Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 29671 - 29700 of 30578

Full-Text Articles in Entire DC Network

การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ระหว่างการสมรส, นัศรา อาวรณ์ Jan 2024

การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ระหว่างการสมรส, นัศรา อาวรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ลิขสิทธิ์ถือเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่มีบทบัญญัติกฎหมายบังคับใช้ไว้โดยเฉพาะ อันได้แก่ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แต่เมื่อผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์เป็นบุคคลผู้สมรสตามกฎหมาย หากพิจารณาตามเจตนารมณ์ของการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ที่ได้มาระหว่างการสมรสนั้นควรถือว่าเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้สร้างสรรค์ เนื่องจากนิยามของคำว่าลิขสิทธิ์ซึ่งได้กำหนดไว้ในมาตรา 4 หมายถึงสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะกระทำการใดตามพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น แต่หากพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างการสมรสอาจถือเป็นสินสมรสได้ตามมาตรา 1474 ผู้เขียนได้ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายลิขสิทธิ์ และประมวลกฎหมายแพ่ง มลรัฐ Louisiana ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีแนวคำพิพากษาของศาลกรณีของลิขสิทธิ์ที่ได้มาระหว่างการสมรส ประมวลกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และประมวลกฎหมายแพ่ง ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีบทบัญญัติกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับลิขสิทธิ์กรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นผู้สมรส เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์และเสนอแก้ไขปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า บทบัญญัติกฎหมายและแนวทางการพิจารณาเรื่องการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ระหว่างการสมรสของประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนและเหมาะสม การพิจารณานำเรื่องของอำนาจการจัดการสินสมรส และการแบ่งสินสมรสมาปรับใช้กับลิขสิทธิ์ในฐานะของสินสมรสกับกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์นั้นไม่มีความเหมาะสมและส่งผลให้เกิดปัญหาความยุ่งยากตามมาผู้เขียนจึงเสนอให้ลิขสิทธิ์ที่ได้มาระหว่างการสมรสเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้สร้างสรรค์ โดยให้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพิ่มเติม (5) ในมาตรา 1471 เกี่ยวกับสินส่วนตัว ได้แก่ “สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของโดยการสร้างสรรค์” ซึ่งจะหมายความรวมถึงลิขสิทธิ์ด้วย และเสนอแก้ไขโดยเพิ่มเติมมาตรา 15/1 ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กำหนดให้สิทธิแต่ผู้เดียวตามมาตรา 15 เป็นสิทธิของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยการสร้างสรรค์ และไม่ถือเป็นสิทธิที่ได้มาระหว่างการสมรสในฐานะสินสมรส เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์


แนวทางการพัฒนามาตรฐานการจ้างแรงงานภาคเกษตรกรรม : ศึกษากรณีลูกจ้างในงานเพาะปลูก, อิทธิ วงษ์บุญธรรม Jan 2024

แนวทางการพัฒนามาตรฐานการจ้างแรงงานภาคเกษตรกรรม : ศึกษากรณีลูกจ้างในงานเพาะปลูก, อิทธิ วงษ์บุญธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงกรอบแนวคิด และหลักการทั่วไปเกี่ยวกับมาตรฐานการจ้างแรงงานภาคเกษตรที่มีลักษณะการทำงานพิเศษเฉพาะตามฤดูกาล โดยศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศที่มีการรับรองสิทธิแรงงานและให้การคุ้มครองแรงงานภาคเกษตร ได้แก่ ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า หลักการกำหนดเงื่อนไขการจ้างแรงงาน และการคุ้มครองแรงงานภาคเกษตรของประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย มีองค์ประกอบของการคุ้มครองสิทธิแรงงาน โดยปัญหาที่พบจากการศึกษาในบริบทการจ้างแรงงานภาคเกษตรของประเทศไทย คือ การกำหนดเงื่อนไขการจ้างแรงงานภาคเกษตร เช่น งานเพาะปลูก ซึ่งมีลักษณะต้องผันแปรตามภูมิอากาศทั่วไป และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งบริบทเรื่องสิ่งแวดล้อมที่สำคัญจำเป็น ได้แก่ ดิน น้ำ อากาศ เหตุปัจจัยที่กล่าวมาเป็นมาตรที่บ่งชี้เงื่อนไขการจ้างงานในเรื่อง เวลาการทำงาน เวลาพัก วันหยุด ค่าจ้าง สวัสดิการ ความปลอดและอาชีวอนามัย รวมทั้งแรงงานหญิงและเด็ก ดังนั้น ปัญหาของการกำหนดเงื่อนไขการจ้างงาน อาจเกิดจากนายจ้างบางรายมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามสิทธิทางแรงงานที่ลูกจ้างพึงมี ซึ่งตามหลักการและทางปฏิบัติมักมีปัจจัยที่ทำให้ลักษณะการทำงานแตกต่างไปจากงานประเภทอื่น การนี้เองทำให้เงื่อนไขการจ้างงานเคร่งครัดเข้มงวดไปกับลักษณะของงานเกษตรบางประเภท เช่น งานเพาะปลูก ในส่วนของเงื่อนไขการคุ้มครองแรงงานภาคเกษตร มีพื้นฐานมาจากสิทธิแรงงาน ซึ่งสิทธิแรงงานยังไม่มีความเสมอภาคควรมีการแก้ไขในประการนี้ให้สอดคล้องกับหลักดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ กฎหมายแรงงานภาคเกษตรจึงควรได้รับการพัฒนาโดยการกำหนดมาตรฐานการจ้างแรงงานให้แตกต่างไปจากงานประเภทอื่น


พลวัตและบทบาทของคติชนและวิถีชนของผู้เลี้ยงควายในจังหวัดชลบุรี, ชุตินันท์ มาลาธรรม Jan 2024

พลวัตและบทบาทของคติชนและวิถีชนของผู้เลี้ยงควายในจังหวัดชลบุรี, ชุตินันท์ มาลาธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งรวบรวมคติชนและวิถีชนของผู้เลี้ยงควายในจังหวัดชลบุรี แล้วนำมาวิเคราะห์พลวัตและบทบาทด้วยมุมมองคติชนวิทยา (folkloristics) และวิถีชนศึกษา (folklife studies) ผู้วิจัยเก็บข้อมูลภาคสนามระหว่าง พ.ศ.2563-2566 ในชุมชนที่มีการจัดประเพณีวิ่งควายในจังหวัดชลบุรี 24 แห่ง ได้แก่ อำเภอเมืองชลบุรี บ้านบึง บ่อทอง หนองใหญ่ พานทอง พนัสนิคม เกาะจันทร์ ศรีราชา และบางละมุง ในจังหวัดระยอง 2 แห่ง และจังหวัดฉะเชิงเทรา 1 แห่งผลการศึกษาพบว่า เดิมผู้เลี้ยงควายในจังหวัดชลบุรีเลี้ยงควายเป็นแรงงานในการเกษตร เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนไป ผู้เลี้ยงควายสามารถปรับใช้คติชนและวิถีชนเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ในการเลี้ยงควายที่มีหลากหลายมากขึ้น ทั้งเพื่อขาย เพื่อประกวดควายงาม เพื่อวิ่งแข่งขัน และเพื่อร่วมประเพณี ผู้เลี้ยงปรับใช้ความรู้ความเชื่อเพื่อคัดเลือกควายที่ดี มีเคล็ดลับ การเลือกอาหาร การปรับใช้คติชนวัตถุ ทำให้ปัจจุบันควายมีรูปร่างลักษณะต่างกันมาก ควายงามมีลักษณะที่ดีตามเกณฑ์ของกรมปศุสัตว์ ทำให้ควายทั่วประเทศมีลักษณะคล้ายกัน ส่วนควายวิ่งมีลักษณะสูง ขายาวเรียวรัด ปราดเปรียวเพื่อให้วิ่งแข่งได้ จึงสามารถคงลักษณะเฉพาะของควายในชลบุรีไว้ได้จังหวัดชลบุรีมีการจัดประเพณีวิ่งควายในหลายชุมชน ต่อเนื่องตลอดทั้งปี มีทั้งประเพณีวิ่งควายในช่วงเทศกาลออกพรรษาที่จัดในชุมชนตลาดต่าง ๆ สัมพันธ์กับความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีวิ่งควาย และประเพณีวิ่งควายนอกช่วงเทศกาลออกพรรษาที่จัดในพื้นที่ว่างเพื่อคัดเลือกควายและเพื่อความสนุกสนานเป็นสำคัญ ทั้งยังมีรูปแบบการใช้ควายแบบ “วิ่งควายบก” ที่มีคนนั่งบนตัวควาย และ “วิ่งควายคราดนา” ที่คนใช้ควายคู่เทียมคราดวิ่งแข่งในพื้นที่มีน้ำขังเลียนแบบการใช้ควายคราดนาเพื่อเตรียมทำนาข้าวด้วย ผู้เลี้ยงจึงต้องมีความรู้ในการฝึกฝนและดูแลควายอย่างดีต่อเนื่องตลอดทั้งปี จึงจะมีควายที่ดีสำหรับนำไปร่วมประเพณีวิ่งควายประเพณีวิ่งควายมีบทบาทหน้าที่สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลิน ให้การศึกษาและรักษามาตรฐานพฤติกรรมของสังคม สร้างปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มชนและเป็นเครื่องมือในการจัดการความสัมพันธ์เชิงอำนาจ สร้างและนำเสนออัตลักษณ์ทั้งอัตลักษณ์ของผู้เลี้ยงควาย ชุมชน และจังหวัด สร้างความทรงจำร่วมของกลุ่มชน และเป็นทุนทางวัฒนธรรมในบริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งนี้บทบาทหน้าที่ดังกล่าวล้วนมีพลวัตไปตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม โลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะบทบาทอย่างยิ่งการเป็นทุนวัฒนธรรมเป็นบทบาทใหม่จากนโยบายส่งเสริมการใช้ทุนวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวคติชนและวิถีชนของผู้เลี้ยงควายในจังหวัดชลบุรีมีพลวัตของเรื่องเล่าเกี่ยวกับประเพณีวิ่งควาย พลวัตของความเชื่อในการคัดเลือกควาย พลวัตของคติชนประเภทวัตถุที่ใช้ในวิถีการเลี้ยงควาย และพลวัตของประเพณีพิธีกรรม พลวัตของดังกล่าวสัมพันธ์กับปัจจัยด้านสภาพเศรษฐกิจและสังคม สภาพแวดล้อมและการใช้พื้นที่ ความสัมพันธ์ของผู้คนและการเมืองท้องถิ่น ความเชื่อและทัศนะที่มีต่อควาย รวมถึงกระแสการส่งเสริมการท่องเที่ยวและโลกาภิวัตน์การใช้มุมมองการศึกษาทั้งคติชนวิทยาและวิถีชนศึกษาในวิทยานิพนธ์นี้จึงช่วยขยายขอบเขตการศึกษาความรู้ของผู้เลี้ยงควายให้กว้างและลึกมากขึ้น ทั้งยังเห็นมิติอื่น ๆ ในชีวิตของผู้เลี้ยงควายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นแนวทางในการศึกษาคติชนเกี่ยวกับสัตว์ (animal lore) อื่น ๆ รวมถึงความรู้ในวิถีชีวิตของคนกลุ่มอื่น ๆ ต่อไป


การแปลกริยาไร้ประธาน “ให้” ในพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ, สุวิพร ไฉไลสถาพร Jan 2024

การแปลกริยาไร้ประธาน “ให้” ในพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ, สุวิพร ไฉไลสถาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและหาแนวทางการแปลกริยาไร้ประธาน “ให้” ที่แสดงมาลาบอกเล่า มาลาสั่ง และมาลาอนุญาตใน พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีสมมติฐานว่า กริยาไร้ประธาน “ให้” เป็นคำแสดงมาลาบอกเล่า มาลาสั่ง และมาลาอนุญาต และในการแปลกริยาดังกล่าวจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษจะขึ้นอยู่กับประเภทของมาลา โดยจะต้องเลือกคำแสดงมาลาที่สอดคล้องกันในภาษากฎหมายอังกฤษ จากการศึกษาพบกริยาไร้ประธาน “ให้” ในตัวบททั้งสิ้น 74 จุด แบ่งเป็นโครงสร้าง ให้ + (กรรม) + กริยา 60 จุด และ (กรรม) + ให้ + กริยา 14 จุด ไม่ละกรรม 55 จุด และละกรรม 19 จุด โดยสามารถจำแนกมาลาออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) มาลาสั่ง 52 จุด 2) มาลาบอกเล่า 15 จุด 3) มาลาอนุญาต 6 จุด และ 4) มาลาสั่ง + อนุญาต 1 จุด กริยาไร้ประธาน "ให้" ที่พบสามารถแปลโดยใช้คำแสดงมาลาที่สอดคล้องกันในภาษากฎหมายอังกฤษ 60 จุด อีก 11 จุดต้องปรับเป็นคำชนิดอื่นเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ และอีก 3 จุดไม่ได้ทำการแปลเพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน กล่าวโดยสรุปได้ว่ากริยาไร้ประธาน “ให้” ในตัวบทส่วนใหญ่อยู่ในโครงสร้าง ให้ + (กรรม) + กริยา (81.08%) ไม่ละกรรม (74.32%) แสดงมาลาสั่ง (70.27%) และสามารถแปลโดยใช้คำแสดงมาลาที่สอดคล้องกันในภาษากฎหมายอังกฤษ (81.08%) ผลการวิจัยสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้และยังสอดคล้องกับงานวิจัยที่ผ่านมาซึ่งระบุว่ากริยาไร้ประธาน “ให้” ในภาษากฎหมายไทยสื่อความหมายสั่งและอนุญาต งานวิจัยนี้ยังพบประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม 2 ประการ ได้แก่ …


การฝึกฝนการใช้เสียงสำหรับนักแสดงตามเทคนิคการฝึกการใช้เสียงของ คริสติน ลิงค์เลเทอร์ : กรณีศึกษาการแสดงเดี่ยว เรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ ของ ฌอง กอกโต, จารุศรี ศุกระจันทร์ Jan 2024

การฝึกฝนการใช้เสียงสำหรับนักแสดงตามเทคนิคการฝึกการใช้เสียงของ คริสติน ลิงค์เลเทอร์ : กรณีศึกษาการแสดงเดี่ยว เรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ ของ ฌอง กอกโต, จารุศรี ศุกระจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและฝึกฝนเทคนิคการพัฒนาการใช้เสียงอันเป็นธรรมชาติ ของคริสติน ลิงค์เลเทอร์ และสังเคราะห์กระบวนการการนำเทคนิคดังกล่าวมาปรับใช้ในการพัฒนาการแสดงเดี่ยวบทละครเรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ เนื่องจากผู้วิจัยประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้เสียงในการแสดง กล่าวคือผู้วิจัยไม่สามารถถ่ายทอดความจริงภายในของตัวละครผ่านเสียงได้อย่างตรงไปตรงมาในบางสถานการณ์ ส่งผลให้ผู้ชมไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกและเรื่องราวของตัวละครได้อย่างลึกซึ้งและชัดเจน ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเทคนิคดังกล่าวอันเป็นเทคนิคที่ช่วยให้นักแสดงสามารถค้นพบการใช้เสียงอย่างเป็นอิสระ นำไปสู่การสื่อสารความจริงภายในของตัวละครที่ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง และจริงใจยิ่งขึ้น ผู้วิจัยนำเทคนิคดังกล่าวมาใช้ฝึกฝนในขั้นตอนของการฝึกฝนเสียงเพื่อพัฒนาเสียง และเตรียมความพร้อมของเสียงก่อนการแสดง การฝึกซ้อมบทละคร และการเตรียมตัวก่อนทำการแสดงจริง ผู้วิจัยค้นพบว่าภายหลังการฝึกฝนการใช้เสียงด้วยเทคนิคพัฒนาการใช้เสียงอันเป็นธรรมชาติของคริสติน ลิงค์เลเทอร์ ผู้วิจัยสามารถกำจัดอุปสรรค์ที่ขัดขวางการเชื่อมโยงระหว่างเสียง และอารมณ์ความรู้สึกภายในของตัวละครได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยสามารถถ่ายทอดความจริงภายในของตัวละครได้อย่างลุ่มลึก และจริงใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้วิจัยค้นพบว่าตนเองพัฒนาทักษะอื่น ๆ ทางด้านการแสดงควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย จินตนาการ และประสาทสัมผัส ส่งผลต่อการพัฒนาการแสดงองค์รวมของผู้วิจัย โดยผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย และสรุปผลการวิจัยจากการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง จดบันทึกและบันทึกวิดีโอการฝึกซ้อม การรวบรวมแบบสอบถามจากผู้ชม และการสัมมนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านการใช้เสียง


การศึกษากระบวนการการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรม แนวเสียดสีเรื่อง ยัวร์ ซิสเตอร์ ฮัสแบนด์ ของ อัลเฟียน ซาร์ท เพื่อสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียม, ปิยนาฏ เลิศบัญชร Jan 2024

การศึกษากระบวนการการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรม แนวเสียดสีเรื่อง ยัวร์ ซิสเตอร์ ฮัสแบนด์ ของ อัลเฟียน ซาร์ท เพื่อสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียม, ปิยนาฏ เลิศบัญชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์กระบวนการการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสีเรื่อง ยัวร์ซิสเตอร์ฮัสแบนด์ ของ อัลเฟียน ซาร์ท เพื่อที่จะสามารถสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียมได้ เนื่องด้วยการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมเป็นแนวที่ผู้วิจัยคิดว่าตนเองยังไม่ถนัดและมีความสนใจที่จะเรียนรู้เพื่อหากระบวนการการกำกับการแสดงที่สามารถสร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชมและในขณะเดียวกันก็สามารถสื่อสารประเด็นสำคัญเรื่องการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียมที่เป็นเรื่องที่กระทบใจผู้วิจัยอย่างมากที่ซ่อนอยู่ในเรื่องไปด้วยได้ โดยบทละครเรื่องนี้มีความท้าทายตรงที่ถูกเขียนขึ้นโดยชาวมาเลย์สิงคโปร์แต่ผู้วิจัยต้องกำกับการแสดงให้ผู้ชมที่เป็นชาวไทยได้รับชม นอกจากการศึกษากระบวนการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสีแล้ว ยังต้องศึกษากระบวนการการกำกับการแสดงโดยข้ามวัฒนธรรมจากวัฒนธรรมมาเลย์สิงคโปร์มายังผู้ชมชาวไทยให้ได้อีกด้วยผู้วิจัยเริ่มจากการรวบรวมข้อมูล ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ทั้งกระบวนการสร้างเสียงหัวเราะ สิ่งที่ทำให้ผู้ชมหัวเราะ กลวิธีการเสียดสี การกำกับการแสดง และที่สำคัญคือเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรมเพราะตัวละครในเรื่องเป็นชาวมาเลย์สิงคโปร์ที่นับถือศาสนาอิสลาม มีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากสังคมไทย เพื่อให้เข้าใจรายละเอียดที่มาที่ไปของการกระทำของตัวละคร นำมาวิเคราะห์ตีความและสร้างเป็นกรอบคิดเพื่อทำการทดลอง ผู้วิจัยมองว่า การจะทำให้ผู้ชมเข้าใจสารของเรื่องผ่านละครแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสีนั้น จะต้องทำงานผ่าน 3 องค์ประกอบดังนี้ คือ 1. การทำงานกับนักแสดง 2.การทำงานกับจังหวะบนเวที และ 3. การทำงานกับภาพบนเวที เมื่อได้องค์ประกอบทั้งสามอย่างนี้แล้ว จึงเตรียมการซ้อม โดยการวิเคราะห์ตีความตามหลักการกำกับการแสดง ทั้งการหาความคิดหลัก ความต้องการ การกระทำ และความขัดแย้ง โดยเน้นย้ำเรื่องแกนตัวละครเพื่อให้ได้มาซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบเพื่อสื่อสารให้ผู้ชมสามารถเข้าใจประเด็นสำคัญของเรื่องเมื่อถึงวันแสดงผลการวิจัยพบว่าเมื่อทำงานผ่านองค์ประกอบทั้งสามอย่างตามหลักการกำกับการแสดงสามารถทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจประเด็นสำคัญของเรื่อง เกิดทั้งเสียงหัวเราะและความสะเทือนใจ และสร้างความตระหนักเรื่องการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียมในใจของผู้ชมได้ สร้างความมั่นใจให้กับผู้วิจัยในการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสี และยังสามารถสื่อสารประเด็นสำคัญของเรื่องให้กับผู้ชมชาวไทย ถึงแม้ว่าบทละครเรื่องนี้จะถูกเขียนขึ้นในบริบทของประเทศสิงคโปร์ได้อีกด้วย


Buddhism And Khwan In The Religious System Of The Tai Khamtis' Villages In Arunachal Pradesh, India, Chow Kensan Tunkhang Jan 2024

Buddhism And Khwan In The Religious System Of The Tai Khamtis' Villages In Arunachal Pradesh, India, Chow Kensan Tunkhang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines the interaction between Buddhism and Khwan, an indigenous belief in the soul, in three Tai Khamti villages in Arunachal Pradesh, India. The study aims to identify components of the Khwan belief tradition, as well as to investigate the nature of their relationships with Buddhism.Ethnographic cases reveal that Khwan is a distinct and indivisible essence that invigorates all living beings, and without one of which, an individual is susceptible to afflictions. Possessing a complete Khwan symbolises life, whereas its absence signifies death. There are four primary categories of Khwan ritual complexes conducted for an ailing individual: retrieving the …


กระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละคร: กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร "มาช่า"ในละครเวทีเรื่อง วานย่า เเละซอนย่า เเละ มาช่า เเละสไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง, นวฉัตร เสนวิรัช Jan 2024

กระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละคร: กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร "มาช่า"ในละครเวทีเรื่อง วานย่า เเละซอนย่า เเละ มาช่า เเละสไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง, นวฉัตร เสนวิรัช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครและการอยู่ กับความต้องการของตัวละคร : กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร “มาช่า” ในละครเวทีเรื่อง วานย่า และ ซอนย่า และ มาช่า และ สไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะการแสดงในการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละครของนักแสดงและเพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการตัวละครของนักแสดงในฐานะตัวละคร “มาช่า (Masha)” ในบทละครเวทีเรื่อง “Vanya and Sonia and Masha and Spike” เนื่องจากผู้วิจัยยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงไม่มากพอทำให้ผู้วิจัยประสบปัญหาในการแสดง 2 เรื่อง คือ 1.) การเป็นตัวละครหรือการเข้าถึงบทบาทของตัวละคร และ 2.) การอยู่กับความต้องการของตัวละคร โดยมีคำถามงานวิจัยว่า ผู้วิจัยจะสามารถพัฒนาทักษะการแสดงเรื่องการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละครของนักแสดงในการแสดงบทละครเวทีเรื่อง “Vanya and Sonia and Masha and Spike” ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ผู้วิจัยได้ค้นคว้าหาข้อมูล แนวคิด ทฤษฎี ของนักการละครตะวันตกที่ได้ร่ำเรียนจากศาสตร์ด้านการแสดงของหลักสูตรปริญญาโท ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยตั้งสมมติฐานของงานวิจัยไว้ว่าการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละคร "มาช่า (Masha)" จะช่วยให้ร่างกายของผู้วิจัยในฐานะนักแสดงสามารถตอบสนองออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้กระบวนการดำเนินงานวิจัยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 กระบวนการคือ 1.) การทำงานวิเคราะห์บทละครและตัวละคร 2.) กระบวนการฝึกซ้อมการแสดง 3.) ช่วงระยะเวลาการทำงานก่อนวันแสดง (Pre - Production) และ 4.) ช่วงระยะเวลาการแสดงและหลังการแสดง (Production) นอกจากนี้ผู้วิจัยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อประเมินผลการวิจัย 2 แบบดังนี้ คือ 1.) แบบบันทึกวิดิโอการซ้อมการแสดงและการสังเกต (Observation) ผู้วิจัยได้มีการจดบันทึกคำแนะนำจากผู้กำกับหลังการฝึกซ้อมทุกครั้ง พร้อมทั้งบันทึกภาพวิดิโอตอนช่วงฝึกซ้อมบางช่วงกับบันทึกวิดีโอรอบวันแสดงจริง และ 2.) การประเมินผลจากการแสดงจริงของช่วงระยะหลังการแสดง(Post Production) ซึ่งผู้วิจัยได้จัดทำแบบสอบถามจากผู้รับชมการแสดงและคำแนะนำจากผู้กำกับและครูที่ปรึกษาหลักด้านการแสดง ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า การเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละครนั้นต้องเริ่มจากการเข้าใจตัวละครโดยการที่นักแสดงต้องมีความรู้สึกนึกคิดแบบตัวละคร พร้อมทั้งการปล่อยวางตนเองให้อยู่กับปัจจุบันขณะ(Moment) จะสามารถช่วยให้ผู้วิจัยสามารถสื่อสารการแสดง ถ่ายทอดบทบาท และสามารถตอบสนองปรับเปลี่ยนวิธีการการแสดงที่มีมิติหลากหลายพร้อมทั้งแสดงตามสถานการณ์ในฉากได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้วิจัยได้นำ แนวคิด ทฤษฎี เทคนิคการแสดงของผู้เชี่ยวชาญการแสดงชื่อดังทั้ง 3 ท่านคือ …


The Development Of A Lateral Flow Immunochromatographic Strip Test For Evaluation Of Specific Antibody Levels Against Porcine Epidemic Diarrhea Virus In Pig Milk, Patumporn Jermsutjarit Jan 2024

The Development Of A Lateral Flow Immunochromatographic Strip Test For Evaluation Of Specific Antibody Levels Against Porcine Epidemic Diarrhea Virus In Pig Milk, Patumporn Jermsutjarit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Porcine epidemic diarrhea virus (PEDV) causes severe watery diarrhea in pigs of all ages, but it is particularly devastating in neonatal piglets, where it can result in 100% mortality. Therefore, lactogenic immunity is crucial for protecting against PEDV infection and reducing its virulence. One method for controlling PEDV outbreaks involves using feedback as a protocol, which entails inoculating pregnant sows with infected-PEDV intestines from piglets to enhance lactogenic immunity against PEDV. Interestingly, high serial passage of PEDV has been shown to reduce the virus's virulence. To understand the effects of serial passage, the PEDV was serially passaged both in vitro …


The Development Of A Differentiating Of Infected From Vaccinated Animals (Diva) Elisa To Detect Antibody Against Senecavirus A, Parin Watcharavongtip Jan 2024

The Development Of A Differentiating Of Infected From Vaccinated Animals (Diva) Elisa To Detect Antibody Against Senecavirus A, Parin Watcharavongtip

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Senecavirus A (SVA) is the causative agent of porcine idiopathic vesicular disease (PIVD), a condition clinically indistinguishable from other vesicular diseases in pigs, such as foot and mouth disease (FMD). This similarity complicates differential diagnosis, impacting the global swine industry, including Thailand. Rapid and accurate diagnostic methods are essential for effective disease control. Therefore, developing a highly sensitive and specific diagnostic tool for detecting SVA infection is crucial for distinguishing it from other vesicular diseases and controlling its spread. In this study, we conducted a retrospective analysis of SVA emergence in diagnostic samples from 2010 to 2021 in Thailand, with …


Development Of An Endometrial Cell Culture System Of Thai Swamp Buffalo (Bubalus Bubalis) For Studying The Endometrial-Embryo Interactions, Ruchikon Jongsuwanwattana Jan 2024

Development Of An Endometrial Cell Culture System Of Thai Swamp Buffalo (Bubalus Bubalis) For Studying The Endometrial-Embryo Interactions, Ruchikon Jongsuwanwattana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Developing and optimizing endometrial sampling techniques are critical for advancing reproductive management and research in cattle and swamp buffalo. This PhD thesis aims i) to design a novel endometrial sampling device for cows and swamp buffaloes, ii) to develop a minimally invasive endometrial cell sample collection technique in cows and buffaloes to prepare endometrial cell culture, iii) to validate the developed mixed endometrial cell culture system retrieved by brush cytology techniques in cows and swamp buffaloes and iv) to utilize the minimally invasive endometrial cell sampling technique for investigation of reproductive disease in ruminant herds. The research is consequently structured …


Proteomic Analysis Of Saliva, Serum And Tissue In Feline Mammary Tumors Using Maldi-Tof Mass Spectrometry And Lc-Mass Spectrometry/Mass Spectrometry, Weejarin Paphussaro Jan 2024

Proteomic Analysis Of Saliva, Serum And Tissue In Feline Mammary Tumors Using Maldi-Tof Mass Spectrometry And Lc-Mass Spectrometry/Mass Spectrometry, Weejarin Paphussaro

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Feline mammary carcinomas (FMC) are commonly found in female cats. Early detection is necessary to prevent both local and distant metastasis and increase survival times. However, the current protein biomarkers of FMC are limited. Several biomarkers of cancers have been discovered by mass spectrometry (MS)-based proteomics, such as matrix-assisted laser desorption ionization-time of flight mass spectrometry (MALDI-TOF MS) and liquid chromatography-mass spectrometry/ mass spectrometry (LC-MS/MS) which high sensitivity and accuracy for identified biomarker in various cancer. The purpose of this study was to identify protein expression in saliva, serum and tissue in FMC using MALDI-TOF MS and LC-MS/MS. Results of …


Molecular Characterization And Immunohistochemical Investigation Using Anti-Capsid Protein Antibody Of Canine Circovirus Associated With Respiratory Diseases In Thai Dogs, Wichan Dankaona Jan 2024

Molecular Characterization And Immunohistochemical Investigation Using Anti-Capsid Protein Antibody Of Canine Circovirus Associated With Respiratory Diseases In Thai Dogs, Wichan Dankaona

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Canine circovirus (CanineCV) is an emerging virus linked to various diseases in dogs, especially respiratory and gastrointestinal ailments. This thesis focuses on molecular characterization and histopathological investigation of CanineCV in dogs from Thailand, aiming to provide insights into the role of virus in canine respiratory diseases. The study involved genomic-based surveillance of CanineCV from nasal and oral swabs of infected dogs by employing polymerase chain reaction (PCR) assay. Additionally, the in situ hybridization (ISH) technique was used to identify and localize the viral genome within infected tissues. The CanineCV recombinant capsid gene (rCap) and protein (rCap) were synthesized and characterized, …


Impacts Of Pcv3 And Pcv2 On Reproductive Performance In The Vietnamese Industrial Sow Herds, Tien Tran Nam Jan 2024

Impacts Of Pcv3 And Pcv2 On Reproductive Performance In The Vietnamese Industrial Sow Herds, Tien Tran Nam

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Porcine circovirus (PCV) 2 is a globally prevalent virus causing negative impacts on the swine industry. Controlling PCV2 with vaccines is a mandatory requirement in the farming procedures depending on the prevalence of the virus and farm management system including vaccination program. It should be noted that PCV2d management in the studied farms appeared under control via the effective vaccination program. Since the first descriptions of PCV3 in the US, many publications on the viral pathogenesis and effects on susceptible animals have been conducted, but complete consensus has not been reached. Therefore, an alternative approach to studying the virus is …


Use Of Ultrasonography For Evaluation Of Response To Chemotherapy In Canine Multicentric Lymphoma, Somchin Sutthigran Jan 2024

Use Of Ultrasonography For Evaluation Of Response To Chemotherapy In Canine Multicentric Lymphoma, Somchin Sutthigran

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Canine multicentric lymphoma (CML) is a common hematopoietic neoplasm in dogs that initially responds well to treatment but often relapses due to chemotherapy resistance. Evaluating the treatment response is a critical factor in helping veterinary oncologists plan and adjust chemotherapeutic protocols. This study aims to investigate the use of basic diagnostic imaging techniques, such as ultrasound (US), advanced imaging, such as computed tomography (CT) and hematologic and blood chemistry parameters, to enhance the evaluation of treatment response for this disease. This prospective observational study included 95 lymphomatous lymph nodes (LLNs) from 15 dogs with CML and 60 normal lymph nodes …


Vaccination Against Streptococcus Iniae And Bacillus Probiotic For Health Enhancement In Juvenile Barramundi (Lates Calcarifer), Pornpawit Tanpichai Jan 2024

Vaccination Against Streptococcus Iniae And Bacillus Probiotic For Health Enhancement In Juvenile Barramundi (Lates Calcarifer), Pornpawit Tanpichai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Juvenile Asian seabass (Lates calcarifer) with an average body weight of 10 ± 0.7 g were used to investigate the efficacy of an inactivated Streptococcus iniae vaccine and the probiotic Bacillus subtilis. Fish were intraperitoneally vaccinated with 1012 CFU fish−1 of formalin-killed S. iniae (V) or sham vaccinated (S) with sterile normal saline solution (NSS). Both groups were fed with Bacillus probiotic (5 × 109 CFU kg-1 diet) for 6 weeks. The protective efficacy of the vaccine against S. iniae examined at 4, 10 and 20 weeks post-vaccination showed that vaccinated (V) and vaccinated and probiotic (VP) groups had no …


The Impact Of Cow Behaviors During Transition Period On Reproductive And Milk Productive Performance, Aqeel Raza Jan 2024

The Impact Of Cow Behaviors During Transition Period On Reproductive And Milk Productive Performance, Aqeel Raza

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the impact of behavioral patterns during the transition and early postpartum periods on reproductive and lactation outcomes in tropical dairy cows, using the AfiTag-II biosensor to monitor activity, rest time, rest per bout, and restlessness ratio. Data from 298 prepartum and 347 postpartum Holstein Friesian cows, categorized by lactation number (1, 2, and ≥3), was analyzed. K-means clustering on 227 lactation records identified distinct behavioral groups, facilitating the assessment of reproductive traits through Cox regression and lactation curves using the Wood model. First-lactation cows had shorter prepartum rest durations (568.8 ± 5.4 min/day) compared to higher-parity cows, …


Genetic Characteristics Of Salmonella Carrying Plasmid-Associated Antimicrobial Resistance And Virulence Genes Isolated From Pigs, Pork, And Humans In The Bordering Provinces Between Thailand And Some Land Neighboring Countries, Siraphatson Wetchasirigul Jan 2024

Genetic Characteristics Of Salmonella Carrying Plasmid-Associated Antimicrobial Resistance And Virulence Genes Isolated From Pigs, Pork, And Humans In The Bordering Provinces Between Thailand And Some Land Neighboring Countries, Siraphatson Wetchasirigul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Antimicrobial resistance (AMR) is a major public health threat. The issue has disproportionately affected in low- and middle-income countries including Thailand and its neighboring counties where high rates of resistant Salmonella have been continuously reported in pigs, pork, and humans. Recognizing the significant role of R plasmids in AMR distribution, knowledge on virulence genes associated plasmids is still limited. The frequency and patterns of virulence factors are still not routinely tracked. This study aimed to characterize Salmonella enterica isolates carrying plasmid-associated virulence and AMR genes from pig, pork, and human isolates in border provinces of Thailand, Lao PDR, Cambodia, and …


การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง Jan 2024

การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสอนวิชาเคมีให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของครูในการอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมีให้นักเรียนสามารถเข้าใจแนวคิดทางเคมีได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิชาเคมีมากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนรู้เพื่อช่วยอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมี เมื่อสำรวจสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยในปัจจุบัน ยังไม่มีแหล่งหรือฐานข้อมูลใดที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีทั้งของไทยและของต่างประเทศไว้ด้วยกันและรวบรวมจัดทำเป็นข้อมูลอภิพันธุ์ (metadata) ไว้เพื่อให้สะดวกต่อการสืบค้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาฐานข้อมูลที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล ผู้วิจัยพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับวิชาเคมีโดยนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากคัดเลือกสื่อที่เป็นไปตามเกณฑ์ แล้ววิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบที่ได้จำแนกประเภท ลักษณะของการใช้รูปแบบที่หลากหลายและประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ของไทยและต่างประเทศ คัดเลือกสื่อมารวบรวมเพื่อนำไปสร้างต้นแบบฐานข้อมูลสื่อการดิจิทัลวิชาเคมี (prototypes) โดยใช้ AppSheet ผลการวิจัยพบว่า 1. เมื่อใช้การวิเคราะห์หลากหลายรูปแบบ พบว่า การใช้รูปแบบที่หลากหลายภายในสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมี โดยแบ่งเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ ข้อความ ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และสัญศาสตร์ทางเคมี 2. เมื่อนำสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีมาประเมินคุณภาพสื่อโดยเทียบกับเกณฑ์ของไทยและเกณฑ์ของต่างประเทศ พบว่า สื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 49 สื่อจากเดิมที่คัดเลือกมา 57 สื่อ และสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของต่างประเทศที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 68 สื่อ จากเดิมที่คัดเลือกมา 75 สื่อ 3. ฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้วิชาเคมีที่พัฒนาขึ้น มีรายการแสดงจุดประสงค์ฐานข้อมูล ข้อมูลเบื้องต้นของสื่อ วิธีการใช้ฐานข้อมูล รายละเอียดของประเภทสื่อและหัวข้อเคมี 4. ผลการประเมินคุณภาพฐานข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากและเห็นด้วยมากที่สุด และผลการสอบถามประสบการณ์ผู้ใช้งานจากครูและนิสิตครูเคมีพบว่าภาพรวมอยู่ในระดับเห็นมากที่สุดและเห็นด้วยมาก


ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร Jan 2024

ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผู้ใหญ่วัยกลางคนเป็นวัยที่จะเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพแต่จากปัญหาการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอและปัญหาการลดลงของมวลกล้ามเนื้อในผู้ใหญ่วัยกลางคน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนอายุระหว่าง 40-59 ปี จำนวน 43 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 คน และกลุ่มทดลอง 21 คน กลุ่มควบคุมออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เต้นรำ เต้นซุมบ้า เต้นแอโรบิก เดินเร็วครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา 1 นาที การทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ลุก-เดิน-นั่ง-ไปกลับ การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง การทดสอบงอแขนยกน้ำหนัก 30 วินาที และการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา 30 วินาทีลุก-นั่งบนเก้าอี้ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองภายในกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองระหว่างกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลในผู้ใหญ่วัยกลางคน สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทั้งส่วนบนและส่วนล่างของร่างกาย สามารถช่วยเพิ่มการทรงตัวขณะอยู่กับที่และการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้


การแปลมุกตลกภาษาในละครซิทคอมเรื่อง Mind Your Language, ฐาปนี ชลิตาภานุกุล Jan 2024

การแปลมุกตลกภาษาในละครซิทคอมเรื่อง Mind Your Language, ฐาปนี ชลิตาภานุกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทําขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเรื่องบทบรรยายใต้ภาพ, ความขบขัน, และการเล่นคํา เพื่อทําความเข้าใจการเล่นคําที่ก่อให้เกิดความขบขันในละครซิทคอมเรื่อง Mind Your Language แล้วช่วยให้ผู้วิจัยพบแนวทางการแปลที่หลากหลายซึ่งสามารถสร้างอารมณ์ขันให้ผู้ชมในภาษาปลายทางได้ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวทางการแปลบทบรรยายใต้ภาพของเฮนริค ก็อตต์ลีบ (Henrik Gottlieb), การศึกษาความไม่เข้ากัน (Incongruity and Resolution), การศึกษาทฤษฎีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ (Relevance theory) ของแดน สเปอร์เบอร์ (Dan Sperber) และเดร์เดอร์ วิลสัน (Deirdre Wilson), การศึกษาทฤษฎีระบบภาษา (Register theory) ของไมเคิล ฮัลลิเดย์ (Michael Halliday) และแนวทางการแปลการเล่นคําของเดิร์ก ดิลาบาสทิทา (Dirk Delabastita) เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ตัวบท และวิเคราะห์ปัญหาในการถ่ายทอดความขบขันในตัวบทที่เป็นสื่อโสตทัศน์ (Audiovisual work) รวมทั้งวางแผนแก้ปัญหาดังกล่าวผลการศึกษาวิจัยพบว่า ทฤษฎีและแนวทางต่าง ๆ ข้างต้นสามารถช่วยให้ผู้วิจัยเข้าใจกระบวนการสร้างความขบขันของการเล่นคำที่สัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง รวมทั้งประเภทของการเล่นคำที่เกิดในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งทำให้ผู้วิจัยรู้ว่าควรแปลการเล่นคำในภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับการเล่นคำในภาษาไทยอย่างไร และเมื่อพบการเล่นคำที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมร่วมด้วย ผู้วิจัยก็พบว่าควรปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมและสังคมของผู้ชมในภาษาปลายทางเพื่อให้พวกเขาเข้าใจความไม่เข้ากันที่เกิดขึ้นให้เหตุการณ์นั้น ๆ แล้วรู้สึกขบขันตรงตามจุดมุ่งหมายของละครซิทคอม อย่างไรก็ตาม บางกรณีก็มีข้อจำกัดด้านภาพซึ่งปรากฏมาพร้อมกับบทบรรยายใต้ภาพที่มีการเล่นคำ ส่งผลให้ผู้วิจัยไม่อาจคงลักษณะของการเล่นคำตามตัวบทต้นฉบับไว้ได้


การประมวลสแลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก “Into The Borderland” ด้วยวิธีการทางศาสตร์การทำพจนานุกรม, ธรรมพร คำเคน Jan 2024

การประมวลสแลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก “Into The Borderland” ด้วยวิธีการทางศาสตร์การทำพจนานุกรม, ธรรมพร คำเคน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาสแลงในปัจจุบันเมื่อเทียบกับอดีตพบว่ามีจำนวนการศึกษาลดลง เนื่องจากข้อจำกัดด้านการบันทึก และปัญหาในการนิยามสแลง นอกจากนี้ การศึกษาสแลงที่มีอยู่ในภาษาไทยมักไม่ยึดระเบียบวิธีของพจนานุกรมศาสตร์ งานวิจัยนี้มุ่งประมวลสแลงที่ใช้ในกลุ่ม “INTO THE BORDERLAN” ซึ่งเป็นกลุ่มในเฟซบุ๊กที่มีวัฒนธรรมเฉพาะตัวในปริภูมิดิจิทัล โดยใช้ระเบียบวิธีของพจนานุกรมศาสตร์ ประกอบด้วย การนิยามสแลง การเก็บข้อมูลผ่านการสังเกต การสร้างรายการคำ และการจัดเรียงตามลำดับตัวอักษร เพื่อศึกษาความท้าทายในการประมวลสแลงที่ใช้ในกลุ่ม ผลการศึกษาพบว่าความท้าทายที่เกิดขึ้นในการประมวลสแลงในกลุ่มประกอบด้วย 3 ประการ ได้แก่ การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติของสแลง การสร้างรายการคำของสแลง และการจัดการจริยธรรมในการเก็บข้อมูลและการเขียนรายการคำ


Investigating Interlanguages Of English Gerund And Infinitive Verb Complements By L1 Chinese Learners In Taiwan, Chih Ying Chou Jan 2024

Investigating Interlanguages Of English Gerund And Infinitive Verb Complements By L1 Chinese Learners In Taiwan, Chih Ying Chou

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigated the challenges faced by L1 Chinese learners in Taiwan in mastering English gerund and infinitive verb complements. Using the Interlanguage Hypothesis (Selinker, 1972) as a theoretical framework, the study explored how interlanguage factors - such as language transfer, overgeneralization, and transfer of training - affected these learners’ use of gerunds and infinitive verb complements. The research examined Taiwanese learners’ production and comprehension of English gerund and infinitive verb complements on Multiple Choice Questions (MCQ) and Grammaticality Judgment Tests (GJT), respectively, by learners of different proficiency levels, i.e., average and high proficiency learners. Results revealed that learners frequently …


The Effect Of The Individual And Family Self-Mannagement Program On Medication Adherence Among School-Aged Children With Epilepsy., Chutimaporn Kangwal Jan 2024

The Effect Of The Individual And Family Self-Mannagement Program On Medication Adherence Among School-Aged Children With Epilepsy., Chutimaporn Kangwal

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This randomized controlled trial with repeated measures compared medication adherence among school-aged children with epilepsy who received the Individual and Family Self-Management (IFSM) program versus standard nursing care at baseline, post-test, week 8, and week 12. Sixty-two eligible children and their families were randomly assigned to experimental (n=31) and control groups (n=31) using block randomization. The 12-week IFSM program, based on Ryan and Sawin's (2009) Individual and Family Self-Management theory, focused on (1) accurate knowledge and beliefs, (2) self-regulation skills, and (3) social facilitation. The intervention included face-to-face sessions, activities via the “KanChak” LINE Official Account, and booster sessions with …


Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi Jan 2024

Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This dissertation examines the impact of hidden violent punishment within diverse parenting styles in Thai society, focusing on preschool children aged 3 to 4 years (36 to 59 months). Utilizing the Thailand Multiple Indicator Cluster Survey 2019 (MICS6/2019) national dataset (N=5,345), the study addresses three primary research objectives:1) examine the key factors and parenting styles influencing child behavioral problems, 2) investigate the associations between socioeconomic characteristics and parenting styles, and 3) generate a model for enhancing parenting factors that mitigate behavior problems in preschoolers. The study employs advanced statistical methodologies, including probit regression to analyze factors which influence behavior problems …


นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น, ญาณาริณ พากเพียร Jan 2024

นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น, ญาณาริณ พากเพียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมไทยในกลุ่มวัยรุ่นตอนต้นลดลงอย่างชัดเจน เนื่องจากอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติผ่านสื่อออนไลน์ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความต้องการของวัยรุ่นตอนต้นที่มีต่อการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 2) พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น และ 3) ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาความต้องการการเรียนรู้ของวัยรุ่นตอนต้น และความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย 2) พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น 3) ทดลองใช้และพัฒนาเครื่องมือวิจัย และ 4) ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น โดยใช้เครื่องมือในการวิจัย จำนวน 6 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพความต้องการของวัยรุ่นตอนต้นที่มีต่อการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 2) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในด้านการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น 3) แบบประเมินการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 4) แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคลขณะทำกิจกรรม 5) แบบสะท้อนคิดหลังจากทำกิจกรรม และ 6) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้สื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ศึกษาโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) วัยรุ่นตอนต้นสนใจศิลปวัฒนธรรมไทยในระดับปานกลาง (ร้อยละ 57.50) โดยส่วนใหญ่ต้องการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยในลักษณะของการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ เมื่อสอบถามถึงประเภทประติมากรรมที่ชอบมากที่สุด พบว่า ส่วนใหญ่เลือกประเภทสัตว์ (ร้อยละ 62.50) รองลงมา คือ ตุ๊กตา (ร้อยละ 50) ด้านกระบวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการทำกิจกรรมทั้งในรูปแบบเดี่ยวและรูปแบบกลุ่ม (ร้อยละ 55) และต้องการทำกิจกรรมระยะเวลาประมาณ 30 นาที (ร้อยละ 62.50) ด้านสื่อการเรียนรู้ที่วัยรุ่นตอนต้นสนใจมากที่สุด คือ ของเล่นส่งเสริมการเรียนรู้ (ร้อยละ 62.50) รองลงมา คือ เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน VR (ร้อยละ 57.50) และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม AR (ร้อยละ 52.50) 2) การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้ ใช้ประติมากรรมเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากช่วยส่งเสริมการรับรู้ที่มีความเป็นรูปธรรมและง่ายต่อการเชื่อมโยงการอธิบายองค์ประกอบของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมไทยในแต่ละสาขา นอกจากนี้การเลือกใช้ประติมากรรมศิลปะแบบสุโขทัย มีงมีความเหมาะสมกับการนำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยเพราะมีรูปแบบศิลปะที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจพื้นฐานของศิลปวัฒนธรรมไทยได้อย่างชัดเจน …


การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณภัชชา ยอดคง Jan 2024

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณภัชชา ยอดคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย และ 3) เพื่อศึกษาผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่าวิจัยเป็นครูผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 384 คน และตัวอย่างในการใช้ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ฯ คือ นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ฯ 2) รูปแบบการกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 3) แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญโดยเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง 4) แบบประเมินรูปแบบการกิจกรรมการเรียนรู้ฯ 5) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 6) เกณฑ์การประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนแบบรูบริค และ 7) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์สภาพและความต้องการด้วยการหาดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI modified) และ 3) วิเคราะห์ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โดยการทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. สภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ฯ แบ่งออกเป็น 2 ด้าน 1) ได้แก่ ด้านกระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และ 2) ด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมความสามสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ โดยด้านที่มีความต้องการมากอยู่ในด้านกระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ทั้งนี้ผู้สอนต้องการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่รวมวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอนอยู่เสมอ (PNImodified = 0.51) เป็นอันดับที่ 1 2. รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ฯ ประกอบไปด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมเรียนรู้ 2) ผู้สอน 3) ผู้เรียน 4) การเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ 5) แนวคิดสะตีมศึกษา และ 6) …


Lightweight Neural Network Pipeline Model For Drone Collision Prediction System Using Limited Computing Resources, Rifqi Nabila Zufar Jan 2024

Lightweight Neural Network Pipeline Model For Drone Collision Prediction System Using Limited Computing Resources, Rifqi Nabila Zufar

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis focuses on developing a drone collision prediction algorithm by adapting the Neural Network Pipeline (NNP) for use in limited computing resources devices. While NNP is effective with sufficient computation, its performance in constrained environments remains untested. To address this issue, an adaptation of NNP using post-training quantization is developed. This method effectively compresses the model by reducing the precision of the 32-bit floating point. This adaptation aims at reducing model complexity and offers significant benefits in terms of reduced model size, increased processing speed, and reduced power consumption. It results in the expense of prediction accuracy. The MobileNetV3Small …


Small Object Detection Techniques In Remote Sensing Images Using Aam And Raspp, Farhan Iqbal Jan 2024

Small Object Detection Techniques In Remote Sensing Images Using Aam And Raspp, Farhan Iqbal

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Remote sensing technology has advanced substantially, with significant research focused on identifying and recognizing small, distant objects within large-scale scenes. Despite these strides, the task remains difficult due to limitations in image resolution, varied object scales, dense object distribution, and diverse orientations. Current object detection methods often struggle to maintain the fine detail essential for small object detection, resulting in the loss of critical information. To address this, we introduce an Advanced Attention Mechanism (AAM) that combines a novel Combined Channel and Spatial Attention (CCSA) approach with Residual Atrous Spatial Pyramid Pooling (RASSP). This integration enhances detection accuracy by preserving …


Characterization Of Size Distribution And Source Contribution To Airborne Particles In Buddhist Religious Places In Bangkok, Sopannha Chy Jan 2024

Characterization Of Size Distribution And Source Contribution To Airborne Particles In Buddhist Religious Places In Bangkok, Sopannha Chy

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Ultrafine particles, defined as particles with diameter below 100 nm, present high health risks but presently remain unknown in air quality management in Thailand. To better understand ultrafine particles, the appropriate quantification must be by aerosol numbers in a size-resolved manner in addition to the mass-based information currently used. This study investigated the particle number concentration and size distribution as well as estimating the source emission rate from incense burning in 3 temples and 1 shrine located in Bangkok, Thailand on peak days and normal day from 10 a.m. to 5 p.m. The Scanning Mobility Particle Sizer (SMPS) and the …