Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 781 - 810 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
ซิลิกาเจลดัดแปรด้วยเอมีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศในระบบฟลูอิไดซ์เบด, เพ็ชรพิชชา บุญมาตุ่น
ซิลิกาเจลดัดแปรด้วยเอมีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศในระบบฟลูอิไดซ์เบด, เพ็ชรพิชชา บุญมาตุ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบัน คาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในแก๊สเรือนกระจกที่สำคัญ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากต่อการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยในปี ค.ศ. 2023 พบว่าระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้นถึง 420 ppm ซึ่งนับว่าเป็นสถิติใหม่ที่สูงที่สุด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และความรุนแรงของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจในปัจจุบันคือ การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศโดยตรง หรือ Direct Air Capture (DAC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำการแยกคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศในสภาวะที่พบในธรรมชาติ กระบวนการสำคัญในเทคโนโลยีดังกล่าวคือ “กระบวนการดูดซับ” ซึ่งใช้ตัวดูดซับในสถานะของแข็ง โดยได้รับความนิยมเนื่องจากสามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณสูง ใช้พลังงานต่ำในการฟื้นฟูสภาพ และมีต้นทุนไม่สูง งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตัวดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ผ่านการปรับปรุงด้วยเอมีน โดยตัวดูดซับที่ใช้ในการศึกษา คือ ซิลิกาเจล ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ได้แก่ พื้นที่ผิวจำเพาะสูง หาง่ายในท้องตลาด และมีต้นทุนต่ำ ลักษณะของตัวดูดซับที่มีพื้นที่ผิวมากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ และเมื่อซิลิกาเจลผ่านการปรับปรุงด้วย มอนอเอทาโนลามีน จะทำให้ความสามารถในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจาก 0.26 เป็น 24.52 มิลลิกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกรัมตัวดูดซับ ซึ่งสูงกว่าตัวดูดซับที่ไม่ได้ผ่านการปรับปรุงถึง 94 เท่า นอกจากนี้ยังสูงกว่าตัวดูดซับที่ผ่านการปรับปรุงด้วยไดเอทาโนลามีน อย่างไรก็ตาม ตัวดูดซับควรคงประสิทธิภาพในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้แม้ผ่านกระบวนการฟื้นฟูหลายรอบ เพื่อลดต้นทุนในการสังเคราะห์ซ้ำ และเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน นอกจากนี้ เพื่อให้การฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยังจำเป็นต้องศึกษาปัจจัยต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมในการฟื้นฟู รวมถึงภาวะที่เหมาะสมในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำงานของตัวดูดซับ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง
การประเมินประสิทธิภาพการฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับซีโอไลต์ 13x สำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากอากาศ, ภคอร อมรสิน
การประเมินประสิทธิภาพการฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับซีโอไลต์ 13x สำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากอากาศ, ภคอร อมรสิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมในชีวิตประจำวันเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก โดยในปี พ.ศ. 2562 มีการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นร้อยละ 58 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศโดยตรง (Direct Air Capture: DAC) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องจัดการกับก๊าซที่มีความเข้มข้นต่ำมาก งานวิจัยนี้ศึกษาการฟื้นฟูสภาพตัวดูดซับซีโอไลต์ 13X ในระบบเบดนิ่ง โดยเปรียบเทียบวิธีฟื้นฟูสภาพ 3 วิธี ได้แก่ การให้ความร้อนด้วยรังสีไมโครเวฟ การให้ความร้อนแบบดั้งเดิม และการใช้ความดันสุญญากาศ ผลการทดลองพบว่า การฟื้นฟูสภาพด้วยรังสีไมโครเวฟที่กำลังไฟ 300 วัตต์ เป็นเวลา 10 นาที (ประมาณ 350 องศาเซลเซียส) ให้ประสิทธิผลการฟื้นฟูสภาพสูงสุดที่ร้อยละ 97.17 และใช้พลังงานเพียง 0.05 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อรอบ เทียบกับ 0.62 และ 0.34 กิโลวัตต์-ชั่วโมงของวิธีให้ความร้อนแบบดั้งเดิมและการใช้ความดันสุญญากาศ ตามลำดับ การประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์แสดงให้เห็นว่าวิธีการใช้รังสีไมโครเวฟให้ประสิทธิภาพสูงสุดต่อต้นทุนของตัวดูดซับ และมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าต่ำกว่าวิธีการให้ความร้อนดั้งเดิมถึง 12 เท่า จึงแสดงศักยภาพในการเป็นกระบวนการฟื้นฟูสภาพที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าสำหรับระบบ DAC ในอนาคต
Modeling Of Solar Collector With Hybrid Nanofluids Utilizing Machine Learning And Computational Fluid Dynamics, Phongpapop Kitisomkiat
Modeling Of Solar Collector With Hybrid Nanofluids Utilizing Machine Learning And Computational Fluid Dynamics, Phongpapop Kitisomkiat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rise in global energy consumption emphasizes the need for clean and renewable energy sources to tackle this problem. Solar collectors could harness energy while minimizing environmental impact, offering a potential solution by increasing efficiency without modifying the equipment’s topology using nanofluids. Hybrid nanofluid, created by dispersing 2 nanoparticles into conventional liquid, have shown improving in strengths and reduce the weaknesses of single particle nanofluid. However, it’s difficult to predict its properties due to the complex interaction between particles and the fluid. This study addresses this challenge by integrating machine learning for the prediction of hybrid nanofluids properties into computational …
การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลเพื่อเพิ่มสมรรถนะของแบตเตอรี่แบบสังกะสีไหลด้วยอิเล็กโทรไลต์ยูเทกติกเชิงลึกและตัวทำละลายร่วม, พงศ์ภรณ์ พิพัฒนชัยนันท์
การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลเพื่อเพิ่มสมรรถนะของแบตเตอรี่แบบสังกะสีไหลด้วยอิเล็กโทรไลต์ยูเทกติกเชิงลึกและตัวทำละลายร่วม, พงศ์ภรณ์ พิพัฒนชัยนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อิเล็กโทรไลต์ยูเทกติกเชิงลึก (deep eutectic electrolytes, DEEs) เป็นระบบที่มีเสถียรภาพทางเคมีสูง ออกแบบองค์ประกอบได้หลากหลาย และมีศักยภาพในการทดแทนอิเล็กโทรไลต์แบบดั้งเดิมในแบตเตอรี่แบบสังกะสีไหล (zinc flow batteries, ZFBs) อย่างไรก็ตาม ความหนืดที่สูงของ DEEs จำกัดการเคลื่อนที่ของไอออนในระบบ จึงต้องเติมตัวทำละลายร่วม (co-solvents) เพื่อปรับปรุงสมบัติเหล่านี้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของชนิดและอัตราส่วนของตัวทำละลายร่วมต่อโครงสร้างการละลายและสมบัติเชิงพลวัตของไอออนในระบบ DEEs โดยใช้การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุล (molecular dynamics simulations, MD) ระบบที่ศึกษาประกอบด้วยเกลือสังกะสีคลอไรด์ (zinc chloride, ZnCl2) ความเข้มข้น 0.5 M ในตัวทำละลายผสมระหว่าง โคลีนคลอไรด์ (choline chloride, ChCl) กับเอทิลีนไกลคอล (ethylene glycol, EG) ในอัตราส่วน 1:4 โดยปริมาตร (ChCl:EG = 1:4 v/v) และเติมตัวทำละลายร่วม ได้แก่ อะซีโตไนไตรล์ (acetonitrile, ACN) ไดเมทิลซัลฟอกไซด์ (dimethyl sulfoxide, DMSO) และน้ำ (water, H2O) ในอัตราส่วน ChCl:EG:ตัวทำละลายร่วม = 1:4:X (X = 0, 1, 2, 4) ผลการจำลองแสดงให้เห็นว่า โครงสร้างการละลายของ Zn2+ ส่วนใหญ่เป็นคู่ไอออนสัมผัส (contact ion pairs, CIPs) ยกเว้นระบบที่เติม H2O ในอัตราส่วน 1:4:4 (H2O-4) ที่แสดงลักษณะเป็นคู่ไอออนแยกด้วยตัวทำละลาย (solvent separated ion pairs, SSIPs) เนื่องจาก H2O มีค่าคงที่ไดอิเล็กตริก (dielectric constant) สูงกว่าตัวทำละลายอื่น การเติม DMSO ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ (diffusion …
ผลของวิธีกระตุ้นต่อสมรรถนะของตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลที่รองรับด้วยไบโอชาร์ในรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำของทาร์จากชีวมวล, ณัชชา จิรันดร
ผลของวิธีกระตุ้นต่อสมรรถนะของตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลที่รองรับด้วยไบโอชาร์ในรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำของทาร์จากชีวมวล, ณัชชา จิรันดร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ทำการศึกษาวิธีการกระตุ้นไบโอชาร์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ การกระตุ้นทางกายภาพด้วยไอน้ำ การกระตุ้นทางเคมีด้วยโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ และการกระตุ้นผสมด้วยไอน้ำร่วมกับโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ เพื่อใช้เป็นตัวรองรับตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลในรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำของทาร์จากชีวมวล โดยการทดลองถูกดำเนินการในเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่งชนิดสองขั้น โดยทำการศึกษาผลของอุณหภูมิไพโรไลซิสที่ใช้ในปฏิกิริยา ผลของวิธีการกระตุ้นไบโอชาร์ ผลของสัดส่วนโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ที่ใช้ในขั้นตอนการกระตุ้นไบโอชาร์ และผลของอัตราส่วนโดยมวลระหว่างตัวเร่งปฏิกิริยาต่อชีวมวล ต่อผลได้และองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์แก๊สใน รีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำของทาร์ จากการศึกษาสมบัติทางกายภาพและหมู่ฟังก์ชันบนพื้นผิวของชาร์ที่ถูกกระตุ้นด้วยวิธีต่างๆ พบว่า การกระตุ้นไบโอชาร์ด้วยวิธีผสมโดยใช้ไอน้ำร่วมกับโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ มีพื้นที่ผิวจำเพาะและปริมาตรรูพรุนทั้งหมด โดยเฉพาะรูพรุนขนาดเล็กมากที่สุด และพบการเพิ่มขึ้นของกลุ่มฟังก์ชันที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ ในหมู่ฟังก์ชันคาร์บอนิล เมื่อวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์แก๊สจากรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำของทาร์โดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่แตกต่างกัน พบว่า การใช้ตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลที่รองรับด้วยไบโอชาร์ที่กระตุ้นโดยวิธีผสม ให้ผลได้ของผลิตภัณฑ์แก๊สสูงที่สุดเท่ากับ 20.68 มิลลิโมลต่อกรัมชีวมวล ซึ่งภาวะที่เหมาะสมในการทดลอง ได้แก่ อุณหภูมิไพโรไลซิส 700 องศาเซลเซียส และอัตราส่วนโดยมวลระหว่างตัวเร่งปฏิกิริยาต่อชีวมวล เท่ากับ 2 ต่อ 1
การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลของผลกระทบของตัวทำละลายร่วมต่อโครงสร้างการละลายและการถ่ายโอนไอออนในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ของแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน, นุชกร ศุภกำเนิด
การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลของผลกระทบของตัวทำละลายร่วมต่อโครงสร้างการละลายและการถ่ายโอนไอออนในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ของแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน, นุชกร ศุภกำเนิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารละลายอิเล็กโทรไลต์ที่ใช้ในแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนมักประกอบด้วยตัวทำละลายฐานคาร์บอเนต เช่น เอทิลีนคาร์บอเนต (ethylene carbonate, EC) และโพรพิลีนคาร์บอเนต (propylene carbonate, PC) ซึ่งมีความไวไฟสูง ส่งผลต่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของระบบ หนึ่งในแนวทางแก้ไขคือการเติมตัวทำ-ละลายร่วม (co-solvent) ที่ไม่ติดไฟลงในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ งานวิจัยนี้ใช้การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุล (molecular dynamics simulations, MD) เพื่อศึกษาผลของตัวทำละลายร่วมสองชนิด ได้แก่ ไตรเฮกซิล-ฟอสเฟต (trihexyl phosphate, THP) และไดเมทิลซัลฟอกไซด์ (dimethyl sulfoxide, DMSO) ต่อพฤติกรรมของ Li+ ในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ที่ประกอบด้วยเกลือลิเทียมเฮกซะฟลูออโรฟอสเฟต (lithium hexafluorophosphate, LiPF6) ความเข้มข้น 1.0 M ในตัวทำละลายผสม EC:PC อัตราส่วน 1:1 (v/v) โดยพิจารณาผลของการเติมตัวทำละลายร่วม 0-50 wt.% ผลการจำลองพบว่าในระบบที่เติม THP พบว่าโครงสร้างการละลายของ Li+ มีลักษณะเป็นคู่ไอออนสัมผัส (contact ion pairs, CIPs) โดย Li+ ถูกล้อมรอบด้วย EC หรือ PC 4 โมเลกุล THP 1 โมเลกุล และ PF6- 1 ไอออน ซึ่งไม่ส่งผลต่ออันตรกิริยาระหว่างคู่ไอออน Li+-PF6- อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การเติม DMSO ซึ่งมีค่าคงที่ไดอิเล็กตริกสูง (dielectric constant, ε ≈ 46.7) โครงสร้างการละลายของ Li+ เปลี่ยนเป็นแบบคู่ไอออนแยกด้วยตัวทำละลาย (solvent-separated ion pairs, SSIPs) โดย Li+ ถูกล้อมรอบด้วยตัวทำละลายทั้งหมด 6 โมเลกุล และไม่พบ PF6- ในชั้นการละลายแรก การเติม THP ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ …
Green Materials For Electromembrane Microextraction For Determination Of Norfloxacin, Thidarat Samkumpim
Green Materials For Electromembrane Microextraction For Determination Of Norfloxacin, Thidarat Samkumpim
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The gel electro membrane extraction (G-EME) has undergone many developments, including the in-gel electro membrane extraction (IG-EME) and the minimization of G-EME. First, IG-EME is a two-phase version of G-EME; its development started with suppressing the electroendoosmosis phenomenon (EEO). The EEO effect is a major problem in G-EME, which is caused by the induced water movement of the agarose membrane during the extraction. A removal acceptor phase can reduce the chance of excessive water movement. IG-EME enhances the extraction efficiency and moves the extraction to the sensing platform. In this work, IG-EME was studied with fluorescence detection for the first …
Alginate-Reduced Graphene Oxide Composite Hydrogel For Rotating Bar Sorptive Extraction Of Organophosphate Pesticides In Water, Kotchawan Prommanok
Alginate-Reduced Graphene Oxide Composite Hydrogel For Rotating Bar Sorptive Extraction Of Organophosphate Pesticides In Water, Kotchawan Prommanok
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A novel green preconcentration technique, rotating bar sorptive extraction (RBSE), was developed using an alginate-reduced graphene oxide (alginate-rGO) composite hydrogel as a green sorbent for the extraction of organophosphate pesticides (OPPs) from environmental water samples, followed by gas chromatography-mass spectrometry (GC-MS) analysis. The optimal configuration of the sorbent was shaped into a 12 × 12 mm cylindrical structure with 6 holes like a revolver cylinder to enhance surface area and mass transfer. The sorbent was prepared from a composite hydrogel of 15% w/v of alginate and 8% w/v of reduced graphene oxide. The alginate-rGO was then applied for RBSE of …
Characterization Of Mannanase From Bacillus Subtilis Hm7 And Prebiotic Production, Kornwarin Chumnankul
Characterization Of Mannanase From Bacillus Subtilis Hm7 And Prebiotic Production, Kornwarin Chumnankul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mannan oligosaccharides (MOS) have been utilized as food and feed additives due to their various advantages, including modulation and regulation of gut microbiota. Moreover, MOS can enhance tight junction activity by activating the AMPK signaling pathway. MOS can be produced by β-mannanase, a widely used enzyme in various industries. This study aims to clone, express, purify, and biochemically characterize the β-mannanase (MAN26HM7/A), and determine substrate specificity and hydrolytic products from konjac, copra meal, and coffee bean. Man26HM7/A was successfully cloned into pET-21b, resulting in pETMan26HM7/A. pETMan26HM7/A was expressed in E. coli BL21, induced by 0.4 mM IPTG at 37 °C …
Extraction Of Cannabidiol From Hemp Leaf Using Supercritical Fluid Technique And Production Of Cannabidiol Emulsion Microencapsule By Freeze Drying, Saranya Jansamutr
Extraction Of Cannabidiol From Hemp Leaf Using Supercritical Fluid Technique And Production Of Cannabidiol Emulsion Microencapsule By Freeze Drying, Saranya Jansamutr
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to extract, purify, formulate, and evaluate the bioactivities of cannabidiol (CBD) derived from hemp (Cannabis sativa L.) leaves. Supercritical carbon dioxide (SC-CO2) extraction at pressures of 1,600–1,800 psi, combined with flash chromatography, was employed to obtain CBD-rich extracts. Higher extraction pressure significantly increased both yield and CBD concentration (p ≤ 0.05), with 1,800 psi selected for further formulation. The extracts were developed into emulsions and microcapsules using freeze-drying and ß-cyclodextrin as an encapsulating agent to enhance chemical stability. Emulsions were formulated using MCT oil, Tween 20, and lecithin in various ratios including 9:5:5 (formula 1), 8:4:4 (formula …
Identification Of Inhibitors And Inhibitory Mechanisms For Sars-Cov-2 Papain-Like Protease, Auwal Auwal Rabiu
Identification Of Inhibitors And Inhibitory Mechanisms For Sars-Cov-2 Papain-Like Protease, Auwal Auwal Rabiu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The coronavirus disease 2019 (COVID-19) pandemic, caused by severe acute respiratory syndrome coronavirus 2 (SARS-CoV-2), emerged in late 2019 in Wuhan, China, and rapidly spread worldwide. The continuous emergence of SARS-CoV-2 variants necessitates the investigation of viral proteins as potential drug targets. While the main protease (Mpro) has been extensively studied, papain-like protease (PLpro) remains relatively underexplored despite its critical roles in viral replication and the inhibition of host innate immune responses. This study aims to identify and characterize potential inhibitors of SARS-CoV-2 PLpro using a combination of in vitro protease activity assays, enzyme kinetics, molecular docking, molecular dynamics simulations, …
Design Of Web-Based Application To Increase Corporate Income Tax Planning Knowledge Of Small And Medium Enterprises’ Entrepreneurs In Thailand, Chanyanut Atjanapotjanee
Design Of Web-Based Application To Increase Corporate Income Tax Planning Knowledge Of Small And Medium Enterprises’ Entrepreneurs In Thailand, Chanyanut Atjanapotjanee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Small and medium enterprises (SMEs) play an important role in Thailand’s economy, however, many entrepreneurs lack sufficient knowledge of corporate income tax planning, with three main issues in deductible expense, tax calculation, and filing a tax report. This study aimed to design and to evaluate a web-based application that improves corporate income tax planning knowledge among SME entrepreneurs, and indicate factors impacting the tax planning knowledge. The methodologies consisted of user requirement gathering, web-based application design and testing, and hypothesis testing. Eleven SME entrepreneurs from manufacturing, merchandise, and service business type participated in the study. Knowledge gains were measured through …
Synthesis And Biophysical Properties Of Zwitterionic Pyrrolidinyl Peptide Nucleic Acid, Wachiraya Pinthongnoi
Synthesis And Biophysical Properties Of Zwitterionic Pyrrolidinyl Peptide Nucleic Acid, Wachiraya Pinthongnoi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Pyrrolidinyl peptide nucleic acid (pyrrolidinyl PNA) is a synthetic DNA mimic featuring a conformationally constrained backbone comprising alternating proline and cyclic b-amino acid dipeptide subunits. AcpcPNA is a typical example of pyrrolidinyl PNA that demonstrates excellent binding specificity to DNA targets along with high chemical and biological stability. Although pyrrolidinyl PNA holds strong promises for biological applications, it also has limitations due to its hydrophobic nature, which leads to poor water solubility and non-specific binding to hydrophobic molecules such as proteins, lipids, plastics, or even other PNA molecules. To address these issues, the pyrrolidinyl PNA backbone was modified to become …
Splitness Of The Characteristic Polynomial Of 2×2 Normal Matrices Over A Finite Field, Sarawut Therdchanthuk
Splitness Of The Characteristic Polynomial Of 2×2 Normal Matrices Over A Finite Field, Sarawut Therdchanthuk
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เราได้ทฤษฎีบทสเปกตรัมสำหรับเมทริกซ์ขนาด 2x2 เหนือฟีลด์จำกัดที่มีลักษณะเฉพาะเท่ากับ 2 โดยการตรวจสอบการแตกตัวของพหุนามลักษณะเฉพาะเหนือฟีลด์ดังกล่าว ซึ่งใช้ข้อเท็จจริงเสริมบางประการเกี่ยวกับพหุนามกำลังสองและเมทริกซ์เหนือฟีลด์ดังกล่าว พหุนามลักษณะเฉพาะจะสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบบัญญัติของเมทริกซ์เหล่านี้ เป็นผลให้สามารถแยกชั้นความคล้ายของเมทริกซ์ปรกติได้ และสำหรับเมทริกซ์ปรกติที่แปลงเป็นทแยงมุมได้ เราให้ข้อความที่สมมูลกับการทำให้เป็นเมทริกซ์ที่แปลงเป็นทแยงมุมแบบยูนิแทรีได้
Developing Test Statistics For Familial Dna Searches Through Multinomial Logistic Regression Model, Akaraphon Jantaraphum
Developing Test Statistics For Familial Dna Searches Through Multinomial Logistic Regression Model, Akaraphon Jantaraphum
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In hypothesis testing for familial DNA searches, the likelihood ratio (LR) is a commonly used statistic that requires allele frequency distributions. However, since the population background of a forensic sample is generally unknown, the appropriate allele frequency distribution is uncertain. To address this issue, various LR-based methods—such as those using local allele frequencies (LRLAF), or selecting maximum, minimum, or average LRs (LRMAX, LRMIN, LRAVG), and Naive Bayes classification (LRNB)—have been developed. In this study, we introduce a family of LR-based statistics incorporating multinomial logistic regression classification (LRMLR). DNA samples are classified into subpopulations using multinomial logistic regression, and the likelihood …
Two-Step-Change Pivot Rule For Simplex Method, Rawit Chaiareekij
Two-Step-Change Pivot Rule For Simplex Method, Rawit Chaiareekij
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The simplex method is a fundamental method for solving linear programming problems proposed by George B. Dantzig in 1963. The simplex method’s efficiency hinges on the choice of the entering variable, determined by the pivot rule. Dantzig’s original pivot rule, while effective in many cases, can exhibit exponential behavior on certain problems. To address this problem, this thesis proposes a new pivot rule for the simplex method, called the two-step-change pivot rule. The idea is to obtain the two-step-change improvement from the objective value by computing the direction of change for each entering variable to determine the cost per unit. …
การสังเคราะห์และหาลักษณะเฉพาะของซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์ในสารเคลือบบรรจุภัณฑ์สำหรับดูดซับและกำจัดเอทิลีน, รัฐชัย เสียงใหญ่
การสังเคราะห์และหาลักษณะเฉพาะของซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์ในสารเคลือบบรรจุภัณฑ์สำหรับดูดซับและกำจัดเอทิลีน, รัฐชัย เสียงใหญ่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสุกของผลิตผลทางการเกษตรเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยเช่น ปัจจัยเชิงกายภาพ ปัจจัยเชิงชีวภาพ และปัจจัยเชิงเคมี โดยการผลิตและปลดปล่อยเอทิลีนถือเป็นปัจจัยทางเคมีที่ความสำคัญที่ทำให้ผลิตผลทางการเกษตรเกิดการสุก โดยเฉพาะในกลุ่มของผลไม้ที่บ่มให้สุกได้ การปลดปล่อยเอทิลีนในระดับที่มากขึ้นจะเร่งให้เกิดการสุก นำไปสู่การสูญเสียน้ำ คุณค่าทางโภชนาการ และทำให้เกิดการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์นำไปสู่การเน่าเสียของผลิตผลทางการเกษตรในที่สุด การวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสังเคราะห์ ศึกษาสมบัติในการกำจัดเอทิลีน รวมถึงสมบัติด้านอื่น ๆ ของกระดาษที่ผ่านการเคลือบด้วยสารเคลือบฐานน้ำที่มีซีโอไลต์ ไทเทเนียมไดออกไซด์ และวัสดุเชิงประกอบซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นองค์ประกอบที่ความเข้มข้นต่าง ๆ (ร้อยละ 5 10 และ 15 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร) ผลการวิจัยพบว่ากระดาษที่เคลือบด้วยสารเคลือบที่มีวัสดุเชิงประกอบซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์จะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าทั้งในด้านของการดูดซับและกำจัดเอทิลีน โดยสามารถลดระดับเอทิลีนได้มากถึงร้อยละ 85.46 เมื่อเทียบกับกระดาษที่มีสารเคลือบซีโอไลต์ (ร้อยละ 65.96) ไทเทเนียมไดออกไซด์ (ร้อยละ 59.59) และกระดาษคราฟท์ที่ไม่ผ่านการเคลือบสารเคลือบ (ร้อยละ 27.89) และเมื่อนำไปทดสอบกับผลิตผลทางการเกษตรจริงคือ มะเขือเทศราชินี พบว่ากระดาษที่มีสารเคลือบซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์ที่ความเข้มข้นร้อยละ 15 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการดูดซับและกำจัดเอทิลีนทำให้มะเขือเทศราชินีที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์มีการสุกช้าที่สุดโดยดูได้จากผลการทดสอบการเปลี่ยนแปลงสี ความแน่นเนื้อ และร้อยละของน้ำหนักที่หายไปซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับกรณีอื่น ๆ นอกจากนี้กระดาษเคลือบยังมีสมบัติการต้านทานการขัดถูหรือการเสียดสีได้อย่างดีเยี่ยม โดยไม่พบความแตกต่างที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าหลังจากการขัดถู 1,000 ครั้ง สุดท้ายผลการวิจัยแสดงให้ถึงประสิทธิภาพของสารเคลือบในการประยุกต์ใช้เป็นสารเคลือบสำหรับบรรจุภัณฑ์แบบแอกทีฟ สำหรับการบรรจุผลิตผลทางการเกษตรเพื่อช่วยในการรักษาคุณภาพและยืดอายุในการเก็บรักษาให้นานยิ่งขึ้น
ผลของสีสะท้อนความร้อนแสงอาทิตย์ต่ออุณหภูมิของอาคารที่ทำด้วยวัสดุเปเปอร์กรีต, พศวัต นิมิตชัยกิจกุล
ผลของสีสะท้อนความร้อนแสงอาทิตย์ต่ออุณหภูมิของอาคารที่ทำด้วยวัสดุเปเปอร์กรีต, พศวัต นิมิตชัยกิจกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาสมบัติทางความร้อนของเปเปอร์กรีตที่เตรียมจากเศษกระดาษฉลาก โดยเทียบกับคอนกรีตและไฟเบอร์ซีเมนต์ อีกทั้งยังศึกษาสมบัติทางความร้อนของสีทาบ้านอะคริลิคสะท้อนความร้อนทั้ง 3 ยี่ห้อ ได้แก่ TOA Beger และ Captain เพื่อการใช้เปเปอร์กรีตเป็นวัสดุทางเลือกแทนหลังคาคอนกรีต ผลวิเคราะห์การสะท้อนแสงในช่วงอินฟราเรดย่านใกล้ พบว่าเปเปอร์กรีตมีค่าการสะท้อนแสงอยู่ที่ 58.66% ซึ่งใกล้เคียงกับคอนกรีต และไฟเบอร์ซีเมนต์ซึ่งมีค่าอยู่ที่ 64.95% และ 58.20% ตามลำดับ สี Captain Beger และ TOA มีค่าการสะท้อนแสงอยู่ที่ 17.55% 16.33% และ 7.31% ตามลำดับ ซึ่งมีค่าต่ำกว่าเปเปอร์กรีต ในการวิเคราะห์การนำความร้อนพบว่าเปเปอร์กรีตมีค่าการนำความร้อนสูงที่สุด รองลงมาเป็นคอนกรีตและไฟเบอร์ซีเมนต์ ตามลำดับ โดยมีการนำความร้อนอยู่ที่ 0.825 0.768 และ 0.216 W/m·K ตามลำดับ ส่วนของสีทาบ้านสะท้อนความร้อนพบว่าสี TOA มีค่าการนำความร้อนมากที่สุด รองลงมาเป็น Beger และ Captain ตามลำดับ โดยมีค่าการนำความร้อนอยู่ที่ 0.470 0.315 และ 0.175 W/m·K ตามลำดับ ในการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของสีสะท้อนความร้อนทั้ง 3 ยี่ห้อพบว่าล้วนมีองค์ประกอบหลัก ๆ ที่เหมือนกันนั่นคือ แคลไซต์หรือแคลเซียมคาร์บอเนต และรูไทล์หรือไทเทเนียมไดออกไซด์ โดยที่สีของ Captain มีปริมาณไทเทเนียมไดออกไซด์มากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับค่าการสะท้อนแสงที่มากที่สุด และค่าการนำความร้อนต่ำที่สุด เมื่อทำการตรวจสอบอุณหภูมิของอาคารจำลองบริเวณกลางห้องพบว่า เปเปอร์กรีตมีอุณหภูมิสูงกว่าคอนกรีต 2-3 °C และสูงกว่าไฟเบอร์ซีเมนต์ 1 °C นอกจากนี้เมื่อทำการทาสีของ Captain ลงบนอาคารจำลองเปเปอร์กรีตและไฟเบอร์ซีเมนต์ พบว่าอุณหภูมิของอาคารจำลองทุกบริเวณเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากการวิเคราะห์ค่าสี CIE พบว่า คอนกรีตมีความสว่างที่สุด และในสีทั้ง 3 ยี่ห้อสี Beger มีความสว่างที่สุดในสีทั้ง 3 ยี่ห้อ
Cloning And Characterization Of Endolevanase From Bacillus Amyloliquefaciens Pd9, Theerapat Tangsupatawat
Cloning And Characterization Of Endolevanase From Bacillus Amyloliquefaciens Pd9, Theerapat Tangsupatawat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Endolevanase (EC 3.2.1.65) from Bacillus amyloliquefaciens PD9 (ENLENPD9) belongs to the glycoside hydrolase family 32 (GH32) that hydrolyzes β-2,6-fructofuranosyl linkages in levan to produce levan-type fructooligosaccharide(L-FOS) of various lengths. The gene encoding this enzyme (enlenPD9), consisting of 1,545 base pairs, was cloned into the pET-21b expression vector to produce ENLENPD9 both with (polyHis-ENLENPD9; 522 amino acids) and without a six-histidine residue tag (6xpolyHis tag) at the C-terminal (ENLENPD9; 514 amino acids) variants. ENLENPD9 and polyHis-ENLENPD9 were optimally expressed in Escherichia coli BL21(DE3) for 3 hours in TB medium with 0.4 mM IPTG and LB medium with 0.25 mM IPTG, respectively, …
Influences Of Shape Of Plasmonic Gold Nanoparticles Decorated On Titanium Dioxide For Photo-Oxidation Of Benzyl Alcohol, Naritsara Kornkanlaya
Influences Of Shape Of Plasmonic Gold Nanoparticles Decorated On Titanium Dioxide For Photo-Oxidation Of Benzyl Alcohol, Naritsara Kornkanlaya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The composite of gold nanoparticles (AuNPs) and titanium dioxide (TiO2) has been extensively utilized to enhance photocatalytic activity due to the localized surface plasmon resonance (LSPR) effect of AuNPs, which improves TiO2 photocatalytic performance. This study investigates the shape effect of AuNPs on TiO2-MPTMS surface for the aerobic photo-oxidation of benzyl alcohol. AuNPs with spherical, rod, and star shapes were synthesized by controlling plasmonic absorption within the 500-600 nm region and subsequently decorated on the TiO2-MPTMS surface via a deposition-precipitation method to compare their photocatalytic activity. The aerobic oxidation of benzyl alcohol was performed under 300 W Xe lamp irradiation …
Electromembrane Extraction With Flat Sheet Membrane For Determination Of Chromium(Vi), Preenapa Saengaroon
Electromembrane Extraction With Flat Sheet Membrane For Determination Of Chromium(Vi), Preenapa Saengaroon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
An electromembrane extraction with a flat sheet membrane platform was developed for colorimetric detection of chromium(VI). This study designed an electromembrane extraction device using a simple flat sheet membrane with an open area to reduce the effect of gas generation from the electrolysis reaction. In addition, a 1,5-diphenylcarbazide (DPC) colorimetric reagent for Cr(VI) was introduced into the acceptor phase to improve the mass transfer of Cr(VI) by simultaneously reacting with the transferred Cr(VI) facilitating the driving force due to concentration gradient in the acceptor phase. When a voltage was applied, the analytes were extracted, transferred from the sample solution (donor …
Key Factor Analysis For Base Patterns In Minibridge By Reinforcement Learning, Thanathat Dechakulkamjorn
Key Factor Analysis For Base Patterns In Minibridge By Reinforcement Learning, Thanathat Dechakulkamjorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
Specifying The Desired Attributes Of Solutions To Vehicle Routing Problems With Time Windows Using Machine Learning, Teerapong Chaochanglek
Specifying The Desired Attributes Of Solutions To Vehicle Routing Problems With Time Windows Using Machine Learning, Teerapong Chaochanglek
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A vehicle routing problem with time windows (VRPTW) has been studied widely in the literature. Most effective methods to find a solution are still heuristics, which are constructed from the inventor’s ideas of how a good solution should be obtained, and their efficiency is quantified only by empirical data. However, these ideas may or may not yield a near-optimal solution. It would be better if we can identify some characteristics of a solution to VRPTW to help guide the heuristic in the right direction. Arnold and Sörensen had proposed a statistical learning model to determine a characteristic of a near-optimal …
New Fluorescent Sensors Based On Thiazolinyl Quinoline Derivatives For Metal Ion Detection, Kavisara Srithadindang
New Fluorescent Sensors Based On Thiazolinyl Quinoline Derivatives For Metal Ion Detection, Kavisara Srithadindang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Heavy metals can severely impact human health by causing neurotoxicity and other serious disorders at high concentrations. This dissertation focuses on developing chemosensors designed for the selective detection and measurement of Cu2+ and Zn2+, two of the most abundant heavy metals on earth. The initial section outlines the design, synthesis, and characterization of four novel fluorescent sensors (8-TQ1, 2-TQ2, 3-TQ2, and 8-TQ2). Conceptually, these probes are designed to possess an aminoquinoline scaffold linked with a thiazoline unit as a receptor to enable selective metal ion detection. 8-TQ1 probe, which features a secondary amine group within its structure and is connected …
ผลของการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อการรู้สารสนเทศของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2, มัลธิดา ศรีประสาท
ผลของการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อการรู้สารสนเทศของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2, มัลธิดา ศรีประสาท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 2) เพื่อเปรียบเทียบการรู้สารสนเทศก่อนกับหลังการใช้ชุดกิจกรรมของนักเรียนกลุ่มทดลอง และ 3) เพื่อเปรียบเทียบการรู้สารสนเทศหลังการใช้ชุดกิจกรรมของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคต้น ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม 2 ห้องเรียน จำนวน 76 คน ได้มาอย่างเจาะจง และมีการเก็บข้อมูลโดยใช้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 2) แบบประเมินการรู้สารสนเทศ 3) แบบวัดการรู้สารสนเทศฉบับย่อย และ 4) แบบวัดการรู้สารสนเทศ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานใช้การทดสอบค่าที (t-test Independent ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม) และ (dependent sample t-test ของกลุ่มทดลองก่อนและหลังการทดลอง) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้สารสนเทศหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้สารสนเทศของผู้เรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้สูงกว่าผู้เรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, ภูริตา มกรพงศ์
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, ภูริตา มกรพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี มีวัตถุประสงค์ 4 ประการได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี 3) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี 4) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโมบายแอปพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 9 คน และนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 จำนวน 300 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างตามสะดวก ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามเพื่อศึกษาความพึงพอใจและประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี ต่อด้านทัศนคติที่มีต่อการใช้เทคโนโลยีพบว่าผู้เรียนมีความต้องการใช้เทคโนโลยี Metaverse เพื่อเพิ่มทักษะความเป็นนวัตกร ความส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้านการศึกษา และมุ่งเน้นทักษะต่อผู้เรียน ส่งเสริมความสามารถ เพื่อเพิ่มทักษะการเรียนรู้ การตลาด การเข้าสังคมและเพิ่มความสัมพันธ์ การส่งเสริมฝึกทักษะสามารถสร้างการเรียนรู้ได้มากกว่าการเรียนการสอนในรูปแบบปกติ (x̄ =4.73) (S.D. =0.57) 2) จากผลการศึกษาความต้องการจำเป็นของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี การประเมินความเหมาะสมของการใช้เทคโนโลยี Metaverse เพื่อการเรียนรู้ในปัจจุบันและที่คาดหวังในอนาคต โดยพิจารณาจากดัชนี PNI ที่มีค่าติดลบหรือเป็นศูนย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างไม่เห็นความจำเป็นหรือไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงสำหรับ ประเด็น การเชื่อมต่อเพื่อชำระเงิน สำหรับค่าดัชนี PNI ที่มีค่าน้อย เช่น การใช้ Metaverse เพื่อเพิ่มทักษะนวัตกรและการเรียนรู้ที่เหนือกว่ารูปแบบเดิม (PNI = -0.047) และการใช้งาน Metaverse แบบ Virtual เพื่อพัฒนาตัวตนในโลกออนไลน์ (PNI = -0.021) โดยให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจกับสถานะปัจจุบันและไม่เห็นความจำเป็นต้องปรับปรุงเทคโนโลยีในมิตินี้ 3) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี ช่วยเพิ่มทักษะในการออกแบบผลผลิต สร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้ได้ เพื่อส่งเสริมปัจจัยด้านการเรียน (x̄ = 4.87) (S.D. =0.43) และ 4) ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี การประยุกต์ใช้โมบายแอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มทักษะความเป็นนวัตกร ช่วยให้ท่านสามารถ เพิ่มนวัตกรรมในการให้บริการได้ช่วยส่งเสริมพัฒนา ระบบการเรียนการสอนให้ดีขึ้นได้ เพื่อเพิ่มทักษะ การเรียนรู้ มีประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนการสอน สามารถสร้างการเรียนรู้ได้มากกว่าการเรียนการสอนในรูปแบบปกติ (x̄ =4.68) (S.D. …
แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศในโรงเรียน: การวิเคราะห์การก่อตัวโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม, ลดาวัลย์ ปัญตะยัง
แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศในโรงเรียน: การวิเคราะห์การก่อตัวโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม, ลดาวัลย์ ปัญตะยัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการณ์ของระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมทางเพศในโรงเรียน (2) วิเคราะห์โครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีผลต่อการเรียนรู้และการพัฒนาความเท่าเทียมทางเพศ และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากนักเรียน 540 คน และครู 432 คน ในโรงเรียนมัธยมศึกษา 6 ประเภท จำนวน 18 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและครู ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีทัศนคติเชิงบากต่อความเท่าเทียมทางเพศในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.41, S.D.= 0.90) ส่วนครูอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.06, S.D. = 0.91) โดยมีช่องว่างเชิงทัศนคติระหว่างรุ่นในประเด็นเรื่องการเลือกกิจกรรมตามความสนใจโดยไม่จำกัดเพศ (นักเรียน x̄ = 4.31, S.D. = 0.99; ครู x̄ = 3.82, S.D. = 0.83) และพบช่องว่างการรับรู้เกี่ยวกับสภาพการณ์ของระบบนิเวศการเรียนรู้ (นักเรียน x̄ = 4.07, S.D. = 0.64; ครู x̄ = 4.51, S.D. = 0.54) โดยเฉพาะในด้านกฎระเบียบและสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องน้ำสำหรับเพศหลากหลาย (นักเรียน x̄ = 2.90, S.D. = 1.33; ครู x̄ =3.43, S.D. = 1.51) ในกลุ่มนักเรียน ทัศนคติเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศมีความสัมพันธ์ทางบวกกับระบบนิเวศการเรียนรู้ในระดับปานกลางถึงสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.42 - 0.77) โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมและบทบาทที่เท่าเทียมกัน ในกลุ่มครูความสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำ (r = 0.13 - 0.27) และมิติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมหลักสูตรรวมถึงการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก มีความสัมพันธ์สูงกับทุกระบบของโครงสร้างภายนอก (r = …
แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจ สตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้, ณัฐชานันท์ สุกแสง
แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจ สตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้, ณัฐชานันท์ สุกแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขในการเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การสำรวจความคิดเห็นสตรีอสม.ดีเด่นระดับชาติ ระดับเขตสุขภาพ ระดับจังหวัดและระดับภาคในจังหวัดภาคใต้ จำนวน 415 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การสัมภาษณ์เชิงลึกอสม.ดีเด่นระดับชาติ 12 สาขา จำนวน 12 คน สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอสม. จำนวน 12 คน และสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย เป็นดังนี้ 1) สภาพกระบวนการเรียนรู้ของสตรีอสม. พบว่ามีการเรียนรู้ ปรับใช้ แก้ปัญหาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 2) ปัจจัยเงื่อนไขภายในพบว่า สตรีอสม. เห็นว่าตนเองมีความสามารถด้านประสบการณ์การเรียนรู้รายบุคคล อยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 3.79, S.D. = 0.72) ส่วนความต้องการพัฒนาตนเองด้านการสื่อสารอยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.86, S.D. = 0.84) ปัจจัยเงื่อนไขภายนอกพบว่า สตรีอสม. เห็นว่าการได้รับการยอมรับในคุณค่างานจิตอาสาอยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.22, S.D. = 0.85) ส่วนความคาดหวังด้านการจัดการรถเร่ขายสินค้าปลอม อาหารเสริม อยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.98, S.D. = 0.81) นอกจากนี้ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าสตรีอสม. ต้องการพัฒนาทักษะเทคโนโลยี การสื่อสารเพื่อสร้างพันธมิตรสุขภาพมากที่สุดและเพื่อสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงาน 3) แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจสตรีอสม. ในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 ส่งเสริมสภาพการเรียนรู้ที่เหมาะสมโดยเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการจากบริบทจริงในชุมชน ด้านที่ 2 พัฒนาและใช้ประโยชน์จากปัจจัยเงื่อนไขภายใน โดยเป็นการส่งเสริมให้สตรีอสม. ใช้ศักยภาพภายในในการเรียนรู้และเสริมพลังอำนาจหารปฏิบัติงานสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ …
รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ปรียศรี พรหมจินดา
รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ปรียศรี พรหมจินดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการในความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกรณีศึกษา 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ 3) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษากระบวนการในความเป็นนวัตกรฯ จากกรณีศึกษาซึ่งเป็นนักสร้างสรรค์ 5 คนด้วยการสัมภาษณ์และสังเกต ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ และระยะที่ 3 ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิต ชั้นปีที่ 2 สาขาศิลปศึกษา จำนวน 30 คน จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4 หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 6 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบวัดความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินทักษะ แบบประเมินผลงาน แบบวัดความพึงพอใจ และแบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที(t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยสรุปได้ว่า1. นักสร้างสรรค์มีกระบวนสร้างสรรค์ในความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 1) การตั้งคำถามเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Questioning) 2) การสังเกตตลาดและผู้บริโภค (Observing) 3) การทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (Experimenting) 4) การเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมกับแนวคิดร่วมสมัย (Associating) 5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Networking) และ 6) การเล่าเรื่อง (Storytelling)2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า WIL Model (Weaving Innovation Learning Model) ประกอบด้วย 4 หน่วยการเรียนรู้ 6 กิจกรรม ดังนี้ 1) การเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรม 2) การสร้างแรงบันดาลใจสู่ธุรกิจนวัตกรรมจักสานสร้างสรรค์ 3) การออกแบบลายสานและการคิดเชิงออกแบบสำหรับศิลปหัตถกรรมจักสาน 4) การฝึกปฏิบัติจักสานร่วมสมัยจากนักสร้างสรรค์มืออาชีพ 5) การสร้างแบรนด์ธุรกิจหัตถกรรมยั่งยืนสู่ตลาดยุคใหม่ และ 6) การนำเสนอนวัตกรรมหัตถกรรม3. ผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ พบว่า 1) …
รูปแบบการให้บริการอัจฉริยะในงานบริการกิจการนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา, ชิดชนก สิทธารถศักดิ์
รูปแบบการให้บริการอัจฉริยะในงานบริการกิจการนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา, ชิดชนก สิทธารถศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษารูปแบบและวิเคราะห์ปัญหาที่พบในการบริการนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบัน 2) วิเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดีในการบริการนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา และ 3) พัฒนารูปแบบการบริการนักศึกษาแบบอัจฉริยะ (Smart Service) ของสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1) ข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบและวิเคราะห์ปัญหาที่พบในการให้บริการนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบัน จากสถาบันอุดมศึกษาในกำกับรัฐ และสถาบันอุดมศึกษาเอกชน สถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มราชภัฏ สถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มราชมงคล สถาบันละ 2 แห่ง รวมทั้งหมด 8 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการและหัวหน้างาน รวมทั้งสิ้น 24 คน 2) ข้อมูลแนวปฏิบัติที่ดีในการให้บริการนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา จากสถาบันอุดมศึกษาในกำกับรัฐ และสถาบันอุดมศึกษาเอกชน สถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มราชภัฏ สถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มราชมงคล สถาบันละ 2 แห่ง รวมทั้งหมด 8 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการและหัวหน้างาน รวมทั้งสิ้น 24 คน 3)ข้อมูลสภาพปัจจุบันในการให้บริการนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาในกำกับรัฐ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน สถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มราชภัฏ สถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มราชมงคล สถาบันละ 2 แห่ง รวมทั้งหมด 8 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานในการให้บริการนักศึกษา จำนวน 56 คน นักศึกษาที่ได้รับบริการ จำนวน 361 คน 4)ข้อมูลการให้บริการอัจฉริยะ ได้ข้อมูลจากการศึกษาและวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง 5)ผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจสอบและเสนอแนะมิติและองค์ประกอบรูปแบบการให้บริการอัจฉริยะสำหรับผู้เรียนในสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 9 คน ในการประชุมสนทนาย่อย (Focus Group) เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์สาระ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง แบบสอบถาม และแบบตรวจสอบ (ร่าง) รูปแบบฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ …