Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 8251 - 8280 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
ปัจจัยทำนายอาการหายใจลำบากในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว, ภัสส์มณี เทียมพิทักษ์
ปัจจัยทำนายอาการหายใจลำบากในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว, ภัสส์มณี เทียมพิทักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงทำนายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการหายใจลำบากในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว และศึกษาปัจจัยทำนายอาการหายใจลำบาก โดยใช้แนวคิดทฤษฎีอาการไม่พึงประสงค์เป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลว ทั้งเพศชาย และเพศหญิง อายุระหว่าง 40-59 ปี ที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลตติยภูมิ 3 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 122 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้การเจ็บป่วย แบบสอบถามการรับรู้การควบคุมตนเอง แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามการดูแลตนเอง และแบบประเมินอาการหายใจลำบาก เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ ดังนี้ 0.70, 0.81, 0.82, 0.79 และ 0.96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณโดยวิธีนำตัวแปรเข้าทั้งหมด ผลการวิจัยพบว่า 1. กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว อาการหายใจลำบากน้อย โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 19.49 (SD 23.88) มีลักษณะของอาการหายใจลำบากดังนี้ หอบ หายใจไม่ทัน ต้องหายใจมากขึ้น หายใจเข้าได้ไม่สุด หายใจได้ตื้น ๆ และหายใจออกได้ไม่สุด 2. การรับรู้การเจ็บป่วยมีความสัมพันธ์ทางบวกกับอาการหายใจลำบากในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.336) ส่วนการรับรู้การควบคุมตนเองมีความสัมพันธ์ทางลบกับอาการหายใจลำบากในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r= -.291) 3. อายุ การดูแลตนเอง และการสนับสนุนทางสังคม เป็นตัวแปรที่ไม่มีความสัมพันธ์กับอาการหายใจลำบากในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว 4. การรับรู้การเจ็บป่วย และการรับรู้การควบคุมตนเองสามารถทำนายอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ร้อยละ 18 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R2 = .180, F = 5.078, p < 0.05)
การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการรับสัมผัส Pm10 Pm2.5 และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายในโรงพิมพ์, นพรัตน์ พงศ์บุญคุ้มลาภ
การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการรับสัมผัส Pm10 Pm2.5 และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายในโรงพิมพ์, นพรัตน์ พงศ์บุญคุ้มลาภ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการพิมพ์และการได้รับสัมผัสมลพิษอากาศของผู้ปฏิบัติงานได้มีการติดตามตรวจสอบในช่วงระยะเวลา 5 วันทำงานติดต่อกัน เป็นระยะเวลา 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยได้ทำการตรวจวัดปริมาณความเข้มข้นในการได้รับสัมผัส TVOC และ PM2.5 ในกระบวนการพิมพ์จากโรงพิมพ์อาสาสมัครในประเทศไทยจำนวน 5 แห่ง ในการศึกษาครั้งนี้ ได้ทำการเปรียบเทียบระหว่างระบบการพิมพ์ออฟเซตและระบบการพิมพ์ดิจิตอล พบว่าค่าเฉลี่ย 8 ชั่วโมงของ PM2.5 ในจุดอ้างอิง, จุดออฟเซต A, จุดออฟเซต B, จุดออฟเซต C, จุดดิจิตอล D, และจุดออฟเซต E มีค่าเท่ากับ 7.46 ± 0.89, 21.51 ± 1.74, 44.26 ± 11.11, 77.92 ± 11.85, 42.08 ± 7.81 และ 28.21 ± 8.80 มคก/ลบม. ตามลำดับ ค่าเฉลี่ยของ PM2.5 ในจุดออฟเซต C มีค่าสูงสุดเท่ากับ 77.92 มคก/ลบม. เกิดจากมีปริมาณฝุ่นกระดาษเป็นจำนวนมากในบริเวณที่ตรวจวัด ค่าเฉลี่ย 8 ชั่วโมงของ TVOC ในจุดอ้างอิง, จุดออฟเซต A, จุดออฟเซต B, จุดออฟเซต C, จุดดิจิตอล D, และจุดออฟเซต E มีค่าเท่ากับ 0.12 ± 0.04, 2.68 ± 0.89, 5.02 ± 3.02, 21.86 ± 6.82 0.68 ± 0.08, และ 0.52 ± 0.19 ส่วนในล้านส่วน ค่าเฉลี่ยของ TVOC ในจุดออฟเซต C …
การเปลี่ยนแปลงความหมายเชิงการอ้างถึงของสรรพนาม “มัน” ในภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์, จิณวัฒน์ แก่นเมือง
การเปลี่ยนแปลงความหมายเชิงการอ้างถึงของสรรพนาม “มัน” ในภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์, จิณวัฒน์ แก่นเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงความหมายเชิงการอ้างถึงของสรรพนาม มัน ในภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ และศึกษากลไกที่ทำให้สรรพนาม มัน เปลี่ยนแปลงความหมายเชิงการอ้างถึงเป็นอบุรุษสรรพนาม ผู้วิจัยแบ่งสมัยของข้อมูลออกเป็น 5 สมัย สมัยละ 50 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2301 – 2550 สำหรับสมัยที่ 1 – 4 ผู้วิจัยใช้ข้อมูลตัวบทร้อยแก้วจำนวน 40 ตัวบทจากรายการตัวบทของคลังข้อมูลภาษาไทยเชิงประวัติแห่งชาติ ส่วนสมัยที่ 5 ผู้วิจัยใช้ข้อมูลจากคลังข้อมูลภาษาไทยแห่งชาติ ผู้วิจัยมีสมมติฐาน 2 ข้อ กล่าวคือ 1) สรรพนาม มัน เริ่มแสดงความหมายเชิงวัจนปฏิบัติในช่วงที่ 3 (พ.ศ. 2401 – 2450) และเริ่มไม่แสดงความหมายเชิงการอ้างถึงในสมัยที่ 4 (ตั้งแต่ พ.ศ. 2451เป็นต้นมา) และ 2) การกลายเป็นอัตวิสัยเป็นกลไกที่ทำให้สรรพนาม มัน เกิดการขยายความหมายเชิงการอ้างถึงจนเปลี่ยนจากสรรพนามอ้างถึงไปเป็นอบุรุษสรรพนาม ผลการศึกษาปฏิเสธสมมติฐานข้อแรก ผู้วิจัยพบว่าสรรพนาม มัน แสดงความหมายหมายเชิงการอ้างถึงในทุกตำแหน่งการปรากฏ ผลการศึกษาพบว่าความหมายเชิงการอ้างถึงของสรรพนามมันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ความหมายอ้างถึงเชิงอรรถศาสตร์ และความหมายอ้างถึงเชิงวัจนปฏิบัติ ความหมายอ้างถึงเชิงอรรถศาสตร์จะเกิดเมื่อสรรพนาม มัน ปรากฏร่วมกับรูปอ้างอิงนำแสดงรูป รูปอ้างอิงนำแสดงรูปแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ นามวลี กริยาวลี อนุพากย์ และข้อความ รูปอ้างอิงนำแต่ละประเภทจะแสดงสิ่งอ้างถึงแตกต่างกันไป กล่าวคือ สรรพสิ่ง การกระทำ เหตุการณ์เดี่ยว และเหตุการณ์ซับซ้อนตามลำดับ ส่วนความหมายอ้างถึงเชิงวัจนปฏิบัติจะเกิดเมื่อสรรพนาม มัน ปรากฏร่วมกับรูปอ้างอิงนำโดยนัย ผู้ฟังต้องทำความเข้าใจสิ่งอ้างถึงด้วยการอนุมานจากปริบท สิ่งอ้างถึงที่ปรากฏในความหมายแสดงการอ้างถึงเชิงวัจนปฏิบัติแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ สิ่งอ้างถึงจากปริบท ประธานผู้กล่าวถ้อย และความรู้ร่วมระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายืนยันสมมติฐานข้อที่สอง ผู้วิจัยพบว่ากลไกที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงประกอบด้วย 3 กลไก ได้แก่ การวางนัยยะทั่วไป การกลายเป็นอัตวิสัย และการกลายเป็นสหวิสัย การวางนัยยะทั่วไปเป็นกลไกที่ทำให้ความหมายเชิงการอ้างถึงของสรรพนาม มัน เกิดการขยายขอบเขตของรูปอ้างอิงนำ …
การแปลประโยคกรรมวาจกจากภาษาสเปนเป็นภาษาไทย: กรณีศึกษา การแปลข่าวภาษาสเปนโดยสำนักภาษาต่างประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, อัจฉรา พรรณโรจน์
การแปลประโยคกรรมวาจกจากภาษาสเปนเป็นภาษาไทย: กรณีศึกษา การแปลข่าวภาษาสเปนโดยสำนักภาษาต่างประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, อัจฉรา พรรณโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประโยคกรรมวาจกในภาษาไทยสามารถแสดงนัยยะเชิงบวกหรือเชิงลบที่ผู้ส่งสารมีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในขณะที่ภาษาสเปนไม่สามารถทำได้ อีกทั้งภาษาสเปนยังมีโครงสร้างที่ไม่ปรากฏในภาษาไทย ได้แก่ ประโยคกรรมวาจกประเภท pasiva refleja การศึกษาการแปลประโยคกรรมวาจกโดยไม่เปลี่ยนแปลงความหมายของต้นฉบับจึงเป็นเรื่องน่าสนใจ ทั้งนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการแปลประโยคกรรมวาจกจากภาษาสเปนเป็นภาษาไทย โดยได้ทำการวิเคราะห์บทแปลข่าวจากภาษาสเปนเป็นภาษาไทยที่แปลโดยสำนักภาษาต่างประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 198 ข่าว จากผลการวิเคราะห์การแปลประโยคประเภท pasiva perifrástica จำนวน 161 ประโยคและการแปลประโยคประเภท pasiva refleja จำนวน 213 ประโยค พบว่ากลวิธีที่ใช้ในการแปลประโยคประเภท pasiva perifrástica มากที่สุดคือกลวิธีการแปลด้วยประโยคกรรมวาจกที่ปรากฏตัวบ่งชี้ ถูก และกลวิธีที่ใช้ในการแปลประโยคประเภท pasiva refleja มากที่สุดคือกลวิธีการเติมประธานด้วยการตีความจากบริบท ในแง่ของปัจจัยในการเลือกใช้กลวิธี พบว่าความใกล้เคียงกับโครงสร้างประโยคต้นฉบับเป็นปัจจัยหลักในการเลือกกลวิธีในการแปล ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่การยึดติดกับขนบการแปลดั้งเดิมของผู้แปลและความหมายเชิงบวก เชิงลบ หรือเป็นกลางของประโยคที่แปล
การนำแนวคิดการร่วมผลิตไปใช้ในการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดเทศบาลในจังหวัดตรัง, มัลลิกา แหมะหวัง
การนำแนวคิดการร่วมผลิตไปใช้ในการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดเทศบาลในจังหวัดตรัง, มัลลิกา แหมะหวัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำแนวคิดการร่วมผลิตไปใช้ในการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดเทศบาลในจังหวัดตรัง โดยพิจารณาถึงบทบาทของตัวแสดงหลักว่าสอดคล้องกับแนวคิดร่วมผลิตหรือไม่ พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการนำแนวคิดการร่วมผลิตไปใช้ในการจัดการศึกษาในท้องถิ่น ผู้วิจัยได้เลือกเก็บข้อมูลจากโรงเรียนสังกัดเทศบาลในจังหวัดตรัง ได้แก่ โรงเรียนสังกัดเทศบาลตำบล 1 แห่ง โรงเรียนสังกัดเทศบาลเมือง 1 แห่ง และโรงเรียนสังกัดเทศบาลนคร 2 แห่ง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจาก 3 แหล่ง คือ 1) ศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ นโยบายกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นโยบายการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แผนปฏิบัติการต่าง ๆ ของโรงเรียน 2) การสังเกตการณ์ในวันที่มีการเรียนการสอนปกติ และ 3) การสัมภาษณ์เชิงลึกกับตัวแทนเทศบาล ผู้บริหารโรงเรียน ครู จำนวน 15 คน และตัวแทนจากสมาชิกในชุมชน ผู้ปกครอง นักเรียน จำนวน 8 คน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ถึงมกราคม พ.ศ. 2563 ผลจากการวิจัยโดยสรุปมีดังนี้ ประการแรก การจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดเทศบาลในจังหวัดตรังได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนที่หลากหลาย โดยมีผู้ผลิตหลัก คือ ส่วนราชการกำกับดูแล เทศบาลต้นสังกัด โรงเรียน และผู้ร่วมผลิตได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา ข้าราชการในจังหวัด สมาชิกในชุมชน พระ/องค์กรศาสนา คหบดี ผู้ปกครอง ศิษย์เก่าฯ ผู้เรียน และหน่วยงานเอกชนอื่น ๆ โดยในขั้นของการร่วมริเริ่ม (Co-initiation) และขั้นการร่วมส่งมอบบริการ (Co-delivery) คณะกรรมการสถานศึกษา พระ คหบดี ศิษย์เก่า ผู้ปกครอง นักเรียน มีส่วนร่วมในระดับสูง (High) ขณะที่ในขั้นของการร่วมออกแบบ (Co-design) คณะกรรมการสถานศึกษาและบุคคลในชุมชนเป็นตัวแสดงสำคัญโดยมีส่วนร่วมในระดับกลาง (Medium) และท้ายสุดในขั้นการร่วมประเมิน (Co-assessment) มีคณะกรรมการสถานศึกษาศึกษาเป็นตัวแสดงสำคัญโดยมีส่วนร่วมในระดับต่ำ (Low) ผลการวิจัยประการที่สอง พบว่า โรงเรียนสังกัดเทศบาลในจังหวัดตรังได้นำแนวคิดการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น (School-Based Management for Local Development) มาใช้ ซึ่งส่งผลให้คณะกรรมการสถานศึกษาเป็นตัวแสดงที่มีบทบาทมากกว่าตัวแสดงอื่น ๆ เหตุเพราะมีลักษณะเป็นองค์กรที่เกิดจากการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย จึงจัดได้ว่าการจัดการศึกษาโดยโรงเรียนเทศบาลภายใต้แนวคิดดังกล่าว เป็นการร่วมผลิตประเภทการร่วมผลิตในรูปแบบส่วนรวม …
ความสัมพันธ์ระหว่างการกำกับอารมณ์ด้วยวิธีการทางความคิด รูปแบบความผูกพัน ปัจจัยทางความสัมพันธ์ กับความทุกข์ใจจากการเลิกรา ในนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ผ่านประสบการณ์การเลิกรา, ศุภวรรณ นารถ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และความสามารถในการทำนายความทุกข์ใจจากการเลิกรา ด้วยการกำกับอารมณ์ด้วยวิธีการทางความคิด รูปแบบความผูกพัน และปัจจัยทางความสัมพันธ์ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงอนุมาน และเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบลูกโซ่ โดยกลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ผ่านประสบการณ์การเลิกรามาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน จำนวน 211 คน กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปซึ่งครอบคลุมถึงปัจจัยทางความสัมพันธ์ มาตรวัดความทุกข์ใจจากการเลิกรา มาตรวัดรูปแบบความผูกพันฉบับย่อ และมาตรวัดการกำกับอารมณ์ด้วยวิธีการทางความคิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการถดถอยพหุคูณแบบ Enter ผลการวิจัยสนับสนุนสมมติฐานโดยรวม ทั้งนี้ พบสหสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างความทุกข์ใจจากการเลิกรากับการใช้การกำกับอารมณ์ด้วยวิธีการทางความคิดแบบไม่เอื้อประโยชน์ (r = .41, p < .01) การมีรูปแบบความผูกพันแบบกังวล อันประกอบด้วย ความต้องการการยอมรับ (r = .25, p < .01) และความหมกมุ่นถึงความสัมพันธ์ (r = .39, p < .01) ในทางกลับกัน ความทุกข์ใจจากการเลิกรามีสหสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการมีคนรักใหม่ (r = -.16, p < .05) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบกว่าการกำกับอารมณ์ด้วยวิธีการทางความคิด รูปแบบความผูกพัน และปัจจัยทางความสัมพันธ์ร่วมกันทำนายความทุกข์ใจจากการเลิกราได้ร้อยละ 26 (p < .001) โดยมีเฉพาะการกำกับอารมณ์ฯ แบบไม่เอื้อประโยชน์ (β = .28, p < .001) รูปแบบความผูกพันด้านความหมกมุ่นถึงความสัมพันธ์ (β = .35, p < .001) และการมีคนรักใหม่ (β = -.18, p < .01) เท่านั้นที่สามารถทำนายความทุกข์ใจดังกล่าวได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแนวทางในการทำความเข้าใจและลดความทุกข์ใจจากการเลิกราในนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีได้ในอนาคต
ความสัมพันธ์ระหว่างการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกกับความเหนื่อยหน่าย โดยมีแรงงานทางอารมณ์เป็นตัวแปรส่งผ่าน, ณัฐพร ปานเกิดผล
ความสัมพันธ์ระหว่างการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกกับความเหนื่อยหน่าย โดยมีแรงงานทางอารมณ์เป็นตัวแปรส่งผ่าน, ณัฐพร ปานเกิดผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกที่มีต่อความเหนื่อยหน่าย โดยมีแรงงานทางอารมณ์เป็นตัวแปรส่งผ่าน เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์จากพนักงานบริการโรงพยาบาล 1 แห่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 185 คน ผลการวิจัย พบว่า แรงงานทางอารมณ์มิติการแสดงออกระดับพื้นผิวมีอิทธิพลส่งผ่านระหว่างการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกกับความเหนื่อยหน่ายในทุกมิติ ได้แก่ ความอ่อนล้าทางอารมณ์ การลดคุณค่าความเป็นบุคคลในผู้อื่น และความสำเร็จส่วนบุคคล กล่าวคือ ความเหนื่อยหน่ายในตัวพนักงานในองค์กรนั้นมีอิทธิพลมากจากการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกในตัวพนักงาน ผ่านตัวแปรส่งผ่านด้านความไม่สอดคล้องทางอารมณ์ที่พนักงานแสดงออกระดับพื้นผิว แรงงานทางอารมณ์มิติการแสดงออกระดับพื้นผิวนี้ พนักงานจะแสร้งแสดงออกมาในสิ่งที่ตนไม่ได้รู้สึก เพียงเพื่อให้ตรงกับบทบาทและความคาดหวังขององค์การ ในขณะที่แรงงานทางอารมณ์มิติการแสดงออกระดับลึกเป็นตัวแปรส่งผ่านอิทธิพลของการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกที่ส่งไปยังความเหนื่อยหน่าย ในมิติด้านการลดค่าความเป็นบุคคลในผู้อื่น และความสำเร็จส่วนบุคคล กล่าวคือ ค่าความเหนื่อยหน่ายในตัวพนักงานในองค์กรมีผลจากอิทธิพลการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกและการแสดงออกระดับลึกของพนักงาน แรงงานทางอารมณ์มิติการแสดงออกระดับลึกนี้ พนักงานจะปรับความรู้สึกภายในกับการแสดงออกทางอารมณ์ภายนอกให้เกิดความสอดคล้องกัน จากการพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผู้รับบริการรู้สึก และสามารถตอบสนองต่อตวามต้องการในแต่ละสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม ส่งอิทธิพลต่อค่าคะแนนที่ต่ำในด้านการลดค่าความเป็นบุคคลในผู้อื่น และค่าคะแนนที่สูงในด้านความสำเร็จส่วนบุคคล
ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคม ความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม และสุขภาวะของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุกเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ขจิตพันธ์ ธีรวรวัชร์
ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคม ความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม และสุขภาวะของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุกเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ขจิตพันธ์ ธีรวรวัชร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นักเรียนมัธยมเป็นช่วงวัยรุ่นที่อาจเกิดความเครียดได้ง่าย จากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทั้งทางร่างกายอารมณ์จิตใจและสังคม จึงควรได้รับการสนับสนุนทางสังคม ความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม และ การมีทักษะกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุก ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญที่ทำให้วัยรุ่นมีสุขภาวะที่ดี งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการสนับสนุนทางสังคม และความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม ต่อสุขภาวะ โดยมีกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุกเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,168 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามกระดาษ ในช่วงเดือนธันวาคม 2563 และทางออนไลน์ ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ เดือนมกราคม 2564 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพื้นฐานและโมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modelling: SEM) โดยโปรแกรม Mplus ผลการวิจัย พบว่า โมเดลเชิงสาเหตุของความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคม และความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม ที่มีต่อสุขภาวะ โดยมีกลวิธีจัดการปัญหาเชิงรุกเป็นตัวแปรส่งผ่าน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ χ2= 176.414, df =29, p <.001, RMSEA = .066, CFI = .978, TLI = .966, SRMR = .027 โดยการสนับสนุนทางสังคม สามารถอธิบายความแปรปรวนของกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุกได้ร้อยละ 29.9 ส่วนการสนับสนุนทางสังคม ความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม และกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุก ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของสุขภาวะได้ร้อยละ 74.2 กลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุกเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบบางส่วนของอิทธิพลระหว่างการสนับสนุนทางสังคมต่อสุขภาวะ (อิทธิพลทางตรง=.539 ทางอ้อม=.177 รวม=.716) ส่วนความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม และกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุก มีอิทธิพลทางตรงต่อสุขภาวะ (ทางตรง = .170, .324 ตามลำดับ) และการสนับสนุนทางสังคม มีอิทธิพลทางตรงต่อกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุก (ทางตรง =.547) จากผลการวิจัยดังกล่าวชี้ให้ผู้ปกครอง และครู เห็นความสำคัญของการส่งเสริมการสนับสนุนทางสังคม และความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม ซึ่งทำให้วัยรุ่นมีกลวิธีการจัดการปัญหาเชิงรุกมากขึ้น และนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี
ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาททางเพศ รูปแบบความผูกพัน กับความเมตตากรุณาต่อตนเองในกลุ่มนิสิตนักศึกษา, คงพล แวววรวิทย์
ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาททางเพศ รูปแบบความผูกพัน กับความเมตตากรุณาต่อตนเองในกลุ่มนิสิตนักศึกษา, คงพล แวววรวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบทบาททางเพศ รูปแบบความผูกพัน กับความเมตตากรุณาต่อตนเองในกลุ่มนิสิตนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตนักศึกษา จำนวน 199 คน อายุเฉลี่ย 20.32±.01 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ (1) มาตรวัดบทบาททางเพศ (2) มาตรวัดรูปแบบความผูกพันในความสัมพันธ์ใกล้ชิดทั่วไป ฉบับภาษาไทย และ (3) มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า บทบาททางเพศแบบความเป็นชายกับบทบาททางเพศแบบความเป็นหญิงมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเมตตากรุณาต่อตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .22, p < .01) (r = .185, p < .01) ส่วนลักษณะความผูกพันแบบวิตกกังวลกับลักษณะความผูกพันแบบหลีกหนีมีความสัมพันธ์ทางลบกับความเมตตากรุณาต่อตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.318, p < .01) (r = -.346, p < .01) โดยที่บทบาททางเพศแบบความเป็นชาย บทบาททางเพศแบบความเป็นหญิง ลักษณะความผูกพันแบบวิตกกังวล และลักษณะความผูกพันแบบหลีกหนีสามารถร่วมกันทำนายความเมตตากรุณาต่อตนเองในกลุ่มนิสิตนักศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยร่วมกันทำนายความแปรปรวนของความเมตตากรุณาต่อตนเองร้อยละ 23.2 (R2 = .232, p < .001) เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐานของแต่ละตัวแปรทำนายลักษณะความผูกพันแบบวิตกกังวลมีน้ำหนักค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐานสูงที่สุด (β = -.31, p < .001) ตามด้วยลักษณะความผูกพันแบบหลีกหนี (β = -.30, p < .001) ส่วนบทบาททางเพศแบบความเป็นชาย ไม่สามารถทำนายความเมตตากรุณาต่อตนเองได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .06, p = .375) เช่นเดียวกับบทบาททางเพศแบบความเป็นหญิง (β = .09, p = .244)
อิทธิพลของสภาวะลื่นไหลต่อการพร่องในการควบคุมตน โดยมีความต้องการทางปัญญาเป็นตัวแปรกำกับ, ปรางค์ทิพย์ พงษ์ประเสริฐ
อิทธิพลของสภาวะลื่นไหลต่อการพร่องในการควบคุมตน โดยมีความต้องการทางปัญญาเป็นตัวแปรกำกับ, ปรางค์ทิพย์ พงษ์ประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการศึกษาที่ผ่านมาพบว่ากิจกรรมที่ไม่ต้องออกแรง เช่น การพักผ่อนชั่วคราวหรือการทำในสิ่งที่นำไปสู่อารมณ์ทางบวกนั้นสามารถลดสภาวะการพร่องในการควบคุมตนเอง (ego depletion) กิจกรรมที่ใช้ความกระตือรือร้น เช่น สภาวะลื่นไหล (flow state) จากการเล่นเกมที่สมดุลกับความสามารถของบุคคลก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถลดสภาวะพร่องได้เช่นกัน การศึกษาครั้งนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาว่ากิจกรรมรูปแบบใดจะสามารถช่วยให้เรากลับมาควบคุมตนเองได้ดีเช่นเดิม การศึกษาครั้งนี้เป็นการทดลองออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างคือนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำนวน 134 คน อายุระหว่าง 18-25 ปี ผู้เข้าร่วมการทดลองจะถูกจัดกระทำให้เกิดการพร่องในการควบคุมตนเองด้วยการกดทับความคิดจากคำสั่งห้ามคิดถึงหมีขาว จากนั้นทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างเข้าสู่เงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งจากสี่เงื่อนไข ดังนี้ ก) พักผ่อนตามอัธยาศัย 6 นาที ข) เล่นเกม Tetris ในระดับปานกลาง ค) เล่นเกม Tetris ในระดับยาก หรือ ง) ดูวิดีโอตลก จากนั้น ผู้เข้าร่วมการทดลองจะต้องทำการสลับอักษรสุภาษิตไทยในระดับยาก ประสิทธิภาพในการลดสภาวะพร่องนั้นจะถูกวัดจากคะแนนและเวลาการสลับอักษร เพื่อทดสอบว่ากลุ่มตัวอย่างในเงื่อนไขใดสามารถสลับอักษรได้ดีที่สุดและมีความอดทนในการทำงานมากที่สุด ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการทางปัญญามีอิทธิพลต่อคะแนนการสลับอักษรอย่างมีนัยสำคัญ (F(1,126) = 20.33, p < 0.001) แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างเงื่อนไขทั้งสี่เงื่อนไข ในขณะเดียวกัน พบว่ามีผลปฏิสัมพันธ์ระหว่างเงื่อนไขการทดลองและความต้องการทางปัญญาอย่างมีนัยสำคัญต่อเวลาเฉลี่ยในการสลับอักษร (F(3,126) = 2.77, p < 0.05) และยังพบอิทธิพลหลักของความต้องการทางปัญญาต่อเวลาเฉลี่ยในการสลับอักษรอย่างมีนัยสำคัญ (F(3,126) = 5.67, p < 0.05) ผลของการทดลองยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสภาวะลื่นไหลมีอิทธิพลต่อความถูกต้องและเวลาที่ใช้ในการสลับอักษร อย่างไรก็ดีผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าประสิทธิผลของการทำงานสลับอักษรหลังจากกิจกรรมการกดทับทางความคิดนั้นขึ้นอยู่กับระดับความต้องการทางปัญญาของบุคคล
หลักการสอนเพื่อส่งเสริมการแสดงออกของวงขับร้องประสานเสียงระดับประถมศึกษาตอนปลาย, ศศินันท์ วิภูษิฑิมากูล
หลักการสอนเพื่อส่งเสริมการแสดงออกของวงขับร้องประสานเสียงระดับประถมศึกษาตอนปลาย, ศศินันท์ วิภูษิฑิมากูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการสอนเพื่อส่งเสริมการแสดงออกของวงขับร้องประสานเสียงระดับประถมศึกษาตอนปลาย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญด้านการขับร้องประสานเสียงจำนวน 4 คน ผู้สอนวงขับร้องประสานเสียงระดับประถมศึกษาตอนปลายจำนวน 4 คน และกลุ่มผู้เรียนของคณะนักร้องประสานเสียงระดับประถมศึกษาตอนปลายจำนวน 4 คณะ ผลการวิจัยพบว่า หลักการสอนเพื่อส่งเสริมการแสดงออกของวงขับร้องประสานเสียงระดับประถมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย 4 หลักการ ได้แก่ 1) บุคลิกลักษณะของผู้สอนควรมีความเข้าใจ ความอบอุ่น ความเอื้ออาทร มีอารมณ์ขัน มีปฏิสัมพันธ์ที่ดี และสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกเชิงบวก ส่งผลให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัยและกล้าแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกขณะร้องเพลง 2) สอนการตีความให้แก่ผู้เรียน เพื่อช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจในบทเพลง และนำไปสู่การร้องที่แสดงอารมณ์ความรู้สึก 3) จัดกิจกรรมเสริมทักษะความเป็นนักดนตรี เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจสาระดนตรีและสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการขับร้องประสานเสียง ควรเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะทั้ง 5 ได้แก่ ฟัง ร้อง-เล่น อ่าน สร้างสรรค์ และเคลื่อนไหว 4) สอนทักษะการร้องให้แก่ผู้เรียน โดยให้ความสำคัญในเรื่องท่าทางการยืนและการนั่ง การหายใจ การเปล่งเสียงร้อง การสร้างเสียงกังวาน และการออกเสียงคำร้อง เพื่อช่วยให้ร้องเพลงอย่างไพเราะ
การสร้างสรรค์และการบรรจุเพลงประกอบการแสดงของครูอำนาจ นุ่นเอียด, ปภัค แก้วบุญชู
การสร้างสรรค์และการบรรจุเพลงประกอบการแสดงของครูอำนาจ นุ่นเอียด, ปภัค แก้วบุญชู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องการสร้างสรรค์และการบรรจุเพลงประกอบการแสดงของครูอำนาจ นุ่นเอียด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาชีวประวัติและผลงานของครูอำนาจ นุ่นเอียด และเพื่อศึกษาวิธีการสร้างสรรค์และการบรรจุเพลงประกอบการแสดงของครูอำนาจ นุ่นเอียด ครูอำนาจ นุ่นเอียด เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2494 เป็นชาวจังหวัดพัทลุง เริ่มฝึกหัดดนตรีด้วยตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก จากนั้นก็ฝึกเป่าปี่จนมีความรู้ความชำนาญในการบรรเลงเครื่องดนตรีโนราและหนังตะลุงในทุก ๆ ชิ้น โดยเฉพาะปี่ ในการวิเคราะห์เพลงประกอบการแสดงของครูอำนาจ นุ่นเอียด พบว่า การแสดงทั้ง 16 ชุดการแสดง ใช้เพลงจำนวนทั้งหมด 73 เพลง ทั้ง 73 เพลงนั้นเป็นเพลงที่ครูอำนาจ นุ่นเอียด ได้ประพันธ์ขึ้นใหม่เป็นจำนวน 14 เพลง ครูอำนาจประพันธ์โดยใช้วิธีการพลิกแพลงทำนองจากทำนองเพลงเดิมที่มีอยู่ การยุบโดยตรงและการยุบโดยวิธีการพลิกแพลงทำนองจากเพลงเดิมที่มีอยู่ ในการศึกษายังพบลักษณะแบบแผนการซ้ำทำนองในหลาย ๆ แบบเช่นเดียวกับเพลงพื้นบ้านภาคใต้ที่ครูนำมาเรียบเรียงไว้ในการแสดง มีการเปลี่ยนบันไดเสียงและใช้เสียงหลุมเพื่อให้เกิดสำเนียงที่ไพเราะอ่อนหวาน และยังมีลักษณะที่โดดเด่นอื่น ๆ อยู่อีก 5 ประการได้แก่ 1) การใช้เสียงโดดเด่น หรือที่เรียกว่า Pillar Tone 2) การย้ำทำนอง 3) การใช้กระสวนจังหวะของทำนองแบบคงที่ 4) การใช้ทำนองโอดพัน และ 5) การใช้ทำนองฉายรูป
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : “คีตคณิตแห่งห้วงเสียงยูโทเปีย” สำหรับวงเชมเบอร์อองซอมเบลอ, พิมพ์รพี ไตรชวโรจน์
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : “คีตคณิตแห่งห้วงเสียงยูโทเปีย” สำหรับวงเชมเบอร์อองซอมเบลอ, พิมพ์รพี ไตรชวโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทประพันธ์เพลง “คีตคณิตแห่งห้วงเสียงยูโทเปีย” สำหรับวงเชมเบอร์อองซอมเบลอ เป็นบทประพันธ์ที่นำเอานวัตกรรมเกี่ยวกับดนตรีที่น่าสนใจของนักประพันธ์ในศตวรรษที่ 20 มาต่อยอด เช่น จังหวะ ระดับเสียง การประสานเสียง สีสันของเสียง และการคิดค้นเทคนิคการเล่นเสียงใหม่ บทประพันธ์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากนักประพันธ์ในยุคศตวรรษที่ 20 เช่น จอห์น เคจ เฮนรี โคเวลล์ และอิยานนิส เซนาคิส ผู้ประพันธ์ได้คิดค้นเทคนิคพิเศษในการบรรเลง คัดเลือกตัวเลขและตีความใหม่เป็นแนวคิดหลักในการประพันธ์ บทประพันธ์นี้แบ่งออกเป็น 4 กระบวน แต่ละกระบวนใช้ตัวเลขของกระบวนนั้นเป็นแนวคิดหลัก ทำให้เกิดเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีนวัตกรรมทางดนตรีที่แตกต่าง แต่ละกระบวนใช้เครื่องดนตรีจำนวนต่างกันเพื่อสร้างสีสันและความต่าง ซึ่งผู้ประพันธ์เลือกใช้ตามกลวิธีผสมผสานกับจินตนาการ บทประพันธ์นี้ยังใช้สังคีตลักษณ์แบบซ้ำความ เพื่อเชื่อมโยงในแต่ละกระบวนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
นวัตกรรมการสร้างความร่วมมือในการออกแบบสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องประดับขนาดเล็ก-ขนาดกลาง, เกศณี ศิริวัฒนสกุล
นวัตกรรมการสร้างความร่วมมือในการออกแบบสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องประดับขนาดเล็ก-ขนาดกลาง, เกศณี ศิริวัฒนสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาความต้องการ ปัญหาและอุปสรรคในการออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม 2)พัฒนาแพลตฟอร์และต้นแบบการสร้างนวัตกรรมความร่วมมือด้านการออกแบบ 3) ทดลองนำต้นแบบไปใช้งานจริง และ 4)ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์โดยผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการทบทวนวรรณกรรม การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 12 ราย การทำแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง 51 ราย และการสัมภาษณ์กลุ่ม 7 ราย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้บริหารสถาบันการศึกษาในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ผลจากการศึกษาพบว่า 1) ตัวแปรอิสระที่ส่งผลต่อรูปแบบความร่วมมือได้แก่ปัจจัยด้านการขับเคลื่อนเทคโนโลยี (X4) ปัจจัยความสามารถด้านเครือข่าย (X3) และปัจจัยความสามารถด้านบุคลากร (X1) โดย 2) ปัจจัยการขับเคลื่อนเทคโนโลยี (X4) มีอิทธิพลมากที่สุดทั้งในระดับความสำคัญและในระดับปฏิบัติการ 3)จากทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี (TAM) พบว่าแพลตฟอร์มมีความเหมาะสมกับการใช้งานด้วยคะแนนการยอมรับ 4.43 จาก 5 คะแนน หรือคิดเป็นร้อยละ 88 และ 4) การประเมินทางเลือกในการลงทุนคือการอนุญาตให้ใช้สิทธิ หรือ Licensing แบบ non exclusive และคิดรายได้แบบค่าเปิดเผยเทคโนโลยี (Disclosure fee) โดยมีการวางแผนบริหารและการวิเคราะห์งบการเงินคาดว่าธุรกิจสามารถขายและทำกำไรได้ที่ 288,342 บาท ในปีที่ 3 ของการดำเนินกิจการ โดยมีอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เท่ากับ 38% มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) 227,227 บาท ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) เท่ากับ 1.96 ปี
นวัตกรรมซอฟต์แวร์ประเมินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์, ปิยะ นาควัชระ
นวัตกรรมซอฟต์แวร์ประเมินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์, ปิยะ นาควัชระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเทคโนโลยี ศักยภาพทางการตลาด ปัจจัยการประเมินระบบที่เหมาะสมกับภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และการพัฒนาซอฟต์แวร์ประเมิน การวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ 1) การศึกษาเทคโนโลยีระบบโซล่าเซลล์ ศักยภาพทางการตลาด ปัจจัยการประเมิน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก 2) การพัฒนากระบวนการประเมินระบบ โดยการทดลอง การบันทึกข้อมูล และวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง หรือ SEM 3) การศึกษาคุณลักษณะสำคัญของซอฟต์แวร์ การทดสอบและปรับปรุงประสิทธิภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และ 4) การทดสอบการยอมรับซอฟต์แวร์และรูปแบบการใช้ในเชิงพาณิชย์ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ผลการวิจัยทราบเทคโนโลยีและแนวคิดการออกแบบ การทดลองผลิตพลังงานไฟฟ้านำมาสร้างสมการทำนาย ผลการพัฒนาดัชนีอุณหภูมิอากาศแวดล้อมมีค่าระหว่าง 0.949 – 1 และดัชนีฝุ่นละอองในอากาศมีค่าระหว่าง 0.909 – 1 จากนั้นพัฒนาสมการประเมินระบบใหม่ที่ผนวกดัชนีข้างต้น ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างสมการแบบปกติและสมการที่พัฒนาขึ้น (p = 0.001) ผลการทดสอบสมการคำนวณใหม่มีขนาดของระบบสูงกว่า 2.34% พลังงานที่ผลิตได้และเป้าหมายต่างกัน 1.89% ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างซอฟต์แวร์ “iDEPV” กับพลังงานไฟฟ้าที่บันทึกได้จากโครงการที่ติดตั้งแล้วมีความใกล้เคียงกันความแตกต่างระหว่าง -1.28 ถึง 0.77% นอกจากนั้นผลการยอมรับซอฟต์แวร์แสดงให้เห็นว่าความต้องการใช้งานในระดับมาก ส่วนผลการพัฒนารูปแบบในเชิงพาณิชย์มีอัตราผลตอบแทนภายใน 31.23% และระยะเวลาคืนทุน 2 ปี 9 เดือน
การวิเคราะห์การออกแบบหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจากวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรในประเทศไทย, มนันยา สายชู
การวิเคราะห์การออกแบบหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจากวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรในประเทศไทย, มนันยา สายชู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์การออกแบบหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในประเทศไทย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ วิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 จนถึง พ.ศ.2562 จำนวน 240 เรื่อง โดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ด้วยแบบวิเคราะห์การออกแบบหลักสูตร สถิติที่ใช้ คือ การแจกแจงความถี่และการหาค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) สถาบันที่มีการทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรมากที่สุด คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ภายใต้คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ในสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน ซึ่งส่วนใหญ่ทำการวิจัยในระดับปริญญาโท พิมพ์เผยแพร่มากที่สุดในปีพุทธศักราช 2554 โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มีการพัฒนาหลักสูตรมากที่สุด ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาหลักสูตรสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 2) องค์ความรู้ที่ได้จากการวิเคราะห์การออกแบบหลักสูตร มีรายละเอียดดังนี้ 1. ปรัชญาการศึกษาที่นำมาเป็นแนวทางในการออกแบบหลักสูตรที่นำมาใช้มากที่สุด คือ ปรัชญาพิพัฒนาการนิยม 2. แนวคิดที่ใช้ในการออกแบบหลักสูตรมากที่สุด คือ แนวคิดที่ยึดกิจกรรมและปัญหาของสังคม ท้องถิ่นหรือชุมชน 3. รูปแบบของหลักสูตรที่มีการออกแบบมากที่สุด คือ หลักสูตรเพื่อชีวิตและสังคม 4. จุดมุ่งหมายของหลักสูตรในด้านเนื้อหาที่มีการออกแบบมากที่สุด คือ จุดมุ่งหมายด้านอาชีพ ขณะที่จุดมุ่งหมายด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ที่พบมากที่สุด คือ จุดมุ่งหมายด้านพุทธิพิสัย 5. เนื้อหาในหลักสูตรมีการออกแบบหลักสูตรมากที่สุด คือ เนื้อหาวิชาเฉพาะทางหรืออาชีพ 6. กิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้ออกแบบหลักสูตรนำมาบรรจุไว้ในหลักสูตรมากที่สุด คือ กิจกรรมการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนปฏิบัติจริง 7. การวัดประเมินผลโดยใช้การทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เป็นวิธีการการวัดและประเมินผลที่มีผู้วิจัยเลือกใช้มากที่สุด ขณะที่การประเมินผลตามสภาพจริง ที่มีผู้วิจัยเลือกใช้มากที่สุด คือ การสังเกตพฤติกรรม
การศึกษาความเป็นไปได้ของการนำเทคโนโลยีการเคลือบด้วยละอองขนาดเล็กเพื่อให้บริการเคลือบเสื้อผ้าตามความต้องการ, ประภัสสร ติรนันทกุล
การศึกษาความเป็นไปได้ของการนำเทคโนโลยีการเคลือบด้วยละอองขนาดเล็กเพื่อให้บริการเคลือบเสื้อผ้าตามความต้องการ, ประภัสสร ติรนันทกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการพิเศษนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องพ่นละอองขนาดเล็กเพื่อเคลือบเสื้อผ้าตามความต้องการ ประยุกต์ใช้ในผ้ากันยุงเคลือบด้วยสารละลายเพอร์เมทรินเข้มข้น 0.5% (w/v) เป็นสารออกฤทธิ์ไล่ยุง และใช้สารละลายต้นแบบสีแดงเป็นอินดิเคเตอร์เพื่อศึกษาคุณสมบัติของละอองขนาดเล็กบนผ้าตัวอย่าง ได้แก่ ผ้าฝ้าย (คอตตอน 100%) และผ้าโทเร (คอตตอน 35% และโพลีเอสเตอร์ 65%) ผลการศึกษาละอองขนาดเล็กจากเครื่องอัลตราโซนิคอะตอมไมเซอร์ ให้อนุภาคขนาดเล็กที่มีขนาดใกล้เคียงกันและกระจายตัวเคลือบบนพื้นผิวผ้าสม่ำเสมอมากกว่าวิธีสเปรย์ด้วยกระบอกฉีดน้ำ และผลการทดสอบผ้ากันยุงต้นแบบที่เคลือบด้วยเพอร์เมทริน 0.5% (w/v) สามารถยืนยันผลการเคลือบด้วยวิธีคำนวณค่าน้ำหนักบนพื้นผิวของสารหลังเคลือบและผลเอกลักษณ์ของพีคสารเพอร์เมทรินด้วยเครื่อง FT-IR ผลสำรวจการยอมรับนวัตกรรมการเคลือบผ้าด้วยละอองขนาดเล็ก พบว่าประชากรมีความสนใจทดลองใช้เทคโนโลยีเคลือบผ้าด้วยละอองขนาดเล็กเพื่อใช้เป็นเสื้อผ้ากันยุง ในระดับมากถึงมากที่สุดคิดเป็น 55.0 % ระดับปานกลาง 40.3 % และระดับน้อยถึงน้อยที่สุด 4.7 % ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีมากที่สุดคือ ความปลอดภัยของส่วนผสมของสารกันยุง และผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาเทคโนโลยีการเคลือบด้วยละอองขนาดเล็กใช้สารเคลือบในปริมาณน้อยและสม่ำเสมอ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้กับหลายสารเคลือบ
การศึกษาความเป็นไปได้ของแพลตฟอร์มการให้บริการการขึ้นรูปต้นแบบแม่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องประดับ, ดนูพัฒน์ รัตนบันรินทร์
การศึกษาความเป็นไปได้ของแพลตฟอร์มการให้บริการการขึ้นรูปต้นแบบแม่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องประดับ, ดนูพัฒน์ รัตนบันรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ได้ศึกษาความเป็นไปได้ของแพลตฟอร์มการให้บริการการขึ้นรูปต้นแบบแม่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องประดับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดการยอมรับนวัตกรรมสำหรับแพลตฟอร์มการให้บริการเครื่องพิมพ์สามมิติและแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์สำหรับสินค้าเครื่องประดับ และขอบเขตการศึกษาสำหรับกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 4 กลุ่มคือ นักออกแบบเครื่องประดับ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ ผู้ให้บริการเครื่องพิมพ์สามมิติ และบุคคลทั่วไป โดยมีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เพื่อศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการเครื่องพิมพ์สามมิติ และมีการกำหนดกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มผู้ให้บริการเครื่องพิมพ์สามมิติจำนวน 3 ราย และผู้ใช้บริการเครื่องพิมพ์สามมิติจำนวน 3 รายในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องประดับ หลังจากนั้นมีสร้างแบบจำลองแพลตฟอร์มเพื่อนำมาศึกษาปัจจัยในการยอมรับนวัตกรรมและออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลสำหรับกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการเก็บข้อมูลแบบ (Quantitative Research) จากการใช้แบบสอบถามจำนวน 227 ราย โดยผลการศึกษาและการเก็บข้อมูลพบว่ามีผู้ยอมรับนวัตกรรมจำนวน 62% จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และจำนวนผู้ยอมรับนวัตกรรมจำนวน 75% จากตัวอย่าง 20 รายที่เคยใช้บริการเครื่องพิมพ์สามมิติ
A Case Study On Financial Analysis Of Sunsweet Public Company Limited, Nuttakritta Neamaum
A Case Study On Financial Analysis Of Sunsweet Public Company Limited, Nuttakritta Neamaum
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Sunsweet Public Company Limited, a Thai manufacturers/export, is listed capital of 215 Million Baht and is located in Sanpatong district, Chiang Mai province. The nature of business is to manufacture and distribute processed sweet corn and agricultural products, including sourcing the food and agricultural products. Its vision is to lead a sweet corn business that operates the vertically integrated business and focuses on innovation, modern technology, and enhancement to international standards. The company had success in foreign markets in over 50 countries worldwide with more than 200 customers with the export value's market share at 4% in 2019. This paper …
การออกแบบสารในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.), ธวัช เวศตัน
การออกแบบสารในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.), ธวัช เวศตัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องการออกแบบสารในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัย 2 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อวิเคราะห์การออกแบบสารในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และ (2) เพื่อวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผลวิจัยพบว่าเมื่อเกิดภาวะวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รัฐบาลได้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการภาวะวิกฤตดังกล่าว ในการสื่อสารกับประชาชนนั้น การออกแบบสารประกอบไปด้วยการให้ข้อมูล และการโน้มน้าวใจในกระบวนการออกแบบสารนอกจากการเลือกประเด็นที่นำเสนอโดยคณะทำงาน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนนำ มีลักษณะสร้างความเข้าใจในปัญหา โดยมีความจำเป็นเร่งด่วน โดยใช้แนวคิดการสื่อสารจากแหล่งเดียวอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะสามารถควบคุมความถูกต้องของเนื้อหา สร้างความชัดเจนในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหลักการที่ทีมงานออกแบบสาร ของ ศบค. ได้จัดทำไว้ ส่วนเนื้อหา มีลักษณะสร้างความเข้าในในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่รัฐบาลได้เตรียมไว้ ซึ่งการรายงานข้อมูลเท็จจริง สารต้องมีความน่าสนใจ เข้าถึงได้ง่าย สามารถตีความได้ ประมวลผลได้ ทําให้ผู้รับสารมีความเข้าใจในความหมายที่สารกํากับไว้ได้ และส่วนสรุป มีลักษณะเป็นการนำเสนอแนวทางแก้ไข สร้างทัศนคติให้ผู้รับสารได้ตระหนักถึงความอันตรายกับเหตุการณ์การแพร่ของโรคระบาดที่เกิดขึ้น ผู้ออกแบบสารจะต้องตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของข้อมูล เพราะสารที่รออกแบบย่อมส่งกระทบกับผู้รับสารนอกเหนือจากความเข้าใจในสารที่ตรงแล้ว สารนั้นจะต้องสร้างความรู้ สร้างการรับรู้ และสร้างทัศนคติกับผู้รับสาร แล้วยังมีการใช้ทำเนียบภาษาทางการแพทย์ และสาธารณสุข รวมถึงการใช้คำคล้องจองอีกด้วย
ความสัมพันธ์ของการเล่าเรื่องของตราสินค้า The History Of Whoo กับภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อ, วรัญญู ศิริวัฒน์
ความสัมพันธ์ของการเล่าเรื่องของตราสินค้า The History Of Whoo กับภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อ, วรัญญู ศิริวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงผสมผสานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะการเล่าเรื่องของตราสินค้า The History of Whoo 2) การรับรู้คุณลักษณะการเล่าเรื่องของตราสินค้า The History of Whoo ในมิติต่าง ๆ 3) ภาพลักษณ์ตราสินค้าของผู้บริโภคที่ได้รับรู้ถึงเรื่องเล่าของตราสินค้า The History of Whoo 4) ความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่ได้รับรู้ถึงเรื่องเล่าของตราสินค้า The History of Whoo และ 5) ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ของผู้บริโภคต่อต่อคุณลักษณะการเล่าเรื่องในมิติต่าง ๆ ของตราสินค้า The History of Whoo กับภาพลักษณ์ตราสินค้าและความตั้งใจซื้อ ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาคุณลักษณะของเรื่องเล่าของตราสินค้า The History of Whoo โดยการศึกษาเอกสารจากเว็บไซต์ทางการของตราสินค้า The History of Whoo จากประเทศสิงคโปร์และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และบทความเชิงโฆษณาจากเว็บไซต์นิตยสาร Vogue Thailand, Harper’s BAZAAR Thailand และ Hello Magazine Thailand และใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาการรับรู้เรื่องเล่า ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อตราสินค้า The History of Whoo อีกทั้งเพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างเพศชายและเพศหญิง อายุระหว่าง 25-45 ปี ที่เป็นสมาชิกแฟนเพจรีวิวเครื่องสำอางแพง by jeban.com และอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 205 คน เคยได้ยินหรือรู้จักเรื่องเล่าของตราสินค้า The History of Whoo จากการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ เรื่องเล่าของตราสินค้า The History of Whoo ประกอบไปด้วยมิติต่าง ๆ ดังนี้ 1) ด้านที่มาของผลิตภัณฑ์ กล่าวถึงความเป็นเครื่องสำอางชั้นสูงสำหรับจักรพรรดินี โดยมีต้นกำเนิดจากราชสำนักเกาหลีโบราณที่สืบทอดจากบรรพบุรุษและส่งต่อมายังยุคปัจจุบันจากรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งยังมีการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศเกาหลีโดยการใช้ส่วนผสมจากสมุนไพรซึ่งเป็นตำรับยาโบราณเข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ …
ทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อเนื้อหาบนเฟซบุ๊กแฟนเพจกับการตัดสินใจซื้อสินค้าในธุรกิจอีคอมเมิร์ซในช่วงการระบาดของไวรัส Covid-19, ฐิติวัลยา ไทยมงคลรัตน์
ทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อเนื้อหาบนเฟซบุ๊กแฟนเพจกับการตัดสินใจซื้อสินค้าในธุรกิจอีคอมเมิร์ซในช่วงการระบาดของไวรัส Covid-19, ฐิติวัลยา ไทยมงคลรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “ทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อเนื้อหาบนเฟซบุ๊กแฟนเพจกับการตัดสินใจซื้อสินค้าในธุรกิจอีคอมเมิร์ซในช่วงการระบาดของไวรัส Covid-19” เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามออนไลน์ โดยเลือกเก็บข้อมูลเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจที่เป็นทางการของลาซาด้า ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิรซ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Lazada.co.th, 2563) จำนวน 216 คน ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2563 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 53) เป็นเพศหญิง สถานภาพโสด มีช่วงอายุระหว่าง 26-30 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี ประกอบอาชีพรับราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 15,000 - 25,000 บาท ทัศนคติที่มีต่อเนื้อหาสาร และการจัดการภาวะวิกฤตของลาซาด้า ประเทศไทยบนสื่อสังคมออนไลน์บนเฟซบุ๊กแฟนเพจที่เป็นทางการของลาซาด้าในเชิงบวกทั้งหมด ในด้านของการออกแบบสาร กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติในเชิงบวก กล่าวคือเนื้อหาที่นำเสนอในเฟซบุ๊กแฟนเพจนั้นมีภาพประกอบสวยงาม สะดุดตา ชวนมอง มีเอกลักษณ์และความเป็นต้นฉบับของตนเอง เป็นเชิงบวกเช่นกัน ทำให้เกิดความต้องการที่จะซื้อสินค้าออนไลน์ได้ สำหรับการตัดสินใจซื้อพบว่า มีการแนะนำให้ผู้อื่นซื้อสินค้าออนไลน์จากลาซาด้ามากที่สุด รองลงมาคือมักจะหาข้อมูลสินค้าจากแหล่งข้อมูลอื่นๆก่อนการซื้อทุกครั้ง และพบว่าในอนาคตมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าจากลาซาด้า จากการทดสอบสมมติฐานพบว่า ทัศนคติของผู้บริโภคต่อเนื้อหาบนเฟซบุ๊กมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อสินค้าจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซในช่วงการระบาดของไวรัส Covid-19 เชิงบวกในระดับสูง เพราะฉะนั้น ข้อแนะนำเพิ่มเติมในการทำเนื้อหาบนเฟซบุ๊กแฟนเพจถ้าหากกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิงตามลักษณะประชากรที่กล่าวมาข้างต้น ควรเน้นการทำเนื้อหาที่มีความแปลกใหม่ ใกล้เคียงกับความเป็นจริงหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริง ภาพประกอบสวยงาม มีเอกลักษณ์ และมีความเป็นต้นฉบับของตนเอง เนื้อหาควรมีส่วนช่วยให้ระลึกถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นในช่วงนั้นได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งหากเกิดภาวะวิกฤตอย่างเช่นโรคระบาด ต้องสื่อสารด้วยความรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ และนำเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และสร้างคุณค่าต่อกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย
แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดเลย ตามแนวคิดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคล, ณัฐพงษ์ เกรียงไกรวงษ์
แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดเลย ตามแนวคิดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคล, ณัฐพงษ์ เกรียงไกรวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดเลย ตามแนวคิดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคลและ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดเลย ตามแนวคิดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคล ใช้วิธีการวิจัยเชิงบรรยาย ประชากร คือ โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ขึ้นไปของจังหวัดเลย ประกอบด้วย 4 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนเลยพิทยาคม โรงเรียนเชียงคาน โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เลย และโรงเรียนศรีสงครามวิทยา ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนรวม จำนวน 124 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางฯ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น ฐานนิยมและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ลำดับดัชนีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดเลย ตามแนวคิดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคล ในภาพรวม พบว่าขอบข่ายการบริหารวิชาการที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ การวัดและประเมินผล รองลงมาคือ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีการศึกษา ตามลำดับ ในภาพรวมขององค์ประกอบของการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคล พบว่า องค์ประกอบของการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคลที่มีลำดับดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ การกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง รองลงมา คือ การกำหนดวิธีการเรียนรู้ และการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ตามลำดับ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการมีทั้งหมด 4 แนวทาง ดังนี้ (1) การพัฒนาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ทีส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคลด้านการกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง (2) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคลด้านการกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง (3) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคลด้านการกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง (4) การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษาที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคลด้านการกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง
กลไกการขับเคลื่อนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืน ของเทศบาลนครเกาะสมุยจังหวัดสุราษฎร์ธานี, วิภาวี บุญพา
กลไกการขับเคลื่อนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืน ของเทศบาลนครเกาะสมุยจังหวัดสุราษฎร์ธานี, วิภาวี บุญพา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “กลไกการขับเคลื่อนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนของเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี” มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาคือ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความตระหนักต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการรับรู้ตามนโยบายการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนของเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี กับกลไกการขับเคลื่อนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนของเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรค และกลไกการขับเคลื่อนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนของเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเพื่อนำเสนอแนวทางการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการขยะชุมชนอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mix Method) ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test One Way- ANOVA และสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน โดยประชากรในครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัด สุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 398 คน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยความตระหนักต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และปัจจัยการรับรู้ตามนโยบายการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนของเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีความสอดคล้องกับกลไกการขับเคลื่อนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนของเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยพบว่ามีปัญหาเชิงลึก 2 ประการ ได้แก่ 1) ประชาชนขาดความตระหนักต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และ 2) บทบาทของเทศบาลนคร เกาะสมุยในการผลักดันนโยบายการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนยังไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานภาครัฐจึงจำเป็นต้องกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาเชิงนโยบาย โดยมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับรู้สู่ชุมชนในกระบวนการและกลไกการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืน และแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการเก็บ ขน และกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยให้มีความสอดคล้องกับต้นทุนการบริหารจัดการขยะทั้งระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จตามวาระแห่งชาติเป็นสำคัญ
การรับรู้และตอบสนองต่อภาวะวิกฤตองค์กรของพนักงานระดับปฏิบัติการในกลุ่ม Generation X และ Millennials: กรณีศึกษา บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน), ภูริตา เพรียวพานิช
การรับรู้และตอบสนองต่อภาวะวิกฤตองค์กรของพนักงานระดับปฏิบัติการในกลุ่ม Generation X และ Millennials: กรณีศึกษา บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน), ภูริตา เพรียวพานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ เรื่อง "การรับรู้และตอบสนองต่อภาวะวิกฤตองค์กรของพนักงานระดับปฏิบัติการในกลุ่ม Generation X และ Millennials: กรณีศึกษา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบว่า ช่วงวัยที่แตกต่างกันมีผลต่อการรับรู้และตอบสนองต่อภาวะวิกฤตองค์กรเหมือนหรือแตกต่างกัน หรือไม่ อย่างไร โดยการศึกษาครั้งนี้ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม โดยใช้แบบสอบถาม ประกอบการสัมภาษณ์ในการเก็บข้อมูล ทั้งนี้ ได้มีการศึกษาปัจจัยอื่น รวมด้วย อันได้แก่ เพศ ประสบการณ์ทำงาน และลักษณะงาน โดยผลการศึกษาพบว่า ช่วงวัยที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อการรับรู้และตอบสนองภาวะวิกฤตองค์กร ทว่า ลักษณะงานที่แตกต่างกันมีการตอบสนองต่อการจัดการภาวะวิกฤตองค์กรแตกต่างกัน ทั้งนี้ ในส่วนของการสัมภาษณ์พบว่า การสื่อสารหรือการประชาสัมพันธ์ภาวะวิกฤตองค์กร ทั้งการมีช่องทางที่หลากหลาย และการให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง และชัดเจน จะเป็นประโยชน์ต่อพนักงานและช่วยให้พนักงานเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น
ความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง, พิทยุตม์ แสงประเสริฐ
ความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง, พิทยุตม์ แสงประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง ความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง 3) ศึกษาแนวทางในการเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง จำนวนประชากร 2,441 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 344 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ค่าสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า Independent Samples t-test ค่า One-Way ANOVA และ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นด้านความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดินในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลางอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคคลของข้าราชการกรมที่ดินในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลางที่มีผลต่อความสัมพันธ์ต่อความผูกพันต่อองค์การแตกต่างกันเพียงบางประการเท่านั้น โดยผลการทดสอบความแตกต่างปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ และระยะเวลาการทำงาน ที่แตกต่างกันมีความผูกพันต่อองค์การไม่แตกต่างกัน ส่วนระดับการศึกษา ตำแหน่งในการทำงาน และหน่วยงานที่สังกัด ที่แตกต่างกันมีความผูกพันต่อองค์การแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ปัจจัยลักษณะงาน มีผลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดินในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง 4) ปัจจัยประสบการณ์ในงาน มีผลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดินในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ กรณีศึกษา กัญชง ภายใต้การบริหารงานของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.), ปานธิดา วัชระคิรินทร์
ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ กรณีศึกษา กัญชง ภายใต้การบริหารงานของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.), ปานธิดา วัชระคิรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ กรณีศึกษา กัญชง วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ และสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ การวิจัยใช้แนวทางเชิงคุณภาพ ด้วยการค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ นโยบายและกฎหมายด้านยาเสพติด ใช้เทคนิควิจัยการสัมภาษณ์ โดยสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ส. ที่ทำงานในการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ รวมทั้งสิ้น 20 คน จากผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านทิศทางการปรับเปลี่ยนของนโยบายยาเสพติดโลก ปัจจัยด้านผู้บริหารฝ่ายการเมือง ปัจจัยด้านผู้บริหาร ป.ป.ส. ปัจจัยด้านผู้ปฏิบัติงาน ป.ป.ส. ปัจจัยด้านกลุ่มทุน ปัจจัยด้านเกษตรกร และปัจจัยด้านกฎหมาย เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ กรณีศึกษา กัญชง โดยทุกปัจจัยจะส่งผลต่อกันในลักษณะ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 กระแสปัญหา ส่งผลต่อระดับที่ 2 กระแสนโยบายและการเมืองของชนชั้นนำ และส่งผลต่อระดับที่ 3 การตอบสนองนโยบายของ สำนักงาน ป.ป.ส. ปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนกัญชงสู่พืชเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวยในการขับเคลื่อนกัญชงสู่พืชเศรษฐกิจ การขาดหน่วยงานหลักในการผลักดันกัญชงสู่พืชเศรษฐกิจ และการขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับกัญชง ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะ คือ ควรมีแนวทางการพัฒนาด้านผู้บริหาร ควรให้การผลักดันนโยบายส่งเสริมกัญชงให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ด้านผู้ปฏิบัติงานต้องทำงานเชิงรุกและขับเคลื่อนนโยบายให้บรรลุตามเป้าหมาย ด้านกลุ่มทุน ความรู้เกี่ยวกับระเบียบ การอนุญาต การผลิต และกระบวนการผลิต ควรมีการอบรมแก่ผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย ด้านเกษตรกร ควรศึกษากฎหมายกัญชงให้ชัดเจน และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ หน่วยงานหลัก ควรเป็นสำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกรณีศึกษาสายงานการไฟฟ้า ภาค 3, พฤกษา พฤทธิสาริกร
ภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกรณีศึกษาสายงานการไฟฟ้า ภาค 3, พฤกษา พฤทธิสาริกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความต้องการของงาน ระดับทรัพยากรในงานและระดับภาวะหมดไฟในการทำงาน และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความต้องการของงานและทรัพยากรในงานกับภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรณีศึกษาสายงานการไฟฟ้าภาค 3 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในสังกัดสายงานการไฟฟ้าภาค 3 จำนวน 1,010 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มตัวอย่าง (Independent t-test) การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแปรปรวน (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Correlation) ผลการศึกษา พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีระดับความต้องการของงานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีระดับทรัพยากรในงานโดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานต่ำ ซึ่งเมื่อพิจารณาภาวะหมดไฟในการทำงานเป็นรายด้าน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเสี่ยงที่เกิดภาวะหมดไฟในการทำงานต่ำ ทั้ง 3 ด้าน ; ด้านความรู้สึกอ่อนล้า ด้านการเมินเฉย และด้านการลดคุณค่าความสำเร็จในตนเอง 2) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ อายุ ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ระดับตำแหน่ง 3) ความต้องการของงานโดยรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับภาวะหมดไฟในการทำงาน 4) ทรัพยากรในงานโดยรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะหมดไฟในการทำงาน
Approaches For The Development Of Teachers' Intercultural Competence At Saint Andrews International School Bangkok, Chatchawan Thumrongarchariyakun
Approaches For The Development Of Teachers' Intercultural Competence At Saint Andrews International School Bangkok, Chatchawan Thumrongarchariyakun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Despite the fact that intercultural competence of teachers seems to have the potential to predict organizational success, not many researchers have looked into the way of developing them in each different context. Saint Andrews International School Bangkok offered multi-cultural environment for both students and teachers, necessitating intercultural competence for every to culturally blend in. This research aims to 1) analyse needs for development of teachers’ intercultural competence at Saint Andrews International School Bangkok, and 2) propose appropriate approaches for the development of teachers’ intercultural competence. They were investigated using an online survey results from returned 165 teachers at Saint Andrews …
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีด้วยวัสดุเหลือใช้สำหรับกลุ่มที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้แนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่, ศศิมา สุชินโรจน์
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีด้วยวัสดุเหลือใช้สำหรับกลุ่มที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้แนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่, ศศิมา สุชินโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีด้วยวัสดุเหลือใช้ สำหรับกลุ่มที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม (Reuse Revolutionaries) โดยใช้แนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ (Upcycle Concept) เป็นการวิจัยเพื่อหาแนวทางในการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ ซึ่งได้จากการผลิตอุตสาหกรรมประเภทเครื่องหนัง และจะนำมาพัฒนาควบคู่ไปกับงานฝีมือเพื่อให้เกิดงานออกแบบที่สร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างตราสินค้าแฟชั่นโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณควบคู่กับกระบวนการออกแบบสร้างสรรค์ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสตรีกลุ่มที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เริ่มตั้งแต่การศึกษากลุ่มเป้าหมายถึงข้อมูลทั่วไปและพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเพื่อให้เข้าใจถึงรูปแบบและหลักเกณฑ์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกบริโภคสินค้า รวมถึงหาช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายจะตัดสินใจเลือกบริโภค ตลอดจนการศึกษาถึงลักษณะแบรนด์สินค้าในปัจจุบันที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มคนเป้าหมายได้ ศึกษาแนวความคิดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ด้วยการนำกลับมาใช้ใหม่ (Upcycle) ผ่านแนวทางเทคนิคงานฝีมือให้ชิ้นงานมีมูลค่าและสวยงามมากขึ้น ตลอดจนมีการศึกษารูปแบบผลงานการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ที่มีในปัจจุบันของศิลปินต่าง ๆ ศึกษารูปแบบงานฝีมือ ที่หลากหลายและแบบ Surface Embroidery เพื่อนำมาหาข้อสรุปและความเหมาะสมในการสร้างสรรค์งาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามกลุ่มผู้บริโภคผู้หญิงที่อยู่กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย มีอายุระหว่าง 25 - 35 ปี จำนวน 51 คน ผลจากการวิจัยพบว่าแฟชั่นเพื่อกลุ่มที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม (Reuse Revolutionaries) กับแนวความคิดการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ด้วยการนำกลับมาใช้ใหม่ (Upcycle) สามารถมีแนวทางในการออกแบบร่วมกันได้ โดยใช้เทคนิคการผสมผสานงานฝีมือที่หลากหลายเพื่อให้เกิดการลดปริมาณเศษหนังให้มากที่สุดและ เกิดการใช้งานอย่างคุ้มค่า โดยมีโอกาสการใช้สอยในรูปแบบของชุดลำลองที่สร้างสรรค์ (Creative Casual) โดยสามารถประยุกต์ใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค ช่องว่างการตลาดสู่การสร้างสรรค์ตราสินค้าแฟชั่นที่มีการผสมผสานงานฝีมือและการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้