Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 751 - 780 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช
ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ องค์ประกอบ และกระบวนการก่อรูปของทุนทางสังคมภายในชุมชนวัดปุรณาวาสตลอดจนศึกษาแนวทางการนำทุนทางสังคมมาใช้ในการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ราย ประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตทวีวัฒนา ผู้นำชุมชน และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ชุมชนวัดปุรณาวาส ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะทุนทางสังคมของชุมชนวัดปุรณาวาสมีความเข้มแข็ง โดยมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติที่แน่นแฟ้น ประชาชนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีการถ่ายทอดความรู้ข้ามรุ่นผ่านกลุ่มอายุที่หลากหลายซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ องค์ประกอบของทุนทางสังคมในชุมชนดังกล่าว มี 6 ด้าน ได้แก่ (1) กลุ่มและเครือข่ายภายในชุมชนที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ (2) ความไว้วางใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่สร้างความมั่นคงในระดับฐานราก (3) การดำเนินการร่วมกันและความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม (4) การจัดการด้านสารสนเทศและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ (5) การทำงานร่วมกันทางสังคมที่เน้นการเกื้อกูล และ (6) การเสริมอำนาจและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชุมชนผ่านเวทีประชาคม ทั้งนี้กระบวนการก่อรูปทุนทางสังคมของชุมชนดังกล่าวเกิดจากการประสานระหว่างโครงสร้างภายในที่มีคณะกรรมการชุมชนเป็นศูนย์กลาง และกลไกความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีรากฐานจากความไว้วางใจ การมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก ทำให้เกิดระบบบริหารจัดการที่ตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับบริบท สำหรับแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน จำนวน 12 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) คณะกรรมการชุมชนมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (2) การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครและระบบเฝ้าระวังแบบมีส่วนร่วม (3) การสร้างความไว้วางใจผ่านการสื่อสารที่เปิดเผย โปร่งใส และสม่ำเสมอ (4) การสนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทในการดูแลกลุ่มเสี่ยงและเข้าร่วมเสนอแนะแนวทางพัฒนา (5) การส่งเสริมกิจกรรมเชิงบวกสำหรับเยาวชน (6) การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางและบูรณาการกับการพัฒนาอาชีพ (7) การใช้เทคโนโลยีและสื่อสารสมัยใหม่ควบคู่กับวิธีการแบบดั้งเดิมเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม (8) การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านทรัพยากร อาชีพ และจิตวิทยา (9) การเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางสังคม (10) การเปิดเวทีประชาธิปไตยให้ชาวบ้านร่วมกำหนดนโยบายในระดับชุมชน (11) การเจรจากับภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานป้องกัน (12) การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเครือข่าย โดยแนวทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของทุนทางสังคมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน
การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ
การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนแนวทางการป้องกันผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสานโดยใช้เทคนิคการสำรวจโดยรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร จำนวน 461 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 12 คน ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 7 คน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสบการณ์การจับกุมคนหลอกลวงผู้สูงอายุจำนวน 1 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 29.7 โดยภาพรวม รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดคือ ฉ้อโกงการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ ผลการทดสอบไคสแควร์ยืนยันว่า อายุ ระดับการศึกษา เวลาการใช้โทรศัพท์มือถือเฉลี่ยต่อวัน และความคล่องแคล่วในการใช้โทรศัพท์มือถือมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณโดยพบว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อฉ้อโกงซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์มากที่สุด ทั้งนี้แนวทางหรือวิธีการป้องกันผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ผู้สูงอายุต้องดูแลและป้องกันตนเอง ผู้สูงอายุต้องมีสติ ไม่โลภ ไม่กลัว ไม่ไว้ใจใครง่าย แยกบัญชีการเงินออนไลน์ และจำกัดการถอนเงินต่อวัน และ 2) บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลและป้องกันผู้สูงอายุ บุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดให้ความรู้และช่วยเหลือผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุจัดอบรมให้ความรู้และเตือนสติการหลอกลวงทางออนไลน์
แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย
แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน ที่กระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมดังกล่าว และแนวทางการป้องกันการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำนวน 20 ราย และ 2) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ พนักงานอัยการฯ พนักงานสอบสวนฯ นักจิตวิทยา ผู้ปกครอง และนักวิชาการฯ จำนวน 8 ราย ผลการศึกษาพบว่า เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดมีอายุระหว่าง 13–17 ปี ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแตกแยก ขาดการศึกษา ใช้สารเสพติด มีพฤติกรรมเสี่ยง และมีประวัติกระทำผิดเป็นครั้งแรก อีกทั้งบางรายมีแนวโน้มพกพาอาวุธปืนต่อเนื่องและใช้อาวุธปืน ในการก่อเหตุ ส่วนรูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนนั้น พบว่า ส่วนใหญ่เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงอาวุธปืนจากการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมไปถึงการซื้อขายจากกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ การประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้นมาเองและการยืมจากสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งมักเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ที่ไม่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากต้องการป้องกันตัวจากภัยคุกคาม ข่มขู่คู่อริหรือปกป้องเพื่อน ค่านิยมในกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ ความชื่นชอบส่วนตัว และการขาดความเข้าใจในบทลงโทษทางกฎหมาย โดยพฤติกรรมการพกพาอาวุธ 4 รูปแบบ ได้แก่ การพกพาเป็นประจำ การพกพาอาวุธปืนเป็นครั้งคราว การพกพาเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ และการพกพาเพียงครั้งเดียวตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ทั้งนี้ แรงจูงใจทางสังคมมีอิทธิพลโดยตรงต่อพฤติกรรมดังกล่าว โดยพบว่า แรงจูงใจด้านความต้องการความมั่นคงปลอดภัยมักพบในกลุ่มที่เคยถูกคุกคามหรือมีปัญหากับคู่อริ แรงจูงใจด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกี่ยวข้องกับความพยายามได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน ขณะที่แรงจูงใจด้านการได้รับการยกย่อง มักสัมพันธ์กับความต้องการสร้างภาพลักษณ์ของอำนาจ ความกล้า หรือความโดดเด่นในกลุ่ม นอกจากนี้แนวทางการป้องกันที่ได้จากการศึกษานี้ชี้ว่า ควรเน้นมาตรการ เชิงบูรณาการ อาทิ การเสริมสร้างความสัมพันธ์และ การสื่อสารในครอบครัว การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมทักษะชีวิต การใช้กลไกชุมชนในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง การควบคุมช่องทางการเข้าถึงอาวุธออนไลน์อย่างจริงจัง และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา ครอบครัว และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบป้องกันการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน
บทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565, อภิเชษฐ์ เกตุมณี
บทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565, อภิเชษฐ์ เกตุมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 (2) เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของสื่อแต่ละสำนักจาก พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 โดยการศึกษาในเชิงคุณภาพ ด้วยแนวทางการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ประกอบกับการวิเคราะห์เนื้อหาซ่อนเร้น (Latent Content) และการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อจำนวนทั้งสิ้น 7 สำนัก ผลการศึกษาพบว่า สื่อทั้ง 7 สำนักมีความโน้มเอียงทางการเมือง (Political Orientation) เป็นของตนเอง โดยมักนำเสนอข่าวสารไปในทิศทางที่ตอบสนองจุดยืนทางการเมืองของตน ประกอบกับการเติบโตขึ้นของเทคโนโลยี ทำให้ภูมิทัศน์ของสื่อส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาศัยแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นช่องทางหลักในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีโอกาสก่อให้เกิดปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) อันเป็นผลมาจากระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มดิจิทัล ส่งผลให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารอาจได้รับข้อมูลเพียงแง่มุมเดียวและอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน นอกจากนั้นสื่อยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกล่อมเกลาทัศนคติ ความเชื่อ และชุดความคิดของปัจเจกบุคคล ผ่านการใช้วิธีการวางกรอบ (Framing) เนื้อหาของข่าวที่จะนำเสนอ และการกำหนดวาระข่าวสาร (Agenda-Setting) ซึ่งแม้ว่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร สื่อมีเครื่องมือและวิธีการในการโน้มน้าวให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารเห็นคล้อยตามความโน้มเอียงทางการเมืองของสื่อนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้การศึกษาสื่อในฐานะหนึ่งในผู้แสดงทางการเมือง (Political Actor) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในสังคมไทย
การก่อตัว บทบาท และพัฒนาการ ของ We Volunteer และผลกระทบที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวเยาวชนไทย ปี 2563, รัฐภูมิ เลิศไพจิตร
การก่อตัว บทบาท และพัฒนาการ ของ We Volunteer และผลกระทบที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวเยาวชนไทย ปี 2563, รัฐภูมิ เลิศไพจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาการก่อตัว บทบาท และพัฒนาการ ของ We Volunteer และ ผลกระทบที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวเยาวชนไทยปี 2563 จากการค้นคว้าข้อมูลทั้งในเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์พบว่าปัจจัยที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมในไทยเกิดกระบวนการก่อตัวโครงสร้างการ์ดมาจาก 2 ปัจจัย ดังนี้ 1) ความไม่ไว้วางใจระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐ อันหมายถึงเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้ หลักการประชาธิปไตยแบบไทยๆ มักละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในการแสดงออกผ่านการชุมนุม 2) เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุมได้ตามหลักประชาธิปไตย โดยทั้งสองปัจจัยส่งผลทำให้กลุ่มชุมนุมจำเป็นต้องสร้างส่วนงานการ์ดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อที่จะสามารถใช้สิทธิได้อย่างเต็มประสิทธิภาพรวมถึงดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมเนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมักมีอคติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมจนนำมาสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพและขยายตัวนำมาสู่ความรุนแรงทางกายภาพ นอกจากการแสวงหาคำตอบว่าทำไมการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมในไทยจึงจำเป็นต้องมีการ์ดผู้ค้นคว้าได้ศึกษาการก่อตัว บทบาท และพัฒนาการของกลุ่ม We Volunteer ในฐานะการ์ดผู้ซึ่งดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับการชุมนุมของกลุ่มเยาวชน 2563 พบว่า บทบาทของกลุ่ม We Volunteer มีพลวัตมากกว่าการเป็นผู้รักษาความปลอดภัยในพื้นที่การชุมนุม แต่เป็นส่วนงานที่สนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชน 2563 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ส่วนงานการ์ดมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์สันติวิธีซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของขบวนการเคลื่อนไหว
การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ที่มา และพัฒนาการการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรมของไทย, สยาม เสรีราษฎร
การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ที่มา และพัฒนาการการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรมของไทย, สยาม เสรีราษฎร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาที่มาของการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรม หรือนักเรียนช่าง ของไทย ในทางประวัติศาสตร์การเมือง และเศรษฐกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัย และที่มาในทางประวัติศาสตร์การเมืองที่ส่งผลต่อการก่อรูปความรุนแรง และการทะเลาะวิวาทดังกล่าว จากในระดับไม่รุนแรงจนไปถึงการยกระดับความรุนแรงเป็นการประสงค์ต่อชีวิต โดยใช้การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์เพื่อค้นคว้าวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนช่างนับตั้งแต่ช่วงรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนถึงช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยในการก่อรูปของความรุนแรง และการทะเลาะวิวาทของนักเรียนช่าง มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การใช้โรงเรียนช่างเป็นพื้นที่ในการสร้างอำนาจ และประลองกำลังกันของชนชั้นนำนับตั้งแต่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่งผลทำให้โรงเรียนช่างเฉพาะทางตกทอดเป็นมรดกมาสู่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยแบ่งเป็นโรงเรียนช่างก่อสร้าง และโรงเรียนช่างกล ซึ่งเป็นโรงเรียนคู่แข่งกัน ซึ่งปูทางให้เกิดสถาบันทางความคิดในโรงเรียนเฉพาะทาง 2 แห่งแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ประการที่สอง การก่อตัวของรุนแรง และการทะเลาะวิวาทระหว่างโรงเรียนช่างเฉพาะทาง 2 แห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามใช้โรงเรียนช่างเฉพาะทางทั้ง 2 แห่งเป็นเครื่องมือในการผลักดันสถาบันทางเศรษฐกิจการเมือง คือ ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ เพื่อกีดกันชาวจีนออกจากวิชาชีพช่างโดยเฉพาะในวิชาชีพช่างกล และช่างก่อสร้าง จึงมีการสร้างความรัก และสามัคคี ความรักในสถานศึกษา และความรักในวิชาชีพช่างที่สถานศึกษาของตนเองเปิดสอน จนเกิดค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมแบบช่างกลในโรงเรียนช่างกลปทุมวัน และค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมแบบช่างก่อสร้างในโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย จนนำไปสู่การทะเลาะวิวาทในระดับที่ไม่รุนแรงครั้งแรกในปี 2495 ประการที่สาม การทะเลาะวิวาทถูกยกระดับเป็นการประสงค์ต่อชีวิตหลังวิกฤตการณ์ทางการเมือง 14 ตุลาคม 2516 ที่ได้มีการแยกสลายนักเรียนช่างออกจากขบวนการนักเรียนนักศึกษาโดยชนชั้นนำ และมีการสร้างความหวาดระแวงต่อกัน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในหมู่นักเรียนช่าง ประกอบกับค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมที่มีอยู่เดิม จึงเกิดการแก้แค้นกันไปมาจนถึงปัจจุบัน
สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง
สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยโดยเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนของประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพื่อหาแนวทางการพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) รวบรวมข้อมูลจาก กฎหมาย บทความวิชาการ วิทยานิพนธ์ รายงานวิจัย ข่าวสาร สถิติ และงานวิจัยในฐานข้อมูลวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ระหว่างปี พ.ศ. 2562 - 2567 และใช้วิธีการวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis) และสรุปข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) บนพื้นฐานของทฤษฎีอาชญาวิทยาและแนวคิดการป้องกันความรุนแรง ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยประกอบด้วยประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ทั่วถึงการแพร่กระจายของอาวุธเถื่อน ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวและคู่สมรส ปัญหาสุขภาพจิตและการควบคุมอารมณ์ ตลอดจนค่านิยมและความเชื่อที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนและความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนกับต่างประเทศ พบว่าประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนน้อย เช่น ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร มีมาตรการทางกฎหมายอาวุธปืนที่เข้มงวด มีระบบคัดกรองผู้ครอบครองอาวุธปืนที่ละเอียด และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับประเทศที่เคยเผชิญปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืน เช่น ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็มีมาตรการสำคัญที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การนิรโทษกรรมและซื้อคืนอาวุธปืนจากประชาชน การจำกัดการถือครองอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติ ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แม้ประสบปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนสูง แต่มีการพัฒนามาตรการที่น่าสนใจ เช่น กฎหมายธงแดง (Red Flag Laws) ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่หรือศาลสั่งยึดอาวุธปืนจากบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงการใช้ระบบตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดก่อนการซื้ออาวุธปืน (Background Checks) จากข้อมูลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย ที่ครอบคลุมการป้องกันทั้งขั้นปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ได้แก่ การสร้างค่านิยมใหม่ในสังคมไทย โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังทัศนคติที่ไม่ยกย่องการใช้อาวุธปืนผ่านระบบการศึกษาและการรณรงค์ในสื่อสาธารณะ การปรับปรุงกฎหมายและระบบการอนุญาต การควบคุมอาวุธปืนอย่างรัดกุม ตลอดจนการพัฒนาแนวทางคัดกรองและติดตามบุคคลที่ครอบครองอาวุธปืนเพื่อป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนอย่างยั่งยืน
การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล
การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อย (2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่เรือนจำ เครือข่ายภายนอก และผู้พ้นโทษ โดยใช้กรอบแนวคิดเชิงระบบเป็นโครงสร้างการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการเตรียมความพร้อมฯ มีความเป็นระบบ ประกอบด้วยขั้นตอนคัดกรอง ฝึกอบรมทักษะชีวิต วิชาชีพ การศึกษา พัฒนาด้านจิตใจ และการติดตามผลหลังปล่อยตัว โดยมีปัจจัยนำเข้า ได้แก่ นโยบายระดับกรม บุคลากร งบประมาณ และเครือข่ายภายนอก ผลลัพธ์พบว่าผู้ต้องขังมีความพร้อมด้านทักษะและทัศนคติที่ดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำไปใช้จริงหลังพ้นโทษ ผลกระทบเชิงบวก ได้แก่ การปรับตัวสู่สังคมได้ดีขึ้นและลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ ส่วนผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ การขาดการยอมรับจากสังคม และการว่างงานหลังปล่อย ปัญหาอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ งบประมาณไม่เพียงพอ บุคลากรจำกัด หลักสูตรไม่ทันสมัย และอุปกรณ์ฝึกอาชีพขาดแคลน ข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณ การพัฒนาหลักสูตรทักษะดิจิทัล การจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อม และการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งในและนอกเรือนจำ
กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริบทของการพัฒนากระบวนการและสถาบันประชาธิปไตย กรณีศึกษากลุ่ม ปาตานี บารู, ยามารุดดิน ทรงศิริ
กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริบทของการพัฒนากระบวนการและสถาบันประชาธิปไตย กรณีศึกษากลุ่ม ปาตานี บารู, ยามารุดดิน ทรงศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานและทวีความรุนแรงในช่วงปี พ.ศ. 2547 ซึ่งได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โดยงานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของนักกิจกรรมทางการเมืองที่ผลักดันการกำหนดชะตากรรมตนเองและปราถานาเอกราชปาตานี สู่การก่อตั้งกลุ่ม ปาตานี บา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายปรากฏการณ์การเปลี่ยนรูปแบบจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมสู่กลุ่มการเมืองเชิงสถาบัน และ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มดังกล่าวกับพรรคการเมือง ผลการวิจัยชี้ว่า การก่อตั้งกลุ่มปาตานี บารู เป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางการเมือง คือ การเปิดพื้นที่ทางการเมืองระดับชาติ ซึ่งสวนทางกับโครงสร้างทางการเมืองที่ยังคงปิดกั้นและจำกัดสิทธิในพื้นที่ปาตานี/จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยกฎหมายพิเศษ ด้านความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง กลุ่มปาตานี บารู กำหนดเงื่อนไข 4 ประการในการพิจารณาร่วมงาน ได้แก่ การเป็นพรรคประชาธิปไตย ความสามารถในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับปาตานี อำนาจบริหารงานการเมืองในพื้นที่ และการสนับสนุนทรัพยากรในการเลือกตั้ง ทั้งนี้พบว่ากลุ่มปาตานี บารู ได้รับการยอมรับและบทบาทที่แตกต่างกันระหว่างพรรคการเมืองที่เคยร่วมงานด้วย
การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท, ปรัชวีย์ ลิ้นฤาษี
การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท, ปรัชวีย์ ลิ้นฤาษี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท”มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท 2) เพื่อศึกษานโยบายการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาล พญาไท 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท 4) เพื่อศึกษาหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท โดยใช้การวิจัยเชิงผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ การวิจัยเชิงสัมภาษณ์ (In-Deph Interview) แบบกึ่งโครงสร้าง และ การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติหลายประการ แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าใจบทบาทของตนเองและพยายามปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ แต่ยังขาดเครื่องมือสนับสนุน ความชัดเจนของระบบรางวัล และการบูรณาการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวมยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ในด้านนโยบาย พบว่า แนวนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกนำมาใช้เป็นแนวทางหลักในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของสถานีตำรวจนครบาลพญาไท โดยเน้นการป้องกันเหตุ การควบคุมพื้นที่เสี่ยง และการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าการถ่ายทอดนโยบายสู่ระดับปฏิบัติการยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะในเรื่องของทรัพยากรและการกำกับติดตาม สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การขาดบุคลากร อุปกรณ์ และเครื่องมือที่จำเป็น การขาดระบบสนับสนุนจากส่วนกลาง และการประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่ยังไม่คล่องตัวเพียงพอ ส่วนแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพ ควรมีการฝึกอบรมเสริมทักษะด้านภาษาและการรับมือเหตุฉุกเฉิน การจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัย การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการลาดตระเวนและวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว เขาพลอง จังหวัดชัยนาท, เพ็ญกวิน รักคำ
ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว เขาพลอง จังหวัดชัยนาท, เพ็ญกวิน รักคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม สภาพปัญหาในการดำเนินการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท การศึกษาใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 6 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดชัยนาทและผู้อำนวยการด้านพัฒนาพฤตินิสัยที่ดูแลเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 2) ผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ต้องขังเกี่ยวกับการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 3) ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 4) ผู้พ้นโทษที่ได้นำเอาความรู้และทักษะจากการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมจากเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท ไปปรับใช้ 5) ผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้างานฝึกวิชาชีพ กรมราชทัณฑ์ และ 6) ผู้บริหารระดับสูง (ดูแลด้านพัฒนา พฤตินิสัย) กรมราชทัณฑ์ ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราว เขาพลองมุ่งเน้นที่ตัวของผู้ต้องขังเป็นสำคัญตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก มีการพิจารณาภูมิหลัง ทักษะ อาชีพที่เคยประกอบ ตลอดจนความสมัครใจของผู้ต้องขัง โดยรูปแบบของการฝึกเป็นไปในลักษณะของ “ครูพาทำ” และการอบรมจากหน่วยงานภายนอก มีการติดตามผลการอบรมในรูปแบบของการมอบหมายภารกิจ เพื่อวัดความเข้าใจของผู้ต้องขังในเรื่องที่ได้รับการอบรมไป การดำเนินการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลองปรากฏสภาพปัญหาในด้านสภาพทางภูมิศาสตร์ ด้านงบประมาณ ด้านอุปกรณ์ ด้านบุคลากร ด้านหลักสูตรและรูปแบบการฝึก ด้านผู้ต้องขัง ด้านระยะเวลา และด้านการประชาสัมพันธ์ แนวทางในการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลองมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกอื่น ๆ เพื่อสร้างเครือข่ายการพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน สามารถพัฒนาเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง บุคลากร หลักสูตรการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม ตลอดจนผู้ต้องขัง ให้มีประสิทธิภาพควบคู่กันไป
แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู
แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติผ่านช่องทางการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และเสนอแนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และสำนักงาน ยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แนวคำถามการสัมภาษณ์ (Interview Guide) เป็นเครื่องมือหลัก ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นปัญหาและอุปสรรคที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ ความหลากหลายและความซับซ้อนของรูปแบบการลักลอบ อุปสรรคด้านการประสานงานและระบบข่าวกรอง และข้อจำกัดด้านทรัพยากร เช่น บุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงอิทธิพลของบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายยาเสพติด นอกจากนี้ ยังพบว่าโครงสร้างองค์กรและแนวทางปฏิบัติที่เน้นการตอบสนองเฉพาะหน้า ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการสกัดกั้นเชิงระบบในระยะยาว เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวทางการพัฒนาใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก เช่น การใช้กลยุทธ์การส่งมอบยาเสพติดภายใต้การควบคุม (Controlled Delivery) และการพัฒนาระบบคัดกรองและสุ่มตรวจในจุดเสี่ยง (2) การบูรณาการความร่วมมือภายในประเทศ ผ่านการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลางด้านข่าวกรอง และการขยายโมเดลคณะทำงานสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ด่านหน้า (3) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการสืบสวน (4) การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ เช่น การใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง และการเสริมอุปกรณ์ตรวจสอบให้หน่วยงานภาคสนาม (5) การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของอาชญากรรมข้ามชาติ และ (6) การเสริมสร้างศักยภาพองค์กรและบุคลากร ทั้งในด้านทักษะเฉพาะทาง และกลไกการตรวจสอบภายในองค์กร ที่เข้มแข็ง ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครอบคลุมทั้งระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย โดยเน้นการยกระดับระบบตรวจสอบและข่าวกรอง การพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับอาชญากรรมสมัยใหม่ และการออกแบบแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อรองรับปัญหาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ภายใต้การบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อสร้างกลไกการสกัดกั้นยาเสพติดที่มีความยืดหยุ่น เข้มแข็ง และยั่งยืน ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนและนิติธรรม
การวิเคราะห์ลักษณะร่วมของชุมชน การสนับสนุนทางสังคม และการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด: กรณีศึกษาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, นภัสณัชชนก หญิงประยูร
การวิเคราะห์ลักษณะร่วมของชุมชน การสนับสนุนทางสังคม และการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด: กรณีศึกษาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, นภัสณัชชนก หญิงประยูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะร่วมของชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินใน การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยศึกษาการสนับสนุนทางสังคม และแนวทางการควบคุม ทางสังคมของชุมชนที่ช่วยในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จำนวน 4 หมู่บ้าน การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ รวม 16 คน ได้แก่ คณะกรรมการกองทุนแม่ของแผ่นดิน 3 คน และสมาชิกชุมชน 1 คน ต่อหมู่บ้าน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสังเกต (Observation) สภาพแวดล้อม การใช้ชีวิต รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน จากนั้นจึงวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะร่วมของชุมชนที่ส่งผลดีต่อการป้องกันยาเสพติด ได้แก่ ความสามัคคี ความไว้วางใจในผู้นำ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ ด้านการสนับสนุนทางสังคม ชุมชนใช้พลังของเครือญาติ ความใกล้ชิดระหว่างครอบครัว และกิจกรรมทางศาสนาในการดูแลกลุ่มเสี่ยง สำหรับการควบคุมทางสังคม ชุมชนใช้ความเชื่อผ่านพิธีปฏิญาณตนต่อศาลพ่อปู่ซึ่งเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของสมาชิก เสมือนเป็นกลไกควบคุมพฤติกรรมอย่างไม่เป็นทางการ ร่วมกับการตั้งกติกาและความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าชุมชนสามารถสร้างระบบป้องกันยาเสพติดที่เข้มแข็งจากภายใน โดยอาศัยความร่วมมือของสมาชิกในชุมชนร่วมกับการใช้ความเชื่อในท้องถิ่นเป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางสังคม อีกทั้ง การส่งเสริมระบบฟื้นฟูและคืนคนดีสู่สังคม การบูรณาการพลังศรัทธาเข้ากับมาตรการทางสังคม และการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน จะเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถต่อยอด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดได้
เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์
เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตของเส้นทางชีวิต รูปแบบการค้าบริการทางเพศ และแนวทางการป้องกันการค้าบริการทางเพศของผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยทางโครงสร้าง ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวมจำนวนทั้งหมด 12 ราย ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่องค์กร NGO และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ผลการวิจัยพบว่าเส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศมีความซับซ้อนและเปราะบางโดยมีปัจจัยผลักดันสำคัญอันได้แก่ การเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมาย การไม่ได้รับรองสิทธิความเป็นพลเมือง ผลจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการเอาชีวิตรอดทำให้ผู้ลี้ภัยเกิดการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ อีกทั้งยังพบว่ารูปแบบการค้าบริการทางเพศของคนกลุ่มนี้มีทั้งแบบอิสระและแบบพึ่งพาผู้อื่นในการจัดหาลูกค้า นอกจากนี้ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญ เช่น การถูกละเมิดสิทธิแรงงาน การเลือกปฏิบัติและความรุนแรงทางเพศ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและการคุ้มครองสิทธิ รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน การรับรองสถานะทางกฎหมาย การส่งเสริมทางเลือกทางอาชีพและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและองค์กรภาคประชาสังคม
Access To Reproductive Health: Experiences Of Female Migrant Workers From Myanmar In Samut Sakhon, Thailand, Phutita Sriprapha
Access To Reproductive Health: Experiences Of Female Migrant Workers From Myanmar In Samut Sakhon, Thailand, Phutita Sriprapha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Thailand remains a major destination for migrant workers from neighboring countries and hosts a large population of Myanmar migrants, including many women. Despite their contributions to local economic development, female migrant workers face persistent barriers to accessing reproductive healthcare. This study analyzes the structural, personal, and social dimensions of reproductive health access among Myanmar migrant women in Samut Sakhon province. Using the 4A framework, Availability, Accessibility, Acceptability, and Adaptability together with intersectionality, the study draws on 12 semi-structured interviews to explore how structural, personal, and social factors affect their reproductive healthcare access. Multiple dimensions of identity were also explored to …
The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha
The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the socio-economic impacts and the challenges to equitable growth posed by sport tourism-led development in Buriram Province, Thailand. Over the past decade, Buriram has gained both national and international visibility by branding itself as a sport tourism destination, anchored by infrastructure such as the Chang Arena football stadium and the Buriram International Circuit. However, significant contradictions remain. According to the Thailand People Map (TPMAP), in 2022 Buriram had the highest number of people living in poverty in the northeastern region, totaling 45,356 individuals. Notably, the highest concentration of poverty is found in Mueang District, the same area …
รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง
รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องรูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยผู้เสียหายหรือผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนผู้เสียหายจากอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลเข้ารหัส กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านการลงทุน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และกลุ่มพนักงานสอบสวนพิเศษ DSI จำนวนทั้งสิ้น 26 คนผลการศึกษาพบว่า สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) ความไม่รู้และความเข้าใจผิดของผู้ลงทุน 2) ความคาดหวังผลตอบแทนสูงโดยไม่ตรวจสอบ และ 3) ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการปรับตัวของอาชญากร ในขณะที่รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) การฉ้อโกงผ่านแพลตฟอร์มเลียนแบบหรือแพลตฟอร์มเถื่อน 2) การฉ้อโกงผ่านการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (ICO) โดยไม่ได้รับอนุญาต 3) Rug Pull และสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) ที่ฝังกลโกง 4) การใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และ 5) การปกปิดข้อมูลและการโฆษณาเกินจริง
Effect Of Ball Mill On Physical Properties Of Cocoa Powder, Maurizio Asfalto
Effect Of Ball Mill On Physical Properties Of Cocoa Powder, Maurizio Asfalto
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cocoa powder is one of the most used ingredient in food products, especially beverage and bakery product since it gives the unique and favoured taste. However, cocoa powder is limited water dispersibility. Therefore, ball milling (BM) has been explored its effect of cocoa powder on its size reduction and physicochemical properties in this study. The cocoa powders with two different fat contents (H = 16.67% fat, L = 8.95% fat) and their defatted one were selected. Different combinations of BM treatment at 450/550 rpm and 10/20/30 min were applied to assess the role of speed and milling time in the …
ว่าด้วยทรราชย์ในปรัชญาการเมืองของ Montesquieu และ Tocqueville, หัสนัย สุขเจริญ
ว่าด้วยทรราชย์ในปรัชญาการเมืองของ Montesquieu และ Tocqueville, หัสนัย สุขเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์ในทางปรัชญาการเมือง โดยเน้นศึกษาแนวคิดของ Montesquieu และ Alexis de Tocqueville วิทยานิพนธ์นี้เริ่มต้นจากปมปัญหาทรราชย์ที่พัฒนาจากทรราชที่เป็นตัวบุคคลในปรัชญาการเมืองคลาสสิก ไปสู่ทรราชย์ในเชิงสถาบันในปรัชญาการเมืองสมัยใหม่กลุ่มสัญญาประชาคม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้ใช้อำนาจแบบทรราชย์มิได้เป็นแต่เฉพาะผู้ปกครองที่เป็นตัวบุคคลแต่เป็นเรื่องของระบอบหรือรูปแบบการปกครองโดยตัวมันเอง ประเด็นสำคัญก็คือว่า ถึงแม้นักปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมจะพยายามนิยามความหมายของทรราชย์ขึ้นมา ทว่าเมื่อพิเคราะห์รากฐานทางความคิดของปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมเอง กลับพบว่ารากฐานความคิดดังกล่าวอาจนำไปสู่การเกิดทรราชย์อีกชนิดหนึ่งโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอ Montesquieu และ Tocqueville ในฐานะนักปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ซึ่งมีรากฐานทางความคิดที่แตกต่างไปจากปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมและสามารถตอบปัญหาคั่งค้างที่บรรดาปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมทิ้งเอาไว้โดยเฉพาะประเด็นการวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์และมีวิธีการยับยั้งทรราชย์ ข้อค้นพบของวิทยานิพนธ์คือ นักปรัชญาการเมืองทั้งสองมิได้วางรากฐานปรัชญาการเมืองจากการทดลองทางความคิด แต่ให้ความสำคัญกับลักษณะเฉพาะของสังคม เช่น กรณีของ Montesquieu กล่าวถึงจิตวิญญาณแห่งกฎหมาย และ Tocqueville กล่าวถึงความเสมอภาคของเงื่อนไขทางสังคม Montesquieu มองว่าทรราชย์เกิดจากความเสื่อมจากความไม่สมดุลทางการเมืองอันเนื่องมาแต่สภาพเงื่อนไขทางสังคมโดยตัวมันเอง ทั้งนี้ เนื่องจากมหาชนรัฐสมัยใหม่มีเป้าหมายคือเสรีภาพของพลเมืองภายในรัฐ เขาจึงเสนอแนวทางการแก้ปัญหาทรราชย์ผ่านการจัดโครงสร้างสถาบันการเมืองที่เน้นการแบ่งแยกอำนาจและการถ่วงดุลอำนาจเพื่อพิทักษ์เสรีภาพ แต่ในขณะที่ Montesquieu เน้นมาตรการเชิงสถาบันที่เป็นทางการ Tocqueville ได้ขยายการวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์ไปสู่มิติทางสังคมและจิตวิทยาของผู้คน เขาสังเกตเห็นความเสมอภาคของเงื่อนไขทางสังคมอันเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยในอเมริกา และมีความกังวลเกี่ยวกับศักยภาพของประชาธิปไตยที่จะนำไปสู่ทรราชย์ของเสียงข้างมากหรือเผด็จการควบคุมความคิดจิตใจ ซึ่งมิได้ใช้การบังคับทางกายภาพ แต่ครอบงำความคิดและจิตใจของผู้คนผ่านความเห็นสาธารณะ สำหรับการแก้ปัญหาทรราชย์ดังกล่าวจึงต้องอาศัยศาสตร์ทางการเมืองใหม่ซึ่งมุ่งบ่มเพาะผลประโยชน์ส่วนตนที่เข้าใจกันอย่างถูกต้องโดยผ่านสถาบันทางสังคมที่ไม่เป็นทางการ
Political Economy Of The Landbridge Project With A Focus On Ranong Development, Wipawadee Panyangnoi
Political Economy Of The Landbridge Project With A Focus On Ranong Development, Wipawadee Panyangnoi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the policy process of the Ao Ang–Laem Rio Landbridge project, with a focus on Ranong Province, to explore the institutional and power dynamics underpinning the formulation of infrastructure development policy in Thailand. The study draws upon the frameworks of institutional and power-centered political economy, environmental justice, and place-based development to analyze the relationships among the state, capital interests, political actors, and local communities. The findings reveal that the promotion of the Landbridge project operates within a centralized policy structure that prioritizes macroeconomic and corporate interests over local capacities and community needs. Although the state has framed the …
The Implications Of Legal Pluralism To Understanding Mining Conflicts: A Socio-Legal Study Of Thailand’S Chatree Gold Mine, Sara Kimberly Phillips
The Implications Of Legal Pluralism To Understanding Mining Conflicts: A Socio-Legal Study Of Thailand’S Chatree Gold Mine, Sara Kimberly Phillips
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis explores the conflict surrounding Thailand’s Chatree gold mine through a socio-legal analysis grounded in the conceptual framework of legal pluralism. As mineral extraction becomes increasingly central to global sustainability agendas, including the clean energy transition and the United Nations Sustainable Development Goals, this research critically examines how competing normative orderings shape actor relations, conflict dynamics, and perceptions of justice in contested mining contexts. Drawing on qualitative fieldwork, including interviews and focus groups, the study investigates how various actor groups engage with, navigate, and seek to reshape largely interconnected normative systems. These systems include formal legal mechanisms, customary and …
Effect Of Chitosan And Nano-Tio2 Coating On Postharvest Qualities Of ‘Nam Dok Mai Si Thong’ Mango, Simona Dangelo
Effect Of Chitosan And Nano-Tio2 Coating On Postharvest Qualities Of ‘Nam Dok Mai Si Thong’ Mango, Simona Dangelo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated the individual and combined effects of chitosan (CH) and titanium dioxide (TiO₂), both with and without UV exposure, on delaying ripening, minimizing weight loss, and preserving the postharvest quality of mangoes stored at 25 ± 2 °C for up to 12 days. Key parameters assessed included physicochemical attributes, antioxidant content, in vitro antioxidant capacity, and microbial deterioration. The treatments applied were: (1) control (C), (2) chitosan (CH), (3) CH–TiO₂ composite (CT), (4) control with UV treatment (C-UV), (5) CH with UV (CH-UV), (6) CT with repeated UV exposure (CT-UV), and (7) CT with a single UV exposure …
Emotion Recognition Through Advanced Signal Fusion And Kolmogorov-Arnold Networks, Aung Myo Thant
Emotion Recognition Through Advanced Signal Fusion And Kolmogorov-Arnold Networks, Aung Myo Thant
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Emotion recognition is an important aspect of affective computing that has many applications including human computer interaction and mental health care. In this thesis, Kolmogorov-Arnold Networks (KANs) are explored for the purpose of multimodal emotion recognition from EEG (Electroencephalogram) and eye movement signals of the SEED-V dataset. Both modalities were represented by Differential Entropy (DE) features and a two-branch KAN architecture was used which composed of seven KAN variants, namely, Efficient KAN, Jacobi KAN, Hermite KAN, Fourier KAN, Chebyshev KAN, RBF KAN, and Wavelet KAN (with different wavelet types including DOG, Morlet, Mexican hat, and Meyer). The strengths of two …
การดัดแปรคุณภาพของสตาร์ชมันสำปะหลังโดยการคัดแยกขนาดแกรนูลและการทำให้แกรนูลสตาร์ชเสียหาย, ภูมิพิทักษ์ รักเรือง
การดัดแปรคุณภาพของสตาร์ชมันสำปะหลังโดยการคัดแยกขนาดแกรนูลและการทำให้แกรนูลสตาร์ชเสียหาย, ภูมิพิทักษ์ รักเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการคัดแยกขนาดแกรนูลและการทำให้แกรนูลของ สตาร์ชมันสำปะหลังเสียหายด้วยวิธีทางกายภาพต่อสมบัติทางกายภาพและสมบัติเชิงหน้าที่ของสตาร์ช โดยไม่ใช้สารเคมี เพื่อพัฒนาแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพของสตาร์ชให้เหมาะสมกับการใช้งานในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยและความยั่งยืนของวัตถุดิบ การทดลองเริ่มต้นด้วยการคัดแยกขนาดแกรนูลโดยใช้วิธีตกตะกอนด้วยแรงโน้มถ่วง การเหวี่ยงแยก และการร่อนแห้ง ซึ่งส่งผลให้ได้แกรนูลขนาดเล็กลงและมีการกระจายตัวที่แคบลง โดยลักษณะของแกรนูลยังคงมีรูปทรงกลมหรือรี ผิวเรียบ และมีความสม่ำเสมอ ตัวอย่างขนาด 25 – 44 ไมโครเมตร มีพื้นที่ผิวต่อปริมาตรสูง ช่วยส่งเสริมการดูดซึมน้ำและการพองตัวได้ดี ส่งผลให้ค่าความหนืดสูงสุด (PV) และค่าความหนืดลดลง (BD) เพิ่มขึ้น ขณะที่อุณหภูมิการเกิดเพสต์ (PT) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับการดัดแปรแกรนูลโดยการบดด้วยเครื่องบดแบบล้อและแบบลูกบอล พบว่าแกรนูลมีการแตกหักและมีขนาดลดลง ส่งผลให้ค่า PV, BD, FV และ PT ลดลง ขณะที่ค่าการพองตัวและการละลายน้ำเพิ่มขึ้น ผลการวิเคราะห์ด้วย X-ray Diffraction (XRD) และการวิเคราะห์สมบัติทางความร้อนด้วยเทคนิค Differential Scanning Calorimetry (DSC) พบว่าความเป็นผลึกและเอนทัลปีของการเกิดเจลาติไนซ์ลดลงตามระดับ ความเสียหายของแกรนูล โดยตัวอย่างที่ผ่านการบดด้วยเครื่องบดแบบลูกบอลที่ความเร็วและเวลาสูงสุด (BM590) มีปริมาณสตาร์ชเสียหายสูงสุดถึงร้อยละ 18.17 และอุณหภูมิการเกิดเจลาติไนซ์ต่ำสุดที่ 56.55 องศาเซลเซียส อีกทั้งยังพบปริมาณแอมิโลสเพิ่มขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 26.52 จากการวิเคราะห์โครงสร้างโมเลกุลโดยเทคนิค Fourier Transform Infrared Spectroscopy (FTIR) พบว่าอัตราส่วนค่าการดูดกลืนแสง 1022/995 และ 1045/1022 cm-1 เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยและไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนว่าโครงสร้างระดับโมเลกุลระยะสั้นของสตาร์ชยังคงมีเสถียรภาพ โดยสรุป การดัดแปรด้วยวิธีทางกายภาพสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของสตาร์ชมันสำปะหลังให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น สามารถแปรรูปที่อุณหภูมิต่ำได้ง่าย และละลายน้ำดี เช่น ซอส ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ และฟิล์มชีวภาพ อีกทั้งยังเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานในระดับอุตสาหกรรมต่อไป
การประยุกต์ใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณและปัญญาประดิษฐ์สำหรับการออกแบบถังผสมของเหลวอุตสาหกรรม, ปฏิพล คล่องยุทธ์
การประยุกต์ใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณและปัญญาประดิษฐ์สำหรับการออกแบบถังผสมของเหลวอุตสาหกรรม, ปฏิพล คล่องยุทธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การผสมของเหลวในถังกวนอุตสาหกรรมเป็นกระบวนการสำคัญของหลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคมี อาหาร และกระบวนการทางชีวภาพ ที่มีความต้องการความเป็นเนื้อเดียวกันของสารผสมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความท้าทายในเรื่องของเวลาการผสมที่นาน ถึงแม้จะเพิ่มความปั่นป่วน (turbulent) ก็อาจทำให้เกิดบริเวณโซนตาย (dead zone) หรือบริเวณที่สารไม่เกิดการเป็นเนื้อเดียวกัน เนื่องจากกระแสวน สาเหตุมาจากการขาดการออกแบบที่ไม่เหมาะสม งานวิจัยนี้ศึกษาการประเมินวิธีการออกแบบถังผสมโดยอาศัย การจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (Computational Fluid Dynamics: CFD) ควบคู่กับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ด้วยการผสมแบบไม่ต่อเนื่อง (batch) ของของเหลวกับของเหลวโดยได้ใช้แบบจำลอง Large Eddy Simulation (LES) ในการจำลองพฤติกรรมการไหลภายในถังผสมที่ติดตั้ง ใบกวนใช้ใบกวน VISCOPROP ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ และตรวจสอบผลกระทบของพารามิเตอร์ได้แก่ ความเร็วรอบของใบกวน จำนวนแผ่นกั้น จำนวนใบและชั้นของใบกวน ระยะห่างระหว่างใบกวนกับก้นถัง เส้นผ่านศูนย์กลางถังและใบกวน ระดับของเหลว และคุณสมบัติของของเหลว ต่อเวลาในการผสมให้ได้ความเป็นเนื้อเดียวกันที่ระดับ 95% การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) พบว่า ความเร็วรอบของใบกวนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.0026) ปัจจัยรองลงมาคือจำนวนชั้นของใบกวน (p = 0.0223) ในขณะที่ปัจจัยอื่นมีที่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ในขั้นต่อมา ผลการจำลอง CFD ถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลฝึกสำหรับแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network: ANN) เพื่อทำนายเวลาในการผสม โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพของอัลกอริทึม Levenberg-Marquardt และ Scaled Conjugate Gradient ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า ANN สามารถทำนายค่าการผสมได้อย่างแม่นยำ และมีศักยภาพในการใช้เป็นเครื่องมือช่วยออกแบบถังผสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการใช้ CFD ร่วมกับ AI เพื่อออกแบบและพัฒนาถังผสมในระดับอุตสาหกรรมอย่างแม่นยำและประหยัดทรัพยากรการทดลองในระยะยาว
Physicochemical Properties Of Cross-Linked Rice Starch Nanoparticles, Weraya Wangpattanasirikul
Physicochemical Properties Of Cross-Linked Rice Starch Nanoparticles, Weraya Wangpattanasirikul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to develop rice starch nanoparticles with enhanced heat resistance through a sequential combination of acid hydrolysis, ball milling, and cross-linking modification using sodium trimetaphosphate (STMP), while investigating the effects of these modifications on the physicochemical properties of rice starch. Native rice starch (25.2% amylose) was hydrolyzed using 3.16 M sulfuric acid at 40°C for up to 24 hours. A significant yield reduction occurred within the first 16 hours, followed by a slower decline; therefore, starch hydrolyzed within 16 hours was selected to minimize crystalline structure damage. Different modification sequences were evaluated: acid hydrolysis with ball milling (AB), …
Thermoplastic Polyurethane Filled With Carbon From Bacterial Cellulose For Electric Heating Pad, Anawil Naksomsong
Thermoplastic Polyurethane Filled With Carbon From Bacterial Cellulose For Electric Heating Pad, Anawil Naksomsong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Bacterial cellulose-based carbon/TPU (BC-C/TPU) electric heating pads were prepared and properties evaluated. Firstly, humic acid dyed BC was carbonized at 900 °C for 2 h to obtain BC-C which subsequently was underwent size reduction and H2SO4 treatment process to obtain fine sulphonated carbon particles (BC-C-SO₃⁻) with good dispersibility in hydrophilic medium. To improve its compatibility with hydrophobic TPU, complexation with cationic surfactant (CTAB) was carried out to obtain BC-C-SO₃⁻+CTAB complex. Then, a flexible BC-C-SO₃⁻+CTAB/TPU heating pad containing up to 14, 25 and 33 wt% BC-C-SO₃⁻+CTAB/TPU was preparable using solvent casting technique. The electrothermal performance was evaluated by applying voltages of …
การพัฒนาระบบติดตามตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์ด้วยปัญญาประดิษฐ์, กลยุทธ หาญโสต
การพัฒนาระบบติดตามตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์ด้วยปัญญาประดิษฐ์, กลยุทธ หาญโสต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์โดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อลดการพึ่งพาทักษะและประสบการณ์ของช่างพิมพ์ประสบการณ์สูง ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องความสม่ำเสมอและความคลาดเคลื่อนจากมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่สามารถใช้แถบควบคุมคุณภาพ (color bar) บนแผ่นพิมพ์ได้เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่พิมพ์ ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยอุปกรณ์ถ่ายภาพ ระบบไฟ แผ่นชาร์ตสีมาตรฐาน และอัลกอริธึมวิเคราะห์ภาพ โดย AI จะทำการเปรียบเทียบภาพจากแผ่นพิมพ์กับแผ่นต้นฉบับ (proof) ด้วยเทคนิค การวิเคราะห์ส่วนประกอบหลัก (Principal Component Analysis) ซึ่งสามารถลดมิติของข้อมูล และแยกแยะลักษณะเด่นของภาพเพื่อระบุความผิดปกติหรือข้อบกพร่องในการพิมพ์ จากการทดลอง ระบบสามารถตรวจจับความผิดปกติต่าง ๆ เช่น หมึกเลอะ จุดหมึก ความคลาดเคลื่อนของสี ลวดลายที่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ รอยทับกระดาษ หรือแม้แต่ตัวหนังสือที่พิมพ์บางหรือพร่ามัวได้อย่างรวดเร็ว โดยผลลัพธ์สามารถแสดงออกเป็นรูปภาพและตัวเลข ทำให้ผู้ใช้งานสามารถประเมินคุณภาพแผ่นพิมพ์ได้อย่างเป็นระบบ ระบบนี้มีศักยภาพในการเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมคุณภาพ ลดต้นทุนจากการพิมพ์เสีย และยกระดับความน่าเชื่อถือในอุตสาหกรรมการพิมพ์ ทั้งยังสามารถขยายผลไปสู่ระบบอัตโนมัติในอนาคตได้อีกด้วย
การสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงโรเดียมโครเมียมออกไซด์/กราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์สำหรับการสลายสารมลพิษอินทรีย์และการผลิตไฮโดรเจน, ศุภาพิชญ์ ทวีผลสมเกียรติ
การสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงโรเดียมโครเมียมออกไซด์/กราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์สำหรับการสลายสารมลพิษอินทรีย์และการผลิตไฮโดรเจน, ศุภาพิชญ์ ทวีผลสมเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงกราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์ โดยการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมกลุ่มโลหะมีสกุลโรเดียมโครเมียมออกไซด์ (RhCrOx/g-C3N4) เพื่อใช้ในกระบวนการย่อยสลายสารมลพิษอินทรีย์ ซึ่งคือสีย้อมโรดามีนบี และกระบวนการผลิตไฮโดรเจนจากปฏิกิริยาแยกน้ำ โดยใช้วิธีการสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงด้วยวิธีการแพร่ซึมและเผาแคลไซน์ร่วมที่อุณหภูมิ 350 องศาเซลเซียส ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาบทบาทของตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม RhCrOx ได้แก่ ปริมาณของตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมและชนิดของตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม ต่อประสิทธิภาพในการเกิดกระบวนการเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงภายใต้การฉายแสงที่ตามองเห็น จากการศึกษาพบว่า การเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมโรดามีนบีได้ โดยตัวอย่างของ g-C3N4 ที่มีการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม RhCrOx และ RhOx ให้ประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมสูงที่สุด โดยมีประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมใกล้เคียงกัน แต่การเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม CrOx เพียงชนิดเดียวให้ประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมต่ำที่สุด และเมื่อเพิ่มปริมาณของตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม RhCrOx ในการสังเคราะห์ พบว่าจะทำให้มีประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมเพิ่มขึ้นด้วย ภายใต้การฉายแสงที่ตามองเห็นในระยะเวลา 10 นาที ตัวอย่างของ RhCrOx/g-C3N4 ที่มีการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม 0.30% โดยน้ำหนัก ให้ประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมสูงถึง 93.82% เมื่อเทียบกับ g-C3N4 ที่ไม่มีการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมที่มีประสิทธิการสลายสีย้อมเพียง 65.69% และจากการศึกษากลไกการสลายสีย้อมโรดามีนบีด้วยการทดสอบการดักจับสารอนุมูล พบว่าสารอนุมูลที่มีบทบาทในการสลายสีย้อมโรดามีนบี ได้แก่ ซูเปอร์ออกไซด์แอนไอออน (O2•-) นอกจากนั้น การศึกษาประสิทธิภาพการผลิตไฮโดรเจนจากการกระบวนการแยกน้ำ โดยมีการเติมสารเอื้อให้เกิดปฏิกิริยา TEOA พบว่าตัวอย่างของ g-C3N4 ไม่ทำให้เกิดการผลิตไฮโดรเจน เช่นเดียวกับตัวอย่างของ CrOx/g-C3N4 แต่สำหรับตัวอย่าง RhOx/g-C3N4 สามารถเกิดปฏิกิริยาการผลิตไฮโดรเจนได้ และการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา RhCrOx/g-C3N4 จะให้ประสิทธิภาพในการผลิตไฮโดรเจนสูงที่สุด โดยเมื่อเพิ่มปริมาณของ RhCrOx ในการสังเคราะห์ขึ้น จะทำให้มีประสิทธิภาพในการผลิตไฮโดรเจนสูงขึ้นด้วย โดยจะมีค่าสูงที่สุดเมื่อใช้ปริมาณของ RhCrOx เท่ากับ 0.40% โดยน้ำหนัก มีอัตราการผลิตไฮโดรเจนเท่ากับ 886.19 ไมโครโมลต่อกรัมต่อชั่วโมง จากผลการศึกษาทำให้สามารถระบุได้ว่า การเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม RhCrOx สามารถพัฒนาประสิทธิภาพการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของ g-C3N4 ได้ โดยทำให้อัตรารวมกันของอิเล็กตรอนและโฮลลดลง และในปฏิกิริยาแยกน้ำ แม้ว่าตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม CrOx จะไม่สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาการผลิตไฮโดรเจนได้โดยตรง มีบทบาทสำคัญในการยับยั้งการรวมตัวกลับของน้ำเมื่อใช้ร่วมกับ RhOx ทำให้มีประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตไฮโดรเจนสูงขึ้น
การคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาจากตัวทำละลายมอนอเอทาโนลามีนในหอไล่แก๊สแบบฟลูอิไดซ์, สาทิดา ดวงศรี
การคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาจากตัวทำละลายมอนอเอทาโนลามีนในหอไล่แก๊สแบบฟลูอิไดซ์, สาทิดา ดวงศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์จากตัวทำละลาย มอนอเอทาโนลามีน (MEA) เชิงเร่งปฏิกิริยา โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างระบบหอไล่แก๊สแบบเบดนิ่งและแบบฟลูอิไดซ์ รวมถึงวิเคราะห์ผลของพารามิเตอร์การดำเนินการที่สำคัญในระบบฟลูอิไดซ์ ได้แก่ ฟลักซ์ป้อนเข้าของตัวทำละลาย MEA อัตราส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางของ ตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อเส้นผ่านศูนย์กลางหอไล่แก๊ส และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของ ตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อความสูงหอไล่แก๊ส โดยอาศัยการออกแบบการทดลองแบบสองระดับและการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม Design Expert เพื่อค้นหาสภาวะที่เหมาะสมที่สุด ผลการทดลองพบว่าพารามิเตอร์ดำเนินการที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดคือ ฟลักซ์ป้อนเข้าของ ตัวละลาย MEA ที่ 0.013 m3/m2·s อัตราส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง HZSM-5 ต่อ หอไล่แก๊สเท่ากับ 0.069 และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของตัวเร่งต่อความสูงหอไล่แก๊สเท่ากับ 0.500 ภายใต้สภาวะดังกล่าวให้ค่าประสิทธิภาพการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 12.24 % อัตราการคายกลับในช่วงแรกของกระบวนการเท่ากับ 0.208 mmol CO2/L·s และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปลดปล่อยในระยะเวลา 1 ชั่วโมงเท่ากับ 1.095 mol CO2 ซึ่งสูงกว่ากระบวนการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาแบบเบดนิ่งอย่างมีนัยสำคัญเชิงสถิติ การวิเคราะห์แบบจำลองแสดงให้เห็นว่าปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ อัตราส่วนของ เส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง HZSM-5 ต่อหอไล่แก๊ส รองลงมาฟลักซ์ป้อนเข้าของตัวทำละลาย MEA และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อความสูงหอไล่แก๊ส ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบฟลูอิไดซ์ร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ในการเพิ่มประสิทธิภาพการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและหมุนเวียนคาร์บอนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ