Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Urban, Community and Regional Planning Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 1 - 30 of 292
Full-Text Articles in Urban, Community and Regional Planning
Potted Plants In Urban Spaces: Analyzing Social And Spatial Dynamics For Urban Management In Bangkok's Residential Areas, Chihiro Okajima
Potted Plants In Urban Spaces: Analyzing Social And Spatial Dynamics For Urban Management In Bangkok's Residential Areas, Chihiro Okajima
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Potted plants have long served as portable, small-scale gardens for residents in Thailand, particularly in densely populated and flood-prone areas. In Bangkok, they remain a common feature of the urban landscape, reflecting both everyday life and traditional Thai culture. Beyond their cultural and visual value, these potted plants are increasingly recognized as a practical form of green infrastructure, especially in high-density urban areas where space is limited. However, current rigid regulatory frameworks—which distinguish strictly between public and private spaces—prioritize keeping sidewalks clear, creating tension between city and residents as most potted plants are placed on public land beyond private property …
Investigating The Spatiality Of Sites Of Youth Āddā (Informal Social Hangout) In Changing Urban Landscape: A Study Of Rajshahi, Bangladesh, Md Samiul Sabbir Islam
Investigating The Spatiality Of Sites Of Youth Āddā (Informal Social Hangout) In Changing Urban Landscape: A Study Of Rajshahi, Bangladesh, Md Samiul Sabbir Islam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Recent urban transformation in the Global South, driven by globalization, commodification, and a logic of development, is producing homogenized cities and increasingly regulated public spaces. Within this context, the Bengali practice of adda (āddā), understood as prolonged informal, convivial conversation, embodies a form of non-instrumental sociability that resists commodification and control. Although a historically and cultural rooted practice, scholarly attention to adda has been limited. The spatial dimensions of adda, the characteristics of its sites, or how changing urban conditions influence the practice, especially among youth remain under-explored. This study investigates the spatiality of youth adda in the rapidly transforming …
ความต้องการ โอกาสและข้อจำกัดของผู้ประกอบการ ในการปรับปรุงอาคารพาณิชย์ ในเมืองเก่านครราชสีมา, ณภัทร นิวาศะบุตร
ความต้องการ โอกาสและข้อจำกัดของผู้ประกอบการ ในการปรับปรุงอาคารพาณิชย์ ในเมืองเก่านครราชสีมา, ณภัทร นิวาศะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมืองเก่านครราชสีมา โดยเฉพาะย่านถนนจอมพล เป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม แม้ได้รับการประกาศเป็นเขตเมืองเก่าและจัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์ รวมถึงมีการศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง แต่การพัฒนาเชิงอนุรักษ์ยังไม่ประสบผลสำเร็จ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มุ่งศึกษาสภาพปัจจุบัน โอกาส และข้อจำกัดในการปรับปรุงอาคารพาณิชย์เชิงอนุรักษ์ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการ 7 กรณีศึกษา หน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาชน รวมถึงการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อเสนอแนวทางอนุรักษ์ที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับการพัฒนาเมืองในอนาคต ผลการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการจำนวน 5 ใน 7 รายมีความต้องการปรับปรุงอาคาร ขณะที่ 1 รายไม่ประสงค์ปรับปรุงเพิ่มเติมเนื่องจากได้ดำเนินการไปแล้ว และอีก 1 รายไม่มีความต้องการปรับปรุง โดยความต้องการหลักของผู้ประกอบการมุ่งเน้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารให้คงลักษณะดั้งเดิมควบคู่กับการปรับให้สอดคล้องกับการใช้งานในปัจจุบัน อาคารกรณีศึกษาทั้งหมด 4 หลัง ประกอบด้วยอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 หลัง และอาคารไม้ 1 หลัง ซึ่งพบว่ามีการใช้ประโยชน์พื้นที่ไม่เต็มศักยภาพ ทั้งในด้านพื้นที่และช่วงเวลาใช้งาน โดยพื้นที่ที่ถูกใช้งานหลักคือส่วนพาณิชยกรรมเพื่อประกอบกิจการ ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการเพียง 2 รายที่มีผลประกอบการต่ำกว่าเป้าหมาย เจ้าของอาคารทั้งหมดมีเครือญาติอาศัยอยู่ใกล้เคียงแต่ยังไม่มีแผนการสืบทอดอาคารหรือกิจการที่ชัดเจน ขณะที่ผู้เช่าพบว่ามีเพียง 1 รายที่มีเครือญาติอยู่ในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการทุกรายมีทัศนคติเชิงบวกต่อการอนุรักษ์ แม้ว่าวิธีการแสดงออกจะมีความหลากหลายแตกต่างกันไป ในด้านโอกาสและข้อจำกัด ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความต้องการปรับปรุงอาคาร และมีทัศนคติเชิงบวกต่อการอนุรักษ์ แม้อาคารจะถูกใช้งานไม่เต็มศักยภาพ ทั้งด้านพื้นที่และเวลา ผู้ประกอบการมีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างมั่นคง สะท้อนศักยภาพของทำเล แต่ข้อจำกัด คือ เจ้าของอาคาร ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาที่ชัดเจน และผู้เช่าอาคาร มีข้อจำกัดจากกระบวนการเช่าระยะสั้น ที่ไม่ชัดเจน ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแม้จะมีบทบาทสนับสนุนในระดับนโยบาย แต่ยังขาดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในระดับท้องถิ่น ส่งผลให้กระบวนการมีส่วนร่วมไม่ต่อเนื่อง และภาคประชาชนยังขาดงบประมาณในการขับเคลื่อน ดังนั้น โอกาสในการปรับปรุงอาคารพาณิชย์ ในเมืองเก่านครราชสีมาจึงจำกัดอยู่ในระดับรายกิจการ มากกว่าระดับระบบหรือนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นวงกว้างและยั่งยืน จากการศึกษาแนวทางการอนุรักษ์ของเมืองเก่าภูเก็ต แนวคิด “มาจิซึคึริ” (Machizukuri) จากญี่ปุ่น และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในเมืองเก่าน่าน พบว่า การรวมกลุ่มของภาคประชาชน และกลไก การสนับสนุนจากภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ ผลการศึกษานำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติและเชิงนโยบาย ที่เน้นการบูรณาการระหว่างกลไกจากภาครัฐและการขับเคลื่อนจากภาคประชาชน ในเชิงปฏิบัติควรส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดแนวทางการพัฒนาที่มาจากพื้นที่ ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้การอนุรักษ์เกิดความยั่งยืนและสอดคล้องกับการพัฒนาเมืองในอนาคต
กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบโดยการพัฒนาโครงการสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้ง Leed Bd+C และ Well Core & Shellในเขตกรุงเทพมหานคร, รัตติกาล สุขสะอาด
กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบโดยการพัฒนาโครงการสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้ง Leed Bd+C และ Well Core & Shellในเขตกรุงเทพมหานคร, รัตติกาล สุขสะอาด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รายงาน Global Risks Report ค.ศ. 2025 ระบุว่าครึ่งหนึ่งของความเสี่ยงในช่วง 10 ปีข้างหน้าเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการนำเกณฑ์ทั้ง LEED และ WELL มาปรับใช้ในภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อยกระดับคุณภาพอาคารด้านความยั่งยืนและสุขภาวะ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสำคัญของปัจจัยและกลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบที่มีผลต่อการพัฒนาโครงการสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกตามเกณฑ์ทั้ง LEED BD+C และ WELL Core & Shell โดยใช้การสำรวจ สัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้างในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยสำคัญของเกณฑ์ LEED ได้แก่ กระบวนการเชิงบูรณาการ (IP) คุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร (EQ) พลังงานและบรรยากาศ (EA) ตามลำดับ ส่วนเกณฑ์ WELL ให้ความสำคัญกับหมวดความสบาย (Comfort) อากาศ (Air) และน้ำ (Water) ที่ส่งผลต่อความคุ้มค่าของโครงการ นอกจากนี้ ปัจจัยด้านผลตอบแทนที่สูงกว่า เช่น อัตราค่าเช่า รวมถึงการยอมรับต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนภาพลักษณ์องค์กรที่ดี ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน ผลวิจัยชี้ว่าต้นทุนการก่อสร้างเฉลี่ยของโครงการที่ผ่านเกณฑ์ทั้งสองสูงกว่าอาคารทั่วไปประมาณร้อยละ 3.31-9.76 ของอาคารสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกขนาดพื้นที่ 98,244 – 125,519 ตารางเมตร ขณะที่ค่าเช่าเฉลี่ยสูงกว่าอาคารสำนักงานทั่วไปประมาณร้อยละ 23 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างความได้เปรียบเชิงเศรษฐศาสตร์ แม้ว่าต้นทุนและค่าเช่าสูงขึ้น แต่ด้วยแนวโน้มอุปสงค์ของตลาดอาคารพรีเมียมและนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนอาคารยั่งยืน ทำให้ทั้งเกณฑ์ทั้ง LEED และ WELL กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างเชิงคุณค่า เพิ่มมูลค่าอาคาร และสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของโครงการในระยะยาว
แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้สูงอายุกรณีศึกษา อาคารผู้ป่วย 20 ชั้นศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, รัชนี ธูปสุวรรณ
แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้สูงอายุกรณีศึกษา อาคารผู้ป่วย 20 ชั้นศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, รัชนี ธูปสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบบริการสุขภาพของไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นวิกฤต ทำให้สถานพยาบาลต้องรองรับผู้สูงอายุที่มีความเปราะบางทั้งด้านร่างกาย สังคม และจิตใจ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยา จึงเป็นประเด็นสำคัญ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาวะผู้สูงอายุ วิเคราะห์องค์ประกอบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และนำเสนอแนวทางการจัดการในอาคารผู้ป่วย 20 ชั้น ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากแบบสำรวจ การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ และญาติผู้รับบริการ ผลการศึกษาพบว่า แผนกอายุรกรรมผู้ป่วยนอกชั้น 2 มีความแออัด พื้นที่พักคอยขาดความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ป่วยเปลนอน หอผู้ป่วยสามัญชั้น 12 และชั้น 14 มีอุปกรณ์กีดขวางทางสัญจร และป้ายทางหนีไฟไม่ชัดเจน ส่งผลต่อความปลอดภัย ด้านสังคม และยังขาดพื้นที่กลางสำหรับปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ด้านจิตใจ ผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับความสงบ ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ บริเวณพักฟื้นมีอุณหภูมิสูงและอากาศถ่ายเทน้อย ส่งผลลบต่อสุขภาวะ จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า การจัดการสภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยาแบบองค์รวม ทั้งกายภาพ สังคม และจิตใจ เป็นแนวทางสำคัญ จึงเสนอการปรับปรุงพื้นที่เปลนอน ระบบแสงสว่างและการระบายอากาศ เพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง ส่งเสริมการเข้าถึงห้องน้ำ และจัดทางสัญจรพร้อมป้ายหนีไฟมาตรฐาน โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมการทำงานของบุคลากร เพื่อพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับสังคมสูงวัยในอนาคต
การปรับตัวของศูนย์การค้าไทยในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเมือง ภายหลัง พ.ศ. 2540, วนัสนันท์ ประเสริฐศรี
การปรับตัวของศูนย์การค้าไทยในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเมือง ภายหลัง พ.ศ. 2540, วนัสนันท์ ประเสริฐศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ศูนย์การค้ามีวิวัฒนาการและปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม เศรษฐกิจ และความเปลี่ยนแปลงของเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ศูนย์การค้าถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญและมีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการดำเนินชีวิต การพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้นการวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิวัฒนาการเชิงพื้นที่และการปรับตัวของศูนย์การค้าในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเมือง ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภายหลัง พ.ศ. 2540 จนถึงปัจจุบัน เพื่อนำเสนอแนวทางในการพัฒนาเมืองในอนาคต ในการศึกษานี้มีการใช้เครื่องมือการวิจัยแบบผสมผสาน (Quantitative & Qualitative) โดยวิเคราะห์จากตำแหน่งที่ตั้งและการกระจายตัวเชิงพื้นที่ ของศูนย์การค้า 155 แห่ง ตามขอบเขตการวิจัยที่กำหนด ควบคู่กับการสัมภาษณ์ผู้พัฒนาและสำรวจภาคสนาม จากการศึกษาวิวัฒนาการศูนย์การค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล (พ.ศ. 2470 – 2567) พบว่า 1) วิวัฒนาการของศูนย์การค้าในเชิงการเติบโตของจำนวน และรูปแบบวงจรชีวิตของศูนย์การค้า พบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมากกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม 2) วิวัฒนาการของศูนย์การค้าในเชิงพื้นที่ พบว่า รูปแบบการกระจายตัวขยายจากศูนย์กลางจากบริเวณเขตปทุมวัน และเขตราชเทวี ไปสู่บริเวณรอบนอก และ 3) ปัจจุบันศูนย์การค้าได้ปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและการเปลี่ยนแปลงของเมืองจากการเป็นพื้นที่การค้าสู่การเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่สำคัญ โดยมีการพัฒนาอย่างเชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชนและตอบสนองนโยบายภาครัฐในการเพิ่มพื้นที่สาธารณะและส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างเป็นโครงข่าย
ศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่เชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ : กรณีศึกษา เรือด่วนเจ้าพระยา, เทวี นาคะ
ศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่เชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ : กรณีศึกษา เรือด่วนเจ้าพระยา, เทวี นาคะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะบริบทโดยรอบและลักษณะการเชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆบริเวณท่าเรือด่วนเจ้าพระยา เพื่อหาศักยภาพและข้อจำกัดพร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่เชื่อมต่อบริเวณท่าเรือด่วนเจ้าพระยา โดยการหาความสัมพันธ์ของจำนวนผู้โดยสารกับลักษณะบริบทโดยรอบและลักษณะการเชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ รวมทั้งพิจารณาข้อมูลด้านการใช้ประโยชน์อาคารประเภทต่างๆ ข้อมูลด้านประเภทและจำนวนระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆที่รองรับ ข้อมูลด้านระยะห่างที่ใกล้ที่สุดระหว่างท่าเรือถึงจุดระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ และข้อมูลด้านระยะทางที่ไกลที่สุดในการขนส่งของระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ (Correlation Analysis) ร่วมกับการเปรียบเทียบปริมาณผู้โดยสารกับกลุ่มคุณลักษณะท่าเรือด่วนเจ้าพระยาเพื่อหาข้อบ่งชี้สำคัญ และนำมาสรุปศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่เชื่อมต่อบริเวณท่าเรือด่วนเจ้าพระยาที่เกิดขึ้นผลการศึกษาพบว่าศักยภาพของพื้นที่เชื่อมต่อบริเวณท่าเรือด่วนเจ้าพระยาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นการใช้ประโยชน์อาคาร ความหลากหลายการใช้ประโยชน์อาคาร และการใช้ประโยชน์อาคารในแต่ละประเภท ตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชน (TOD) แต่เกิดจากความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ เพื่อเปลี่ยนถ่ายการเดินทางเป็นหลัก ทั้งในด้านของระบบขนส่งมวลชนเสริม ทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลาย ความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อเรือ-ราง รวมทั้งสถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณโดยรอบท่าเรือก็เป็นอีกหนึ่งในศักยภาพที่ทำให้เกิดการเดินทางด้วยเรือด่วนเจ้าพระยาเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่าข้อจำกัดของพื้นที่เชื่อมต่อที่เกิดขึ้นมาจากตำแหน่งที่ตั้งท่าเรือที่มีข้อจำกัดด้านการพัฒนาหรืออยู่ห่างจากถนนสายหลักในลักษณะของซอยลึกตัน ทำให้ขาดความสามารถในการเชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้มีการใช้งานท่าเรือแค่เพียงบางช่วงเวลาเท่านั้น
Survey On Chinese Tourists' Perception With The Safety Of Consumption Places Environment In Bangkok, Sinan He
Survey On Chinese Tourists' Perception With The Safety Of Consumption Places Environment In Bangkok, Sinan He
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In recent years, Thailand's tourism industry has grown rapidly and has gradually become an important part of the country's economic composition. However, in the post Covid-19 era, as the global economy has been hit by Covid-19, many threats to security have arisen and tourists are worried about their safety. Bangkok, as the capital of Thailand, a country that relies on tourism, has to consider how to change the environment design to make tourists to Thailand feel safer. This is because some dangerous incidents in Bangkok have made Chinese tourists skeptical about the safety of shopping places. Also, from the previous …
การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, ภูริทัต ไชยเศรษฐ์
การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, ภูริทัต ไชยเศรษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรรัฐกับกลุ่มองค์กรทางสังคมในกระบวนการกำหนดและดำเนินนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยมีหน่วยในการวิเคราะห์ ได้แก่ การเคหะแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ขอบเขตการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้กรณีศึกษาได้แก่ ชุมชนแออัดคลองเตย โครงการปรับปรุงฟื้นฟูแฟลตดินแดง และโครงการบ้านมั่นคง ใช้แนวคิดทฤษฎีกระบวนทัศน์นโยบาย (Policy Paradigm) แนวคิดกระบวนทัศน์นโยบายที่แตกต่างกันในแต่ละระดับขององค์กร (Nested Paradigm) และองค์กรสถาบันนิยม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากเอกสารภาคทางการและงานวิจัย ประกอบกับการสัมภาษณ์ทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ และผู้รับผลของนโยบาย แล้วนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบตรวจสอบข้อมูลระหว่างเอกสารและการสัมภาษณ์ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ในลักษณะการเกิดกระบวนทัศน์ใหม่ที่นำไปสู่การล้มล้างกระบวนทัศน์ทัศน์เก่า แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในแต่ละระดับขององค์กร ทั้งในระดับการกำหนดนโยบาย ระดับการวางแผนโครงการ และในระดับปฏิบัติการ โดยทั้ง 3 ระดับนั้นต่างวิวัฒน์เพื่อตอบสนองต่อทั้งการรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมของสถาบัน พร้อม ๆ กับเปลี่ยนแปลงไปตามความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับกลุ่มองค์กรทางสังคมอื่น ๆ ทำให้กระบวนทัศน์เก่าและใหม่สามารถดำรงอยู่ด้วยกันได้ อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าทั้งการเคหะแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ที่มีกระบวนทัศน์แตกต่างและตรงข้ามกัน จะไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในระดับโครงสร้างวัฒนธรรมของสังคมไทย ในทางกลับกันทั้ง 2 องค์กรจะมีลักษณะคล้ายกันภายใต้ระบบราชการมากขึ้น
การติดตามการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของนักศึกษาที่อยู่อาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) กรณีศึกษา: โครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), อรพรรณ จิระชัยประสิทธิ
การติดตามการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของนักศึกษาที่อยู่อาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) กรณีศึกษา: โครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), อรพรรณ จิระชัยประสิทธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการติดตามการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางของนักศึกษาและพิจารณาความสอดคล้องกับเหตุผลของผู้ประกอบการในการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางในโครงการอาคารชุดพักอาศัยสำหรับนักศึกษา โดยวิธีการสำรวจ สังเกต และสัมภาษณ์เชิงลึกนักศึกษาที่พักอาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) โครงการ Kave TU และโครงการ Kave AVA โดยมีกลุ่มตัวอย่างจากการสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งสิ้น 78 คน และสัมภาษณ์ผู้วางแนวคิดในการพัฒนาโครงการของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 คนจากผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งโครงการ Kave TU และโครงการ Kave AVA เลือกใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง 3 อันดับแรกประกอบไปด้วย ห้อง Co-Learning (Co-Working, Study Area), ห้อง Fitness /Boxing, Swimming Pool โดยการใช้งานส่วนใหญ่จะมุ่งตอบโจทย์ส่งเสริมการเรียน ได้แก่ ห้อง Co-Learning, ห้อง Study Area, ห้อง Workshop และห้อง Meeting นอกจากนี้พบว่ามีห้องบางลักษณะที่นอกจากใช้ตามวัตถุประสงค์หลักแล้ว เช่นห้อง Studio, ห้อง Photo, ห้อง Mini Theater และห้อง Creative and Entertainment Lounge ยังสามารถใช้ทดแทนเมื่อมีการใช้งานห้องที่ตอบโจทย์ในด้านการศึกษาและนันทนาการในช่วงเวลาจำเป็น เช่นช่วงสอบ ผู้วิจัยพบว่าข้อมูลทั้ง 3 ส่วนมีความสอดคล้องกันทั้งในด้านผู้อยู่อาศัย อันได้แก่ นักศึกษา โดยพบว่าพื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ เช่นห้องอ่านหนังสือและห้องประชุมกลุ่ม ในด้านผู้ซื้อหรือผู้เช่า อันได้แก่ ผู้ปกครอง พบว่าผู้ปกครองมักให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมการเรียนและความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตของกลุ่มนักศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับผู้ประกอบการที่พิจารณาจัดสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางให้ตอบโจทย์ทั้งนักศึกษาและผู้ประกอบการเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายผู้ประกอบการเสนอแนะ ว่าการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางต้องคำนึงถึงขนาดและลักษณะของโครงการอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ควรพิจารณารูปแบบลักษณะพฤติกรรมของนักศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางที่เหมาะสมกับรูปแบบลักษณะพฤติกรรมของนักศึกษาตามยุคสมัย
รูปแบบการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, บัณฑิตา พันธวุฒิยานนท์
รูปแบบการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, บัณฑิตา พันธวุฒิยานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รถสองแถวเป็นระบบขนส่งกึ่งสาธารณะ (Paratransit) รูปแบบหนึ่งที่มีบทบาทเป็นระบบขนส่งรอง (Feeder mode) และยังได้รับการนิยามว่าเป็นระบบขนส่งนอกระบบ (Informal transport) ด้วยบริการที่ปรับตัวต่อสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าระบบขนส่งมวลชน งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน สถานการณ์การให้บริการของรถสองแถว และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและรูปแบบการเปลี่ยนแปลงการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง ประกอบด้วยสายสีเขียวอ่อน สายสีเขียวเข้ม สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีแดง สายสีเหลือง และแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ตัวแทนผู้ให้บริการรถสองแถวสายละ 1 ตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 100 ตัวอย่างผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการให้บริการด้านระยะทางและความถี่มีความแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยรถสองแถวที่ให้บริการในพื้นที่โดยรอบสถานีชานเมืองมีสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและการผสมผสานการใช้ประโยชน์ที่ดินมากกว่า นอกจากนี้เส้นทางจำนวน 1 ใน 4 ยังมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการเพื่อทำหน้าที่ระบบขนส่งรอง อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเปลี่ยนแปลงการให้บริการไม่ได้สัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีนัยสำคัญ แต่เกิดจากนโยบายของผู้ประกอบการและผู้ให้บริการที่เล็งเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ มีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ในสถานการณ์ที่ปริมาณผู้โดยสารลดลง ดังนั้น นโยบายสนับสนุนศักยภาพของรถสองแถวในการทำหน้าที่เป็นระบบขนส่งรองของระบบขนส่งมวลชนทางรางจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอย่างยั่งยืนต่อไป
โอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว กรุงเทพมหานคร, ฉัตรลดา กาตาสาย
โอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว กรุงเทพมหานคร, ฉัตรลดา กาตาสาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ชุมชนบ้านครัวเป็นชุมชนไทยมุสลิมเก่าแก่ตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) พระราชทานที่ดินให้อยู่ในฝั่งพระนคร เป็นชุมชนขนาดใหญ่ ปัจจุบันเป็นชุมชนที่ยังมีเรือนแบบดั้งเดิมตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 7 อยู่มากถึง 27 หลัง ชุมชนในปัจจุบันตั้งอยู่ระหว่างเขตราชเทวี และเขตปทุมวันที่มีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น เรือนดั้งเดิมเหล่านี้เสี่ยงต่อการสูญหาย ในขณะที่ชุมชนต้องการรักษาไว้เป็นสินทรัพย์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว โดยศึกษาลักษณะกายภาพของเรือนดั้งเดิม ความต้องการของครัวเรือน วิเคราะห์ปัจจัยข้อจำกัด และนำเสนอแนวทางการปรับปรุงเพื่อรักษาคุณค่าของเรือนดั้งเดิม พร้อมทั้งพัฒนาการใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย โดยงานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการสำรวจภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการวิเคราะห์ข้อมูลจากกรณีศึกษาของเรือนดั้งเดิม 5 หลัง เพื่อประเมินความต้องการและความสามารถในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมภายใต้กรอบของแนวคิดการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นผลการศึกษาพบว่า เรือนกรณีศึกษาทั้ง 5 หลัง มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมที่สำคัญ มีคุณค่าความแท้และเป็นตัวแทนของแต่ละยุคสมัยได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นองค์ประกอบสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เรือนเหล่านี้มีปัญหาทรุดโทรมและต้องการการปรับปรุง งานวิจัยเสนอแนวทางการออกแบบปรับปรุง 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) แบบประหยัด ที่เน้นการซ่อมแซมขั้นพื้นฐานเพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย และ (2) แบบสมเหตุสมผล ที่เน้นการอนุรักษ์และปรับปรุงเรือนดั้งเดิมให้คงเอกลักษณ์ พร้อมรองรับการใช้งานในอนาคต การคำนวณงบประมาณเบื้องต้น พบว่ามีงบค่าปรับปรุงซ่อมแซม ตั้งแต่ 30,000-85,000 บาท ขึ้นอยู่กับขอบเขตและลักษณะของการปรับปรุงที่ผู้อยู่อาศัยจะเลือกจากการวิเคราะห์โอกาสและข้อจำกัดของผู้อยู่อาศัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีรายได้ไม่มั่นคง แต่มีความต้องการปรับปรุงเรือนเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างรายได้ รวมถึงการสืบทอดคุณค่าของเรือนไว้ให้กับทายาทรุ่นหลัง แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ไม่เพียงพอสำหรับการปรับปรุงในระดับที่ต้องการ จากการสัมภาษณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ทุกหน่วยงานเล็งเห็นถึงโอกาสในการประสบความสำเร็จในการดำเนินงานและหลายหน่วยงานสามารถให้การสนับสนุน ทั้งในด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ด้านงบประมาณ และการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ยังเห็นพ้องว่า การดำเนินการนี้จำเป็นต้องให้ผู้อยู่อาศัย เจ้าของเรือน และชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของชุมชนจึงเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงและอนุรักษ์เรือนดั้งเดิมในชุมชนบ้านครัว โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้อยู่อาศัยและชุมชนเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน เพื่อระดมทรัพยากรและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ด้วยการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งสำคัญ รวมทั้งควรมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ
แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีกระทรวงสาธารณสุขบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ฯ พ.ศ. 2563 กับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวทั้งหมด ทั้งที่สภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุรยะยาวแตกต่างกัน ดังนั้นงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษากฎหมายและมาตรฐานด้านสภาพแวดล้อมของไทยและต่างประเทศ รวมถึงศึกษาสภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในไทย เพื่อพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่เหมาะสมกับบริบทของไทยงานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาวิเคราะห์เอกสารกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การศึกษาสังเกตสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว และการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวประกอบด้วยพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่พักอาศัย และพื้นที่สนับสนุน รวมถึงชี้ให้เห็นว่าไทยสามารถพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ด้วยการเพิ่มเติมข้อกำหนดให้ครอบคลุมมากขึ้น ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนะมาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ทั้งหมด 12 หมวด นอกจากนี้ผู้วิจัยได้เสนอแนะว่าควรมีการแบ่งระดับมาตรฐานขั้นต่ำเป็น 3 แนวทางคือ แบ่งตามการก่อสร้าง แบ่งตามขนาดอาคาร และแบ่งตามประเภทผู้ใช้บริการ
กลยุทธ์การตลาดโครงการบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษา พื้นที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปกิตา ปางพุฒิพงษ์
กลยุทธ์การตลาดโครงการบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษา พื้นที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปกิตา ปางพุฒิพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการพูลวิลล่าได้รับความนิยมและมีแนวโน้มพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากขึ้นในหัวหิน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาลักษณะโครงการพูลวิลล่าในภาพรวมหัวหิน แนวคิดการพัฒนาโครงการ และกลยุทธ์การตลาดกรณีศึกษา 5 โครงการ คือ บาบาบีช คลับ เรสซิเดนซ์ หัวหิน, วีรันดา พูลวิลล่า หัวหิน - ชะอำ, บูเลอวาร์ด ทัสคานี ชะอำ - หัวหิน, เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเด้นซ์ หัวหิน และกาบานาส หัวหิน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 4 แห่ง คือ CI, VRANDA, SC และ SIRI รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การลงพื้นที่สำรวจ และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบเพื่อสรุปบทเรียนสำคัญในการพัฒนาโครงการประเภทดังกล่าวผลการศึกษาพบว่า 1) ภาพรวมอุปทานโครงการพูลวิลล่าในพื้นที่หัวหิน มี 120 โครงการ ดำเนินการโดย 101 บริษัท โดยมีระดับราคาขายตั้งแต่ 1.49 – 100 ล้านบาท ที่ตั้งโครงการแบ่งเป็น 3 พื้นที่หลัก ได้แก่ พื้นที่ใกล้ทะเล (7 โครงการ) พื้นที่ใกล้ภูเขา (87 โครงการ) และพื้นที่ตัวเมือง (26 โครงการ) โดยบริษัทพัฒนาฯ มักพัฒนาโครงการพูลวิลล่าในพื้นที่ใกล้ทะเล ทำเลที่ตั้งโครงการเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของลักษณะทางกายภาพ การบริการ และการกำหนดกลยุทธ์ของผู้ประกอบการแต่ละราย 2) แนวคิดการพัฒนาธุรกิจโครงการพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาฯ ในพื้นที่หัวหินมีความคล้ายคลึงกัน คือ บริษัทพัฒนาฯ มีความเชี่ยวชาญ ทรัพยากรและประสบการณ์ในตลาดหัวหินมานาน เห็นพฤติกรรมผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เมืองตากอากาศทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป จึงต่อยอดธุรกิจที่อยู่อาศัยรูปแบบเดิม สู่การพัฒนาธุรกิจที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ ที่ยังเป็นช่องว่างของตลาดหัวหินและของบริษัท เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าวิถีชีวิตยุคใหม่ 3) บริษัทพัฒนาฯ ในพื้นที่หัวหินเน้นการพัฒนาโครงการพูลวิลล่าในระดับตั้งแต่ Luxury Class – Ultimate class ระดับราคาเริ่มต้น 7.99 - 100 ล้านบาท แสดงถึงการแข่งขันในตลาดระดับสูง เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งแบ่งเป็น 2 …
ความต้องการและความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น, วราภรณ์ อึ้งอารีย์วิทยา
ความต้องการและความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น, วราภรณ์ อึ้งอารีย์วิทยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กลุ่มวัยเริ่มทำงานเป็นกลุ่มคนที่เริ่มต้นเข้าสู่สังคมของการทำงาน หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ไม่นาน ข้อมูลการสำรวจพบว่าอำเภอเมืองขอนแก่นในปัจจุบัน มีจำนวนคนกลุ่มนี้มากถึง 39,718 คน ซึ่งลักษณะของประชากรวัยเริ่มทำงานเป็นวัยที่กำลังเริ่มต้นสร้างครอบครัว และเริ่มมีการวางแผนเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ด้วยเหตุนี้คนกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดขอนแก่นในอนาคต ดังนั้นงานวิจัยฉบับนี้จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาลักษณะความต้องการที่อยู่อาศัย ของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น รวมไปถึงศึกษาความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยที่ต้องการในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในสถานการณ์การอยู่อาศัยของกลุ่มประชากรสำคัญกลุ่มนี้ โดยวิธีการรวบรวมข้อมูลวิจัยจากแบบสอบถามจำนวน 400 ชุด มาทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ แสดงผลออกมาในเชิงปริมาณ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ หาความสัมพันธ์ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสถานภาพโสด จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี มีอาชีพเป็นพนักงานประจำในบริษัท ไม่มีอาชีพที่สอง มีรายได้ส่วนบุคคล 10,500 -15,000 บาทต่อเดือน และรายได้ครัวเรือน 25,001-40,000 บาทต่อเดือน สังเกตุพบว่ากลุ่มช่วงอายุ 26-27 ปี มีรายได้ 15,001-20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอื่น 2) พฤติกรรมในการใช้ชีวิต มีการเดินทางด้วยรถ จักรยานยนต์ใช้เวลา 15 นาที ถึงที่ทำงาน นิยมซื้อสินค้าจากช่องทางออนไลน์และจากร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน การทำหรือรับประทานอาหารนิยมซื้ออาหารปรุงสำเร็จกลับมารับประทานที่บ้าน งานอดิเรก เล่นโซเชียลมีเดีย เป้าหมายในชีวิต คือ มีเงินพอใช้จ่าย ซึ่งทุกกลุ่มช่วงอายุมีพฤติกรรมและทัศนคติคล้ายคลึงกัน 3) รูปแบบที่อยู่อาศัยปัจจุบันอยู่ในลักษณะการเช่ามากที่สุด ประเภทบ้านเดี่ยว/บ้านแฝด มีราคาเช่า 2,001-4,000 บาทต่อเดือน ปัญหาในการอยู่อาศัยที่พบมากที่สุดคือ ที่พักปัจจุบันอยู่ไกลจากสถานที่ทำงาน 4) รูปแบบที่พักอาศัยที่คนกลุ่มนี้ต้องการในอนาคตเป็นรูปแบบการซื้อมากที่สุด โดยต้องการเป็น บ้านเดี่ยว/บ้านแฝด ราคา 2-4 ล้านบาท อยู่ในทำเลโซนใจกลางอำเภอเมืองขอนแก่น แต่เมื่อประเมินความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยที่ต้องการในอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่าส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายค่าที่อยู่อาศัยที่ต้องการได้ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบซื้อหรือสร้าง ยกเว้นการเช่า อย่างไรก็ตามพบว่ากลุ่มอาชีพข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ ที่มีอายุระหว่าง 26-27 ปี เป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยประเภทซื้อและสร้างมากที่สุดจากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างวัยเริ่มทำงานในอำเภอเมืองขอนแก่นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีความต้องการที่อยู่อาศัยในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยต้องการในรูปแบบบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝด ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้กับแหล่งงานสามารถเดินทางได้สะดวกสบาย ซึ่งผลการสำรวจความสามารถในการจ่ายเพื่อมีที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนกลุ่มนี้พบว่า มีความสามารถในการจ่ายในสัดส่วนร้อยละ 36.5 ของกลุ่มความต้องการทั้งหมดเท่านั้น เมื่อคำนวณจากรายได้ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่าแท้จริงแล้วคนกลุ่มนี้สามารถจ่ายได้ในราคาไม่เกิน …
การติดตามผลการนำแอปพลิเคชันไปใช้ในการจัดการนิติบุคคลในอาคารชุดพักอาศัย, อริยา อริยโชติมา
การติดตามผลการนำแอปพลิเคชันไปใช้ในการจัดการนิติบุคคลในอาคารชุดพักอาศัย, อริยา อริยโชติมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลให้บริษัทบริหารนิติบุคคลมีบทบาทสำคัญมากขึ้น และเกิดการแข่งขันในด้านการบริหารจัดการนิติบุคคลอย่างเข้มข้น หนึ่งในกลยุทธ์ที่บริษัทเหล่านี้นำมาใช้คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนิติบุคคล ซึ่งรวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันนิติบุคคล งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาและติดตามผลการนำแอปพลิเคชันนิติบุคคลมาใช้ในอาคารชุดพักอาศัย โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. ศึกษากระบวนการดำเนินงานและแนวคิดของบริษัทที่บริหารจัดการนิติบุคคล 2. วิเคราะห์ข้อดีและข้อจำกัดของการใช้งานแอปพลิเคชันและ3. เสนอแนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและความพึงพอใจของผู้อยู่อาศัย และการวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์และแบบสอบถามจากกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า การระบาดของโควิด 19 เป็นปัจจัยในการเร่งในการพัฒนาและรูปแบบพัฒนาแอปพลิเคชันนั้นสามารถเลือกพัฒนาได้ทั้งแบบการจัดจ้างบริษัทภายนอกหรือทีมภายในองค์กร ตามทรัพยากรที่มีทั้ง งบประมาณ บุคลากร เวลา และความรู้ โดยตัวแอปพลิเคชันนั้นประกอบไปด้วยระบบหน้าบ้านที่เป็นส่วนที่ลูกบ้านเห็นและให้บริการลูกบ้านและระบบหลังบ้านซึ่งใช้ในการทำงานของนิติบุคคล ซึ่งมุมมองของนิติบุคคลในการใช้แอปพลิเคชันพบว่า ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการจัดการงานนิติบุคคลในโครงการ รวมถึงจัดการระบบและข้อมูลได้อย่างเป็นระเบียบ อย่างไรก็ตามพบข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ความไม่เสถียรของระบบ ความยากในการใช้งานแอปพลิเคชัน และการไม่รองรับการใช้งานของอุปกรณ์บางประเภท และในมุมมองของลูกบ้านแอปพลิเคชันช่วยเพิ่มความสะดวกและความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร ให้บริการ 24 ชั่วโมง โดยฟีเจอร์ที่ใช้บ่อย ได้แก่ การชำระค่าส่วนกลาง การแจ้งซ่อม และการรับพัสดุ และผลความพึงพอใจด้านคุณภาพแอปพลิเคชันและความพึงพอใจของคุณภาพบริการของโครงการ TLP มีระดับคะแนนค่าเฉลี่ยที่มากกว่าโครงการ KKS แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแอปพลิเคชันของโครงการ TLP ที่มากกว่า KKS ซึ่งสะท้อนในเรื่องของผลพฤติกรรมการใช้งานและแนวคิดในการออกแบบเช่นกัน ทั้งนี้งานวิจัยนี้เสนอแนวทางสำหรับผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ใช้งานง่าย การเพิ่มความเสถียรของระบบ ความถูกต้องของข้อมูล และการพัฒนาฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงเพื่อให้การใช้งานแอปพลิเคชันตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดเตรียมและการใช้งานที่จอดรถยนต์ในโครงการผสมผสานการใช้งานสามย่านมิตรทาวน์, อรพัชร จูฬะติดตะ
การจัดเตรียมและการใช้งานที่จอดรถยนต์ในโครงการผสมผสานการใช้งานสามย่านมิตรทาวน์, อรพัชร จูฬะติดตะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาและก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ผสมผสานการใช้งานจำเป็นต้องมีการจัดเตรียมที่จอดรถยนต์ตามข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ กฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2517) และข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544 แต่เนื่องด้วยข้อกำหนดกฎหมายที่บังคับใช้มานาน อาจไม่สอดคล้องกับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันที่มีการพัฒนาในรูปแบบโครงการผสมผสานการใช้งานมากขึ้นกว่าอดีต ดังนั้นการจัดสรรพื้นที่จอดรถยนต์จำเป็นต้องศึกษาจำนวนที่จอดรถยนต์ที่ต้องจัดเตรียม ศึกษาการใช้งานที่จอดรถของผู้ใช้บริการแต่ละพื้นที่ และวิเคราะห์หาสัดส่วนจำนวนการใช้งานที่จอดรถยนต์เฉลี่ยในแต่ละช่วงเวลาเทียบกับจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการต้องจัดเตรียมตามข้อกำหนดกฎหมายของแต่ละประเภทอาคาร โดยงานวิจัยนี้เลือกโครงการสามย่านมิตรทาวน์ในการศึกษา มีขั้นตอนการศึกษา ได้แก่ ทบทวนวรรณกรรม กฎหมาย รวบรวมข้อมูลจากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวบรวมรายงานการใช้ที่จอดรถยนต์จำนวน 556,953 ข้อมูล และนำมาแยกประเภทการใช้งานทั้ง 5 ประเภท ประมวลผลโดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์และสร้างภาพข้อมูล (Power BI) จากนั้นทำการวิเคราะห์หาสัดส่วนการใช้งานที่จอดรถยนต์ด้วยการใช้โปรแกรมตารางคำนวณ (Excel) สรุปผลการศึกษาและอภิปรายผล จากการศึกษาพบว่าจำนวนการจัดที่จอดรถยนต์ของโครงการถูกจัดเตรียมอยู่ที่ 1,648 คัน และมีการจัดเพิ่มเติมซ้อนคันอยู่ที่ 131 คัน รวมทั้งหมดที่ทางโครงการได้จัดเตรียมคือ 1,779 คัน ซึ่งมีปริมาณมากกว่าข้อกำหนดกฎหมายคิดตามประเภทอาคารที่คำนวณได้ว่าต้องจัดเตรียมที่จอดรถอยู่ที่ 1,638 คัน ซึ่งการใช้งานที่จอดรถยนต์คงค้างเฉลี่ยสูงสุดในวันธรรมดาเกิดขึ้นที่ช่วงเวลา 13.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 81% จำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการต้องจัดเตรียมตามข้อกำหนดกฎหมายของแต่ละประเภทอาคาร โดยในช่วงเวลาดังกล่าวการใช้ที่จอดรถยนต์ของพื้นที่สำนักงานมีการใช้งานที่จอดรถยนต์ลดลงอย่างต่อเนื่องแต่พื้นที่พาณิชยกรรมมีการใช้งานที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้นสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด ในส่วนการใช้งานที่จอดรถยนต์คงค้างเฉลี่ยสูงสุดในวันเสาร์อาทิตย์เกิดขึ้นช่วงเวลา 13.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 63% และการใช้งานที่จอดรถยนต์เฉลี่ยสูงสุดในวันหยุดตามประเพณีเกิดขึ้นช่วงเวลา 14.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 57% โดยการใช้ที่จอดรถยนต์ของวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดตามประเพณี พื้นที่สำนักงานและพื้นที่พาณิชยกรรมมีการใช้ที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้นและลดลงอย่างต่อเนื่องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ข้อค้นพบในการศึกษาครั้งนี้สะท้อนและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานที่จอดรถยนต์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละพื้นที่หรือยังใช้งานไม่เต็มตามจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการจัดเตรียม สนับสนุนแนวคิดการใช้ที่จอดรถยนต์ร่วมกันที่ให้สามารถลดจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการจัดเตรียมลงได้ ส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งานพื้นที่และรองรับความต้องการที่หลากหลายได้อย่างเหมาะสม
แนวทางการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่พักอาศัยผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลน : กรณีศึกษาชุมชนบ้านบางพัฒน์ จังหวัดพังงา, พีรพงษ์ สิริวันต์
แนวทางการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่พักอาศัยผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลน : กรณีศึกษาชุมชนบ้านบางพัฒน์ จังหวัดพังงา, พีรพงษ์ สิริวันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การขาดความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลนชายฝั่งทะเลอันดามัน เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถูกจัดให้เป็นเขตอนุรักษ์หรือป่าชายเลน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาวัสดุตามธรรมชาติอันเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษากระบวนการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างในกลุ่มที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเพิ่มทางเลือกด้านวัสดุให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของพื้นที่โดยใช้กรอบแนวคิดเรื่อง วัสดุท้องถิ่น (Local Materials), แนวคิดการก่อสร้างบ้านด้วยตนเอง (Self-Help) และแนวคิดที่อยู่อาศัยที่ทุกคนจ่ายได้ (Affordable Housing) มาเป็นฐานในการวิเคราะห์ โดยทำการเก็บข้อมูลผ่านการสำรวจ การสัมภาษณ์กับเจ้าของบ้าน การสัมภาษณ์เชิงลึกกับช่างก่อสร้าง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าวัสดุพื้นถิ่นที่มีการใช้งานมากที่สุดคือไม้โกงกาง เนื่องจากเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย ไม่มีต้นทุน เป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อมในป่าชายเลน โดยพบการใช้งานในส่วนที่เป็น เสาเข็ม เสาตอม่อ เสา คาน ตง โครงหลังคา และพื้น นอกจากนี้ยังพบการพัฒนาไม้โกงกางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานในส่วนเสาตอม่อด้วยการพอกคอนกรีตเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งาน รวมถึงการใช้ไม้โกงกางเสริมแรงคอนกรีตในเสาตอม่อแทนการผูกเหล็กเสริมแรงเพื่อลดต้นทุนของวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นการเรียนรู้และปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนในชุมชน ทั้งนี้แม้ว่าคนในชุมชนส่วนใหญ่จะสามารถก่อสร้างที่พักอาศัยด้วยตนเองได้ แต่การใช้งานวัสดุก่อสร้างในชุมชนบางพัฒน์ยังไม่ถูกต้องตามมาตรฐานการก่อสร้าง ส่งผลให้ประสิทธิภาพของการใช้วัสดุลดลงภาครัฐจึงควรจัดให้มีหน่วยงานที่มีความรู้ด้านมาตรฐานงานก่อสร้างเข้าไปให้การอบรมเพื่อให้การใช้วัสดุก่อสร้างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับบ้านพักอาศัยของคนในชุมชนป่าชายเลน
แนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรณีศึกษาโครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย, รัชภคิน ห่วงสีทอง
แนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรณีศึกษาโครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย, รัชภคิน ห่วงสีทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการสวางคนิเวศภายใต้การดูแลของสภากาชาดไทยเริ่มเปิดทำการระยะที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2539 นับเป็นโครงการที่พักอาศัยผู้สูงอายุต้นแบบของประเทศไทย แต่จากบริบทที่เปลี่ยนไปของสภาพแวดล้อมและความต้องการของผู้สูงอายุ ทำให้ในปัจจุบันแม้จะมีผู้สูงอายุบริจาคเงินเพื่อสิทธิ์ในการเข้าพักอาศัยถึงร้อยละ 90 แต่เข้าอยู่อาศัยประจำในโครงการเพียงร้อยละ 42 เท่านั้น แสดงให้เห็นถึงปัญหาและข้อจำกัดที่จำเป็นต้องทบทวนความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมและการบริการของโครงการให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ประเด็นข้างต้นจึงกลายเป็นที่มาและความสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา ข้อจำกัด และความต้องการของผู้สูงอายุ เพื่อวิเคราะห์วิธีการจัดการที่พัก สภาพแวดล้อม และรูปแบบพื้นที่จัดกิจกรรมของโครงการสวางคนิเวศ โดยเปรียบเทียบกับโครงการที่พักผู้สูงอายุประเภทอยู่อิสระที่อื่นอีกหนึ่งแห่ง รวมถึงเสนอแนะแนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในโครงการสวางคนิเวศ ผลการศึกษา พบว่ารูปแบบการเข้าพักอาศัยของทั้ง 3 โครงการมีแนวโน้มคล้ายกัน โดยกลุ่มพักประจำในโครงการสวางคนิเวศให้ความสำคัญกับบริการน้อยกว่ากลุ่มอื่น ปัญหาพื้นที่ใช้งานส่วนใหญ่เกิดจากความไม่สะดวก และขาดการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขาดบุคลากรที่เพียงพอ ข้อค้นพบคือ การปรับพื้นที่กิจกรรมช่วยกระตุ้นให้กลุ่มพักไม่ประจำสนใจเข้าพักบ่อยขึ้น ต่างจากกลุ่มไม่พักอาศัยที่ไม่ได้รับผลจากการปรับปรุง อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มเห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมประจำ โดยเฉพาะกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ พร้อมข้อเสนอให้เพิ่มกิจกรรมแบบมีสันทนาการและจัดหาอุปกรณ์ออกกำลังกายให้ครบทุกด้านส่วนการบริหาร โครงการสวางคนิเวศมีแนวทางปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงข้อจำกัดทางงบประมาณ และมีแนวคิดประสานความร่วมมือภายนอกเพื่อเสริมกิจกรรม กระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
การประยุกต์ใช้กลยุทธ์ความยั่งยืนแบบ Esg ในโครงการมิกซ์ยูสด้านค้าปลีก สำนักงาน และโรงแรม: กรณีศึกษา บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน), พรพักตร์ ลีลาสุวรรณกุล
การประยุกต์ใช้กลยุทธ์ความยั่งยืนแบบ Esg ในโครงการมิกซ์ยูสด้านค้าปลีก สำนักงาน และโรงแรม: กรณีศึกษา บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน), พรพักตร์ ลีลาสุวรรณกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภายใต้แรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและความคาดหวังจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กลยุทธ์ ESG (Environmental, Social, and Governance) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในโครงการมิกซ์ยูสที่มีความหลากหลายของประเภทการใช้งาน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการกำหนดและถ่ายทอดกลยุทธ์ ESG ของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) สู่การปฏิบัติในโครงการเซ็นทรัลเวิลด์ ผ่านการวิเคราะห์รายงานความยั่งยืน พ.ศ. 2562–2566 และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ โดยใช้ Content Analysis และ Thematic Analysis ผลการศึกษาพบว่า การนำกลยุทธ์ ESG มาใช้ในโครงการมิกซ์ยูสที่ประกอบด้วยศูนย์การค้า สำนักงาน และโรงแรม จำเป็นต้องออกแบบกระบวนการถ่ายทอดกลยุทธ์จากระดับองค์กรสู่ระดับโครงการอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุม 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การกำหนดแนวคิดและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ (formulate the strategy) 2) การบูรณาการแนวคิด ESG เข้ากับ กลยุทธ์องค์กรและแผนปฏิบัติการ (integration) 3) การแปลงเป้าหมายสู่แผนปฏิบัติการและการปรับให้เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่ของแต่ละยูส (cascade) 4) การดำเนินงานผ่านการบริหารโครงการและการมีส่วนร่วมในระดับปฏิบัติการ (execute) และ 5) การติดตามและประเมินผลผ่านตัวชี้วัดที่สามารถวัดผลได้จริง (tracking) โดยจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านอย่าง ESD (Excellence & Sustainable Development) เป็นกลไกสนับสนุนตลอดกระบวนการ ซึ่งการดำเนินกลยุทธ์ ESG ในโครงการเน้นการปรับใช้งานที่แตกต่างกันตามกิจกรรมของยูส ในกรณีศึกษาใช้ศูนย์การค้าเป็นตัวเชื่อมโยงกิจกรรม ESG ด้านสังคม (S) เนื่องจากมีลักษณะพื้นที่เปิดที่ผู้ใช้งานเข้าถึงได้หลากหลายกลุ่ม โรงแรมเน้นการลงทุนในระบบพลังงานสะอาดและวัสดุรักษ์โลก (E) และสำนักงานมุ่งเน้นการบริหารจัดการพลังงานและขยะ (E) พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เช่าและพนักงาน (S) ผลจากกำหนดกลยุทธ์ ESG เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทฯ และโครงการเซ็นทรัลเวิลด์ได้รับรางวัลด้านความยั่งยืนหลายรายการ โดย 56% ผู้ร่วมกิจกรรมแสดงความพึงพอใจต่อแนวทาง ESG ของโครงการ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อจำกัดด้านการ ปรับปรุงโครงสร้างอาคาร งบประมาณ การมีส่วนร่วมของผู้เช่าบางราย และการประสานงานภายในองค์กร ทั้งนี้ 3 ปัจจัยที่ทำให้การดำเนิน ESG ในโครงการมิกซ์ยูสเกิดผลสัมฤทธิ์ คือ …
การกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส : กรณีศึกษาโครงการปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ และโครงการเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์, พนิตพร พงษ์บูรณกิจ
การกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส : กรณีศึกษาโครงการปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ และโครงการเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์, พนิตพร พงษ์บูรณกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาโครงการประเภทมิกซ์ยูสมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้โครงการมิกซ์ยูสเป็นการผสมผสานการใช้ประโยชน์อสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ 3 ประเภทขึ้นไป เช่น พื้นที่ค้าปลีก สำนักงาน หรือโรงแรมอยู่ในโครงการเดียวกัน นำมาซึ่งการกำหนดกลยุทธ์การตลาดที่มีความเฉพาะตัว บทความฉบับนี้จึงมุ่งศึกษา ลักษณะและรูปแบบองค์ประกอบใช้โครงการมิกซ์ยูสในกรุงเทพมหานคร ตลอดจนแนวคิดและการกำหนดกลยุทธ์การตลาดในโครงการมิกซ์ยูสผ่าน 2 กรณีศึกษา คือ ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ (PVE) และ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ (MBK) โดยใช้วิธีรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ รวมถึงข้อมูลปฐมภูมิผ่านการลงพื้นที่สำรวจ และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก รวมถึงใช้การวิเคราะห์ผลในรูปแบบวิเคราะห์ในกรณีและวิเคราะห์ร่วมระหว่างกรณีศึกษา เพื่อแสดงการถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนาโครงการมาสู่กลยุทธ์การตลาด ตลอดจนแสดงผลของการดำเนินกลยุทธ์ ผลการศึกษาพบว่า 1) โครงการมิกซ์ยูสในกรุงเทพมหานครมีการผสมผสานการใช้งานตั้งแต่ 2 องค์ประกอบไปจนถึง 5 องค์ประกอบ โดยมีรูปแบบการผสมผสานระหว่างองค์ประกอบทั้งหมด 19 รูปแบบ และพบมากในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินสูง มีการคมนาคมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน โดยพื้นที่ค้าปลีกเป็นองค์ประกอบที่ถูกนำมาใช้มากที่สุด 2) แนวคิดในการพัฒนาระดับโครงการที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มศักยภาพผ่านรูปแบบมิกซ์ยูส จะทำหน้าที่เป็นแนวคิดหลักในการกำหนดการใช้งานในระดับองค์ประกอบ 3) พื้นที่ค้าปลีกทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อการใช้งานระหว่างองค์ประกอบในโครงการ และเชื่อมต่อภายในและภายนอกโครงการด้วยรูปแบบการใช้งานที่เปิดเป็นสาธารณะและกายภาพที่อยู่บริเวณส่วนฐานอาคาร ทั้งนี้พื้นที่ค้าปลีกส่งผลต่อลักษณะโครงการ เช่นโครงการ MBK มีพื้นที่ค้าปลีกเป็นสัดส่วนที่มาก ส่งผลให้รับรู้เป็นพื้นที่ค้าปลีก ในขณะที่โครงการ PVE มีพื้นที่ค้าปลีกน้อยแต่เน้นสำนักงาน ส่งผลให้รับรู้เป็นสำนักงาน 4) การกำหนดกลยุทธ์การตลาดโครงการมิกซ์ยูสแบ่งเป็น 2 ระดับ คือระดับองค์ประกอบและระดับโครงการ พร้อมกำหนดกลุ่มเป้าหมายสองระดับโดยกลุ่มเป้าหมายร่วมในระดับโครงการจะสะท้อนตำแหน่งโครงการ ในกรณี PVE ที่มีสำนักงานให้เช่าเป็นองค์ประกอบหลักมีกลุ่มเป้าหมายระดับพรีเมียม สะท้อนตำแหน่งสำนักงาน Ecoplex ระดับพรีเมียมของโครงการ ในขณะที่ MBK มีพื้นที่ค้าปลีกเป็นองค์ประกอบหลักมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายและเน้นการเข้าถึงได้ สะท้อนตำแหน่งพื้นที่ค้าปลีกที่เป็นจุดนัดพบที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ จากผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดในการพัฒนาโครงการมีผลต่อการกำหนดกลยุทธ์การตลาดซึ่งจะถูกกำหนดทั้งในระดับโครงการที่สะท้อนตำแหน่งโครงการ และระดับองค์ประกอบทั้งพื้นที่ค้าปลีก สำนักงานให้เช่า และโรงแรม ที่มีการใช้งาน การกำหนดกลยุทธ์การตลาด และกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน โดยมีพื้นที่ค้าปลีกเป็นจุดเชื่อมต่อการใช้งาน ทั้งนี้งานวิจัยนี้สามารถเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการโครงการมิกซ์ยูส หรือโครงการแบบเดี่ยวที่จะพัฒนาเป็นมิกซ์ยูสในอนาคต
แนวทางการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านแฝด กรณีศึกษา โครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นพนันทร์ วิศิษฏ์ชัยกุล
แนวทางการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านแฝด กรณีศึกษา โครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นพนันทร์ วิศิษฏ์ชัยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บ้านแฝดเป็นที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากราคาที่ถูกกว่าบ้านเดี่ยวแต่มีพื้นที่ใช้สอยที่ใกล้เคียงกัน จึงทำให้เกิดความต้องการเพิ่มมากขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านแฝด โดยการรวบรวมรายละเอียดของโครงการบ้านที่เปิดขายทั้งหมดตั้งแต่ พ.ศ. 2550–2565 และนำมาวิเคราะห์แนวทางการเพิ่มศักยภาพพื้นที่ใช้สอยให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน จากผลการศึกษา พบว่า พื้นที่หลักที่ปรากฏในตั้งแต่ พ.ศ. 2550–2565 ประกอบด้วย ห้องนอนใหญ่, ห้องนอน 2, ห้องรับแขก, พื้นที่รับประทานอาหาร, ห้องเก็บของ, ห้องน้ำชั้นล่างและชั้นบน, ห้องโถงชั้นบน ถือเป็นพื้นที่มาตรฐานที่ต้องมีในบ้านแฝดทุกหลัง ส่วนพื้นที่อื่น เช่น ห้องนอน 3, ห้องน้ำในห้องนอนใหญ่, ห้องครัว, พื้นที่เตรียมอาหาร, ห้องอเนกประสงค์ และโถงชั้นล่าง ปรากฏเฉพาะในบางช่วงเวลาและบางโครงการเท่านั้น โดยพบว่าขนาดของพื้นที่แต่ละส่วน เช่น ห้องนอนใหญ่และโถงชั้นล่างปัจจุบันขนาดลดลงจากเดิม ขณะที่ห้องนอน 2, ห้องนอน 3, ห้องรับแขก และห้องครัวมีขนาดเพิ่มขึ้น โดยมีการออกแบบที่ตอบสนอง ดังนี้ 1) ห้องนอนใหญ่มีการเพิ่มห้องน้ำส่วนตัวและแยกพื้นที่แต่งตัวแม้พื้นที่นอนจะลดลงแต่ได้พื้นที่แต่งตัวเพิ่มขึ้น 2) พื้นที่โถงชั้นล่างมีขนาดลดลงโดยการใช้พื้นที่ทับซ้อนกันระหว่างห้องรับแขกและพื้นที่รับประทานอาหาร 3) ห้องครัวและพื้นที่เตรียมอาหารถูกรวมพื้นที่เข้าด้วยกันเพื่อลดการใช้พื้นที่ 4) ห้องนอน 2 และห้องนอน 3 มีพื้นที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนรูปแบบบันได 5) มีการเพิ่มพื้นที่ของห้องอเนกประสงค์มากขึ้นในช่วงหลัง แม้พื้นที่โดยรวมของบ้านจะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ผู้พัฒนาโครงการสามารถเพิ่มพื้นที่การใช้งานภายในผ่านการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ปรับเปลี่ยนได้ให้สามารถรองรับพื้นที่ที่หลากหลายในพื้นที่เดียวกัน เช่น เตียงพับ โต๊ะซ่อนในผนัง หรือม้านั่งที่เก็บของได้ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มศักยภาพด้วยการออกแบบพื้นที่แนวตั้ง เช่น การสร้างชั้นลอย รวมถึงการเลือกใช้วัสดุอย่างกระจกเงาและประตูบานเลื่อนเพื่อช่วยเพิ่มมิติและลดการสูญเสียพื้นที่ใช้งาน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง ในโครงการผสมผสานการใช้งาน กรณีศึกษาโครงการสามย่านมิตรทาวน์, นริศรา พงษ์โสภณ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง ในโครงการผสมผสานการใช้งาน กรณีศึกษาโครงการสามย่านมิตรทาวน์, นริศรา พงษ์โสภณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการผสมผสานการใช้งาน (mixed-use project) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในโครงการเดียวกันและความคุ้มค่าในการพัฒนาโครงการ ประกอบกับวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะด้านเวลาการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวโน้มใช้บริการต่างๆ ในช่วงเวลากลางคืนเพิ่มมากขึ้น ภาคธุรกิจจึงมีการปรับตัวสู่แนวคิดธุรกิจ 24 ชั่วโมง งานวิจัยนี้เลือกโครงการสามย่านมิตรทาวน์เป็นกรณีศึกษา เนื่องจากเป็นโครงการผสมผสานการใช้งานและมีพื้นที่บางส่วนเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางสังคมเศรษฐกิจ พฤติกรรมการใช้บริการ และปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมงในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 406 ชุดระหว่างวันที่ 19–28 เมษายน พ.ศ. 2568 ในช่วงเวลา 22.00–10.00 น. จากนั้นนำมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติแสดงผลออกมาในเชิงปริมาณ ค่าความถี่ ร้อยละ การทดสอบความสัมพันธ์ของกลุ่มอาชีพ และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 20–30 ปี สถานะโสด เป็นนักเรียน นิสิต หรือนักศึกษา และมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน พฤติกรรมการใช้บริการพื้นที่ส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมงในโครงการสามย่านมิตรทาวน์ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ใช้บริการเฉพาะศูนย์การค้าในส่วนที่เปิด 24 ชั่วโมง มากกว่าใช้บริการทั้งศูนย์การค้า สำนักงาน และที่จอดรถ และไม่พบการใช้บริการร่วมกับส่วนที่พักอาศัยรวมหรือโรงแรม โดยมักเดินทางจากที่พักอาศัยในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางน้อยกว่า 30 นาที ด้วยรถรับจ้างหรือรถยนต์ส่วนตัว มักใช้บริการร่วมกับเพื่อนในช่วงเวลา 22.00–00.00 น. และเลือกใช้พื้นที่ทำงานร่วม (Co-Working Space) สำหรับการทำงานหรืออ่านหนังสือ โดยเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์ ความถี่เฉลี่ยในการใช้บริการอยู่ที่ 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งอยู่ในช่วง 401–600 บาท เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอาชีพ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา และ 2) พนักงานบริษัทเอกชนหรืออื่นๆ พบว่า จากตัวแปรทั้งหมด 25 ตัวแปร มีจำนวน 22 ตัวแปรที่แสดงความสัมพันธ์กับกลุ่มอาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …
การตัดสินใจลงทุนเพื่อพัฒนาคลังสินค้าให้เช่า : กรณีศึกษาบริษัทพัฒนาคลังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, ธนิศรา เลื่อนสุขสันติ์
การตัดสินใจลงทุนเพื่อพัฒนาคลังสินค้าให้เช่า : กรณีศึกษาบริษัทพัฒนาคลังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, ธนิศรา เลื่อนสุขสันติ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คลังสินค้าให้เช่าเป็นหนึ่งในอสังหาริมทรัพย์ภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาศึกษาการตัดสินใจลงทุนพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในพื้นที่ดังกล่าว โดยรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กรณีศึกษาจำนวน 4 ราย และบริษัทที่ปรึกษาจำนวน 3 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบเพื่อศึกษาการตัดสินใจลงทุนและการจัดลำดับความสำคัญของปัจจัย ผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดและนโยบายการลงทุน ผู้พัฒนามีมุมมองสอดคล้องกันว่าคลังสินค้าให้เช่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว ทั้งจากการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ การย้ายฐานการผลิต และความสามารถในการเป็นศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค 2) กระบวนการในการพัฒนามี 4 ขั้นตอนหลัก คือ 1. สำรวจตลลาด 2. สรุปกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 3. หาที่ดิน 4. ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ 3) ปัจจัยในการตัดสินใจลงทุนที่ทั้งกลุ่มผู้พัฒนาในและนอกตลาดหลักทรัพย์ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ประกอบด้วย 8 ปัจจัย ได้แก่ ศักยภาพทำเลที่ตั้ง การเข้าถึงที่ตั้ง ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ข้อกำหนดทางกฎหมายและผังเมือง ทำเลที่ตั้งใกล้กลุ่มการผลิต สภาวะอุปทานคลังสินค้าให้เช่าในพื้นที่ ต้นทุนที่ดิน และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจลงทุนพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในจังหวัดสมุทรปราการได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายด้าน โดยปัจจัยระดับจุลภาคมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะศักยภาพทำเลที่ตั้ง ความสะดวกในการเข้าถึง ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และข้อกำหนดทางกฎหมายและผังเมือง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ผู้พัฒนาพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ปัจจัยระดับมหภาค เช่น นโยบายภาครัฐ และภาวะเศรษฐกิจ ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ แม้อาจไม่ได้เป็นตัวกำหนดหลัก ทั้งนี้ แนวโน้มการพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในอนาคตมุ่งเน้นการออกแบบโครงการที่ทันสมัย ยืดหยุ่น และรองรับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เช่าในยุคปัจจุบัน
แนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรร ระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาทในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล, ชัยวัฒน์ พนอำพน
แนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรร ระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาทในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล, ชัยวัฒน์ พนอำพน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันในตลาดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านอุปทานของตลาดพบว่า สถานการณ์โครงการจัดสรรบ้านเดี่ยวในปัจจุบันนั้นมีแนวโน้มที่สูงขึ้น เนื่องจากจำนวนการเปิดโครงการใหม่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าที่อยู่อาศัยประเภทอื่น ๆ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรรระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาท ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล โดยข้อมูลกรณีศึกษามีทั้งหมด 8 โครงการประกอบไปด้วย แบบบ้านเดี่ยว 17 แบบ ที่เปิดโครงการ ปี 2565 – 2567 โดยทำการรวบรวมข้อมูลการวัดผลความพึงพอใจจากผู้อาศัยในบ้านเดี่ยวทั้งหมด 251 คน, ผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการจำนวน 5 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า (1) บ้านเดี่ยวจากโครงการกรณีศึกษานั้นพบว่ามีรูปแบบ ดังนี้ ขนาดที่ดินเฉลี่ย 52.32 ตารางวา, ขนาดพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ย 161.00 ตารางเมตร และ ประกอบไปด้วย 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ การออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบ โมเดิร์นสไตล์ และ ใช้โทนสี ขาว, เทา, ดำ เป็นหลัก (2) ความพึงพอใจของผู้อยู่อาศัยบ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรรนั้นพบว่า ผู้อยู่อาศัยมีความพึงพอใจต่อขนาดที่ดิน และ ขนาดพื้นที่ใช้สอยของบ้านมากที่สุดโดยความเห็นส่วนมากของผู้อาศัยนั้นให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านเดี่ยวที่ให้ความรู้สึก กว้าง/โปร่ง/โล่ง การออกแบบวางผังบ้านที่มีความยืดหยุ่น และ รองรับการขยายตัวของครอบครัวรวมถึงการต่อเติมในอนาคต (3) ผู้เชี่ยวชาญ และ ผู้ประกอบการ ระบุว่าการออกแบบและพัฒนาบ้านเดี่ยวให้คำแนะนำเกี่ยวกับการออกแบบที่มุ่งเน้นไปยังการใช้งานที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าโดยตรงไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพฤติกรรมการใช้งาน และ ความคาดหวังกับความพึงพอใจในการออกแบบรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยของบ้านเดี่ยว รวมถึง การออกแบบอย่างยั่งยืนโดยการนำเทคโนโลยีที่มีการตอบโจทย์เรื่องประหยัดพลังงาน รวมถึงการคำนึงถึงต้นทุนในการพัฒนานั้นก็ส่งผลถึงการออกแบบรูปแบบ และ พื้นที่ใช้สอยเช่นกัน ผลการวิเคราะห์การศึกษาพบว่าผู้อาศัยบ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรรมีความพึงพอใจต่อการออกแบบรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยอยู่ในระดับที่ มาก โดยบ้านระดับราคาที่สูงจะมีระดับความพึงพอใจเฉลี่ยที่สูงกว่าระดับราคาที่ต่ำกว่า และ พบว่าผู้อาศัยในความสำคัญของประเด็นในการพัฒนาและออกแบบที่พักอาศัยบ้านเดี่ยวตามลำดับดังนี้ (1) ขนาดที่ดิน (2) ขนาดพื้นที่ใช้สอย (3) การออกแบบวางผังบ้าน ในส่วนของรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยนั้นผู้อาศัยคาดหวังให้รูปแบบนั้นมีจำนวน 3ห้องนอน/3ห้องน้ำ/3ที่จอดรถ เป็นอย่างน้อยซึ่งยังไม่สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของรูปแบบในโครงการกรณีศึกษา ในส่วนความเห็นต่อการออกแบบ้านขนาดเล็กนั้นผู้อาศัยมีความเห็นที่สอดคล้องกับทฤษฎีในเรื่องขนาดทางสัญจรภายใน, แปลนเปิด, แสงธรรมชาติ และมีความเห็นที่ไม่สอดคล้องในส่วนของตำแหน่งของบันไดหลักภายในบ้าน ในส่วนของผู้เชี่ยวชาญนั้นได้ให้ระดับความสำคัญของประเด็นในการพัฒนาและออกแบบที่พักอาศัยบ้านเดี่ยวตามลำดับดังนี้ (1) การออกแบบวางผังบ้าน (2) ขนาดพื้นที่ใช้สอย (3) ขนาดที่ดิน โดยให้ความเห็นว่าการพัฒนาโครงการนั้นจำเป็นต้องมีแนวโน้มในการออกแบบให้ขนาดพื้นที่ใช้สอยและขนาดที่ดินเล็กลง …
ความต้องการใช้งานพื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวม เขตกรุงเทพมหานคร, สิรภพ สุปรีดากุล
ความต้องการใช้งานพื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวม เขตกรุงเทพมหานคร, สิรภพ สุปรีดากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พระราชบัญญัติการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดให้การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ต้องมีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) โดยอาคารชุดพักอาศัยรวมเป็น 1 ใน 36 ประเภทโครงการ พื้นที่สีเขียวเป็นข้อพิจารณาส่วนหนึ่งที่ต้องจัดให้มีในรายงาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้งานพื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุด การเปลี่ยนแปลงและไม่เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงความต้องการใช้พื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุดด้วย ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่สีเขียวในโครงการอาคารชุดมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ (1) พื้นที่สีเขียวที่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง มีเหตุผลหลักคือ พื้นที่ส่วนใหญ่มีการออกแบบพื้นที่ที่เหมาะสมจึงเกิดการเสื่อมสภาพน้อย ทำให้งบประมาณที่ใช้ในการดูแลไม่มากเกินกว่าที่กำหนด และการใช้งานตรงตามความต้องการของผู้อยู่อาศัยตามที่ได้ออกแบบไว้ (2) พื้นที่สีเขียวที่เกิดการเปลี่ยนแปลง มีทั้งการเปลี่ยนแปลงจากการบริหารงานของนิติบุคคลโครงการและเกิดจากความต้องการของผู้อยู่อาศัย ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคือ การบำรุงรักษาพื้นที่สีเขียวให้อยู่ในสภาพดีทำได้ยากและสิ้นเปลืองงบประมาณมาก พื้นที่สีเขียวเดิมมีการใช้งบประมาณที่ต้องดูแลในส่วนของค่าแรง ค่าน้ำ และค่าพืชพรรณไม้ หลังการเปลี่ยนแปลงมีค่าใช้จ่ายที่ลดลง แสดงให้เห็นว่า หากมีการใช้พืชพรรณที่เหมาะสม มีความทนทานจะมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาน้อยลง และเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวในโครงการที่เปลี่ยนแปลงจากผู้อยู่อาศัย คือ การออกแบบที่ไม่ตอบสนองกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย โดยไม่ตอบสนองต่อกิจกรรมที่ทำ เช่น มีขนาดเล็กไป มีวัสดุที่ไม่เหมาะสมต่อกิจกรรมนั้น หรือ ไม่มีพื้นที่ให้ทำกิจกรรมบางอย่าง เนื่องจากผู้อยู่อาศัยต้องการให้สภาพแวดล้อมของโครงการดีขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าของโครงการอาคารชุด
การดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์การกระจายธุรกิจ ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย กรณีศึกษา บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ระหว่างพ.ศ.2562 ถึง พ.ศ.2566, พิมพ์มาดา ขำมีศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในระหว่างพ.ศ.2562 – 2566 ทั่วโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบกับความท้าทายในหลายมิติ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายจึงจำเป็นต้องปรับการดำเนินธุรกิจด้วยการกระจายธุรกิจเพื่อกระจายความเสี่ยงและการเติบโตอย่างยั่งยืน ผู้วิจัยได้นำการจัดประเภทมาตรฐานอุตสาหกรรม (TSIC) มาจำแนกการประกอบธุรกิจจึงพบว่าจากทั้งหมด 21 หมวดหมู่ เสนาฯ มีการกระจายธุรกิจ 11 หมวดหมู่ และออริจิ้นมีการกระจายธุรกิจ 12 หมวดหมู่ งานวิจัยฉบับนี้จะศึกษาการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์การกระจายธุรกิจของกรณีศึกษา บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (“เสนาฯ”) และบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (“ออริจิ้นฯ”) เฉพาะการดำเนินงานในช่วงพ.ศ.2562 – 2566 โดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลจากรายงานประจำปี บทสัมภาษณ์ที่ถูกเผยแพร่ทางออนไลน์และบทสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง สัมภาษณ์ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการกระจายธุรกิจของทั้งสองบริษัท จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์และถอดบทเรียนจากการดำเนินธุรกิจของทั้งสองบริษัท ผลการศึกษาพบว่า เสนาฯ และออริจิ้นฯ มีวิสัยทัศน์ในการกระจายธุรกิจตั้งแต่เริ่มประกอบธุรกิจและได้ขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องเสมอมา โดยเสนาฯ ได้ขยายไปยังธุรกิจรายได้ต่อเนื่องในพ.ศ.2552 ส่วนออริจิ้นขยายไปยังธุรกิจรายได้ต่อเนื่องในพ.ศ.2559 จากปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นส่งผลโดยตรงต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ทำให้บริษัทต้องมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการมีรายได้เพียงช่องทางเดียวและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างในเป้าหมายของการประกอบธุรกิจโดยเสนาฯ มุ่งเน้นการสร้างผลกำไรที่เติบโตควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในขณะที่ออริจิ้นฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตที่มั่นคงและรวดเร็วในแต่ละธุรกิจ โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการผลักดันธุรกิจเหล่านั้นเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงพ.ศ.2562 – 2566 เสนาฯ มีการกระจายธุรกิจในรูปแบบที่สัมพันธ์กับธุรกิจหลัก ด้วยการเติบโตในแนวดิ่งแบบเติบโตไปด้านหน้า และการเติบโตในแนวนอนที่มีความสอดคล้องทางการดำเนินงานหรือการบริหารและการตลาด และรูปแบบที่ไม่สัมพันธ์กับธุรกิจหลัก ในขณะที่ออริจิ้นฯ มุ่งเน้นการกระจายธุรกิจเฉพาะในรูปแบบที่สัมพันธ์กับธุรกิจหลัก ด้วยการเติบโตในแนวดิ่งแบบเติบโตไปทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และการเติบโตในแนวนอนที่มีความสอดคล้องทางการดำเนินงานหรือการบริหารและการตลาด การกระจายธุรกิจของทั้งสองบริษัทจึงดำเนินการผ่านหลายวิธีการที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งพบว่าเสนาฯ มุ่งเน้นการลงทุนด้วยตนเอง ส่วนออริจิ้นฯ จะใช้วิธีกิจการร่วมค้าเป็นหลัก ชี้ให้เห็นถึงความเหมาะสมในการเลือกใช้วิธีการกระจายธุรกิจที่เหมาะสมกับบริบท โอกาส และทรัพยากรของแต่ละองค์กร การศึกษาครั้งนี้จึงแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ในการสร้างความมั่นคงและโอกาสในการเติบโตในระยะยาวด้วยการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจและเป็นการถอดบทเรียนโดยการวิเคราะห์วิธีการกระจายธุรกิจและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
การรายงานความยั่งยืนในช่วงการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2566, นิศมา วิริยประเสริฐ
การรายงานความยั่งยืนในช่วงการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2566, นิศมา วิริยประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น รวมถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นต่อประเด็นทางสังคมและบรรษัทภิบาล ได้กระตุ้นให้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ดำเนินธุรกิจโดยยึดแนวคิดความยั่งยืนมากขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรายงานเพื่อความยั่งยืนในช่วงระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการรวบรวมข้อมูลจากรายงาน 56-1 One Report และรายงานความยั่งยืนประจำปี 2566 ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 12 แห่งที่อยู่ในบัญชีรายชื่อหุ้นยั่งยืน (THSI) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปี 2566 พร้อมทั้งสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรจากบริษัทกรณีศึกษา 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อวิเคราะห์ถึงการกำหนดแนวคิดและเป้าหมายสำหรับการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างเพื่อความยั่งยืน แนวทางการดำเนินงานในช่วงดังกล่าว ผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้น ตลอดจนวิเคราะห์ตัวชี้วัดของเกณฑ์และคู่มือการเข้าร่วมการประเมินความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2566 โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กับการรายงานความยั่งยืนในช่วงระหว่างการก่อสร้าง ผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 12 แห่ง มีการกำหนดแนวคิดและเป้าหมายการดำเนินงานก่อสร้างเพื่อความยั่งยืนครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) 2) ในด้านการรายงานความยั่งยืนช่วงการก่อสร้าง พบว่า บริษัททั้ง 12 แห่ง มีการนำแนวคิดและเป้าหมายด้านความยั่งยืนมาปรับใช้ในการดำเนินงานช่วงระหว่างการก่อสร้าง โดยมิติสิ่งแวดล้อมเน้นการรายงานถึงมาตรการจัดการน้ำเสียและมลพิษทางเสียงที่เป็นระบบ การจัดการขยะและของเสีย การบริหารจัดการทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำ การควบคุมมลพิษทางอากาศ การออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน และการวางแผนบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพในทางปฏิบัติ มิติสังคมเน้นเรื่องการบริหารจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม การจูงใจและรักษาพนักงาน การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย การเคารพสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาศักยภาพแก่พนักงานผ่านกิจกรรมและนโยบายที่ชัดเจน และมิติบรรษัทภิบาลเน้นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างครอบคลุม และการนำนวัตกรรมทางธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ในเชิงบริหารงานก่อสร้างและเชิงวัสดุก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้ง 3 มิติ มีการรายงานการดำเนินงานครอบคลุมขั้นตอนการวางแผน การดำเนินงาน และการติดตามประเมินผล อย่างเป็นระบบ กรณีศึกษาของศุภาลัยและเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการออกแบบโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง แผนการดำเนินงาน และการบริหารจัดการทรัพยากรที่มุ่งเน้นความยั่งยืน และ 3) ตัวชี้วัดของตลาดหลักทรัพย์ฯ ประจำปี 2566 มีความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติการบริหารโครงการช่วงก่อสร้างในหลายด้าน อาทิ การบริหารการสื่อสาร การบริหารทรัพยากรบุคคล วัสดุ และการบริหารผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมความยั่งยืนในการบริหารโครงการก่อสร้าง …
Living Conditions, Housing Choice And The Challenge On Education Of Low-Income Youth Urban Migrants In Yangon: The Case Study Of Kamayut Township, B D. Sang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines how living conditions, housing choices, and education issues affect low-income youth who move to urban areas in Kamayut Township, Yangon. It uses interviews with 22 participants to understand how poor housing and limited access to public facilities impact these young migrants' education and personal growth. Most migrants live in hostels or shared apartments because they cannot afford better options. These housing situations include overcrowding, noise, and unreliable utilities. Such challenges make it hard for them to focus on their studies, but they try to overcome this by managing their time well and finding other places to study.Additionally, …
Tourist's Perspective On Community-Based Tourism As A Strategy For Historic Neighborhood Revitalization: A Case Study Of Nang Loeng, Ni Li
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Nang Loeng, an old-town district in Bangkok Metropolis, is a microcosm of the historic urban communities in tourist cities at risk of expropriation which are facing the dilemma of being forced to relocate for planned development. Nang Loeng area is trying to adopt community-based tourism as the main strategy to negotiate the planned developments and regenerate their communities. Although community-based tourism is generally acknowledged as a positive strategy for social-economic revitalization since its community participation and co-decision making procession, there is a dual neglect in the fields of tourism and urban planning when examining the effectiveness of community-based tourism as …