Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 811 - 840 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ, อัจจิมาวรรณ บูรณะสัมฤทธิ
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ, อัจจิมาวรรณ บูรณะสัมฤทธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการและเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรีบผิดชอบ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมพหุระยะ โดยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากผู้บริหารและครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนละ 3 คน จำนวน 342 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.975 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคลกับผู้บริหารโรงเรียนต้นแบบ (Best Practice School) 2 แห่ง และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การพัฒนาสื่อการสอน (4) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน/กิจกรรมเสริมหลักสูตร และ (5) การวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ ประกอบด้วย 4 ทักษะ ได้แก่ (1) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการพูดควบคู่กับความรับผิดชอบในการรับฟัง (2) เสรีภาพในการนับถือศาสนาและการกราบไหว้บูชาควบคู่กับความรับผิดชอบในการยอมรับความแตกต่าง (3) เสรีภาพจากความขาดแคลนควบคู่กับความรับผิดชอบในการเกื้อกูลผู้อื่น และ (4) เสรีภาพจากความกลัวควบคู่กับความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทของตน 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ การวัดและประเมินผล (PNIModified = 0.122) รองลงมาคือ การพัฒนาสื่อการสอน (PNIModified = 0.114) การดำเนินกิจกรรมเสริมหลักสูตร (PNIModified = 0.106) การพัฒนาหลักสูตร (PNIModified = 0.096) …
รูปแบบการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทย กับสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ, อัจฉรียา นันทศิริพล
รูปแบบการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทย กับสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ, อัจฉรียา นันทศิริพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทยกับสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ 2) วิเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดีของรูปแบบการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับสถาบันอาชีวศึกษาในต่างประเทศ และ 3) นำเสนอรูปแบบการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทยกับสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันในการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทยและสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ จากสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน รวมทั้งหมด 9 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารระดับคณะ จำนวน 9 คน ผู้บริหารระดับสถาบัน จำนวน 9 คน และอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิตสาขาธุรกิจระหว่างประเทศ จำนวน 45 คน 2) ข้อมูลแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันอาชีวศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และจีน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ข้อมูลจากเอกสาร และข้อมูลจากผู้บริหารของสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ 3 คน 3) ผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจสอบและเสนอแนะองค์ประกอบการจัดการหลักสูตรร่วม จำนวน 9 คน ในการประชุมสนทนาย่อย (Focus Group) สำหรับเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์สาระ แบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึก แบบสอบถาม และแบบตรวจสอบ (ร่าง) รูปแบบฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา ผู้วิจัยได้นำเสนอรูปแบบการจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทยกับสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ มีองค์ประกอบ คือ การบริหารจัดการหลักสูตร การบริหารวิชาการ และการฝึกประสบการณ์ โดยเน้นการการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือ มีระบบเทียบโอนและการรับรองผลการเรียนรู้ที่โปร่งใส สนับสนุนการจัดการเรียนรู้โดยการแบ่งปันความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากภาคธุรกิจ รวมถึงการแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ร่วมกัน พัฒนาหลักสูตรร่วมครอบคลุมการออกแบบเนื้อหาเชิงสมรรถนะและผลลัพธ์ ประกอบกับการบูรณาการเนื้อหาระหว่างภาคอุดมศึกษาและภาคอาชีวศึกษา ใช้กรอบประกันคุณภาพที่เป็นสากล นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นอการเตรียมความพร้อมของอาจารย์และนักศึกษา สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างอาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันอาชีวศึกษาช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และการแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ร่วมกัน รวมถึงระบบฝึกงานที่มีความยืดหยุ่นทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกลไกการประเมินผลหลายมิติที่สะท้อนทักษะทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ และทักษะชีวิตอย่างแท้จริง ทั้งนี้ การจัดการร่วมของหลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทยและสถาบันอาชีวศึกษาต่างประเทศ มีนโยบายที่ส่งเสริมการเข้าถึงหลักสูตรปริญญาตรีบริหารธุรกิจนานาชาติศึกษาของนักศึกษาต่างชาติที่มาจากสถาบันอาชีวศึกษา …
รูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยว, ณีชรีย์ธร สุวรรณรงค์
รูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยว, ณีชรีย์ธร สุวรรณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนในประเทศไทยด้านการท่องเที่ยว และ 2) วิเคราะห์แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนในประเทศไทยและต่างประเทศด้านการท่องเที่ยว 3) พัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยว เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) ศึกษาสถาบันอุดมศึกษาในไทยที่สอนด้านการท่องเที่ยว 56 สถาบัน เก็บข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสาร และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกสถาบันที่มีความเป็นเลิศในประเทศไทย 30 สถาบัน ต่างประเทศ 10 สถาบัน และประชุมอิงผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจรูปแบบจำนวน 10 คนผลการวิจัยพบว่า 1) จำแนกความร่วมมือเป็น 10 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาวิชาชีพและการศึกษาต่อเนื่อง การให้บริการด้านการให้คำปรึกษา นวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ การส่งเสริมการตลาดและการขาย การพัฒนาและบูรณาการเทคโนโลยี ความร่วมมือระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และผู้นำการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งความร่วมมือเหล่านี้ช่วยพัฒนาทักษะของนักศึกษา และผู้ที่ทำงานในอาชีพนี้ให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว 2) เมื่อวิเคราะห์แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศแล้วพบว่า หลักการความร่วมมือ ควรวางแผน ทำตามแผนที่กำหนด สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภายในและต่างประเทศ โครงสร้างและกลไกความร่วมมือ ควรตั้งเป้าหมายที่เน้นประโยชน์ของนักศึกษา สถาบัน และประเทศชาติ ทรัพยากรที่ใช้สนับสนุนความร่วมมือ ได้แก่ บุคลากร ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา เงินสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาชุมชน และสถานที่ให้ลงมือปฏิบัติจริง กระบวนการดำเนินการความร่วมมือ ควรสร้างเครือข่ายร่วมกับองค์กรต่างๆ มีโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ และนักศึกษาทั้งในและต่างประเทศ 3) รูปแบบความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยวประกอบด้วยวิสัยทัศน์: สร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล ที่ยืดหยุ่น คล่องตัว มีเอกลักษณ์ มีความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานและแนวโน้มของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป้าหมาย: พัฒนาทักษะกำลังคนด้านการท่องเที่ยวระดับปริญญาตรี และบริการวิชาการแก่ประชาชนทั่วไป แบ่งเป็น Pre-service ได้แก่ กลุ่มคนที่ต้องการทำงานด้านการท่องเที่ยวและยังไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน เพื่อเป็นกำลังคนของประเทศด้านการท่องเที่ยวในอนาคต (New skill) In-service เป็นกลุ่มคนที่อยู่ในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและต้องการพัฒนาทักษะเพื่อใช้ในการทำงาน เรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานในปัจจุบัน (Reskill/Upskill) พันธกิจ มีความร่วมมือกับภาครัฐ และเอกชน รวมถึงสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างสร้างสรรค์ในด้านต่างๆ ได้แก่ 1. ด้านหลักการความร่วมมือ มีนโยบายที่ชัดเจน 2. ด้านกลไกความร่วมมือ มีระบบเครือข่าย: ในประเทศและต่างประเทศ 3. ด้านทรัพยากรที่ใช้สนับสนุนความร่วมมือ …
การพัฒนาความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา, ศิริรัตน์ ปัญจศุภวงศ์
การพัฒนาความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา, ศิริรัตน์ ปัญจศุภวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนากระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา 2) พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา การศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนการสอนใช้แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์เก็บข้อมูลจากครูผู้สอนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา จำนวน 505 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจงได้นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 คน ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดความฉลาดรู้คณิตศาสตร์ ทดสอบก่อนและหลังการทดลองใช้กระบวนการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย (paired-samples t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา พบว่าครูมีความตระหนักในการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับชีวิตจริง และการใช้คำถามกระตุ้นการคิด ด้านกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ยังคงมีข้อจำกัดอย่างมากในการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ การให้เหตุผลเชิงลึก และการร่วมสร้างความรู้ของผู้เรียน ด้านสื่อการเรียนรู้ แม้มีการใช้สื่อของจริงเพื่อนำเสนอสถานการณ์ แต่การใช้สื่อที่หลากหลายในระดับต่ำ ด้านการวัดและประเมินผล พบว่าครูเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเองและประเมินจากภาระงานที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ดี แต่ยังขาดการวัดผลจากการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชั้นเรียน ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการประเมินปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ 2) กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การเริ่มต้นจากบริบทชีวิตจริง การทำให้เป็นคณิตศาสตร์ การพัฒนาแบบจำลองและแนวคิด การนำไปประยุกต์ใช้และแก้ปัญหา การสรุปและจัดระบบความรู้ 3) ประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน พบว่า คะแนนเฉลี่ยของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 13.70, p < .001)
รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19, สินชัย เล็กวานิชกุล
รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19, สินชัย เล็กวานิชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพปัญหาของการบริหารจัดการเพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย 2) วิเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดีของสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศด้านการบริหารจัดการเพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติ และ 3) นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาไทย จำนวน 7 คน หัวหน้าผู้ปฏิบัติงานด้านนานาชาติระดับสถาบัน จำนวน 7 คน และนักศึกษาต่างชาติ จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม การวิเคราะห์เอกสาร และการประชุมกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติ (International Student Mobility: ISM) ในสถาบันอุดมศึกษาไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในด้านการกำหนดนโยบาย การจัดตั้งโครงสร้างองค์กร และการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการ แต่ยังพบข้อจำกัดด้านการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การขาดบุคลากรเฉพาะทาง ระบบข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยง และความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรระหว่างสถาบัน นักศึกษาต่างชาติสะท้อนถึงความต้องการการดูแลอย่างรอบด้าน เช่น บริการสุขภาพจิต การปรับตัวทางวัฒนธรรม และการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ 2. แนวปฏิบัติที่ดีของมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และมหาวิทยาลัยมาลายา ล้วนมีระบบการบริหารจัดการ ISM ที่เป็นองค์รวม ครอบคลุมด้านนโยบาย หลักสูตร ระบบสนับสนุน และกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษา โดยมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับภาคอุตสาหกรรมและองค์กรระหว่างประเทศ 3. ผลการพัฒนา “รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19” หรือ I.S.A.C. Model ประกอบด้วย 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) ความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัย 2) นโยบายสนับสนุนการเคลื่อนย้าย 3) การสร้างคุณค่าเพิ่ม และ 4) ระบบดูแลและบริการนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งแต่ละมิติประกอบด้วย กลยุทธ์หลักและกลยุทธ์ย่อย รวม 25 กลยุทธ์หลัก 117 กลยุทธ์ย่อย …
การพัฒนาโมดูลการเรียนรู้พิเศษของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตตามแนวคิดหลักสูตรแบบปรับเหมาะ, อนุพงษ์ กันธิวงค์
การพัฒนาโมดูลการเรียนรู้พิเศษของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตตามแนวคิดหลักสูตรแบบปรับเหมาะ, อนุพงษ์ กันธิวงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในปัจจุบันของกลุ่มวิชาเฉพาะที่ส่งเสริมศักยภาพตามความสนใจของผู้เรียนของคณะแพทยศาสตร์ในประเทศไทยและต่างประเทศ 2) วิเคราะห์ความคาดหวังของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและนักศึกษาแพทย์ต่อโมดูลการเรียนรู้พิเศษฯ และ 3) พัฒนาโมดูลการเรียนรู้พิเศษของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตตามแนวคิดหลักสูตรแบบปรับเหมาะ จำนวน 5 โมดูล ได้แก่ โมดูลวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐาน โมดูลวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก โมดูลเวชศาสตร์ชุมชน โมดูลเวชปฏิบัติคลินิกเฉพาะทาง และโมดูลวิทยาศาสตร์ระบบสุขภาพ ตัวอย่างสำหรับการวิจัย คือ 1) นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 จำนวน 38 คน และ 2) อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร 31 คน รวม 69 คนที่ได้จากการสุ่มอย่างง่ายทั้งหมด 95 คน (ร้อยละ 72.63) สังกัดคณะแพทยศาสตร์ 19 จาก 22 สถาบัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวิเคราะห์เอกสารเกี่ยวกับการจัดการศึกษา แบบสอบถามเกี่ยวกับความคาดหวัง และแบบตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโมดูลการเรียนรู้พิเศษฯ ทั้ง 5 โมดูล การวิเคราะห์ข้อมูล 1) วิเคราะห์สถิติเชิงบรรยาย สัดส่วน ร้อยละ ค่ามัธยฐาน สำหรับ 1.1) องค์ประกอบโมดูล 7 ส่วน คือ ระดับการเรียนรู้ของผู้เรียน คำอธิบายระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละระดับ ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เป้าหมายและจุดประสงค์ เกณฑ์การประเมินผล เครื่องมือที่ใช้ประเมินผล และกลยุทธ์การจัดการเรียนการสอน และ 1.2) คุณสมบัติการปรับเหมาะ 5 ส่วน คือ กระบวนการปรับเหมาะ เป้าหมายการปรับเหมาะ ระยะเวลาในการปรับเหมาะ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับเหมาะ และประเภทของการปรับเหมาะ 2) วิเคราะห์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ (ร่าง) โมดูลการเรียนรู้พิเศษฯโดยอาศัยค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาและอัตราส่วนความตรงเชิงเนื้อหา จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ความสอดคล้องกับเกณฑ์วิชาชีพ ความชัดเจน ความเข้าใจได้ง่าย และความสำคัญ โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 8 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในปัจจุบันของกลุ่มวิชาเฉพาะที่ส่งเสริมศักยภาพตามความสนใจของผู้เรียนของคณะแพทยศาสตร์ทั้งในประเทศไทยมีการจัดในรูปแบบรายวิชามากกว่ารูปแบบโมดูล โดยพบตัวอย่างการจัดในรูปแบบโมดูลการเรียนรู้พิเศษใน 6 …
รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ, อรทยา สารมาศ
รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ, อรทยา สารมาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ และเพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาแนวคิดจากเอกสารเกี่ยวกับทฤษฎีงานวิจัยเกี่ยวกับสภาพปัญหาของผู้สูงอายุตลอดจนแนวทางการสอน พร้อมกับสัมภาษณ์ผู้สูงอายุ จำนวน 20 คน กับผู้เชี่ยวชาญ 4 ด้าน จำนวน 14 คน คือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนแอปพลิเคชันศิลปะบนอุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับผู้สูงอายุ จำนวน 5 คน ผู้เชี่ยวชาญทางการออกแบบศิลปะดิจิทัล จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญทางการออกแบบแอปพลิเคชัน จำนวน 3 คน พร้อมกับสังเกตการสอนจากโรงเรียนผู้สูงอายุจำนวน 3 แห่ง 2) พัฒนารูปแบบการสอน ฯ โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เป็นรูปแบบศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (AAWE - Art Applications for well-being of the Elderly) 3) นำชุดกิจกรรมไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการทดลองใช้กิจกรรม คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 - 80 ปี ที่มีร่างกายแข็งแรงเพียงพอที่จะช่วยเหลือตนเองได้ มีอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นของตนเอง และสามารถใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ในขั้นพื้นฐาน โดยรับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมแบบอาสาสมัคร จำนวน 43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินสุขภาวะต่อกิจกรรมสำหรับผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม 2) แบบสอบถามผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม 3) แบบสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมโดยผู้สังเกตการสอน 4) แบบสัมภาษณ์ผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ได้รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุที่มีสื่อดิจิทัลเป็นสิ่งเร้าให้เกิดสุนทรียภาพจนทำให้ผู้สูงอายุเกิดความเพลิดเพลินในการทำงานศิลปะได้อธิบายความหมาย ความทรงจำ พร้อมแสดงความรู้สึกนึกคิดออกมาเป็นผลงานศิลปะ ประกอบด้วย 3 หัวข้อหลักที่แบ่งประเด็นตามที่ผู้สูงอายุสนใจ ได้แก่ สถานที่ บุคคล และอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะทางใจ และสังคม 2. ผลการศึกษาการทดลองใช้รูปแบบการสอน พบว่า 1) …
ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา: การวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยา, เดโช นิธิกิตตน์ขจร
ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา: การวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยา, เดโช นิธิกิตตน์ขจร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง และ 2) ศึกษาและวิเคราะห์องค์ประกอบของกระบวนการเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 12 คน ซึ่งมีประสบการณ์ในการเรียนรู้และฝึกฝนตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแนวทางของ Van Manen (2014) ผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง สามารถจำแนกเป็น 5 ธีมหลัก ได้แก่ 1) จุดตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลง2) ตัวเร่งและเงื่อนไขแวดล้อมของการเปลี่ยนแปลง 3) กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน 4) สภาวะในการเปลี่ยนผ่าน และ 5) การเบ่งบานของความหมายใหม่ นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้สังเคราะองค์ประกอบของกระบวนการเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรุ้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยได้กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน 7 ขั้นตอนตั้งแต่ การเผชิญเหตุการณ์กระทบใจ การตั้งคำถามและการตื่นรู้เจตจำนงภายใน การฟังเสียงจากภายใน การเข้าใจตนเอง การยอมรับและคืนดีกับตนเอง การคืนอำนาจภายใน และ ท่าทีใหม่ของการดำรงอยู่ โดยกระบวนการดังกล่าวมีลักษณะเชิงพลวัตแบบหมุนเกลียว พร้อมกับปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ผู้ชี้ทาง เพื่อนร่วมทางและชุมชนการเรียนรู้ พื้นที่ปลอดภัย และเครื่องมือ และปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ การฟังและสังเกตตนเอง การเปิดใจต้อนรับ ความกล้าในการเผชิญตนเอง ความตั้งมั่นและความสม่ำเสมอ โดยผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดจิตตปัญญาศึกษาเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกในระดับบุคคล โดยเฉพาะในด้านความเข้าใจตนเอง ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และท่าทีต่อชีวิต ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เน้นการพัฒนามนุษย์อย่างสมบูรณ์
แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, รีเบคก้า รัสเซลล์
แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, รีเบคก้า รัสเซลล์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคที่บริบทของสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เยาวชนจำเป็นต้องมี ความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพ เพื่อให้สามารถเข้าใจตนเอง กำหนดเป้าหมาย และเลือกเส้นทางชีวิตที่สอดคล้องกับศักยภาพและความฝันของตนเอง นำไปสู่การตัดสินใจทางการศึกษาและอาชีพที่เหมาะสม และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอาชีพได้ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจระดับความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนไทย (2) วิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขที่สนับสนุนการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนและ (3) นำเสนอแนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยในส่วนของข้อมูลเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเยาวชนจำนวน 637 คน เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) ผลการวิเคราะห์พบว่า โครงสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ประกอบด้วยสมรรถนะ 5 ด้าน ได้แก่ (1) การตั้งเป้าหมาย (Goal Setting) (2) การวางแผน (Planning) (3) การประเมินตนเอง (Self-Appraisal)(4) การแสวงหาข้อมูลด้านอาชีพ (Occupational Information)และ (5) การแก้ไขปัญหา (Problem Solving) โดยภาพรวม เยาวชนมีระดับความตระหนักรู้ในแต่ละด้านอยู่ในระดับมาก ในส่วนของข้อมูลเชิงคุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับครู ผู้ปกครอง นักเรียน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์แก่นสาร นำไปสู่การพัฒนา แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพ (BECKY Model) ที่แบ่งออกเป็น 5 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) ความฝันที่ยิ่งใหญ่ (Big Dream) ที่ส่งเสริมแรงบันดาลใจและภาพอนาคต (2) แผนงานที่มีประสิทธิภาพ (Effective Roadmap) ที่เน้นการพัฒนาทักษะการวางแผนชีวิต (3) การสะท้อนเชิงวิพากษ์ (Critical Reflection) ที่สนับสนุนการคิดวิเคราะห์และการรู้จักตนเอง (4) แหล่งความรู้ (Knowledge Hub) ที่เอื้อต่อการเข้าถึงข้อมูลอาชีพอย่างเท่าทันและ (5) การตอบรับต่อการแก้ไขปัญหา (Yes to Solutions) ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้จากอุปสรรคและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง แนวทาง BECKY Model ที่นำเสนอได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมผ่านการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ 9 ท่าน ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านนโยบายสาธารณะ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อและวัฒนธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมและการพัฒนาเยาวชน และนักการศึกษา …
ผลของการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีต่อความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาล, ปนัดดา ตันติภาคย์
ผลของการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีต่อความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาล, ปนัดดา ตันติภาคย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาลก่อนและหลังได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) เพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับเด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติ ตัวอย่าง คือ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลในสังกัดการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 49 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 24 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 25 คน กลุ่มทดลองได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การเรียนรู้เนื้อหาผ่านนิทาน ขั้นที่ 2 การกระตุ้นหลักคิดผ่านนิทาน ขั้นที่ 3 การฝึกปฏิบัติใช้หลักคิดในสถานการณ์จำลอง ขั้นที่ 4 การบูรณาสู่ชีวิตจริง ใช้แผนการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 60 แผน และกลุ่มควบคุมได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติ โดยใช้แผนการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติจำนวน 60 แผน ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดสถานการณ์ความฉลาดรู้เศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาลฉบับก่อนและหลังทดลอง และแบบสังเกตพฤติกรรมความฉลาดรู้เศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบค่าสถิติที ผลการวิจัย พบว่า 1) หลังทดลอง เด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีคะแนนความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) หลังทดลอง เด็กอนุบาลกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีคะแนนความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่าเด็กอนุบาลกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์, อรวีร์ รัตนเพียร
นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์, อรวีร์ รัตนเพียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการและทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมพหุระยะ โดยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากผู้บริหารและครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนละ 3 คน จำนวน 345 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.975 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคลกับผู้บริหารโรงเรียนต้นแบบ (Best Practice School) 3 แห่ง และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การพัฒนาสื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ และ (4) การวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดของทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ประกอบด้วย 6 ทักษะ ได้แก่ (1) การนิยามและตีความ (2) การวิเคราะห์และสำรวจตรวจสอบ (3) การคิดเชิงประเมิน (4) การอนุมานและสังเคราะห์ (5) การอธิบาย และ (6) การสะท้อนตนเอง 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ การพัฒนาสื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ (PNI Modified = 0.072) รองลงมา ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร (PNI Modified = 0.067) การจัดการเรียนการสอน (PNI Modified = …
โมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม, พิริยะ พิริปุญโญ
โมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม, พิริยะ พิริปุญโญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบโมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลัน และสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม ด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบตัดขวาง เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามทางออนไลน์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยเริ่มจำนวน 249 คน โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพล ผลการวิจัยพบว่าการมีสติ (r = .295, p < .01) และการกำกับตนเอง (r = .451, p < .01) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาวะทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันมีความสัมพันธ์ทางลบกับสุขภาวะทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = –.260, p < .01) สำหรับการวิเคราะห์เส้นทาง พบว่าการกำกับตนเองและพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันเป็นตัวแปรส่งผ่านในโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างสติและสุขภาวะทางการเงิน โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ดังค่าดัชนีต่อไปนี้ χ2 (36, N = 249) = 64.682, p = .002; CFI = .978; TLI = .960 และ RMSEA = .057 และโมเดลเชิงประจักษ์สามารถร่วมกันทำนายสุขภาวะทางการเงินได้ร้อยละ 17.4 จากการศึกษานี้อาจบ่งชี้ให้เห็นว่าการมีสติและการกำกับตนเองสามารถเอื้อต่อการลดพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและเอื้อต่อการมีความมั่นคงทางการเงินได้ โดยผลการวิจัยนี้ช่วยเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาวะทางการเงิน และมีผลที่สอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ เป้าหมายที่ 1, 3, 10 และ 16
รูปแบบการเรียนรู้ศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการเสริมสร้างค่านิยมการมีจิตสาธารณะ, ชัยวัฒนภัทร เลาสัตย์
รูปแบบการเรียนรู้ศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการเสริมสร้างค่านิยมการมีจิตสาธารณะ, ชัยวัฒนภัทร เลาสัตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการเสริมสร้างค่านิยมจิตสาธารณะของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาทางด้านศิลปะ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ศิลปะที่พัฒนาขึ้น ที่มีต่อการเสริมสร้างค่านิยมจิตสาธารณะและความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบของนักศึกษาที่ร่วมกิจกรรม 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็น ความพึงพอใจ และข้อเสนอแนะที่มีต่อรูปแบบของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยแบบเรียนรู้ร่วมกัน (Participatory Learning Action Research (PLAR)) ระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มอาจารย์ผู้สอนศิลปะ 5 คน 2) กลุ่มผู้นำชุมชนในพื้นที่ 5 คน 3) กลุ่มนักวิชาการจากองค์กรอิสระและภาคเอกชน 5 คน 4) กลุ่มนักวิชาการจากองค์กรภาครัฐ 5 คน และ 5) กลุ่มศิลปินในพื้นที่ 5 คน เพื่อร่วมพัฒนาและประเมินผลการใช้รูปแบบ จำนวน 3 วงรอบ วงรอบละ 1 ภาคการศึกษา โดยกระบวนการเริ่มในภาคการศึกษาที่ 1/2562 ถึงภาคการศึกษาที่ 1/2563 รวม 3 ภาคการศึกษา หลังจากพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่สมบูรณ์แล้ว นำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาทางด้านศิลปะในระดับปริญญาตรี จำนวน 25 คน ในภาคการศึกษาที่ 1/2565 ใช้เครื่องมือ 3 ชุด คือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดค่านิยมจิตสาธารณะ และแบบสะท้อนคิดผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้ศิลปะเพื่อการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างค่านิยมการมีจิตสาธารณะ ATEP Model มาจาก Art for Transformation and Enhancing Public Mind Value Model เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาค่านิยมจิตสาธารณะของผู้เรียนแบบองค์รวม ผ่านการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนอย่างลึกซึ้ง มีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนจากประสบการณ์ตรง ปลูกฝังให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของการมีส่วนร่วมในการทำประโยชน์เพื่อสังคม และสามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางศิลปะสู่การพัฒนาสังคมได้ โดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนและการสร้างเครือข่ายทางศิลปะเพื่อการพัฒนาสังคม มีหลักการสำคัญ 5 ข้อ คือ การจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม การจัดการเรียนรู้ศิลปะที่เชื่อมโยงผู้เรียนกับชุมชน การเรียนรู้จากต้นแบบที่ดี การนำองค์ความรู้ทางศิลปะมาใช้ทำประโยชน์ให้สังคม …
รูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม, กริช วงศ์เจริญ
รูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม, กริช วงศ์เจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดการสถาบันการบินพลเรือนของประเทศไทย 2) วิเคราะห์แนวคิดและการดำเนินงานของสถาบันการศึกษาด้านการบินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ 3) วิเคราะห์แนวคิดและการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมที่มีการเรียนการสอนด้านการบิน และ 4) นำเสนอรูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถาบันการบินพลเรือน จำนวน 3 คน ผู้บริหารระดับกองวิชา จำนวน 5 คน ผู้บริหารระดับสำนักงาน จำนวน 15 คน ครูวิชาภาคพื้น และผู้ช่วยครูวิชาภาคพื้น จำนวน 70 คน เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน จำนวน 160 คน ผู้บริหารสถาบันการศึกษาด้านการบินในประเทศ จำนวน 8 คน อาจารย์ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาเอกจากสถาบันการศึกษาด้านการบินในต่างประเทศ จำนวน 3 คน อาจารย์ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมที่มีการเรียนการสอนด้านการบินในต่างประเทศ จำนวน 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบวิเคราะห์สาระ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบตรวจสอบร่างรูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สาระ การวิเคราะห์ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. สถาบันการบินพลเรือนอยู่ระหว่างการพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม โดยมีจุดแข็งด้านงานวิจัย การบริหารงบประมาณ วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และบุคลากรที่มุ่งมั่น อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ความร่วมมือระหว่างประเทศ กลยุทธ์ งบประมาณ การมีส่วนร่วม ระบบสรรหา และโครงสร้างองค์กรที่ต้องเสริมความเชื่อมโยงให้มากขึ้น 2. แนวคิดและการดำเนินงานของสถาบันการศึกษาด้านการบินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม โดยครอบคลุม 1) การบริหารเชิงกลยุทธ์ 2) โครงสร้างและสภาพแวดล้อมองค์กร 3) การจัดการวิชาการ 4) งานวิจัย 5) การเงิน 6) ทรัพยากรและบุคลากร และ 7) เครือข่ายความร่วมมือ 3. มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมด้านการบินให้ความสำคัญกับการบูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยีดิจิทัล และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม หลักสูตรที่ยืดหยุ่น การฝึกปฏิบัติจริง …
อิทธิพลกํากับของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติต่อความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ, สุวัจณีย์ เจริญยิ่ง
อิทธิพลกํากับของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติต่อความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ, สุวัจณีย์ เจริญยิ่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความวิตกกังวลส่งผลทั้งในทางบวกและลบต่อพฤติกรรมการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ แม้ว่า “ทฤษฎีการจัดการความหวาดกลัว” (Terror management theory) จะชี้ให้เห็นว่าผู้คนมักหลีกเลี่ยงการคิดเกี่ยวกับภัยพิบัติเพื่อลดความวิตกกังวล การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในผู้ใหญ่ชาวไทย นอกจากนี้ยังศึกษาบทบาทของลักษณะบุคลิกภาพตามกรอบแนวคิดคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติ (Power to Live with Disaster) ได้แก่ ความเป็นผู้นำ ทักษะการแก้ไขปัญหา ความเห็นแก่ผู้อื่น ความยืนหยัดไม่ย่อท้อ การยึดมั่นในขนบธรรมเนียม การควบคุมอารมณ์ การก้าวพ้นตนเอง และสุขภาวะเชิงรุก ในฐานะตัวแปรกำกับ โดยกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ใหญ่ชาวไทยจำนวน 700 คน อายุระหว่าง 18–59 ปี (M = 25.3, SD = 7.8) ซึ่งทั้งหมดเคยมีประสบการณ์เผชิญภัยพิบัติมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งประกอบด้วยมาตรวัดคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติฉบับภาษาไทย แบบวัดความวิตกกังวลทั่วไป 7 ข้อ และแบบสอบถามการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวล องค์ประกอบแต่ละด้านของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติ และพฤติกรรมการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติได้รับการวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยแบบมีตัวแปรกำกับ ผลการวิเคราะห์พบว่า ความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ (r = .150, p<.001) ความเห็นแก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติมีบทบาทเป็นตัวแปรกํากับที่มีนัยสําคัญใน ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและการเตรียมพร้อม (β = .099, p < .05) กล่าวคือ ผู้ที่มีความวิตกกังวล และระดับความเห็นแก่ผู้อื่นสูงมักมีแนวโน้มที่จะเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ข้อค้นพบนี้เน้น ยํ้าถึงความสําคัญของกลยุทธ์ที่อิงจากบุคลิกภาพในการส่งเสริมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในประเทศไทย
ผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย, เพ็ญพิชชา ชูชื่น
ผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย, เพ็ญพิชชา ชูชื่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมนี้ นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ CSP จำนวน 8 ครั้งต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (MCI) โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 66 คน ถูกสุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง (n=32) และกลุ่มควบคุม (n=34) โดยใช้แบบประเมินการรู้คิด ได้แก่ MMSE, CERAD, Color Trails Test และ Digit Span รวมทั้งแบบประเมินคุณภาพชีวิต QOL-AD มีการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (PCA) เพื่อรวบคะแนนแบบทดสอบการรู้คิดจำแนกตามโดเมลการรู้คิด ข้อมูลส่วนบุคคลพื้นฐานเปรียบเทียบด้วยการทดสอบไคสแควร์และ t-test และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์หลักด้านการรู้คิดและผลลัพธ์รองด้านคุณภาพชีวิต ผลการวิจัย: หลังการให้โปรแกรมกระตุ้นการรู้คิด กลุ่มทดลองแสดงคะแนนการรู้คิดและคุณภาพชีวิตสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ ANCOVA พบว่าตัวแปรกลุ่ม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และคะแนนก่อนการทดลอง เป็นปัจจัยทำนายการเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มทดลองมีคะแนนการรู้คิดเพิ่มขึ้น (F(1, 58) = 4.75, p = .033, ηp² = .076) และคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น (F(1, 58) = 6.05, p = .017, ηp² = .094) อย่างมีนัยสำคัญ สรุป: โปรแกรมกระตุ้นการรู้คิด (CSP) จำนวน 8 ครั้ง ช่วยส่งเสริมการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะ MCI ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยใช้เครื่องมือประเมินทางประสาทจิตวิทยาและแบบประเมิน QOL-AD ที่ครอบคลุม
Development Of The Social And Emotional Health Survey Among Thai Adolescents, Nithikorn Laoritthikrai
Development Of The Social And Emotional Health Survey Among Thai Adolescents, Nithikorn Laoritthikrai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In response to growing concerns about youth depression in Thailand, positive psychology has emerged as a promising field for nurturing inner strengths and well-being. Guided by the concept of Covitality, efforts have been made to enhance positive psychological resources; however, comprehensive assessments in this area remain limited. This study aimed to develop and validate the Thai version of the Social and Emotional Health Survey-Secondary (SEHS-S) by examining its psychometric properties. Participants included 502 high school students in Bangkok, with 337 males and 165 females between the ages of 15 and 18. A Structural Equation Modeling (SEM) was employed to test …
การกล่าวโทษเหยื่อ : อิทธิพลของความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรม โดยมีอคติที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่าน, บุณยาพร อนะมาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมที่มีต่อการกล่าวโทษเหยื่อในอาชญากรรมทางเพศที่เกิดขึ้นกับหญิงข้ามเพศ โดยมีอคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่านของความสัมพันธ์ในกลุ่มตัวอย่างเพศชายอายุ 18 - 55 ปี จำนวน 186 คน มีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาจำนวน 5 เครื่องมือ คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป, แบบสอบถามความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรม, แบบสอบถามอคติที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศ, แบบสอบถามการยอมรับมายาคติเกี่ยวกับการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อ และแบบสอบถามการกล่าวโทษเหยื่อ ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมไม่ส่งผลโดยตรงต่อการกล่าวโทษเหยื่อ (β = -.04, p = .55) ทว่าพบการส่งผลทางอ้อมโดยมีอคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .05, p < .05) และพบการส่งผลทางอ้อมโดยมีการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .19, p < .01) จึงอาจสรุปได้ว่า อคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อ มีความสามารถในการเป็นตัวแปรส่งผ่านสมบูรณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมและการกล่าวโทษเหยื่อในกลุ่มตัวอย่างเพศชาย
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ของข้าราชการทหาร, สิรีนนุช อุดมศรี
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ของข้าราชการทหาร, สิรีนนุช อุดมศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ และศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ตราบาปและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมต่อเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการทหารจำนวน 126 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ มาตรวัดการรับรู้ตราบาป มาตรวัดการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม มาตรวัดเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ตราบาปของข้าราชการทหาร มีความสัมพันธ์สัมพันธ์ทางลบกับเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ (r = -0.328) ที่นัยสำคัญทางสถิติ การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมของข้าราชการทหารมีความสัมพันธ์อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติกับเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ และผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่าการรับรู้ตราบาปและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมมีอิทธิพลต่อเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ได้ร้อยละ 10.8 (R²=0.108, p<0.001) โดยมีเพียงการรับรู้ตราบาปเท่านั้นที่พบนัยสำคัญทางสถิติ
Effect Of A Mindfulness-Based Program On Executive Function In Preschool Children, Suwattanee Lerskunakorn
Effect Of A Mindfulness-Based Program On Executive Function In Preschool Children, Suwattanee Lerskunakorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this study was to examine the effects of a mindfulness-based program on executive function (EF) and attention flexibility in preschool children. This study employed a quasi-experimental pretest-posttest control group design. Executive function was assessed using the Thai version of the Head-Toes-Knees-Shoulders (Thai HTKS) task, while attention flexibility was measured using the Early Years Toolbox (EYT). The participants were 48 children in Kindergarten Year 2. Children were paired based on similar EF scores and randomly assigned to either the experimental or control group, one pair at a time. The experimental group participated in a mindfulness-based program for 12 …
อิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน, นิธิกานต์ หนองห้าง
อิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน, นิธิกานต์ หนองห้าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบโมเดลอิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูโดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยคือนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระดับปริญญาบัณฑิตที่กำลังอยู่ในระหว่างการลงทะเบียนเรียนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการสอน และมีกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติการสอนอย่างน้อย 1 ภาคการศึกษา จำนวน 262 คน เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามรูปแบบกระดาษและแบบสอบถามออนไลน์โดยใช้ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดทักษะทางสังคมและอารมณ์ (α = .93) 3) มาตรวัดการฟื้นพลัง (α = .87) 4) มาตรวัดการรับรู้ความสามารถของตนเอง (α = .90) 5) มาตรวัดความเครียด (α = .79) และ 6) มาตรวัดสุขภาวะทางจิต (α = .77) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เส้นทาง (Path analysis) ผลการวิจัยสนับสนุนโมเดลสมมติฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้องของโมเดลโดยรวมแสดงถึงความสอดคล้องระหว่างโมเดลสมมติฐานกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ 2 (20, N = 262) = 51.86, p<.001, χ 2/df = 2.593, CFI = .973, TLI = .951, RMSEA = .078) โดยการฟื้นพลังและการ รับรู้ความสามารถของตนเองมีบทบาทในการเป็นตัวแปรส่งผ่านของความสัมพันธ์ในโมเดลอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติผลจากการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะทางสังคมและ อารมณ์การฟื้นพลัง และการรับรู้ความสามารถของตนเอง เพื่อเป็นปัจจัยช่วยส่งเสริมสุขภาวะทาง จิตและลดความเสี่ยงต่อความเครียดให้แก่นิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูต่อไป
ความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ บรรยากาศภายในที่ทำงาน และสุขภาวะทางจิตของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ, พินิศใจ บำรุงกฤษฎา
ความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ บรรยากาศภายในที่ทำงาน และสุขภาวะทางจิตของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ, พินิศใจ บำรุงกฤษฎา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ (self-acceptance of sexuality) สุขภาวะทางจิต (psychological well-being) และบรรยากาศภายในที่ทำงาน (workplace climate) ในกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานที่มีความหลากหลายทางเพศที่ทำงานประจำในองค์กรในประเทศไทย จำนวน 147 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการแบบเจาะจง และเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ มาตรวัดการยอมรับตนเองทางเพศ (α = .89) มาตรวัดบรรยากาศภายในที่ทำงานของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (α = .91) และมาตรวัดสุขภาวะทางจิตตามแนวคิดของความสุขจากภายในตนเอง (α = .86) โดยผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ พบว่า การยอมรับตนเองทางเพศมีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาวะทางจิต (r = .42, p < .001) และบรรยากาศภายในที่ทำงาน (r = .32, p < .001) ขณะที่สุขภาวะทางจิตมีความสัมพันธ์ทางบวกกับบรรยากาศภายในที่ทำงานเช่นกัน (r = .21, p = .011) อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์การกำกับอย่างง่ายด้วย PROCESS Model 1 พบว่า บรรยากาศภายในที่ทำงานไม่มีอิทธิพลกำกับที่มีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศกับสุขภาวะทางจิต (β = -.023, p = .752) ข้อค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การส่งเสริมการยอมรับตนเองทางเพศอาจมีส่วนช่วยพัฒนาสุขภาวะจิตของบุคลากร LGBTQ+ ได้ ขณะที่บทบาทของบรรยากาศภายในที่ทำงานควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติมในบริบทที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนานโยบายและสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนความหลากหลายทางเพศในองค์กรอย่างยั่งยืน
ประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ, ณัฐวรา ปฏิทัศน์
ประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ, ณัฐวรา ปฏิทัศน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลเป็นนักกีฬาคนพิการจำนวน 6 รายโดยคัดเลือกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบอ้างอิงด้วยบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ (snowball sampling) และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ความท้าทายที่ผู้พิการต้องเผชิญ ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ ความท้าทายทางด้านร่างกาย ความท้าทายทางจิตใจ และความท้าทายในฐานะนักกีฬาผู้พิการ 2) ปัจจัยเกื้อหนุนจากรอบข้างภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ประกอบไปด้วย 2 ประเด็นย่อย คือ ได้รับการสนับสนุนในการเป็นนักกีฬาอาชีพ และ การมีสังคมรอบข้างที่ดี 3) การมองเห็นสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ขาด ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ มองความพิการอย่างเข้มแข็ง มองเห็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง และยอมรับตัวเองในแบบที่เป็น
ประสิทธิภาพของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย, ณัชพล ศิริชัยนฤมิตร
ประสิทธิภาพของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย, ณัชพล ศิริชัยนฤมิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของการนำโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกมาปรับใช้กับนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย ระดับปริญญาบัณฑิต เพื่อลดความวิตกกังวลและเพิ่มความสามารถในการฟื้นพลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาบัณฑิต อายุระหว่าง 18 - 25 ปี และมีค่าคะแนนความวิตกกังวลอยู่ในระดับตั้งแต่ปานกลางขึ้นไปจำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 11 คน กลุ่มควบคุม active 14 คน และกลุ่มควบคุม passive 15 คน วัสดุและวิธีการ ประกอบด้วย (1) โปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก (2) มาตรวัดความวิตกกังวล จากแบบสำรวจความกดดัน ความกังวล ความเครียดของตนเอง หรือ DASS-42 โดยมีค่าความเที่ยงอยู่ที่ .84 และ (3) แบบวัดความเข้มแข็งสร้างสรรค์ หรือ CD-RISC-25 โดยมีค่าความเที่ยงอยู่ที่ .85 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก กลุ่มทดลองมีคะแนนความวิตกกังวลลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการเข้าร่วม และมีคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ p .05 ในส่วนของคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ p < .001 สรุปข้อค้นพบจากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปปรับใช้โดยนักจิตวิทยาที่สนใจนำการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกมาปรับใช้กับกลุ่มนิสิตนักศึกษา เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพจิตที่ดีได้ และสามารถนำไปปรับใช้กับกลุ่มตัวอย่างอื่น ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลจิตใจให้กับผู้ที่จะนำไปปรับใช้ต่อไป
Relationships Among Employee Turnover Intention And Perception Of Employees On Organisational Readiness For Change, Transformational Leadership, And Usability Of Flexible Work Arrangement: Mediating Role Of Organisational Commitment In Technology-Related Industries In Thailand, Siraprapa Meerat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Challenges in retaining employees within Thailand's technology industries, where adaptability to global changes is essential, have intensified, leading to higher turnover intentions. This study examines how organizational readiness for change, transformational leadership, and flexible work arrangements influence turnover intention, with organizational commitment as a mediating factor. Using a survey of 229 employees in Thailand’s technology sector and mediation analysis through the PROCESS tool in SPSS, the study revealed distinct patterns of influence. Transformational leadership showed both a direct negative effect on turnover intention (b = -0.5768, p < .01) and an indirect effect through organizational commitment (b = -0.1573, 95% CI [-0.2478, -0.0842]), indicating partial mediation. Organizational readiness had a direct negative effect on turnover intention (b = -0.2988, p < .05) without a mediating role. Flexible work arrangements did not have a direct effect on turnover intention (b = 0.0506, p = .4576) but exhibited a significant indirect effect through reduced organizational commitment (b = 0.0394, 95% CI [-0.0781, -0.0107]), indicating full mediation. These findings provide strategic insights into how leadership practices, organizational preparedness, and flexible work design each play a distinct role in influencing employee commitment and retention. The results offer valuable guidance for human resource professionals seeking to strengthen leadership capability, improve change communication, and implement flexible work policies that support employee engagement and reduce turnover intention.
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตในวัยรุ่นตอนต้น: โมเดลอิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไขโดยการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ, อภิชญา ศาสนจรรยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนกับระดับความพึงพอใจในชีวิตของนักเรียนวัยรุ่น โดยมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ ผู้เข้าร่วมการวิจัยคือวัยรุ่นตอนต้น อายุ 12-15 ปี จำนวนทั้งสิ้น 358 คน ผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) มาตรวัดภาวะหมดไฟในการเรียน 3) มาตรวัดความพึงพอใจในชีวิต 4) มาตรวัดการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิด และ 5) มาตรวัดการมีสติ การวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไข ผลการวิจัยพบว่าภาวะหมดไฟในการเรียนมีความสัมพันธ์ทางลบกับความพึงพอใจในชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = -0.369, p < .05) อย่างไรก็ตาม การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสัมพันธ์ของภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิต (β = 0.026, p = .62) ในขณะที่การมีสติสามารถกำกับอิทธิพลทางอ้อมระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตโดยมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านภายใต้เงื่อนไขการมีสติในระดับต่ำ (β = -0.200, p < .05) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการมีสติในระดับต่ำอาจทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดกลายเป็นกลไกระหว่างความสัมพันธ์ของภาวะหมดไฟและลดความพึงพอใจในชีวิต อย่างไรก็ตามไม่พบกลไกดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขการมีสติระดับปานกลางและระดับสูง ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของการมีสติในการลดผลกระทบของการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดต่อความพึงพอใจในชีวิต และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาการมีสติในกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นตอนต้นเพื่อลดผลกระทบด้านลบของพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดได้
ความเข้าใจและประสบการณ์ต่อการมีความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ใช้แนวคิดการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง, ภาสชัย แก้วสนธิ
ความเข้าใจและประสบการณ์ต่อการมีความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ใช้แนวคิดการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง, ภาสชัย แก้วสนธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความสอดคล้องถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพเชิงบำบัดและประสิทธิภาพของกระบวนการให้คำปรึกษา อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเชิงประจักษ์เกี่ยวกับประสบการณ์ความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดยังมีจำกัด โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดเกี่ยวกับความสอดคล้องในการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดการปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักจิตวิทยาฝึกหัดจำนวน 5 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผลการวิจัยประกอบด้วย 4 ใจความสำคัญหลัก ได้แก่ 1) ความไม่มั่นใจในความสามารถของตนเองก่อให้เกิดความไม่สอดคล้อง 2) การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขสำคัญต่อการเกิดความสอดคล้อง 3) ความตระหนักรู้สำคัญต่อการเกิดความสอดคล้อง และ 4) ความสอดคล้องต้องอาศัยการบ่มเพาะ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการภายในของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดในการพัฒนาความสอดคล้อง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการฝึกอบรมและนิเทศเพื่อส่งเสริมความสอดคล้องในวิชาชีพของนักจิตวิทยาการปรึกษา
Relationships Between Workload And Team Performance: Mediating Role Of Shared Mental Model Of Air Traffic Controllers At Suvarnabhumi Control Tower, Thailand, Wichanat Phoompiew
Relationships Between Workload And Team Performance: Mediating Role Of Shared Mental Model Of Air Traffic Controllers At Suvarnabhumi Control Tower, Thailand, Wichanat Phoompiew
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this research was to examine the relationships among workload, perceived shared mental model, and team performance of air traffic controllers at Suvarnabhumi Air Traffic Control Tower, Thailand, focusing on how workload related to team performance and the mediating role of perceived shared mental model. Data were collected from 126 air traffic controllers using actual air traffic operational records at Suvarnabhumi Airport, and data analysis was conducted using SPSS and the PROCESS Macro for mediation analysis. The key finding indicated that Workload on Team Performance is fully mediated by the Perceived Shared Mental Model. Consequently, this research highlighted …
ผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อการเสริมสร้างพฤติกรรมและความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, ธวัลรัตน์ ยศเรือง
ผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อการเสริมสร้างพฤติกรรมและความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, ธวัลรัตน์ ยศเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 คน ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและควบคุม กลุ่มละ 15 คน โดยที่ทั้งสองกลุ่มจะตอบแบบวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมและแบบประเมินความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม ในช่วงก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมของกลุ่มทดลอง โดยที่กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในรูปแบบเว็บไซต์เป็นระยะเวลา 10 ครั้ง ส่วนกลุ่มควบคุมใช้ชีวิตตามปกติ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความแปรปรวนแบบผสมสองทาง (Two-way mixed ANOVA) เพื่อทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดลองจากผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งสองกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า (1) ไม่พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างการเข้าร่วมโปรแกรมกับเวลาของการวัดต่อคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และไม่พบความแตกต่างกันของคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ในช่วงหลังการทดลองของผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งสองกลุ่ม และ (2) พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างการเข้าร่วมโปรแกรมกับเวลาของการวัดต่อคะแนนความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และพบว่าคะแนนความรู้ในการเรียนรู้ของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นและสูงกว่ากลุ่มควบคุม แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในรูปแบบเว็บไซต์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นนั้นยังไม่สามารถช่วยพัฒนาในด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมได้เท่าที่ควรนัก แต่ช่วยเสริมสร้างความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของผู้เข้าร่วมโปรแกรมได้เป็นอย่างดี
ประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายจากการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ ของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่, ซัลมาร์ มณีวงศ์
ประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายจากการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ ของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่, ซัลมาร์ มณีวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่มักเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นนักวิชาชีพเต็มตัว อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในการเผชิญและรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ในบริบทของประเทศไทยยังไม่ได้รับการศึกษาในเชิงลึก งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ความท้าทายและการเผชิญกับความท้าทายของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่ (ที่มีประสบการณ์ไม่เกิน 5 ปี) โดยใช้ระเบียบวิธีวิเคราะห์ปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผ่านกรณีศึกษาของนักจิตวิทยาจำนวน 6 ราย ผลการวิจัยพบ 4 ใจความหลัก ได้แก่ 1) ความท้าทายในการเป็นมือใหม่ที่ต้องทำงานหลากหลาย 2) การดูแลตนเอง 3) ความสำคัญของแหล่งสนับสนุน และ 4) การเห็นคุณค่าของวิชาชีพ ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นสภาวะความท้าทายที่นักจิตวิทยามือใหม่ประสบและวิธีการรับมือกับความท้าทายของพวกเขา ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาแนวทางการสนับสนุนอย่างเหมาะสมในด้านการนิเทศ การส่งเสริมสุขภาวะ และการออกแบบระบบดูแลทางวิชาชีพที่สอดคล้องกับบริบทประเทศไทย