Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 8311 - 8340 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

การขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กรณีศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปาริฉัตร บัวเข็ม Jan 2020

การขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กรณีศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปาริฉัตร บัวเข็ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์แนวทางในการขับเคลื่อนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใช้วิธีการศึกษาจากการค้นคว้าจากเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่าการให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเริ่มขึ้นเมื่อ สิบปีก่อน ได้ออกแบบ ‘ผังแม่บทจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 100 ปี’ เพื่อวางรากฐานเรื่องสิ่งแวดล้อมขั้นพื้นฐานอย่างเรื่องการวางผังอาคารให้สอดคล้องกับพื้นที่สีเขียว และมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องสู่ “มหาวิทยาลัยสีเขียว” และ "มหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน" โดยการดำเนินงานอยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืนเพื่อดูแลโครงการความยั่งยืนทั้งหมดในวิทยาเขต แบ่งเป็น 5 กลุ่มคือ 1) ด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน 2) ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากร 3) ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร 4) ด้านการการเรียน การสอน และวิจัย และ 5) ด้านการบริหาร ธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วม ซึ่งแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วนสำคัญคือการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการนโยบายมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืนซึ่งทำหน้าที่ผลักดันโครงการ กิจกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และการทำงานของสำนักงานยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดเก็บข้อมูลการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญคือการนำส่งข้อมูลแก่ THE Impact Ranking และปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนคือ ความเข้าใจในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ


การจ้างงานคนพิการในประเทศไทย: การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันภายใต้กรอบแนวคิดวงจรการบริหารจัดการภาครัฐที่มีพลเมืองตื่นรู้เป็นศูนย์กลาง, เมธาพร วิพัฒน์กิจวิไล Jan 2020

การจ้างงานคนพิการในประเทศไทย: การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันภายใต้กรอบแนวคิดวงจรการบริหารจัดการภาครัฐที่มีพลเมืองตื่นรู้เป็นศูนย์กลาง, เมธาพร วิพัฒน์กิจวิไล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์มาตรฐานการจ้างงานคนพิการในระดับสากล วิเคราะห์สถานการณ์การจ้างงานคนพิการในประเทศไทย และสังเคราะห์แนวทางการจ้างงานคนพิการในประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลผ่าน “แนวคิดวงจรการบริหารจัดการภาครัฐที่มีพลเมืองตื่นรู้เป็นศูนย์กลาง” ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวได้เสนอแนะว่าบทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลักต่อการดำเนินการ ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีและต้องสอดประสานกันทั้งสามฝ่ายอย่างสมดุลจึงจะเกิดการบรรลุผลได้อย่างยั่งยืน กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยภาครัฐ ซึ่งได้แก่ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรมการจัดหางาน รวมถึงผู้แทนจากองค์กร/สถานประกอบการต่าง ๆ ในฐานะภาคเอกชน ตลอดจนองค์กรคนพิการในฐานภาคประชาสังคม ซึ่งได้แก่ องค์กรตัวแทน 7 ประเภทความพิการ องค์กรเพื่อคนพิการ และองค์กรคนพิการวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจะใช้ “แบบตรวจสอบรายการเกี่ยวกับการจ้างงานคนพิการตามมาตรฐานสากล” และ”การสัมภาษณ์เชิงลึก” เพื่อนำมาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า มาตรฐานการจ้างงานคนพิการในระดับสากล ภาครัฐต้องมีบทบาทในการประกาศใช้มาตรการ ดำเนินการขั้นพื้นฐาน สร้างเครือข่ายและเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วม สถานประกอบการต้องนำแนวทางของรัฐไปวางแผน ดำเนินการ และประเมินผล ส่วนองค์กรคนพิการต้องมีความตระหนักรู้ต่อมาตรการของประเทศและพัฒนาตนเองให้มีความพร้อม สำหรับสถานการณ์การจ้างงานคนพิการของประเทศไทยยังไม่บรรลุตามเป้าหมาย ยังไม่เกิดความเสมอภาคและโอกาสในการจ้างงานคนพิการ ขาดความครอบคลุมทั้งในเชิงพื้นที่ และความครอบคลุมทุกประเภทความพิการ และเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล ประเทศไทยมีคะแนนอยู่ที่ร้อยละ 4.05 ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำ โดยสาเหตุหลักมาจากการที่แต่ละภาคส่วนยังปฎิบัติตามบทบาทของตนเองไม่ครบถ้วน และปัญหาเรื่องการบูรณาการการทำงานร่วมกันที่ยังขาดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ดังนั้นแนวทางข้อเสนอแนะเพื่อจัดการปัญหาหลักคือทุกภาคส่วนต้องทบทวนการดำเนินงานในระยะเวลาที่ผ่านมาและต้องมีการสื่อสาร ปรึกษาหารือร่วมกันทั้งสามภาคส่วนเพื่อสร้างความเข้าใจ


การถอดบทเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ : กรณีศึกษากองวินัยและเสริมสร้างจริยธรรม สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร, พรรณปพร ด่านพิทักษ์ Jan 2020

การถอดบทเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ : กรณีศึกษากองวินัยและเสริมสร้างจริยธรรม สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร, พรรณปพร ด่านพิทักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประเภทและลักษณะปัญหาและความสำเร็จเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย 2) เพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหาและความสำเร็จเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย และ 3) เพื่อได้ข้อสรุปจากการถอดบทเรียนและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการกรุงเทพมหานคร โดยการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ลักษณะปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยของ คือ ความล่าช้าที่เกิดขึ้นจากการจัดทำเอกสารผิดรูปแบบ การดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอน ไม่มีคนให้คำแนะนำ และไม่มีมาตรฐาน ส่วนลักษณะความสำเร็จคือ ความรวดเร็วที่เกิดขึ้นจากการจัดทำเอกสารถูกต้อง และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือ สำหรับสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากขาดความรู้ ทัศนคติเชิงลบ ความสัมพันธ์และการแบ่งงานภายในหน่วยงาน ส่วนสาเหตุของความสำเร็จ เนื่องจากอัตรากำลังมีเพิ่มมากขึ้น และความเอาใจใส่ของผู้บังคับบัญชา สรุปออกมาเป็นบทเรียน ได้ดังนี้ (1) มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับดำเนินการทางวินัย (2) มีโครงสร้างและการแบ่งงานกันภายในหน่วยงานเหมาะสม (3) บุคลากรที่เกี่ยวข้องมีพฤติกรรมเชิงบวกต่องานวินัย (4) ความเข้าใจกันระหว่างหน่วยงาน และ (5) ความเอาใจใส่ของผู้บังคับบัญชา และนำไปสู่ข้อเสนอแนะ อันได้แก่ (1) การปรับปรุงและจัดการองค์ความรู้ เช่น การอบรม และจัดทำคู่มือ (2) การปรับปรุงตัวบทกฎหมายของกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย (3) การปรับปรุงโครงสร้างและการแบ่งงานกันภายในหน่วยงาน และ (4) ควรส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กร ทั้งผู้บังคับบัญชา และบุคลากรทุกคนมีความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีในงานด้านวินัย


การนำนโยบายการบริหารจัดการขยะมูลฝอยมาปฏิบัติ กรณีศึกษา : โครงการธนาคารคัดแยกขยะประกันชีวิต ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี, ชยธร ฉายบ้านใหม่ Jan 2020

การนำนโยบายการบริหารจัดการขยะมูลฝอยมาปฏิบัติ กรณีศึกษา : โครงการธนาคารคัดแยกขยะประกันชีวิต ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี, ชยธร ฉายบ้านใหม่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินงาน ปัจจัยสนับสนุนในการนำนโยบายการบริหารจัดการขยะมาปฏิบัติ และวิเคราะห์นำเสนอการปรับปรุงการดำเนินงานโครงการธนาคารขยะประกันชีวิต โดยผู้วิจัยดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Study) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ในกลุ่มผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ คณะทำงานและอาสาสมัคร ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิกโครงการ พบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลบางบัวทองขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการขยะมูลฝอย สอดคล้องตามแนวทางของแผนปฏิบัติการ“ประเทศไทย ไร้ขยะ” ตามแนวทาง “ประชารัฐ”ที่ใช้หลัก ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมกันดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย โดยได้มีการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้กลยุทธ์ “เปลี่ยนขยะเป็นมูลค่าสร้างเสริมหลักประกันให้กับครอบครัว” ผ่านกลไกความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการและเป็นอาสมัครในการดูแลสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน โดยมีปัจจัยที่สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายคือการมีแนวทางการปฏิบัติและการมีส่วนร่วมของสมาชิก ทั้งนี้ได้พบปัญหาสำคัญ คือ สมาชิกที่ไม่ได้รับสิทธิในการคุ้มครองซึ่งจะไม่ได้รับเงินประกันชีวิตเมื่อเสียชีวิตมีจำนวนสูงถึง 3,913 คน และพบว่าเงินกองทุนในปัจจุบันสามารถจ่ายเงินให้สมาชิกได้เพียง 15 คน ผู้วิจัยจึงได้เสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบให้มีการตัดยอดการขาดขายขยะทุกปีเพื่อกระตุ้นให้สมาชิกกลับมาขายขยะอย่างสม่ำเสมอ และหากองทุนสำรองเพื่อลดความเสี่ยงของกองทุนอีกด้วย


การนำนโยบายการพัฒนาบุคลากรตามแนวทางการพัฒนา 70 20 10 Learning Model ไปปฏิบัติกรณีศึกษา บริษัท สยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด, วิสสุตา ไกรวงศ์ Jan 2020

การนำนโยบายการพัฒนาบุคลากรตามแนวทางการพัฒนา 70 20 10 Learning Model ไปปฏิบัติกรณีศึกษา บริษัท สยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด, วิสสุตา ไกรวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์หัวข้อ การนำนโยบายการพัฒนาบุคลากรตามแนวทางการพัฒนา 70 20 10 Learning Model ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา บริษัท สยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด มีจุดประสงค์เพื่อทำการศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการนำเนินนโยบายในปัจจุบัน ทั้งในด้านกระบวนการดำเนินงาน ปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินนโยบาย เพื่อสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าไปวิเคราะห์ และนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการปรับปรุงกระบวนการดำเนินนโยบาย รวมไปถึงเพื่อเป็นการพัฒนากระบวนการการดำเนินนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดยได้ศึกษาตามกรอบแนวคิดการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดย Van Meter และ Van Horn จากการศึกษาพบว่าในปัจจุบันองค์กรมีการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาพนักงานภายในองค์กรให้สอดคล้องและเป็นไปตามแนวคิด 70 20 10 Learning Model ทั้งในด้านการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้จากผู้อื่น การสร้างบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในองค์กร เป็นต้น อย่างไรก็ดีการนำนโยบายไปปฏิบัติยังคงมีปัญหาบางประการเช่น ความชัดเจนและมาตรฐานของนโยบาย รวมไปถึงการสื่อสารภายในองค์กรที่ยังไม่ครอบคลุมพนักงานทุกระดับ โดยหลังจากการศึกษาข้อมูล และวิเคราะห์ปัญหาในปัจจุบันแล้ว ผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอในการปรับปรุงกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งประกอบไปด้วย การเพิ่มการสื่อสาร การสร้างความเชื่อมโยงวัตถุประสงค์และกระบวนการปฏิบัติ รวมไปถึงการจัดสรรรูปแบบในการพัฒนาพนักงานให้เหมาะกับลักษณะงานที่แตกต่างกัน รวมไปถึงการสร้างระบบรองรับการพัฒนาพนักงาน เช่น แหล่งเก็บรวมรวมองค์ความรู้ และ การพัฒนาระบบการวางแผนการเติบโต เพื่อสร้างแรงจูงในในการพัฒนาตนเองให้กับพนักงาน โดยในกระบวนการพัฒนาเหล่านี้จะประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้นหากผู้บริหารทุกระดับในองค์กรให้ความสำคัญ และให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ภายในองค์กร


การนำนโยบายด้านการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรไปปฏิบัติกรณีศึกษาสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์, สมทัศน์ อย่างสุข Jan 2020

การนำนโยบายด้านการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรไปปฏิบัติกรณีศึกษาสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์, สมทัศน์ อย่างสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการนํานโยบายไปปฏิบัติของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์ในด้านการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเอกสารและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ผลการศึกษาวิจัยพบว่า นโยบายด้านการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร มีการดำเนินงานในรูปแบบคณะกรรมการระดับแห่งชาติ โดยใช้แผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (Contingency plan) และแนวทางเวชปฏิบัติของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (Clinical practice guideline) ตามแบบการบริหารจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยหรือภัยพิบัติ (Disaster Risk Management: DRM) นโยบายยังเน้นความร่วมมือและบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่การผลิตสุกร การนำนโยบายไปปฏิบัติให้ประสบผลสำเร็จเกิดจาก 1) การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายจากระดับล่างขึ้นบน (Bottom up approach) 2) การปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด 3) การจัดกลุ่มพื้นที่ตามระดับความเสี่ยงของโรคเพื่อกำหนดมาตรการและจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม 4) โครงสร้างการทำงานแบบบูรณาการที่ยืดหยุ่น คล่องตัวรวดเร็ว และมีลักษณะเครือข่ายเฝ้าระวังโรคในพื้นที่ 5) รูปแบบการสื่อสารนโยบายแบบเชิงรุก (Pro-active) และมีกลยุทธ์สร้างการตื่นรู้ในภาคประชาชน (Public awareness) 6) การสร้างรับรู้ของผู้นำนโยบายไปปฏิบัติและการพัฒนาบุคลากรที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ 7) การส่งเสริมผลักดันให้เกษตรกรปรับระบบการเลี้ยงสุกรให้มีระบบป้องกันโรค (Biosecurity) ขั้นพื้นฐาน ตามมาตรา 7 ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ในระบบป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good farming management: GFM) 8) การติดตามและประเมินผลนโยบายร่วมกันในหน่วยงาน และ 9) การทำงานเชิงรุกในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรตลอดห่วงโซ่การผลิตสุกร


การนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในส่วนราชการกรณีศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, ทศพล คงทน Jan 2020

การนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในส่วนราชการกรณีศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, ทศพล คงทน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสามารถในการนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อการนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยผลการวิจัยสามารถสรุปผลได้ดังนี้ 1. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยมีระดับความสามารถในการนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในส่วนราชการอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 7.01 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน โดยสามารถพิจารณาว่าลักษณะงานใดที่เหมาะสมทำงานที่บ้านได้ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนงานต่าง ๆ ให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการทำงาน จะทำให้องค์การสามารถทำงานที่บ้านได้มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล และ Thailand 4.0 นำไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล 2. ปัจจัยที่มีผลต่อการนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย (1) ปัจจัยด้านส่วนบุคคล ได้แก่ ตำแหน่งงานที่ปฏิบัติ (2) ปัจจัยด้านองค์การ และ (3) ปัจจัยด้านประสิทธิภาพ ส่วนปัจจัยที่ไม่มีผลต่อการนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย ปัจจัยด้านส่วนบุคคล ได้แก่ (1) เพศ (2) อายุ (3) ระดับการศึกษา (4) ประเภทบุคลากร (5) กลุ่มบุคคลที่เคยหรือไม่เคยทำงานที่บ้าน (6) ปัจจัยด้านคุณลักษณะของผู้ปฏิบัติงาน (7) ปัจจัยด้านลักษณะงานที่ได้รับมอบหมาย (8) ปัจจัยด้านเทคโนโลยี (9) และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมครอบครัว


การบริหารการเปลี่ยนแปลงและการบริหารทรัพยากรบุคคลในช่วงวิกฤตโควิด-19: การศึกษาเปรียบเทียบโรงเรียนกวดวิชา 2 แห่ง, จิดาภา พินิจกิจวัฒน์ Jan 2020

การบริหารการเปลี่ยนแปลงและการบริหารทรัพยากรบุคคลในช่วงวิกฤตโควิด-19: การศึกษาเปรียบเทียบโรงเรียนกวดวิชา 2 แห่ง, จิดาภา พินิจกิจวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์การบริหารการเปลี่ยนแปลงและการบริหารทรัพยากรบุคคลของธุรกิจการศึกษาในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การศึกษานี้เป็นเชิงคุณภาพในโรงเรียนกวดวิชาสองแห่งในช่วงเดือนมีนาคม – เดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 การเก็บข้อมูลดำเนินการโดยการเก็บเอกสารภายในองค์กร ใช้เทคนิคการสัมภาษณ์และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ผลการศึกษาด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลงพบว่าโรงเรียนกวดวิชาทั้งสองแห่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนและการดำเนินงานภายในเป็นแบบออนไลน์ทั้งหมด บ่งชี้ว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก อย่างไรก็ตามโรงเรียนกวดวิชาสองแห่งมีความแตกต่างกัน คือ ความพร้อมในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน เนื่องจากฐานะทางการเงินและความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกลายเป็นความต้องการพื้นฐานของประชาชน ทั้งนี้ผู้เรียนบางส่วนกลับไม่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย อีกทั้งโรงเรียนที่ไม่เคยดำเนินการการเรียนการสอนออนไลน์มาก่อนต้องใช้ระยะเวลาปรับตัวและบริหารการเปลี่ยนแปลงมากกว่า สำหรับการบริหารทรัพยากรบุคคลโรงเรียนกวดวิชาทั้งสองแห่งมีการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการสอนออนไลน์ และดูแลสวัสดิการของบุคลากรเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงขององค์กร โครงสร้างแบบแบนราบและวัฒนธรรมแบบเน้นตัวตนของโรงเรียนกวดวิชาที่เอื้อต่อการปรับตัวช่วยให้การเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานมาเป็นรูปแบบออนไลน์เกิดขึ้นได้สำเร็จ จากข้อค้นพบดังกล่าวงานวิจัยชิ้นนี้มีข้อเสนอแนะด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลงคือ การส่งเสริมให้องค์กรด้านการศึกษามีการวางแผนด้านเทคโนโลยีล่วงหน้า ปรับรูปแบบวิธีการสอนและหลักสูตรให้สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยี ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลควรมีการอบรมด้านการใช้เทคโนโลยี นอกจากนี้ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับเรื่องการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตของประชาชนให้สามารถเข้าถึงได้เพิ่มขึ้น


การบริหารจัดการสภาพแวดล้อมของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรีด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน, ศุภาพิชญ์ แซ่หยุน Jan 2020

การบริหารจัดการสภาพแวดล้อมของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรีด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน, ศุภาพิชญ์ แซ่หยุน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งประกอบไปด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน การขจัดของเสีย/มลพิษ และการควบคุมกิจกรรมการจัดการ เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในชุมชน ของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี และ เพื่อศึกษากระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ในการศึกษาครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ประชาชน และเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรีที่เกี่ยวข้อง จำนวนทั้งสิ้น 321 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติโดยวิธีหา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานการวิจัยด้วยสถิติ t-test สถิติ F-test โดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) และการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ในแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยที่สำคัญพบว่า กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน และการบริหารจัดการสภาพแวดล้อม ส่งผลต่อการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี โดยมุ่งเน้นสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการด้านสภาพแวดล้อม เพื่อปลูกจิตสำนึก เป็นแนวทางในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นของตน ซึ่งผลจากการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์แก่ชุมชนที่ประสบปัญหาด้านสภาพแวดล้อมในชุมชน เพื่อจะได้นำไปปรับใช้ให้ชุมชนของตนเองเป็นเมืองที่น่าอยู่อย่าง เทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ได้เช่นกัน และนอกจากแนวทางในการบริหารจัดการที่ดีแล้วนั้น การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม การร่วมแรงร่วมใจกันของประชาชนในพื้นที่ ถือได้ว่าเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐในภาวะวิกฤตกรณีศึกษา สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจกับวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, อรธิชา ศิลปวิศวกุล Jan 2020

การบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐในภาวะวิกฤตกรณีศึกษา สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจกับวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, อรธิชา ศิลปวิศวกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และศึกษาวิธีการดำเนินการ ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลภายใต้ภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการดำเนินงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวมรวมข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้ 1) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ มีนโยบายในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานมากขึ้น แต่มีข้อจำกัดเรื่องความพร้อมของเทคโนโลยี 2) งบประมาณด้านฝึกอบรมปรับลดลง 3) ไม่สามารถดำเนินการสรรหาอัตรากำลังได้ตามแผนที่กำหนด 4) แผนการพัฒนาและฝึกอบรมของบุคลากรหยุดชะงัก 5) ตัวชี้วัดไม่เป็นไปตามค่าเป้าหมายที่กำหนด และวิธีการดำเนินการด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลภายใต้ภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พบว่า 1) ด้านการสรรหาและคัดเลือก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการเปิดสอบโดยใช้ระบบออนไลน์เพิ่มขึ้น จากกระบวนการรับสมัคร และกระบวนการสัมภาษณ์ข้าราชการใหม่ นอกจากนี้ สำนักงาน ก.พ. ได้มีแนวทางในการปฏิบัติให้นักเรียนทุนรัฐบาลประเภททุนรัฐบาลเพื่อดึงดูดผู้มีศักยภาพสูงที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาในประเทศ (ทุน UIS) ให้เข้ารับการฝึกงานกับส่วนราชการเจ้าของทุนเป็นจำนวน 6 สัปดาห์ ก่อนเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์ และประเภททุนบุคคลทั่วไปมีแนวทางในการบรรจุนักเรียนทุนรัฐบาล เข้ารับราชการกับส่วนราชการเจ้าของทุนก่อนการไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ 2) การพัฒนาและฝึกอบรม เน้นการพัฒนาบุคลากรผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ โดยดำเนินการจัดทำแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Plan) และแผนพัฒนารายบุคคล (Individual Development Plan : IDP) 3) การประเมินผลการปฏิบัติงาน ยึดผลสำเร็จของงานหรือวัตถุประสงค์เป็นหลัก ผลให้ผลการปฏิบัติงานรายบุคคลอยู่ในระดับดีเด่น แต่ผลการปฏิบัติราชการกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เป็นผลให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจดำเนินการปรับตัวชี้วัด


การบูรณาการภารกิจภาครัฐด้านการต่างประเทศผ่านการดำเนินงานของ Team Thailand: ศึกษากรณี Team Thailand ในกรุงวอชิงตัน, ปารณีย์ เชิดชูศิลป์ Jan 2020

การบูรณาการภารกิจภาครัฐด้านการต่างประเทศผ่านการดำเนินงานของ Team Thailand: ศึกษากรณี Team Thailand ในกรุงวอชิงตัน, ปารณีย์ เชิดชูศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้ มุ่งตอบคำถามที่ว่าทีมประเทศไทยในกรุงวอชิงตันมีกลไกในการบูรณาการภารกิจภาครัฐอย่างไรและมีอุปสรรคในการดำเนินการอย่างไร โดยใช้แนวคิดการบูรณาการภารกิจภาครัฐ แนวคิด CEO ในการบริหารภาครัฐ และทฤษฎีเครือข่ายนโยบาย ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ จากการวิจัยพบว่า ทีมประเทศไทยในกรุงวอชิงตันเป็นการรวมตัวกันของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในต่างประเทศที่มีภารกิจในเมืองหรือประเทศเดียวกัน ผ่านนโยบายของรัฐที่ต้องการปฏิรูปให้เกิดการบูรณาการภารกิจในต่างประเทศให้เกิดเอกภาพ 3 ด้าน ได้แก่ แผนงานรวมที่เป็นเอกภาพ โครงสร้างสำนักงานที่เป็นเอกภาพ และการบังคับบัญชาและระบบงานที่เป็นเอกภาพ โดยพบว่าเอกภาพในการบริหารงานของทีมประเทศไทยในกรุงวอชิงตันนั้น เกิดขึ้นในลักษณะของความร่วมมือในการจัดกิจกรรม และการให้ความช่วยเหลือในภารกิจที่สอดคล้องกัน ส่วนในงานระดับนโยบายจะเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลในภารกิจที่ตนเองรับผิดชอบ และยังขาดการบูรณาการในระดับนโยบายทั้งในต่างประเทศและภายในประเทศ ในส่วนของเอกภาพในการบังคับบัญชา มีกลไกที่เป็นกฎระเบียบที่กำหนดอำนาจในการบังคับบัญชาให้หัวหน้าผู้แทนในฐานะเอกอัครราชทูต CEO เพื่อสนับสนุนผลักดันให้เกิดเอกภาพในการบังคับบัญชา อย่างไรก็ดี การที่ส่วนราชการต่าง ๆ ที่ส่งข้าราชการไปประจำการในต่างประเทศล้วนเป็นหน่วยงานในระดับเดียวกัน ส่งผลให้การทำงานเป็นไปแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย และแทบไม่เกิดการใช้อำนาจตามกลไกเอกอัครราชทูต CEO ที่รัฐได้ให้อำนาจไว้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะให้มีการวางแผนร่วมกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้มีเป้าหมายเดียวกัน และให้มีการประเมินผลเพื่อให้ทราบว่าการดำเนินงานของทีมประเทศไทยเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ รวมทั้งเสนอแนะให้มีการประเมินกลไกต่าง ๆ ของทีมประเทศไทยเพื่อให้ทราบว่ากลไกใดที่ไม่เกิดประโยชน์หรืออาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เพื่อปรับปรุงกลไกต่าง ๆ ที่ใช้สนับสนุนภารกิจภาครัฐในต่างประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด


การประเมินประสิทธิผลของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ กรณีศึกษา เรือนจำกลางสมุทรปราการ, ชลิดา บุญเดช Jan 2020

การประเมินประสิทธิผลของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ กรณีศึกษา เรือนจำกลางสมุทรปราการ, ชลิดา บุญเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “การประเมินประสิทธิผลของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ กรณีศึกษา เรือนจำกลางสมุทรปราการ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการ ศึกษาวิเคราะห์ประสิทธิผลในการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการ รวมถึงศึกษาปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า 1) การประเมินปัจจัยด้านบริบท พบว่า การดำเนินงานของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำมีความสอดคล้องกันกับวัตถุประสงค์ของนโยบายกรมราชทัณฑ์ที่จะสนับสนุนผู้พ้นโทษให้เข้าถึงในด้านการจ้างงาน บริการสุขภาพ และทุนประกอบอาชีพ 2) การประเมินปัจจัยนำเข้า พบว่า ในส่วนของงบประมาณยังมีไม่เพียงพอ รวมทั้งจำนวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอส่งผลให้ศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำต้องจัดสรรอัตรากำลังให้เพียงพอในการช่วยเหลือผู้พ้นโทษได้อย่างทั่วถึง 3) การประเมินปัจจัยด้านกระบวนการ พบว่า กิจกรรมในการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการ มีการดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่การจัดโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยให้กับผู้ต้องขัง ไปจนถึงการติดตามผู้พ้นโทษภายหลังการปล่อยตัว 4) การประเมินปัจจัยด้านผลผลิต พบว่า การจัดตั้งศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการเพื่อให้บริการความช่วยเหลือแก่ผู้พ้นโทษในการหางานทำก่อนการพ้นโทษ รวมถึงการฝึกทักษะอาชีพและเป็นช่องทางในการหางานให้กับผู้พ้นโทษ แต่ในด้านการให้ความช่วยผู้พ้นโทษให้มีงานทำและการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจ้างงานผู้พ้นโทษยังไม่เป็นรูปธรรมนัก เพราะฉะนั้น การดำเนินของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการจึงยังไม่มีประสิทธิผลนักในการช่วยให้ผู้พ้นโทษได้รับการจ้างงาน


Study On Financial Risk And Prevention Of Retail Chain Enterprises – The Case Of Suning Commerce Group, Jingzhao Hu Jan 2020

Study On Financial Risk And Prevention Of Retail Chain Enterprises – The Case Of Suning Commerce Group, Jingzhao Hu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

With the continuous advancement of Chinese economic system reform, Chinese retail enterprise industry has developed rapidly. At present, Chinese retail enterprises are faced with complex internal and external environment. By taking the famous retail chain enterprise Suning Commerce Group as the case study, this thesis will focus on the typical financing risk, investment risk and capital recovery risk faced by Chinese retail chain enterprises and their causes. This thesis put forward financial risk prevention measures and other technical measures from the perspective of strategy and operation.


การประเมินแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 พ.ศ.2561 - 2565 (ระยะครึ่งแผน), จีรณา ก่อเกียรติ Jan 2020

การประเมินแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 พ.ศ.2561 - 2565 (ระยะครึ่งแผน), จีรณา ก่อเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานตามแผนพัฒนา กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 ในห้วงประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 – 2563 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ จำนวน 160 คน ประกอบด้วย กำนันจากจังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร และกลุ่มผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในการจัดทำแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า F (F – test) ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายประเด็น พบว่า ประเด็นที่บรรลุผลสัมฤทธิ์มากที่สุด คือประเด็นการพัฒนาการท่องเที่ยว 3 ธรรม (ธรรมะ ธรรมชาติ วัฒนธรรม) เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนประเด็นที่มีบรรลุผลสัมฤทธิ์น้อยที่สุด คือ ประเด็นการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง อยู่ในระดับปานกลาง และปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมและสนับสนุนความสำเร็จในการดำเนินโครงการด้านการท่องเที่ยวมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับโครงการ และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายนอกของโครงการ ส่วนปัจจัยที่เป็นปัญหา อุปสรรคในการดำเนินโครงการด้านการท่องเที่ยวมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านกระบวน และปัจจัยด้านงบประมาณ


การปรับตัวขององค์การ : กรณีศึกษา บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, ภูริษรา แต้สวัสดิ์ Jan 2020

การปรับตัวขององค์การ : กรณีศึกษา บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, ภูริษรา แต้สวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับตัวขององค์การภาครัฐประเภทรัฐวิสาหกิจ โดยเลือกกรณีศึกษา บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่กำลังได้รับผลกระทบในการดำเนินภารกิจในการให้บริการสาธารณะ จากการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา อย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จำเป็นต้องมีการปรับตัวองค์การตลอดเวลา ซึ่งถือว่าเป็นโจทย์ที่มีความท้าทายมากต่อองค์การภาครัฐ เนื่องจากองค์การภาครัฐมีข้อจำกัดหลายประการ ส่งผลให้การดำเนินการเปลี่ยนแปลงองค์การเพื่อการปรับตัวเกิดขึ้นได้ช้า ปรับตัวได้ไม่ทันการณ์ โดยผู้วิจัยจะมุ่งศึกษาถึงสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์การ ที่ส่งอิทธิพลต่อบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ให้จำเป็นต้องปรับตัวมีลักษณะเป็นอย่างไร รวมไปถึงปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัดประสบผลสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงองค์การและปรับตัวได้ทันตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยยังสามารถสร้างสมดุลระหว่างการยังคงสร้างผลประกอบการจำนวนมหาศาลจากการดำเนินงานให้กับภาครัฐ แม้จะมีการเก็บค่าบริการได้ต่ำ การสร้างความสามารถขององค์การให้สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้ แต่ก็ยังสามารถยึดหลักการให้บริการประชาชนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยมีวัตถุประสงค์ในการ ศึกษาสภาพแวดล้อมองค์การของที่มีอิทธิพลต่อการปรับตัวขององค์การและถอดบทเรียนจากวิธีการในการปรับตัวของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งเป็นองค์การประเภทรัฐวิสาหกิจให้สามารถ อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปและทันต่อสภาวะการณ์ปัจจุบัน เพื่อนำไปเป็นแนวทางต่อยอดในการปรับปรุงรัฐวิสาหกิจประเภทอื่นต่อไป โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสารในเบื้องต้นแล้ว ผู้วิจัยจะเลือกใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) เพื่อให้เสริมข้อมูลให้มีความรอบด้านและครอบคลุม จากการศึกษาพบว่าสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการดำเนินงานขององค์การ ได้แก่ ปัจจัยภายนอกที่เป็นสภาพแวดล้อมแบบทั่วไปและเฉพาะงาน และปัจจัยภายในองค์การ จากสภาพแวดล้อมดังกล่าวทำให้องค์การต้องมีการเปลี่ยนแปลงองค์การเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับบริบทของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ โดยการเปลี่ยนแปลงองค์การนั้นจะต้องมีการวางแผนในการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ และเป็นขั้นเป็นตอน โดยต้องปฏิบัติแต่ละขั้นตอนให้สำเร็จ ก่อนที่จะเดินหน้าไปยังขั้นตอนต่อไป โดยไม่สามารถลัดขั้นตอนได้ จนสิ้นสุดกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงที่องค์การตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งการที่จะทำให้แต่ละขั้นตอนสำเร็จได้นั้น จะประกอบไปด้วยปัจจัยความสำเร็จที่แตกต่างกัน ได้แก่ ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก ปัจจัยในด้านความพร้อมของทรัพยากร ที่องค์การปรับใช้ให้กลายเป็นโอกาสและเป็นจุดแข็งในการสนับสนุนการปรับตัวขององค์การ ปัจจัยทางด้านการบริหารที่ส่งผลให้องค์การสามารถเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จได้แก่ ภาวะความเป็นผู้นำ การจูงใจ ความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ ทักษะในการวางแผนและการกำหนดตัวชี้วัด และการสื่อสารในองค์การที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถสร้างบรรยากาศที่ดีในการเปลี่ยนแปลงองค์การและกระตุ้นให้ผู้คนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงองค์การ


การปรับเปลี่ยนการทำงานขององค์กรภาครัฐ สู่การเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมเปลี่ยนแปลง (Agile Organization) กรณีศึกษา กรมสรรพากร, เปมิกา รุณปักษ์ Jan 2020

การปรับเปลี่ยนการทำงานขององค์กรภาครัฐ สู่การเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมเปลี่ยนแปลง (Agile Organization) กรณีศึกษา กรมสรรพากร, เปมิกา รุณปักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง การปรับเปลี่ยนการทำงานขององค์กรภาครัฐสู่การเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมเปลี่ยนแปลง (Agile Organization) กรณีศึกษา กรมสรรพากร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องรวมถึงการสัมภาษณ์จากกลุ่มตัวอย่างเพื่อศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนการทำงานและการให้บริการของกรมสรรพากร รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค การปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างยิ่งขององค์กรภาครัฐของไทยในปัจจุบันซึ่งกรมสรรพากรกำลังทำอยู่จึงเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาและเรียนรู้เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาเป็นแนวทางและแบบอย่างในการประยุกต์ใช้กับองค์กรภาครัฐอื่นซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการบริหารงานภาครัฐของไทย จากผลการศึกษาพบว่า แก่นแท้ของการจะเป็น Agile Organization คือ การประยุกต์ใช้แนวคิดการทำงานรูปแบบใหม่เพื่อการเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมเปลี่ยนแปลง (Agile Organization) จุดเริ่มต้นเกิดจากการมีทัศนคติของบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่แตกต่างกันเพื่อให้มาทำงานร่วมกันด้วยแรงบันดาลใจและมีความตื่นตัวในการค้นหานวัตกรรมหรือแนวทางการทำงานใหม่ ๆ โดยไม่ยึดติดกับการทำงานรูปแบบเดิม ๆ เพื่อให้ผลงานที่ออกมาตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การพัฒนาระบบบริหารจัดการของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ให้สอดคล้องกับกระบวนการศุลกากรไปรษณีย์ในยุคปัจจุบัน :กรณีศึกษา แผนกไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพ, จิตวัต ธัญธีรภาพ Jan 2020

การพัฒนาระบบบริหารจัดการของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ให้สอดคล้องกับกระบวนการศุลกากรไปรษณีย์ในยุคปัจจุบัน :กรณีศึกษา แผนกไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพ, จิตวัต ธัญธีรภาพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาระบบบริหารจัดการของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ให้สอดคล้องกับกระบวนการศุลกากรไปรษณีย์ในยุคปัจจุบัน : กรณีศึกษา แผนกไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพ เป็นการใช้การศึกษาด้วยการวิจัยเชิงพรรณนา(Descriptive Research) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นในกระบวนการศุลกากรไปรษณีย์ในปัจจุบัน และแสวงหาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการศุลกากรไปรษณีย์ให้มีความสะดวกรวดเร็ว รวมถึงลดปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นจากกระบวนการศุลกากรไปรษณีย์ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันต่อไป โดยการศึกษานั้นมีการศึกษาค้นคว้าถึงแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัย และเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการเก็บข้อมูลเชิงสถิติจากเอกสารภายในต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งแนวคิดหลักการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ในยุคคลาสสิค แนวคิดการพัฒนาองค์การในยุคปัจจุบัน กระบวนการศุลกากรไปรษณีย์ในปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการศุลกากรไปรษณีย์จากความคิดเห็นของผู้ใช้บริการ ประกอบกับการสัมภาษณ์ด้วยวิธีการสัมภาษณ์แบบสัมภาษณ์กลุ่ม (Focus Group) จากกลุ่มตัวอย่างทั้ง เจ้าหน้าที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และพนักงานศุลกากรซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ทั้งหมดจำนวน 9 คน โดยแบ่งผู้ให้สัมภาษณ์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ฝ่ายบริหาร จำนวน 5 คน และฝ่ายปฏิบัติการ จำนวน 4 คน ผลจากการศึกษาพบว่า การพัฒนาระบบศุลกากรไปรษณีย์จะดำเนินการได้ จะต้องศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นในกระบวนการศุลกากรไปรษณีย์เสียก่อน และต้องพยายามค้นหาวิธีการที่ดีที่สุด(one best way ) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการลดขั้นตอนในการทำงาน การลดกฎระเบียบที่ยุ่งยาก การสร้างแนวทางเพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การพยายามพัฒนาและจัดหาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพเข้ามาใช้ในการทำงานตลอดเวลา โดยจะต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถวัดผลสำเร็จของงานได้ นอกจากนี้ องค์การจะต้องให้การสนับสนุนทรัพยากรที่ใช้ในการทำงานต่างๆอย่างเหมาะสม ทั้งอัตรากำลังพล เทคโนโลยี อุปกรณ์ และการจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาในเรื่องของสมรรถนะของผู้ปฏิบัติงาน ทั้ง ความรู้ ทักษะ และทัศนคติแก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอยู่เสมอ รวมถึงนำเอาแนวทางและแนวคิดระบบศุลกากรที่ใช้ในบริษัทขนส่งพัสดุระหว่างประเทศของเอกชน มาวิเคราะห์เพื่อนำมาปรับใช้และปรับปรุงในกระบวนการศุลกากรไปรษณีย์ที่ดำเนินการอยู่ตามแต่ละขั้นตอนในปัจจุบัน โดยจะต้องพยายามหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพมาเป็นแนวทางในการดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป


การพัฒนารูปแบบการให้บริการภาครัฐผ่านระบบ E-Service : กรณีศึกษาสำนักงานประกันสังคม, กมลวรรณ สัมพันธกุล Jan 2020

การพัฒนารูปแบบการให้บริการภาครัฐผ่านระบบ E-Service : กรณีศึกษาสำนักงานประกันสังคม, กมลวรรณ สัมพันธกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนารูปแบบการให้บริการผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม รวมทั้งปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการพัฒนารูปแบบการให้บริการผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และเก็บข้อมูลจากหนังสือ วารสารวิชาการ และเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษา พบว่า การพัฒนาระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมในปัจจุบัน มีความสำเร็จในการให้บริการนายจ้างในการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การนำส่งข้อมูลเงินสมทบ และการชำระเงินสมทบผ่านระบบ e-Payment ส่วนในส่วนผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล และขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนมาตรา 40 แต่ยังไม่สามารถพัฒนาในส่วนของการยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ได้ สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนารูปแบบการให้บริการผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม ประกอบด้วยหลายปัจจัย โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ การมีนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปัจจัยรองลงมา ได้แก่ ภาวะผู้นำ งบประมาณ ความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก และการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศภายในสำนักงานประกันสังคม โดยการพัฒนาระบบอยู่จะบนพื้นฐานของการใช้งานง่าย การเข้าถึงง่าย มีความเสถียร มีความน่าเชื่อถือ และมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนารูปแบบการให้บริการผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม ได้แก่ ความต่อเนื่องของผู้บริหารงานด้านดิจิทัล การบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศภายในองค์กร ความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก และการยอมรับจากผู้ใช้บริการ ข้อเสนอแนะจากการศึกษา คือ ผู้รับบริการของสำนักงานประกันทุกคน ในชีวิตประจำวันไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องงานประกันสังคม สิทธิประโยชน์ของตนเอง แต่เมื่อใดก็ตามที่ผู้รับบริการต้องการจะรับรู้ ต้องสามารถตอบโจทย์ความต้องของผู้รับบริการได้อย่างรวดเร็วและตรงประเด็น


การรับรู้และทัศนคติของคนกรุงเทพมหานครต่อบทบาทขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ในประเทศไทย, สิทธิพงษ์ ธรรมราช Jan 2020

การรับรู้และทัศนคติของคนกรุงเทพมหานครต่อบทบาทขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ในประเทศไทย, สิทธิพงษ์ ธรรมราช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านการรับรู้ข่าวสาร และปัจจัยด้านการรับรู้บทบาทที่มีผลต่อการรับรู้และทัศนคติของคนกรุงเทพมหานครต่อบทบาทขององค์การสหประชาชาติในประเทศไทย และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้และทัศนคติของคนกรุงเทพมหานครต่อบทบาทขององค์การสหประชาชาติในประเทศไทย กลุ่มประชากรในการศึกษา คือ คนกรุงเทพมหานครที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน ใช้วิธีเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 4 คน การวิเคราะห์ผลเชิงปริมาณใช้สถิติแบบพรรณา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของตัวแปรด้วย Independent Samples t-test และ One-Way ANOVA/ F-test การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Multiple Linear Regression Analysis) และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า คนกรุงเทพมหานครมีการรับรู้บทบาทขององค์การสหประชาชาติในประเทศไทยในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีระดับการรับรู้บทบาทด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมากที่สุด (Mean =3.16, S.D.=0.81). มีทัศนคติต่อบทบาทขององค์การสหประชาชาติในประเทศไทยในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยทัศนคติที่มีค่าสูงสุด คือ องค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทยเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ(Mean=3.45, S.D.=1.00) และทัศนคติที่มีค่าต่ำสุด คือ บทบาทขององค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทยในการพัฒนาและควบคุมอุตสาหกรรม (Mean=2.94 ,S.D.=1.07) ส่วนการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล พบว่าระดับการศึกษา สถานที่กำลังศึกษาหรือจบหลักสูตร และอาชีพมีผลต่อการรับรู้และทัศนคติต่อบทบาทขององค์การสหประชาชาติในประเทศไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัจจัยด้านการรับรู้ข่าวสารจากแหล่งข่าวสารที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อการรับรู้และทัศนคติต่อบทบาทขององค์การสหประชาชาติในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และปัจจัยด้านการรับรู้บทบาทขององค์การสหประชาชาติในด้านการเผยแพร่การพัฒนาที่ยั่งยืนและด้านการผดุงกฏหมายระหว่างประเทศมีอิทธิพลส่งผลต่อการรับรู้และทัศนคติต่อบทบาทขององค์การสหประชาชาติในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


การรับรู้และทัศนคติเกี่ยวกับการกลายเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ : การถอดบทเรียนจากผลการประเมินการจัดการความรู้ของกรมกำลังพลทหารบก, ณัฐธิดา ยืนยง Jan 2020

การรับรู้และทัศนคติเกี่ยวกับการกลายเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ : การถอดบทเรียนจากผลการประเมินการจัดการความรู้ของกรมกำลังพลทหารบก, ณัฐธิดา ยืนยง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมมองเกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้กรมกำลังพลทหารบกได้ผลการประเมินการจัดการความรู้อยู่ในระดับดี ศึกษาการรับรู้และทัศนคติเกี่ยวกับ การกลายเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และสังเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้ผลการประเมินการจัดการความรู้ของกรมกำลังพลทหารบกเพื่อนำไปสู่การกลายเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการแจกแบบสอบถามและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก กับข้าราชการทหาร สังกัดกรมกำลังพลทหารบก ผลการศึกษาพบว่า ทุกปัจจัยมีระดับการปรากฎในองค์การอยู่ในระดับมาก และมีผลทำให้กรมกำลังพลทหารบกได้รับผลการประเมินการจัดการความรู้อยู่ในระดับดี สำหรับการรับรู้และทัศนคติเกี่ยวกับการกลายเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ฝ่ายผู้ใต้บังคับบัญชาและฝ่ายผู้บังคับบัญชาต่างมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า กรมกำลังพลทหารบกมีการส่งเสริมการเรียนรู้ของกำลังพลทุกระดับภายในหน่วยงาน และมีกลยุทธ์ที่ใช้ในการกระตุ้นกำลังพลให้มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อค้นพบดังกล่าวงานวิจัยชิ้นนี้มีข้อเสนอแนะ คือ กรมกำลังพลทหารบกควรมีการส่งเสริมให้กำลังพลภายในหน่วยงานจัดทำความรู้ที่สำคัญในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อเผยแพร่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ต ควรสร้างรูปแบบการวัดและประเมินผลภายในหน่วยงานให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยให้กำลังพลทุกระดับมีส่วนร่วมในการจัดทำแบบประเมินผล นอกจากนี้ ควรมีการศึกษาองค์การภาครัฐหรือภาคเอกชนอื่นๆ ที่สามารถเป็นต้นแบบที่ดีในการกลายเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ เพื่อนำมาพัฒนาแนวทางของกรมกำลังพลทหารบกต่อไป


การวิเคราะห์การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ.2561-2565) ในวาระแรกระยะ 3 ปี (พ.ศ.2563-2565) ของกรมสุขภาพจิต, ปาริฉัตร จอมกัน Jan 2020

การวิเคราะห์การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ.2561-2565) ในวาระแรกระยะ 3 ปี (พ.ศ.2563-2565) ของกรมสุขภาพจิต, ปาริฉัตร จอมกัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ปัญหาอุปสรรคในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกรมสุขภาพจิต และให้ข้อเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมสุขภาพจิต โดยผู้วิจัยดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Study) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในสังกัดกรมสุขภาพจิต ทั้งหมด 18 คน พบว่า การกำหนดวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์กรมสุขภาพจิต มีความชัดเจน สอดคล้องกัน และระบุรายละเอียดของยุทธศาสตร์เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด โดยการกำหนดหัวข้อการเขียนยุทธศาสตร์ ที่แสดงวิธีปฏิบัติและสะท้อนการประเมินผลที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ผ่านรูปแบบการจัดทำโครงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ การจัดทำตัวชี้วัดคำรับรองการปฏิบัติราชการ และการจัดทำแผนที่ยุทธศาสตร์ ปัจจัยด้านทรัพยากรข้อมูล เป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้สำเร็จ เนื่องจากฐานข้อมูลมีความกระจัดกระจาย ขาดคุณภาพ และไม่ทันสมัย ไม่ตอบสนองต่อการสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกรม จึงควรมีระบบจัดการทรัพยากรข้อมูลที่สามารถบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ส่วนปัจจัยการสื่อสารระหว่างหน่วยงานมีอุปสรรค คือ ลักษณะของการสื่อสารยุทธศาสตร์ยังไม่สามารถทำให้บุคลากรเข้าใจ และนำยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติ ได้ตรงตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์อย่างทั่วถึงได้ จึงควรออกแบบลักษณะของการสื่อสาร ที่สามารถผลักดันให้หน่วยงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ได้ ปัจจัยด้านลักษณะหน่วยงานที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ คือ การออกแบบการขับเคลื่อนงานโดยเน้นตามบทบาทหน้าที่ ในรูปแบบคณะกรรมการ/คณะทำงาน โดยนโยบายจากฝ่ายการเมือง ที่เห็นพ้องต้องกันกับยุทธศาสตร์ของกรม มีส่วนผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนงาน และปัจจัยด้านทัศนคติของผู้ปฏิบัติ ที่มีความเข้าใจในยุทธศาสตร์และทัศนคติที่ดีของผู้ปฏิบัติงาน จะสามารถสร้างความผูกพันให้เกิดการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่บรรลุตามเป้าหมายได้


The Effect Of Capital Structure On Profitability In Tongrentang, Ransuo Yang Jan 2020

The Effect Of Capital Structure On Profitability In Tongrentang, Ransuo Yang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This essay focuses on the effect of different combinations of equity and debt on profitability of Tongrentang Group during the period from 2011 to 2019 quarterly in Chinese medical industry on the basis of the methods of correlation and regression examination, to prove whether the different combinations consists of the equity and debt over different periods affect the profitability. The paper collected the main financial data from related documents posted on annual report and Shanghai Stock Exchange as well as Tonghuashun iFinD. Through correlation analysis and regression analysis, the main findings tell that a positively relationship exists between debt (over …


การวิเคราะห์การนำนโยบายการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปปฏิบัติกรณีศึกษา จังหวัดสิงห์บุรี, ปรัธยาน์ ดำศรี Jan 2020

การวิเคราะห์การนำนโยบายการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปปฏิบัติกรณีศึกษา จังหวัดสิงห์บุรี, ปรัธยาน์ ดำศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการดำเนินการ และปัญหา อุปสรรคของการนำนโยบายการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปปฏิบัติ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ และการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (In-depth Interview) ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนในพื้นที่จังหวัด ทั้งหมด 26 คน พบว่า นโยบายและมาตรการของรัฐบาลในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ถูกกำหนดในรูปแบบกฎหมาย นำนโยบายมาปฏิบัติผ่านคณะกรรมการ ด้วยการประชุม สั่งการ/มอบหมายงานที่มีความชัดเจน ปัจจัยด้านการสื่อสารของหน่วยงาน มีการใช้ช่องทางการสื่อสาร ทั้งในรูปแบบการสั่งการในที่ประชุม เอกสารทางราชการ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตอบสนองต่อสถานการณ์ได้รวดเร็ว ปัจจัยด้านศักยภาพของหน่วยงาน ในส่วนทรัพยากรด้านงบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน ปัจจัยด้านคุณลักษณะของผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ ที่เป็นคนในพื้นที่ ส่งผลให้สามารถขอความร่วมมือการปฏิบัติตามมาตรการได้ และปัจจัยด้านภาวะผู้นำ ผู้ว่าราชการจังหวัด มีการวางแผนเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ และบัญชาสั่งการที่ชัดเจน โดยการติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มข้น ส่งผลให้สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้ตามวัตถุประสงค์ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ ควรมีการบริหารจัดการให้มีศูนย์ข้อมูลกลางของจังหวัด เพื่อใช้ในการวางแผน ประกอบการตัดสินใจ และควรมีการจัดโครงสร้างหลักในการบริหารจัดการ ที่บูรณาการหน่วยงานต่างๆ เพื่อลดความซ้ำซ้อนกันของภารกิจ


การศึกษากระบวนการเปลี่ยนแปลงขององค์การ กรณีศึกษา : การยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบลคอกกระบือ จังหวัดสมุทรสาคร, เบญญาภา แกมทอง Jan 2020

การศึกษากระบวนการเปลี่ยนแปลงขององค์การ กรณีศึกษา : การยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบลคอกกระบือ จังหวัดสมุทรสาคร, เบญญาภา แกมทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษากระบวนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทศบาลตำบลคอกกระบือ ในภารกิจโครงสร้างพื้นฐานและภารกิจการบริการสาธารณสุข หลังจากยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบล ผลการวิจัย พบว่า กระบวนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทศบาลตำบลคอกกระบือในภารกิจดังกล่าว มีทั้งส่วนที่สอดคล้องและไม่สอดคล้องกับตัวแบบการเปลี่ยนแปลง (Change Model) ส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงตามตัวแบบซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบทันที (Radical Change) เช่น จำนวนคณะผู้บริหารท้องถิ่น ชื่อตำแหน่ง เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สอดคล้องกับตัวแบบ คือ ด้านบุคลากรและการจัดการ เช่น การสรรหา การจูงใจและการพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อม เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป (Incremental Change) ที่ต้องอาศัยเวลาและการปรับตัว ดังนั้น กลยุทธ์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจึงต้องมีการกำหนดเป้าหมายและแผนกลยุทธ์ในระยะยาว โดยมุ่งเน้นให้มียุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริหารจัดการงบประมาณและบุคคลแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (Result-based management) เพื่อให้องค์การสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและภารกิจของเทศบาลตำบลได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล


การศึกษาการปรับตัวของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าไทยในภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของโรค Covid-19: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมการส่งออกอาหาร, อุบลวรรณ เจริญจิต Jan 2020

การศึกษาการปรับตัวของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าไทยในภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของโรค Covid-19: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมการส่งออกอาหาร, อุบลวรรณ เจริญจิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอการปรับตัวของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าไทยในภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ผ่านกรณีศึกษาอุตสาหกรรมการส่งออกอาหาร ได้แก่ (1) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (2) เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงโดยการยกระดับการจัดงานตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และ (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการปรับตัวการจัดงานตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 โดยการศึกษาการปรับตัวของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าไทย ผ่านอุตสาหกรรมการส่งออกอาหาร พบว่า ในภาพรวมทุกภาคส่วนได้เห็นความสำคัญและเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และพยายามปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 มีการปรับใช้มาตรการทางสาธารณสุขเพื่อสร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยรองรับวิถีความปกติใหม่ รวมทั้งการยกระดับการจัดงานในรูปแบบ Hybrid โดยผสมผสานในการจัดงานแสดงสินค้าแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อรักษามาตรฐานการจัดงานให้มีคุณภาพ ทั้งนี้ รูปแบบการจัดงานแสดงสินค้าดังกล่าว จะสามารถนำแนวทางและข้อเสนอแนะที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการวางแผน การบริหารจัดการ และการพัฒนาการจัดงานของวงการอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าให้ประสบผลสำเร็จต่อไป


การศึกษาการสื่อสารภายในองค์กรที่มีต่อการรับรู้ค่านิยมองค์กรกรณีศึกษา : บุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เสฏฐ์ศุภณัฐ รัศมิทัต Jan 2020

การศึกษาการสื่อสารภายในองค์กรที่มีต่อการรับรู้ค่านิยมองค์กรกรณีศึกษา : บุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เสฏฐ์ศุภณัฐ รัศมิทัต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาการสื่อสารภายในองค์กรที่มีต่อการรับรู้ค่านิยมองค์กร กรณีศึกษา : บุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาการรับรู้ค่านิยมองค์กรของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2. เพื่อศึกษาคุณลักษณะปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีผลต่อการรับรู้ค่านิยมองค์กร 3. เพื่อศึกษาการสื่อสารภายในองค์กรที่มีผลต่อการรับรู้ค่านิยมองค์กร ของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4. ใช้เป็นข้อมูลและแนวทางในการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรและ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่องค์กร ตามเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้เพื่อนำไปสู่การเป็นองค์กรที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน ผลการศึกษา พบว่า ระดับการรับรู้ค่านิยมองค์กร ของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ และเมื่อพิจารณาในรายด้าน พบว่า การรับรู้ค่านิยมองค์กรของบุคลากร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านความภาคภูมิใจในองค์กร และด้านองค์กรที่เป็นเลิศ อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านองค์กรแห่งนวัตกรรมการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ ด้านความพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลง ด้านการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้านการธำรงไว้ซึ่งคุณธรรมจริยธรรม และด้านการทำงานร่วมกันเป็นทีม อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ในส่วนของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีคุณลักษณะส่วนบุคคลแตกต่างกันมีการรับรู้ค่านิยมองค์กรที่ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐาน และเมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารภายในองค์กรกับการรับรู้ค่านิยมองค์กร พบว่า การสื่อสารภายในองค์กรมีผลต่อการรับรู้ค่านิยมองค์กรของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐาน โดยอยู่ในระดับสูงมากและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน


การศึกษาผลกระทบของการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทางอ้อมของอินเดีย ที่เป็นโอกาสต่อนักลงทุนไทย, จิรเมธ แสงไกร Jan 2020

การศึกษาผลกระทบของการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทางอ้อมของอินเดีย ที่เป็นโอกาสต่อนักลงทุนไทย, จิรเมธ แสงไกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาผลกระทบของการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทางอ้อมของอินเดีย ที่เป็นโอกาสต่อนักลงทุนไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบโครงสร้างภาษีทางอ้อมเดิมของอินเดียกับภาษีสินค้าและบริการ ศึกษาว่าการจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการ (Goods and Services Tax : GST) สามารถส่งเสริมการลงทุนด้านการผลิตภายในอินเดียอย่างไร และเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจของผู้ประกอบการไทยถึงความคุ้มค่าในการลงทุนดำเนินกิจการที่ไทยมีความเชี่ยวชาญในประเทศอินเดีย โดยการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงผสมระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Qualitative Research) ที่ทำการศึกษาเอกสารทางวิชาการ ประกาศของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงข้อมูลข่าวสารจากอินเทอร์เน็ต ควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึกจากบุคคลเป้าหมาย เพื่อสร้างตัวแบบคำนวณภาระทางภาษีของภาษีทางอ้อม โดยเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการของอินเดีย พบว่า การจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการ เป็นไปตามหลักการจัดเก็บภาษีที่ดี ซึ่งเป็นภาษีที่มีความเรียบง่าย (Simple) ฐานภาษีกว้าง (Tax base) และอัตราภาษีต่ำ (Low Rate) มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับระบบการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีทางอ้อมอื่น ๆ เดิม รวมทั้งมีการนำระบบเครดิตภาษี (Input Tax Credit : ITC) มาใช้ ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการในอินเดียมีแนวโน้มถูกลง การประกาศใช้ภาษีดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการภายใต้การดำเนินนโยบาย Make in India ที่จะดึงดูดให้นักลงทุนมาลงทุนในอินเดียมากขึ้น และจะเป็นโอกาสสำคัญให้ผู้ประกอบการ ชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูปอาหาร การบริการด้านการท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมด้านการแพทย์ ให้สามารถขยายการลงทุนไปยังอินเดีย เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมากขึ้น


การศึกษาภาวะผู้นำและแรงจูงใจในองค์การ:กรณีศึกษา Smes ในซีรี่ย์เกาหลี, จุฬามาศ เนรมิตสถิตวงศ์ Jan 2020

การศึกษาภาวะผู้นำและแรงจูงใจในองค์การ:กรณีศึกษา Smes ในซีรี่ย์เกาหลี, จุฬามาศ เนรมิตสถิตวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุน สร้างงาน สร้างมูลค่าจึงได้รับการ สนับสนุนจากภาครัฐให้เป็นส่วนฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจฐานราก โดยการ สร้างและพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ การมีผู้นำที่ดีนอกจากจะนำพาองค์การไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว ยังจะช่วยทำให้วิสาหกิจอยู่รอดและประสบความสำเร็จในสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อีกด้วย จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาภาวะผู้นำและแรงจูงในองค์การ: กรณีศึกษา SMEs ในซีรีย์เกาหลี การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยสองประเด็น ประเด็นแรกเพื่อศึกษาแรงจูงใจที่พัคเซรอยใช้ในการจูงใจการปฏิบัติงานของ โชอีซอ ชเวซึงควอน มฮยอนฮี ในร้านอาหารทันบัมในซีรีย์ Itaewon Class และประเด็นที่สองเพื่อศึกษาความสอดคล้องระหว่าง Strength-based Leadership ของ Rath and Conchie (2008) กับความสำเร็จของร้านทันบัม ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจที่พัคเซรอยใช้ในการจูงใจการปฏิบัติงานของ โชอีซอ มฮยอนอี ซเวซึงควอน และลีโฮจิน ผ่านทฤษฎีแรงจูงใจของ Frederick Herzberg พบว่าพัคเซรอยใช้ด้านปัจจัยจูงใจ ได้แก่ ด้านการได้รับยอมรับ ความก้าวหน้า ความรับผิดชอบ และด้านปัจจัยค้ำจุน ความสัมพันธ์กับหัวหน้า ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านความมั่นคงในการทำงาน ค่าตอบแทน สถานภาพของตำแหน่งงาน นโยบายและการบริหารขององค์การ นอกจากนี้ผลการศึกษายังพบว่าแนวคิดภาวะผู้นำแบบจุดแข็ง (Strength-based Leadership) เป็นปัจจัยที่ทำให้ร้านทันบัมประสบความสำเร็จเนื่องจากตัวละครหลักของซีรีย์เกาหลีเรื่อง Itaewon Class มีภาวะผู้นำครบทั้ง 4 รูปแบบตามแนวคิด Strength-based Leadership ของ Rath and Conchie (2008) ซึ่งประกอบไปด้วยผู้นำด้านการบริหาร (Executing) ผู้นำด้านอิทธิพล (Influencing) ผู้นำด้านการสร้างความสัมพันธ์ (Relationship Building) และผู้นำด้านคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) ข้อเสนอแนะงานวิจัย เนื่องจากสถานการณ์ และสภาพแวดล้อมของซีรีย์เกาหลีเรื่อง Itaewon Class เป็นบริบทของสาธารณรัฐเกาหลี ผู้วิจัยเสนอแนะให้นำแนวคิด Strength-based leadership มาศึกษาในบริบทของประเทศไทยต่อไป


The Impact Of Stem Workforce, Gross Capital Formation, Government Budget In Scientific Research And Development, Patent On Invention, Foreign Direct Investment And Global Competitiveness Rank Of The Nation On Thailand Gdp During 2009 And 2018, Piyapat Rujiphoch Jan 2020

The Impact Of Stem Workforce, Gross Capital Formation, Government Budget In Scientific Research And Development, Patent On Invention, Foreign Direct Investment And Global Competitiveness Rank Of The Nation On Thailand Gdp During 2009 And 2018, Piyapat Rujiphoch

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Developing human capital, fundamentally in science, technology, engineering, and mathematics (STEM), is perceived as crucial growth engine among emerging economies for encouraging R&D and escalating the third world economy status and developing nations out of the “middle income trap. Nevertheless, it is obscure whether what the Government view on investing intensively on STEM-related factors to drive the economy is sufficient. Rather than merely invest in human capital in STEM education, a number of domestic investment, the Government spending on Science and technology, invention patent, Foreign Direct Investment, and Thai global competitiveness rank should also be embraced and taken in to …


การศึกษาสมรรถนะของนักวิเคราะห์นโยบายและแผนกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, ไพรินทร์ สมสาย Jan 2020

การศึกษาสมรรถนะของนักวิเคราะห์นโยบายและแผนกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, ไพรินทร์ สมสาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาสมรรถนะของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะ พร้อมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะในการพัฒนาสมรรถนะของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาคำตอบที่สัมพันธ์กับแนวคิดสมรรถนะของสำนักงาน ก.พ. ได้แก่ ความรู้ ทักษะ ขีดความสามารถและคุณลักษะอื่น ๆ ที่จะส่งผลต่อการปฏิบัติงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผนงานให้มีผลงานที่โดดเด่น โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กับการปฏิบัติงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กองยุทธศาสตร์และแผนงาน จำแนกเป็น 3 กลุ่มดังนี้ 1) กลุ่มตัวอย่างผู้บริหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องเชิงนโยบาย 2) กลุ่มตัวอย่างผู้ที่เคยปฏิบัติงานร่วมกับนักวิเคราะห์นโยบายและแผนกองยุทธศาสตร์และแผนงาน 3) กลุ่มตัวอย่างนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กองยุทธศาสตร์และแผนงาน จากนั้นนำมาวิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบเชิงพรรณนากับหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งหน่วยงานราชการภายในประเทศ หน่วยงานราชการต่างประเทศ และบริษัทเอกชนด้านสุขภาพ ผลการวิจัยพบว่าสมรรถนะของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย สมรรถนะจำนวน 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านความรู้ ประกอบด้วย ความรู้นโยบายสุขภาพ ความรู้ด้านสาธารณสุข ความรู้เกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยและสถิติ และความรู้ด้านการติดตามและประเมินผล 2) ด้านทักษะ ประกอบด้วย ทักษะการฟังและจับใจความสำคัญ ทักษะการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ทักษะรู้เท่าทันดิจิตอลหรือเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการคาดการณ์ ทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการเจรจาและการสื่อสาร ทักษะการนำเสนอ ทักษะการประสานงาน ทักษะการถ่ายทอดความรู้ และทักษะการทำงานเป็นทีม 3) คุณลักษณะอื่น ๆ ประกอบด้วย การเข้าใจองค์การและระบบราชการ มองภาพรวม คิดในมุมมองระดับนานาชาติ การสืบค้นข้อมูล ความพึงพอใจ ความเป็นผู้นำ ความคิดเปิดกว้าง และความคิดริเริ่ม ทั้งนี้กองยุทธศาสตร์และแผนงานฯ จึงควรมีแนวทาง ที่เหมาะสมในการพัฒนาสมรรถนะเหล่านี้ ให้แก่นักวิเคราะห์นโยบายและแผน เพื่อการพัฒนาความสามารถในระดับเจ้าหน้าที่และระดับองค์กรต่อไป