพื้นที่ศึกษา และการทำแบบสอบถาม โดยผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลในช่วงเดือนเมษายน 2565 - เดือนมิถุนายน 2565 จากนั้นจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมในการเข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง พื้นที่เมืองชั้นใน กรุงเทพมหานครผลการศึกษาพบว่า การเข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง จะมีการนำรถเข้ามาจอดทั้งในช่วงวันธรรมดา และวันหยุด โดยจะมีระยะเวลาในการจอดเพียงสั้นๆ เนื่องจากเป็นการนำรถเข้ามาจอดและเดินไปทำกิจกรรมบริเวณโดยรอบจุดจอดแล้วจรในระยะทางไม่เกิน 500 เมตรจาก ดังนั้นผู้เข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รองจึงมองจุดจอดแล้วจรพื้นที่เมืองชั้นในมีหน้าที่เป็นเพียงที่จอดรถชั่วคราวเพื่อที่จะต้องการเดินทางไปทำกิจกรรมบริเวณโดยรอบจุดจอดแล้วจร และจุดจอดแล้วจรที่พบว่ามีการเข้าใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์รอง ส่วนมากตั้งอยู่ในพื้นที่สีแดง กล่าวคือเป็นพื้นที่ที่ทางผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ได้กำหนดให้เป็นพื้นที่พาณิชยกรรม นั้นหมายถึงสามารถประกอบกิจกรรมที่มีความหนาแน่นสูงได้ ดังนั้นจุดจอดแล้วจรที่ตั้งในพื้นที่สีแดง จึงถูกพบว่าเป็นจุดจอดแล้วจรที่มีแรงดึงดูดต่อการเข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรในรูปแบบของการเข้าใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์มากที่สุด
พฤติกรรมการใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษา: พื้นที่เมืองชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล, กัญญารัตน์ เพชรคง
พฤติกรรมการใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษา: พื้นที่เมืองชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล, กัญญารัตน์ เพชรคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จุดจอดแล้วจร (Park and Ride) เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของของระบบขนส่งมวลชนแบบราง เนื่องจากเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนระบบราง ปัจจุบันวัตถุประสงค์ในการใช้พื้นที่จุดจอดแล้วจรสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1) การใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์หลัก คือ การจอดเพื่อเดินทางต่อโดยรถไฟฟ้า และ 2) การใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง คือ การจอดเพื่อไปทำกิจกรรมอื่นโดยรอบพื้นที่จอดแล้วจร ซึ่งจะพบพฤติกรรมการใช้งานลักษณะนี้บริเวณจุดจอดแล้วจรที่อยู่ในเมืองชั้นในของประเทศไทย ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นถึงความน่าสนใจของประเด็นนี้ซึ่งนำไปสู่วัตถุประสงค์หลักของการวิจัย ที่ต้องการศึกษาถึงพฤติกรรมการใช้จุดจอดแล้วจร (Park and Ride) เพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษาพื้นที่เมืองชั้นนอกของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยได้เลือกพื้นที่ศึกษาเป็นพื้นที่เมืองชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร ประกอบไปด้วย 4 จุดจอดและจร ได้แก่ จุดจอดแล้วจรสถานีคลองบางไผ่, จุดจอดแล้วจรสถานีบางรักน้อย - ท่าอิฐ, จุดจอดแล้วจรสถานีแยกกนนทบุรี1 และที่ลานจอดรถลาดกระบัง (กรมทางหลวง)ผลการศึกษาพบว่า จุดจอดแล้วจรสถานีแยกนนทบุรี 1 เป็นลานจอดรถแห่งเดียวที่ผู้มีใช้บริการจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รองมากกว่าการจอดเพื่อวัตถุประสงค์หลัก โดยคิดเป็นร้อยละ 66.67 ของผู้จอดแล้วจรทั้งหมด ผู้ใช้จุดจอดแล้วจรส่วนใหญ่มีอาชีพพนักงานบริษัท ที่มีวัตถุประสงค์การเดินทางเพื่อการทำงานซึ่งเดินทางไปยังปลายทางด้วยการเดินเท้า และมีระยะทางในการเดินทางโดยเฉลี่ย 300 เมตร ซึ่งสอดคล้องกับการประโยชน์ที่ดินบริเวณรอบจุดจอดแล้วจรแยกนนทบุรีในระยะ 500 เมตร (ระยะเดินถึง) ที่ส่วนใหญ่พบเป็นการใช้ที่ดินประเภทอาคารพาณิชยกรรม และโฮมออฟฟิศ นอกจากนี้พื้นที่ย่านแยกนนทบุรียังมีเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่เพื่อเป็นพาณิชยกรรมหลักของจังหวัดที่รองรับการพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดวัตถุประสงค์ในการเดินทาง ดังนั้น แนวทางการพัฒนาพื้นที่จอดแล้วจรในอนาคต ควรคำนึงถึงพฤติกรรมและรูปแบบการใช้งานจุดจอดแล้วจรที่แตกต่างกันในแต่ละสถานี เพื่อตอบสนองต่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้จุดจอดแล้วจรในปัจจุบัน และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการใช้จุดจอดแล้วจรให้มีการใช้งานที่เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมรดกเมืองสามัญของชุมชนเมือง กรณีศึกษาเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร, กิตติศักดิ์ เรืองมั่น
พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมรดกเมืองสามัญของชุมชนเมือง กรณีศึกษาเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร, กิตติศักดิ์ เรืองมั่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บางรักเป็นเขตพาณิชยกรรมศูนย์กลางเมืองของกรุงเทพมหานครที่มีความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมมาตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานของชาวต่างชาติและการตัดถนนเจริญกรุง พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ถูกสร้างโดยคนต่างวัฒนธรรมในชุมชนทั้งที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน เช่น วัด โบสต์คริสต์ มัสยิด เป็นต้น และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดเล็ก ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของผู้คน เช่น ศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ ศาลเจ้าจีน เป็นต้น จากแนวคิดและมุมมองมรดกวัฒนธรรมจากสากลทำให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ได้รับการอนุรักษ์ด้วยการให้คุณค่าด้านความหายากและความโดดเด่นของมรดกทางวัฒนธรรม ในขณะที่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดเล็กของชุมชนไม่ได้ถูกให้คุณค่าและถูกละเลยจากกระบวนการอนุรักษ์ของไทยวิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอลักษณะและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางกายภาพจากแบบแผนเดิมของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดเล็กของชุมชนในเขตบางรักด้วยแนวคิดมรดกเมืองสามัญ ซึ่งให้ความสำคัญกับมรดกที่ถูกคิดค้น พัฒนาและใช้ด้วยคนธรรมดาสามัญ และเป็นมรดกที่ปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน ที่ใช้เกณฑ์ในการคัดเลือก 5 ประการ ได้แก่ (1) การปรากฏขึ้นในพื้นที่มามากกว่า 50 ปี (2) การพัฒนาและใช้งานโดยคนธรรมดาสามัญ (3) การปรากฏตัวขึ้นอย่างซ้ำ ๆ หรือเกาะกลุ่ม (4) มีความสามารถในปรับตัวเข้ากับเมือง (5) ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน ซึ่งใช้ 3 กระบวนการ คือ 1. การวิเคราะห์แผนที่ประวัติศาสตร์หลายช่วงเวลาเพื่อศึกษาการปรากฎของมรดกเมืองสามัญ 2. การสำรวจภาคสนามและสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมเพื่อตรวจสอบตำแหน่งและข้อมูลที่ปรากฎขึ้นจริง และ 3.พิจารณาคัดเลือกด้วยเกณฑ์มรดกเมืองสามัญทั้ง 5 ประการผลการศึกษา พบว่า พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมรดกเมืองสามัญของเขตบางรักมี 5 กลุ่ม ได้แก่ ศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ศาลเจ้าจีน และศาลพระพรหม นอกจากนี้ ข้อค้นพบของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ แสดงให้เห็นว่า 1. พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มีการปรับตัวให้เข้ากับความเป็นเมือง จากพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ส่วนบุคคลไปเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บนพื้นที่สาธารณะหรือกึ่งสาธารณะที่ใช้ร่วมกันในตรอก ซอย หรือถนน 2. พื้นที่ศักดิ์ที่ความเชื่อเดิมตั้งอยู่บนพื้นดินภายในขอบเขตที่อยู่อาศัย ถูกย้ายไปอยู่บนระเบียงหรือดาดฟ้า ของอาคาร ภายใต้บริบทของข้อจำกัดของพื้นที่ดินในพื้นที่ที่มีความเป็นเมืองสูง 3. พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างวัฒนธรรมถูกสร้างในพื้นที่เดียวกัน ในพื้นที่เมืองภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม
ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน :กรณีศึกษาพื้นที่สามย่านและตลาดพลู, ศศิณา แก้วสุก
ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน :กรณีศึกษาพื้นที่สามย่านและตลาดพลู, ศศิณา แก้วสุก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เส้นทางรถไฟฟ้านับเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการขยายตัวของตลาดคอนโดมิเนียมในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยจำนวนคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายปัจจุบันพบว่ามีการขยายตัวค่อนข้างมาก และคอนโดมิเนียมเริ่มกลายเป็นที่อยู่อาศัยหลักของคนในยุคปัจจุบัน เนื่องจากปัจจัยด้านต่าง ๆ เช่น ทำเลที่ตั้ง ความปลอดภัย หรือแม้แต่การเพิ่มขึ้นของครอบครัวเดี่ยว ซึ่งทำให้คอนโดมิเนียมได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่ต้องการศึกษาลักษณะสังคม เศรษฐกิจ ปัจจัยและวัตถุประสงค์ในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน : พื้นที่สามย่านและตลาดพลู ของกลุ่มผู้ซื้อและกลุ่มผู้เช่า รวมทั้งศึกษาความต้องการในการเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัยในอนาคต โดยรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างในโครงการกรณีศึกษา 4 โครงการ จำนวน 400 ชุด โดยจัดเก็บข้อมูลในพื้นที่สามย่าน 2 โครงการ จำนวน 200 ชุด และพื้นที่ตลาดพลู 2 โครงการ จำนวน 200 ชุด และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมทางสถิติ (SPSS)จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างพบว่า ผู้ซื้อและผู้เช่าคอนโดมิเนียมในพื้นที่สามย่านและตลาดพลูส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทำงานอยู่ในช่วงอายุ 26 - 45 ปี รายได้ต่อเดือนประมาณ 20,001 - 60,000 บาท กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา อายุต่ำกว่า 25 ปี ซึ่งส่วนใหญ่มีสถานที่ทำงานหรือสถานศึกษาอยู่ในเขตใกล้เคียงกับทำเลที่ตั้งของคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยอยู่ โดยคอนโดมิเนียมบริเวณสามย่าน ได้แก่ เขตปทุมวัน บางรัก และสาทร ส่วนพื้นที่ตลาดพลู ได้แก่ เขตธนบุรี และยังมีเขตปทุมวัน บางรัก และสาทร เช่นเดียวกับพื้นที่สามย่าน ซึ่งทั้ง 3 เขตนี้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจของเมือง โดยกลุ่มผู้ซื้อคอนโดมิเนียมทั้งในพื้นที่สามย่านและตลาดพลู ส่วนใหญ่ซื้อคอนโดมิเนียมโดยไม่เคยเช่าอยู่อาศัยในโครงการมาก่อน และมีวัตถุประสงค์ในการซื้อเพื่ออยู่อาศัยมากที่สุด ซึ่งคอนโดมิเนียมที่ซื้อส่วนใหญ่เป็นบ้านหลังที่ 1 โดยมีเหตุผลในการซื้อ คือ ใกล้ที่ทำงาน และสะดวกต่อการเดินทาง ในขณะที่ผู้เช่าคอนโดมิเนียมทั้งในพื้นที่สามย่าน และตลาดพลู ส่วนใหญ่ไม่ประสงค์จะซื้อคอนโดมิเนียมของโครงการที่เช่าอยู่อาศัยในปัจจุบัน โดยมีเหตุผลในการตัดสินใจเลือกเช่า คือ ในอนาคตอาจเปลี่ยนที่ทำงานทำให้ไม่สะดวกในการเดินทาง และไม่ต้องการมีภาระ นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญมากที่สุดในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมพื้นที่สามย่านและตลาดพลูทั้งกลุ่มผู้ซื้อและกลุ่มผู้เช่า คือ ทำเลที่ตั้ง และสิ่งอำนวยความะสะดวกในโครงการ ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นปัจจัยสำคัญ คือ สระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย และที่จอดรถ ส่วนปัจจัยในห้องพัก คือ …
ผลกระทบของการค้าออนไลน์ต่อการปรับตัวของตลาดดั้งเดิมกรณีศึกษา ตลาดกิมหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, ปภาวรินท์ ฉายสมัคร
ผลกระทบของการค้าออนไลน์ต่อการปรับตัวของตลาดดั้งเดิมกรณีศึกษา ตลาดกิมหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, ปภาวรินท์ ฉายสมัคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของตลาดกิมหยงและบริเวณโดยรอบ และศึกษาพฤติกรรมการขายสินค้าของผู้ประกอบการในตลาดกิมหยง ซึ่งเป็นตลาดดั้งเดิมที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากตลาดดั้งเดิมทั่วไปในมิติที่มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยว ในช่วงเวลาภายหลังการแทรกแซงของการค้าออนไลน์ โดยเปรียบเทียบพฤติกรรมการขายสินค้าของผู้ประกอบการในตลาดกิมหยงระหว่าง 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงก่อนการเข้ามาของการค้าออนไลน์ (ก่อนปี พ.ศ.2557) ช่วงภายหลังการเข้ามาของการค้าออนไลน์ (ปี พ.ศ.2557-2563) และช่วงภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (ปี พ.ศ.2563-2566) เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพและผลกระทบทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการปรับตัวของผู้ประกอบการในตลาดกิมหยง ด้วยวิธีการสำรวจภาคสนาม การเก็บข้อมูลแบบสอบถามจำนวน 300 ตัวอย่างและการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อเพื่อรวบรวมความเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นผลการศึกษา พบว่า จำนวนผู้ประกอบการภายในตลาดมีจำนวนลดลง จำนวนแผงร้างในตลาดเพิ่มขึ้น และแผงร้างกลายเป็นพื้นที่จัดเก็บสินค้า แผงค้ามีขนาดพื้นที่หน้าร้านเล็กลง อีกทั้งปัจจุบันผู้ประกอบการในตลาดกิมหยงมีช่องทางการขายสินค้าแบบออนไลน์ (ขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์) ร้อยละ 56.3 โดยผู้ประกอบการบางส่วนปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เกิดขึ้น โดยปรับสัดส่วนช่องทางการขายสินค้าจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ทั้งนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการกลุ่มออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุอยู่ระหว่าง 20-49 ปี และอาศัยอยู่ใกล้ตลาด ผู้ประกอบการกลุ่มออนไลน์ส่วนใหญ่มักจำหน่ายสินค้าประเภท (1) อาหารแห้ง ขนม และของฝาก (2) เครื่องสำอางและน้ำหอม และ (3) สินค้ากลุ่มเบ็ดเตล็ด โดยในช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้ากลุ่มอาหารแห้ง ขนม และของฝากปรับรูปแบบการขายสินค้าไปขายผ่านช่องทางออนไลน์มากที่สุด อนุมานได้ว่าเป็นเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีการปรับตัวได้เร็วที่สุดอย่างไรก็ตาม ด้วยบริบทของตลาดกิมหยง ซึ่งเป็นตลาดที่มีลักษณะพิเศษมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยว แม้ผู้ประกอบการในตลาดจะเปลี่ยนพฤติกรรมมาขายสินค้าผ่านออนไลน์มากยิ่งขึ้นแต่กลับพบว่าสัดส่วนยอดขายและสัดส่วนของจำนวนลูกค้าเกินครึ่งหนึ่งยังคงมาจากการขายสินค้าหน้าร้านในตลาด (รูปแบบออฟไลน์)
โอกาสและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานในประเทศไทย, ธนสินี สุทธิ
โอกาสและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานในประเทศไทย, ธนสินี สุทธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัล คือ การรวมกันของวัตถุเสมือนจริงและวัตถุทางกายภาพส่งข้อมูลเชื่อมต่อกันในแบบสองทิศทาง โดยในงานวิจัยนี้แบ่งระดับการบูรณาการของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลระดับการบูรณาการของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลอกเป็น 3 ระดับคือ การใช้งานแบบจำลองอาคาร การใช้งานแบบจำลองอาคารสานกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และการใช้งานเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายความว่าข้อมูลเชื่อมโยงโดยอัตโนมัติ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลได้รับความสนใจจากอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน ที่มีการผสมผสานพื้นที่ และมีระบบประกอบอาคารที่ซับซ้อน การศึกษานี้มีเป้าหมายเพื่อสำรวจสถานการณ์ แนวโน้ม ของการใช้เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัล และโอกาสและข้อจำกัดของการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอาคารสำนักงานในประเทศไทย ผ่านการทบทวนวรรณกรรม และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผู้ตัดสินใจใช้เทคโนโลยีในอาคารกรณีศึกษา และผู้ใช้งานเทคโนโลยีในอาคารกรณีศึกษาผลการศึกษาพบว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงการวางแผนโครงการ การออกแบบ การก่อสร้าง และการบำรุงรักษาผ่านการจำลองและการเพิ่มประสิทธิภาพ เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลเป็นแนวโน้มที่สำคัญในอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศไทย เนื่องจากมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนและดำเนินโครงการ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายหลายประการ เช่น ค่าใช้จ่ายสูง ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ และข้อบังคับทางกฎหมายที่ไม่เพียงพอ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยโอกาสที่ส่งผลต่อการใช้งานมากที่สุด คือ การใช้งานแบบจำลองอาคารในการออกแบบ การวางแผนการใช้งานพื้นที่ภายในโครงการก่อสร้าง และโอกาสด้านธุรกิจ ในส่วนการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในอาคารมีข้อจำกัดที่ส่งผลต่อการใช้งานมากที่สุด คือ การขาดความต้องการจากเจ้าของโครงการและรัฐบาล และการขาดผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเทคโนโลยี งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานในประเทศไทยยังต้องการความพยายามจากผู้เกี่ยวข้องเพื่อก้าวผ่านข้อจำกัดและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ โดยผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่าง รัฐบาล ผู้ประกอบการวงการอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาที่ต้องร่วมมือกันในการพัฒนานโยบาย กฎระเบียบ เพื่อสามารถสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้
แนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) สำหรับประเทศไทย, ไพทินี จินตกานนท์
แนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) สำหรับประเทศไทย, ไพทินี จินตกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นสถานพยาบาลหรือสถานบริบาลที่รับผู้ป่วยในเฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยเน้นการรักษาแบบประคับประคองที่มุ่งเน้นเรื่องการรักษาแบบองค์รวม การลดและบรรเทาความเจ็บปวด เพื่อนำไปสู่การตายดีของผู้ป่วย ซึ่งในปัจจุบันสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจำเป็นอย่างยิ่งในประเทศไทยสืบเนื่องมาจากปัญหาอัตราการครองเตียงในสถานพยาบาลสูงมาก ทำให้ไม่สามารถรองรับกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เป็นกลุ่มมีการครองเตียงนานได้เพียงพอ เพื่อศึกษาและนำเสนอแนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เหมาะสมสำหรับสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในประเทศไทยโดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมผู้ใช้งานของสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในประเทศไทยเพื่อนำเสนอแนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมโดยมีการลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลทางกายภาพของพื้นที่โครงการกรณีศึกษาศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ การุณรักษ์ ฮอสพีซ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสัมภาษณ์ผู้ใช้งานในโครงการ และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องจากการศึกษาพบว่าการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ตัวโครงการควรตั้งอยู่ในสถานที่ที่มีความสงบและใกล้ชิดธรรมชาติ สามารถเข้าถึงตัวโครงการได้สะดวก ตัวอาคารไม่ควรเป็นอาคารสูง สามารถแบ่งสัดส่วนของพื้นที่ได้เป็น 5 ส่วน คือ 1)ส่วนบริหารโครงการ 2)ส่วนบริการทางการแพทย์ 3)ส่วนพื้นที่อเนกประสงค์ 4)ส่วนพักอาศัยผู้ป่วย และ 5)ส่วนสนับสนุนโครงการ ในการออกแบบสภาพแวดล้อมความสบายใจในการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นสภาพแวดล้อมที่สามารถสร้างความคุ้นเคยผสมผสานกับสภาพแวดล้อมเยียวยาที่เอื้อต่อการบำบัดและฟื้นฟูประสาทสัมผัสในทุกๆด้าน รวมถึงหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล มีผลต่อการออกแบบสภาพพื้นที่ภายในโครงการ สถานที่ที่ผู้ใช้งานมีการใช้งานเป็นประจำมีผลต่อขนาดของพื้นที่ ดังนั้นพื้นที่ส่วนพักอาศัยของผู้ป่วยจึงมีพื้นที่มากที่สุดในโครงการ โดยทั้งนี้ตัวโครงการยังต้องสามารถตอบสนองความต้องการด้านการแพทย์ และความปลอดภัยในการใช้งานตามมาตรฐานได้อย่างครบถ้วนงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นแนวทางในการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะกับกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งในอนาคตควรมีการวิจัยกับผู้ป่วยทุกช่วงวัย เพื่อให้แนวทางดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้อย่างครอบคลุม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและยกระดับคุณภาพการตายดีในประเทศไทย
พฤติกรรม ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจและความพึงพอใจ ของนักท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ กรณีศึกษา บ่อน้ำร้อนพรรั้ง ธาริน ฮอตสปริง จังหวัดระนอง และวารีรัก ฮอตสปริง แอนด์ เวลเนส จังหวัดกระบี่, รัฐวิชญ์ เศรษฐยุกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสนใจและส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ ปัจจัยการตัดสินใจ ความพึงพอใจ ของนักท่องเที่ยวต่อองค์ประกอบสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ โดยกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้คือนักท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อน 3 แห่งได้แก่บ่อน้ำร้อนพรรั้ง ธาริน ฮอตสปริง จังหวัดระนอง และวารีรัก ฮอตสปริง แอนด์ เวลเนส จังหวัดกระบี่ โดยทำแบบสอบถามนักท่องเที่ยวจำนวน 410 คน สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการ 3 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ 1 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุ 41-50 ปี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทหรือพนักงานเอกชน มีรายได้อยู่ในช่วง 10,000-25,000 บาทต่อเดือน มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่อาศัยในภาคใต้ มีวัตถุประสงค์การท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน ส่วนใหญ่มาท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติเป็นครั้งแรกใช้เวลาในสถานที่น้อยกว่า 1 วัน มักเดินทางมากับครอบครัวหรือญาติ มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 100 บาท รับรู้แหล่งท่องเที่ยวโดยเพื่อนหรือคนรู้จัก 2) นักท่องเที่ยว ให้ระดับความสำคัญในปัจจัยการตัดสินใจท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติต่อองค์ประกอบการท่องเที่ยว เรียงลำดับดังนี้ ด้านแหล่งท่องเที่ยว ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านกิจกรรม ด้านการบริหารแหล่งท่องเที่ยว ด้านที่พัก และด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว โดยรวมนักท่องเที่ยวพึงพอใจระดับมากที่สุด มีแนวโน้มกลับมาใช้ซ้ำและบอกต่อคนรู้จัก การวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณความพึงพอใจต่อปัจจัยการตัดสินใจองค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยว พบว่าองค์ประกอบด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านแหล่งท่องเที่ยว ด้านการบริหารแหล่งท่องเที่ยว และด้านกิจกรรมมีความสัมพันธ์ต่อระดับความพึงพอใจนักท่องเที่ยวเสนอให้เพิ่มกิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยว เช่น นวด ทำสปา พัฒนาปรับปรุงทางเข้าและทางสัญจรของแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มบริการร้านอาหาร พัฒนาการบริการของเจ้าหน้าที่ และพัฒนาบ่อน้ำพุร้อน ทางผู้ประกอบการเสนอแนะคือต้องเข้าใจบริบทสถานที่ คำนึงถึงจุดเด่นของน้ำพุร้อน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงตามความต้องการของนักท่องเที่ยว และผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ศึกษาองค์ประกอบเวลเนส และทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และความต้องการของนักท่องเที่ยว นำมาปรับใช้ในการพัฒนาสถานที่และบริการ
การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่าในระบบปิด กรณีศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กฤติน วันทนาศุภมาต
การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่าในระบบปิด กรณีศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กฤติน วันทนาศุภมาต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่า โดยมีพื้นที่ศึกษาคือพื้นที่ให้บริการสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีเป้าหมายในการศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนะแนวทางการพัฒนาทางกายภาพและกฎระเบียบเพื่อนําไปสู่การใช้งานยานพาหนะร่วมกันอย่างปลอดภัยในสังคม และตอบสนองอรรถประโยชน์แก่สาธารณะต่อไป ในการศึกษานี้ได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ต่อพฤติกรรมการใช้งานในพื้นที่ศึกษา แล้ววิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีทางสถิติ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ความแปรปรวน พบว่าผู้ใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเลือกใช้งานบนเส้นทางจักรยานทั้งในพื้นที่ระบบปิดและพื้นที่สาธารณะ และใช้งานบนถนนเพิ่มขึ้นในพื้นที่ระบบปิด ในขณะที่ทางเท้านั้นถูกเลือกใช้งานน้อยที่สุดในทุกพื้นที่ ด้านการข้ามทางสาธารณะนั้นมีความต้องการข้ามสูงแม้จะไม่สามารถทำได้ตามกฎหมายและเลือกข้ามด้วยวิธีที่สะดวกมากกว่าวิธีที่ปลอดภัย ด้านการจอดจะมีปัญหาบนทางเท้าขนาดเล็กเป็นหลัก และด้านของจำนวนผู้ใช้งานในแต่ละเขตพื้นที่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพื้นที่ระบบปิดหรือพื้นที่สาธารณะ แต่จะใช้งานมากในพื้นที่บริเวณอาคารส่วนกลางและที่อยู่อาศัย
กลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ชญานิศ ริเริ่มสุนทร
กลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ชญานิศ ริเริ่มสุนทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หันมาออกแบบกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อได้รับอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงิน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาแนวคิด รูปแบบ วิธีการ ผลการดำเนินกลยุทธ์ รวมถึงข้อจำกัดและอุปสรรคจากการดำเนินกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้การรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารข้อมูลประจำปี พ.ศ. 2565 (แบบ 56-1 One Report) เว็บไซต์ และ Facebook Page ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 33 บริษัท และข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการจำนวน 6 บริษัท วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเปรียบเทียบการดำเนินงานระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ กลาง และเล็กผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การขายโดยเพิ่มโอกาสและศักยภาพในการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ซื้อ บริษัทฯ มุ่งใช้กลยุทธ์การขายนี้กับกลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยประกอบอาชีพพนักงานประจำ กลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยประกอบอาชีพอิสระ และกลุ่มนักลงทุน 2) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยดำเนินกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งสิ้น 8 รูปแบบกลยุทธ์ 17 วิธีการขาย ได้แก่ (1) กลยุทธ์การให้ความรู้เกี่ยวกับการกู้ซื้อบ้าน (2) กลยุทธ์การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระในขั้นตอนการค้นหาข้อมูล (3) กลยุทธ์การลดภาระค่าใช้จ่ายเงินดาวน์ (4) กลยุทธ์การลดภาระค่าใช้จ่ายงวดเงินผ่อนธนาคาร (5) กลยุทธ์การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระในขั้นตอนการตัดสินใจซื้อ (6) กลยุทธ์การมีบริการที่ปรึกษาทางการเงินและสินเชื่อ (7) กลยุทธ์การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อ และ (8) กลยุทธ์การลดข้อจำกัดในการขอสินเชื่อ โดยใช้ทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการก่อสร้างโครงการ มักใช้ในขั้นตอนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากที่สุด โดยเฉพาะ 3-6 เดือนก่อนโครงการก่อสร้างเสร็จ บริษัทฯ เลือกใช้กลยุทธ์แตกต่างกันตามรูปแบบที่อยู่อาศัยและราคา ซึ่งสะท้อนถึงกลุ่มเป้าหมายของโครงการ รวมถึงแผนการขยายตัวของบริษัทฯ ในปีนั้นๆ 3) การใช้กลยุทธ์การขายดังกล่าวช่วยกระตุ้นให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น นำไปสู่การปิดการขาย สร้างยอดขายและรับรู้รายได้ได้ตรงตามแผนงานในที่สุดผลการศึกษาชี้ให้เห็นความสำคัญในการส่งเสริมผู้ซื้อให้เข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยผ่านการใช้กลยุทธ์การขายโดยสรุปได้เป็น 4 ประเด็นคือ 1) การให้ความรู้ทางด้านการเงินและสินเชื่อ (Financial Literacy) 2) การลดค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อ 3) การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ และ 4) การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อผ่านวิธีการต่างๆ งานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากส่งเสริมให้ประชาชนวางแผนการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยก่อนซื้อบ้านตั้งแต่ช่วงต้นของกระบวนการซื้อจะช่วยให้ผู้ซื้อเตรียมความพร้อมก่อนซื้อบ้านและเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ดียิ่งขึ้น
การใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ชัชวาล ไชยกันทะ
การใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ชัชวาล ไชยกันทะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาการใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารายละเอียดการใช้ "เขตเพลิงไหม้" ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 นอกจากนี้ยังศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ การดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และความท้าทายและข้อจำกัดที่พบในการฟื้นฟูพื้นที่ตามแผนผังดังกล่าว รวมไปถึงการศึกษาความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้จากเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากประกาศกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 189 ฉบับ และสำรวจภาคสนามในพื้นที่ที่มีการประกาศปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ด้วยการสังเกตเพื่อสำรวจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามแผนผังหรือไม่ อย่างไร และการสำรวจภาคสนามเชิงลึกด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องผลจากการศึกษารายละเอียดเชิงเนื้อหาการใช้ “เขตเพลิงไหม้” พบว่าในช่วง 25 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2541 - 2565 จะพบว่ามีการประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้เพียง 10 พื้นที่ อีกทั้งประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ในราชกิจจานุเบกษามีรายละเอียดเชิงเนื้อหาในการบังคับใช้ในการฟื้นฟูเขตเพลิงไหม้ที่ลดลงด้วย และยังพบว่าหน่วยงานหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นบางส่วนนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ตามประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ได้ โดยจากการสำรวจ 10 พื้นที่ มีเพียง 3 พื้นที่เท่านั้นที่สามารถดำเนินการปรับปรุงได้ตามแผนผัง ในขณะที่ 5 พื้นที่ มีการดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่แต่รายละเอียดในการฟื้นฟูแตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในแผนผัง และอีก 2 พื้นที่ไม่มีการดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่ในเขตเพลิงไหม้ตามรายละเอียดในแผนผังแต่อย่างใดผลการวิเคราะห์การดำเนินงาน ความท้าทาย ข้อจำกัด ความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง พบว่าแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุในกฎหมาย แต่ยังขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ประสบภัย อีกทั้งยังพบข้อจำกัดทางด้านกายภาพของพื้นที่ งบประมาณในการดำเนินการ ความรู้ความเข้าใจของบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และขั้นตอนทางกฎหมาย อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่และบุคลากรส่วนที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ ว่ายังมีความจำเป็น และมีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ โดยเฉพาะกับพื้นที่ชุมชนเก่าแก่และแออัดที่มีความซับซ้อนด้านกรรมสิทธิ์การถือครอง ในขณะที่บางส่วนมองว่าไม่มีความจำเป็น และมีประสิทธิภาพน้อยในการบังคับใช้ในบริบทปัจจุบัน เนื่องจากบางพื้นที่ไม่สามารถปรับปรุงได้มากนัก หรือไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่สาธารณะได้ข้อเสนอแนะที่ได้จากงานวิจัยนี้คือ ควรมีการปรับปรุงเงื่อนไขและกลไกการใช้งานเขตเพลิงไหม้ การบูรณาการร่วมกับเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ๆ รวมไปถึงควรเพิ่มกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ประสบภัย และการสร้างความตระหนักรู้ด้านการฟื้นฟูเมืองในทุกภาคส่วน จึงจะทำให้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับปัจจุบันมากขึ้น
ลักษณะการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวของเมืองรองภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 1, ธีรกานต์ พินิจกุล
ลักษณะการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวของเมืองรองภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 1, ธีรกานต์ พินิจกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาลักษณะของเมืองรองที่มีความสัมพันธ์ต่อการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวภายหลังการระบาดของโรคโควิด 19 ระลอกที่ 1 ด้วยข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจากหน่วยงานภาครัฐ ควบคู่กับข้อมูลการเคลื่อนที่จากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือจากดีแทค และข้อมูลองค์ประกอบของเมืองด้านการท่องเที่ยวจาก Google Maps เพื่อเติมเต็มช่องว่างในการศึกษาการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวพร้อมทั้งขยายโอกาสในการพัฒนาแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับการท่องเที่ยวของเมืองรองเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต งานวิจัยฉบับนี้ใช้ลักษณะการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวเป็นดัชนีวัดระดับความสามารถในการฟื้นตัวของแต่ละจังหวัดได้ทั้งหมด 6 ดัชนี จาก 3 ลักษณะการฟื้นตัว ได้แก่ ดัชนีอัตราการฟื้นตัว ดัชนีการฟื้นตัวสะสม และดัชนีการฟื้นตัวสู่จุดสูงสุดต่อเวลาที่ใช้ โดยมองผ่าน 3 มิติ คือ รายได้และจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ในการวัดระดับความยืดหยุ่นด้านการท่องเที่ยวของเมืองรอง และค้นหาลักษณะของเมืองรองที่มีความสัมพันธ์ต่อการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยว โดยใช้ลักษณะของเมืองรองด้านการท่องเที่ยว เป็นตัวแปรอิสระในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า การท่องเที่ยวระยะใกล้เป็นหลักประกันของการฟื้นตัว การท่องเที่ยวชุมชนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวหลังภาวะวิกฤต และเมืองรองที่มีกิจกรรมใหม่และการโปรโมทเพื่อสร้างความโดดเด่นแก่การท่องเที่ยวสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น ทางออกของเมืองรองคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัดในระยะใกล้ ส่งเสริมการใช้อัตลักษณ์ชุมชนในการสร้างความโดดเด่นให้การท่องเที่ยวเมืองรองอย่างเป็นรูปธรรม และการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านองค์กรบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยว อนึ่ง การสร้างความยืดหยุ่นและเข้มแข็งด้านการท่องเที่ยวในจุดหมายปลายทางนั้นอาศัยรากฐานที่แข็งแรงของระบบการท่องเที่ยวในพื้นที่จึงจะสามารถยืดหยัดได้เป็นอย่างดีทั้งในภาวะปกติและสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วในภาวะวิกฤต
แนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ, เบญญาภา ศรีอุทธา
แนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ, เบญญาภา ศรีอุทธา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) และสถานสงเคราะห์คนชรา โดยจากรายงานของ ศ.ระพีพรรณ คำหอม (2563) ระบุว่า สมรรถภาพร่างกายของผู้สูงอายุที่เสื่อมถอย เป็นหนึ่งในปัญหาด้านการบริการของศพส. ส่วนรายงานของ ผศ.ดร. ภุชงค์ เสนานุช (2563) ระบุว่าสถานสงเคราะห์คนชรามี “มาตรฐานการสงเคราะห์ผู้สูงอายุ” แต่จากการตรวจสอบประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560-2562 รายงานว่าที่พักอาศัยยังมีลักษณะไม่เป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากนี้ การประกาศ “กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ฯ พ.ศ. 2563” ของกระทรวงสาธารณสุข ยังส่งผลต่อลักษณะด้านสถานที่ของสถานสงเคราะห์ฯ ประเด็นข้างต้นจึงเป็นที่มาสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้จากการศึกษา เปรียบเทียบลักษณะสภาพแวดล้อมทางกายภาพกับมาตรฐานฯ พบว่า หมวดห้องน้ำ ควรปรับปรุงมากที่สุด อย่างไรก็ดี มาตรฐานฯ หมวดห้องน้ำ เป็นลักษณะสำหรับห้องน้ำแบบส่วนตัว ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะห้องน้ำรวมของสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ ดังนั้นมาตรฐานฯจึงควรเพิ่มเติมรายละเอียดให้สอดคล้องเหมาะสมกับรูปแบบห้องน้ำรวม ทั้งนี้ ความท้าทายหลักทางกายภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานในสถานสงเคราะห์ฯ พบว่า คือ ความเสื่อมสภาพของอาคารและลักษณะอาคารที่ไม่สอดคล้องกับการเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ ผู้วิจัยจึงเสนอแนวทางการปรับปรุงซ่อมแซม โดยการปรับผังเรือนนอนจากเดิมที่มีลักษณะโล่งกว้าง ให้มีความกระชับขึ้น เพื่อเอื้อให้ผู้สูงอายุดำเนินกิจวัตรได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นนอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้เสนอแนะแนวคิดการจัดสภาพแวดล้อมส่วนบุคคล เพื่อตอบสนองความเป็นส่วนตัว (Right to privacy) ของผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์คนชรา รวมทั้งเสนอแนะการจัดสรรพื้นที่เรือนนอนสำหรับภาวะสุขภาพที่แตกต่างกันของผู้สูงอายุในอนาคต
ข้อเสนอแนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในสถานประกอบการภาคเอกชน 3 แห่ง, ปวีณวัชร์ เรืองโรจน์ธนา
ข้อเสนอแนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในสถานประกอบการภาคเอกชน 3 แห่ง, ปวีณวัชร์ เรืองโรจน์ธนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็วมีจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ทิศทางการขยายตัวในด้านธุรกิจรับดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเติบโต กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ประกาศ กำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ในสถานประกอบการที่ดูแลผู้สูงอายุ พ.ศ. 2563 ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นที่มาสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสำรวจสภาพแวดล้อมทางกายภาพของสถานประกอบการปัจจุบันเป็นอย่างไร เพื่อเสนอแนะการปรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงผลการศึกษาสามารถทำการแบ่งพื้นที่ออกมาตามลักษณะการใช้งานได้ดังนี้ ส่วนพักอาศัย ส่วนกิจกรรม ส่วนสนับสนุน ลักษณะทางกายภาพของสถานประกอบการที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีปัญหา มีข้อจำกัดและอุปสรรคที่ไม่เหมาะต่อการใช้งาน ประเด็นหลักที่ไม่ตรงตามข้อกำหนดเช่น ห้องน้ำ วัสดุอุปกรณ์ราวจับ และทางลาดลิฟต์โดยสาร เป็นต้น เกิดจากการปรับเปลี่ยนจากอาคารประเภทอื่นมาเปิดให้บริการ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อการพัฒนา ด้านโครงสร้างของอาคารที่ไม่ได้ออกแบบไว้เพื่อรองรับการใช้งานสำหรับผู้สูงอายุตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้พื้นที่การใช้งานบางจุดไม่สามารถปรับแก้ได้เนื่องจากมีผลกระทบกับโครงสร้างเดิมของอาคาร นอกจากนี้ผู้วิจัยพบว่า สภาพแวดล้อมปัจจุบัน ไม่สอดคล้องตามแนวคิด สภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยา ซึ่งมีผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจ เช่น แสงธรรมชาติที่จะช่วยลดภาวะซึมเศร้า สีของอาคาร ผนัง พื้น ฝ้าเพดาน และเฟอร์นิเจอร์ควรใช้โทนสีอ่อนเป็นสีกลางๆ หรือโทนสีธรรมชาติ เช่น สีขาว สีครีม สีน้ำตาล และการจัดการด้านพื้นที่ในแต่ละส่วนที่ใช้งานทั้งต่อผู้สูงอายุ และผู้ดูแล ที่ควรคำนึงเรื่องความปลอดภัยติดตั้งอุปกรณ์ราวจับ เป็นต้น โดยคำนึงความสะดวกสบายและการออกแบบเพื่อการเยียวยาเป็นอันดับแรก ข้อเสนอแนะการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยใช้เกณฑ์ตามข้อกำหนดกฎหมายที่กำหนดด้านสถานที่ ร่วมกับหลักการออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพเพื่อการเยียวยา คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักเพื่อการฟื้นฟู ทางกาย ใจ สังคม ที่เหมาะสมต่อภาวะพึ่งพิง นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้ปรับจำนวนเตียงพักอาศัยภายในห้องพักรวม และจัดเตรียมพื้นที่แยกสำหรับผู้สูงอายุที่เข้าสู่ภาวะวิกฤต เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการต่อไป
กลยุทธ์การตลาดของที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา : กรณีศึกษา 6 แห่ง, พชร พุทธนิมนต์
กลยุทธ์การตลาดของที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา : กรณีศึกษา 6 แห่ง, พชร พุทธนิมนต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันกลุ่มลูกค้ากลุ่มคนรักสัตว์ได้เติบโตขึ้นมาก และมีความต้องการที่จะนำสัตว์เลี้ยงไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ ด้วย ที่พักหลายแห่งเล็งเห็นถึงแนวโน้มความต้องการนี้ ส่งผลให้เกิดการเติบโตของธุรกิจที่พักนักท่องเที่ยวที่สามารถอนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ โดยเฉพาะในพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ บทความจึงมุ่งศึกษาลักษณะของที่พักและกลยุทธ์การตลาด รวมถึงปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดของที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ โดยใช้การรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ Booking.com เว็บไซต์และ Facebook Page ของที่พัก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการที่พักกรณีศึกษาจำนวน 6 แห่ง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อสรุปบทเรียนการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดดังกล่าวผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดในการทำที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมี 3 แบบ ได้แก่ แบบ A เริ่มจากการเลี้ยงสัตว์อยู่แล้ว มีที่ดินหรือซื้อที่ดินทำที่พักส่วนตัวและต้องการมีพื้นที่รองรับสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้เกิดที่พักแบบรีสอร์ต แยกหลังแบบส่วนตัว มีบริเวณสนามหญ้าทุกหลัง แบบ B การซื้อที่ดินเพื่อทำธุรกิจที่พักและมองเห็นการท่องเที่ยวกับสัตว์เลี้ยง เป็นลักษณะพื้นที่แบบเดิมแต่เพิ่มให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ พื้นที่ไม่รองรับสัตว์เลี้ยงเท่าที่ควร ที่พักพยายามปรับตัวอย่างสนามหญ้าเพิ่มขึ้นหรือเพิ่มกิจกรรม และแบบ C การซื้อกิจการมาปรับปรุงเป็นที่พักที่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ ทำให้มีจำนวนห้องมาก มาจากโครงสร้างเดิมและปรับปรุงต่อเติมใหม่ ทำให้พื้นที่สวนน้อยลง 2) ลักษณะที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่มีทั้งหมด 3 ประเภท คือประเภทโรงแรม ประเภทรีสอร์ต/วิลล่า และประเภทอื่นๆ เช่น เต้นท์ บ้านต้นไม้ ฟาร์มสเตย์ เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการมีแนวคิดสำคัญคือชื่นชอบในสัตว์เลี้ยงและต้องการให้มีพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง 3) ลักษณะที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ผู้ประกอบการทำ คือลักษณะที่พักแบบมีบริเวณพื้นที่สนามหญ้า 4) กลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการที่พักมีทั้งหมด 4 กลุ่ม คือกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มวัยทำงาน กลุ่มครอบครัวที่มีบุตรและสัตว์เลี้ยง และกลุ่มคู่รักที่มีสัตว์เลี้ยง โดยแนวโน้มกลุ่มลูกค้าที่จะกลับมาใช้บริการซ้ำมากที่สุดคือกลุ่มครอบครัวเพราะชื่นชอบการบริการของที่พักและเป็นที่พักที่รองรับสัตว์เลี้ยง จากกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาใช้บริการผู้วิจัยพบว่ากลยุทธ์การตลาดของที่พักที่ผู้ประกอบการดำเนินอยู่เดิมแล้วนั้นคือกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ เช่น การมีพื้นที่สนามหญ้าบริเวณหน้าที่พักทุกหลัง การมีบริการพนักงานดูแล 24 ชั่วโมง และด้านการส่งเสริมการตลาด เช่น การฟรีค่าเข้าพักของสุนัขตัวแรก 5) ปัญหาและอุปสรรคที่ทางผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องเจอคือ เรื่องความรับผิดชอบของลูกค้าต่อสัตว์เลี้ยงของตนเองในการเข้าพัก ส่งผลต่อรายการสิ่งอำนวยความสะดวกและการกำหนดราคาห้องพักผลการศึกษาชี้ให้เห็นบทเรียนที่สำคัญของการดำเนินกลยุทธ์การตลาดของที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง คือการกำหนดกลยุทธ์ 1) ด้านผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แนวคิด การกำหนดประเภทที่พักไปจนถึงลักษณะพื้นที่ใช้งาน ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดราคาและกิจกรรม 2) ด้านการบริการ ลูกค้าที่นำสัตว์เลี้ยงมาด้วยจะนิยมกลับมาใช้บริการซ้ำ 3) ด้านการส่งเสริมการตลาด ที่พักมีโปรโมชั่นการรวมกิจกรรมเข้ากับราคาห้องพัก และผู้ประกอบการสามารถนำแนวคิดนี้ ไปใช้ในการวางแผลกลยุทธ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ โดยปรับตามบริบทของทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่
การเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ศรัญญา จันทนาคร
การเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ศรัญญา จันทนาคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระเป็นผู้มีรายได้แต่มักประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยเนื่องจากมีรายได้ไม่แน่นอนและที่มาของรายได้ไม่ชัดเจน งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน ร่วมกับการศึกษาลักษณะทางสังคมเศรษฐกิจ ระดับความรู้ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการขอสินเชื่อของผู้ประกอบอาชีพอิสระ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงิน 6 แห่ง และแบบสอบถามผู้ประกอบอาชีพอิสระในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 400 คนผลการศึกษาพบว่า สถาบันการเงินใช้เกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อแก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระคล้ายคลึงกับผู้มีรายได้ประจำ เว้นแต่วิธีการคำนวณรายได้ที่มีรายละเอียดมากขึ้น มีการนำรายได้สุทธิของผู้ประกอบอาชีพอิสระมาคิดเป็นฐานรายได้เพียงร้อยละ 50 ส่งผลต่อการคำนวณความสามารถในการผ่อนชำระและวงเงินสินเชื่อที่ลดลงน้อยกว่าผู้มีรายได้ประจำกว่าครึ่งหนึ่ง และจะเน้นพิจารณาจากหลักฐานการเสียภาษีร่วมกับการรับรายได้ที่ทำรายการผ่านบัญชีธนาคารที่ต้องมีความสอดคล้องกัน ในส่วนของผู้ประกอบอาชีพอิสระพบว่า ร้อยละ74 มีอายุในช่วง 20-35 ปี ร้อยละ 47 ประกอบอาชีพค้าขายและธุรกิจส่วนตัว โดยผู้วิจัยได้ทำการจำแนกกลุ่มตัวอย่างนี้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย มีสัดส่วนร้อยละ 65 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด โดยกลุ่มนี้ร้อยละ 40 มีรายได้ 10,000-20,000 บาท ร้อยละ 48 มีรายจ่ายส่วนตัวต่ำกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 67 มีภาระหนี้สิน และมีความรู้เกี่ยวกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยในระดับปานกลาง มักพบอุปสรรคในการขอสินเชื่อคือ ไม่ได้เตรียมตัวจัดเก็บเอกสาร และอาชีพที่ทำมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ จึงอาจต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมก่อนขอสินเชื่อมากขึ้น (2) ผู้ที่มีประสบการณ์ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย มีสัดส่วนร้อยละ 35 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด กลุ่มนี้ร้อยละ 29 มีรายได้อยู่ในช่วง 30,000-50,000 บาท ร้อยละ 39 มีรายจ่ายส่วนตัว 10,000-20,000 บาท พบว่าร้อยละ 70 ได้รับอนุมัติสินเชื่อเนื่องจากมีการเตรียมเอกสารพร้อมและฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารสม่ำเสมอ ในขณะที่ร้อยละ 27 ถูกปฏิเสธสินเชื่อเนื่องจากมีรายได้ไม่เพียงพอ ไม่ผ่านเกณฑ์ของธนาคาร และไม่มีเอกสารที่ธนาคารต้องการผลวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบอาชีพอิสระควรได้รับการสนับสนุนความรู้ในด้านการวางแผนการเงิน สินเชื่อที่อยู่อาศัย และการเตรียมเอกสารที่จำเป็น ควรมีความพร้อมด้านการเงินหรือเลือกราคาบ้านให้เหมาะสมกับรายได้ จัดการหนี้สินรวมกับค่าผ่อนบ้านแล้วให้อยู่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของรายได้ และเก็บเงินดาวน์ร้อยละ 20 ของราคาบ้าน ผู้สนใจสามารถใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมก่อนขอสินเชื่อ หรือออกแบบผลิตภัณฑ์สนับสนุนการขายที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้ประกอบอาชีพอิสระได้
การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมภายใต้แนวคิดสุขภาวะ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอาคารสุขภาวะ ระดับทอง ในประเทศไทย, ชญานนท์ เตชะหัสดิน
การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมภายใต้แนวคิดสุขภาวะ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอาคารสุขภาวะ ระดับทอง ในประเทศไทย, ชญานนท์ เตชะหัสดิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครนิยมการอยู่อาศัยในรูปแบบอาคารชุดพักอาศัยมากขึ้น อีกทั้งการเริ่มให้ความสำคัญด้านการอยู่อาศัยเพื่อให้มีสุขภาวะที่ดี งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นศึกษากระบวนการดำเนินงาน(Process) และลักษณะทางกายภาพ(Physical) ของโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมที่ได้การรับรอง WELL Building Standard ระดับทอง (Gold Certified) เป็นเกณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับผู้อยู่อาศัยในอาคาร ซึ่งในปี พ.ศ.2565 มีเพียงโครงการเดียวในประเทศไทยที่ได้การรับรองมาตรฐาน WELL ประเภทอาคารพักอาศัยรวม (Multi-Family Residential) คือ โครงการอาคารชุดพักอาศัยรวม จำนวน 42 ชั้น 222 หน่วยพักอาศัย ในเขตเมืองกรุงเทพมหานคร โดยผู้วิจัยทำการศึกษาจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ศึกษาเอกสารข้อมูลของโครงการ ศึกษาด้วยวิธีการสังเกตกายภาพอาคาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างผลการศึกษาพบว่าขั้นตอนในกระบวนการดำเนินงานในการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่ได้รับการรับรอง WELL Building Standard เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่ไม่ได้การรับรองรวม 8 ขั้นตอน ซึ่งการนำเกณฑ์ WELL มาใช้ในโครงการ แม้จะมีผลกับงานออกแบบเพียงเล็กน้อย หรือ การดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ แต่จากการวางแผนที่ดีของโครงการกรณีศึกษาจึงไม่ส่งผลกระทบกับระยะเวลารวมของการพัฒนาโครงการ อีกทั้งสิ่งที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเกณฑ์ ทั้งในพื้นที่ส่วนกลาง และหน่วยพักอาศัยทั้งหมด 7 หมวด จะมีลักษณะที่ปรากฏในโครงการ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) ลักษณะกายภาพ เช่น การมีหน้าต่างที่เปิดได้ ขนาดของอ่างล้างจาน หรือ รูปแบบของตู้เย็น เป็นต้น และ 2) งานระบบ เช่น การใช้ตัวกรองอากาศ(Air Filtration) MERV13 ขึ้นไป รูปแบบประเภทดวงโคมที่ให้เกิดความสบายตากับผู้อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งหมวดอากาศเป็นหมวดที่ต้องดำเนินการมากที่สุด โดยผู้พัฒนาโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้าน WELL ผู้บริหารงานโครงการ และ ผู้ออกแบบให้ความเห็นถึงข้อดี และข้อจำกัดสอดคล้องกัน ดังนี้ 1) ข้อดี คือ การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยภายใต้เกณฑ์ WELL ทำให้ผู้อยู่อาศัยในอาคารมั่นใจได้ว่าจะได้รับสุขภาวะที่ดี และ 2) ข้อเสีย คือปัจจัยด้านงบประมาณที่เพิ่มขึ้น จากการขอการรับรอง WELL และจากวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ตามเกณฑ์ WELL