Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Urban, Community and Regional Planning Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 61 - 90 of 292
Full-Text Articles in Urban, Community and Regional Planning
พฤติกรรม ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจและความพึงพอใจ ของนักท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ กรณีศึกษา บ่อน้ำร้อนพรรั้ง ธาริน ฮอตสปริง จังหวัดระนอง และวารีรัก ฮอตสปริง แอนด์ เวลเนส จังหวัดกระบี่, รัฐวิชญ์ เศรษฐยุกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสนใจและส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ ปัจจัยการตัดสินใจ ความพึงพอใจ ของนักท่องเที่ยวต่อองค์ประกอบสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ โดยกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้คือนักท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อน 3 แห่งได้แก่บ่อน้ำร้อนพรรั้ง ธาริน ฮอตสปริง จังหวัดระนอง และวารีรัก ฮอตสปริง แอนด์ เวลเนส จังหวัดกระบี่ โดยทำแบบสอบถามนักท่องเที่ยวจำนวน 410 คน สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการ 3 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ 1 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุ 41-50 ปี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทหรือพนักงานเอกชน มีรายได้อยู่ในช่วง 10,000-25,000 บาทต่อเดือน มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่อาศัยในภาคใต้ มีวัตถุประสงค์การท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน ส่วนใหญ่มาท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติเป็นครั้งแรกใช้เวลาในสถานที่น้อยกว่า 1 วัน มักเดินทางมากับครอบครัวหรือญาติ มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 100 บาท รับรู้แหล่งท่องเที่ยวโดยเพื่อนหรือคนรู้จัก 2) นักท่องเที่ยว ให้ระดับความสำคัญในปัจจัยการตัดสินใจท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติต่อองค์ประกอบการท่องเที่ยว เรียงลำดับดังนี้ ด้านแหล่งท่องเที่ยว ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านกิจกรรม ด้านการบริหารแหล่งท่องเที่ยว ด้านที่พัก และด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว โดยรวมนักท่องเที่ยวพึงพอใจระดับมากที่สุด มีแนวโน้มกลับมาใช้ซ้ำและบอกต่อคนรู้จัก การวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณความพึงพอใจต่อปัจจัยการตัดสินใจองค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยว พบว่าองค์ประกอบด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านแหล่งท่องเที่ยว ด้านการบริหารแหล่งท่องเที่ยว และด้านกิจกรรมมีความสัมพันธ์ต่อระดับความพึงพอใจนักท่องเที่ยวเสนอให้เพิ่มกิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยว เช่น นวด ทำสปา พัฒนาปรับปรุงทางเข้าและทางสัญจรของแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มบริการร้านอาหาร พัฒนาการบริการของเจ้าหน้าที่ และพัฒนาบ่อน้ำพุร้อน ทางผู้ประกอบการเสนอแนะคือต้องเข้าใจบริบทสถานที่ คำนึงถึงจุดเด่นของน้ำพุร้อน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงตามความต้องการของนักท่องเที่ยว และผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ศึกษาองค์ประกอบเวลเนส และทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และความต้องการของนักท่องเที่ยว นำมาปรับใช้ในการพัฒนาสถานที่และบริการ
กลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ชญานิศ ริเริ่มสุนทร
กลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ชญานิศ ริเริ่มสุนทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หันมาออกแบบกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อได้รับอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงิน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาแนวคิด รูปแบบ วิธีการ ผลการดำเนินกลยุทธ์ รวมถึงข้อจำกัดและอุปสรรคจากการดำเนินกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้การรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารข้อมูลประจำปี พ.ศ. 2565 (แบบ 56-1 One Report) เว็บไซต์ และ Facebook Page ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 33 บริษัท และข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการจำนวน 6 บริษัท วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเปรียบเทียบการดำเนินงานระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ กลาง และเล็กผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การขายโดยเพิ่มโอกาสและศักยภาพในการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ซื้อ บริษัทฯ มุ่งใช้กลยุทธ์การขายนี้กับกลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยประกอบอาชีพพนักงานประจำ กลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยประกอบอาชีพอิสระ และกลุ่มนักลงทุน 2) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยดำเนินกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งสิ้น 8 รูปแบบกลยุทธ์ 17 วิธีการขาย ได้แก่ (1) กลยุทธ์การให้ความรู้เกี่ยวกับการกู้ซื้อบ้าน (2) กลยุทธ์การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระในขั้นตอนการค้นหาข้อมูล (3) กลยุทธ์การลดภาระค่าใช้จ่ายเงินดาวน์ (4) กลยุทธ์การลดภาระค่าใช้จ่ายงวดเงินผ่อนธนาคาร (5) กลยุทธ์การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระในขั้นตอนการตัดสินใจซื้อ (6) กลยุทธ์การมีบริการที่ปรึกษาทางการเงินและสินเชื่อ (7) กลยุทธ์การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อ และ (8) กลยุทธ์การลดข้อจำกัดในการขอสินเชื่อ โดยใช้ทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการก่อสร้างโครงการ มักใช้ในขั้นตอนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากที่สุด โดยเฉพาะ 3-6 เดือนก่อนโครงการก่อสร้างเสร็จ บริษัทฯ เลือกใช้กลยุทธ์แตกต่างกันตามรูปแบบที่อยู่อาศัยและราคา ซึ่งสะท้อนถึงกลุ่มเป้าหมายของโครงการ รวมถึงแผนการขยายตัวของบริษัทฯ ในปีนั้นๆ 3) การใช้กลยุทธ์การขายดังกล่าวช่วยกระตุ้นให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น นำไปสู่การปิดการขาย สร้างยอดขายและรับรู้รายได้ได้ตรงตามแผนงานในที่สุดผลการศึกษาชี้ให้เห็นความสำคัญในการส่งเสริมผู้ซื้อให้เข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยผ่านการใช้กลยุทธ์การขายโดยสรุปได้เป็น 4 ประเด็นคือ 1) การให้ความรู้ทางด้านการเงินและสินเชื่อ (Financial Literacy) 2) การลดค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อ 3) การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ และ 4) การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อผ่านวิธีการต่างๆ งานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากส่งเสริมให้ประชาชนวางแผนการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยก่อนซื้อบ้านตั้งแต่ช่วงต้นของกระบวนการซื้อจะช่วยให้ผู้ซื้อเตรียมความพร้อมก่อนซื้อบ้านและเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ดียิ่งขึ้น
ลักษณะการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวของเมืองรองภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 1, ธีรกานต์ พินิจกุล
ลักษณะการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวของเมืองรองภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 1, ธีรกานต์ พินิจกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาลักษณะของเมืองรองที่มีความสัมพันธ์ต่อการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวภายหลังการระบาดของโรคโควิด 19 ระลอกที่ 1 ด้วยข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจากหน่วยงานภาครัฐ ควบคู่กับข้อมูลการเคลื่อนที่จากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือจากดีแทค และข้อมูลองค์ประกอบของเมืองด้านการท่องเที่ยวจาก Google Maps เพื่อเติมเต็มช่องว่างในการศึกษาการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวพร้อมทั้งขยายโอกาสในการพัฒนาแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับการท่องเที่ยวของเมืองรองเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต งานวิจัยฉบับนี้ใช้ลักษณะการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวเป็นดัชนีวัดระดับความสามารถในการฟื้นตัวของแต่ละจังหวัดได้ทั้งหมด 6 ดัชนี จาก 3 ลักษณะการฟื้นตัว ได้แก่ ดัชนีอัตราการฟื้นตัว ดัชนีการฟื้นตัวสะสม และดัชนีการฟื้นตัวสู่จุดสูงสุดต่อเวลาที่ใช้ โดยมองผ่าน 3 มิติ คือ รายได้และจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ในการวัดระดับความยืดหยุ่นด้านการท่องเที่ยวของเมืองรอง และค้นหาลักษณะของเมืองรองที่มีความสัมพันธ์ต่อการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยว โดยใช้ลักษณะของเมืองรองด้านการท่องเที่ยว เป็นตัวแปรอิสระในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า การท่องเที่ยวระยะใกล้เป็นหลักประกันของการฟื้นตัว การท่องเที่ยวชุมชนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวหลังภาวะวิกฤต และเมืองรองที่มีกิจกรรมใหม่และการโปรโมทเพื่อสร้างความโดดเด่นแก่การท่องเที่ยวสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น ทางออกของเมืองรองคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัดในระยะใกล้ ส่งเสริมการใช้อัตลักษณ์ชุมชนในการสร้างความโดดเด่นให้การท่องเที่ยวเมืองรองอย่างเป็นรูปธรรม และการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านองค์กรบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยว อนึ่ง การสร้างความยืดหยุ่นและเข้มแข็งด้านการท่องเที่ยวในจุดหมายปลายทางนั้นอาศัยรากฐานที่แข็งแรงของระบบการท่องเที่ยวในพื้นที่จึงจะสามารถยืดหยัดได้เป็นอย่างดีทั้งในภาวะปกติและสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วในภาวะวิกฤต
ข้อเสนอแนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในสถานประกอบการภาคเอกชน 3 แห่ง, ปวีณวัชร์ เรืองโรจน์ธนา
ข้อเสนอแนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในสถานประกอบการภาคเอกชน 3 แห่ง, ปวีณวัชร์ เรืองโรจน์ธนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็วมีจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ทิศทางการขยายตัวในด้านธุรกิจรับดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเติบโต กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ประกาศ กำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ในสถานประกอบการที่ดูแลผู้สูงอายุ พ.ศ. 2563 ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นที่มาสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสำรวจสภาพแวดล้อมทางกายภาพของสถานประกอบการปัจจุบันเป็นอย่างไร เพื่อเสนอแนะการปรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงผลการศึกษาสามารถทำการแบ่งพื้นที่ออกมาตามลักษณะการใช้งานได้ดังนี้ ส่วนพักอาศัย ส่วนกิจกรรม ส่วนสนับสนุน ลักษณะทางกายภาพของสถานประกอบการที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีปัญหา มีข้อจำกัดและอุปสรรคที่ไม่เหมาะต่อการใช้งาน ประเด็นหลักที่ไม่ตรงตามข้อกำหนดเช่น ห้องน้ำ วัสดุอุปกรณ์ราวจับ และทางลาดลิฟต์โดยสาร เป็นต้น เกิดจากการปรับเปลี่ยนจากอาคารประเภทอื่นมาเปิดให้บริการ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อการพัฒนา ด้านโครงสร้างของอาคารที่ไม่ได้ออกแบบไว้เพื่อรองรับการใช้งานสำหรับผู้สูงอายุตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้พื้นที่การใช้งานบางจุดไม่สามารถปรับแก้ได้เนื่องจากมีผลกระทบกับโครงสร้างเดิมของอาคาร นอกจากนี้ผู้วิจัยพบว่า สภาพแวดล้อมปัจจุบัน ไม่สอดคล้องตามแนวคิด สภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยา ซึ่งมีผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจ เช่น แสงธรรมชาติที่จะช่วยลดภาวะซึมเศร้า สีของอาคาร ผนัง พื้น ฝ้าเพดาน และเฟอร์นิเจอร์ควรใช้โทนสีอ่อนเป็นสีกลางๆ หรือโทนสีธรรมชาติ เช่น สีขาว สีครีม สีน้ำตาล และการจัดการด้านพื้นที่ในแต่ละส่วนที่ใช้งานทั้งต่อผู้สูงอายุ และผู้ดูแล ที่ควรคำนึงเรื่องความปลอดภัยติดตั้งอุปกรณ์ราวจับ เป็นต้น โดยคำนึงความสะดวกสบายและการออกแบบเพื่อการเยียวยาเป็นอันดับแรก ข้อเสนอแนะการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยใช้เกณฑ์ตามข้อกำหนดกฎหมายที่กำหนดด้านสถานที่ ร่วมกับหลักการออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพเพื่อการเยียวยา คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักเพื่อการฟื้นฟู ทางกาย ใจ สังคม ที่เหมาะสมต่อภาวะพึ่งพิง นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้ปรับจำนวนเตียงพักอาศัยภายในห้องพักรวม และจัดเตรียมพื้นที่แยกสำหรับผู้สูงอายุที่เข้าสู่ภาวะวิกฤต เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการต่อไป
กลยุทธ์การตลาดของที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา : กรณีศึกษา 6 แห่ง, พชร พุทธนิมนต์
กลยุทธ์การตลาดของที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา : กรณีศึกษา 6 แห่ง, พชร พุทธนิมนต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันกลุ่มลูกค้ากลุ่มคนรักสัตว์ได้เติบโตขึ้นมาก และมีความต้องการที่จะนำสัตว์เลี้ยงไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ ด้วย ที่พักหลายแห่งเล็งเห็นถึงแนวโน้มความต้องการนี้ ส่งผลให้เกิดการเติบโตของธุรกิจที่พักนักท่องเที่ยวที่สามารถอนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ โดยเฉพาะในพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ บทความจึงมุ่งศึกษาลักษณะของที่พักและกลยุทธ์การตลาด รวมถึงปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดของที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ โดยใช้การรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ Booking.com เว็บไซต์และ Facebook Page ของที่พัก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการที่พักกรณีศึกษาจำนวน 6 แห่ง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อสรุปบทเรียนการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดดังกล่าวผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดในการทำที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมี 3 แบบ ได้แก่ แบบ A เริ่มจากการเลี้ยงสัตว์อยู่แล้ว มีที่ดินหรือซื้อที่ดินทำที่พักส่วนตัวและต้องการมีพื้นที่รองรับสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้เกิดที่พักแบบรีสอร์ต แยกหลังแบบส่วนตัว มีบริเวณสนามหญ้าทุกหลัง แบบ B การซื้อที่ดินเพื่อทำธุรกิจที่พักและมองเห็นการท่องเที่ยวกับสัตว์เลี้ยง เป็นลักษณะพื้นที่แบบเดิมแต่เพิ่มให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ พื้นที่ไม่รองรับสัตว์เลี้ยงเท่าที่ควร ที่พักพยายามปรับตัวอย่างสนามหญ้าเพิ่มขึ้นหรือเพิ่มกิจกรรม และแบบ C การซื้อกิจการมาปรับปรุงเป็นที่พักที่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ ทำให้มีจำนวนห้องมาก มาจากโครงสร้างเดิมและปรับปรุงต่อเติมใหม่ ทำให้พื้นที่สวนน้อยลง 2) ลักษณะที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่มีทั้งหมด 3 ประเภท คือประเภทโรงแรม ประเภทรีสอร์ต/วิลล่า และประเภทอื่นๆ เช่น เต้นท์ บ้านต้นไม้ ฟาร์มสเตย์ เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการมีแนวคิดสำคัญคือชื่นชอบในสัตว์เลี้ยงและต้องการให้มีพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง 3) ลักษณะที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ผู้ประกอบการทำ คือลักษณะที่พักแบบมีบริเวณพื้นที่สนามหญ้า 4) กลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการที่พักมีทั้งหมด 4 กลุ่ม คือกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มวัยทำงาน กลุ่มครอบครัวที่มีบุตรและสัตว์เลี้ยง และกลุ่มคู่รักที่มีสัตว์เลี้ยง โดยแนวโน้มกลุ่มลูกค้าที่จะกลับมาใช้บริการซ้ำมากที่สุดคือกลุ่มครอบครัวเพราะชื่นชอบการบริการของที่พักและเป็นที่พักที่รองรับสัตว์เลี้ยง จากกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาใช้บริการผู้วิจัยพบว่ากลยุทธ์การตลาดของที่พักที่ผู้ประกอบการดำเนินอยู่เดิมแล้วนั้นคือกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ เช่น การมีพื้นที่สนามหญ้าบริเวณหน้าที่พักทุกหลัง การมีบริการพนักงานดูแล 24 ชั่วโมง และด้านการส่งเสริมการตลาด เช่น การฟรีค่าเข้าพักของสุนัขตัวแรก 5) ปัญหาและอุปสรรคที่ทางผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องเจอคือ เรื่องความรับผิดชอบของลูกค้าต่อสัตว์เลี้ยงของตนเองในการเข้าพัก ส่งผลต่อรายการสิ่งอำนวยความสะดวกและการกำหนดราคาห้องพักผลการศึกษาชี้ให้เห็นบทเรียนที่สำคัญของการดำเนินกลยุทธ์การตลาดของที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง คือการกำหนดกลยุทธ์ 1) ด้านผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แนวคิด การกำหนดประเภทที่พักไปจนถึงลักษณะพื้นที่ใช้งาน ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดราคาและกิจกรรม 2) ด้านการบริการ ลูกค้าที่นำสัตว์เลี้ยงมาด้วยจะนิยมกลับมาใช้บริการซ้ำ 3) ด้านการส่งเสริมการตลาด ที่พักมีโปรโมชั่นการรวมกิจกรรมเข้ากับราคาห้องพัก และผู้ประกอบการสามารถนำแนวคิดนี้ ไปใช้ในการวางแผลกลยุทธ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ โดยปรับตามบริบทของทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่
การศึกษาเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกการใช้โทรศัพท์มือถือในช่วงมิถุนายน 2563 - ตุลาคม 2564, สุวนันท์ วีรงคเสนีย์
การศึกษาเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกการใช้โทรศัพท์มือถือในช่วงมิถุนายน 2563 - ตุลาคม 2564, สุวนันท์ วีรงคเสนีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2563 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2564 โดยใช้ข้อมูลบันทึกการใช้บริการโทรศัพท์ (Call Detail Record; CDR) จากผู้ใช้งานจำนวน 664,500 บัญชี คิดเป็นจำนวนการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างจุดหมายปลายทาง 7,115,986 ทริป ครอบคลุม 77 จังหวัดในประเทศไทย ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการวิจัยเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการเดินทางท่องเที่ยว บทบาทของจังหวัดจุดหมายปลายทาง และศึกษากลุ่มจังหวัดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยเพื่อประยุกต์ใช้กับการปรับปรุงแผนพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยว ผ่านใช้วิธีการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม โดยวิเคราะห์ 3 วิธี ได้แก่ การวัดความเป็นศูนย์กลางตามระดับการเชื่อมต่อโดยคำนึงถึงค่าถ่วงน้ำหนัก จำนวนการเดินทางระหว่างจังหวัด และการหาชุมชนในเครือข่ายจากการศึกษาการเดินทางท่องเที่ยวแบบค้างคืนและการเดินทางท่องเที่ยวแบบไปกลับ พบว่าเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ในภาคกลาง โดยมีกลุ่มการเดินทางท่องเที่ยว 15 กลุ่ม 9 คู่จังหวัดจุดหมายปลายทาง รูปแบบการท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางมีลักษณะแบบให้ความสำคัญกับจุดหมายปลายทาง (en route) เปรียบเทียบผลการศึกษากับเขตพัฒนาการท่องเที่ยวพบว่าเขตพัฒนาการท่องเที่ยวยังไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยว โดยสามารถนำผลลัพธ์ของการวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อการนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัดจากพฤติกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัด อย่างไรก็ตามงานวิจัยฉบับนี้มีข้อจำกัดในด้านระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลซึ่งอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2563 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2564 ซึ่งอยู่ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งอาจส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวแตกต่างจากช่วงสถานการณ์ปกติ การศึกษาในอนาคตควรรวบรวมข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือหรือการศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาสถานการณ์ปกติเพิ่มเติม
ความสัมพันธ์ระหว่างที่อยู่อาศัยและแหล่งงานของผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่บางพลีจังหวัดสมุทรปราการ, นนท์ธวัช หงษาฤกษ์
ความสัมพันธ์ระหว่างที่อยู่อาศัยและแหล่งงานของผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่บางพลีจังหวัดสมุทรปราการ, นนท์ธวัช หงษาฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมืองใหม่บางพลีโดยการเคหะแห่งชาติเริ่มแผนก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ.2523 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2537โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการขยายตัวของกรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดเมืองใหม่ที่สมบูรณ์ในตัวเอง (Self – contained New Town) เพื่อลดการเดินทางเข้าสู่แหล่งงานในกรุงเทพมหานคร โดยตั้งเป้าหมายให้ผู้ที่อยู่อาศัยในเมืองใหม่อย่างน้อยร้อยละ 50 มีงานทำในเมืองใหม่ ปัจจุบันเมืองใหม่บางพลีได้ผ่านการพัฒนากว่า 43 ปี การเคหะแห่งชาติมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ว่างที่เหลือภายในเมือง ดังนั้นการศึกษาด้านที่อยู่อาศัยและแหล่งงานจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาเมืองหใหม่เป็นอย่างมาก วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างที่อยู่อาศัยและแหล่งงานของผู้อยู่อาศัยที่อาศัยอยู่ในเมืองใหม่บางพลี ลักษณะที่อยู่อาศัยและที่ตั้งของแหล่งงาน พฤติกรรมการเดินทางไปทำงาน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนที่อยู่อาศัย 40,386 หน่วย โดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 411 ชุด เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลผลจากการศึกษาพบว่าผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่บางพลีย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองใหม่ช่วงระยะ 6-10 ปี มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 32 ของกลุ่มตัวอย่าง เป็นครัวเรือนผู้รายได้น้อยร้อยละ 35.3 มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 16,425 บาทต่อเดือน เป็นครัวเรือนผู้มีรายได้ปานกลางร้อยละ 39.4 มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 31,515 บาทต่อเดือน และเป็นครัวเรือนผู้มีรายได้สูงร้อยละ 25.3 มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 55,312 บาทต่อเดือน ลักษณะที่อยู่อาศัยเป็นประเภทอพาร์ตเม้นท์มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 33.3 โดยมีลักษณะการถือครองแบบเช่ารายเดือนมากถึงร้อยละ 58.4 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างที่อยู่อาศัยและแหล่งงานพบว่าผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่บางพลีทั้งในพื้นที่การพัฒนาของภาครัฐและเอกชนร้อยละ 85.2 ทำงานอยู่ภายในเมืองใหม่ โดยมีอาชีพค้าขายสูงสุดร้อยละ 29.4 รองลงมาคือพนักงานโรงงานร้อยละ 25.8 และรับจ้างบริษัทเอกชนร้อยละ 22.6 ตามลำดับ มีระยะทางในการเดินทางไปทำงานเฉลี่ย 4.2 กิโลเมตร ส่วนใหญ่ใช้เวลาเดินทางเฉลี่ย 26 นาที โดยคนทำงานเลือกเดินทางโดยรถจักรยานยนต์เป็นหลักร้อยละ 37.0 รองลงมาคือรถยนต์ส่วนตัวร้อยละ 26.0 และรถรับ-ส่งพนักงานร้อยละ 15.6 ตามลำดับ มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเฉลี่ยอยู่ที่ 744 บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 2.3 ของรายได้ครัวเรือนต่อเดือน ระยะทางของที่อยู่อาศัยที่อยู่ใกล้กับแหล่งงานทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการเดินทาง เป็นไปตามแนวคิดตั้งต้นในการพัฒนาเมืองใหม่ในการมีแหล่งงานควบคู่ไปกับการพัฒนาที่อยู่อาศัย แต่ลักษณะของผู้อยู่อาศัยที่สิทธิ์การถือครองที่อยู่อาศัยเป็นแบบเช่ารายเดือนเป็นส่วนใหญ่ไม่คอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มบ้านที่ต้องการให้มีสิทธิ์การถือครองแบบเป็นเจ้าของตามที่การเคหะแห่งชาติคาดการณ์ไว้ผลการศึกษามีข้อเสนอแนะดังนี้ การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่และการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีแหล่งงานเป็นนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต ของทั้งภาครัฐและเอกชนควรพิจารณาเรื่องรูปแบบและสิทธิ์การถือครองที่อยู่อาศัยที่มีความหลากหลายเพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย หากภาคเอกชนต้องการจะพัฒนาที่ดินหรือที่อยู่อาศัยสามารถใช้โครงการนี้เป็นกรณีศึกษาในการวางแผนพัฒนาได้ โดยควรเน้นการพัฒนาโครงการที่ผนวกรวมที่อยู่อาศัย แหล่งงานและพาณิชยกรรมเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดเป็นพื้นที่ชุมชน เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตสร้างสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายของกิจกรรมและการอยู่อาศัย
การติดตามผลการดำเนินงาน “บ้านเคหะสุขประชา” โครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอาชีพ :กรณีศึกษา กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการในโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าและฉลองกรุง, แพรวพัชร วิรัชกุล
การติดตามผลการดำเนินงาน “บ้านเคหะสุขประชา” โครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอาชีพ :กรณีศึกษา กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการในโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าและฉลองกรุง, แพรวพัชร วิรัชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากแต่การมีที่อยู่อาศัยกลับไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำกันได้ในทุกครัวเรือน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงมีการจัดทำ แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ด้วยวิสัยทัศน์ คือ “คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายใน พ.ศ. 2579” ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติ ได้มีการพัฒนาโครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย “บ้านเคหะสุขประชา” เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพื่อให้ผู้สูงอายุ คนพิการ ข้าราชการชั้นผู้น้อย หรือข้าราชการเกษียณ และประชาชนที่มีรายได้น้อย รวมถึงผู้บุกรุก ในพื้นที่สาธารณะให้มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีความต้องการที่จะศึกษาโครงการฯดังกล่าว เพื่อนำมาติดตามผลการดำเนินงานของโครงการฯ รวมถึงการศึกษา วิเคราะห์ และติดตามการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุและคนพิการในโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าและฉลองกรุง ซึ่งจะช่วยเป็นแนวทางในการปรับปรุงโครงการฯ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงพื้นที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุและคนพิการในรูปแบบที่อยู่อาศัยรายได้น้อยพร้อมอาชีพ และสามารถเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการจัดการโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ หรือคนพิการรายได้น้อยสำหรับภาครัฐต่อไปผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุและคนพิการในโครงการที่อยู่อาศัยเกิน 6 เดือน ส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ไม่เกิน 5,000-10,000 บาทต่อเดือน เป็นกลุ่มที่พอช่วยเหลือตนเองได้ (Independent Living for Elderly) เลือกเข้าอยู่อาศัยในโครงการเนื่องจากค่าเช่าที่อยู่อาศัยอยู่ในช่วงราคาที่สามารถเข้าถึงได้(Affordable Housing) และมีรูปแบบที่อยู่อาศัยของโครงการมีรูปสอดคล้องต่อสภาพการดำรงชีวิต เมื่อให้ผู้สูงอายุและคนพิการเปรียบเทียบที่อยู่อาศัยของตนเองก่อนและหลังเข้าอยู่อาศัยในโครงการ พบว่าสภาพการอยู่อาศัยในโครงการทำให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยความพึงพอใจในการอยู่อาศัยอยู่ในเกณฑ์มีความพึงพอใจมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย คือ 4.37) ในส่วนของอาชีพเศรษฐกิจสุขประชาที่โครงการจัดเตรียมให้ผลการสัมภาษณ์พบว่าผู้สูงอายุและคนพิการ ไม่ได้ประกอบอาชีพเศรษฐกิจสุขประชาเนื่องจากขาดเงินทุน ขาดความสามารถในการประกอบอาชีพ และมีสภาพร่างกายที่เสื่อมลงทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ บางส่วนที่มีการสนับสนุนค่าเลี้ยงดูให้จึงไม่ประกอบอาชีพ จากผลสรุปข้างต้นพบว่าโครงการสามารถตอบสนองความพึงพอใจในรูปแบบการอยู่อาศัยผู้สูงอายุและคนพิการได้ดี แต่ยังคงต้องมีการปรับปรุงการออกแบบทั้งหน่วยการอยู่อาศัย และภาพรวมของโครงการ ในส่วนของเศรษฐกิจสุขประชาด้านอาชีพด้านอาชีพไม่ประสบผลสำเร็จในกลุ่มของผู้สูงอายุและคนพิการ เนื่องจากหลักสูตรและอาชีพไม่สอดคล้องกับผู้สูงอายุและคนพิการทั้งนี้ข้อเสนอแนะในด้านการออกแบบที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุและคนพิการ ต้องคำนึงถึงความต้องการพิเศษและการใช้งานที่ปลอดภัย ความสะดวกสบาย เพื่อให้ผู้สูงอายุและคนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควรมีการจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการพยุงตัวในห้องน้ำของที่อยู่อาศัยทั้งโครงการ เนื่องจากมีแนวโน้มที่ผู้อยู่อาศัยที่เป็นผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นในอนาคต ด้านการออกแบบโครงการควรมีการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถให้ผู้สูงอายุและคนพิการออกมาใช้งานแล้วเกิดศักยภาพแก่ร่างกายและจิตใจ ควรมีการจัดเช่าพื้นที่จัดสรรประโยชน์ เพื่อให้ในโครงการฯมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น การมีตู้กดน้ำดื่ม จุดซักผ้าหยอดเหรียญ และสมควรมีพื้นที่สำหรับสถานพยาบาลหรือหน่วยฉุกเฉินขนาดเล็ก เพื่อดูแลผู้สูงอายุและคนพิการในกรณีฉุกเฉิน ด้านเศรษฐกิจสุขประชาควรมีการสนับสนุนอาชีพที่มีความเฉพาะมากขึ้นสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการ โดยควรมีลักษณะที่คำนึงถึงข้อจำกัดทางกายภาพและสุขภาพ ทั้งนี้อาจเสนออาชีพที่ผู้สูงอายุและคนพิการสามารถจัดทำได้เมื่ออาศัยอยู่ในที่พักอาศัย หรือการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางของโครงการให้รองรับการสร้างอาชีพ เช่น พื้นที่ลานมีหลังคาสำหรับการประกอบอาชีพสามารถรองรับการปรับเปลี่ยนอาชีพส่วนกลางที่มีความหลากหลาย
Modal Shift From The Metro Rail Transit (Mrt) To The Bus Rapid Transit (Brt) Along Epifanio Delos Santos Avenue, Metro Manila, Rommar Jaie Reyes
Modal Shift From The Metro Rail Transit (Mrt) To The Bus Rapid Transit (Brt) Along Epifanio Delos Santos Avenue, Metro Manila, Rommar Jaie Reyes
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Traffic congestion in Metro Manila, particularly along Epifanio de los Santos Avenue (EDSA), is a long-standing issue. Hundreds of thousands of commuters travel along EDSA daily, utilizing major transit systems such as the Metro Rail Transit (MRT) Line 3 and the Bus Rapid Transit (BRT) Route 1, which run parallel to each other. Despite the BRT operating for more than four years since the Covid-19 pandemic, few studies have examined its effects on the MRT, particularly concerning commuter demographics. This research fills this gap by examining the shift from MRT to BRT along EDSA, comparing user demographics, and identifying factors …
การขยายตัวของที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนเหนือ ก่อนและหลังการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพู, นพกฤษฏิ์ ฐานพิริยากรณ์
การขยายตัวของที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนเหนือ ก่อนและหลังการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพู, นพกฤษฏิ์ ฐานพิริยากรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการขยายตัวของที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนบนก่อนและหลังการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพู โดยผู้วิจัยได้ศึกษา 1) รูปแบบที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ถนนติวานนท์ ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนรามอินทราตั้งแต่ช่วงก่อนเริ่มมีมติก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู 2) ความสอดคล้องของแนวคิดและทฤษฎีในต่างประเทศเกี่ยวกับการขยายตัวของเมืองต่อรูปแบบการขยายตัวของที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค สาธารณูปการโดยเลือกช่วงเวลาศึกษาของการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพูระหว่างปี พ.ศ. 2554 ถึง พ.ศ. 2567 และช่วงเวลาดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ 1) ก่อนมีมติก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู 2) เริ่มก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู 3) เมื่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูแล้วเสร็จ โดยวิธีวิจัย คือ การศึกษาจากเอกสาร (documentary research) การลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลการรวบรวมจัดทำชุดข้อมูลผ่านการแสดงผลเป็นลักษณะแผนที่ และการวิเคราะห์ผ่านการรวบรวมชุดข้อมูล แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับการขยายตัวของเมืองผลการศึกษาพบว่า การขยายตัวของที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนบนมีการพัฒนาโครงข่ายถนนเชื่อมต่อพื้นที่ชานเมืองกับกรุงเทพมหานคร จนเกิดประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบตามถนนสายหลัก อาทิ ถนนติวานนท์ ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนรามอินทรา และเกิดพาณิชยกรรมในรูปแบบร้านค้าตึกแถวริมทางตามแนวถนน เมื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพูเริ่มก่อสร้าง จึงเริ่มมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงจากที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นที่อยู่อาศัยแนวสูงในบางพื้นที่ ตลอดแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู โดยเฉพาะในบริเวณจุดตัดของโครงข่ายถนนและราง รวมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงของพาณิชยกรรมและเมื่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูแล้วเสร็จ พบที่อยู่อาศัยแนวสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ในบริเวณจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีชมพูกับรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ และมีการพัฒนาศูนย์การค้าชุมชนที่เพิ่มมากขึ้นอยู่ในบริเวณที่อยู่อาศัยแนวสูงและแนวราบใกล้สถานีรถไฟฟ้า ในบริเวณสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู พบว่า มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวสูง ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าชุมชน และนอกรัศมีสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู พบว่า มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบ ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าชุมชน ตามลำดับการพัฒนาการขยายตัวของที่อยู่อาศัยและโครงข่ายราง
แนวทางการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกสำหรับผู้สูงอายุ กรณีศึกษาชุมชนคลองพลับพลา ชุมชนทรัพย์สินใหม่ ชุมชนเลิศสุขสม และชุมชนบึงยี่โถ, พัณณิตา ศรีกุมาร
แนวทางการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกสำหรับผู้สูงอายุ กรณีศึกษาชุมชนคลองพลับพลา ชุมชนทรัพย์สินใหม่ ชุมชนเลิศสุขสม และชุมชนบึงยี่โถ, พัณณิตา ศรีกุมาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงสร้างประชากรของประเทศไทยเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัย” ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 กล่าวคือ มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด โดยใน พ.ศ. 2565 ประชากรไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 18.94 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งในอีกไม่เกิน 20 ปี ประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าผู้สูงอายุจะขึ้นมาเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ประเทศไทยยังขาดการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกอาคารที่ซึ่งเป็นพื้นที่ทางสังคมที่ทำให้คนในชุมชนได้มาปฏิสัมพันธ์กัน การที่หลายชุมชนยังขาดพื้นที่ดังกล่าวหรือจัดการพื้นที่ได้ไม่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุไม่ออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน เกิดความเสี่ยงต่อการแยกตัวจากสังคมและนำไปสู่ปัญหาทางจิตใจของผู้สูงอายุในเวลาต่อมา การพัฒนาพื้นที่เหล่านี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ พบปะสังสรรค์ มีกิจกรรมที่สร้างเสริมสุขภาพและความสัมพันธ์ในชุมชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างเสริมสุขภาพทางกายและทางใจของผู้สูงอายุ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยฉบับนี้ที่เป็นงานวิจัยแบบผสมผสานประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสำรวจและการสัมภาษณ์ และการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการสัมภาษณ์ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ วิเคราะห์ความต้องการ ปัญหา และข้อจำกัด พร้อมนำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ โดยมีกรณีศึกษาทั้งหมด 4 พื้นที่ ได้แก่ ชุมชนคลองพลับพลา ชุมชนทรัพย์สินใหม่ ชุมชนเลิศสุขสม และชุมชนบึงยี่โถ (หมู่บ้านปิยวรารมย์) ผลการศึกษาพบว่าทุกชุมชนมีการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกสำหรับผู้สูงอายุ โดยสามารถจำแนกพื้นที่ตามรูปแบบการใช้งานได้ 4 ประเภท ได้แก่ พื้นที่นันทนาการ พื้นที่ออกกำลังกาย พื้นที่พักผ่อน และพื้นที่แปลงผักสวนครัว โดยพื้นที่แต่ละประเภทมักตั้งอยู่รวมกันบริเวณส่วนหน้าถึงส่วนกลางของชุมชนที่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ทั้งนี้บางชุมชนอาจจะมีการกระจายพื้นที่แต่ละประเภททั่วชุมชน ผลคือชุมชนต้องใช้งบประมาณมากขึ้นในการดูแลรักษาและไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ปัญหาหลัก ๆ ของแต่ละชุมชนคือพื้นที่บางส่วนมีการความทรุดโทรม ขาดร่มเงา บางส่วนถูกทิ้งร้างเนื่องจากขาดงบประมาณและการดูแลรักษา จึงเสนอให้จัดตำแหน่งของพื้นที่ส่วนกลางรวมอยู่จุดเดียวเพื่อลดภาระในการดูแลรักษา กำหนดเวลาเปิดปิดพื้นที่ที่มีทรัพย์สินของชุมชนและมอบหมายคนดูแล เพิ่มม้านั่งแบบถาวรพร้อมราวพยุงตัวในพื้นที่ส่วนกลางและทางเดิน จัดการพื้นที่ทางเท้าให้ปลอดภัย และเพิ่มร่มเงาจากต้นไม้
แนวทางการพัฒนากายภาพและสภาพแวดล้อมสถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุ ประเภทบ้านเดี่ยว ขนาดน้อยกว่า 20 เตียง ในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์สินี ตันไพบูลย์
แนวทางการพัฒนากายภาพและสภาพแวดล้อมสถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุ ประเภทบ้านเดี่ยว ขนาดน้อยกว่า 20 เตียง ในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์สินี ตันไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันสังคมสูงวัยเป็นประเด็นที่หลายประเทศให้ความสนใจมากขึ้นจากการที่สัดส่วนจำนวนผู้สูงอายุมีการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี โดยในประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (complete aged society) ใน พ.ศ. 2565 ทำให้ปัจจุบันธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งสถานบริบาลผู้สูงอายุขนาดเล็กมักจะเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวและตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร จากประเด็นดังกล่าวจึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อการพัฒนา ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนา รวมทั้งเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาสถานบริบาลให้เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยผู้สูงอายุผู้วิจัยได้ทำการศึกษาจากกรณีศึกษาทั้งหมด 4 แห่ง ด้วยการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงานภายในสถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุ รวมทั้งได้มีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการสถานบริบาลมักจะเลือกบ้านเดี่ยวมาพัฒนาเนื่องจากต้องการให้ผู้พักอาศัยได้มีบริเวณสำหรับการเดิน ทำกิจกรรม และพักผ่อน ส่วนทางกายภาพพบว่า ส่วนใหญ่ทำถูกต้องตามกฎกระทรวงและมาตรฐาน แต่มีปัญหาและข้อจำกัดในการใช้งานบางอย่าง โดยเฉพาะบริเวณห้องน้ำ บันได ทางลาด และที่จอดรถ และพบปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาสถานบริบาล 3 ประการ คือ 1) สภาพแวดล้อมที่ตั้ง 2) โครงสร้างอาคาร 3) งบประมาณ จากข้อจำกัดด้านงบประมาณที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการให้ลำดับความสำคัญในการปรับปรุงพื้นที่ เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการให้ลำดับความสำคัญในการปรับปรุง 5 พื้นที่หลัก ดังนี้ 1) ห้องน้ำ 2) ประตู 3) ทางลาด 4) บันได 5) ลิฟต์ นอกจากนี้พบว่าลักษณะการอยู่อาศัยที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุต้องให้ความสำคัญกับบรรยากาศของที่อยู่อาศัยทั้งภายในสถานบริบาลและสภาพแวดล้อมภายนอกจากผลการศึกษาลักษณะที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ ที่พบว่าสถานบริบาลควรมีการคำนึงถึงความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุเป็นหลัก เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถช่วยเหลือตนเองได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุและตรวจสอบความถูกต้องของสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุตามข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
รูปแบบที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง: กรณีศึกษา โครงการสถาบันผู้สูงอายุแมคเคน และโครงการสวางคนิเวศ, วริศรา ศุภาลัยวัฒน์
รูปแบบที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง: กรณีศึกษา โครงการสถาบันผู้สูงอายุแมคเคน และโครงการสวางคนิเวศ, วริศรา ศุภาลัยวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันทั่วโลกพบปรากฏการณ์การสูงวัยของประชากร ซึ่งในประเทศไทย หนึ่งในสามของผู้สูงอายุอาศัยอยู่ตามลำพังและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลถึงการเตรียมตัวโดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ โดยผู้สูงอายุมักต้องการอยู่อาศัยในที่เดิมของตน แต่ความต้องการในการใช้พื้นที่เปลี่ยนแปลงตามระดับภาวะพึ่งพิง ส่งผลให้เกิดโครงการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผู้สูงอายุต่อเนื่องตั้งแต่แข็งแรงจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต โดยวิทยานิพนธ์เล่มนี้มุ่งศึกษาที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง ผ่านการวิเคราะห์พื้นที่ ปัญหาและข้อจำกัดของโครงการ เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนา โดยการสำรวจและสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ และผู้ใช้บริการในกรณีศึกษา 2 โครงการ ได้แก่ สถาบันผู้สูงอายุแมคเคน และสวางคนิเวศจากการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุต้องการอยู่ที่เดิมจนถึงวาระสุดท้ายจากความเคยชินในพื้นที่และสังคม ดังนั้นการมีระบบดูแลอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ผู้สูงอายุได้อยู่ในพื้นที่และสังคมเดิมตั้งแต่แข็งแรงเป็นต้นไป โดยที่มีการออกแบบมารองรับทุกการเปลี่ยนแปลง มีความต่อเนื่องในระบบประวัติสุขภาพ การดูแลสุขภาพ การจัดกิจกรรม และการดูแลเรื่องอาหาร ซึ่งช่วยชะลอความเสื่อมถอยของผู้สูงอายุ แต่หากจัดให้ผู้สูงอายุหลากหลายกลุ่มอยู่ร่วมกัน ผู้สูงอายุที่แข็งแรงจะดูแลกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิงจนทำให้ผู้สูงอายุละเลยการดูแลตนเองและทำให้เกิดความเสื่อมถอย จะเห็นถึงความซับซ้อนของโครงการ จึงเป็นข้อจำกัดที่ทำให้โครงการในลักษณะนี้มีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับโครงการของผู้สูงอายุประเภทอื่น ส่วนทางกายภาพ การคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นปัจจัยแรกที่เจ้าหน้าที่และผู้ใช้บริการนึกถึง และเมื่อเทียบสภาพแวดล้อมโครงการกับมาตรฐาน พบว่าด้านกายภาพถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังต้องเพิ่มเติมบางเรื่อง เช่น พื้นผิวต่างสัมผัส เพื่อให้สามารถรองรับได้ทุกคนอย่างเท่าเทียมตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคนข้อเสนอแนะจากการศึกษา เสนอให้ในโครงการที่มีการรองรับผู้สูงอายุหลากหลายกลุ่มต้องมีการจัดการความสมดุลระหว่างกลุ่มตามภาวะพึ่งพิง โดยแยกพื้นที่อยู่อาศัยตามกลุ่ม เพื่อให้เหมาะตามความต้องการเฉพาะ แต่รวมพื้นที่ทำกิจกรรมเพื่อให้แต่ละกลุ่มได้พบกันจะช่วยกระตุ้นทางร่างกาย จิตใจ นอกจากนี้โครงการที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่องมีขนาดใหญ่และซับซ้อนจึงแนะนำให้เพิ่มองค์กรช่วยให้คำปรึกษา หรือกำหนดมาตรฐานเพิ่มเติม และมีการกระตุ้นในเชิงการจัดอันดับเพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้าย โครงการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่องเริ่มมีแผนพัฒนามากขึ้นในประเทศไทยจากค่านิยมที่เปลี่ยนแปลง จึงเสนอให้มีการวิจัยโครงการในอนาคตหลังการพัฒนาแล้วเสร็จต่อไป
Livelihoods In Motion : A Case Study Of Housekeepers As Informal Workers In Bangkok, Kittipon Phummisuttikul
Livelihoods In Motion : A Case Study Of Housekeepers As Informal Workers In Bangkok, Kittipon Phummisuttikul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Transportation planning research often overlooks the distinct needs of informal domestic workers. This study focuses on live-out housekeepers in Bangkok and examines how their mobility, work characteristics, and socioeconomic status affect their livelihoods. The study used non-probability sampling methods, including convenience, snowball, and purposive sampling. Data from 61 respondents were collected through surveys and semi-structured in-depth interviews and were analyzed using descriptive statistics, crosstabulation, inferential statistics (ANOVA), and word cloud analysis. The study found that live-out housekeepers in Bangkok face high mobility, adaptability, and uncertainty levels. The research highlights the challenges that housekeepers face as informal workers, emphasizing the impact …
Mode Choice For School Trips : A Case Study In Schools Proximate To Mass Transit Stations In Bangkok, Thailand, Phannarithisen Ong
Mode Choice For School Trips : A Case Study In Schools Proximate To Mass Transit Stations In Bangkok, Thailand, Phannarithisen Ong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Transit-oriented development (TOD) is essential to promote independent travel and encourage mass transit use among students, which has several advantages for their physical well-being and boosts their confidence in society. Despite a decade of mass rail transit development and TOD development in Bangkok City, cars still queue to drop students at schools, even near transit stations. This presents a paradox: Why do students go to school in proximity to the mass transit system but not use the mass transit system? The high reliance on personal cars will inevitably shape children’s transportation habits in adulthood, significantly impacting the city’s air quality …
วิวัฒนาการการเรียนการสอนด้านการผังเมืองในประเทศไทย, เกวลี น้อยสันโดด
วิวัฒนาการการเรียนการสอนด้านการผังเมืองในประเทศไทย, เกวลี น้อยสันโดด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษารวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอนด้านผังเมืองในประเทศไทย และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการเรียนการสอนด้านผังเมืองในประเทศไทยร่วมกับสถานการณ์ที่สำคัญที่เกี่ยวข้องในอดีต เพื่อศึกษาวิวัฒนาการการเรียนการสอนด้านผังเมือง และเพื่อเสนอแนะในการพัฒนาหลักสูตรด้านผังเมืองในอนาคตของประเทศไทย โดยมีวิธีการวิจัย ได้แก่ การรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร การวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนด้านการผังเมืองในประเทศไทย ผลการศึกษาจากการรวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอนด้านผังเมืองในประเทศไทยปัจจุบันพบว่าเปิดสอนทั้งหมด 10 สถาบัน มีหลักสูตรรวมทั้งสิ้น 19 หลักสูตร แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ หลักสูตรระดับปริญญาบัณฑิต และหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรในช่วงแรกเป็นหลักสูตรในระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปากร และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทั้งสองหลักสูตรมีอิทธิพลต่อการก่อตั้งหลักสูตรในสถาบันอื่น ๆ ต่อมา ผลการวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนผังเมืองในอนาคต แสดงให้เห็นว่า การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เป็นปัจจัยระดับสากลที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ในขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือการเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมสูงอายุ ทั้งนี้ สามารถสรุปข้อเสนอแนะในการพัฒนาหลักสูตรด้านผังเมืองในอนาคตของประเทศไทยที่ได้จากการสัมภาษณ์ได้ว่าแนวทางการปรับตัวของหลักสูตรด้านการผังเมืองในอนาคตได้แก่ 1) การปรับการเรียนการสอนให้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) 2) การยึดมั่นในหลักการของการผังเมือง 3) การพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นเป้าหมายสำคัญ 4) การเตรียมความพร้อมเพื่อการปรับเนื้อหาบนความไม่แน่นอน 5) การปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดวิชาชีพมากขึ้น และ 6) การสร้างเครือข่ายสู่ระดับนานาชาติ งานวิจัยนี้จึงมีข้อเสนอแนะเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับทิศทางของการจัดการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน ซึ่งเน้นการสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 จึงควรเพิ่มเติมทักษะทางด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ ซึ่งจำเป็นสำหรับบุคลากรด้านการผังเมืองในอนาคต ในปัจจุบันสถาบันการศึกษาต่าง ๆ สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างอิสระโดยไม่จาเป็นต้องยึดโยงกับแนวทางขององค์กรวิชาชีพ จึงสามารถคาดหวังหลักสูตรที่มีความหลากหลายมากขึ้นในอนาคตได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรจะต้องสอดคล้องกับมุมมองทิศทางของวิชาชีพด้วย เนื่องจากการเรียนการสอนด้านการผังเมืองมีเนื้อหาที่ต้องสะท้อนทั้งมิติของวิชาชีพและวิชาการไปพร้อมกัน
ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียม ของ บริษัทออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และ ทาวน์เฮาส์ ของ บริษัทบริทาเนีย จำกัด (มหาชน) ระดับราคา 3-6 ล้านบาท ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ของกลุ่มเจนเนอร์เรชั่นวาย, กษิดิศ เตชะวิเชียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ช่วงวิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากโดยเฉพาะธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงและมีแนวโน้มไม่กลับมาเหมือนเดิม ทั้งปัจจัยในการตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัยและกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งกลุ่มเจนเนอร์เรชั่นวายกลายเป็นกลุ่มที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยและอาศัยอย่างแท้จริง (Real Demand) ทั้งโครงการคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ อีกทั้งเป็นเป้าหมายหลักที่บริษัทพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ ส่วนใหญ่ให้ความสนใจทั้งในช่วงวิกฤตโควิด-19 และช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 ผู้วิจัยมีความสนใจศึกษาปัจจัยในการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ของกลุ่มเจนเนอร์เรชั่นวาย ในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยมีปัจจัยที่ควบคุม คือ อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ราคาใกล้เคียงกัน และ บริษัทเดียวกัน เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยในการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของกลุ่มเจนเนอร์เรชั่นวาย ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ซื้อคอนโดมิเนียมที่ได้จากการสุ่ม มีช่วงอายุ 29-35 ปี (Y2) มากที่สุด มีปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสามอันดับแรก ได้แก่ ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ปัจจัยโควิด-19 และปัจจัยทำเลที่ตั้ง ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ซื้อทาวน์เฮาส์ที่ได้จากการสุ่ม มีช่วงอายุ 22-28 ปี (Y1) มากที่สุด มีปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสามอันดับแรก ได้แก่ ปัจจัยโควิด-19 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ปัจจัยลักษณะบ้าน ซึ่งปัจจัยโควิด-19 และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากที่สุด โดยปัจจัยโควิด-19 ไม่ได้ทำให้ความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคลดลง ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในด้านของราคาและโปรโมชั่น ช่วยให้ระยะเวลาในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภครวดเร็วขึ้น ส่วนใหญ่มีระยะเวลาในการตัดสินใจหนึ่งเดือนหรือน้อยกว่า
Process And Stakeholder Relations In The Development Of City Festival To Stimulate The Creative Economy : The Case Study Of Chiang Mai Blooms, Atikarn Arunchot
Process And Stakeholder Relations In The Development Of City Festival To Stimulate The Creative Economy : The Case Study Of Chiang Mai Blooms, Atikarn Arunchot
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Festivals relate to the creative economy in diverse ways, in which collaboration and relationships of stakeholders in the festival development process are significant factors that lead to positive impact of the festival. The aims of this paper are to examine the development process of the Chiang Mai Blooms as a city festival, the relationship of the stakeholders involved in the festival to promote the creative economy, and the factors promoting collaboration among festival stakeholders to drive the creative economy. The qualitative data was collected by conducting interviews and using questionnaires, and the secondary data was gathered from the related news …
The Perspectives Of Stakeholders On Definition, Critical Criteria, And Supporting Measures For Affordable Housing In Bangkok, Panissara Kitisuthatham
The Perspectives Of Stakeholders On Definition, Critical Criteria, And Supporting Measures For Affordable Housing In Bangkok, Panissara Kitisuthatham
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to explore stakeholder perspectives on developing affordable housing in Bangkok through in-depth interviews and questionnaires. The study investigates three areas: definitions, critical criteria, and supporting measures. The data will be collected from stakeholders representing three sectors: the public sector, the private sector, and academia and non-governmental organizations. This research has established a framework for developing in-depth interviews and questionnaire surveys as part of its study from case studies of affordable housing development in other countries. During the literature review of case studies from other countries, it was discovered that affordable housing targets not only low-income households but …
ศูนย์พักพิงชั่วคราว สำหรับผู้ประสบภัยในสถานการณ์ภัยพิบัติ, โศจิรัตน์ วรพันธุ์
ศูนย์พักพิงชั่วคราว สำหรับผู้ประสบภัยในสถานการณ์ภัยพิบัติ, โศจิรัตน์ วรพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภัยพิบัติ สามารถสร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สิน โดยมีภาวะโลกร้อนเป็นตัวกระตุ้นให้อัตราการเกิดภัยพิบัติเพิ่มขึ้น 5 เท่าและสร้างความเสียหายมากขึ้น 7 เท่า วิจัยเล่มนี้จึงดำเนินการศึกษาตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการรับมือในสถานการณ์ภัยพิบัติ และการจัดศูนย์พักพิงชั่วคราว 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในการดำรงชีวิตในศูนย์พักพิงชั่วคราวของผู้ประสบภัย 3) เสนอแนะแนวทางการจัดศูนย์พักพิงชั่วคราว สำหรับผู้ประสบภัยในสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างเหมาะสม เพื่อศึกษาการเตรียมรับมือ การตอบสนองความต้องการพื้นฐานด้านที่อยู่ และผลกระทบด้านร่างกาย จิตใจและสังคม ศึกษากรณีศึกษา 3 แห่ง จากสถิติการเกิดภัยพิบัติและความช่วยเหลือด้านที่พัก โดยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ประสบภัย ในความดูแลของศูนย์ปภ.เขต 12 สงขลา, ศูนย์ปภ.เขต 13 อุบลราชธานี และศูนย์ปภ.เขต 18 ภูเก็ต จำนวน 30 คน พร้อมลงพื้นที่สำรวจศูนย์พักพิงชั่วคราว ประเทศไทย มีความได้เปรียบด้านที่ตั้ง จากความอุดมสมบูรณ์และมีฝนตกตามฤดูกาล มีโอกาสเกิดภัยพิบัติน้อย พบเพียงวาตภัย อุทกภัย อัคคีภัยและแผ่นดินไหว เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติขึ้นอยู่กับความพร้อม ประสบการณ์และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ดังนั้นประเทศที่ประสบภัยพิบัติบ่อยครั้ง มักมีการเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ และกำหนดอาคารศูนย์พักพิงชั่วคราวไว้ล่วงหน้า โดยศูนย์พักพิงชั่วคราวที่พบแบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1) ศูนย์พักพิงชั่วคราวนอกระบบ 2) ศูนย์พักพิงชั่วคราวในระบบ ได้แก่ เต็นท์, บ้านน็อคดาวน์, อาคารถาวรที่มีอยู่เดิม และอาคารถาวรที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อรองรับการอพยพโดยเฉพาะ จากการศึกษาพบว่า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่ง เพราะ ขาดการซักซ้อม และผู้ประสบภัยบางส่วนไม่ยอมอพยพ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับศูนย์พักพิงชั่วคราว, บ้านและทรัพย์สินในพื้นที่ประสบภัย และศูนย์พักพิงชั่วคราวไม่เป็นมิตรกับผู้พักพิงกลุ่มเปราะบางที่มีข้อจำกัดด้านร่างกาย แม้ว่าศูนย์พักพิงชั่วคราวอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด แต่ศูนย์พักพิงฯ ที่มีความเหมาะสม อาจเป็นการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพได้เช่นกัน ดังนั้นที่ตั้งศูนย์พักพิงฯ ควรมีความปลอดภัย ลดความเปราะบาง สนับสนุนการสร้างปฏิสัมพันธ์ และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี
ความสัมพันธ์ของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภค และ สาธารณูปการ ที่สอดคล้องกับผังเมืองรวม กรณีศึกษา ถนนราชพฤกษ์ และ ถนนกัลปพฤกษ์, ชยางกูร กิตติธีรธำรง
ความสัมพันธ์ของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภค และ สาธารณูปการ ที่สอดคล้องกับผังเมืองรวม กรณีศึกษา ถนนราชพฤกษ์ และ ถนนกัลปพฤกษ์, ชยางกูร กิตติธีรธำรง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐส่งผลทำให้เกิดการพัฒนาที่อยู่อาศัย แหล่งงาน และสาธารณูปการ เมื่อทำการศึกษาย้อนไปในอดีตช่วง 20 - 30 ปีก่อนหรือช่วงพ.ศ. 2542 - พ.ศ. 2564 พบว่า การเติบโตของโครงข่ายการคมนาคมมีผลต่อการพัฒนาพื้นที่ในฝั่งตะวันตกของกรุงเทพมหานคร ทั้งจากการสร้างถนนกาญจนาภิเษก ถนนบรมราชชนนี ถนนราชพฤกษ์ และถนนกัลปพฤกษ์ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษารูปแบบการพัฒนาของที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค และสาธารณูปการ รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเพื่อนำรูปแบบการพัฒนา และแผนการพัฒนาของภาครัฐมาพิจารณาถึงลำดับการพัฒนาที่อยู่อาศัย และการเกิดสาธารณูปการที่เชื่อมโยงอันจะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐในการกำหนดแผนงานในการพัฒนาการขยายตัวของพื้นที่เมืองต่อไป โดยใช้การเก็บข้อมูลด้วยวิธีการลงพื้นที่สำรวจภาคสนาม และการรวบรวมข้อมูลจากเว็ปไซต์ และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าลำดับการเกิดที่อยู่อาศัย และสาธารณูปการแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1) การเกาะกลุ่มของประเภทอสังหาริมทรัพย์ 3 ประเภทหลัก คือ ที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และสาธารณูปการ โดยพบว่าที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวจะมีการเกาะกลุ่มกันมากบริเวณถนนราชพฤกษ์เป็นหลัก ส่วนบ้านแถวและอาคารชุด พบการเกาะกลุ่มกันมากในบริเวณถนนกัลปพฤกษ์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดในผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร 2) การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความหนาแน่นมากขึ้นจะสัมพันธ์กับการจราจรที่หนาแน่นตามมา ไม่ว่าจะเป็นในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนช่วงเช้า และช่วงเย็น หรือ ช่วงระหว่างวันจะพบการจราจรหนาแน่นในโซนพาณิชยกรรม ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่าแผนการคมนาคมตามผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร กับเส้นทางคมนาคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่มีความสอดคล้องกัน 3) แผนที่ลำดับการพัฒนาตามรายปีได้แสดงให้เห็นว่า เมื่อถนนถูกพัฒนาใหม่ กลุ่มหมู่บ้านจัดสรรจะเกิดขึ้นก่อนเป็นลำดับแรก ต่อมาเมื่อมีความหนาแน่นของที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นจะเริ่มพบเห็นพื้นที่พาณิชยกรรม และสาธารณูปการเกิดขึ้นตามมา โดยมีรูปแบบการพัฒนาไปตามแนวแกนถนน(Ribbon Development) ซึ่งพบว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินมีความสอดคล้องกับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร แต่ในส่วนสาธารณูปการที่เกิดขึ้น มีความครอบคลุมแต่ไม่ใช่ด้วยกลไกหรือการวางแผนของภาครัฐแต่เกิดจากการพัฒนาของภาคเอกชนเป็นหลัก จึงทำให้รูปแบบการพัฒนาขาดการดำเนินการอย่างดีพอจนไม่สอดคล้องกับการวางผังเมืองรวมของกรุงเทพมหานครในย่านนี้ จึงสรุปได้ว่าจากการพัฒนาที่เกิดขึ้นบนถนนราชพฤกษ์ และถนนกัลปพฤกษ์ พบว่า มีทั้งในประเด็นที่สอดคล้องและไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ซึ่งในประเด็นที่ไม่สอดคล้องนำมาสู่ข้อเสนอ ในการส่งเสริมการพัฒนาถนนสายย่อย การศึกษาเส้นทางเดินรถสาธารณะ การนำเครื่องมือทางผังเมืองด้านอื่นๆมาใช้งาน เช่น การจัดรูปที่ดิน รวมไปถึงการบังคับใช้แผนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
แนวทางการพัฒนาสภาพแวดล้อมของรีสอร์ทเพื่อสุขภาพในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ในช่วงวิกฤตโควิด-19, ณัฐชานันท์ สิริปิยพัทธ์
แนวทางการพัฒนาสภาพแวดล้อมของรีสอร์ทเพื่อสุขภาพในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ในช่วงวิกฤตโควิด-19, ณัฐชานันท์ สิริปิยพัทธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย เป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจเดินทางมาใช้บริการภายในรีสอร์ทเพื่อสุขภาพของประเทศไทย โดยมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รีสอร์ทเพื่อสุขภาพได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากและต้องปรับตัวเพื่อผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ บทความวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการปรับตัวของรีสอร์ทเพื่อสุขภาพในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง กลุ่มเป้าหมาย การตลาด การบริการ ลักษณะทางกายภาพ การบริหารจัดการภายในองค์กรและแนวทางการพัฒนารีสอร์ทเพื่อสุขภาพเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคที่มีความคล้ายคลึงกันในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้จึงมีกรณีศึกษา 3 แห่งและเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการหรือผู้บริหาร จำนวน 4 คน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์ จำนวน 2 คน ผู้บริโภครีสอร์ทเพื่อสุขภาพ จำนวน 30 คน รวมเป็นจำนวน 36 คน และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผลการศึกษาพบว่า 1) ด้านกลุ่มเป้าหมายรีสอร์ทเพื่อสุขภาพต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นหลักในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 2) ด้านการตลาดรีสอร์ทเพื่อสุขภาพมีการปรับลดราคาและรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวชาวไทย 3) ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยมีปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางไปยังรีสอร์ทเพื่อสุขภาพ คือ ปัจจัยทางด้านราคา รองลงมา คือ ปัจจัยด้านการบริการภายในรีสอร์ทเพื่อสุขภาพ 4) ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ลงความเห็นว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและรีสอร์ทเพื่อสุขภาพในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นแนวทางในการปรับตัวของรีสอร์ทเพื่อสุขภาพในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตามภาครัฐควรมีนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการเพิ่มเติม ในรูปแบบระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว เพื่อเป็นการช่วยเหลือภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยในยามวิกฤต
กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนรูปแบบทางสถาปัตยกรรมโครงการบ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว ระหว่างปี พ.ศ.2559-2565 กรณีศึกษา 4 บริษัทมหาชนจำกัด, พรชัย ประสงค์ฉัตรชัย
กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนรูปแบบทางสถาปัตยกรรมโครงการบ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว ระหว่างปี พ.ศ.2559-2565 กรณีศึกษา 4 บริษัทมหาชนจำกัด, พรชัย ประสงค์ฉัตรชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การปรับเปลี่ยนรูปแบบทางสถาปัตยกรรมเป็นหัวใจของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product) ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในช่วงพ.ศ.2559-2565 ประเทศไทยประสบปัญหาโควิด-19 ในปี 2563 จากนั้นพบว่าอัตราการขายบ้านเดี่ยวโครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพและปริมณฑลสูงขึ้นกว่าที่อยู่อาศัยประเภทอื่น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และการปรับเปลี่ยนรูปแบบทางสถาปัตยกรรมบ้านเดี่ยวในโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคา 5-10 ล้านบาทที่เปิดขายในช่วงปี พ.ศ. 2559 – 2565 ของบริษัทที่มีรายได้จากบ้านแนวราบมากที่สุด 4 บริษัทได้แก่ 1) บมจ. เอพี(ไทยแลนด์) (AP) 2) บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) 3) บมจ. แสนสิริ (SIRI) 4) บมจ. ศุภาลัย (SPALI) โดยรวบรวมแบบบ้านทั้ง 4 บริษัทจากแบบเริ่มต้น 13 แบบใน 18 โครงการ และศึกษา 1) รวบรวมข้อมูลกลยุทธ์จากรายงานประจำปี56-1 และรวบรวมแบบบ้านจากเว็บไซต์รีวิวโครงการ 2) สัมภาษณ์การดำเนินกลยุทธ์และสัมภาษณ์สอบทานการปรับเปลี่ยนรูปแบบบ้าน ผลการศึกษาพบว่าในช่วงก่อน พ.ศ.2563 มีการดำเนินกลยุทธ์องค์กรแตกต่างกันแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลยุทธ์องค์กรมุ่งเน้นการพัฒนากายภาพ จำนวน 2 บริษัทคือ AP และ SC และอีก 2 บริษัทมีกลยุทธ์มุ่งเน้นการพัฒนาการอยู่อาศัยและพัฒนาสังคมคือ SIRI และ SPALI เมื่อได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกและการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ทั้ง 4 บริษัทปรับกลยุทธ์องค์กรในทิศทางเดียวกันคือมุ่งการพัฒนาการอยู่อาศัยเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน นำไปสู่การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์จากฐานกลยุทธ์เดิมที่แตกต่างกันในแต่ละบริษัท โดยพบว่ากลุ่มลูกค้ามี 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีรายได้ค่อนข้างสูง จำนวน 2 บริษัทคือ AP และ SC และอีก 2 บริษัทเน้นกลุ่มรายได้ไม่สูงคือ SIRI และ SPALI และภาพรวมการดำเนินกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกบริษัทปรับเพิ่มกลยุทธ์จากฐานกลยุทธ์เดิม จำแนกได้เป็นกลยุทธ์ 1) กลยุทธ์การพัฒนาขนาดพื้นที่ใช้สอย (AP) 2) กลยุทธ์ด้านความยืดหยุ่นพื้นที่ใช้สอยพัฒนาFunction (SC) 3) กลยุทธ์ความยืดหยุ่นพื้นที่และการออกแบบที่โดดเด่น (SIRI) …
ผลกระทบจากปรากฏการณ์การลดลงของจำนวนประชากรต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา กรณีศึกษาจังหวัดอุดรธานี, สิรวิชญ์ ปัทมะสุวรรณ์
ผลกระทบจากปรากฏการณ์การลดลงของจำนวนประชากรต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา กรณีศึกษาจังหวัดอุดรธานี, สิรวิชญ์ ปัทมะสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการลดลงของประชากรที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา กล่าวคือโรงเรียนของรัฐ ที่เป็นสาธารณูปการขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญ ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบในมิติหนึ่งจากการลดลง ของประชากรในพื้นที่ คล้ายกับภาพความเสื่อมถอยของโครงสร้างพื้นฐาน ตามบริบทของปรากฏการณ์ เมืองหดที่ถูกกล่าวถึงในระดับสากล โดยมีระเบียบวิธีวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารการศึกษา ผลการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงจำนวนและสัดส่วน รวมถึงการกระจายตัวของประชากรแสดงให้เห็นว่า การลดลงของประชากรเกิดขึ้นในระดับโครงสร้าง ประชากรวัยเด็กเป็นกลุ่มที่มีการลดลงอย่างชัดเจนที่สุดทั้งในพื้นที่เมืองและชนบท สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนที่ลดลงในโรงเรียนของรัฐที่ทำให้โรงเรียนส่วนใหญ่ในจังหวัดอุดรธานีมีขนาดที่เล็กลง ขณะที่อัตราการลดของประชากรวัยเด็กที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกช่วงปีทำให้ภาพปรากฏการณ์ของโรงเรียนถูกยุบชัดเจนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงขนาดสะท้อนถึงสถานภาพโรงเรียนในแต่ละช่วงปี การถูกยุบ ลดขนาด ขยายขนาด เกิดขึ้นทั้งในพื้นที่เมืองและชนบทด้วยสัดส่วนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เชิงพื้นที่แบบครอบคลุม ไม่พบรูปแบบของการพึ่งพาหรือสหสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนแต่ละแห่งในภาพรวมของจังหวัดอย่างชัดเจน เนื่องจากการลดลงของนักเรียนในโรงเรียนแต่ละแห่งอาจไม่ได้มีความสัมพันธ์กันด้วยปัจจัยเชิงภูมิศาสตร์เพียงปัจจัยเดียว นอกเหนือปัจจัยอัตราการเกิดต่ำที่ทำให้จำนวนนักเรียนในโรงเรียนลดลงในภาพรวมแล้ว การลดลงของจำนวนนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ชานเมืองและพื้นที่ชนบทเกิดจากการย้ายถิ่นเข้าสู่โรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ซึ่งถูกมองว่ามีความพร้อมมากกว่าในพื้นที่เมือง ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบทต้องดิ้นรนในการสร้างคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่ส่วนกลางได้กำหนดไว้ภายใต้ภาวะข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรเพื่อไม่ให้ถูกยุบ ซึ่งเป็นความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่ในพื้นที่เมืองและโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบทห่างไกล งานวิจัยนี้จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการจัดการให้บริการด้านการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีส่วนร่วม และการส่งเสริมให้เกิดการกระจายอำนาจ โดยผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามีบทบาทด้านการศึกษาเพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และรับมือกับปัญหาที่มีความเฉพาะเจาะจงเชิงพื้นที่มากยิ่งขึ้น
การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยการปรับปรุงอาคารเก่าเพื่อการใช้สอยใหม่กรณีศึกษา การปรับเปลี่ยนโกดังเก่ามาเป็นสำนักงานในโครงการ Warehouse 26, ปวเรศว์ ฤดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วยแนวคิดการปรับเปลี่ยนการใช้สอยจากโกดังได้รับความนิยมในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2555 โดยโครงการ Warehouse 26 เป็นหนึ่งในโครงการที่ใช้แนวคิดการปรับเปลี่ยนการใช้สอยโกดังเป็นพื้นที่เช่า ที่มีความโดดเด่นด้วยการปรับเปลี่ยนการใช้สอยจากโกดังเป็นสำนักงานโดยผู้เช่า จึงเกิดความน่าสนใจในการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษากระบวนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของโครงการ Warehouse 26 และการปรับเปลี่ยนการใช้สอยจากโกดังเป็นสำนักงาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงปัจจัยความสำเร็จ ข้อดี ข้อจำกัดในการพัฒนา เพื่อถอดบทเรียนในการพัฒนา โดยใช้วิธีการสำรวจด้านกายภาพ และการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการโครงการ Warehouse 26 และผู้เช่าที่ทำการปรับเปลี่ยน 4 กรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ผู้พัฒนาโครงการมีประสบการณ์ในการพัฒนาอาคารสำนักงานให้เช่าในอดีต อีกทั้งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์พื้นที่โครงการ Warehouse 26 และโกดังเก่าภายในพื้นที่ซึ่งอยู่ในสภาพดีซึ่งเป็นต้นทุนในการพัฒนาโครงการที่สำคัญ พ.ศ. 2557 ผู้พัฒนามีแนวคิดในการปรับเปลี่ยนการใช้สอยโกดังเก่าเป็นพื้นที่เช่าโดยใช้แนวคิด “ชุมชนธุรกิจ” ซึ่งมุ่งเน้นการคัดเลือกผู้เช่าเชิงธุรกิจ และสำนักงานเนื่องจากทำเลที่ตั้งโครงการอยู่ในย่านธุรกิจ และผู้ประกอบการมีประสบการณ์ด้านกลุ่มลูกค้า และการตลาดมาก่อนแล้วในพื้นที่นี้ โดยผู้เช่าในช่วงแรกของการพัฒนาเป็นสำนักงานบริษัทออกแบบสถาปนิกซึ่งเป็นกรณีศึกษาในงานวิจัยนี้ โดยเห็นโอกาส และประโยชน์ของพื้นที่เช่าโกดัง อีกทั้งด้วยศักยภาพของบริษัทออกแบบจึงได้ปรับเปลี่ยนการใช้สอยโกดังเป็นพื้นที่สำนักงานซึ่งมีความทันสมัย น่าสนใจ และดึงดูดใจผู้เช่ารายอื่นในช่วงหลัง การมีผู้เช่าที่มีคุณลักษณะด้านความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โครงการ Warehouse 26 มีอัตราเช่าเต็มตลอดระยะเวลา 5 ปีหลังจากเริ่มต้นพัฒนาโครงการ และเกิดการรวมตัวของผู้ใช้งานด้านความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอีกจนเกิดเป็นย่านสร้างสรรค์ ซึ่งปัจจัยความสำเร็จคือการผนึกกำลังกันระหว่างผู้พัฒนาโครงการและผู้เช่าซึ่งส่งเสริมธุรกิจพึ่งพาตนเอง และธุรกิจส่วนสนับสนุนส่วนอื่นๆภายในพื้นที่โครงการ การเกื้อหนุนซึ่งกันและกันนี้จึงเป็นมูลค่าทางการตลาดที่สำคัญทำให้ได้รับประโยชน์กันทุกฝ่าย ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย 1) ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยการปรับเปลี่ยนการใช้สอยต้องมีจุดประสงค์การใช้งานใหม่ที่ต้องสอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพของอาคารเดิม และสอดคล้องกับทำเลที่ตั้งของโครงการ 2) การปรับเปลี่ยนการใช้สอยจากโกดังเป็นสำนักงานเหมาะสมกับองค์กรที่มีความเข้าใจด้านการออกแบบ และก่อสร้างด้วยการปรับปรุงอาคารเดิม หรือจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาช่วงการดำเนินการ 3) การรวมกลุ่มของธุรกิจในประเภทเดียวกันซึ่งประสานกำลังกันสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และน่าดึงดูดใจให้กับพื้นที่โครงการโดยเฉพาะผู้ใช้งานด้านความคิดสร้างสรรค์และ 4) ต้นทุนจากการปรับเปลี่ยนการใช้สอยอาคารเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาโครงการด้วยแนวคิดการปรับเปลี่ยนการใช้สอยทั้งในช่วงการพัฒนาโครงการ และการบำรุงรักษาหลังจากการพัฒนาโครงการ
Housing Choices Of Myanmar Migrants Working In The Central Business District Of Bangkok, Hsu Yee Win
Housing Choices Of Myanmar Migrants Working In The Central Business District Of Bangkok, Hsu Yee Win
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Urban migrant workers play a vital role in the economic growth of a country. As housing is a fundamental human need that greatly impacts individual and societal well-being, it is crucial to ensure the welfare of urban migrant workers. While several studies have explored the factors that influence urban migrants' housing choices, limited attention has been paid to the spatial distribution of housing and housing choices among urban migrant workers in Thailand. This study aims to fill this gap by examining the housing locations and determinants of housing choices among Myanmar migrants working in the Central Business District (CBD) of …
Challenges Of Ngos In Facilitating Access To Health Care Services For The Urban Poor In Slums During The Covid-19 Pandemic: A Case Study Of Kampala, Uganda||ความท้าทายขององค์กรนอกภาครัฐในการช่วยเหลือการเข้าถึงบริการการดูแลสุขภาพสำหรับคนจนเมืองในชุมชนแออัดในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรณีศึกษา กรุงกัมปาลา ประเทศยูกันดา, Brendah Kyaterekera
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the challenges NGOs face in providing healthcare access to the urban poor during the COVID-19 pandemic, using cases of slum communities in Kampala, the capital city of Uganda. The COVID-19 pandemic has disproportionately affected vulnerable populations, including those living in slums characterized by overcrowding, inadequate infrastructure, and limited access to basic services, especially access to healthcare, a fundamental right of people. During the past years, the pandemic has further restricted the already limited accessibility to healthcare services for the urban poor. The primary research methodology employed in this study is case study research, using in-depth interviews, observations, …
The Relationship Between The Land And Buildings Tax Act, B.E. 2562 (A.D. 2019), And The Land Use And Land Cover (Lulc) Of Bangkok, Thailand, James Anthony Orina
The Relationship Between The Land And Buildings Tax Act, B.E. 2562 (A.D. 2019), And The Land Use And Land Cover (Lulc) Of Bangkok, Thailand, James Anthony Orina
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Land and Buildings Tax Act, B.E. 2562 (A.D. 2019), was enacted in Thailand with the aim of wealth distribution, revenue increase, and discouraging unproductive land use. However, since its implementation in 2020, in Bangkok, a notable increase in land use and land cover (LULC) changes, specifically vacant lands being converted to agricultural lands, has been observed. These changes are hypothesized to be related to tax avoidance activities. This study aims to investigate the phenomenon of vacant-to-agricultural land conversions in Bangkok and employ spatial analysis techniques to identify and locate these LULC changes. By employing a statistical t-test and conducting …
กระบวนการจัดหาวัสดุก่อสร้างมือสองมาประยุกต์ใช้ในการต่อเติมที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย : กรณีศึกษามูลนิธิสวนแก้ว, ณัชชา โพธิ์อุลัย
กระบวนการจัดหาวัสดุก่อสร้างมือสองมาประยุกต์ใช้ในการต่อเติมที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย : กรณีศึกษามูลนิธิสวนแก้ว, ณัชชา โพธิ์อุลัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มูลนิธิสวนแก้ว เป็นองค์กรที่มีนโยบายเปิดรับบริจาควัสดุก่อสร้างมือสอง หรือสิ่งของเหลือใช้ ที่เจ้าของไม่ต้องการใช้แล้ว และพบว่าวัสดุก่อสร้างมือสองเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ผู้มีรายได้น้อย สามารถนำวัสดุไปใช้ในการก่อสร้าง ต่อเติม หรือซ่อมแซม ที่อยู่อาศัยของตนเองได้ในราคาย่อมเยา ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษากระบวนการคัดแยกประเภทวัสดุก่อสร้างในมูลนิธิสวนแก้ว รวมถึงติดตามวัสดุมือสองเหล่านั้น ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 12 หลัง โดยเก็บข้อมูลจากการสำรวจ และการสัมภาษณ์ผู้อยู่อาศัยร่วมกับแรงงานก่อสร้าง เพื่อให้เห็นวิธีการนำวัสดุก่อสร้างมือสองมาประยุกต์ใช้ รวมถึงปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ผลการศึกษา พบว่ามูลนิธิสวนแก้ว แบ่งวัสดุก่อสร้างมือสองออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ไม้ชนิดต่างๆ วัสดุปูพื้นและหลังคา วัสดุช่องเปิดประตูหน้าต่าง วัสดุสุขภัณฑ์ และวัสดุเบ็ดเตล็ด ส่วนในการนำวัสดุมือสองไปประยุกต์ใช้กับบ้านทั้ง 12 หลัง พบว่ามีปัญหาจากการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยแบ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเป็น 2 ประเภท คือ การใช้วัสดุตรงตามประเภทการใช้งานแล้วเกิดปัญหา สาเหตุจากการที่เจ้าของบ้าน หรือแรงงานก่อสร้าง ขาดความเข้าใจในวิธีการใช้งานของวัสดุมือสองและวิธีการก่อสร้าง และการใช้วัสดุไม่ตรงตามประเภทการใช้งานแล้วเกิดปัญหา สาเหตุจากเจ้าของบ้านไม่ได้วัสดุตามที่ต้องการ เนื่องจากวัสดุที่ถูกนำมาวางขายในมูลนิธิสวนแก้ว มีรูปแบบไม่ซ้ำเดิมในแต่ละวัน เพราะเป็นของที่ได้จากการรับบริจาค รวมถึงเจ้าของบ้านต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย หรืองบประมาณไม่เพียงพอ จึงต้องเลือกวัสดุอื่นมาประยุกต์ใช้แทน และจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญสามารถแบ่งวิธีการแก้ปัญหาเป็น 2 รูปแบบ คือการแก้ปัญหาแบบชั่วคราวด้วยการใช้วัสดุเดิมที่เจ้าของบ้านเลือกใช้ ที่กระทบต่อค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด และการแก้ปัญหาแบบยั่งยืน ด้วยการเปลี่ยนวัสดุหรือวิธีก่อสร้างใหม่ ซึ่งรูปแบบนี้จะเหมาะกับผู้ที่มีความพร้อมในการจ่ายที่มากกว่า ดังนั้น แม้ว่าการนำวัสดุมือสองมาใช้ในการก่อสร้างหรือต่อเติมที่อยู่อาศัย จะสามารถตอบโจทย์ให้ผู้มีรายได้น้อยได้ในระดับหนึ่ง แต่หากไม่เข้าใจในคุณสมบัติของวัสดุ และไม่เข้าใจในวิธีก่อสร้าง ก็จะพบปัญหาจากการใช้วัสดุเหล่านี้ ซึ่งในการแก้ปัญหาเบื้องต้นสำหรับผู้มีรายได้น้อย ในการนำวัสดุมือสองไปใช้งาน พบว่า 1. ควรเลือกวัสดุมือสองให้ตรงตามประเภทการใช้งาน 2. ควรเลือกวัสดุมือสองที่ยังอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ และ 3. ควรเตรียมความพร้อมของวัสดุมือสองก่อนนำไปใช้งาน ซึ่งถ้าหากผู้มีรายได้น้อยสามารถนำวัสดุมือสองไปใช้ในการก่อสร้างได้อย่างถูกวิธีก็จะส่งผลต่อการลดปัญหาจากการใช้วัสดุได้อีกทางหนึ่ง
รูปแบบการปรับปรุงทางกายภาพของสินทรัพย์รอการขายประเภทบ้านเดี่ยวในเขตพื้นที่ กรุงเทพฯ ของบริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) Bam, อรจิรา ศรีสวัสดิ์
รูปแบบการปรับปรุงทางกายภาพของสินทรัพย์รอการขายประเภทบ้านเดี่ยวในเขตพื้นที่ กรุงเทพฯ ของบริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) Bam, อรจิรา ศรีสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของปริมาณทรัพย์สินรอการขายซึ่งเป็นผลมาจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจใน พ.ศ. 2540 ทําให้เกิดการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อเข้าบริหารหนี้เสียจากสถาบันการเงิน โดยภาพรวมทรัพย์สินรอการขายของไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่พ.ศ. 2555 และหลังจากพ.ศ. 2559 เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแบบชะลอตัวลง บทความนี้มีประเด็นคําถามในงานวิจัยคือ ปัจจัยทางกายภาพด้านใดที่มีความสําคัญและส่งผลต่อการจําหน่าย ทรัพย์สินรอการขายประเภทที่อยู่อาศัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการปรับปรุงทางกายภาพของสินทรัพย์ดังกล่าว พร้อมศึกษาแนวทางและนโยบายการจัดการทรัพย์สินรอการขายของบริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) หรือ บสก. ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ได้มีการเก็บข้อมูลโดยการสืบค้นจากข้อมูลเอกสารแนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบ้าน มือสองประเภททรัพย์สินรอการขาย และศึกษาจากฐานข้อมูลอนุกรมเวลาเป็นข้อมูลการซื้อขายสินทรัพย์ของบสก.โดยตรง ซึ่ง ข้อมูลที่นํามาวิเคราะห์อยู่ในช่วง พ.ศ. 2541-2562 รวมระยะเวลา 21 ปี ต่อมาเป็นขั้นตอนการสํารวจทรัพย์สินรอการขายใน ปัจจุบัน เพื่อนําข้อมูลดังกล่าวไปสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหาร ถึงแนวทางการบริหารจัดการสินทรัพย์ของเจ้าหน้าที่ แล้ว จึงวิเคราะห์ มุมมองสอดคล้อง เพื่อทราบถึงปัจจัยทางกายภาพด้านที่ส่งผลสําคัญต่อการจําหน่ายสินทรัพย์ดังกล่าวของบสก. จากการศึกษาพบว่าบริษัทฯมีสินทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยทั้งหมด 9,136 รายการ มูลค่า 16,008 ล้านบาท การ กระจุกตัวจะอยู่ที่จังหวัดกรุงเทพฯมากที่สุดมี 3,592 รายการ มูลค่า 7,770 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 48 ของสินทรัพย์รวม และหากศึกษาการกระจุกตัวของจํานวนและราคาสินทรัพย์จะพบว่าบ้านเดี่ยวเป็นทรัพย์ที่มีเหลือขายมากที่สุดรวม 735 รายการ มูลค่ารวม 3,874 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 49 ต่อมาเมื่อจําแนกสินทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ของบสก. จะพบว่าทรัพย์ ราคา 5-10 ล้านบาทจะเหลือขายมากที่สุดมี 221 รายการ คิดเป็นร้อยละ 30 ของสินทรัพย์ประเภทบ้านเดี่ยว ทั้งนี้จากการ วิเคราะห์ทําให้ทราบว่าระยะเวลาการถือครองบ้านของบสก.เฉลี่ยอยู่ที่ 3.2 ปี ส่วนระยะเวลาการถือครองบ้านหลังนํามา ปรับปรุงนั้นอยู่ที่ 2.1 ปี ลดลงจากค่าเฉลี่ยร้อยละ 34 โดยก่อนนํามาปรับปรุงทรัพย์ดังกล่าวจะเป็นทรัพย์ที่คงค้างอยู่เป็น เวลานานและยังไม่ได้รับการสนใจ แต่เมื่อนําทรัพย์มาพัฒนาก็สามารถจําหน่ายได้รวดเร็วขึ้น โดยบ้านที่จําหน่ายออกได้เร็วกว่า ค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือบ้านที่มุ่งเน้นการปรับปรงุ รูปลักษณค์ ือความสะอาดและทาสีภายนอกใหม่ ส่วนบ้านที่จําหน่ายออกได้ล่าชา้ กว่าค่าเฉลี่ยคือบ้านที่ปรับปรุงใหม่และทาสีใหม่ทั้งหลังมีสภาพพร้อมอยู่แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ทําให้จําหน่ายยาก