Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2017

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 31921 - 31950 of 32132

Full-Text Articles in Entire DC Network

การนำหลักนิติรัฐมาใช้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ, สามารถ ตราชู Jan 2017

การนำหลักนิติรัฐมาใช้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ, สามารถ ตราชู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงแนวความคิดและพัฒนาการของหลักนิติรัฐในประเทศไทย และศาลรัฐธรรมนูญได้นำหลักนิติรัฐมาใช้เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการวินิจฉัยคดีในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยการศึกษาในครั้งนี้ ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบการนำหลักนิติรัฐมาใช้ในคำวินิจฉัยขององค์กรที่ทำหน้าที่ในการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์และหาข้อเสนอแนะสำหรับแนวทางในการนำหลักนิติรัฐมาใช้เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการวินิจฉัยคดีในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไทย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการนำหลักนิติรัฐมาเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญไทยในอนาคต การศึกษาในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบว่า แนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไทยมีหลักนิติรัฐที่ถือเป็นหลักเกณฑ์อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการที่ศาลรัฐธรรมนูญหยิบยกมาใช้ในการวินิจฉัยคดีเพื่อวินิจฉัยตรวจสอบบรรดาการกระทำของรัฐทั้งหลายให้เป็นไปตามหลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และคุ้มครองหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ โดยบางกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจมีเนื้อหาที่กระทบต่อแนวคิดพื้นฐานบางประการของหลักนิติรัฐ จากการศึกษาพบว่า พัฒนาการของนิติรัฐในประเทศไทยมีลักษณะไม่เป็นไปในทางพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความไร้เสถียรภาพทางระบบการเมืองการปกครองของระบอบประชาธิปไตย และก่อผลกระทบต่อระบบรัฐธรรมนูญของประเทศไทย และสืบเนื่องมาถึงบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยตรวจสอบบรรดาการกระทำของรัฐทั้งหลายโดยยึดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในทางรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมิได้ปรากฏเป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังพบว่า ในบางกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเองยังปรากฏข้อขัดแย้งต่อหลักทฤษฎีในทางกฎหมายมหาชนอันทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีลักษณะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอันส่งผลกระทบเทือนต่อสถานะความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมิได้เป็นไปตามครรลองของความเป็นนิติรัฐ โดยการตีความบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ ในบางกรณีหรือบางคำวินิจฉัยอาจขัดต่อหลักการพื้นฐานบางประการของนิติรัฐ อันส่งผลกระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน เพื่อให้การสร้างบรรทัดฐานของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์สูงสุดของความเป็นนิติรัฐ จึงมีข้อเสนอแนะว่า ควรมีการรักษาเสถียรภาพของรัฐธรรมนูญโดยยกย่องคุณค่าและหลักการแห่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในสถานะของความเป็นกฎหมายสูงสุด ในการใช้และตีความบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญโดยยึดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเพื่อควบคุมกลไกของรัฐทั้งปวงให้เป็นไปตามครรลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย การจัดวางบทบาทและการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการตีความวินิจฉัยปัญหาและตัดสินคดีโดยยึดเจตนารมณ์สูงสุดทั้งในทางรูปแบบและในทางเนื้อหาของนิติรัฐ ซึ่งก็คือการให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอันเป็นเสมือนหัวใจของนิติรัฐอันเป็นกรอบแนวทางในการนำหลักนิติรัฐมาเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญไทย


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของครูโรงเรียนประจำ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, รัตน์สินี รื่นนุสาน Jan 2017

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของครูโรงเรียนประจำ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, รัตน์สินี รื่นนุสาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของครูโรงเรียนประจำ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประชากร คือ ครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนประจำเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 541 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็แบบสอบถาม 1 ฉบับ คือ (1) ปัจจัยด้านบุคคล (2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของครูในโรงเรียนประจำ (3) การคงอยู่ของครูโรงเรียนประจำ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจงแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลศึกษาการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของครูโรงเรียนประจำพบว่า (1) ปัจจัยด้านบุคคลมีองค์ประกอบที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของครูโรงเรียนประจำ คือ ด้านภาระครอบครัว ส่งผลต่อการคงอยู่ของครูโรงเรียนประจำด้านความผูกพันในงานของครู และส่งผลต่อด้านความสมดุลการมีชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน กับด้านตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย ส่งผลต่อการคงอยู่ของครูโรงเรียนประจำด้านการยึดมั่นอุดมการณ์ในการทำงาน (2) ปัจจัยด้านพึงพอใจในงานมีองค์ประกอบที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของครูโรงเรียนประจำคือ ด้านลักษณะงานส่งผลต่อการคงอยู่ของครูโรงเรียนประจำด้านความผูกพันในงานของครู และส่งผลต่อด้านการยึดมั่นอุดมการณ์ในการทำงาน และปัจจัยด้านความพึงพอใจในงานด้านภาระงาน ส่งผลต่อการคงอยู่ของครูโรงเรียนประจำ ด้านความสมดุลการมีชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน (3) ปัจจัยด้านองค์กรที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของครูโรงเรียนประจำทั้ง 3 ด้าน ด้านที่ส่งผลคือด้านวัฒนธรรมองค์กร ส่งผลด้านความผูกพันในงานของครูมากที่สุด และด้านความสมดุลการมีชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน และด้านการยึดมั่นอุดมการณ์ในการทำงาน เมื่อเปรียบเทียบปัจจัยทั้งสามด้านพบว่า ปัจจัยด้านองค์กรด้านวัฒนธรรมองค์กรส่งผลต่อการคงอยู่ของครูโรงเรียนประจำมากที่สุด ซึ่งหมายความว่า ครูที่มีความพึงพอใจด้านวัฒนธรรมองค์กรมาก จะส่งผลต่อการคงอยู่ของครูโรงเรียนประจำมาก


ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนของชาวโรฮิงญาในสื่อออนไลน์ภาษาไทย: การศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ธีระยุทธ สุริยะ Jan 2017

ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนของชาวโรฮิงญาในสื่อออนไลน์ภาษาไทย: การศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ธีระยุทธ สุริยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรฮิงญาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนของชาวโรฮิงญาในสื่อออนไลน์ 3 กลุ่ม ได้แก่ รัฐบาลไทย กลุ่มสิทธิมนุษยชน และหนังสือพิมพ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 - 2558 โดยใช้กรอบแนวคิดวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของแฟร์คลัฟ (Fairclough, 1995) ผลการวิเคราะห์ตัวบทพบว่า สื่อออนไลน์มิได้ทำหน้าที่เผยแพร่เหตุการณ์เท่านั้น แต่ยังถ่ายโอนชุดความคิดเกี่ยวกับชาวโรฮิงญาไปยังคนในสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใช้อินเทอร์เน็ต กล่าวคือ วาทกรรมของรัฐบาลเน้นนำเสนอภาพตัวแทนด้านลบของโรฮิงญา เช่น โรฮิงญาเป็นผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย โรฮิงญาเป็นปัญหาและภาระ ขณะที่วาทกรรมของกลุ่มสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นชาวมุสลิม เน้นการนำเสนอว่าโรฮิงญาน่าสงสาร โรฮิงญาเป็นเพื่อนมนุษย์ และโรฮิงญาเป็นมุสลิม ส่วนวาทกรรมหนังสือพิมพ์ออนไลน์นำเสนอไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาลไทย และเน้นว่าโรฮิงญาเป็นภัยอันตราย ทั้งนี้แม้ภาพโรฮิงญาจะถูกนำเสนอในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่น่าสงสาร หากแต่ภาพตัวแทนที่เด่นชัดและถูกผลิตซ้ำมากที่สุด คือ ภาพของโรฮิงญาในฐานะ "ผู้ทำผิดกฎหมายและเป็นปัญหาของสังคมไทย" ภาพตัวแทนเหล่านี้สื่อผ่านกลวิธีทางภาษา 6 กลวิธี ได้แก่ การเลือกใช้คำอ้างถึง การใช้ชนิดของกระบวนการ การใช้อุปลักษณ์ การใช้สำนวน การให้รายละเอียด และการใช้สหบท ด้านการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่า สื่อหนังสือพิมพ์และสื่อของรัฐบาลไทยแพร่กระจายไปในวงกว้างกว่าสื่อของกลุ่มสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุนี้ภาพตัวแทนในเชิงลบจึงเป็นภาพที่ถูกผลิตซ้ำมากกว่าด้านที่น่าสงสาร นอกจากนี้ระบบการทำงานของสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟซบุ๊ก อาจมีบทบาทสำคัญในการเน้นย้ำมุมมองเกี่ยวกับชาวโรฮิงญา ด้านการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมพบว่า ปัจจัยทางสังคม ได้แก่ สถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทย สถานการณ์ความขัดแย้งในพม่า การบังคับใช้กฎหมายและนโยบายทางการเมืองของรัฐบาลไทย แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนสากล แนวคิดของศาสนาอิสลามและพุทธศาสนา รวมถึงแนวคิดพวกเขาพวกเรา มีอิทธิพลต่อการผลิตตัวบท กล่าวโดยสรุป ผลการศึกษานี้เผยให้เห็นว่าภาพตัวแทนของชาวโรฮิงญาที่ปรากฏในแต่ละตัวบทไม่ใช่ภาพที่เป็นกลาง แต่ผู้ผลิตตัวบทได้เลือกเฟ้นภาพตัวแทนบางภาพมานำเสนอให้โดดเด่น สอดคล้องกับจุดยืนที่แต่ละกลุ่มมี ดังนั้นผู้บริโภคข่าวสารจึงควรตระหนักรู้ว่าอาจจะมีเจตนาแฝงบางประการอยู่เบื้องหลังตัวบทเหล่านั้น ทั้งนี้มิใช่เพียงแค่ในกรณีการรายงานข่าวเกี่ยวกับโรฮิงญาเท่านั้น แต่รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ในสังคมด้วย


การศึกษาปริจเฉทการสนทนาระหว่างจิตแพทย์และผู้ป่วยนอกในการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้น, สกาวเดือน ซาธรรม Jan 2017

การศึกษาปริจเฉทการสนทนาระหว่างจิตแพทย์และผู้ป่วยนอกในการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้น, สกาวเดือน ซาธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริจเฉทการสนทนาระหว่างจิตแพทย์และผู้ป่วยนอกในการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้น โดยมีจุดประสงค์ในการวิจัยเพื่อศึกษา 1) โครงสร้างและองค์ประกอบในปริจเฉทการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้นตามแนวคิดสนทนาวิเคราะห์ 2) กลวิธีทางภาษาในปริจเฉทการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้นของจิตแพทย์ ผู้ป่วยนอก และญาติผู้ป่วย 3) ปัจจัยที่จิตแพทย์คำนึงถึงในการปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยนอกและญาติผู้ป่วยในปริจเฉทการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้น ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาเก็บข้อมูลการบันทึกเสียงและถอดเสียงเป็นตัวอักษรตามแนวคิดสนทนาวิเคราะห์ในสถานการณ์การตรวจรักษาโรคทางจิตเวชของจิตแพทย์ 10 คน จากโรงพยาบาลทางจิตเวช 5 แห่งในประเทศไทย ได้ขออนุญาตบันทึกเสียงกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร และผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน เกณฑ์การคัดเข้าของจิตแพทย์ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ กลุ่มข้อมูลผู้ป่วยนอกและญาติผู้ป่วยมีเกณฑ์การคัดเข้าด้วยความสมัครใจเช่นกันโดยจิตแพทย์ระบุอาการของโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และภาวะเครียด อายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปจนถึง 60 ปี ไม่จำกัดเพศหรือสถานภาพ โดยสมมติชื่อ-สกุล สถานที่ วันเวลา รวมทั้งสิ้น 84 สถานการณ์ ผลการวิจัยพบว่า โครงสร้างหลักในการสนทนาประกอบด้วย การเปิดการสนทนา การดำเนินการสนทนา และการปิดการสนทนา ขั้นตอนการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้นในผู้ป่วยนอกรายใหม่จะประกอบด้วย 10 ขั้นตอน คือ การเปิดการสนทนา การนำเข้าสู่วัตถุประสงค์ การสอบถามอาการสำคัญและการซักประวัติ การสอบถามรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับอาการสำคัญหรือการตรวจสภาพจิต การสอบถามสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค การแจ้งการวินิจฉัยแยกโรค การวางแผนการรักษาและการใช้ยา การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยซักถาม การนัดหมาย การปิดการสนทนา จุดเด่นอยู่ที่การแจ้งผลการวินิจฉัยแยกโรคเพราะจะพบในโครงสร้างการสนทนากับผู้ป่วยรายใหม่เท่านั้น ขั้นตอนการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้นในผู้ป่วยนอกรายเก่าที่อาการดีขึ้นจะประกอบด้วย 9 ขั้นตอน คือ การเปิดการสนทนา การนำเข้าสู่วัตถุประสงค์ การสอบถามอาการสำคัญและการซักประวัติ การสอบถามรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับอาการสำคัญหรือการตรวจสภาพจิต การให้ผู้ป่วยประเมินตนเองและสอบถามผลข้างเคียงจากการใช้ยา การทบทวนวิธีการรักษาและการปรับยา การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยซักถาม การนัดหมาย และการปิดการสนทนา ขั้นตอนการตรวจรักษาโรคทางจิตเวชเบื้องต้นในผู้ป่วยนอกรายเก่าที่อาการไม่ดีขึ้นจะประกอบด้วย 9 ขั้นตอน คล้ายกับผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นแต่มีความแตกต่างที่ขั้นตอนการสอบถามสาเหตุที่อาการไม่ดีขึ้นและการสอบถามชีวิตประจำวันของผู้ป่วย โครงสร้างในการสนทนากับผู้ป่วยรายเก่าจะรวดเร็วกว่าผู้ป่วยรายใหม่ บางสถานการณ์ผู้ป่วยรายเก่าเป็นฝ่ายที่สามารถเปิดและปิดการสนทนาได้ คู่วัจนกรรมในการสนทนาพบ 7 รูปแบบ คือ การทักทาย-การตอบรับคำทักทาย การถาม-การตอบ การอธิบาย-การตอบรับการอธิบาย การแนะนำ-การตอบรับการแนะนำ การสั่ง-การตอบรับคำสั่ง การเจรจาต่อรอง-การตอบรับ/ปฏิเสธการเจรจาต่อรอง และการกล่าวลา-การตอบการกล่าวลา โดยพบคู่วัจนกรรมการถาม-การตอบมากที่สุด จุดเด่นคือคู่วัจนกรรมการต่อรอง-การตอบรับการต่อรอง วัตถุประสงค์ในการใช้กลวิธีทางภาษาของจิตแพทย์ประกอบด้วย กลวิธีที่ใช้เพื่อสอบถามและยืนยันความถูกต้องของข้อมูล ให้ข้อมูลกับผู้ป่วยหรือญาติ ให้ผู้ป่วยหรือญาติปฏิบัติตาม ให้ผู้ป่วยหรือญาติคลายความวิตกกังวล สร้างความเป็นกันเองกับผู้ป่วยหรือญาติ จุดเด่นของกลวิธีทางภาษาของจิตแพทย์ คือ การกล่าวซ้ำ การย้ำคำถามเดิม วัตถุประสงค์ในการใช้กลวิธีทางภาษาของผู้ป่วยประกอบด้วย กลวิธีที่ใช้เพื่อให้ข้อมูลประเด็นหลัก ยืนยันความถูกต้องของข้อมูล ปิดบังข้อมูล …


บุญ : ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ในวาทกรรมที่ผลิตโดยวัดพระธรรมกาย, สุนทรี โชติดิลก Jan 2017

บุญ : ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ในวาทกรรมที่ผลิตโดยวัดพระธรรมกาย, สุนทรี โชติดิลก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาชุดความคิดเกี่ยวกับ "บุญ" ที่สื่อผ่านกลวิธีทางภาษาในวาทกรรมสื่อที่ผลิตโดยวัดพระธรรมกายตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Discourse Analysis CDA) ของแฟร์คลัฟ (Fairclough, 1995) ตามกลุ่มเป้าหมายผู้รับสื่อ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มประชาชนทั่วไป 2) กลุ่มผู้นำบุญ และ 3) กลุ่มเด็กและเยาวชน ผลการวิจัยพบว่า วาทกรรมสื่อสำหรับประชาชนทั่วไปของวัดพระธรรมกายได้ถ่ายทอดอุดมการณ์"บุญ" ผ่านชุดความคิดสำคัญ 3 ชุดความคิด ได้แก่ 1) "บุญ" ของวัดพระธรรมกาย 2) "วิธีการบุญ" ของวัดพระธรรมกาย และ 3) อานิสงส์บุญ" ของวัดพระธรรมกาย ชุดความคิดทั้งหมดกำหนดพฤติกรรมให้ผู้ศรัทธาเลือกทำบุญกับวัดพระธรรมกายด้วยการทำให้เชื่อว่าบุญมีอำนาจในการบันดาลทรัพย์และบันดาลความสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ซึ่งวิธีการทำ "บุญ" ที่ดีที่สุดคือการเลือกทำบุญกับวัดพระธรรมกาย ชุดความคิดทั้งหมดที่วาทกรรมนำเสนอส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการทำบุญ 3 ประการ คือ 1) การทำบุญแบบขวนขวาย 2) การทำบุญแบบทุ่มเท และ 3) การทำบุญแบบสะสมบุญ เพราะเชื่อว่าจะได้อานิสงส์หรือปริมาณบุญมากกว่าการทำบุญอื่น สามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็วในชาตินี้ และส่งผลอย่างแน่นอนในชาติหน้า ผลการศึกษาวิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่า ผู้บริโภคสื่อที่ผลิตโดยวัดพระธรรมกายยินยอมพร้อมใจที่จะปฏิบัติตามความคิดที่ผู้ผลิตวาทกรรมนำเสนอ นอกจากนี้สื่อที่ผลิตโดยวัดพระธรรมกายมีการเผยแพร่ไปยังช่องทางออนไลน์ทำให้กลุ่มผู้ศรัทธาบริโภคสื่อได้สะดวก และสื่อยังแพร่กระจายไปยังผู้ศรัทธารายใหม่ได้ง่ายและกว้างขึ้น ดังนั้นอุดมการณ์ที่นำเสนอจึงน่าจะส่งผลต่อสังคมได้ในวงกว้าง ผลการศึกษาวิถีปฏิบัติทางสังคมและวัฒนธรรมพบว่า ชุดความคิดเกี่ยวกับ "บุญ" ที่เผยแพร่ผ่านสื่อที่ผลิตโดยวัดพระธรรมกายนั้นมีความสัมพันธ์กับความคิดเรื่อง "บุญ" ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับความคิด และความเชื่อในสังคมไทยหลายประการ อาทิ ความคิดเรื่องบารมี ความคิดเกี่ยวกับบทบาทของพระสงฆ์ ความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย และความเชื่อเรื่องความเสื่อสูญของศาสนา ขณะเดียวกันชุดความคิดเกี่ยวกับ "บุญ" ก็อาจส่งผลต่อความคิดความเชื่อของผู้บริโภควาทกรรมในด้านต่างๆ ได้แก่ การสืบทอดความเชื่อเรื่อง "บุญ" ในสังคมไทย การนำเสนอภาพสังคมในอุดมคติแบบพุทธรัฐ การกำหนดแบบอย่างในการปฏิสัมพันธ์และรูปแบบพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในสังคม และการนิยามชีวิตที่มีความสุขด้วย "การแปรสินทรัพย์เป็นบุญ"งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นมุมมองเชิงวิพากษ์ว่า สื่อที่ผลิตโดยวัดพระธรรมกายมิได้เป็นการสอนให้ปุถุชนทำบุญเพื่อสละความโลภตามคำสอนในพุทธศาสนา แต่กลับตอกย้ำให้โลภในการทำบุญและสะสมมากยิ่งขึ้น จนนำไปสู่การทำบุญจนเกินกำลัง วาทกรรมชุดนี้มีส่วนสำคัญในการครอบงำทางความคิด (Hegemony) และกำหนดพฤติกรรมการทำบุญที่พึงประสงค์ตามแนวทางของวัดพระธรรมกายได้


ความเป็นเลิศทางคุณธรรมและความเป็นเลิศทางปัญญาในจริยศาสตร์นิโคมาเคียน, เหมือนมาด มุกข์ประดิษฐ์ Jan 2017

ความเป็นเลิศทางคุณธรรมและความเป็นเลิศทางปัญญาในจริยศาสตร์นิโคมาเคียน, เหมือนมาด มุกข์ประดิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทคัดย่อ จริยศาสตร์ของอริสโตเติลถามคำถามว่าชีวิตที่ดีคืออะไร หรือคุณค่าในชีวิตของมนุษย์คืออะไร อริสโตเติลตอบว่าชีวิตที่ดีต้องมีความเป็นเลิศสองประการคือความเป็นเลิศทางปัญญาและความเป็นเลิศทางคุณธรรม ผู้ศึกษาจริยศาสตร์ของอริสโตเติลส่วนใหญ่ตีความความเป็นเลิศทางปัญญาและความเป็นเลิศทางคุณธรรมไปคนละทาง และแต่ละทางมีหลักฐานสนับสนุนในตัวบทจริยศาสตร์นิโคมาเคียน วิทยานิพนธ์นี้ทำความเข้าใจการตีความอริสโตเติลสองสายที่ไม่ลงรอยกัน คือฝ่ายอลาสแดร์ แมคอินไทร์ ซึ่งมีความคิดแบบปัญญานิยม และฝ่ายมาร์ธา นุสบัม ซึ่งวิจารณ์ฝ่ายปัญญานิยม ข้าพเจ้าเสนอว่าความคิดทั้งสองแบบมีที่มาจากตัวบทจริยศาสตร์นิโคมาเคียนเอง และข้าพเจ้าเสนอทางออกที่จะทำให้อริสโตเติลสอดคล้องในตัวเอง ด้วยการตีความปัญญาทางจริยธรรมเป็นสองแบบ ดังมี ทอมัส อไควนัส ซึ่งเป็นนักคิดสายอริสโตเติลในยุคกลาง เป็นตัวอย่าง ข้าพเจ้าเสนอว่าการตีความปัญญาทางจริยธรรมเป็นสองแบบเท่านั้นจึงทำให้เราสามารถเข้าใจความเป็นเลิศทางปัญญาและความเป็นเลิศทางคุณธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นเลิศทั้งสอง อย่างที่อริสโตเติลอธิบายไว้ได้


ปัญหาความไม่เสมอภาคในประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรอง, อรรคเดช แสงจันทร์ Jan 2017

ปัญหาความไม่เสมอภาคในประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรอง, อรรคเดช แสงจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาปัญหาในทฤษฎีประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรองในแง่ของความเสมอภาคเป็นสำคัญ โดยการศึกษาถึงข้อสนับสนุนและข้อโต้แย้งของกระบวนการร่วมไตร่ตรองที่อาจสร้างผลกระทบต่อสังคมประชาธิปไตย จากการศึกษาพบว่าความเชื่อที่ว่ากระบวนการร่วมไตร่ตรองนั้นเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองมากที่สุดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กระบวนการร่วมไตร่ตรองเองมีกลไกบางประการในที่สร้างเงื่อนไขในการผูกขาดอำนาจซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประชาธิปไตย มีข้อเสนอหนึ่งที่มองว่ากระบวนการร่วมไตร่ตรองเป็นกระบวนการที่สมควรหลีกเลี่ยงเพื่อรักษาความเป็นประชาธิปไตยในอุดมคติ หากแต่ผู้เขียนมีความเห็นว่ากระบวนการร่วมไตร่ตรองที่มีความพยายามในการสร้างกระบวนการที่ใช้เหตุผลในฐานของความเสมอภาคและเสรีภาพนั้นเป็นสิ่งที่สมควรแก่การรักษามากกว่าละทิ้งออกจากสังคม โดยแนวคิดรูปแบบการร่วมไตร่ตรองอ้างอิงถึงแนวคิดของ แอนโทนี่ ไซมอน ลาเดน


การเปรียบเทียบคุณภาพของวิธีการตรวจให้คะแนนความรู้บางส่วน: การพัฒนาวิธีประยุกต์การให้คะแนนแบบตัดตัวลวง-เลือกตัวถูก, ณัฐภรณ์ เลขะวัฒนพงษ์ Jan 2017

การเปรียบเทียบคุณภาพของวิธีการตรวจให้คะแนนความรู้บางส่วน: การพัฒนาวิธีประยุกต์การให้คะแนนแบบตัดตัวลวง-เลือกตัวถูก, ณัฐภรณ์ เลขะวัฒนพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการให้คะแนนความรู้บางส่วนวิธีประยุกต์การให้คะแนนแบบตัดตัวลวง–เลือกตัวถูก และเปรียบเทียบความยาก อำนาจจำแนกของข้อสอบ ความตรงเชิงโครงสร้างของแบบสอบ ความเที่ยงของแบบสอบ ฟังก์ชันสารสนเทศของแบบสอบ และความแม่นยำในการประมาณค่าความสามารถของผู้สอบที่ได้จากวิธีประยุกต์คูมบ์ วิธีตัดตัวลวง-เลือกตัวถูก และวิธีประยุกต์ตัดตัวลวง-เลือกตัวถูก เมื่อข้อสอบมี 4 ตัวเลือกและ 5 ตัวเลือก ตัวอย่างวิจัยเป็นนักเรียนชั้น ม.4 จำนวน 1,251 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 และ 2 เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ เป็นแบบสอบหลายตัวเลือก (multiple choice) จำนวน 40 ข้อ แบ่งเป็นข้อสอบ 4 ตัวเลือกและ 5 ตัวเลือกอย่างละ 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลความยาก อำนาจจำแนกของข้อสอบ และฟังก์ชันสารสนเทศของแบบสอบโดยใช้โปรแกรม IRTPRO 4 Student วิเคราะห์ความตรงเชิงโครงสร้างโดยใช้โปรแกรม Mplus วิเคราะห์ความเที่ยงและโดยใช้โปรแกรม SPSS และเปรียบเทียบความแตกต่างของความเที่ยงโดยใช้ Feldt test ผลการวิจัย พบว่า 1)วิธีการให้คะแนนความรู้บางส่วนที่ต่างกันส่งผลให้ความยากของข้อสอบแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยวิธีประยุกต์ของคูมบ์มีค่าความยากสูงสุด รองลงมา คือ วิธีประยุกต์ตัดตัวลวง-เลือกตัวถูกและวิธีตัดตัวลวง-เลือกตัวถูกมีค่าความยากต่ำสุด นอกจากนี้ วิธีการให้คะแนนความรู้บางส่วนและจำนวนตัวเลือกที่ต่างกันส่งผลต่ออำนาจจำแนกของข้อสอบแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยวิธีประยุกต์คูมบ์มีค่าอำนาจจำแนกสูงสุด ส่วนวิธีตัดตัวลวง-เลือกตัวถูกและวิธีประยุกต์ตัดตัวลวง-เลือกตัวถูกมีความยากไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2)วิธีประยุกต์คูมบ์และวิธีประยุกต์ตัดตัวลวง-เลือกตัว เมื่อข้อสอบมี 4 และ 5 ตัวเลือก มีความตรงเชิงโครงสร้าง ส่วนวิธีตัดตัวลวง-เลือกตัวถูก เมื่อข้อสอบมี 5 ตัวเลือกมีความตรงเชิงโครงสร้างแต่ 4 ตัวเลือกไม่มีความตรงเชิงโครงสร้าง 3) ความเที่ยงของทั้ง 3 วิธี เมื่อข้อสอบมี 4 ตัวเลือกและ 5 ตัวเลือก ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยวิธีประยุกต์ตัดตัวลวง–เลือกตัวถูก เมื่อข้อสอบมี 4 ตัวเลือกมีค่าความเที่ยงสูงที่สุด …


การสร้างดัชนีวัดการทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลชุมชนสังกัดกระทรวงสาธารณสุขโดยอ้างอิงการวิเคราะห์ต้นทุน, ภรณี เหล่าอิทธิ Jan 2017

การสร้างดัชนีวัดการทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลชุมชนสังกัดกระทรวงสาธารณสุขโดยอ้างอิงการวิเคราะห์ต้นทุน, ภรณี เหล่าอิทธิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การปรับระบบบริการสุขภาพให้มีบทบาทในด้านสร้างเสริมสุขภาพถือเป็นประเด็นหลักอันหนึ่งในแนวทางการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพที่ได้รับการยอมรับและมีการดำเนินการในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ที่ผ่านมาความรู้เรื่องขอบเขตการดำเนินการงานสร้างสุขภาพและต้นทุนของกิจกรรมเหล่านั้นในโรงพยาบาลชุมชนสังกัดกระทรวงสาธารณสุขยังจำกัด การศึกษาวิจัยนี้ทำการศึกษากิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาล โดยการทบทวนบทความวิชาการนานาชาติจากฐานข้อมูล Pubmed อย่างเป็นระบบ และการสำรวจกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลชุมชนของไทยจำนวน 225 แห่ง เพื่อรวบรวมรายการกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล และ คัดเลือกกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพโดยโรงพยาบาลส่วนหนึ่งมาทำการวิเคราะห์ต้นทุนของการให้บริการโดยใช้วิธีวิเคราะห์ต้นทุนแบบฐานกิจกรรม (activity based costing) ในโรงพยาบาลชุมชนจำนวน 3 แห่งที่คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามระดับโรงพยาบาล และนำข้อมูลต้นทุนเฉลี่ยรายองค์ประกอบไปใช้ในการประมาณต้นทุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพอื่น ๆ และพัฒนาเป็นดัชนีวัดการทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพต่อไป ผลการทบทวนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ โดยการทบทวนอย่างเป็นระบบ พบว่ามีบทความ 10 เรื่องที่เข้าเกณฑ์ โดยมีกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพที่ระบุไว้ เช่น การตรวจค่าดัชนีมวลกายของผู้มาโรงพยาบาลเพื่อส่งผู้มีปัญหาน้ำหนักเกินปรึกษาแพทย์ การให้สารไซลิทอลในหญิงตั้งครรภ์เพื่อลดการเกิดฟันผุในลูก การจัดกิจกรรมลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพในผู้ป่วยทางจิต การสำรวจกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลชุมชนในประเทศไทยพบความชุกของการจัดกิจกรรมในกลุ่มผู้ป่วยสูงที่สุด และมีการจัดกิจกรรมให้กับญาติผู้ป่วยหรือผู้มารับบริการอื่นน้อยกว่า โรงพยาบาลส่วนใหญ่มีการจัดกิจกรรมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพให้แก่บุคลากรและประชาชนทั่วไปอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ได้ดำเนินงานอย่างเป็นรูปแบบแบบแผนที่แน่นอนหรือเป็นตัวชี้วัดในการประเมินผลงาน การวิเคราะห์ต้นทุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพหลักของโรงพยาบาลสามแห่ง ได้แก่ งานฝากครรภ์ งานคลินิคเด็กดี งานวางแผนครอบครัว และงานคลินิคอดบุหรี่ พบว่าต้นทุนเฉลี่ยต่อนาทีขององค์ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ มีความแตกต่างกันระหว่างโรงพยาบาลไม่มากนัก และมีต้นทุนเฉลี่ยต่อรายของบริการ อยู่ระหว่าง 113.77 บาทถึง 614.19 บาทในงานฝากครรภ์ ระหว่าง 162.47 บาทถึง 307.34 บาทในคลินิคเด็กดี ระหว่าง 207.04 บาทถึง 238.07 บาทในคลินิคอดบุหรี่ โดยต้นทุนต่อผู้รับบริการวางแผนครอบครัวมีความหลากหลายมากที่สุดจาก 104.40 ถึง 2,155.72 บาทขึ้นกับประเภทการวางแผนครอบครัวที่ใช้ โดยต้นทุนต่อหน่วยระหว่างโรงพยาบาลตามประเภทการให้บริการไม่แตกต่างกันชัดเจน ส่วนใหญ่ขึ้นกับรูปแบบการจัดบริการหรือการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการที่ได้รับ การประมาณการต้นทุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพอื่น ๆ โดยใช้ต้นทุนรายองค์ประกอบพบว่าอยู่ระหว่าง 46.69 ถึง 211.81 บาท และสามารถดัดแปลงเป็นดัชนีวัดการทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพตั้งแต่ 1.00 ถึง 4.54 ผลการวิจัยในการศึกษานี้ สามารถช่วยผู้บริหารในแต่ละองค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรและกระบวนการให้เหมาะสม โดยดัชนีวัดการทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ใน การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพของโรงพยาบาลชุมชนในประเทศได้ต่อไปในอนาคต


ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการทำงานของมารดากับการกำเนิดทารกน้ำหนักน้อย ของสตรีมีครรภ์ที่เข้ารับการคลอดในโรงพยาบาลรัฐบาลเขตจังหวัดระยอง, ลิขสิทธิ์ โสนันทะ Jan 2017

ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการทำงานของมารดากับการกำเนิดทารกน้ำหนักน้อย ของสตรีมีครรภ์ที่เข้ารับการคลอดในโรงพยาบาลรัฐบาลเขตจังหวัดระยอง, ลิขสิทธิ์ โสนันทะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยจากการทำงาน อันประกอบด้วย ลักษณะงาน เช่น การยกของหนัก ระยะเวลาการทำงานทั้งหมดในช่วงตั้งครรภ์ ชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ การทำงานกะ ชั่วโมงการยืนทำงาน ท่าทางการทำงาน ความเครียด กับการกำเนิดทารกน้ำหนักตัวน้อยของสตรีมีครรภ์ที่มาคลอดในโรงพยาบาลรัฐบาลเขตจังหวัดระยอง วิธีการศึกษา การศึกษาครั้งนี้เป็น hospital-based case-control study กลุ่ม Case ประกอบด้วยมารดาที่คลอดทารกน้ำหนักน้อยจำนวน 66 ราย และกลุ่ม Control ประกอบด้วยมารดาที่คลอดทารกน้ำหนักปกติจำนวน 271 รายในโรงพยาบาลรัฐบาล จำนวน 5 แห่งในจังหวัดระยอง ตั้งแต่ 1 สิงหาคม ถึง 15 พฤศจิกายน 2560 ทำการวิเคราะห์ทางสถิติด้วย Multiple logistic regression ผลการศึกษาพบว่า การสัมผัสความเย็นในงานปานกลาง เป็นปัจจัยป้องกันต่อการคลอดทารกน้ำหนักน้อย 0.31 เท่า (p-value = 0.003) การสัมผัสความเย็นในงานมาก เป็นปัจจัยป้องกันต่อการคลอดทารกน้ำหนักน้อย 0.19 เท่า (p-value = 0.010) เมื่อเทียบกับการสัมผัสความเย็นน้อย การเอี้ยวตัวในการทำงานปานกลาง เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดทารกน้ำหนักน้อย 2.51 เท่า (p-value = 0.018) เมื่อเทียบกับการเอี้ยวตัวในการทำงานน้อย อายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดทารกน้ำหนักน้อย 12.41 เท่า (p-value < 0.001) การมีประวัติเคยคลอดทารกน้ำหนักน้อย เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดทารกน้ำหนักน้อย 9.13 เท่า (p-value < 0.001) จากผลการศึกษานี้สรุปได้ว่า สภาวะแวดล้อมการทำงานมีความหลากหลายและขนาดตัวอย่างมีจำนวนจำกัด การศึกษานี้จึงยังไม่สามารถค้นหาปัจจัยด้านการทำงานที่มีความสัมพันธ์กับการกำเนิดทารกน้ำหนักตัวน้อย และควรมีการศึกษาต่อไป


การวิเคราะห์คานคอนกรีตเสริมเหล็กเสริมกำลังรับแรงเฉือนด้วยแผ่นคอนกรีตเสริมเส้นใยด้วยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์, ธีร์ธวัช โกยแก้วพริ้ง Jan 2017

การวิเคราะห์คานคอนกรีตเสริมเหล็กเสริมกำลังรับแรงเฉือนด้วยแผ่นคอนกรีตเสริมเส้นใยด้วยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์, ธีร์ธวัช โกยแก้วพริ้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากำลังรับแรงของคานคอนกรีตเสริมเหล็กเสริมกำลังรับแรงเฉือนด้วยแผ่นคอนกรีตเสริมเส้นใยเหล็กโดยการวิเคราะห์ตามระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ โดยทำการสร้างแบบจำลองคานคอนกรีตเสริมเหล็กเสริมกำลังรับแรงเฉือนโดยใช้อิพอกซีและสลักเกลียวเพื่อยึดแผ่นคอนกรีตเสริมเส้นใยเหล็กด้านข้างคานทั้งสองด้าน จากนั้นวิเคราะห์ตามระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ และเปรียบเทียบการวิเคราะห์กับผลการทดลองจากงานวิจัยในอดีต จากผลการวิเคราะห์พบว่าแบบจำลองสามารถให้ค่ากำลังรับแรงเฉือนของคานได้ใกล้เคียงกับผลการทดลอง โดยมีความคลาดเคลื่อนมากที่สุด 6% เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองแล้วจึงทำการศึกษาตัวแปรที่มีผลต่อกำลังรับแรงเฉือนของคานคอนกรีตเสริมเหล็กเสริมกำลังรับแรงเฉือนด้วยแผ่นคอนกรีตเสริมเส้นใยเหล็ก ได้แก่ ความหนาของแผ่นคอนกรีตเสริมเส้นใยเหล็ก กำลังรับแรงอัดของแผ่นคอนกรีตเสริมเส้นใยเหล็ก ค่าพลังงานการแตกหัก (Gf) ของแผ่นคอนกรีตเสริมเส้นใยเหล็ก จำนวนสลักเกลียว และการจัดเรียงตัวของสลักเกลียว แล้วเปรียบเทียบผลกับคานคอนกรีตที่ไม่ได้เสริมกำลัง จากการวิเคราะห์พบว่าการเสริมกำลังด้วยแผ่นคอนกรีตเสริมเส้นใยเหล็กที่มีความหนา 10 15 และ 20 มิลลิเมตร ทำให้คานสามารถรับแรงเฉือนเพิ่มขึ้น 101% 106% และ 110% ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกำลังรับแรงอัดของคอนกรีตเสริมเส้นใยเหล็ก พบว่ากำลังรับแรงเฉือนมีค่าเพิ่มขึ้น 87% 101% และ 104% เมื่อกำลังรับแรงอัดของคอนกรีตมีค่าเท่ากับ 50 70 และ 90 MPa ตามลำดับ นอกจากนี้ พบว่าเมื่อแผ่นคอนกรีตเสริมเส้นใยมีค่า Gf เท่ากับ 4.04 8.82 และ 9.66 N/mm สามารถเพิ่มกำลังรับแรงเฉือน 100% 101% และ 106% เมื่อเทียบกับคานคอนกรีตที่ไม่ได้เสริมกำลัง ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนสลักเกลียว พบว่าการใช้สลักเกลียวจำนวน 4 6 8 และ 10 สลักเกลียว ทำให้กำลังรับแรงเฉือนมีค่าสูงขึ้น 71% 88% 101% และ 92% ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบการจัดเรียงตัวของสลักเกลียว พบว่าการจัดเรียงตัวสลักเกลียวแบบสมมาตรทำให้คานรับแรงเฉือนได้น้อยกว่าการจัดเรียงตัวของสลักเกลียวแบบทแยง


การเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตยที่ไม่ตั้งมั่น: ความล้มเหลวของการทำให้เป็นประชาธิปไตยในประเทศไทย, จิราภรณ์ ดำจันทร์ Jan 2017

การเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตยที่ไม่ตั้งมั่น: ความล้มเหลวของการทำให้เป็นประชาธิปไตยในประเทศไทย, จิราภรณ์ ดำจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาในกระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตยของไทย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเอกสารบนฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์ และการทำความเข้าใจการเมืองไทยผ่านแนวคิดการทำให้เป็นประชาธิปไตย แนวคิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย แนวคิดการตั้งมั่นของประชาธิปไตย แนวคิดฉันทามติ และทฤษฎีชนชั้นนำ วิทยานิพนธ์นี้ศึกษากระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตยไทยที่สำคัญ 4 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงแรกปี 2475 - 2490 สอง ระหว่างปี 2516 - 2519 สาม ระยะเวลาตั้งแต่ปี 2540 - 2549 และสี่ ช่วงเวลาปี 2550 - 2557 ผลการศึกษาพบว่า ความล้มเหลวในกระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตยใน 4 ช่วงเวลานี้เกิดขึ้นจากการที่ชนชั้นนำ ทั้งในฝ่ายอนุรักษนิยมและชนชั้นนำที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีเจตนาที่จะสถาปนาและจรรโลงประชาธิปไตยให้ยั่งยืน ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ 2 กลุ่มหลักทำให้รัฐธรรมนูญแทบทุกฉบับไม่ได้รับฉันทามติและมักขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่การประนีประนอมในกลุ่มชนชั้นนำด้วยกันเองส่งผลให้การออกแบบสถาบันทางการเมือง เช่น วุฒิสภาและองค์กรอิสระขาดการเชื่อมโยงกับประชาชน นอกจากปัญหารัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมืองแล้วยังพบว่า ทั้ง 4 ช่วงเวลาที่ศึกษา ตัวแสดงทางการเมืองยังแสดงบทบาทเหนี่ยวรั้งแทนส่งเสริมการจรรโลงประชาธิปไตยอีกด้วย เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน การไม่พร้อมรับผิดชอบและยอมรับการตรวจสอบ และการที่สังคมยอมรับบทบาทของกองทัพในการแทรกแซงทางการเมือง โดยรวมแล้วพบว่า การขับเคี่ยวระหว่างพลังอนุรักษนิยมกับพลังที่ต้องการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยในทุกช่วงเวลา มักจบลงด้วยชัยชนะของพลังอนุรักษนิยมในการร่างรัฐธรรมนูญและออกแบบสถาบันทางการเมืองเพื่อรักษาและคงไว้ซึ่งอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำอนุรักษนิยม


พลวัตกรอบความคิดและการเคลื่อนไหวของขบวนการแพทย์ชนบท : ความขัดแย้งและการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง, ณัฐรุจ วงศ์ทางสวัสดิ์ Jan 2017

พลวัตกรอบความคิดและการเคลื่อนไหวของขบวนการแพทย์ชนบท : ความขัดแย้งและการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง, ณัฐรุจ วงศ์ทางสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ศึกษาพลวัตการเคลื่อนไหวของขบวนการแพทย์ชนบท โดยพยายามตอบคำถามสำคัญเหตุใดขบวนการแพทย์ชนบทจึงประสบความสำเร็จในการผลักดันการปฏิรูประบบสาธารณสุข และขบวนการแพทย์ชนบทมีพลวัตทางกรอบความคิด และการเคลื่อนไหวอย่างไร โดยงานชิ้นนี้ศึกษาผ่านกรอบแนวคิดขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม 3 แนวคิดได้แก่ แนวคิดการระดมทรัพยากร แนวคิดกระบวนการสร้างกรอบความคิด และแนวคิดโครงสร้างโอกาสทางการเมือง การเก็บข้อมูลใช้วิธีการวิจัยจากเอกสาร ควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องจำนวน 33 คน ผลการวิเคราะห์พบว่าพลวัตกรอบความคิดและการเคลื่อนไหวของขบวนการแพทย์ชนบท สามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลาสำคัญ ช่วงแรก คือช่วงก่อตั้งชมรมแพทย์ชนบทในปี พ.ศ.2521 ถึงช่วงก่อนเหตุการณ์พฤษภาคม พ.ศ.2535 เป็นช่วงเวลาที่ขบวนการแพทย์ชนบทมีลักษณะเป็นขบวนการเคลื่อนไหวเชิงวิชาชีพ เคลื่อนไหวภายใต้โครงสร้างระบบราชการของกระทรวงสาธารณสุข โดยใช้กรอบความคิดการพัฒนาและลดความเหลื่อมล้ำ ช่วงที่สอง คือช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ถึง ช่วงปี 2545 ขบวนการแพทย์ชนบทเปลี่ยนจากขบวนการเคลื่อนไหวเชิงวิชาชีพ มาเป็นหนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวปฏิรูประบบสาธารณสุขและพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ภายใต้กรอบความคิดการมีส่วนร่วม การกระจายทรัพยากรและอำนาจ โดยสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรองค์กรพัฒนาเอกชน และพันธมิตรชนชั้นนำทางการเมือง ผลักดันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโอกาสทางการเมือง ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 และรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เปิดโอกาสในการเคลื่อนไหวผลักดันการก่อตั้งองค์กรตระกูล ส.จนเป็นผลสำเร็จ และ ช่วงเวลาที่สาม ได้แก่ ช่วงพ.ศ.2545 จนถึง 2560 ซึ่งเป็นช่วงของการปฏิบัติการของเครือข่ายองค์กรตระกูล ส. ในฐานะเครือข่ายองค์กรในการระดมทรัพยากร เคลื่อนไหวเพื่อการปฏิรูประบบสาธารณสุข ภายใต้กรอบความคิดสุขภาวะ การกระจายทรัพยากรและอำนาจ ทำให้ขบวนการแพทย์ชนบทสามารถระดมทรัพยากรจากภาครัฐจำนวนมาก เพื่อนำมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของขบวนการและเครือข่ายได้อย่างเป็นอิสระจากการฝ่ายราชการและฝ่ายการเมือง จนทำให้เกิดสภาวะการมีอำนาจอธิปไตยเชิงซ้อนขึ้นในโครงสร้างระบบสาธารณสุข ข้อเสนอหลักในงานชิ้นนี้ คือ การปรับตัวของกรอบความคิดและการเคลื่อนไหวของขบวนการแพทย์ชนบท ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างโอกาสทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขบวนการแพทย์ชนบทประสบความสำเร็จในการเคลื่อนไหวผลักดันการปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยมีลักษณะของการใช้การเข้าถึงชนชั้นนำทางการเมือง ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม ควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวร่วมกับขบวนการทางสังคมที่ประกอบไปด้วยเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนที่เคลื่อนไหวเพื่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง


การรับรู้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในรัฐสวัสดิการของพลเมืองเดนมาร์ก, ติรัส ตฤณเตชะ Jan 2017

การรับรู้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในรัฐสวัสดิการของพลเมืองเดนมาร์ก, ติรัส ตฤณเตชะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของพลเมืองเดนมาร์กกับกระบวนการกำหนดนโยบายรัฐสวัสดิการของเดนมาร์ก ซึ่งทำการเก็บข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก จากพลเมืองของเดนมาร์กในเมืองโคเปนฮาเก้นและเมืองฮอร์เซ่นส์ ใน 4 กลุ่มอาชีพ อันได้แก่ ข้าราชการ เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพในภาคอุตสาหกรรม และนักศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 48 คน ผลการวิจัยพบว่าลักษณะอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในรัฐสวัสดิการของพลเมืองเดนมาร์กที่สำคัญประกอบไปด้วย หนึ่ง ความรู้สึกร่วมของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี สอง การให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันในสังคม และสาม ลักษณะดุลยภาพของวัฒนธรรมแบบปัจเจกนิยมและกลุ่มนิยม ซึ่งการที่พลเมืองเดนมาร์กรับรู้ถึงลักษณะอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมดังกล่างของตน จึงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งต่อกระบวนกำหนดนโยบายรัฐสวัสดิการซึ่งพลเมืองเดนมาร์กได้เข้าไปมีส่วนร่วม ทำให้คุณค่าเชิงซ้อนและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนออกมาจากเนื้อหาสาระและวัตถุประสงค์ของนโยบายรัฐสวัสดิการมีความสอดคล้องกับลักษณะอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของพลเมืองเดนมาร์กเป็นอย่างยิ่ง


การกดการสร้าง E7 Rna ในมะเร็งปากมดลูกด้วยโปรตีน Argonaute1, กันต์ฤทัย ศิริภาพ Jan 2017

การกดการสร้าง E7 Rna ในมะเร็งปากมดลูกด้วยโปรตีน Argonaute1, กันต์ฤทัย ศิริภาพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมการทำงานของยีน โดยการกดการทำงานของการสร้าง RNA ได้ โปรตีนที่สำคัญที่น่าจะนำมาใช้ได้คือโปรตีน Argonaute1 เพราะสามารถสร้างโครมาตินให้จับตัวกันอย่างหนาแน่นในบริเวณที่โปรตีน Argonaute1 ไปจับ ซึ่งการศึกษานี้ทดสอบการใช้โปรตีน Argonaute1 เพื่อยับยั้งยีนมะเร็ง เพื่อหวังผลพัฒนาวิธีการรักษาในอนาคต ยีน E7 เป็นยีนมะเร็งที่สำคัญ ที่สร้างจาก E7 HPV ในมะเร็งปากมดลูก และการยับยั้งไม่ให้ E7 สามารถสร้าง RNA ซึ่งเป็น oncogene ที่ทำให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวจากระยะ G1 เข้าสู่ระยะ S phase ได้นั้น น่าจะทำให้เซลล์มะเร็งมีการหยุดการแบ่งตัวในวัฏจักรเซลล์ (Cell cycle) ในการศึกษานี้จึงสนใจศึกษาในยีน E7 ซึ่งเป็นยีนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ที่มีคุณสมบัติเป็น oncogene และ encode ได้ oncoprotein ออกมา วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อพิสูจน์ว่า CPPs-AGO1+E7sgRNA complex สามารถส่งผลกระทบต่อการแสดงออกของยีน ทำให้ยีนเป้าหมายเกิดการลดการแสดงออกของยีนได้ (down-regulated gene) และสามารถลดความเป็นมะเร็งลงได้ โดยการออกแบบ Construction โปรตีน Argonaute1 จับกับ E7 single guide strand RNA (E7sgRNA) ได้เป็น complex และนำเข้าสู่เซลล์มะเร็งปากมดลูก (cell line) ได้แก่ HeLa และ C-33 A จากนั้นนำมาสกัด RNA และทำการสังเคราะห์ cDNA เพื่อนำไปตรวจสอบการแสดงออกของยีน E7 และนำไปวัดตรวจวัดค่า metabolic activity ด้วยเทคนิค MTT assay พบว่า CPPs-AGO1+E7sgRNA สามารถยับยั้งการทำงานของยีน E7 ได้ การแสดงออกของยีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเซลล์มะเร็ง HeLa แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับการแสดงออกของยีน E7 ในเซลล์ C-33 A และเมื่อนำมาตรวจสอบการเจริญของเซลล์ (Cell …


การพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์กีฬาและนันทนาการองค์การบริหารส่วนตำบล, ชลิตพล สืบใหม่ Jan 2017

การพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์กีฬาและนันทนาการองค์การบริหารส่วนตำบล, ชลิตพล สืบใหม่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสม ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการศูนย์กีฬาและนันทนาการองค์การบริหารส่วนตำบล 2) เพื่อตรวจสอบรูปแบบการจัดการศูนย์กีฬาและนันทนาการองค์การบริหารส่วนตำบล วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนได้แก่ 1) วิเคราะห์ สังเคราะห์ แนวคิด และทฤษฎี เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ประกอบและปัจจัยในการพัฒนารูปแบบ 2) ศึกษาสภาพ ปัญหา พฤติกรรมการใช้บริการและความต้องการที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดร่างรูปแบบ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักและสำรวจพฤติกรรมการใช้บริการและความต้องการในการได้รับบริการของประชาชน 3) พัฒนาร่างรูปแบบโดยการจัดการสนทนากลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ 4) ตรวจสอบรูปแบบโดยการจัดสัมมนาอิงผู้ทรงคุณวุฒิและนำเสนอรูปแบบ ผลการวิจัยทำให้เกิดรูปแบบ COMSPORTREC ซึ่งใช้ในการจัดการศูนย์กีฬาและนันทนาการองค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบด้วยองค์ประกอบ 12 ประการ ได้แก่ 1) CO: Community Format คือ รูปแบบของชุมชนท้องถิ่น 2) M: Marketing Mix for Clients คือ ส่วนประสมทางการตลาดของผู้รับบริการด้านกีฬาและนันทนาการในชุมชนท้องถิ่น 3) S: Services and Satisfaction คือ รูปแบบการบริการด้านกีฬาและนันทนาการในชุมชนท้องถิ่นและความพึงพอใจของผู้รับบริการจากศูนย์กีฬาและนันทนาการ 4) P: Planning คือ การวางแผนด้านกีฬาและนันทนาการในชุมชนท้องถิ่น 5) O: Organizing คือ การจัดองค์กรศูนย์กีฬาและนันทนาการ อบต. 6) R: Role Leadership คือ บทบาทของผู้นำเพื่อขับเคลื่อนภารกิจของศูนย์กีฬาและนันทนาการ อบต. 7) TR: Team Resources คือ ทรัพยากรการจัดการด้านกีฬาและนันทนาการของทีมงานศูนย์กีฬาและนันทนาการ อบต. 8) E: Evaluating คือ การประเมินผลการดำเนินงานของศูนย์กีฬาและนันทนาการ อบต. 9) C: Controlling คือ การควบคุมการดำเนินงานของศูนย์กีฬาและนันทนาการ อบต. 10) GG: Good Governance คือ ธรรมาภิบาลในการจัดการศูนย์กีฬาและนันทนาการ อบต. 11) STEP: …


การศึกษาการลดผลกระทบจากการที่แรงงานถูกทำให้กลายเป็นสินค้า, นุชประภา โมกข์ศาสตร์ Jan 2017

การศึกษาการลดผลกระทบจากการที่แรงงานถูกทำให้กลายเป็นสินค้า, นุชประภา โมกข์ศาสตร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการลดผลกระทบจากการที่แรงงานถูกทำให้กลายเป็นสินค้าในระบบรัฐสวัสดิการของประเทศสวีเดนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองผ่านการศึกษาปัจจัยเชิงประวัติศาสตร์ ระบบการเมืองและเศรษฐกิจ พรรคการเมือง ระบบไตรภาคี เป็นต้น โดยนำทฤษฎีกฎการเคลื่อนไหวแบบทวิภาคและเศรษฐกิจในกำกับของสังคมของคาร์ล โปลานยี มาผนวกกับทฤษฎีการลดผลกระทบจากการที่แรงงานถูกทำให้กลายเป็นสินค้าของยอร์ชตา อีสปริง-แอนเดอร์เซน เพื่อนำมาเป็นกรอบทฤษฎีหลักในการวิเคราะห์ระบบรัฐสวัสดิการ จากนั้นจึงจะนำมาเชื่อมโยงเปรียบเทียบกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย ผลการศึกษาพบว่าในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐสวัสดิการของสวีเดนอยู่ในบริบทที่ให้รัฐเข้าแทรกแซงระบบเศรษฐกิจตามนโยบายแบบเคนส์ โดยรัฐ ทุนและแรงงานร่วมมือกันในลักษณะไตรภาคีอันเป็นผลมาจากการประนีประนอมทางชนชั้น ความสำเร็จของรัฐสวัสดิการเกิดจาก รัฐบาลภายใต้พรรคสังคมประชาธิปไตยมุ่งส่งเสริมการจ้างงานเต็มที่พร้อมกับการพัฒนาสังคม ดังนั้นการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากชนชั้นแรงงาน ความเข้มแข็งของสหภาพแรงงานและชนชั้นชาวนา การเติบโตทางเศรษฐกิจ ระบบภาษี รวมถึงบทเรียนจากผลกระทบในเชิงสังคมและเศรษฐกิจผ่านก่อตัวของสงครามและการเติบโตของลัทธิฟาสซิสต์ทำให้ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นบริบทที่มีความลื่นไหลต่อการพัฒนารัฐสวัสดิการในสวีเดน พรรคสังคมประชาธิปไตยสามารถผลักดันนโยบายปกป้องสังคมที่ช่วยลดผลกระทบจากการที่แรงงานถูกทำให้กลายเป็นสินค้าอย่างรอบด้าน ผลของรัฐสวัสดิการคือช่วยลดความไม่พอใจทางสังคมและก่อให้เกิดยุคสันติภาพของแรงงานเป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับกรณีของประเทศไทยพบว่าการผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าใน พ.ศ. 2545 เกิดจากพลังปกป้องสังคมที่มาจากชนชั้นกลางที่เติบโตมาจากบริบทการเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลา นั่นคือชมรมแพทย์ชนบท โดยความสำเร็จของการผลักดันมาจากปัจจัยทางการเมือง รัฐธรรมนูญปี 2540 พรรคการเมืองและช่วงเวลาที่สังคมเป็นประชาธิปไตย ทำให้ไทยสามารถผลักดันระบบประกันสุขภาพที่แยกส่วนจากกันให้เป็นระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ช่วยให้ประชาชนกว่า 48 ล้านคนที่ไม่ใช่ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจและพนักงานเอกชนสามารถเข้าถึงบริการทางสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระบบหลักประกันสุขภาพจึงถือเป็นก้าวแรกของการสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจในประเทศไทยที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนกลุ่มต่างๆ อย่างไรก็ตามระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยยังไม่เพียงพอในการลดผลกระทบจากการที่แรงงานถูกทำให้กลายเป็นสินค้าเนื่องจากเป็นระบบที่คุ้มครองแรงงานด้านสุขภาพเพียงด้านเดียว ดังนั้นในอนาคตประเทศไทยควรมีบริบทที่สังคมเป็นประชาธิปไตยเพื่อสร้างพลังปกป้องสังคมที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะพลังที่มาจากชนชั้นล่างเพื่อผลักดันให้เกิดนโยบายอื่นๆที่ครอบคลุมและรอบด้านเหมือนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งนี้ระบบรัฐสวัสดิการและระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นรูปแบบหนึ่งที่อยู่ภายใต้ทฤษฎีเศรษฐกิจในกำกับของสังคมตามข้อเสนอของโปลานยีที่ช่วยให้กระบวนการสะสมทุนดำเนินไปพร้อมกับการกระจายส่วนเกินทางเศรษฐกิจอย่างได้สัดส่วนกันซึ่งสามารถช่วยชดเชยผลกระทบจากการที่แรงงานถูกทำให้กลายเป็นสินค้า


บทบาทของมุสลิมไทยในการเคลื่อนไหวทางสังคมผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจอิสลามในประเทศไทย, สมพร หลงจิ Jan 2017

บทบาทของมุสลิมไทยในการเคลื่อนไหวทางสังคมผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจอิสลามในประเทศไทย, สมพร หลงจิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งเน้นศึกษาการเคลื่อนทางสังคมเพื่อกำหนดโครงสร้างทางเศรษฐกิจตามระบบอิสลามในประเทศไทย ด้วยมุสลิมในประเทศไทยซึ่งมีประมาณ 10% หรือ 6-7 ล้านคน มีความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างจากสังคมไทยทั่วไป การปฏิบัติตนในสังคมรวมทั้งการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงแตกต่างกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสังคมไทยที่ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม อาทิ ระบบการเงินใช้ระบบการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยดอกเบี้ยแต่อิสลามมีข้อห้ามเรื่องดอกเบี้ย หรือการบริโภคที่มุสลิมจะต้องบริโภคอาหารฮาลาล เป็นต้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบอิสลามเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนมุสลิมการดำเนินชีวิตและการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกต้องตามหลักศาสนา ตามรัฐรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้รัฐจะต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้แก่คนในสังคมทุกกลุ่ม หลายสิบปีที่ผ่านมาภาครัฐไม่ได้ตอบสนองความต้องการของมุสลิมเท่าที่ควรจะเป็น แม้จะมีการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการอุปถัมภ์ศาสนาอิสลาม 2 ฉบับและพระราชบัญญัติองค์กรมัสยิดก็ตาม จึงเกิดขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่ออิสลามผลักดันเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายเพื่อกำหนดโครงสร้างทางเศรษฐกิจตามแนวทางอิสลาม ขบวนการเคลื่อนไหว ประกอบด้วย นักการเมืองมุสลิม นักการศาสนา นักธุรกิจและนักเคลื่อนไหวทางสังคมประสานความร่วมมือกันในการเคลื่อนไหวในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการทำความเข้าใจให้ฝ่ายการเมืองผู้กำหนดนโยบายได้เข้าใจและเห็นด้วย การสร้างความเข้าใจกับบรรดาข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสร้างความเข้าใจกับสังคมโดยทั่วไป ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานหลายสิบปี เนื่องจากถูกมองเป็นประเด็นด้านความมั่นคง การเคลื่อนไหวที่ประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย การจัดตั้งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย การออกกฎหมายการบริหารองค์กรอิสลามในประเทศไทย ที่ทำให้มีความคล่องตัวในการพัฒนาระบบการตรวจรับรองฮาลาล ความสำเร็จเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย นักการเมืองมุสลิม ภาคประชาสังคมที่ผลักดันจนเกิดการยอมรับจากฝ่ายกำหนดนโยบาย


รัฐราชการไทยภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557, ธนบรรณ อู่ทองมาก Jan 2017

รัฐราชการไทยภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557, ธนบรรณ อู่ทองมาก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเมืองไทยภายหลังการรัฐประการ พ.ศ. 2557นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยหลังการรัฐประหารพ.ศ. 2557 และการปรับตัวของการเมืองไทย ภายใต้กรอบแนวคิดว่าด้วย Bureaucratic polity หรือ รัฐราชการ โดยใช้การศึกษาเชิงคุณภาพ วิเคราะห์เอกสาร งานวิจัย โดยมีหน่วยการศึกษาคือ สถาบันทางการเมืองเป็นหน่วยในการศึกษาในฐานะตัวแสดงที่สำคัญในระบบการเมือง ผลการศึกษาพบว่า (1) การเมืองไทยภายหลังการรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 มีลักษณะเป็นการเมืองแบบรัฐราชการ โดยอาศัยระบบราชการเป็นตัวแสดงที่สำคัญในการบวนการนโยบาย ทั้งการเสนอนโยบาย การนำนโยบายไปปฏิบัติ สถาบันภายนอกระบบราชการ พรรคการเมือง ภาคประชาชนจำกัดบทบาททำให้ไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ (2) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง ทำให้การกลับมามีบทบาทนำอีกครั้งของรัฐราชการ ไม่สามารถดำรงรูปแบบรูปเดิมได้ รัฐราชการภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 มีลักษณะที่สำคัญคือ 1) การใช้เครื่องมือทางรัฐธรรมนูญและกฏหมายเพื่อผนวกรัฐราชการให้อยูในโครงสร้างที่เป็นทางการของระบบและสถาบันทางการเมือง 2) มีการผนึกกำลังระหว่างรัฐราชการกับกลุ่มทุนใหญ่เพื่อเอื้อประโยชน์และค้ำจุนซึ่งกันและกันอย่างชัดเจน 3) ใช้พลังของระบบราชการฝ่ายทหารควบคุมระบบการเมืองโดยมีพลังของระบบราชการค่อยสนับสนุน


กระบวนการทางนโยบายในการตัดสินใจพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง, พรพรรณ ประดิษฐ์แท่น Jan 2017

กระบวนการทางนโยบายในการตัดสินใจพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง, พรพรรณ ประดิษฐ์แท่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทางนโยบายในการตัดสินใจพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์และรัฐบาลประยุทธ์ เพื่อแสดงให้เห็นและอธิบายถึงความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของนโยบายที่เกิดขึ้นกับทั้ง 2 รัฐบาล การวิจัยประการแรกคือนโยบายที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 รัฐบาลไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ซึ่งความคล้ายคลึงกันของนโยบายของทั้ง 2 รัฐบาล เป็นมาจากการที่ทั้ง 2 รัฐบาลเลือกใช้การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมืองเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งผลให้เมื่อนโยบายดำเนินไปสู่ขั้นการนำไปปฏิบัติผู้เข้ารวมประกวดราคาส่วนใหญ่ล้วนเป็นบริษัทธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ ทั้งๆ ที่รัฐบาลประยุทธ์มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงให้บริษัทธุรกิจกิจรับเหมาก่อสร้างที่มีขนาดเล็กกว่าสามารถเข้าสู่กระบวนการประกวดราคาให้มากขึ้นจากการวิจัยพบว่าความเชื่อมโยงกันระหว่างเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลกับการที่บริษัทธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่เป็นผู้ดำเนินการสร้างในโครงการรถไฟทางคู่ฯ สะท้อนให้เห็นถึงการมีสถานะพิเศษของบริษัทธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่จึงส่งผลให้นโยบายในเรื่องดังกล่าวของทั้ง 2 รัฐบาลมีความคล้ายคลึงกัน การวิจัยประการที่สองคือความต่อเนื่องของระบบราชการในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางนโยบาย ทั้งๆ ที่การเปลี่ยนแปลงของฝ่ายบริหารนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของผู้มีตำแหน่งทางการเมือง หากแต่ตำแหน่งและบทบาทของฝ่ายข้าราชการยังคงเหมือนเดิม ส่งผลให้ฝ่ายข้าราชการสามารถพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายในช่วงของทั้ง 2 รัฐบาลไปในทิศทางที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่านโยบายการพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมืองมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นระหว่างช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์และรัฐบาลประยุทธ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น


การประเมินความสามารถในการทำนายของโปรแกรม Relap/Scdapsim Mod 3.4 อ้างอิงกับการทดลอง Pbf Sfd 1-4, ณัฐวรา บาริศรี Jan 2017

การประเมินความสามารถในการทำนายของโปรแกรม Relap/Scdapsim Mod 3.4 อ้างอิงกับการทดลอง Pbf Sfd 1-4, ณัฐวรา บาริศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในอดีตที่ผ่านมาได้เกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่สร้างความเสียหายร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรีไมล์ไอส์แลนด์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ด้วยเหตุนี้ปัญหาด้านความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญและมีการริเริ่มดำเนินงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การวิจัยครั้งนี้จึงได้เลือกศึกษาประเด็นของการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อทำนายพฤติกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นในแกนปฏิกรณ์ เนื่องจากโปรแกรมสามารถจำลองเหตุการณ์ ประเมินการเกิดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และได้เลือกใช้โปรแกรม RELAP/SCDAPSIM MOD3.4 ซึ่งสามารถทำนายพฤติกรรมของเชื้อเพลิงและระบบต่างๆของเครื่องปฏิกรณ์ในช่วงที่เกิดอุบัติเหตุระดับรุนแรงในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ เช่น สามารถจำลองพฤติกรรมของระบบหล่อเย็น การปล่อยผลผลิตฟิชชัน อัตราการสร้างไฮโดรเจนภายใต้สภาวะชั่วคราว ความร้อน ความดัน อัตราการไหล การออกซิเดชันของแท่งเชื้อเพลิง การหลอมละลายของมัดเชื้อเพลิง ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างซึ่งเกิดจากการทรุดตัวและความไม่เสถียรในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ โดยได้ทำการประเมินความสามารถในการทำนายของโปรแกรม RELAP/SCDAPSIM MOD 3.4 อ้างอิงกับการทดลอง PBF SFD 1-4 (Power Burst Facility Severe Fuel Damage Test 1-4) และใช้เงื่อนไขจากการทดลองในการวิเคราะห์พร้อมทั้งเปรียบเทียบผลการคำนวณ ซึ่งได้แก่ ระดับน้ำในแกนปฏิกรณ์ อุณหภูมิของเชื้อเพลิง ปลอกเชื้อเพลิง และโครงห่อหุ้มแกนปฏิกรณ์ (shroud) และอัตราการเกิดก๊าซไฮโดรเจน จากผลการคำนวณพบว่าโปรแกรม RELAP/SCDAPSIM MOD 3.4 สามารถทำนายผลการทดลองได้ใกล้เคียงกับผลการทดลองจริงและมีความแม่นยำในการคำนวณผล อย่างไรก็ตามยังมีบางช่วงที่ไม่สอดคล้องกับผลการทดลองซึ่งอาจเป็นผลมาจากวิธีการป้อนข้อมูลในไฟล์ข้อมูลนำเข้าหรือโมเดลบางส่วนที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาต่อไป


A Rhetoric To Climate Change Fashion: Base Of The Biomass Pyramid Is An Underestimated Carbon Sink, Syed Abbas, Ehjaz R. Abbas Jan 2017

A Rhetoric To Climate Change Fashion: Base Of The Biomass Pyramid Is An Underestimated Carbon Sink, Syed Abbas, Ehjaz R. Abbas

Journal of Bioresource Management

This writing is an attempt to present few wild ideas, rhetoric to climate change fashion. We discussed the possibility of escaped fertilizers being produced globally and their possible role in capturing atmospheric carbon believing that some factors of climate change are being ignored while other are being over emphasized.


De Los Derechos Humanos: Reimagining Civics In Bilingual & Bicultural Settings, Melissa L. Gibson Jan 2017

De Los Derechos Humanos: Reimagining Civics In Bilingual & Bicultural Settings, Melissa L. Gibson

College of Education Faculty Research and Publications

Dominant approaches to teaching social studies often marginalize bilingual and bicultural students. This is particularly troubling because the explicit goal of the social studies is to cultivate civic participation. Educational inequalities are thus tied to political inequalities. In light of this, this article shares a narrative case study of the author's own bilingual and bicultural approach to teaching middle school civics at a dual-language American school in Mexico. Through the illustration of a comparative civics curriculum that incorporates translanguaging practices, the author argues that embracing bilingualism and biculturalism in the social studies can lead to more expansive possibilities for justice-oriented …


The Social Origins Of Innovation Failures, Laura Pedraza-Farina Jan 2017

The Social Origins Of Innovation Failures, Laura Pedraza-Farina

SMU Law Review

This Article identifies and describes a crucial source of innovation failure— linked not to the market but to the structure of social relations that underlie market transactions—that this Article terms social network innovation failures. This source of innovation failure, however, has been obscured by two assumptions in traditional market failure models of innovation. First, market failure models frequently assume that public, non-secret knowledge (or information) will flow freely among communities of innovators and be put to its optimal use. Second, market failure models pay little attention to how good ideas emerge, assuming that good ideas will follow from investment in …


The Anti-Imperialism Of Ottobah Cugoano: Slavery, Abolition, And Colonialism In Thoughts And Sentiments On The Evil Of Slavery, Tacuma Peters Jan 2017

The Anti-Imperialism Of Ottobah Cugoano: Slavery, Abolition, And Colonialism In Thoughts And Sentiments On The Evil Of Slavery, Tacuma Peters

Publications and Research

This article argues that the work of Ottobah Cugoano provides readers with a robust anti-imperial analysis of European modernity. For Cugoano, slavery and colonialism are coeval and mutually constitutive processes. I argue that Cugoano’s Thoughts and Sentiments on the Evil of Slavery which has been accepted as a tract of radical abolitionism should also be interpreted as an anti-imperial text. I contend that we must attend to the global scope of Cugoano’s anti-imperialism which includes critiques of European colonialism in Asia, Africa, and the Americas, as well as provides recommendations for radical changes in the relationship between Europe and …


Enduring Originalism, Kevin C. Walsh Jan 2017

Enduring Originalism, Kevin C. Walsh

Law Faculty Publications

If our law requires originalism in constitutional interpretation, then that would be a good reason to be an originalist. This insight animates what many have begun to call the "positive turn" in originalism. Defenses of originalism in this vein are "positive" in that they are based on the status of the Constitution, and constitutional law, as positive law. This approach shifts focus away from abstract conceptual or normative arguments about interpretation and focuses instead on how we actually understand and apply the Constitution as law. On these grounds, originalism rests on a factual claim about the content of our law: …


Republicanism And Natural Rights At The Founding, Jud Campbell Jan 2017

Republicanism And Natural Rights At The Founding, Jud Campbell

Law Faculty Publications

Today we tend to think about natural rights as non-positivist claims to limits on governmental authority — typically claims derived from religion, morality, or logic. These “rights,” by their very definition, exist independent of governmental control. Indeed, that is what makes them “natural.” This Essay, responding to Randy Barnett's Our Republican Constitution, sketches a different view of Founding-Era natural rights, their relationship to governmental authority, and their enforceability. With the exception of certain “rights of the mind,” natural rights were not really “rights” at all, in the sense of being determinate legal privileges or immunities. Rather, embracing natural rights meant …


Amphibians And Reptiles Of The State Of Chihuahua, Mexico, With Comparisons With Adjoining States, J. A. Lemos-Espinal, Geoffrey R. Smith, G. A. Woolrich-Pina, A. Cruz Jan 2017

Amphibians And Reptiles Of The State Of Chihuahua, Mexico, With Comparisons With Adjoining States, J. A. Lemos-Espinal, Geoffrey R. Smith, G. A. Woolrich-Pina, A. Cruz

Faculty Publications

No abstract provided.


Category Learning With A Goal: How Goals Constrain Conceptual Acquisition, Seth Chin-Parker, Jessie Birdwhistell Jan 2017

Category Learning With A Goal: How Goals Constrain Conceptual Acquisition, Seth Chin-Parker, Jessie Birdwhistell

Faculty Publications

No abstract provided.


The Italian Enlightenment And The American Revolution: Cesare Beccaria's Forgotten Influence On American Law, John Bessler Jan 2017

The Italian Enlightenment And The American Revolution: Cesare Beccaria's Forgotten Influence On American Law, John Bessler

All Faculty Scholarship

The influence of the Italian Enlightenment—the Illuminismo—on the American Revolution has long been neglected. While historians regularly acknowledge the influence of European thinkers such as William Blackstone, John Locke and Montesquieu, Cesare Beccaria’s contributions to the origins and development of American law have largely been forgotten by twenty-first century Americans. In fact, Beccaria’s book, Dei delitti e delle pene (1764), translated into English as On Crimes and Punishments (1767), significantly shaped the views of American revolutionaries and lawmakers. The first four U.S. Presidents—George Washington, John Adams, Thomas Jefferson and James Madison—were inspired by Beccaria’s treatise and, in some cases, read …