Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 8281 - 8310 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

กลวิธีทางภาษาในการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของ สินธุเสน เขจรบุตร, วริฏฐา ศรีช่วย Jan 2020

กลวิธีทางภาษาในการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของ สินธุเสน เขจรบุตร, วริฏฐา ศรีช่วย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ประเภทและลักษณะของทำเนียบภาษา ตลอดจนสังเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทำเนียบภาษากับเนื้อหาต่างประเภทในการสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของ สินธุเสน เขจรบุตร ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์ตัวบท และการวิเคราะห์เนื้อหา โดยเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลเนื้อหาจากคลิปวีดิทัศน์ที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กแฟนเพจของสินธุเสน เขจรบุตร ภายใต้ชื่อว่า K.S. Khunkhao จำนวน 30 คลิป ก่อนนำมาตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าเพื่อความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า ประเภทและลักษณะของทำเนียบภาษาที่ สินธุเสน เขจรบุตร ใช้ในการสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ประกอบด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลและจำแนกประเภทการใช้คำในมิติทำเนียบออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) ทำเนียบภาษาตามประเภทไวยากรณ์ พบการใช้คำที่ปรากฎเป็นลักษณะเด่นจำนวนทั้งสิ้น 11 ประเภท โดย 3 อันดับแรกที่พบการใช้สูงสุด ได้แก่ การใช้คำซ้ำ การใช้คำลักษณวิเศษณ์ การใช้คำสัมผัสคล้องจอง และ 2) ทำเนียบภาษาตามกลุ่มความหมาย แบ่งเป็นจำนวนทั้งสิ้น 6 กลุ่มความหมาย ได้แก่ หมวดคำที่เกี่ยวข้องจิตใจ สติปัญญา ความคิด ความรู้สึกของมนุษย์ในเชิงจิตวิทยา หมวดคำที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของมนุษย์ในเชิงพฤติกรรม หมวดคำที่เกี่ยวข้องกับการมีหรือการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์ หมวดคำที่เกี่ยวข้องกับสรรพสิ่ง สัจธรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ หมวดคำที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมือง สภาพสังคมและเศรษฐกิจ และหมวดคำที่เกี่ยวข้องกับเวลา การสังเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทำเนียบภาษากับเนื้อหาต่างประเภทในการสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของ สินธุเสน เขจรบุตร ประกอบด้วยเนื้อหาต่างประเภทจำนวน 2 กลุ่มหลัก คือ 1) ประเภทเนื้อหาด้านการดำเนินชีวิต และ 2) ประเภทเนื้อหาด้านความสัมพันธ์ ที่ส่งผลต่อลักษณะการใช้ทำเนียบภาษาตามประเภทไวยากรณ์และทำเนียบภาษาตามกลุ่มความหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งลักษณะการใช้ภาษาดังกล่าวข้างต้นมีความสำคัญต่อการสร้างเอกลักษณ์ของผู้พูดในฐานะนักสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ฟังหลากหลายกลุ่มอย่างครอบคลุม และได้รับความนิยมในสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ พบว่า โครงสร้างการออกแบบสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของสินธุเสน เขจรบุตร มีลักษณะเด่น กล่าวคือ ส่วนนำ เริ่มต้นการพูดด้วยการถามนำหรือการตั้งคำถามก่อนนำเข้าสู่เรื่องที่จะพูด เพื่อกระตุ้นให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมตลอดจนเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง ส่วนเนื้อหา เป็นการเล่าตามลำดับเวลาแบบเรื่องเล่าหรือเป็นการอธิบาย แต่จะมีการลงรายละเอียดที่มากกว่าหรือเป็นการขยายสิ่งที่เกิดขึ้นจากส่วนนำ ส่วนสรุป ผู้พูดใช้อนุพากย์บอกเล่าที่มีรูปแบบของการฝากหรือทิ้งด้วยถ้อยคำอย่างวลี “เพราะฉะนั้น จงจำไว้ว่า” สอดคล้องกับความคุ้นเคยของคนไทยคล้ายการฟังนิทานอีสปที่ทิ้งท้ายด้วยข้อคิด หลังจากนั้นจะเป็นการกล่าวลาด้วยการอวยพรเพื่อแสดงความปรารถนาดี


การสื่อสารตราสินค้าประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ ทัศนคติและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันมี, พิชชาภา พุทธจรูญ Jan 2020

การสื่อสารตราสินค้าประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ ทัศนคติและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันมี, พิชชาภา พุทธจรูญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและอธิบายการเปิดรับ ทัศนคติต่อการสื่อสารตราสินค้าประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ และการตัดสินใจซื้อผู้บริโภคเจเนอเรชันมี เป็นการวิจัยนำร่องใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันมี ที่อาศัย ทำงาน ศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 200 คน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับการสื่อสารตราสินค้าประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศโดยรวมในระดับบางครั้ง มีทัศนคติเชิงบวกต่อตราสินค้าที่สื่อสารประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ และมีการตัดสินใจซื้อตราสินค้าที่มีการสื่อสารประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศโดยรวมอยู่ในระดับสูง การตัดสินใจซื้ออยู่ในระดับสูงและเมื่อตัดสินใจเลือกซื้อแล้วจะไม่เปลี่ยนใจอยู่ในระดับสูงเช่นกัน ผลการทดสอบสมมติฐานสรุปได้ว่า ผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันมีที่ไม่ระบุเพศมีทัศนคติต่อการสื่อสารตราสินค้าประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศเชิงบวกมากกว่าเพศชายและหญิง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และทัศนคติต่อการสื่อสารตราสินค้าในประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ มีความสัมพันธ์ กับการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้เป็นความสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูงและมีทิศทางแปรตามกัน


การเปิดรับ และการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในของพนักงานกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต, อิสรีย์ ลาวัง Jan 2020

การเปิดรับ และการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในของพนักงานกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต, อิสรีย์ ลาวัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและอธิบายความสัมพันธ์ของการเปิดรับ และการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในของพนักงานกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำนวน 300 คน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับข่าวสารภายในองค์กรโดยรวมในระดับมากที่สุด โดยเป็นการเปิดรับข่าวสารจากสื่อบุคคลในการประชุมกับผู้บริหาร ทีมงาน การสนทนากับหัวหน้างาน และสื่ออินเทอร์เน็ต เช่น อีเมล ไลน์ ในระดับมากที่สุด และสื่อกิจกรรม เช่น กิจกรรมในสถานที่ทำงาน การอบรมสัมมนา ในระดับมาก ในด้านการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในองค์กรโดยรวมอยู่ระดับมาก ทั้งนี้มีการใช้ประโยชน์ด้านการรับรู้เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวในองค์กร (Surveillance) อยู่ในระดับมากที่สุด และมีการใช้ประโยชน์ด้านการใช้ประกอบการตัดสินใจ (Decision Making) ด้านสังคมและการมีส่วนร่วม (Social and Participation) การบ่งบอกถึงความเป็นตัวตน (Identity) และ ด้านการผ่อนคลาย (Relaxation) อยู่ในระดับมากกลุ่มตัวอย่างต้องการรูปแบบข้อมูลข่าวสารประเภทข้อความประกาศในระดับมากที่สุด และประเภทกิจกรรม ภาพ การประชุม วิดีทัศน์ และอบรมสัมมนา ในระดับมาก นอกจากนี้มีความต้องการเนื้อหาเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินงาน ข้อมูลผลิตภัณฑ์ การแจ้งเกี่ยวกับการทำงาน สาระความรู้และประสบการณ์จากผู้บริหาร และแจ้งเรื่องทั่วไป อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า พนักงานที่เพศ และ ตำแหน่งงานแตกต่างกันเปิดรับข่าวสารภายในองค์กรด้วยความถี่ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับพนักงานมีอายุงานแตกต่างกันมีความถี่ในการเปิดรับข่าวสารภายในองค์กรไม่แตกต่างกัน ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสารภายในองค์กรกับการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในองค์กรพบว่า การเปิดรับข่าวสารภายในองค์กร มีความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์จากเนื้อหาข่าวสารภายในองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นความสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูง (r=0.67) และมีทิศทางแปรตามกัน


การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ "ถอดรหัสไทย"ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้, ผุสชา งามจรัสกชกร Jan 2020

การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ "ถอดรหัสไทย"ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้, ผุสชา งามจรัสกชกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ 2. เพื่อศึกษาวิธีการเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสารการสัมภาษณ์เชิงลึกภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ และการวิเคราะห์ตัวบทของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ทั้ง 14 ห้องจัดแสดง ผลการวิจัยพบว่า ด้านการเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการถอดรหัสไทย แบ่งออกเป็น 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. ด้านการนำเสนอเนื้อหา พบว่าเป็นการนำเสนอเรื่องราวความเป็นไทยจากมุมมองที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน นำเสนอความจริงตามข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ โดยมีการออกแบบเรื่องราว และโครงสร้างของเรื่องราวในนำเสนอที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดยังอยู่ภายใต้โลกของเรื่องราวเดียวกัน 2. ด้านการนำเสนอโดยใช้สื่อประสม พบว่า ในการนำเสนอการเล่าเรื่อง มีการกำหนดสื่อหลักและสื่อเสริม โดยแต่ละสื่อมีความสัมพันธ์ระหว่างสื่อ และตัวบท แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังพบว่า การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย”มีการออกแบบเลือกประเด็นเนื้อหาจากประเด็นที่เป็นกระแสในสังคม และนำเสนอในรูปแบบการตั้งคำถามเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมชวนให้ผู้ชมได้สำรวจความคิดมุมมอง “ความเป็นไทย”และตีความเรื่องราวจากการนำประสบการณ์ของผู้ชมมาประกอบกับเนื้อหาของนิทรรศการ


ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลาย ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่, สิริมา ชำนาญศิลป์ Jan 2020

ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลาย ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่, สิริมา ชำนาญศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลาย ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่ 2) เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลาย ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่ และ 3) เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 200 คน ซึ่งเป็นเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 18 – 40 ปี อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และต้องมีบัญชีสมาชิกโพเมโล่ (Pomelo Account) ที่สมัครผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของตราสินค้าโพเมโล่ อีกทั้งยังต้องเคยเข้าไปดูสินค้า สอบถามข้อมูล หรือรับบริการต่าง ๆ ที่หน้าร้านโพเมโล่ รวมถึงต้องเคยซื้อสินค้าโพเมโล่อย่างน้อย 1 ชิ้น ภายในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา โดยผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลายมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อสินค้าโพเมโล่ของกลุ่มตัวอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และภาพลักษณ์ตราสินค้าโพเมโล่ก็มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับความตั้งใจซื้อสินค้าโพเมโล่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน นอกจากนี้ ยังพบว่า มิติด้านเฉพาะบุคคลของประสบการณ์ลูกค้าที่หลากหลายมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับภาพลักษณ์ตราสินค้าโพเมโล่ และความตั้งใจซื้อมากที่สุด ในขณะที่มิติด้านความใกล้ชิดของภาพลักษณ์ตราสินค้าโพเมโล่มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับความตั้งใจซื้อสินค้าโพเมโล่ของกลุ่มตัวอย่างมากที่สุด


Planned Retirement Age In Thai People In Aging Society, Borinya Thongmanee Jan 2020

Planned Retirement Age In Thai People In Aging Society, Borinya Thongmanee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the context of the aging society with the increase of life expectancy and low fertility in Thailand, there are over 30 per cent of the young-old population in Thailand who require to work even after they passed the retirement age in Thailand (NSO, 2018). Since Thailand has already entered an aging society and the effect on the aging society will impact the retirement age in Thailand, this study’s objective is to find the relationship whether if there is a relationship between the planned retirement age and the aging society awareness which it is found that there is no relationship …


พฤติกรรมของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดแบบไร้รอยต่อของตราสินค้าอิเกีย, พีรดา ไพศาลนรเสรี Jan 2020

พฤติกรรมของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดแบบไร้รอยต่อของตราสินค้าอิเกีย, พีรดา ไพศาลนรเสรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดแบบไร้รอยต่อของตราสินค้า IKEA ในเรื่องของการเปิดรับสื่อ การรับรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการซื้อ และความพึงพอใจของผู้บริโภค โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่าง อายุระหว่าง 22 – 45 ปี ที่อาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เคยรับข่าวสารผ่านเว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ หรือแอปพลิเคชันของตราสินค้า IKEA อีกทั้งต้องเคยเข้าไปดูสินค้า สอบถามข้อมูลหรือรับบริการต่าง ๆ ที่หน้าร้าน IKEA และเคยซื้อสินค้าตราสินค้า IKEA ไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา จำนวน 214 คน ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริโภคมีพฤติกรรมต่อการสื่อสารการตลาดแบบไร้รอยต่อของตราสินค้า IKEA ทั้ง 5 ตัวแปรย่อย ในเชิงบวกทั้งหมด นอกจากนั้น พฤติกรรมของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดแบบไร้รอยต่อของตราสินค้า IKEA ทั้ง 5 ตัวแปรย่อย มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


พฤติกรรมผู้บริโภคและคุณค่าตราสินค้าคาเฟ่ อเมซอน, ปณชนก ฤทธิโสม Jan 2020

พฤติกรรมผู้บริโภคและคุณค่าตราสินค้าคาเฟ่ อเมซอน, ปณชนก ฤทธิโสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมผู้บริโภคต่อตราสินค้า Café Amazon ในเรื่องของการรับรู้ของผู้บริโภค ทัศนคติ และพฤติกรรมการซื้อ และ 2) คุณค่าตราสินค้า Café Amazon ของผู้บริโภค โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่าง อายุระหว่าง 25 – 40 ปี ที่อาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่เคยซื้อเครื่องดื่มกาแฟจากร้าน Café Amazon โดยใช้บริการอย่างน้อย 3 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 208 คน ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริโภคมีพฤติกรรมต่อตราสินค้า Café Amazon และคุณค่าตราสินค้า Café Amazon เชิงบวกทั้งหมด และพฤติกรรมผู้บริโภคต่อตราสินค้า Café Amazon ทั้ง 3 ตัวแปรย่อย มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณค่าตราสินค้า Café Amazon อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


ภาพลักษณ์ตราสินค้าที่มีการกำหนดจุดยืนเรื่องการต่อต้านการเหยียดรูปร่างและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเจเนอเรชันมี, ศุภิสรา ชัยสว่างเลิศ Jan 2020

ภาพลักษณ์ตราสินค้าที่มีการกำหนดจุดยืนเรื่องการต่อต้านการเหยียดรูปร่างและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเจเนอเรชันมี, ศุภิสรา ชัยสว่างเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็น ภาพลักษณ์ของตราสินค้าที่มีการกำหนดจุดยืนเรื่องการต่อต้านการเหยียดรูปร่าง และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความคิดเห็น ภาพลักษณ์ตราสินค้าและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเจเนอเรชันมีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นการวิจัยนำร่องโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยวิธีวิจัยเชิงสำรวจ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเจเนอเรชันมี จำนวน 200 ชุด ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคเจเนอเรชันมี มีความคิดเห็นและภาพลักษณ์ตราสินค้าเชิงบวกต่อตราสินค้าที่มีการกำหนดจุดยืนเรื่องการต่อต้านการเหยียดรูปร่าง และมีการตัดสินใจเลือกซื้อในระดับสูง เช่นเดียวกับเมื่อตัดสินใจซื้อแล้วจะไม่เปลี่ยนใจอยู่ในระดับสูง ผลการทดสอบสมมติฐานสรุปได้ว่า 1) ความคิดเห็นต่อตราสินค้าที่มีการกำหนดจุดยืนเรื่องการต่อต้านการเหยียดรูปร่างมีความสัมพันธ์กับภาพลักษณ์ตราสินค้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้เป็นความสัมพันธ์ในระดับสูงและมีทิศทางแปรตามกัน 2) ภาพลักษณ์ตราสินค้าที่มีการกำหนดจุดยืนเรื่องการต่อต้านการเหยียดรูปร่าง มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเจเนอเรชันมี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้เป็นความสัมพันธ์ในระดับปานกลางและมีทิศทางแปรตามกัน


สัมพันธบทและการดัดแปลงบทเพลงจากนวนิยายเรื่อง “จุฬาตรีคูณ”, ณัฐญ์นิษฐา ไชยรัตน์ Jan 2020

สัมพันธบทและการดัดแปลงบทเพลงจากนวนิยายเรื่อง “จุฬาตรีคูณ”, ณัฐญ์นิษฐา ไชยรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะสัมพันธบทในนวนิยายเรื่องจุฬาตรีคูณ 2) เพื่อศึกษาลักษณะเนื้อหาและวิธีการดัดแปลงบทเพลงที่มาจากนวนิยายเรื่องจุฬาตรีคูณ ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ตัวบท และศึกษาจากแหล่งข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจุฬาตรีคูณ กามนิต-วาสิฏฐี และนาร์ซิสซัส รวมถึงเพลงชุดจุฬาตรีคูณ จำนวน 5 บทเพลง ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะสัมพันธบทในนวนิยายเรื่องจุฬาตรีคูณที่พบมากที่สุดคือ การคงเดิม และการดัดแปลง โดยเรื่องกามนิต-วาสิฏฐี ได้มีอิทธิพลต่อเรื่องจุฬาตรีคูณมากกว่าเรื่องนาร์ซิสซัส ซึ่งเรื่องจุฬาตรีคูณรับเอาลักษณะเด่นหลายส่วนจากเรื่องกามนิต-วาสิฏฐี มาใช้ทั้งโครงเรื่องหลัก แก่นเรื่องความรัก ความลุ่มหลง จนไปสู่ความทุกข์และความหายนะ ความขัดแย้งในจิตใจและความขัดแย้งระหว่างคนกับคน ด้านตัวละครก็มีลักษณะเด่นของนิสัย อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรมของตัวละครเอก ส่วนฉากและบรรยากาศ ก็มีการกล่าวถึงดินแดนชมพูทวีป รวมไปถึงมุมมองการเล่าเรื่อง สำหรับเรื่องนาร์ซิสซัส ในจุฬาตรีคูณได้คงเดิมแก่นเรื่องความงาม ความลุ่มหลง จนไปสู่ความทุกข์และความหายนะ รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งน้ำโดยเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาและเป็นจุดจบของตัวละครเอก เมื่อจุฬาตรีคูณเก็บส่วนสำคัญต่างๆจากทั้งสองเรื่องไว้แล้ว ก็ได้นำองค์ประกอบเหล่านั้นมาดัดแปลงจนเกิดเป็นชิ้นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดัดแปลงตัวละครเอก “นาร์ซิสซัส” ให้กลายเป็น “ดารารายพิลาส” และการทำให้ “แม่น้ำจุฬาตรีคูณ” กลายเป็นฉากสำคัญของเรื่อง ในส่วนของลักษณะเนื้อหาและวิธีการดัดแปลงบทเพลงพบว่า ทุกบทเพลงมีเนื้อหาเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆของเรื่องทั้งหมด โดยสามารถเรียงร้อยต่อเนื่องกันตามลำดับเหตุการณ์ในนวนิยายตั้งแต่ต้นจนจบ สำหรับการใช้ภาษาพบว่ามีการใช้ภาพพจน์บุคคลวัต มากที่สุด และรสในวรรณคดีที่ปรากฏมากที่สุดคือ กรุณารส ด้านวิธีการดัดแปลงบทเพลงพบว่า มีลักษณะของการคงเดิมอยู่ในทุกบทเพลง โดยองค์ประกอบที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ บทสนทนา ซึ่งมีครบทั้งการคงเดิม การตัดทิ้งหรือการลดทอน การเพิ่มเติมหรือการขยาย และการสลับหรือการปรับเปลี่ยน บทสนทนาถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการนำมาใช้สร้างสรรค์เป็นเนื้อเพลง โดยเฉพาะการเป็นบทเพลงเพื่อประกอบการแสดงละครวิทยุที่ผู้ประพันธ์บทเพลงได้เน้นให้เห็นความสำคัญของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ฟังเกิดจินตภาพ รับรู้ได้ถึงนาฏการต่างๆ รวมทั้งอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร ลักษณะสัมพันธบทและการดัดแปลงในงานวิจัยที่เกิดขึ้นนี้ ได้ย้ำเตือนให้เข้าใจเสมอว่าในการผลิตหรือสร้างสรรค์ผลงานจากสิ่งที่เคยมีมาแล้วนั้นไม่ใช่เป็นการเลียนแบบหรือคัดลอก แต่ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นปกติในแวดวงของศิลปะแขนงต่างๆซึ่งสามารถหลอมรวมให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ ด้วยวิธีการสร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจ รวมถึงประสบการณ์ต่างๆที่ผู้ผลิตผลงานนำมาปะติดปะต่อ รวบรวมเข้าไว้ด้วยกัน และประยุกต์จนเกิดเป็นผลงานในรูปแบบอื่นๆต่อไป


อคติในการยืนยันและการตอบสนองต่อข่าวปลอมเกี่ยวกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), วโรดม ชมท่าไม้ Jan 2020

อคติในการยืนยันและการตอบสนองต่อข่าวปลอมเกี่ยวกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), วโรดม ชมท่าไม้

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สำรวจอคติในการยืนยัน (Confirmation Bias) การตอบสนองต่อข่าวปลอม และการสนับสนุน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการวิจัยนำร่อง ซึ่งใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยวิธีวิจัยเชิงสำรวจผ่านการใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือผู้อาศัยในกรุงเทพมหานครหรือปริมณฑล ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และเคยเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 206 คน ผลการวิจัยสามารถแบ่งกลุ่มตัวอย่างตามอคติในการยืนยันเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเชิงลบ กลุ่มเป็นกลาง และกลุ่มเชิงบวก โดยที่กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นกลุ่มอคติในการยืนยันเชิงลบมีจำนวนมากที่สุด กลุ่มนี้มีการตอบสนองต่อข่าวปลอมในรูปแบบการแสดงความรู้สึกด้วยปุ่ม "โกรธ" ส่วนกลุ่มอคติในการยืนยันเชิงบวก ตอบสนองต่อข่าวปลอมด้วยปุ่ม "ไลก์" และทุกกลุ่มเลือกที่จะไม่ตอบสนองในด้านการแสดงความคิดเห็นและการส่งต่อ (Share) ด้านความเชื่อถือต่อข่าวเกี่ยวกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) พบว่า กลุ่มอคติในการยืนยันเชิงลบเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มีความเชื่อว่าข่าวปลอมเป็นข่าวจริง ส่วนกลุ่มอคติในการยืนยันเชิงบวกและกลุ่มอคติในการยืนยันเป็นกลางระบุว่า ไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม ด้านการสนับสนุนต่อบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) พบว่า กลุ่มอคติในการยืนยันเชิงลบ ไม่แน่ใจในด้านการใช้บริการของการบินไทย ไม่สนับสนุนให้การบินไทยดำเนินกิจการต่อ และไม่ภาคภูมิใจการบินไทยในฐานะสายการบินแห่งชาติ ในขณะที่กลุ่มอคติในการยืนยันเชิงบวก ระบุว่าจะยังสนับสนุนการบินไทยทั้งในด้านการใช้บริการ การดำเนินธุรกิจต่อไป และความภาคภูมิใจในฐานะสายการบินแห่งชาติ


แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในเขตสายไหม ตามแนวคิดทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียน, นปภาวัลย์ แก้วใจ Jan 2020

แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในเขตสายไหม ตามแนวคิดทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียน, นปภาวัลย์ แก้วใจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในเขตสายไหม ตามแนวคิดทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียน 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในเขตสายไหม ตามแนวคิดทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียน ใช้วิธีการวิจัยเชิงบรรยาย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในเขตสายไหม โดยมีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้รับใบอนุญาต ผู้อำนวยการโรงเรียน รอง ผู้อำนวยการโรงเรียน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ และครู รวมจำนวน 124 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ (ร่าง) แนวทางฯ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ข้อมูล ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ (frequency) ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ยประชากร (μ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร (Ơ) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs Index: PNI [modified]) ฐานนิยม (mode) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในเขตสายไหม ตามแนวคิดทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียน ในภาพรวมพบว่าขอบข่ายการบริหารวิชาการที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ การพัฒนาหลักสูตร รองลงมา คือ การวัดและประเมินผล การจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษามีความต้องการจำเป็นตํ่าที่สุด ในภาพรวมขององค์ประกอบของทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียน พบว่า องค์ประกอบของทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียนที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ความคิดยืดหยุ่น รองลงมา คือ ความคิดริเริ่ม ความคิดคล่อง ความคิดจินตนาการและความคิดละเอียดลออตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนในเขตสายไหมตามแนวคิดทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียน มีทั้งหมด 4 แนวทาง ได้แก่ (1) พัฒนาหลักสูตรที่ส่งเสริมทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียน (2) พัฒนาการวัดและประเมินผลที่ส่งเสริมทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียน (3) พัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียน และ (4) พัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษาที่ส่งเสริมทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียน


โครงการการวางแผนการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสานสำหรับผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าปักชาวเมี่ยน ตราสินค้า คอตต้อน บัวริ, อรวัญ ตั้งฑีฆาอายุ Jan 2020

โครงการการวางแผนการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสานสำหรับผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าปักชาวเมี่ยน ตราสินค้า คอตต้อน บัวริ, อรวัญ ตั้งฑีฆาอายุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการการวางแผนการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสานสำหรับผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าปักชาวเมี่ยน ตราสินค้า Cotton Bourri มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการรับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายต่อผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าปักเมี่ยน และ (2) นำผลที่ได้มาวางแผนการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสานของผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าปักเมี่ยน ภายใต้ตราสินค้า Cotton Bourri ให้สามารถตอบสนองความต้องการและเป็นที่พึงพอใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยการศึกษาในครั้งนี้ เริ่มต้นจากการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ใช้กระเป๋าผ้าปักเมี่ยนอยู่แล้วจำนวน 7 คน และกลุ่มผู้ที่ไม่เคยใช้กระเป๋าผ้าปักเมี่ยนมาก่อนจำนวน 7 คน จากนั้น นำเอาผลวิจัยมาเป็นข้อมูลในการวางแผนการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสาน โดยมีวัตถุประสงค์ทางการตลาด คือ ต้องการยอดขายในปีแรก 800,000 บาท ส่วนวัตถุประสงค์ทางการสื่อสาร เพื่อสร้างการตระหนักรู้ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและจูงใจให้ทดลองซื้อผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าปักเมี่ยน Cotton Bourri โดยกำหนดตำแหน่งตราสินค้าที่เน้นคุณค่าด้านการออกแบบเป็นหลัก รวมไปถึงด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล และมีข้อความหลักในการสื่อสาร คือ “Made with pride from highland” ใช้เครื่องมือการสื่อสารการตลาด ที่ประกอบด้วย การโฆษณา และการส่งเสริมการขาย ผสมผสานอย่างสอดคล้องในทิศทางเดียวกัน ภายใต้งบประมาณทั้งสิ้น 250,000 บาท


แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนหอวังตามแนวคิดคุณลักษณะนวัตกร, พิมพ์ชนก หงษาวดี Jan 2020

แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนหอวังตามแนวคิดคุณลักษณะนวัตกร, พิมพ์ชนก หงษาวดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาครูโรงเรียนหอวังตามแนวคิดคุณลักษณะนวัตกร 2. นำเสนอแนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนหอวังตามแนวคิดคุณลักษณะนวัตกร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูโรงเรียนหอวัง รวมทั้งสิ้น จำนวน 145 คน ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนหอวัง จำนวน 1 คน รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล จำนวน 1 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง และ ครูโรงเรียนหอวัง ประจำปีการศึกษา 2563 จำนวน 143 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ (ร่าง) แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนหอวังตามแนวคิดคุณลักษณะนวัตกร สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs Index: PNI [Modified]) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาครูโรงเรียนหอวังตามแนวคิดคุณลักษณะนวัตกร สูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ด้านการมีแรงบันดาลใจในการคิดอย่างสร้างสรรค์ มีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNI [Modified] = 0.175) รองลงมาคือด้านการมีวิสัยทัศน์และเป็นผู้นำในการวางแผน (PNI [Modified] = 0.156) และ ด้านความสามารถคิดแก้ปัญหา (PNI [Modified] = 0.147) ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนหอวังตามแนวคิดคุณลักษณนวัตกร มี 2 แนวทางหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนาครูผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงเพื่อพัฒนาคุณลักษณะนวัตกรให้มีแรงบันดาลใจในการคิดอย่างสร้างสรรค์เสริมสร้างการมีวิสัยทัศน์และเป็นผู้นำในการวางแผนเพิ่มขีดความสามารถคิดแก้ปัญหา ประกอบด้วย 3 แนวทางย่อย 11 วิธีดำเนินการ และ 2. …


แนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู สหวิทยาเขต นนทบุรี 2, เตือนตา สุพรรณทอง Jan 2020

แนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู สหวิทยาเขต นนทบุรี 2, เตือนตา สุพรรณทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู สหวิทยาเขต นนทบุรี 2 และ 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู สหวิทยาเขต นนทบุรี 2 ใช้วิธีการวิจัยเชิงพรรณนา ประชากร คือ โรงเรียนสหวิทยาเขต นนทบุรี 2 มีตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล รวม 64 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร 19 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ฯ 8 กลุ่มสาระ 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น และฐานนิยม ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู สหวิทยาเขต นนทบุรี 2 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการใช้และ พัฒนาสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้ ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ลำดับความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะสูงที่สุด คือ ด้านความรู้ความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ รองลงมา คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และด้านการวัด และประเมินผลการเรียนรู้ 2) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครู มีทั้งหมด 3 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านความรู้ความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ด้วยวิธีการมอบหมายงาน การสอนงาน และการอบรมผ่านสื่อออนไลน์ (2) ด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยวิธีการมอบหมายงาน การสอนงาน และการอบรมสัมมนา (3) ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการมอบหมายงาน การสอนงาน และการอบรมสัมมนา


Research On The Development Strategy Of Cross-Border E-Commerce Of Netease Kaola Overseas Shopping In China, Yi Chen Jan 2020

Research On The Development Strategy Of Cross-Border E-Commerce Of Netease Kaola Overseas Shopping In China, Yi Chen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the rapid growth of cross-border e-commerce, China Kaola Overseas Shopping Platform adopts the developed model of "foreign warehouse + domestic bonded warehouse", which has become an important part of the current cross-border e-commerce field in China. However, it still suffers from poor after-sales service, uninsured processes and poor consumer perception during delivery. This paper takes China's Kaola Overseas Shopping Platform as the research object, comparing to other similar platforms in the industry, and analyzes its cross-border e-commerce business by using "SWOT", "PEST" and "Five Forces Model". This results show how the company adjust its strategies to solve the current …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม, ฉัตรวิมล มากทรัพย์ Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม, ฉัตรวิมล มากทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารวิชาการของโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดการเรียนรู้การบริการสังคม 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดการเรียนรู้ ด้วยการบริการสังคม ผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 97 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการ 1 คน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิชาการ 1 คน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 คน และครู 87 คน กำหนดขนาดของตัวอย่างด้วยวิธีการของ Krejcie and Morgan ค.ศ. 1970 โดยระดับความคลาดเคลื่อนของการสุ่มตัวอย่างเท่ากับ 0.05 และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ โดยมีลักษณะเป็นมาตราส่วนแบบประเมินค่า สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฐานนิยม การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modified Proiority Needs Index : PNI [modified]) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาบริหารวิชาการของโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม ภาพรวม มีความต้องการจำเป็น (PIN [modified] = 0.324) โดยการบริหารวิชาการที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร รองลงมา คือ ด้านการวัดและประเมินผล และด้านการจัดการเรียนการสอน ตามลำดับและการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการค้นคว้า 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม ประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก 6 แนวทางย่อย 27 …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สองภาษา ตามแนวคิดสมรรถนะนวัติกรและผู้ประกอบการ, ปิยนุช มงคล Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สองภาษา ตามแนวคิดสมรรถนะนวัติกรและผู้ประกอบการ, ปิยนุช มงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ สองภาษา ตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ สองภาษา ตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการ เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย กลุ่มตัวอย่างได้จากการเลือกแบบเจาะจงโรงเรียนที่มีโปรแกรมวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สองภาษา ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย และโรงเรียนพูลเจริญวิทยาคม โดยมีผู้ให้ข้อมูลรวมทั้งสิ้น 33 คน ประกอบด้วยคณะผู้บริหารจำนวน 9 คน และครูจำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สองภาษาตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สองภาษาตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการของผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา ฐานนิยมและจัดลำดับความต้องการจำเป็นโดยใช้สูตร PNI [modified] ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ สองภาษา ตามแนวคิดสมรรถนะ นวัตกรและผู้ประกอบการ ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือด้านการพัฒนาหลักสูตร (PNI [modified]=0.36) รองลงมาคือด้านการจัดการเรียนการสอน (PNI [modified]= 0.31) ด้านการพัฒนาสื่อและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (PNI[modified]=0.27) และด้านการวัดและประเมินผล (PNI [modified]=0.26) ตามลำดับ ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการด้านที่มีความจำเป็นสูงสุดคือ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (PNI [modified]=0.36) ความต้องการความสำเร็จ (PNI [modified]=0.34) และการสร้างเครือข่าย (PNI [modified]=0.27) ตามลำดับ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สองภาษา ตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการ มีแนวทางการบริหารวิชาการทั้งหมด 4 แนวทาง และ 17 วิธีการ ดำเนินการดังนี้ แนวทางที่ 1 พัฒนาหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการด้านความต้องการความสำเร็จและความคิดสร้างสรรค์ มี 5 วิธีดำเนินการ แนวทางที่ 2 ปรับปรุงการนิเทศการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะนวัตกรและผู้ประกอบการด้านความริเริ่มสร้างสรรค์และความกล้าเสี่ยง มี 4 วิธีดำเนินการ แนวทางที่ 3 พัฒนาการจัดหา ผลิต …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมห้องเรียนกีฬา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดราชบุรีตามแนวคิดพหุปัญญา, กิตติพิชญ์ เอียดซัง Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมห้องเรียนกีฬา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดราชบุรีตามแนวคิดพหุปัญญา, กิตติพิชญ์ เอียดซัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโปรแกรมห้องเรียนกีฬาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดราชบุรีตามแนวคิดพหุปัญญา 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาโปรแกรมห้องเรียนกีฬาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดราชบุรีตามแนวคิดพหุปัญญา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดราชบุรี จำนวน 26 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน 5 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน 19 คน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ 40 คน และครูผู้สอนรายวิชา จำนวน 205 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การแจกเจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs Index: PNI [Modified]) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชการโปรแกรมห้องเรียนกีฬาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดราชบุรีตามแนวคิดพหุปัญญา ที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] =0.120) รองลงมา คือการวัดและประเมินผล (PNI [Modified] = 0.111) และการจัดการเรียนรู้ (PNI [Modified] = 0.101) ตามลำดับ และ 2) แนวทางพัฒนาการบริหาวิชาการโปรแกรมห้องเรียนกีฬาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดราชบุรีตามแนวคิดพหุปัญญา มี 3 แนวทางหลัก ได้แก่ แนวทางหลักที่ 1 พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่ส่งเสริมความสามารถพหุปัญญาของนักเรียน ประกอบด้วย 4 แนวทางรอง 8 วิธีดำเนินการ แนวทางหลักที่ 2 พัฒนาการวัดและประเมินผลที่ส่งเสริมความสามารถพหุปัญญาของนักเรียน ประกอบด้วย 2 แนวทางรอง 5 วิธีดำเนินการ และแนวทางหลักที่ 3 พัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถพหุปัญญาของนักเรียน ประกอบด้วย …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช ตามแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล, น้ำเพชร ปฐพีทอง Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช ตามแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล, น้ำเพชร ปฐพีทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช ตามแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช ตามแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงบรรยาย ซึ่งมีประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช โดยมีผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและหัวหน้าครู ครูประจำชั้น ครูสอนรายวิชาเฉพาะ ผู้ช่วยครู และนักเรียนระดับชั้น Year 8 – Year 10 จำนวน 156 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยการแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ฐานนิยม (Mode) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modifed Priority Needs Index: PNI[Modified]) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารวิชาการโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช ตามแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือการวัดและประเมินผล (PNI [Modified] = 0.272) รองลงมา คือ การจัดการเรียนการสอน (PNI [Modified] = 0.266) การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนและแหล่งการเรียนรู้ (PNI [Modified] = 0.265) และการพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] = 0.244) ตามลำดับ และ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช ตามแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล มีทั้งหมด 4 แนวทางหลัก 8 แนวทางย่อย 19 วิธีดำเนินการ โดยแนวทางหลักประกอบไปด้วย แนวทางหลักที่ 1 พัฒนาการวัดและประเมินผลผู้เรียนโดยเน้นวิธีการวัดและประเมินผลในรูปแบบที่ผู้เรียนถนัด แนวทางหลักที่ …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลาง กลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้า ตามแนวคิดคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์, ปริษา อัคคีเดช Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลาง กลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้า ตามแนวคิดคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์, ปริษา อัคคีเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลาง กลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้า ตามแนวคิดคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และ 2)ศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลางกลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้าตามแนวคิดคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 7 คน และครูโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลาง กลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้า 7 โรงเรียน จำนวน 74 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ และแบบประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลาง กลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้า ตามแนวคิดคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลางกลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้า ตามแนวคิดคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร (PNI [modified] = 0.176) รองลงมา คือ การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา (PNI [modified] = 0.162) การวัดและประเมินผล (PNI [modified] = 0.156) และด้านการจัดการเรียนการสอน (PNI [modified] = 0.152) ตามลำดับ ซึ่งการบริหาวิชาการทั้งหมดมีองค์ประกอบของกรอบคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ที่มีค่าความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การมีความกล้าเสี่ยงที่จะลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ (PNI [modified] = 0.181) และ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลางกลุ่มโรงเรียนท่าจีนก้าวหน้า ตามแนวคิดคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มี 4 แนวทางหลัก 8 แนวทางย่อย 22 วิธีดำเนินการ ซึ่งเรียงลำดับตามความต้องการจำเป็น ดังนี้ แนวทางที่ 1 พัฒนาการประเมินผลการใช้หลักสูตรเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะนักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ด้านการมีความกล้าเสี่ยง ที่จะลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ ประกอบด้วย แนวทางย่อย 4 วิธีดำเนินการ …


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการทางสังคม, เตชินี สุขสำราญ Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการทางสังคม, เตชินี สุขสำราญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการทางสังคม 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการทางสังคมโดยมีประชากร ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ จำนวน 7 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารและครูในโรงเรียนสังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ จำนวน 260 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์ความถี่ และฐานนิยม ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการทางสังคม ที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ รองลงมา คือ การวัดและประเมินผล การพัฒนาหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน ตามลำดับ และ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการทางสังคม โดยนำเสนอตามลำดับความต้องการจำเป็น มีทั้งหมด 4 แนวทางหลัก 8 แนวทางย่อย 19 วิธีดำเนินการ โดยแนวทางหลักประกอบไปด้วย แนวทางหลักที่ 1 ยกระดับการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ โดยการประเมินผลการใช้แหล่งเรียนรู้ ที่เน้นให้ผู้เรียนทำงานเชิงรุกตามเป้าหมายเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง แนวทางหลักที่ 2 พัฒนาแนวปฏิบัติในการวัดและประเมินผล ที่เน้นให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม แนวทางหลักที่ 3 พัฒนากระบวนการพัฒนาหลักสูตรด้านการประเมินผลการใช้หลักสูตร ที่เน้นให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม และแนวทางหลักที่ 4 พัฒนาการจัดการเรียนการสอน ผ่านการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียน, ธัญมน นวลโฉม Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียน, ธัญมน นวลโฉม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียน 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดบวกของผู้เรียน ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร กลุ่ม 2 ที่กำหนดเป้าประสงค์ที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดสุขภาวะ จำนวน 5 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 332 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 17 คน ครู จำนวน 255 คน และนักเรียน จำนวน 60 คน จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม เรื่อง แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียน และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียน โดยสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การวัดประเมินผล (PNI [Modified] = 0.437) รองลงมา คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNI [Moditied] = 0.431) การแนะแนว (PNI [Modified] = 0.424) และด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด คือ การจัดการเรียนการสอน (PNI [Modified] = 0.409) ความต้องการจำเป็นของคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียนด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการมองโลกในแง่ดี (PNI [Modified] = 0.434) รองลงมา คือ ด้านความฉลาดทางอารมณ์ (PNI [Modified] = 0.429) ด้านความคิดสร้างสรรค์ (PNI [Modified] = 0.427) ด้านการมีคุณธรรม (PNI [Modified] = 0.426) และด้านความเชื่อมั่นในตนเอง (PNI …


แนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการ, กิตติพศ ไชยคำภา Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ตามแนวคิดคุณลักษณะผู้ประกอบการ, กิตติพศ ไชยคำภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนมัธยมศึกษาในการพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะผู้ประกอบการ 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในการพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะผู้ประกอบการ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบบรรยาย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 8 โรงเรียน เลือกโดยการกำหนดคุณสมบัติ ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้บริหารและครู จำนวน 264 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ (ร่าง) แนวทางฯ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ดัชนีค่าความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และด้านการปฏิบัติการ มีความต้องการจำเป็นต่ำสุด โดยการบริหารความเป็นเลิศทั้งหมดมีองค์ประกอบคุณลักษณะผู้ประกอบการที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุดคือ ความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง 2) แนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนมัธยมศึกษา มีทั้งหมด 6 แนวทาง 14 แนวทางย่อย 76 วิธีดำเนินการ แนวทางเรียงตามลำดับดัชนีความต้องการจำเป็นดังนี้ (1) พัฒนานักเรียนที่มุ่งเน้นให้มีความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยงและความคิดสร้างนวัตกรรม (2) ปรับปรุงการวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง (3) เพิ่มกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง (4) เสริมสร้างบุคลากรที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยงและความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม (5) ทบทบนการนำองค์กรที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง (6) ปรับปรุงการปฏิบัติการที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง


Saoake Business Analysis, Sorravee Jariyanoppanan Jan 2020

Saoake Business Analysis, Sorravee Jariyanoppanan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

It is interesting to see the presence of traditional construction material and supply stores in a competitive market since there are many modern trade construction companies entering the market. This analysis will explore how the local store like Saoake survives and maintains the market share through two main approaches which are SWOT analysis and Porter’s 5 forces model. This research will mention the overall construction industry analysis, the specific analysis and interpretation of Saoake company, study the management of Saoake traditional store, see how Saoake handle with Covid-19 pandemic and recommendations. The study shows that Saoake has adapted well through …


แนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดพัทลุง ตามแนวคิดทักษะชีวิตและอาชีพ, กรวีร์ ขาวดี Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดพัทลุง ตามแนวคิดทักษะชีวิตและอาชีพ, กรวีร์ ขาวดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดพัทลุง ตามแนวคิดทักษะชีวิตและอาชีพ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดพัทลุง ตามแนวคิดทักษะชีวิตและอาชีพใช้วิธีการวิจัยเชิงบรรยาย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ โรงเรียนเอกชนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในจังหวัดพัทลุง จำนวน 39 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 21 โรงเรียน จากการกำหนดคุณสมบัติ ผู้ให้ข้อมูลคือ ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน 189 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน 21 คน และ ครู 168 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แบบสอบถาม เรื่อง สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดพัทลุงตามแนวคิดทักษะชีวิตและอาชีพ 2) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการบริหารสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนเอกชนใน จังหวัดพัทลุงตามแนวคิดทักษะชีวิตและอาชีพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs Index: PNI [Modified]) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลลัพธ์ของการบริหารสู่ความเป็นเลิศที่มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงสุดคือ ผลลัพธ์ด้านนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (PNI [Modified] = 0.383) และการบริหารสู่ความเป็นเลิศที่มีลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงสุดคือด้านกลยุทธ์ (PNI [Modified]=0.469) มีทักษะชีวิตและอาชีพด้านการคิดริเริ่ม มีลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงสุด (PNI [Modified]=0.488) 2) แนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศ 6 แนวทาง โดยเรียงลำดับความต้องการจำเป็น ดังนี้ (1) แนวทางพัฒนา ด้านกลยุทธ์ มี 2 แนวทางรอง และ 11 วิธีการดำเนินการ (2) แนวทางพัฒนาด้านบุคลากร มี 2 แนวทางรอง และ 7 วิธีการดำเนินการ (3) …


แนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนสายไหม (ทัสนารมย์อนุสรณ์) ตามแนวคิดความเป็นหุ้นส่วนระหว่างครอบครัวกับโรงเรียน, เกศินี ฉัตรเที่ยง Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนสายไหม (ทัสนารมย์อนุสรณ์) ตามแนวคิดความเป็นหุ้นส่วนระหว่างครอบครัวกับโรงเรียน, เกศินี ฉัตรเที่ยง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารโรงเรียนสายไหม (ทัสนารมย์อนุสรณ์) ตามแนวคิดความเป็นหุ้นส่วนระหว่างครอบครัวกับโรงเรียนของโรงเรียนสายไหม (ทัสนารมย์อนุสรณ์) 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนของโรงเรียนสายไหม (ทัสนารมย์อนุสรณ์) ตามแนวคิดความเป็นหุ้นส่วนระหว่างครอบครัวกับโรงเรียน โดยศึกษาจากผู้ให้ข้อมูลโดยเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ผู้บริหาร จำนวน 5 คน 2) ครูผู้สอน จำนวน 95 คน 3) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 15 คน และ 4) คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง จำนวน 12 คน รวมจำนวน 127 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความต้องการจำเป็นมีลักษณะส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยมีลักษณะเป็นมาตราส่วนแบบประเมินค่า สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฐานนิยม การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modified Proirity Needs Index : Index : PNI [modified]) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการโดยมีขอบข่ายด้านการบริหารโรงเรียนสายไหม (ทัสนารมย์อนุสรณ์) ตามแนวคิดความเป็นหุ้นส่วนระหว่างครอบครัวกับโรงเรียนสาย (ทัสนารมย์อนุสรณ์) มีความต้องการจำเป็นลำดับที่ 1 ได้แก่ การประเมินผล (PNI [modified] = 0.111) โดย การปกป้องสิทธิของเด็ก มีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNI [modified] = 0.122) ความต้องการจำเป็นลำดับที่ 2 ได้แก่ การนำแผนสู่การปฏิบัติ (PNI [modified] = 0.107) โดยการแบ่งปันพลัง มีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNI [modified] = 0.128) ความต้องการจำเป็นลำดับที่ …


กระบวนการตัดสินใจเลือกอาชีพและการปรับตัวด้านการทำงานของข้าราชการกรมศุลกากรเจเนเรชันวาย, ชุติมณฑน์ แสงทับ Jan 2020

กระบวนการตัดสินใจเลือกอาชีพและการปรับตัวด้านการทำงานของข้าราชการกรมศุลกากรเจเนเรชันวาย, ชุติมณฑน์ แสงทับ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงคุณภาพในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา “กระบวนการตัดสินใจเลือกอาชีพและการปรับตัวด้านการทำงานของข้าราชการกรมศุลกากรเจเนเรชันวาย” ซึ่งใช้เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านเทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และใช้วิธีการตีความและการพรรณนาอย่างลุ่มลึกเพื่อนำเสนอผลการศึกษา จากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกอาชีพราชการในกรมศุลกากรของข้าราชการเจเนเรชันวายคือการพิจารณาถึงความเป็นหน่วยงานราชการที่ทันสมัยทั้งในเชิงโครงสร้าง ระบบการทำงาน บุคลากรคนรุ่นใหม่ตลอดจนบทบาทหน้าที่ที่สำคัญของหน่วยงานต่อภารกิจด้านเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ในเรื่องของการปรับตัวด้านการทำงานของข้าราชการเจเนเรชันวายพบว่ามีแนวโน้มการปรับตัวอย่างราบรื่นภายใต้บรรยากาศและสภาพแวดล้อมของการทำงานที่มีการเปิดกว้าง ส่งผลให้การปฏิบัติงานร่วมกับข้าราชการต่างรุ่นเป็นไปอย่างมีคุณภาพและสามารถปฏิบัติงานในลักษณะการร่วมมือกันทำงานได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ผลการศึกษาในครั้งนี้สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะและปรับปรุงระบบการทำงานภายใต้ความเป็นราชการให้สอดคล้องกับโลกในบริบทปัจจุบันรวมถึงกระบวนการพัฒนาความสัมพันธ์และการทำงานบนพื้นฐานความหลากหลายของวัยหรือเจเนเรชันภายในหน่วยงานราชการ


กลไกการขับเคลื่อนนโยบายการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองโอ่งอ่าง, กมลจันทน์ ม่านโคกสูง Jan 2020

กลไกการขับเคลื่อนนโยบายการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองโอ่งอ่าง, กมลจันทน์ ม่านโคกสูง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษา “กลไกการขับเคลื่อนนโยบายการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองโอ่งอ่าง” มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษากระบวนการขับเคลื่อนนโยบายการปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาสภาพแวดล้อมคลองของกรุงเทพมหานคร ผ่านโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองโอ่งอ่าง รวมไปถึงศึกษาอุปสรรคและปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินการ และเพื่อนำผลการศึกษามาใช้กำหนดแนวทางการดำเนินนโยบายการปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาเมืองกรุงเทพมหานครต่อไป โดยใช้วิธีระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และจากการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในระดับปฏิบัติการไปจนถึงระดับผู้บริหารของกรุงเทพมหานคร จากการศึกษาพบว่า การขับเคลื่อนนโยบายการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองโอ่งอ่าง มีจุดเริ่มต้นจากแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ โดยแบ่งการดำเนินนโยบายออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นระยะของการดำเนินการรื้อย้ายแผงค้าที่มีการรุกล้ำปากคลองโอ่งอ่าง เพื่อคืนพื้นที่สาธารณะ และระยะที่ 2 เป็นระยะของการปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสร้างพื้นที่เศรษฐกิจคืนสู่ชุมชน กระบวนการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว มีความชัดเจนของลักษณะการทำงานในสองทิศทางผสานกันระหว่างกระบวนการกำหนดนโยบายแบบบนลงล่าง (Top-down planning) และแบบล่างขึ้นบน (Bottom-up planning) โดยภาครัฐจะเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์และแผนงานสำหรับการปรับปรุงฟื้นฟูเมืองให้แก่ประชาชน ซึ่งมีปัจจัยความสำเร็จแรกเริ่มมุ่งเน้นไปที่การบังคับใช้กฎหมาย และมีบริบททางการเมืองเข้ามาเป็นตัวช่วยผลักดันให้การบังคับใช้กฎหมายนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล ในขณะเดียวกันกรุงเทพมหานครก็ได้พิจารณากำหนดนโยบายต่อยอดจากสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทำให้เกิดพลังแห่งการขับเคลื่อนในทางสร้างสรรค์ เกิดความรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของเมืองร่วมกัน นำไปสู่ความร่วมมือในการปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองและการบริหารจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน


แนวทางพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนราชวินิต มัธยม ตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลก, ณัฐฤทัย สุชาติล้ำพงศ์ Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนราชวินิต มัธยม ตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลก, ณัฐฤทัย สุชาติล้ำพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนราชวินิต มัธยมตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลก 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนราชวินิต มัธยมตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลก ใช้วิธีการวิจัยเชิงบรรยาย ประชากร คือ โรงเรียนราชวินิต มัธยม ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและครูโรงเรียนราชวินิต มัธยม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ของร่างแนวทางฯ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ลำดับดัชนีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนราชวินิต มัธยมตามแนวคิดความเป็นพลเมืองโลกที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ การเข้าร่วมกิจกรรมชุมชนในระดับท้องถิ่นไปถึงทั่วโลก รองลงมาคือ การมุ่งมั่นเพื่อความยุติธรรมทางสังคม และการรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ตามลำดับ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนมีทั้งหมด 3แนวทางหลัก ดังนี้ (1) บุกเบิกงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ระดับชุมชนเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีจิตสาธารณะ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อพัฒนาสังคม (2) พัฒนางานกิจกรรมชมรมเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลก ด้านการมุ่งมั่นเพื่อความยุติธรรมทางสังคม และ (3) พัฒนาคุณลักษณะคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน เพื่อสร้างเยาวชนที่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน