Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Urban, Community and Regional Planning Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1 - 30 of 292

Full-Text Articles in Urban, Community and Regional Planning

Potted Plants In Urban Spaces: Analyzing Social And Spatial Dynamics For Urban Management In Bangkok's Residential Areas, Chihiro Okajima Jan 2025

Potted Plants In Urban Spaces: Analyzing Social And Spatial Dynamics For Urban Management In Bangkok's Residential Areas, Chihiro Okajima

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Potted plants have long served as portable, small-scale gardens for residents in Thailand, particularly in densely populated and flood-prone areas. In Bangkok, they remain a common feature of the urban landscape, reflecting both everyday life and traditional Thai culture. Beyond their cultural and visual value, these potted plants are increasingly recognized as a practical form of green infrastructure, especially in high-density urban areas where space is limited. However, current rigid regulatory frameworks—which distinguish strictly between public and private spaces—prioritize keeping sidewalks clear, creating tension between city and residents as most potted plants are placed on public land beyond private property …


Investigating The Spatiality Of Sites Of Youth Āddā (Informal Social Hangout) In Changing Urban Landscape: A Study Of Rajshahi, Bangladesh, Md Samiul Sabbir Islam Jan 2025

Investigating The Spatiality Of Sites Of Youth Āddā (Informal Social Hangout) In Changing Urban Landscape: A Study Of Rajshahi, Bangladesh, Md Samiul Sabbir Islam

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Recent urban transformation in the Global South, driven by globalization, commodification, and a logic of development, is producing homogenized cities and increasingly regulated public spaces. Within this context, the Bengali practice of adda (āddā), understood as prolonged informal, convivial conversation, embodies a form of non-instrumental sociability that resists commodification and control. Although a historically and cultural rooted practice, scholarly attention to adda has been limited. The spatial dimensions of adda, the characteristics of its sites, or how changing urban conditions influence the practice, especially among youth remain under-explored. This study investigates the spatiality of youth adda in the rapidly transforming …


ความต้องการ โอกาสและข้อจำกัดของผู้ประกอบการ ในการปรับปรุงอาคารพาณิชย์ ในเมืองเก่านครราชสีมา, ณภัทร นิวาศะบุตร Jan 2025

ความต้องการ โอกาสและข้อจำกัดของผู้ประกอบการ ในการปรับปรุงอาคารพาณิชย์ ในเมืองเก่านครราชสีมา, ณภัทร นิวาศะบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เมืองเก่านครราชสีมา โดยเฉพาะย่านถนนจอมพล เป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม แม้ได้รับการประกาศเป็นเขตเมืองเก่าและจัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์ รวมถึงมีการศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง แต่การพัฒนาเชิงอนุรักษ์ยังไม่ประสบผลสำเร็จ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มุ่งศึกษาสภาพปัจจุบัน โอกาส และข้อจำกัดในการปรับปรุงอาคารพาณิชย์เชิงอนุรักษ์ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการ 7 กรณีศึกษา หน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาชน รวมถึงการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อเสนอแนวทางอนุรักษ์ที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับการพัฒนาเมืองในอนาคต ผลการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการจำนวน 5 ใน 7 รายมีความต้องการปรับปรุงอาคาร ขณะที่ 1 รายไม่ประสงค์ปรับปรุงเพิ่มเติมเนื่องจากได้ดำเนินการไปแล้ว และอีก 1 รายไม่มีความต้องการปรับปรุง โดยความต้องการหลักของผู้ประกอบการมุ่งเน้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารให้คงลักษณะดั้งเดิมควบคู่กับการปรับให้สอดคล้องกับการใช้งานในปัจจุบัน อาคารกรณีศึกษาทั้งหมด 4 หลัง ประกอบด้วยอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 หลัง และอาคารไม้ 1 หลัง ซึ่งพบว่ามีการใช้ประโยชน์พื้นที่ไม่เต็มศักยภาพ ทั้งในด้านพื้นที่และช่วงเวลาใช้งาน โดยพื้นที่ที่ถูกใช้งานหลักคือส่วนพาณิชยกรรมเพื่อประกอบกิจการ ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการเพียง 2 รายที่มีผลประกอบการต่ำกว่าเป้าหมาย เจ้าของอาคารทั้งหมดมีเครือญาติอาศัยอยู่ใกล้เคียงแต่ยังไม่มีแผนการสืบทอดอาคารหรือกิจการที่ชัดเจน ขณะที่ผู้เช่าพบว่ามีเพียง 1 รายที่มีเครือญาติอยู่ในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการทุกรายมีทัศนคติเชิงบวกต่อการอนุรักษ์ แม้ว่าวิธีการแสดงออกจะมีความหลากหลายแตกต่างกันไป ในด้านโอกาสและข้อจำกัด ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความต้องการปรับปรุงอาคาร และมีทัศนคติเชิงบวกต่อการอนุรักษ์ แม้อาคารจะถูกใช้งานไม่เต็มศักยภาพ ทั้งด้านพื้นที่และเวลา ผู้ประกอบการมีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างมั่นคง สะท้อนศักยภาพของทำเล แต่ข้อจำกัด คือ เจ้าของอาคาร ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาที่ชัดเจน และผู้เช่าอาคาร มีข้อจำกัดจากกระบวนการเช่าระยะสั้น ที่ไม่ชัดเจน ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแม้จะมีบทบาทสนับสนุนในระดับนโยบาย แต่ยังขาดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในระดับท้องถิ่น ส่งผลให้กระบวนการมีส่วนร่วมไม่ต่อเนื่อง และภาคประชาชนยังขาดงบประมาณในการขับเคลื่อน ดังนั้น โอกาสในการปรับปรุงอาคารพาณิชย์ ในเมืองเก่านครราชสีมาจึงจำกัดอยู่ในระดับรายกิจการ มากกว่าระดับระบบหรือนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นวงกว้างและยั่งยืน จากการศึกษาแนวทางการอนุรักษ์ของเมืองเก่าภูเก็ต แนวคิด “มาจิซึคึริ” (Machizukuri) จากญี่ปุ่น และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในเมืองเก่าน่าน พบว่า การรวมกลุ่มของภาคประชาชน และกลไก การสนับสนุนจากภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ ผลการศึกษานำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติและเชิงนโยบาย ที่เน้นการบูรณาการระหว่างกลไกจากภาครัฐและการขับเคลื่อนจากภาคประชาชน ในเชิงปฏิบัติควรส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดแนวทางการพัฒนาที่มาจากพื้นที่ ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้การอนุรักษ์เกิดความยั่งยืนและสอดคล้องกับการพัฒนาเมืองในอนาคต


กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบโดยการพัฒนาโครงการสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้ง Leed Bd+C และ Well Core & Shellในเขตกรุงเทพมหานคร, รัตติกาล สุขสะอาด Jan 2025

กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบโดยการพัฒนาโครงการสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้ง Leed Bd+C และ Well Core & Shellในเขตกรุงเทพมหานคร, รัตติกาล สุขสะอาด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รายงาน Global Risks Report ค.ศ. 2025 ระบุว่าครึ่งหนึ่งของความเสี่ยงในช่วง 10 ปีข้างหน้าเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการนำเกณฑ์ทั้ง LEED และ WELL มาปรับใช้ในภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อยกระดับคุณภาพอาคารด้านความยั่งยืนและสุขภาวะ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสำคัญของปัจจัยและกลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบที่มีผลต่อการพัฒนาโครงการสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกตามเกณฑ์ทั้ง LEED BD+C และ WELL Core & Shell โดยใช้การสำรวจ สัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้างในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยสำคัญของเกณฑ์ LEED ได้แก่ กระบวนการเชิงบูรณาการ (IP) คุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร (EQ) พลังงานและบรรยากาศ (EA) ตามลำดับ ส่วนเกณฑ์ WELL ให้ความสำคัญกับหมวดความสบาย (Comfort) อากาศ (Air) และน้ำ (Water) ที่ส่งผลต่อความคุ้มค่าของโครงการ นอกจากนี้ ปัจจัยด้านผลตอบแทนที่สูงกว่า เช่น อัตราค่าเช่า รวมถึงการยอมรับต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนภาพลักษณ์องค์กรที่ดี ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน ผลวิจัยชี้ว่าต้นทุนการก่อสร้างเฉลี่ยของโครงการที่ผ่านเกณฑ์ทั้งสองสูงกว่าอาคารทั่วไปประมาณร้อยละ 3.31-9.76 ของอาคารสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกขนาดพื้นที่ 98,244 – 125,519 ตารางเมตร ขณะที่ค่าเช่าเฉลี่ยสูงกว่าอาคารสำนักงานทั่วไปประมาณร้อยละ 23 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างความได้เปรียบเชิงเศรษฐศาสตร์ แม้ว่าต้นทุนและค่าเช่าสูงขึ้น แต่ด้วยแนวโน้มอุปสงค์ของตลาดอาคารพรีเมียมและนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนอาคารยั่งยืน ทำให้ทั้งเกณฑ์ทั้ง LEED และ WELL กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างเชิงคุณค่า เพิ่มมูลค่าอาคาร และสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของโครงการในระยะยาว


การปรับตัวของศูนย์การค้าไทยในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเมือง ภายหลัง พ.ศ. 2540, วนัสนันท์ ประเสริฐศรี Jan 2025

การปรับตัวของศูนย์การค้าไทยในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเมือง ภายหลัง พ.ศ. 2540, วนัสนันท์ ประเสริฐศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ศูนย์การค้ามีวิวัฒนาการและปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม เศรษฐกิจ และความเปลี่ยนแปลงของเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ศูนย์การค้าถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญและมีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการดำเนินชีวิต การพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้นการวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิวัฒนาการเชิงพื้นที่และการปรับตัวของศูนย์การค้าในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเมือง ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภายหลัง พ.ศ. 2540 จนถึงปัจจุบัน เพื่อนำเสนอแนวทางในการพัฒนาเมืองในอนาคต ในการศึกษานี้มีการใช้เครื่องมือการวิจัยแบบผสมผสาน (Quantitative & Qualitative) โดยวิเคราะห์จากตำแหน่งที่ตั้งและการกระจายตัวเชิงพื้นที่ ของศูนย์การค้า 155 แห่ง ตามขอบเขตการวิจัยที่กำหนด ควบคู่กับการสัมภาษณ์ผู้พัฒนาและสำรวจภาคสนาม จากการศึกษาวิวัฒนาการศูนย์การค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล (พ.ศ. 2470 – 2567) พบว่า 1) วิวัฒนาการของศูนย์การค้าในเชิงการเติบโตของจำนวน และรูปแบบวงจรชีวิตของศูนย์การค้า พบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมากกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม 2) วิวัฒนาการของศูนย์การค้าในเชิงพื้นที่ พบว่า รูปแบบการกระจายตัวขยายจากศูนย์กลางจากบริเวณเขตปทุมวัน และเขตราชเทวี ไปสู่บริเวณรอบนอก และ 3) ปัจจุบันศูนย์การค้าได้ปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและการเปลี่ยนแปลงของเมืองจากการเป็นพื้นที่การค้าสู่การเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่สำคัญ โดยมีการพัฒนาอย่างเชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชนและตอบสนองนโยบายภาครัฐในการเพิ่มพื้นที่สาธารณะและส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างเป็นโครงข่าย


แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้สูงอายุกรณีศึกษา อาคารผู้ป่วย 20 ชั้นศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, รัชนี ธูปสุวรรณ Jan 2025

แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้สูงอายุกรณีศึกษา อาคารผู้ป่วย 20 ชั้นศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, รัชนี ธูปสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ระบบบริการสุขภาพของไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นวิกฤต ทำให้สถานพยาบาลต้องรองรับผู้สูงอายุที่มีความเปราะบางทั้งด้านร่างกาย สังคม และจิตใจ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยา จึงเป็นประเด็นสำคัญ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาวะผู้สูงอายุ วิเคราะห์องค์ประกอบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และนำเสนอแนวทางการจัดการในอาคารผู้ป่วย 20 ชั้น ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากแบบสำรวจ การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ และญาติผู้รับบริการ ผลการศึกษาพบว่า แผนกอายุรกรรมผู้ป่วยนอกชั้น 2 มีความแออัด พื้นที่พักคอยขาดความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ป่วยเปลนอน หอผู้ป่วยสามัญชั้น 12 และชั้น 14 มีอุปกรณ์กีดขวางทางสัญจร และป้ายทางหนีไฟไม่ชัดเจน ส่งผลต่อความปลอดภัย ด้านสังคม และยังขาดพื้นที่กลางสำหรับปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ด้านจิตใจ ผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับความสงบ ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ บริเวณพักฟื้นมีอุณหภูมิสูงและอากาศถ่ายเทน้อย ส่งผลลบต่อสุขภาวะ จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า การจัดการสภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยาแบบองค์รวม ทั้งกายภาพ สังคม และจิตใจ เป็นแนวทางสำคัญ จึงเสนอการปรับปรุงพื้นที่เปลนอน ระบบแสงสว่างและการระบายอากาศ เพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง ส่งเสริมการเข้าถึงห้องน้ำ และจัดทางสัญจรพร้อมป้ายหนีไฟมาตรฐาน โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมการทำงานของบุคลากร เพื่อพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับสังคมสูงวัยในอนาคต


กลยุทธ์การตลาดโครงการบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษา พื้นที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปกิตา ปางพุฒิพงษ์ Jan 2024

กลยุทธ์การตลาดโครงการบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษา พื้นที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปกิตา ปางพุฒิพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการพูลวิลล่าได้รับความนิยมและมีแนวโน้มพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากขึ้นในหัวหิน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาลักษณะโครงการพูลวิลล่าในภาพรวมหัวหิน แนวคิดการพัฒนาโครงการ และกลยุทธ์การตลาดกรณีศึกษา 5 โครงการ คือ บาบาบีช คลับ เรสซิเดนซ์ หัวหิน, วีรันดา พูลวิลล่า หัวหิน - ชะอำ, บูเลอวาร์ด ทัสคานี ชะอำ - หัวหิน, เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเด้นซ์ หัวหิน และกาบานาส หัวหิน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 4 แห่ง คือ CI, VRANDA, SC และ SIRI รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การลงพื้นที่สำรวจ และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบเพื่อสรุปบทเรียนสำคัญในการพัฒนาโครงการประเภทดังกล่าวผลการศึกษาพบว่า 1) ภาพรวมอุปทานโครงการพูลวิลล่าในพื้นที่หัวหิน มี 120 โครงการ ดำเนินการโดย 101 บริษัท โดยมีระดับราคาขายตั้งแต่ 1.49 – 100 ล้านบาท ที่ตั้งโครงการแบ่งเป็น 3 พื้นที่หลัก ได้แก่ พื้นที่ใกล้ทะเล (7 โครงการ) พื้นที่ใกล้ภูเขา (87 โครงการ) และพื้นที่ตัวเมือง (26 โครงการ) โดยบริษัทพัฒนาฯ มักพัฒนาโครงการพูลวิลล่าในพื้นที่ใกล้ทะเล ทำเลที่ตั้งโครงการเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของลักษณะทางกายภาพ การบริการ และการกำหนดกลยุทธ์ของผู้ประกอบการแต่ละราย 2) แนวคิดการพัฒนาธุรกิจโครงการพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาฯ ในพื้นที่หัวหินมีความคล้ายคลึงกัน คือ บริษัทพัฒนาฯ มีความเชี่ยวชาญ ทรัพยากรและประสบการณ์ในตลาดหัวหินมานาน เห็นพฤติกรรมผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เมืองตากอากาศทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป จึงต่อยอดธุรกิจที่อยู่อาศัยรูปแบบเดิม สู่การพัฒนาธุรกิจที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ ที่ยังเป็นช่องว่างของตลาดหัวหินและของบริษัท เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าวิถีชีวิตยุคใหม่ 3) บริษัทพัฒนาฯ ในพื้นที่หัวหินเน้นการพัฒนาโครงการพูลวิลล่าในระดับตั้งแต่ Luxury Class – Ultimate class ระดับราคาเริ่มต้น 7.99 - 100 ล้านบาท แสดงถึงการแข่งขันในตลาดระดับสูง เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งแบ่งเป็น 2 …


Living Conditions, Housing Choice And The Challenge On Education Of Low-Income Youth Urban Migrants In Yangon: The Case Study Of Kamayut Township, B D. Sang Jan 2024

Living Conditions, Housing Choice And The Challenge On Education Of Low-Income Youth Urban Migrants In Yangon: The Case Study Of Kamayut Township, B D. Sang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines how living conditions, housing choices, and education issues affect low-income youth who move to urban areas in Kamayut Township, Yangon. It uses interviews with 22 participants to understand how poor housing and limited access to public facilities impact these young migrants' education and personal growth. Most migrants live in hostels or shared apartments because they cannot afford better options. These housing situations include overcrowding, noise, and unreliable utilities. Such challenges make it hard for them to focus on their studies, but they try to overcome this by managing their time well and finding other places to study.Additionally, …


Tourist's Perspective On Community-Based Tourism As A Strategy For Historic Neighborhood Revitalization: A Case Study Of Nang Loeng, Ni Li Jan 2024

Tourist's Perspective On Community-Based Tourism As A Strategy For Historic Neighborhood Revitalization: A Case Study Of Nang Loeng, Ni Li

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Nang Loeng, an old-town district in Bangkok Metropolis, is a microcosm of the historic urban communities in tourist cities at risk of expropriation which are facing the dilemma of being forced to relocate for planned development. Nang Loeng area is trying to adopt community-based tourism as the main strategy to negotiate the planned developments and regenerate their communities. Although community-based tourism is generally acknowledged as a positive strategy for social-economic revitalization since its community participation and co-decision making procession, there is a dual neglect in the fields of tourism and urban planning when examining the effectiveness of community-based tourism as …


แนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย กรณีศึกษา โครงการอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานคร, พสิษฐ์ ศิริสาลิโภชน์ Jan 2024

แนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย กรณีศึกษา โครงการอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานคร, พสิษฐ์ ศิริสาลิโภชน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นที่สีเขียวมีความสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนในเมือง โดยกฎหมายในประเทศไทย กำหนดให้โครงการอาคารชุดต้องมีพื้นที่สีเขียว 1 ตารางเมตรต่อจำนวนผู้พักอาศัย 1 คน แต่ด้วยโครงการอาคารชุดส่วนใหญ่มีพื้นที่จำกัด ผู้พัฒนาโครงการจึงจำเป็นต้องสร้างพื้นที่สีเขียวทั้งบนดินและบนอาคารเรียกว่า สวนหลังคา (Roof Garden) ที่มีพื้นที่สีเขียวบนอาคาร (Green Roof) เพื่อให้ปริมาณพื้นที่สีเขียวตรงตามกฎหมาย ซึ่งสวนหลังคามีลักษณะพิเศษแตกต่างจากพื้นที่สีเขียวบนดินทั้งการออกแบบ การก่อสร้าง และการดูแลรักษา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและหาแนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย สำหรับผู้เกี่ยวข้อง และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีโครงการกรณีศึกษาทั้งหมด 3 โครงการ ใช้วิธีเก็บข้อมูลด้วยการสำรวจจากสถานที่จริง การสัมภาษณ์ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมาสวนหลังคา ผู้เกี่ยวข้องกับงานดูแลรักษา และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวิเคราะห์หาข้อดี ข้อสังเกต และแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากการศึกษา สามารถสรุปแนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัยได้ดังนี้ (1) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควรส่งเสริมให้ สถาปนิก และภูมิสถาปนิก ทำงานร่วมกันในการกำหนดตำแหน่งพื้นที่สีเขียว ในการก่อสร้างควรมีการวางแผนร่วมกันและอำนวยความสะดวกให้ผู้รับเหมา รวมถึงกำหนดงบประมาณที่เหมาะสมให้กับสวนหลังคาซึ่งมักมีแนวโน้มราคาสูงกว่าพื้นที่สีเขียวบนดิน การดูแลรักษาควรคำนึงถึงงบประมาณ และปริมาณคนดูแลประจำที่เหมาะสมกับปริมาณพื้นที่สีเขียว (2) ไม้ยืนต้น ในสวนหลังคาควรพิจารณาให้มีไม้ยืนต้นเท่าที่จำเป็น หากมีควรเลือก ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ชนิดที่ไม่ผลัดใบ ทนต่อแรงลมบนอาคาร และใบร่วงต่ำ (3) ไม้พุ่มและไม้คลุมดิน ไม่ควรมีชนิดพันธุ์ที่หลากหลาย ทนต่อแรงลมบนอาคาร ต้องการการดูแลรักษาต่ำ และขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยการปักชำ (4) สนามหญ้า ควรปลูกในตำแหน่งที่ได้รับแสงมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันตามทฤษฎี และควรพิจารณาใช้เท่าที่จำเป็น และ (5) องค์ประกอบอื่นที่สำคัญได้แก่ ระบบระบายน้ำเป็นส่วนที่ควรตรวจสอบอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง และหากมีระบบรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ ควรมีการเผื่องบประมาณสำหรับซ่อมแซมเมื่อเกิดความชำรุดเสียหาย


การรายงานความยั่งยืนในช่วงการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2566, นิศมา วิริยประเสริฐ Jan 2024

การรายงานความยั่งยืนในช่วงการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2566, นิศมา วิริยประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น รวมถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นต่อประเด็นทางสังคมและบรรษัทภิบาล ได้กระตุ้นให้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ดำเนินธุรกิจโดยยึดแนวคิดความยั่งยืนมากขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรายงานเพื่อความยั่งยืนในช่วงระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการรวบรวมข้อมูลจากรายงาน 56-1 One Report และรายงานความยั่งยืนประจำปี 2566 ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 12 แห่งที่อยู่ในบัญชีรายชื่อหุ้นยั่งยืน (THSI) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปี 2566 พร้อมทั้งสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรจากบริษัทกรณีศึกษา 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อวิเคราะห์ถึงการกำหนดแนวคิดและเป้าหมายสำหรับการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างเพื่อความยั่งยืน แนวทางการดำเนินงานในช่วงดังกล่าว ผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้น ตลอดจนวิเคราะห์ตัวชี้วัดของเกณฑ์และคู่มือการเข้าร่วมการประเมินความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2566 โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กับการรายงานความยั่งยืนในช่วงระหว่างการก่อสร้าง ผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 12 แห่ง มีการกำหนดแนวคิดและเป้าหมายการดำเนินงานก่อสร้างเพื่อความยั่งยืนครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) 2) ในด้านการรายงานความยั่งยืนช่วงการก่อสร้าง พบว่า บริษัททั้ง 12 แห่ง มีการนำแนวคิดและเป้าหมายด้านความยั่งยืนมาปรับใช้ในการดำเนินงานช่วงระหว่างการก่อสร้าง โดยมิติสิ่งแวดล้อมเน้นการรายงานถึงมาตรการจัดการน้ำเสียและมลพิษทางเสียงที่เป็นระบบ การจัดการขยะและของเสีย การบริหารจัดการทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำ การควบคุมมลพิษทางอากาศ การออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน และการวางแผนบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพในทางปฏิบัติ มิติสังคมเน้นเรื่องการบริหารจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม การจูงใจและรักษาพนักงาน การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย การเคารพสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาศักยภาพแก่พนักงานผ่านกิจกรรมและนโยบายที่ชัดเจน และมิติบรรษัทภิบาลเน้นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างครอบคลุม และการนำนวัตกรรมทางธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ในเชิงบริหารงานก่อสร้างและเชิงวัสดุก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้ง 3 มิติ มีการรายงานการดำเนินงานครอบคลุมขั้นตอนการวางแผน การดำเนินงาน และการติดตามประเมินผล อย่างเป็นระบบ กรณีศึกษาของศุภาลัยและเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการออกแบบโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง แผนการดำเนินงาน และการบริหารจัดการทรัพยากรที่มุ่งเน้นความยั่งยืน และ 3) ตัวชี้วัดของตลาดหลักทรัพย์ฯ ประจำปี 2566 มีความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติการบริหารโครงการช่วงก่อสร้างในหลายด้าน อาทิ การบริหารการสื่อสาร การบริหารทรัพยากรบุคคล วัสดุ และการบริหารผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมความยั่งยืนในการบริหารโครงการก่อสร้าง …


การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฮมสเตย์เพื่อส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ในจังหวัดสมุทรสงคราม กรณีศึกษา ชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแก, วิภาดา รักษาศิลป์ Jan 2024

การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฮมสเตย์เพื่อส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ในจังหวัดสมุทรสงคราม กรณีศึกษา ชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแก, วิภาดา รักษาศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาเชิงนิเวศวัฒนธรรมเป็นเป้าหมายการพัฒนาของจังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากวิถีชีวิตเกษตรกรรมที่สอดคล้องกับระบบนิเวศวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม โดยเฉพาะชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแกซึ่งมี ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และจำนวนโฮมสเตย์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาในด้านกายภาพ การบริหารจัดการ และผลของการพัฒนาโดยใช้ทัศนคติของชุมชนต่อผลการดำเนินงาน ก่อนและหลังการพัฒนาโฮมสเตย์ กับ 3 เกณฑ์ ได้แก่ การพัฒนาโฮมสเตย์ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชนยั่งยืน โดยเกณฑ์ย่อย 93 หลักเกณฑ์ ด้วยวิธีการ สำรวจ สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณหาค่าเฉลี่ยและมาตราวัดลิเคิร์ต จากการวิเคราะห์พบว่ากระบวนการการเริ่มพัฒนาของสองชุมชนต่างกัน โดยที่ชุมชนบ้านริมคลองเริ่มพัฒนาโฮมสเตย์ ก่อนการพัฒนาชุมชนในปี พ.ศ. 2542 (ระยะเวลาการพัฒนา 26 ปี ) และชุมชนบางสะแกเริ่มด้วยการพัฒนาชุมชนก่อนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 แล้วจึงเริ่มพัฒนาโฮมสเตย์ในปี พ.ศ. 2558 (ระยะเวลาพัฒนาโฮมสเตย์ 10 ปี และระยะเวลาพัฒนาชุมชนรวม 30 ปี) ทั้งสองชุมชนมีการพัฒนาโฮมสเตย์มาอย่างยาวนานโดยมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งตั้งแต่เริ่มมาถึงปัจจุบัน ผู้นำชุมชนมีความเข้าใจ และเห็นความสำคัญที่จะต้องอนุรักษ์ระบบนิเวศวัฒนธรรมชาวสวนและระบบนิเวศสามน้ำไว้ และได้ใช้การพัฒนาแบบมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน ในปัจจุบันพบว่าชุมชนบ้านริมคลองมีโฮมสเตย์ 3 หลัง คิดเป็น 15% จากจำนวนบ้านในกลุ่มชุมชน และชุมชนบางสะแกมีโฮมสเตย์ 4 หลัง คิดเป็น 13.33% ของบ้านในชุมชน และเป็นการลงทุนของเจ้าของบ้านเองโดยมีการสนับสนุนจากภายนอกเพียงเล็กน้อยผลจากการพัฒนาตามเกณฑ์วิเคราะห์ จากทัศนคติของชาวชุมชนพบว่าทั้งสองชุมชนได้คะแนนเฉลี่ยรวม 3 เกณฑ์ ค่อนข้างสูงจาก 5.00 คะแนน โดยมีคะแนนเฉลี่รวมที่ใกล้เคียงกัน ชุมชนบ้านริมคลอง 3.68 ชุมชนบางสะแก 3.57 แสดงว่าทั้งสองชุมชนประสบความสำเร็จในการพัฒนาทั้งในมิติแหล่งที่พักนักท่องเที่ยว มิตินิเวศวัฒนธรรม และมิติความยั่งยืนปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จ คือ การมีผู้นำที่มีความเข้มแข็ง ทำงานต่อเนื่องอย่างยาวนาน จึงสามารถพัฒนาชุมชนเพื่อรักษาระบบนิเวศสามน้ำนี้ไว้ได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในลักษณะเป็นโครงการย่อยจึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะต่อชุมชนโดยให้ชุมชนพิจารณาปรับปรุงข้อจำกัดร่วมตามเกณฑ์ย่อยที่ได้คะแนนน้อย คือ ด้านการประชาสัมพันธ์และด้านความปลอดภัย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันวางแผนระยะยาวสนับสนุนการพัฒนาชุมชน


ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการจัดทำมาตรการ เพื่อบริหารจัดการผลกระทบจากการจัดเทศกาล ในพื้นที่มรดกวัฒนธรรมมีชีวิต:กรณีศึกษา พื้นที่ภายในกำแพงชั้นในและคูเมืองเชียงใหม่, กษิดิศ ข้ามสี่ Jan 2024

ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการจัดทำมาตรการ เพื่อบริหารจัดการผลกระทบจากการจัดเทศกาล ในพื้นที่มรดกวัฒนธรรมมีชีวิต:กรณีศึกษา พื้นที่ภายในกำแพงชั้นในและคูเมืองเชียงใหม่, กษิดิศ ข้ามสี่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการพัฒนามาตรการบริหารจัดการผลกระทบจากการจัดเทศกาลในบริบทของพื้นที่มรดกวัฒนธรรมมีชีวิต รวมถึงวิเคราะห์ข้อจำกัด และเสนอแนวทางความร่วมมือต่อการพัฒนามาตรการดังกล่าว โดยมีกระบวนการวิจัยด้วยเทคนิคเดลฟายและการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผลการศึกษาสะท้อนว่า ผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับการรักษามรดกวัฒนธรรม ส่งเสริมการดำรงอยู่ของคนในพื้นที่ และการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการจัดเทศกาล ซึ่งผลกระทบของการจัดเทศกาลเหล่านี้ ผู้คนมองว่า ได้ช่วยส่งเสริมประเพณี รับรู้อัตลักษณ์ สร้างความภาคภูมิใจ สร้างมูลค่าการท่องเที่ยว นำมาสู่การสร้างงาน และกระจายรายได้แก่คนในท้องถิ่น แต่ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องคำนึงคือ เรื่องการสร้างมลพิษทางอากาศ เสียงรบกวน ของเสีย และความปลอดภัยสาธารณะ ตลอดจนมีความกังวลว่าเทศกาลอาจสูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไป หากมีทิศทางที่เน้นเพื่อการท่องเที่ยวมากจนเกินไป รวมถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบ โดยผู้คนมองว่า การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมเกิดจากการใช้งานวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงพื้นที่ และกิจกรรม ได้สะท้อนภาพลักษณ์และความแท้จริง เมื่อคำนึงถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบในข้างต้น พร้อมกระจายผลประโยชน์สู่ผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากนี้ ผู้คนยังสนับสนุนมาตรการส่งเสริม ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ พื้นที่สาธารณะ ระบบบำบัดและกำจัดของเสีย และระบบคมนาคม ตลอดจนการส่งเสริมด้านวัฒนธรรม ข้อจำกัดที่พบคือ นอกจากจะต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในท้องถิ่น ยังต้องเกิดการกระจายอำนาจ กระจายการมีส่วนร่วม ความต่อเนื่องของแผน และความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน สำหรับแนวทางความร่วมมือคือ การจัดตั้งคณะกรรมการที่มีผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายเข้าร่วม โดยเน้นการดึงกลุ่มทางสังคมในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมให้มากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด


ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวของเมือง: กรณีเมืองเชียงใหม่, อรรถพันธ์ สารวงศ์ Jan 2024

ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวของเมือง: กรณีเมืองเชียงใหม่, อรรถพันธ์ สารวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมและกรอบการวิเคราะห์เชิงพื้นที่หลายระดับ ผลการศึกษาพบว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กระบวนการแพลตฟอร์มและการส่งเสริมของรัฐจากการผ่อนปรนเชิงนโยบายมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวในพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเชียงใหม่ แม้ว่าที่พักผ่ระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มจะกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองมากขึ้น แต่ก็ยังคงกระจุกตัวสูงอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างชัดเจน สะท้อนจากช่องว่างค่าเช่าที่ยังคงเปิดมูลค่าอยู่ในระดับสูงในพื้นที่ศูนย์กลางเมือง โดยเฉพาะที่พักประเภทบ้านในย่านเมืองเก่าที่ถูกเปลี่ยนไปเป็นที่พักนักท่องเที่ยวและให้เช่าระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มมากขึ้น ผลดังกล่าวจะยิ่งทำให้ความเข้มข้นของการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและค่อย ๆ เปลี่ยนพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเก่าให้กลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กับการแทนที่และย้ายออกไปของคนดั้งเดิมและเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบการพลัดถิ่นเชิงถิ่นที่ (place-based displacement) ของผู้อยู่อาศัยระยะยาวที่ได้รับผลกระทบจากการแทรกซึมของที่พักผ่านแพลตฟอร์มเข้าไปในพื้นที่อยู่อาศัยในลักษณะผุดขึ้นทั้งชั่วคราวและถาวรอย่างไม่เป็นแบบแผน (pop-up tourism) และส่งผลกระทบต่อความเป็นชุมชนและคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มในปัจจุบันยังไม่มีการกำกับเชิงสถาบันและการติดตามผลกระทบอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจจะทำให้รัฐประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นในเมืองต่ำกว่าความเป็นจริง จะพบว่าที่พักผ่านระยะสั้นแพลตฟอร์มเป็นตัวเร่งกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวจากด้านล่าง (bottom-up touristification) ในพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเชียงใหม่อย่างไม่เป็นระบบและไม่เป็นแบบแผน ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญต่อการวางแผนพัฒนาเมืองจากผลกระทบเกิดขึ้นแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น การจัดทำนโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงความสมดุลเชิงพื้นที่จึงสำคัญ รวมถึงการกำหนดมาตรการกระจายต้นทุนและผลประโยชน์โดยการกำกับผลกระทบจากธุรกิจที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พื้นที่เมืองแก่ผู้คนในสังคมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน


ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและขอบเขตการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน, ปัณฑิตา ปัณฑะจักร์ Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและขอบเขตการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน, ปัณฑิตา ปัณฑะจักร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรงพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินควรต้องมีระดับความเป็นสาธารณะสูง เข้าถึงได้สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่องของจังหวัดนนทบุรีนั้นทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่เหมือนเช่นเคย ส่งผลให้การดำเนินงานการแพทย์ฉุกเฉินมีระยะเวลาตอบสนองการปฏิบัติการฉุกเฉิน (response time) ไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งเน้นศึกษาเชิงกายภาพถึงลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและโรงพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน 12 แห่ง ได้แก่ รูปแบบโครงข่ายการสัญจร รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคาร และรูปแบบความหนาแน่นของมวลอาคารและที่ว่าง วิเคราะห์ร่วมกับศักยภาพการตอบสนองเชิงพื้นที่ของโรงพยาบาลระดับเมือง/ย่าน และการเชื่อมต่อเชิงพื้นที่ ด้วยชุดทฤษฎีและเทคนิคสเปซซินแทกซ์ รวมถึงสรุปความสัมพันธ์ของเส้นทางในโครงข่ายการสัญจร เพื่อให้ทราบถึงความประสานและความสามารถในการทำความเข้าใจเมือง/ย่าน ผลการศึกษาพบว่า โรงพยาบาลที่มีศักยภาพการตอบสนองเชิงพื้นที่ระดับย่าน และการเชื่อมต่อเชิงพื้นที่ที่สูง จะมีร้อยละของระยะเวลาตอบสนองการปฏิบัติการฉุกเฉิน (response time) ภายใน 8 นาที ที่มากที่สุด โดยมีโครงข่ายการสัญจรโดยรอบที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีและเข้าถึงโรงพยาบาลได้จากถนนสายหลักไม่เกิน 1 เลี้ยว มีการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารแบบพื้นที่เมืองผสมผสานตั้งแต่ 3 ประเภทขึ้นไป และมีความหนาแน่นของมวลอาคารขนาดเล็กที่มีสัดส่วนของที่ว่างใกล้เคียงหรือน้อยกว่ามวลอาคาร ผลที่ได้จากการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินของจังหวัดนนทบุรีในอนาคตได้


ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคารสำนักงานเป็นอาคารอยู่อาศัยรวมประเภทอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ กรณีศึกษาอาคารชุด บ้านสาทร-เจ้าพระยา, ทรงพล สุระเดช Jan 2024

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคารสำนักงานเป็นอาคารอยู่อาศัยรวมประเภทอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ กรณีศึกษาอาคารชุด บ้านสาทร-เจ้าพระยา, ทรงพล สุระเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภายหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 แนวโน้มการทำงานของประชาชนเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะรูปแบบ Hybrid Working และ Work from Home ส่งผลให้ความต้องการใช้พื้นที่สำนักงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองยังมีในระดับสูง การปรับเปลี่ยนอาคารสำนักงานให้เป็นอาคารอยู่อาศัยจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในเมืองอย่างคุ้มค่า งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคารสำนักงานเป็นอาคารอยู่อาศัยรวม โดยใช้การวิจัยเชิงเอกสารและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยได้แบ่งหมวดหมู่ข้อกฎหมายออกเป็น 8 ด้านได้แก่ (1) แนวและระยะอาคาร (2) ลักษณะกายภาพอาคาร (3) ที่จอดรถยนต์ (4) ห้องน้ำและห้องส้วม (5) การรับน้ำหนักและเปลือกอาคาร (6) อัคคีภัย (7) ประปา ไฟฟ้าและแสงสว่าง และ (8) ระบบระบายอากาศและการจัดการขยะมูลฝอย โดยทำการเปรียบเทียบข้อกฎหมายระหว่างอาคารสองประเภท ได้แก่ อาคารสำนักงานและอาคารอยู่อาศัยรวม โดยมีโครงการกรณีศึกษาเพื่อวิเคราะห์รายละเอียดให้เกิดความชัดเจน พร้อมทั้งจัดกลุ่มข้อกฎหมายตามความแตกต่าง และเสนอแนวทางปฏิบัติในการใช้ข้อกฎหมาย ผลการศึกษาสามารถจำแนกความแตกต่างออกเป็น 3 กลุ่มหลักคือ (1) กลุ่มที่อาคารอยู่อาศัยรวมมีพื้นที่น้อยกว่าอาคารสำนักงาน เช่น จำนวนที่จอดรถยนต์ น้ำหนักบรรทุกจร และการจัดการขยะ ส่งผลให้สามารถใช้องค์ประกอบอาคารเดิมได้ (2) กลุ่มที่พื้นที่มีพื้นที่อาคารมากกว่า เช่น ที่ว่างนอกอาคาร หรือห้องน้ำ ห้องส้วม ส่งผลให้ต้องดัดแปลง พิจารณาพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติมจากพื้นที่อาคารเดิม และ (3) กลุ่มที่ข้อกฎหมายเหมือนกัน หรือใช้ร่วมกันทั้ง 2 ประเภทอาคาร เช่น อัคคีภัย, ระบบสาธารณูปโภค อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาคารสำนักงานที่นำมาดัดแปลงได้รับอนุญาตก่อสร้างภายใต้ข้อกฎหมายที่ใช้บังคับในช่วงเวลาหนึ่ง อาจแตกต่างจากข้อกฎหมายปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบลักษณะของอาคารเดิมเพื่อระบุข้อกฎหมายที่ใช้ในขณะก่อสร้าง และดำเนินการดัดแปลงหรือปรับปรุงเฉพาะในส่วนที่ไม่สอดคล้องกับข้อกฎหมายในปัจจุบัน หรือพิจารณาการวินิจฉัยในส่วนที่ไม่สามารถดัดแปลงได้


แนวทางการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่พักอาศัยผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลน : กรณีศึกษาชุมชนบ้านบางพัฒน์ จังหวัดพังงา, พีรพงษ์ สิริวันต์ Jan 2024

แนวทางการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่พักอาศัยผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลน : กรณีศึกษาชุมชนบ้านบางพัฒน์ จังหวัดพังงา, พีรพงษ์ สิริวันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การขาดความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลนชายฝั่งทะเลอันดามัน เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถูกจัดให้เป็นเขตอนุรักษ์หรือป่าชายเลน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาวัสดุตามธรรมชาติอันเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษากระบวนการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างในกลุ่มที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเพิ่มทางเลือกด้านวัสดุให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของพื้นที่โดยใช้กรอบแนวคิดเรื่อง วัสดุท้องถิ่น (Local Materials), แนวคิดการก่อสร้างบ้านด้วยตนเอง (Self-Help) และแนวคิดที่อยู่อาศัยที่ทุกคนจ่ายได้ (Affordable Housing) มาเป็นฐานในการวิเคราะห์ โดยทำการเก็บข้อมูลผ่านการสำรวจ การสัมภาษณ์กับเจ้าของบ้าน การสัมภาษณ์เชิงลึกกับช่างก่อสร้าง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าวัสดุพื้นถิ่นที่มีการใช้งานมากที่สุดคือไม้โกงกาง เนื่องจากเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย ไม่มีต้นทุน เป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อมในป่าชายเลน โดยพบการใช้งานในส่วนที่เป็น เสาเข็ม เสาตอม่อ เสา คาน ตง โครงหลังคา และพื้น นอกจากนี้ยังพบการพัฒนาไม้โกงกางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานในส่วนเสาตอม่อด้วยการพอกคอนกรีตเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งาน รวมถึงการใช้ไม้โกงกางเสริมแรงคอนกรีตในเสาตอม่อแทนการผูกเหล็กเสริมแรงเพื่อลดต้นทุนของวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นการเรียนรู้และปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนในชุมชน ทั้งนี้แม้ว่าคนในชุมชนส่วนใหญ่จะสามารถก่อสร้างที่พักอาศัยด้วยตนเองได้ แต่การใช้งานวัสดุก่อสร้างในชุมชนบางพัฒน์ยังไม่ถูกต้องตามมาตรฐานการก่อสร้าง ส่งผลให้ประสิทธิภาพของการใช้วัสดุลดลงภาครัฐจึงควรจัดให้มีหน่วยงานที่มีความรู้ด้านมาตรฐานงานก่อสร้างเข้าไปให้การอบรมเพื่อให้การใช้วัสดุก่อสร้างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับบ้านพักอาศัยของคนในชุมชนป่าชายเลน


การจัดเตรียมและการใช้งานที่จอดรถยนต์ในโครงการผสมผสานการใช้งานสามย่านมิตรทาวน์, อรพัชร จูฬะติดตะ Jan 2024

การจัดเตรียมและการใช้งานที่จอดรถยนต์ในโครงการผสมผสานการใช้งานสามย่านมิตรทาวน์, อรพัชร จูฬะติดตะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาและก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ผสมผสานการใช้งานจำเป็นต้องมีการจัดเตรียมที่จอดรถยนต์ตามข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ กฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2517) และข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544 แต่เนื่องด้วยข้อกำหนดกฎหมายที่บังคับใช้มานาน อาจไม่สอดคล้องกับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันที่มีการพัฒนาในรูปแบบโครงการผสมผสานการใช้งานมากขึ้นกว่าอดีต ดังนั้นการจัดสรรพื้นที่จอดรถยนต์จำเป็นต้องศึกษาจำนวนที่จอดรถยนต์ที่ต้องจัดเตรียม ศึกษาการใช้งานที่จอดรถของผู้ใช้บริการแต่ละพื้นที่ และวิเคราะห์หาสัดส่วนจำนวนการใช้งานที่จอดรถยนต์เฉลี่ยในแต่ละช่วงเวลาเทียบกับจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการต้องจัดเตรียมตามข้อกำหนดกฎหมายของแต่ละประเภทอาคาร โดยงานวิจัยนี้เลือกโครงการสามย่านมิตรทาวน์ในการศึกษา มีขั้นตอนการศึกษา ได้แก่ ทบทวนวรรณกรรม กฎหมาย รวบรวมข้อมูลจากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวบรวมรายงานการใช้ที่จอดรถยนต์จำนวน 556,953 ข้อมูล และนำมาแยกประเภทการใช้งานทั้ง 5 ประเภท ประมวลผลโดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์และสร้างภาพข้อมูล (Power BI) จากนั้นทำการวิเคราะห์หาสัดส่วนการใช้งานที่จอดรถยนต์ด้วยการใช้โปรแกรมตารางคำนวณ (Excel) สรุปผลการศึกษาและอภิปรายผล จากการศึกษาพบว่าจำนวนการจัดที่จอดรถยนต์ของโครงการถูกจัดเตรียมอยู่ที่ 1,648 คัน และมีการจัดเพิ่มเติมซ้อนคันอยู่ที่ 131 คัน รวมทั้งหมดที่ทางโครงการได้จัดเตรียมคือ 1,779 คัน ซึ่งมีปริมาณมากกว่าข้อกำหนดกฎหมายคิดตามประเภทอาคารที่คำนวณได้ว่าต้องจัดเตรียมที่จอดรถอยู่ที่ 1,638 คัน ซึ่งการใช้งานที่จอดรถยนต์คงค้างเฉลี่ยสูงสุดในวันธรรมดาเกิดขึ้นที่ช่วงเวลา 13.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 81% จำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการต้องจัดเตรียมตามข้อกำหนดกฎหมายของแต่ละประเภทอาคาร โดยในช่วงเวลาดังกล่าวการใช้ที่จอดรถยนต์ของพื้นที่สำนักงานมีการใช้งานที่จอดรถยนต์ลดลงอย่างต่อเนื่องแต่พื้นที่พาณิชยกรรมมีการใช้งานที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้นสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด ในส่วนการใช้งานที่จอดรถยนต์คงค้างเฉลี่ยสูงสุดในวันเสาร์อาทิตย์เกิดขึ้นช่วงเวลา 13.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 63% และการใช้งานที่จอดรถยนต์เฉลี่ยสูงสุดในวันหยุดตามประเพณีเกิดขึ้นช่วงเวลา 14.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 57% โดยการใช้ที่จอดรถยนต์ของวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดตามประเพณี พื้นที่สำนักงานและพื้นที่พาณิชยกรรมมีการใช้ที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้นและลดลงอย่างต่อเนื่องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ข้อค้นพบในการศึกษาครั้งนี้สะท้อนและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานที่จอดรถยนต์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละพื้นที่หรือยังใช้งานไม่เต็มตามจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการจัดเตรียม สนับสนุนแนวคิดการใช้ที่จอดรถยนต์ร่วมกันที่ให้สามารถลดจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการจัดเตรียมลงได้ ส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งานพื้นที่และรองรับความต้องการที่หลากหลายได้อย่างเหมาะสม


แนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรณีศึกษาโครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย, รัชภคิน ห่วงสีทอง Jan 2024

แนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรณีศึกษาโครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย, รัชภคิน ห่วงสีทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการสวางคนิเวศภายใต้การดูแลของสภากาชาดไทยเริ่มเปิดทำการระยะที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2539 นับเป็นโครงการที่พักอาศัยผู้สูงอายุต้นแบบของประเทศไทย แต่จากบริบทที่เปลี่ยนไปของสภาพแวดล้อมและความต้องการของผู้สูงอายุ ทำให้ในปัจจุบันแม้จะมีผู้สูงอายุบริจาคเงินเพื่อสิทธิ์ในการเข้าพักอาศัยถึงร้อยละ 90 แต่เข้าอยู่อาศัยประจำในโครงการเพียงร้อยละ 42 เท่านั้น แสดงให้เห็นถึงปัญหาและข้อจำกัดที่จำเป็นต้องทบทวนความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมและการบริการของโครงการให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ประเด็นข้างต้นจึงกลายเป็นที่มาและความสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา ข้อจำกัด และความต้องการของผู้สูงอายุ เพื่อวิเคราะห์วิธีการจัดการที่พัก สภาพแวดล้อม และรูปแบบพื้นที่จัดกิจกรรมของโครงการสวางคนิเวศ โดยเปรียบเทียบกับโครงการที่พักผู้สูงอายุประเภทอยู่อิสระที่อื่นอีกหนึ่งแห่ง รวมถึงเสนอแนะแนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในโครงการสวางคนิเวศ ผลการศึกษา พบว่ารูปแบบการเข้าพักอาศัยของทั้ง 3 โครงการมีแนวโน้มคล้ายกัน โดยกลุ่มพักประจำในโครงการสวางคนิเวศให้ความสำคัญกับบริการน้อยกว่ากลุ่มอื่น ปัญหาพื้นที่ใช้งานส่วนใหญ่เกิดจากความไม่สะดวก และขาดการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขาดบุคลากรที่เพียงพอ ข้อค้นพบคือ การปรับพื้นที่กิจกรรมช่วยกระตุ้นให้กลุ่มพักไม่ประจำสนใจเข้าพักบ่อยขึ้น ต่างจากกลุ่มไม่พักอาศัยที่ไม่ได้รับผลจากการปรับปรุง อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มเห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมประจำ โดยเฉพาะกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ พร้อมข้อเสนอให้เพิ่มกิจกรรมแบบมีสันทนาการและจัดหาอุปกรณ์ออกกำลังกายให้ครบทุกด้านส่วนการบริหาร โครงการสวางคนิเวศมีแนวทางปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงข้อจำกัดทางงบประมาณ และมีแนวคิดประสานความร่วมมือภายนอกเพื่อเสริมกิจกรรม กระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว


แนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรร ระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาทในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล, ชัยวัฒน์ พนอำพน Jan 2024

แนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรร ระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาทในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล, ชัยวัฒน์ พนอำพน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันในตลาดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านอุปทานของตลาดพบว่า สถานการณ์โครงการจัดสรรบ้านเดี่ยวในปัจจุบันนั้นมีแนวโน้มที่สูงขึ้น เนื่องจากจำนวนการเปิดโครงการใหม่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าที่อยู่อาศัยประเภทอื่น ๆ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรรระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาท ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล โดยข้อมูลกรณีศึกษามีทั้งหมด 8 โครงการประกอบไปด้วย แบบบ้านเดี่ยว 17 แบบ ที่เปิดโครงการ ปี 2565 – 2567 โดยทำการรวบรวมข้อมูลการวัดผลความพึงพอใจจากผู้อาศัยในบ้านเดี่ยวทั้งหมด 251 คน, ผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการจำนวน 5 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า (1) บ้านเดี่ยวจากโครงการกรณีศึกษานั้นพบว่ามีรูปแบบ ดังนี้ ขนาดที่ดินเฉลี่ย 52.32 ตารางวา, ขนาดพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ย 161.00 ตารางเมตร และ ประกอบไปด้วย 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ การออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบ โมเดิร์นสไตล์ และ ใช้โทนสี ขาว, เทา, ดำ เป็นหลัก (2) ความพึงพอใจของผู้อยู่อาศัยบ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรรนั้นพบว่า ผู้อยู่อาศัยมีความพึงพอใจต่อขนาดที่ดิน และ ขนาดพื้นที่ใช้สอยของบ้านมากที่สุดโดยความเห็นส่วนมากของผู้อาศัยนั้นให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านเดี่ยวที่ให้ความรู้สึก กว้าง/โปร่ง/โล่ง การออกแบบวางผังบ้านที่มีความยืดหยุ่น และ รองรับการขยายตัวของครอบครัวรวมถึงการต่อเติมในอนาคต (3) ผู้เชี่ยวชาญ และ ผู้ประกอบการ ระบุว่าการออกแบบและพัฒนาบ้านเดี่ยวให้คำแนะนำเกี่ยวกับการออกแบบที่มุ่งเน้นไปยังการใช้งานที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าโดยตรงไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพฤติกรรมการใช้งาน และ ความคาดหวังกับความพึงพอใจในการออกแบบรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยของบ้านเดี่ยว รวมถึง การออกแบบอย่างยั่งยืนโดยการนำเทคโนโลยีที่มีการตอบโจทย์เรื่องประหยัดพลังงาน รวมถึงการคำนึงถึงต้นทุนในการพัฒนานั้นก็ส่งผลถึงการออกแบบรูปแบบ และ พื้นที่ใช้สอยเช่นกัน ผลการวิเคราะห์การศึกษาพบว่าผู้อาศัยบ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรรมีความพึงพอใจต่อการออกแบบรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยอยู่ในระดับที่ มาก โดยบ้านระดับราคาที่สูงจะมีระดับความพึงพอใจเฉลี่ยที่สูงกว่าระดับราคาที่ต่ำกว่า และ พบว่าผู้อาศัยในความสำคัญของประเด็นในการพัฒนาและออกแบบที่พักอาศัยบ้านเดี่ยวตามลำดับดังนี้ (1) ขนาดที่ดิน (2) ขนาดพื้นที่ใช้สอย (3) การออกแบบวางผังบ้าน ในส่วนของรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยนั้นผู้อาศัยคาดหวังให้รูปแบบนั้นมีจำนวน 3ห้องนอน/3ห้องน้ำ/3ที่จอดรถ เป็นอย่างน้อยซึ่งยังไม่สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของรูปแบบในโครงการกรณีศึกษา ในส่วนความเห็นต่อการออกแบบ้านขนาดเล็กนั้นผู้อาศัยมีความเห็นที่สอดคล้องกับทฤษฎีในเรื่องขนาดทางสัญจรภายใน, แปลนเปิด, แสงธรรมชาติ และมีความเห็นที่ไม่สอดคล้องในส่วนของตำแหน่งของบันไดหลักภายในบ้าน ในส่วนของผู้เชี่ยวชาญนั้นได้ให้ระดับความสำคัญของประเด็นในการพัฒนาและออกแบบที่พักอาศัยบ้านเดี่ยวตามลำดับดังนี้ (1) การออกแบบวางผังบ้าน (2) ขนาดพื้นที่ใช้สอย (3) ขนาดที่ดิน โดยให้ความเห็นว่าการพัฒนาโครงการนั้นจำเป็นต้องมีแนวโน้มในการออกแบบให้ขนาดพื้นที่ใช้สอยและขนาดที่ดินเล็กลง …


การตัดสินใจลงทุนเพื่อพัฒนาคลังสินค้าให้เช่า : กรณีศึกษาบริษัทพัฒนาคลังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, ธนิศรา เลื่อนสุขสันติ์ Jan 2024

การตัดสินใจลงทุนเพื่อพัฒนาคลังสินค้าให้เช่า : กรณีศึกษาบริษัทพัฒนาคลังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, ธนิศรา เลื่อนสุขสันติ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

คลังสินค้าให้เช่าเป็นหนึ่งในอสังหาริมทรัพย์ภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาศึกษาการตัดสินใจลงทุนพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในพื้นที่ดังกล่าว โดยรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กรณีศึกษาจำนวน 4 ราย และบริษัทที่ปรึกษาจำนวน 3 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบเพื่อศึกษาการตัดสินใจลงทุนและการจัดลำดับความสำคัญของปัจจัย ผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดและนโยบายการลงทุน ผู้พัฒนามีมุมมองสอดคล้องกันว่าคลังสินค้าให้เช่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว ทั้งจากการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ การย้ายฐานการผลิต และความสามารถในการเป็นศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค 2) กระบวนการในการพัฒนามี 4 ขั้นตอนหลัก คือ 1. สำรวจตลลาด 2. สรุปกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 3. หาที่ดิน 4. ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ 3) ปัจจัยในการตัดสินใจลงทุนที่ทั้งกลุ่มผู้พัฒนาในและนอกตลาดหลักทรัพย์ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ประกอบด้วย 8 ปัจจัย ได้แก่ ศักยภาพทำเลที่ตั้ง การเข้าถึงที่ตั้ง ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ข้อกำหนดทางกฎหมายและผังเมือง ทำเลที่ตั้งใกล้กลุ่มการผลิต สภาวะอุปทานคลังสินค้าให้เช่าในพื้นที่ ต้นทุนที่ดิน และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจลงทุนพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในจังหวัดสมุทรปราการได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายด้าน โดยปัจจัยระดับจุลภาคมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะศักยภาพทำเลที่ตั้ง ความสะดวกในการเข้าถึง ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และข้อกำหนดทางกฎหมายและผังเมือง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ผู้พัฒนาพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ปัจจัยระดับมหภาค เช่น นโยบายภาครัฐ และภาวะเศรษฐกิจ ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ แม้อาจไม่ได้เป็นตัวกำหนดหลัก ทั้งนี้ แนวโน้มการพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในอนาคตมุ่งเน้นการออกแบบโครงการที่ทันสมัย ยืดหยุ่น และรองรับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เช่าในยุคปัจจุบัน


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง ในโครงการผสมผสานการใช้งาน กรณีศึกษาโครงการสามย่านมิตรทาวน์, นริศรา พงษ์โสภณ Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง ในโครงการผสมผสานการใช้งาน กรณีศึกษาโครงการสามย่านมิตรทาวน์, นริศรา พงษ์โสภณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการผสมผสานการใช้งาน (mixed-use project) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในโครงการเดียวกันและความคุ้มค่าในการพัฒนาโครงการ ประกอบกับวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะด้านเวลาการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวโน้มใช้บริการต่างๆ ในช่วงเวลากลางคืนเพิ่มมากขึ้น ภาคธุรกิจจึงมีการปรับตัวสู่แนวคิดธุรกิจ 24 ชั่วโมง งานวิจัยนี้เลือกโครงการสามย่านมิตรทาวน์เป็นกรณีศึกษา เนื่องจากเป็นโครงการผสมผสานการใช้งานและมีพื้นที่บางส่วนเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางสังคมเศรษฐกิจ พฤติกรรมการใช้บริการ และปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมงในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 406 ชุดระหว่างวันที่ 19–28 เมษายน พ.ศ. 2568 ในช่วงเวลา 22.00–10.00 น. จากนั้นนำมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติแสดงผลออกมาในเชิงปริมาณ ค่าความถี่ ร้อยละ การทดสอบความสัมพันธ์ของกลุ่มอาชีพ และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 20–30 ปี สถานะโสด เป็นนักเรียน นิสิต หรือนักศึกษา และมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน พฤติกรรมการใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมงในโครงการสามย่านมิตรทาวน์ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ใช้บริการเฉพาะศูนย์การค้าในส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง มากกว่าใช้บริการทั้งศูนย์การค้า สำนักงาน และที่จอดรถ และไม่พบการใช้บริการร่วมกับส่วนที่พักอาศัยรวมหรือโรงแรม โดยมักเดินทางจากที่พักอาศัยในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางน้อยกว่า 30 นาที ด้วยรถรับจ้างหรือรถยนต์ส่วนตัว มักใช้บริการร่วมกับเพื่อนในช่วงเวลา 22.00–00.00 น. และเลือกใช้พื้นที่ทำงานร่วม (Co-Working Space) สำหรับการทำงานหรืออ่านหนังสือ โดยเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์ ความถี่เฉลี่ยในการใช้บริการอยู่ที่ 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งอยู่ในช่วง 401–600 บาท เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอาชีพ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา และ 2) พนักงานบริษัทเอกชนหรืออื่นๆ พบว่า จากตัวแปรทั้งหมด 25 ตัวแปร มีจำนวน 22 ตัวแปรที่แสดงความสัมพันธ์กับกลุ่มอาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …


แนวทางการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านแฝด กรณีศึกษา โครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นพนันทร์ วิศิษฏ์ชัยกุล Jan 2024

แนวทางการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านแฝด กรณีศึกษา โครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นพนันทร์ วิศิษฏ์ชัยกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บ้านแฝดเป็นที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากราคาที่ถูกกว่าบ้านเดี่ยวแต่มีพื้นที่ใช้สอยที่ใกล้เคียงกัน จึงทำให้เกิดความต้องการเพิ่มมากขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านแฝด โดยการรวบรวมรายละเอียดของโครงการบ้านที่เปิดขายทั้งหมดตั้งแต่ พ.ศ. 2550–2565 และนำมาวิเคราะห์แนวทางการเพิ่มศักยภาพพื้นที่ใช้สอยให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน จากผลการศึกษา พบว่า พื้นที่หลักที่ปรากฏในตั้งแต่ พ.ศ. 2550–2565 ประกอบด้วย ห้องนอนใหญ่, ห้องนอน 2, ห้องรับแขก, พื้นที่รับประทานอาหาร, ห้องเก็บของ, ห้องน้ำชั้นล่างและชั้นบน, ห้องโถงชั้นบน ถือเป็นพื้นที่มาตรฐานที่ต้องมีในบ้านแฝดทุกหลัง ส่วนพื้นที่อื่น เช่น ห้องนอน 3, ห้องน้ำในห้องนอนใหญ่, ห้องครัว, พื้นที่เตรียมอาหาร, ห้องอเนกประสงค์ และโถงชั้นล่าง ปรากฏเฉพาะในบางช่วงเวลาและบางโครงการเท่านั้น โดยพบว่าขนาดของพื้นที่แต่ละส่วน เช่น ห้องนอนใหญ่และโถงชั้นล่างปัจจุบันขนาดลดลงจากเดิม ขณะที่ห้องนอน 2, ห้องนอน 3, ห้องรับแขก และห้องครัวมีขนาดเพิ่มขึ้น โดยมีการออกแบบที่ตอบสนอง ดังนี้ 1) ห้องนอนใหญ่มีการเพิ่มห้องน้ำส่วนตัวและแยกพื้นที่แต่งตัวแม้พื้นที่นอนจะลดลงแต่ได้พื้นที่แต่งตัวเพิ่มขึ้น 2) พื้นที่โถงชั้นล่างมีขนาดลดลงโดยการใช้พื้นที่ทับซ้อนกันระหว่างห้องรับแขกและพื้นที่รับประทานอาหาร 3) ห้องครัวและพื้นที่เตรียมอาหารถูกรวมพื้นที่เข้าด้วยกันเพื่อลดการใช้พื้นที่ 4) ห้องนอน 2 และห้องนอน 3 มีพื้นที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนรูปแบบบันได 5) มีการเพิ่มพื้นที่ของห้องอเนกประสงค์มากขึ้นในช่วงหลัง แม้พื้นที่โดยรวมของบ้านจะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ผู้พัฒนาโครงการสามารถเพิ่มพื้นที่การใช้งานภายในผ่านการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ปรับเปลี่ยนได้ให้สามารถรองรับพื้นที่ที่หลากหลายในพื้นที่เดียวกัน เช่น เตียงพับ โต๊ะซ่อนในผนัง หรือม้านั่งที่เก็บของได้ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มศักยภาพด้วยการออกแบบพื้นที่แนวตั้ง เช่น การสร้างชั้นลอย รวมถึงการเลือกใช้วัสดุอย่างกระจกเงาและประตูบานเลื่อนเพื่อช่วยเพิ่มมิติและลดการสูญเสียพื้นที่ใช้งาน


การกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส : กรณีศึกษาโครงการปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ และโครงการเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์, พนิตพร พงษ์บูรณกิจ Jan 2024

การกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส : กรณีศึกษาโครงการปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ และโครงการเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์, พนิตพร พงษ์บูรณกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาโครงการประเภทมิกซ์ยูสมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้โครงการมิกซ์ยูสเป็นการผสมผสานการใช้ประโยชน์อสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ 3 ประเภทขึ้นไป เช่น พื้นที่ค้าปลีก สำนักงาน หรือโรงแรมอยู่ในโครงการเดียวกัน นำมาซึ่งการกำหนดกลยุทธ์การตลาดที่มีความเฉพาะตัว บทความฉบับนี้จึงมุ่งศึกษา ลักษณะและรูปแบบองค์ประกอบใช้โครงการมิกซ์ยูสในกรุงเทพมหานคร ตลอดจนแนวคิดและการกำหนดกลยุทธ์การตลาดในโครงการมิกซ์ยูสผ่าน 2 กรณีศึกษา คือ ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ (PVE) และ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ (MBK) โดยใช้วิธีรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ รวมถึงข้อมูลปฐมภูมิผ่านการลงพื้นที่สำรวจ และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก รวมถึงใช้การวิเคราะห์ผลในรูปแบบวิเคราะห์ในกรณีและวิเคราะห์ร่วมระหว่างกรณีศึกษา เพื่อแสดงการถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนาโครงการมาสู่กลยุทธ์การตลาด ตลอดจนแสดงผลของการดำเนินกลยุทธ์ ผลการศึกษาพบว่า 1) โครงการมิกซ์ยูสในกรุงเทพมหานครมีการผสมผสานการใช้งานตั้งแต่ 2 องค์ประกอบไปจนถึง 5 องค์ประกอบ โดยมีรูปแบบการผสมผสานระหว่างองค์ประกอบทั้งหมด 19 รูปแบบ และพบมากในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินสูง มีการคมนาคมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน โดยพื้นที่ค้าปลีกเป็นองค์ประกอบที่ถูกนำมาใช้มากที่สุด 2) แนวคิดในการพัฒนาระดับโครงการที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มศักยภาพผ่านรูปแบบมิกซ์ยูส จะทำหน้าที่เป็นแนวคิดหลักในการกำหนดการใช้งานในระดับองค์ประกอบ 3) พื้นที่ค้าปลีกทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อการใช้งานระหว่างองค์ประกอบในโครงการ และเชื่อมต่อภายในและภายนอกโครงการด้วยรูปแบบการใช้งานที่เปิดเป็นสาธารณะและกายภาพที่อยู่บริเวณส่วนฐานอาคาร ทั้งนี้พื้นที่ค้าปลีกส่งผลต่อลักษณะโครงการ เช่นโครงการ MBK มีพื้นที่ค้าปลีกเป็นสัดส่วนที่มาก ส่งผลให้รับรู้เป็นพื้นที่ค้าปลีก ในขณะที่โครงการ PVE มีพื้นที่ค้าปลีกน้อยแต่เน้นสำนักงาน ส่งผลให้รับรู้เป็นสำนักงาน 4) การกำหนดกลยุทธ์การตลาดโครงการมิกซ์ยูสแบ่งเป็น 2 ระดับ คือระดับองค์ประกอบและระดับโครงการ พร้อมกำหนดกลุ่มเป้าหมายสองระดับโดยกลุ่มเป้าหมายร่วมในระดับโครงการจะสะท้อนตำแหน่งโครงการ ในกรณี PVE ที่มีสำนักงานให้เช่าเป็นองค์ประกอบหลักมีกลุ่มเป้าหมายระดับพรีเมียม สะท้อนตำแหน่งสำนักงาน Ecoplex ระดับพรีเมียมของโครงการ ในขณะที่ MBK มีพื้นที่ค้าปลีกเป็นองค์ประกอบหลักมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายและเน้นการเข้าถึงได้ สะท้อนตำแหน่งพื้นที่ค้าปลีกที่เป็นจุดนัดพบที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ จากผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดในการพัฒนาโครงการมีผลต่อการกำหนดกลยุทธ์การตลาดซึ่งจะถูกกำหนดทั้งในระดับโครงการที่สะท้อนตำแหน่งโครงการ และระดับองค์ประกอบทั้งพื้นที่ค้าปลีก สำนักงานให้เช่า และโรงแรม ที่มีการใช้งาน การกำหนดกลยุทธ์การตลาด และกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน โดยมีพื้นที่ค้าปลีกเป็นจุดเชื่อมต่อการใช้งาน ทั้งนี้งานวิจัยนี้สามารถเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการโครงการมิกซ์ยูส หรือโครงการแบบเดี่ยวที่จะพัฒนาเป็นมิกซ์ยูสในอนาคต


ความต้องการใช้งานพื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวม เขตกรุงเทพมหานคร, สิรภพ สุปรีดากุล Jan 2024

ความต้องการใช้งานพื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวม เขตกรุงเทพมหานคร, สิรภพ สุปรีดากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พระราชบัญญัติการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดให้การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ต้องมีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) โดยอาคารชุดพักอาศัยรวมเป็น 1 ใน 36 ประเภทโครงการ พื้นที่สีเขียวเป็นข้อพิจารณาส่วนหนึ่งที่ต้องจัดให้มีในรายงาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้งานพื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุด การเปลี่ยนแปลงและไม่เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงความต้องการใช้พื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุดด้วย ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุดมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ (1) พื้นที่สีเขียวที่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง มีเหตุผลหลักคือ พื้นที่ส่วนใหญ่มีการออกแบบพื้นที่ที่เหมาะสมจึงเกิดการเสื่อมสภาพน้อย ทำให้งบประมาณที่ใช้ในการดูแลไม่มากเกินกว่าที่กำหนด และการใช้งานตรงตามความต้องการของผู้อยู่อาศัยตามที่ได้ออกแบบไว้ (2) พื้นที่สีเขียวที่เกิดการเปลี่ยนแปลง มีทั้งการเปลี่ยนแปลงจากการบริหารงานของนิติบุคคลโครงการและเกิดจากความต้องการของผู้อยู่อาศัย ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคือ การบำรุงรักษาพื้นที่สีเขียวให้อยู่ในสภาพดีทำได้ยากและสิ้นเปลืองงบประมาณมาก พื้นที่สีเขียวเดิมมีการใช้งบประมาณที่ต้องดูแลในส่วนของค่าแรง ค่าน้ำ และค่าพืชพรรณไม้ หลังการเปลี่ยนแปลงมีค่าใช้จ่ายที่ลดลง แสดงให้เห็นว่า หากมีการใช้พืชพรรณที่เหมาะสม มีความทนทานจะมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาน้อยลง และเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวในโครงการที่เปลี่ยนแปลงจากผู้อยู่อาศัย คือ การออกแบบที่ไม่ตอบสนองกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย โดยไม่ตอบสนองต่อกิจกรรมที่ทำ เช่น มีขนาดเล็กไป มีวัสดุที่ไม่เหมาะสมต่อกิจกรรมนั้น หรือ ไม่มีพื้นที่ให้ทำกิจกรรมบางอย่าง เนื่องจากผู้อยู่อาศัยต้องการให้สภาพแวดล้อมของโครงการดีขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าของโครงการอาคารชุด


การประยุกต์ใช้กลยุทธ์ความยั่งยืนแบบ Esg ในโครงการมิกซ์ยูสด้านค้าปลีก สำนักงาน และโรงแรม: กรณีศึกษา บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน), พรพักตร์ ลีลาสุวรรณกุล Jan 2024

การประยุกต์ใช้กลยุทธ์ความยั่งยืนแบบ Esg ในโครงการมิกซ์ยูสด้านค้าปลีก สำนักงาน และโรงแรม: กรณีศึกษา บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน), พรพักตร์ ลีลาสุวรรณกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภายใต้แรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและความคาดหวังจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กลยุทธ์ ESG (Environmental, Social, and Governance) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในโครงการมิกซ์ยูสที่มีความหลากหลายของประเภทการใช้งาน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการกำหนดและถ่ายทอดกลยุทธ์ ESG ของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) สู่การปฏิบัติในโครงการเซ็นทรัลเวิลด์ ผ่านการวิเคราะห์รายงานความยั่งยืน พ.ศ. 2562–2566 และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ โดยใช้ Content Analysis และ Thematic Analysis ผลการศึกษาพบว่า การนำกลยุทธ์ ESG มาใช้ในโครงการมิกซ์ยูสที่ประกอบด้วยศูนย์การค้า สำนักงาน และโรงแรม จำเป็นต้องออกแบบกระบวนการถ่ายทอดกลยุทธ์จากระดับองค์กรสู่ระดับโครงการอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุม 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การกำหนดแนวคิดและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ (formulate the strategy) 2) การบูรณาการแนวคิด ESG เข้ากับ กลยุทธ์องค์กรและแผนปฏิบัติการ (integration) 3) การแปลงเป้าหมายสู่แผนปฏิบัติการและการปรับให้เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่ของแต่ละยูส (cascade) 4) การดำเนินงานผ่านการบริหารโครงการและการมีส่วนร่วมในระดับปฏิบัติการ (execute) และ 5) การติดตามและประเมินผลผ่านตัวชี้วัดที่สามารถวัดผลได้จริง (tracking) โดยจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านอย่าง ESD (Excellence & Sustainable Development) เป็นกลไกสนับสนุนตลอดกระบวนการ ซึ่งการดำเนินกลยุทธ์ ESG ในโครงการเน้นการปรับใช้งานที่แตกต่างกันตามกิจกรรมของยูส ในกรณีศึกษาใช้ศูนย์การค้าเป็นตัวเชื่อมโยงกิจกรรม ESG ด้านสังคม (S) เนื่องจากมีลักษณะพื้นที่เปิดที่ผู้ใช้งานเข้าถึงได้หลากหลายกลุ่ม โรงแรมเน้นการลงทุนในระบบพลังงานสะอาดและวัสดุรักษ์โลก (E) และสำนักงานมุ่งเน้นการบริหารจัดการพลังงานและขยะ (E) พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เช่าและพนักงาน (S) ผลจากกำหนดกลยุทธ์ ESG เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทฯ และโครงการเซ็นทรัลเวิลด์ได้รับรางวัลด้านความยั่งยืนหลายรายการ โดย 56% ผู้ร่วมกิจกรรมแสดงความพึงพอใจต่อแนวทาง ESG ของโครงการ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อจำกัดด้านการ ปรับปรุงโครงสร้างอาคาร งบประมาณ การมีส่วนร่วมของผู้เช่าบางราย และการประสานงานภายในองค์กร ทั้งนี้ 3 ปัจจัยที่ทำให้การดำเนิน ESG ในโครงการมิกซ์ยูสเกิดผลสัมฤทธิ์ คือ …


การดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์การกระจายธุรกิจ ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย กรณีศึกษา บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ระหว่างพ.ศ.2562 ถึง พ.ศ.2566, พิมพ์มาดา ขำมีศักดิ์ Jan 2024

การดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์การกระจายธุรกิจ ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย กรณีศึกษา บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ระหว่างพ.ศ.2562 ถึง พ.ศ.2566, พิมพ์มาดา ขำมีศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในระหว่างพ.ศ.2562 – 2566 ทั่วโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบกับความท้าทายในหลายมิติ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายจึงจำเป็นต้องปรับการดำเนินธุรกิจด้วยการกระจายธุรกิจเพื่อกระจายความเสี่ยงและการเติบโตอย่างยั่งยืน ผู้วิจัยได้นำการจัดประเภทมาตรฐานอุตสาหกรรม (TSIC) มาจำแนกการประกอบธุรกิจจึงพบว่าจากทั้งหมด 21 หมวดหมู่ เสนาฯ มีการกระจายธุรกิจ 11 หมวดหมู่ และออริจิ้นมีการกระจายธุรกิจ 12 หมวดหมู่ งานวิจัยฉบับนี้จะศึกษาการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์การกระจายธุรกิจของกรณีศึกษา บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (“เสนาฯ”) และบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (“ออริจิ้นฯ”) เฉพาะการดำเนินงานในช่วงพ.ศ.2562 – 2566 โดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลจากรายงานประจำปี บทสัมภาษณ์ที่ถูกเผยแพร่ทางออนไลน์และบทสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง สัมภาษณ์ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการกระจายธุรกิจของทั้งสองบริษัท จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์และถอดบทเรียนจากการดำเนินธุรกิจของทั้งสองบริษัท ผลการศึกษาพบว่า เสนาฯ และออริจิ้นฯ มีวิสัยทัศน์ในการกระจายธุรกิจตั้งแต่เริ่มประกอบธุรกิจและได้ขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องเสมอมา โดยเสนาฯ ได้ขยายไปยังธุรกิจรายได้ต่อเนื่องในพ.ศ.2552 ส่วนออริจิ้นขยายไปยังธุรกิจรายได้ต่อเนื่องในพ.ศ.2559 จากปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นส่งผลโดยตรงต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ทำให้บริษัทต้องมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการมีรายได้เพียงช่องทางเดียวและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างในเป้าหมายของการประกอบธุรกิจโดยเสนาฯ มุ่งเน้นการสร้างผลกำไรที่เติบโตควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในขณะที่ออริจิ้นฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตที่มั่นคงและรวดเร็วในแต่ละธุรกิจ โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการผลักดันธุรกิจเหล่านั้นเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงพ.ศ.2562 – 2566 เสนาฯ มีการกระจายธุรกิจในรูปแบบที่สัมพันธ์กับธุรกิจหลัก ด้วยการเติบโตในแนวดิ่งแบบเติบโตไปด้านหน้า และการเติบโตในแนวนอนที่มีความสอดคล้องทางการดำเนินงานหรือการบริหารและการตลาด และรูปแบบที่ไม่สัมพันธ์กับธุรกิจหลัก ในขณะที่ออริจิ้นฯ มุ่งเน้นการกระจายธุรกิจเฉพาะในรูปแบบที่สัมพันธ์กับธุรกิจหลัก ด้วยการเติบโตในแนวดิ่งแบบเติบโตไปทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และการเติบโตในแนวนอนที่มีความสอดคล้องทางการดำเนินงานหรือการบริหารและการตลาด การกระจายธุรกิจของทั้งสองบริษัทจึงดำเนินการผ่านหลายวิธีการที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งพบว่าเสนาฯ มุ่งเน้นการลงทุนด้วยตนเอง ส่วนออริจิ้นฯ จะใช้วิธีกิจการร่วมค้าเป็นหลัก ชี้ให้เห็นถึงความเหมาะสมในการเลือกใช้วิธีการกระจายธุรกิจที่เหมาะสมกับบริบท โอกาส และทรัพยากรของแต่ละองค์กร การศึกษาครั้งนี้จึงแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ในการสร้างความมั่นคงและโอกาสในการเติบโตในระยะยาวด้วยการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจและเป็นการถอดบทเรียนโดยการวิเคราะห์วิธีการกระจายธุรกิจและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น


การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, ภูริทัต ไชยเศรษฐ์ Jan 2024

การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, ภูริทัต ไชยเศรษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรรัฐกับกลุ่มองค์กรทางสังคมในกระบวนการกำหนดและดำเนินนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยมีหน่วยในการวิเคราะห์ ได้แก่ การเคหะแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ขอบเขตการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้กรณีศึกษาได้แก่ ชุมชนแออัดคลองเตย โครงการปรับปรุงฟื้นฟูแฟลตดินแดง และโครงการบ้านมั่นคง ใช้แนวคิดทฤษฎีกระบวนทัศน์นโยบาย (Policy Paradigm) แนวคิดกระบวนทัศน์นโยบายที่แตกต่างกันในแต่ละระดับขององค์กร (Nested Paradigm) และองค์กรสถาบันนิยม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากเอกสารภาคทางการและงานวิจัย ประกอบกับการสัมภาษณ์ทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ และผู้รับผลของนโยบาย แล้วนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบตรวจสอบข้อมูลระหว่างเอกสารและการสัมภาษณ์ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ในลักษณะการเกิดกระบวนทัศน์ใหม่ที่นำไปสู่การล้มล้างกระบวนทัศน์ทัศน์เก่า แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในแต่ละระดับขององค์กร ทั้งในระดับการกำหนดนโยบาย ระดับการวางแผนโครงการ และในระดับปฏิบัติการ โดยทั้ง 3 ระดับนั้นต่างวิวัฒน์เพื่อตอบสนองต่อทั้งการรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมของสถาบัน พร้อม ๆ กับเปลี่ยนแปลงไปตามความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับกลุ่มองค์กรทางสังคมอื่น ๆ ทำให้กระบวนทัศน์เก่าและใหม่สามารถดำรงอยู่ด้วยกันได้ อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าทั้งการเคหะแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ที่มีกระบวนทัศน์แตกต่างและตรงข้ามกัน จะไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในระดับโครงสร้างวัฒนธรรมของสังคมไทย ในทางกลับกันทั้ง 2 องค์กรจะมีลักษณะคล้ายกันภายใต้ระบบราชการมากขึ้น


การติดตามการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของนักศึกษาที่อยู่อาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) กรณีศึกษา: โครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), อรพรรณ จิระชัยประสิทธิ Jan 2024

การติดตามการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของนักศึกษาที่อยู่อาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) กรณีศึกษา: โครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), อรพรรณ จิระชัยประสิทธิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการติดตามการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางของนักศึกษาและพิจารณาความสอดคล้องกับเหตุผลของผู้ประกอบการในการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางในโครงการอาคารชุดพักอาศัยสำหรับนักศึกษา โดยวิธีการสำรวจ สังเกต และสัมภาษณ์เชิงลึกนักศึกษาที่พักอาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) โครงการ Kave TU และโครงการ Kave AVA โดยมีกลุ่มตัวอย่างจากการสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งสิ้น 78 คน และสัมภาษณ์ผู้วางแนวคิดในการพัฒนาโครงการของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 คนจากผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งโครงการ Kave TU และโครงการ Kave AVA เลือกใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง 3 อันดับแรกประกอบไปด้วย ห้อง Co-Learning (Co-Working, Study Area), ห้อง Fitness /Boxing, Swimming Pool โดยการใช้งานส่วนใหญ่จะมุ่งตอบโจทย์ส่งเสริมการเรียน ได้แก่ ห้อง Co-Learning, ห้อง Study Area, ห้อง Workshop และห้อง Meeting นอกจากนี้พบว่ามีห้องบางลักษณะที่นอกจากใช้ตามวัตถุประสงค์หลักแล้ว เช่นห้อง Studio, ห้อง Photo, ห้อง Mini Theater และห้อง Creative and Entertainment Lounge ยังสามารถใช้ทดแทนเมื่อมีการใช้งานห้องที่ตอบโจทย์ในด้านการศึกษาและนันทนาการในช่วงเวลาจำเป็น เช่นช่วงสอบ ผู้วิจัยพบว่าข้อมูลทั้ง 3 ส่วนมีความสอดคล้องกันทั้งในด้านผู้อยู่อาศัย อันได้แก่ นักศึกษา โดยพบว่าพื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ เช่นห้องอ่านหนังสือและห้องประชุมกลุ่ม ในด้านผู้ซื้อหรือผู้เช่า อันได้แก่ ผู้ปกครอง พบว่าผู้ปกครองมักให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมการเรียนและความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตของกลุ่มนักศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับผู้ประกอบการที่พิจารณาจัดสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางให้ตอบโจทย์ทั้งนักศึกษาและผู้ประกอบการเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายผู้ประกอบการเสนอแนะ ว่าการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางต้องคำนึงถึงขนาดและลักษณะของโครงการอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ควรพิจารณารูปแบบลักษณะพฤติกรรมของนักศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางที่เหมาะสมกับรูปแบบลักษณะพฤติกรรมของนักศึกษาตามยุคสมัย


รูปแบบการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, บัณฑิตา พันธวุฒิยานนท์ Jan 2024

รูปแบบการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, บัณฑิตา พันธวุฒิยานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รถสองแถวเป็นระบบขนส่งกึ่งสาธารณะ (Paratransit) รูปแบบหนึ่งที่มีบทบาทเป็นระบบขนส่งรอง (Feeder mode) และยังได้รับการนิยามว่าเป็นระบบขนส่งนอกระบบ (Informal transport) ด้วยบริการที่ปรับตัวต่อสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าระบบขนส่งมวลชน งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน สถานการณ์การให้บริการของรถสองแถว และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและรูปแบบการเปลี่ยนแปลงการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง ประกอบด้วยสายสีเขียวอ่อน สายสีเขียวเข้ม สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีแดง สายสีเหลือง และแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ตัวแทนผู้ให้บริการรถสองแถวสายละ 1 ตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 100 ตัวอย่างผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการให้บริการด้านระยะทางและความถี่มีความแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยรถสองแถวที่ให้บริการในพื้นที่โดยรอบสถานีชานเมืองมีสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและการผสมผสานการใช้ประโยชน์ที่ดินมากกว่า นอกจากนี้เส้นทางจำนวน 1 ใน 4 ยังมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการเพื่อทำหน้าที่ระบบขนส่งรอง อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเปลี่ยนแปลงการให้บริการไม่ได้สัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีนัยสำคัญ แต่เกิดจากนโยบายของผู้ประกอบการและผู้ให้บริการที่เล็งเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ มีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ในสถานการณ์ที่ปริมาณผู้โดยสารลดลง ดังนั้น นโยบายสนับสนุนศักยภาพของรถสองแถวในการทำหน้าที่เป็นระบบขนส่งรองของระบบขนส่งมวลชนทางรางจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอย่างยั่งยืนต่อไป