Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 721 - 750 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู, วิชชุดา ดวงชาทม Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู, วิชชุดา ดวงชาทม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความเป็นจริง สภาพที่คาดหวัง และความจำเป็นในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครู 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน ร่วมกันการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู ตัวอย่างในการวิจัยระยะที่ 1 (ระยะวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น) เป็นนิสิตครูชั้นปีที่ 2-4 จำนวน 329 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถามวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครู ตัวอย่างในการวิจัยระยะที่ 3 (ระยะทดลอง) คือ นักศึกษาครูสาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จำนวน 14 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู 2) เกณฑ์การประเมินทักษะการพูด การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานโดยใช้สถิติบรรยาย เช่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นโดยการใช้ PNimodified 3) วิเคราะห์ทักษะการพูดของนิสิตครู โดยการใช้ Paired-Sample t-test และ คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) ค่าความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครูอยู่ระหว่าง 0.05 – 0.31 รายการที่ระบุค่าความต้องการจำเป็นสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 คือ การกำหนดประเด็นสำคัญในการพูดของนิสิต (0.31) อันดับที่ 2 อยู่ที่ ความรู้เรื่องการใช้วิดีโอบล็อกสำหรับการจัดการเรียนการสอน (0.31) ข้อที่ 3 อยู่ที่ การเลือกใช้ลีลาน้ำเสียงให้เหมาะสมกับเนื้อหาที่ตนเองสอน (0.29) ตามลำดับ 2) รูปแบบการเรียนรู้ ฯ มีจำนวน 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) อาจารย์ 2) นิสิตครู 3) การศึกษาตัวอย่าง 4) การเรียนในชั้นเรียน 5) ผลงานของผู้เรียน 6) การประเมินผล และมีจำนวน …


แนวทางการพัฒนานักศึกษาปริญญาบัณฑิตให้มีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผัน, ศุภกิตติ์ สรรค์พิพัฒน์ Jan 2024

แนวทางการพัฒนานักศึกษาปริญญาบัณฑิตให้มีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผัน, ศุภกิตติ์ สรรค์พิพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผัน 2) เพื่อศึกษาสภาพการมีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผันของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตและสภาพนโยบายและการดำเนินหลักสูตรเพื่อพัฒนานักศึกษาปริญญาบัณฑิตให้มีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผัน 3) นำเสนอนโยบายและการดำเนินแนวทางเพื่อพัฒนานักศึกษาปริญญาบัณฑิตให้มีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผันสำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต พบทักษะ จำนวน 34 ทักษะ และผลการสัมภาษณ์สถานประกอบการ พบทักษะ จำนวน 19 ทักษะ 2. สภาพการมีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผันของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต พบว่า นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตมีค่าเฉลี่ยทักษะที่มากเป็น 3 อันดับแรก ดังนี้ อันดับที่ 1 คือ ทักษะการเข้าใจผู้อื่น อันดับที่ 2 คือ ทักษะการคิดยืดหยุ่นและการปรับตัว และอันดับที่ 3 คือ ทักษะการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่หลากหลาย 3. ข้อเสนอนโยบายและการดำเนินหลักสูตรเพื่อพัฒนานักศึกษาปริญญาบัณฑิตให้มีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผัน ดังต่อไปนี้ 1) กำหนดเป็นนโยบายการพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะการทำงานพื้นฐานในยุคพลิกผันของหลักสูตร 2) กำหนดการจัดการหลักสูตรเพื่อพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะ 3) พัฒนาทักษะนักศึกษาผ่านการจัดกิจกรรมนอกห้องเรียน 4) พัฒนาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยให้มีศักยภาพในการพัฒนาทักษะนักศึกษา


การพัฒนาโปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรวมและการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากลเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ฉันทิกา ชินธเนศ Jan 2024

การพัฒนาโปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรวมและการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากลเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ฉันทิกา ชินธเนศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาโปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรวมร่วมกับแนวคิดการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล (Universal Design for Learning: UDL) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย และ (2) ศึกษาพัฒนาการของนักเรียนภายหลังได้รับการฝึกด้วยโปรแกรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 35 คน จากโรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) การวิจัยใช้รูปแบบทดลองแบบกลุ่มเดี่ยวหลายเส้นฐานข้ามบุคคล (Multiple-Baseline Single-Subject Design Across Individuals) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบ จำนวน 11 คาบ ซึ่งพัฒนาขึ้นตามกระบวนการ Design Thinking และออกแบบตามหลักการของ UDL ทั้งด้านการนำเสนอ (Representation) การแสดงออก (Action and Expression) และการมีส่วนร่วม (Engagement) และ (2) แบบวัดทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทั่วไป (Tier 1) กลุ่มเสี่ยง (Tier 2) และกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ (Tier 3) มีพัฒนาการด้านทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นหลังจากได้รับการฝึกด้วยโปรแกรม โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ชัดเจนมากขึ้น สะท้อนว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนในบริบทห้องเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ


รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงโดยใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พีรภัทร สัญญาสุวรรณ Jan 2024

รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงโดยใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พีรภัทร สัญญาสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นและเทคโนโลยีในการใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงโดยใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อวิเคราะห์ผลของการใช้รูปแบบฯ และ 4) เพื่อนำเสนอรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงฯ คือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 5 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 5 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงฯ แบบวัดการสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคม แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test dependent) สถิติ One way repeated measure ANOVA เพื่อศึกษาผลการเปรียบเทียบหลายช่วงในกลุ่มเดียวกันผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์เทคโนโลยี เพื่อการเรียนรู้จากครอบครัว ในระดับปานกลางใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และเลือกใช้เว็บบราวเซอร์กูเกิลโครม มากที่สุด 2) ความต้องการจำเป็นในการแก้ไขประเด็นปัญหาในสังคมเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายตามประเด็น SDGs ปัญหาการขาดสารอาหาร มีดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด 3) สื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีของในปัจจุบันของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่นักเรียนสนใจมากที่สุดคือ สื่อโซเชียลมีเดีย 2) องค์ประกอบของรูปแบบฯ ประกอบด้วยชุมชนเสมือน การเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายและสังคม การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม และเครื่องมือวัดและประเมินผลตามสภาพจริง 2) ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของการสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความสามารถแตกต่างกันแต่ละองค์ประกอบของการสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีคะแนนความรู้ความเข้าใจในการคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


Effects Of Translanguaging In Reading Instruction On Chinese Undergraduate Students' English Reading Comprehension, Jingxuan Wang Jan 2024

Effects Of Translanguaging In Reading Instruction On Chinese Undergraduate Students' English Reading Comprehension, Jingxuan Wang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this study were to: 1) investigate the effects of translanguaging in improving English reading comprehension among Chinese undergraduate students, and 2) explore the opinions of Chinese undergraduate students towards the use of translanguaging in English reading instruction. The participants were 42 non-English major undergraduate students from a provincial university in Yunnan, China. The research instruments included pre- and post-tests of English reading comprehension, and semi-structured interviews. Results from the paired sample t-test at the .05 significance level revealed that students’ English reading comprehension improved significantly following the use of translanguaging in English reading instruction, especially among those …


แนวทางการเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมและการละครเพื่อการเรียนรู้, อนรรฆอร บุรมัธนานนท์ Jan 2024

แนวทางการเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมและการละครเพื่อการเรียนรู้, อนรรฆอร บุรมัธนานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมและการละครเพื่อการเรียนรู้ และเสนอแนวทางการใช้กระบวนการดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) เน้นการวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสนับสนุนผล พบว่ากระบวนการวิจัยประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาและกำหนดคุณลักษณะเป้าหมายผ่านการสัมภาษณ์คณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อนำไปสังเคราะห์เป็นชุดตัวละครสะท้อนคุณลักษณะของผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน ระยะที่ 2 สังเคราะห์กรอบกระบวนการเรียนรู้จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริการสังคมและการละครเพื่อการเรียนรู้ ระยะที่ 3 ดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้กับนักศึกษา 6 คน โดยเก็บข้อมูลผ่านแบบประเมินก่อน-หลัง วิเคราะห์ผลด้วย Wilcoxon Signed-Rank Test ร่วมกับการสนทนากลุ่มและสังเกตการณ์ ระยะที่ 4 เสนอแนวทางโดยนำร่างแนวทางไปสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และจัดสนทนากลุ่มกับคณาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนเพื่อปรับเป็นแนวทางการใช้กระบวนการเสริมสร้างคุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมและการละครเพื่อการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า (1) คุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนมี 6 ด้าน ได้แก่ การอยู่ร่วมกับความหลากหลาย โลกทัศน์ การจัดการชีวิตหลายมิติ การเรียนรู้แบบนำตนเอง ภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลง และความเข้าใจวิถีการเรียนรู้ (2) กรอบการเรียนรู้ประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ เช่น การสำรวจชุมชน การใช้ละครสร้างการมีส่วนร่วม และการยึดจริยธรรม (3) กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาคุณลักษณะดังกล่าวทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) โดยเฉพาะด้านการอยู่ร่วมในสังคมที่หลากหลาย และ (4) แนวทางการใช้กระบวนการประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ หลักการ แผนดำเนินงาน การเรียนรู้แบบโครงงาน การประเมินเพื่อพัฒนา และระบบประกันคุณภาพ


การพัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู, สุธิดา ชาญวารินทร์ Jan 2024

การพัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู, สุธิดา ชาญวารินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเป็นสถานการณ์ที่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูต้องเผชิญกับปัญหา หลายรูปแบบ การมีความเข้มแข็งในการมองโลก ซึ่งประกอบด้วย ความสามารถในการทำความเข้าใจ ความสามารถในการจัดการ และความสามารถในการให้ความหมาย ช่วยให้นักศึกษาสามารถรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การวิจัยครั้งนี้ได้พัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางอารมณ์อย่างต่อเนื่องและเข้าถึงได้ทุกเวลา โดยงานวิจัยได้ศึกษาระดับความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูรวมทั้งวิธีการจัดการกับปัญหาของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ศึกษาบทสนทนาในการส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกให้แก่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูจากมุมมองของครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศก์ และนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู วิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระหว่างการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู แชตบอตถูกพัฒนาให้สามารถให้คำปรึกษาได้ในปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ได้แก่ นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน นักเรียนไม่ส่งงาน การสอนแทน การจัดกิจกรรมของโรงเรียน งานที่ไม่เกี่ยวกับงานครู การไม่กล้าปรึกษาครูพี่เลี้ยง การนิเทศของอาจารย์นิเทศก์ และความรู้ในการทำวิจัยผลการวิจัยพบว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่ใช้แชตบอตส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกมีระดับความเข้มแข็งในการมองโลกสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูได้รับคำปรึกษาจากครูพี่เลี้ยงและอาจารย์นิเทศก์ นอกจากนี้ยังพบว่า ระดับชั้นที่สอนและเกรดเฉลี่ยสะสมส่งผลต่อระดับความเข้มแข็งในการมองโลก โดยนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่สอนในระดับมัธยมศึกษามีระดับความเข้มแข็งในการมองโลกสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่สอนในระดับชั้นอนุบาลและระดับชั้นประถมศึกษา และนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีเกรดเฉลี่ยสะสม 3.50 ขึ้นไปมีคะแนนความสามารถในการทำความเข้าใจและความสามารถในการให้ความหมายสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีเกรดเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 3.00 และอยู่ในช่วง 3.00-3.49 จากการศึกษาพบปัญหาในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ทั้งหมด 10 ด้าน โดยนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีวิธีการจัดการปัญหาที่หลากหลาย ทั้งการคิดหาแนวทางด้วยตนเอง รวมทั้งการปรึกษาครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศก์ และเพื่อน บทสนทนาในการส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกมีพื้นฐานมากจากแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก ทฤษฎีความสามารถในการฟื้นพลัง และทฤษฎีการรู้ซึ้งถึงความรู้สึก ผลการวิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระหว่างการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูพบว่า นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีความรู้สึกเชิงบวกและความรู้สึกเชิงลบที่ใกล้เคียงกัน โดยเป็นความรู้สึกเชิงบวกร้อยละ 54.55 และเป็นความรู้สึกเชิงลบร้อยละ 45.45


กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้สะตีมศึกษา, วัลย์ลดา ภวภูตานนท์ Jan 2024

กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้สะตีมศึกษา, วัลย์ลดา ภวภูตานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา 2) เพื่อศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา 3) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 340 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการ หัวหน้างานวิชาการหรือหัวหน้าหลักสูตร และครูผู้สอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 งาน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน และ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา ได้แก่ (1) การบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาได้กับชีวิตจริง (2) การบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และ (3) การบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการทำงานร่วมกันและการทำงานเป็นทีม 2) สภาพปัจจุบันของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา อยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อจำแนกการบริหารวิชาการ พบว่าความจำเป็นสูงสุงคือ การจัดการเรียนการสอน รองลงมาคือการพัฒนาหลักสูตร และการวัดและประเมินผล ตามลำดับ เมื่อจำแนกผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา พบว่า ความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ การบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาได้กับชีวิตจริง รองลงมาคือการบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และการบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการทำงานร่วมกันและการทำงานเป็นทีม ตามลำดับ ส่วนด้านสภาพแวดล้อมภายนอก พบว่า ความต้องการจำเป็นสูงสุด ด้านนโยบายของรัฐ คือ การวัดและประเมินผล ด้านสภาพเศรษฐกิจ คือ การพัฒนาหลักสูตร ด้านสภาพสังคม คือ การวัดและประเมินผล และด้านเทคโนโลยี คือ การวัดและประเมินผล 3) กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้ (1) ขับเคลื่อนการพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์รอง (2) ยกระดับการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์รอง …


การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษาครูโดยใช้เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา, วรรณี สุจจิตร์จูล Jan 2024

การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษาครูโดยใช้เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา, วรรณี สุจจิตร์จูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ข่าวปลอมสามารถแพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็วทำให้เกิดปัญหาและความเสียหายมากมายต่อผู้คน สำหรับการวิจัยนี้ได้พัฒนาโปรแกรมการพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสำหรับนักศึกษาครู โดยการทำเหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ การวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) โดยมีวัตถุประสงค์วิจัย ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ (social media mining) และสร้างคลังฐานข้อมูลข่าวปลอมที่รวบรวมจากเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2561 - 2565) 2) เพื่อวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (Meta-Analytic Structural Equation Modeling: MASEM) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการตรวจสอบข่าวปลอมและนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญ (active ingredients) ในการสร้างโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอม 3) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมมออนไลน์ที่ประยุกต์ใช้การตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) ร่วมกับเทคนิคการคิดออกเสียง (think aloud) และเปรียบเทียบผลการวัดกับแบบประเมินตนเองที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์โดย Timmers & Glas (2010) 4) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์โดยใช้ผลการวิจัยข้อ 1–3 เป็นฐาน 5) เพื่อวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาวิชาชีพครูจากการใช้โปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์ คลังฐานข้อมูลข่าวปลอมสร้างขึ้นจากการวิเคราะห์การเรียนรู้ของเครื่องแบบไม่มีผู้สอน (unsupervised machine learning) เพื่อจัดกลุ่มจากรูปภาพ 456 ภาพ และข้อความ 271 รายการ เพื่อให้ได้กลุ่มภาพที่แตกต่างกัน 6 กลุ่ม (เช่น พาดหัวข่าวที่กระตุ้นความสนใจ การเลียนแบบโลโก้หน่วยงาน) และหัวข้อข้อความ 6 กลุ่ม (เช่น การหลอกลวงขอสินเชื่อ การแนะนำยาสมุนไพร) และผลการวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (MASEM) เพื่อปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการตรวจพบข่าวปลอมจากการศึกษางานวิจัย 11 เรื่อง ได้โมเดลที่มีความสัมพันธ์ดังนี้ การจัดการแพลตฟอร์มการเรียนรู้ทางดิจิทัล (MDP) การสื่อสารทางสื่อสังคมออนไลน์ (CSM) และการรู้คิดของตนเอง (MSR) ส่งผลทางอ้อมต่อการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ (SML) ผ่านทักษะทางอินเทอร์เน็ต (INS) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นำมาใช้ส่วนประกอบสำคัญในการออกแบบโปรแกรมออนไลน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (interactive) ประกอบด้วย 4 โมดูล ได้แก่ รู้จักข่าวปลอม สังเกตข่าวปลอม ประเมินข่าวปลอม และการใช้เครื่องมือและเทคนิคเพื่อตรวจพบข่าวปลอม เครื่องมือประเมินที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ใช้เทคนิคการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) ร่วมกับเทคนิคการคิดออกเสียง (think-aloud) …


การพัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมมลายูเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะของนักศึกษาศิลปศึกษา, รุซณี ซูสารอ Jan 2024

การพัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมมลายูเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะของนักศึกษาศิลปศึกษา, รุซณี ซูสารอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา 2. พัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา 3. ศึกษาผลของการใช้รูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ 1) การเก็บข้อมูลสำหรับการพัฒนารูปแบบกิจกรรมจากเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 4 ด้าน จำนวน 15 ท่าน 2) การออกแบบรูปแบบกิจกรรม 3) การทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมกับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมาย และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบหลังใช้ร่วมกับแบบประเมินความรู้ความสามารถ แบบสัมภาษณ์นักศึกษา แบบสังเกตพฤติกรรมบ่งชี้ และแบบประเมินความคิดเห็นของชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การจัดหมวดหมู่ และการวิเคราะห์เนื้อหา 4) ระยะการประเมิน และปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ให้สมบูรณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา ประกอบด้วย แนวคิดวิธีการสร้างสรรค์และการนำเสนอศิลปะร่วมสมัยระดับสากลในปัจจุบัน การใช้ทุนทางวัฒนธรรมมลายูเป็นฐานต้องใช้การวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างลึกซึ้ง สร้างการเห็นถึงคุณค่าเพื่อผนวกกับกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยที่เหมาะสมต่อทุนทางวัฒนธรรมมลายูที่นำมาสร้างสรรค์ และการศึกษาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 2. ได้รูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา เป็นรูปแบบกิจกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจองค์ความรู้ของศิลปะร่วมสมัยและองค์ความรู้ของทุนทางวัฒนธรรมมลายู และการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยจนนำไปสู่การนำเสนอต่อสาธารณชน โดยมีรูปแบบการพัฒนากิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา 4 กิจกรรม คือ 1) The Melayu Contemporary Art 2) The Melayu Budaya 3) The Melayu Creative Process และ 4) The Melayu Present to the Public 3. ผลการประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยของนักศึกษาศิลปศึกษา และอาสาสมัครชุมชน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยในระดับดี และมีพฤติกรรมบ่งชี้ในการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยในระดับมาก และชุมชนมีความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อกิจกรรมการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายู นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการวิจัยส่วนใหญ่ได้ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า กิจกรรมสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยหลากหลายรูปแบบ การใช้ทุนทางวัฒนธรรมมาสังเคราะห์ในบริบทใหม่ ไม่เพียงแสดงถึงความหลากหลายของศิลปะร่วมสมัย แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดการสื่อสารระหว่างคนในชุมชนได้เห็นคุณค่าการอนุรักษ์เชิงสร้างสรรค์ และการขับเคลื่อนอัตลักษณ์ชุมชนในบริบทโลกยุคใหม่อย่างมีพลวัต


รูปแบบการสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน, ยงเหมย จาว Jan 2024

รูปแบบการสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน, ยงเหมย จาว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของวัฒนธรรมการกินเจ 2) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจ 3) นำเสนอรูปแบบการสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน โดยผู้วิจัยได้ศึกษาจากวัดจีน ศาลเจ้า และโรงเจ รวมจำนวนทั้งสิ้น 11 แห่ง ซึ่งมีการจัดกิจกรรมกินเจอย่างต่อเนื่องมากกว่า 20 ปี ซึ่งมีบทบาทในการสืบสานวัฒนธรรมการกินเจในเขตกรุงเทพมหานคร และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกินเจในประเทศไทย จำนวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แบบการสื่อสารส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกการสังเกต 3) แบบบันทึกภาคสนาม 4)แบบสนทนากลุ่ม โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง การวิจัยภาคสนาม และการจัดสนทนากลุ่มผลการศึกษาพบว่า ในส่วนขององค์ประกอบ 1) องค์มติ สะท้อนความเชื่อในพุทธมหายานและลัทธิเต๋า โดยมีการบูชากลุ่มดาวและเทพเจ้าต่าง ๆ ในพิธีกินเจเดือนเก้า 2) องค์การทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการวางแผน จัดงบประมาณ และควบคุมการดำเนินงานเทศกาลกินเจให้เป็นไปตามเป้าหมาย 3) องค์พิธีการ การกินเจประจำวันมักไม่ประกอบพิธี ส่วนในเทศกาลกินเจจะมีพิธีกรรมใหญ่และพิธีประจำวัน 4) องค์วัตถุ ได้แก่ สถานที่สำคัญ อาหารเจ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบพิธีและสื่อถึงวัฒนธรรมการกินเจ ซึ่งล้วนมีความหมายเชิงศาสนาและวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความบริสุทธิ์และการปฏิบัติตนตามหลักการกินเจอย่างครบถ้วน ผู้วิจัยวิเคราะห์คุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) ด้านประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนการถ่ายทอดวัฒนธรรมของชาวจีนอพยพซึ่งหลอมรวมเข้ากับสังคมไทยผ่านศาสนาและวิถีชีวิตจนกลายเป็นวัฒนธรรมร่วมที่ยั่งยืน 2) ด้านสุนทรียศาสตร์ ที่ปรากฏในศิลปะ สถาปัตยกรรม การตกแต่ง การแสดง และอาหารเจซึ่งสร้างความงดงามและความรู้สึกร่วมในชุมชน 3) ด้านจริยศาสตร์ ที่ส่งเสริมคุณธรรม เช่น ความเมตตา การไม่เบียดเบียน ความอดทน และความเข้าใจผู้อื่น อีกทั้งยังเป็นที่พึ่งทางใจในการฝึกจิตและรักษาศีลธรรม และ 4) ด้านภูมิปัญญา ซึ่งสะท้อนผ่านการปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัย การสร้างสรรค์เมนูเจที่หลากหลาย ตลอดจนความรู้ด้านโภชนาการที่ส่งเสริมสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำเสนอรูปแบบการสืบสานคุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1) รูปแบบการสืบสานคุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจที่เป็นแนวคิดเชิงระบบที่เน้นการประพฤติปฏิบัติจริง และ 2) รูปแบบเชิงแนวคิด (Concept) …


การพัฒนาชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน Lms เพื่อส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู, พวงผกา ปวีณบำเพ็ญ Jan 2024

การพัฒนาชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน Lms เพื่อส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู, พวงผกา ปวีณบำเพ็ญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในบริบทที่การศึกษามีการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพจึงมีความสำคัญเพื่อเตรียมนักศึกษาครูให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการคือ 1) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู 2) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพและประสบการณ์ผู้ใช้ระบบจัดการการเรียนรู้ (LMS) ของนักศึกษาครู 3) เพื่อออกแบบและพัฒนาชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน LMS ในการส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู และ 4) เพื่อศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน LMS ในการส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครูและประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้น การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา ตัวอย่างวิจัยมี 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ตัวอย่างวิจัยที่ใช้ในการพัฒนาเครื่องมือวัด การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นและประสบการณ์ผู้ใช้ระบบจัดการการเรียนรู้ (LMS) ได้แก่ นักศึกษาครูระดับปริญญาตรี จำนวน 253 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน 2) ตัวอย่างวิจัยที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรม ได้แก่ นักศึกษาครู จำนวน 57 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 28 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 29 คน ได้มาโดยการอาสาสมัครจากตัวอย่างวิจัยกลุ่มแรก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สิถิติบรรยายและสถิติอ้างอิง ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน PNImodified การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนาม (MANOVA) การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามแบบวัดซ้ำ (repeated measures MANOVA) การวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ การวิเคราะห์ความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. เครื่องมือวัดกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ เป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 30 ข้อ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การเปิดรับความท้าทาย การเผชิญอุปสรรค การพยายามสู่ความเชี่ยวชาญ การเรียนรู้จากวิพากษ์คำวิจารณ์ และการเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาของแบบวัด (S-CVI/Ave) เท่ากับ .90 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α) เท่ากับ .98 ค่าสัมประสิทธิ์โอเมก้า (ω) เท่ากับ .98 …


การพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา, ภัทรพงศ์ รัตนกาญจน์ Jan 2024

การพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา, ภัทรพงศ์ รัตนกาญจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา 2) เพื่อประเมินประสิทธิผลการพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบ เพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความต้องการจำเป็น คือ ครูพลศึกษา สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 384 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินประสิทธิผลหลักสูตรฝึกอบรม คือ ครูพลศึกษา สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คน ได้มาจากการอาสาสมัคร และผ่านเกณฑ์การคัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยการใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น และทดสอบด้วยสถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นมี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการและเหตุผลของหลักสูตรฝึกอบรม (2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตรอบรม (3) ประเด็นเนื้อหาหลักสูตรฝึกอบรม (4) กิจกรรมที่ใช้ในการอบรม (5) สื่อที่ใช้ในหลักสูตรอบรม (6) ระยะเวลาของหลักสูตรฝึกอบรม (7) การประเมินผลหลักสูตรอบรม และ (8) หน่วยการเรียนรู้ที่ใช้ในการอบรม 2) ประสิทธิผลของหลักสูตรอบรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้กลุ่มทดลองมีความรู้และสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนทางพลศึกษา หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 สรุปได้ว่า หลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบสามารถพัฒนาความรู้และสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูโดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต, ธนาภา งิ้วทอง Jan 2024

การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูโดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต, ธนาภา งิ้วทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมมีความสำคัญต่อการจัดการอารมณ์ การสร้างความสัมพันธ์ และการตอบสนองต่อความท้าทายต่าง ๆ ในโรงเรียนและชีวิตประจำวันของนักเรียน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 5 ประการ คือ 1) เพื่อสังเคราะห์คุณสมบัติทางจิตมิติของเครื่องมือวัดระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคม 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน 3) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา สถานการณ์ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน 4) เพื่อพัฒนาแนวทางส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครู โดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต และ 5) เพื่อพัฒนาหลักการออกแบบและต้นแบบแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครู ดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 สังเคราะห์ข้อมูลเครื่องมือวัดตัวแปรการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมจากฐานข้อมูล Google Scholar ระยะที่ 2 วิเคราะห์อภิมานสมการโครงสร้างจากข้อมูลงานวิจัยในฐานข้อมูล Google Scholar Scopus และ ERIC จำนวน 9 งาน ระยะที่ 3 ศึกษาสภาพปัญหา สถานการณ์ และความเสี่ยงด้วยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และสังเกตการเรียนการสอน โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต การวิเคราะห์ความไม่แน่นอน และการวิเคราะห์อภิมานสมการโครงสร้างเพื่อนำไปเป็นข้อมูลสำคัญในการออกแบบและพัฒนาต้นแบบแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูในระยะที่ 4 ผลการวิจัยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ผลการรวบรวมเครื่องมือวัดระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย จำนวน 12 เครื่องมือ ประกอบด้วย ภาษาไทย จำนวน 6 เครื่องมือ และภาษาอังกฤษ จำนวน 6 เครื่องมือ ซึ่งสามารถจัดกลุ่มเครื่องมือตามประเภทของผู้ตอบ ระดับชั้นหรือช่วงวัยของนักเรียน และองค์ประกอบและมิติของการวัดตัวแปร โดยเครื่องมือแต่ละประเภทมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่แตกต่างกัน 2. ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคม พบว่า บรรยากาศในโรงเรียน การสนับสนุนจากครู การสนับสนุนจากเพื่อน และการสนับสนุนจากผู้ปกครองเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนช่วยในการจัดการอารมณ์ การเชื่อมโยงกับผู้อื่น และการจัดการกับความท้าทายในสภาพบริบทของโรงเรียน 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในชั้นเรียนและตกอยู่ในเมทริกซ์ความไม่แน่นอนในช่องมีผลกระทบสูงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นสูงในแต่ละระดับชั้น โดยระดับปฐมวัย ได้แก่ การเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนและครู และการทะเลาะวิวาท ชกต่อยกันในชั้นเรียน ระดับประถมศึกษา ได้แก่ การก่อกวนชั้นเรียน เช่น โยนของ ตะโกนเสียงดัง และการเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนและครู และระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ …


นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ, ทิพากร สุขชูศรี Jan 2024

นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ, ทิพากร สุขชูศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกและกรอบแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ประชากร คือ โรงเรียนคาทอลิก รวม 369 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนขั้นพื้นฐานระดับประถมและมัธยม จาก 11 สังฆมณฑลในประเทศไทย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 44 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 575 คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หัวหน้างานหลักสูตร หัวหน้างานวิชาการระดับชั้น และครู เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจําเป็น (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ ประกอบด้วย (1) ทักษะการคิด (2) ทักษะการทำงาน (3) ทักษะส่วนบุคคล (4) ทักษะเทคโนโลยี 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ พบว่า การพัฒนาหลักสูตร มีลำดับความจำเป็นสูงสุด รองลงมา คือ การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล 3) นวัตกรรมการบริหารวิชาการ คือ นวัตกรรมการบริหารวิชาการเสริมทักษะการคิด ประกอบด้วย 3 นวัตกรรมย่อย คือ (1) การบริหารหลักสูตรเสริมทักษะการคิด (2) การบริหารการจัดการเรียนรู้เสริมทักษะการคิด (3) การบริหารการวัดและประเมินผลเสริมทักษะการคิด


การจัดการเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทยโดยใช้วงวรรณกรรมเพื่อเสริมสร้างความร่วมรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วิทยานันท์ บุญกอง Jan 2024

การจัดการเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทยโดยใช้วงวรรณกรรมเพื่อเสริมสร้างความร่วมรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วิทยานันท์ บุญกอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้การอ่านวรรณคดีไทยโดยใช้วงวรรณกรรมที่มีต่อการเสริมสร้างความร่วมรู้สึกสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง จำนวน 40 คน ใช้เวลาในการทดลอง 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 คาบ รวมทั้งสิ้น 12 คาบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความร่วมรู้สึก และแบบบันทึกการเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความร่วมรู้สึกภาพรวมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาจำแนกตามองค์ประกอบ ทั้ง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความร่วมรู้สึกด้านความคิด ความร่วมรู้สึกด้านอารมณ์ความรู้สึก และความร่วมรู้สึกด้านพฤติกรรม พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกองค์ประกอบ 2) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความร่วมรู้สึกของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้การอ่านวรรณกรรมไทยโดยใช้วงวรรณกรรมเพื่อส่งเสริมความร่วมรู้สึกจำแนกตามองค์ประกอบ พบว่า ความร่วมรู้สึกของนักเรียนระยะหลังดีขึ้นกว่าระยะแรกทุกองค์ประกอบ


แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, ฮานาน อีหมัน Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, ฮานาน อีหมัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพของการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา และ 2) นำเสนอแนวทางส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ ตัวอย่างในการวิจัย คือ ครูมัธยมศึกษา จำนวน 350 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารและแบบสัมภาษณ์แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร ได้แก่ (1) ด้านการวางแผน พบว่าครูจัดกิจกรรมในรายวิชาพื้นฐานมากที่สุด (M = 4.98, SD = 0.17) (2) ด้านการจัดการเรียนรู้ พบว่าครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการสื่อสารระหว่างบุคคล โดยครูกำหนดประเด็นหรือตั้งคำถามให้นักเรียนอภิปรายมากที่สุด (M = 4.40, SD = 0.71) และครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการสื่อสารเพื่อทำงานร่วมกัน โดยครูจัดกิจกรรมเพื่อฝึกฝนการสื่อสารร่วมกันในการทำงานกลุ่มมากที่สุด (M = 4.44, SD = 0.64) และ (3) ด้านการประเมินผลและการนำผลไปใช้ พบว่าครูนำผลการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะ การสื่อสารไปพัฒนาในการจัดการเรียนการสอนของตนในครั้งต่อไปมากที่สุด (M = 4.38, SD = 0.84) และ 2) แนวทางในการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) การวางแผนส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร โดยการวิเคราะห์ ความต้องการของผู้เรียนและจัดกิจกรรมที่มีความหมายต่อผู้เรียน (2) การจัดกิจกรรมการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารโดยเน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง และ (3) การประเมินผลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร โดยเน้นการประเมินเพื่อพัฒนามากกว่าการวัดผลลัพธ์ปลายทาง


ปัจจัยเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, กันต์ฤทัย คุณเลี้ยง Jan 2024

ปัจจัยเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, กันต์ฤทัย คุณเลี้ยง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 2) พัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา และ 3) ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลฯ ที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยได้พัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1,148 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ 1) แบบวัดบุคลิกภาพ 2) แบบวัดทักษะการอ่าน ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ และทักษะการแก้ปัญหา 3) แบบวัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านกระบวนการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ และ 4) แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงบรรยาย และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 8.43, SD = 3.48) 2.โมเดลเชิงสาเหตุของความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2(779, N = 1148) = 1,197.49, p < 0.001, GFI = .953, AGFI = 0.950, RMR = .035, RMSEA = .022) ปัจจัยที่มีอิทธิพลรวมมากที่สุด คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ (TE = 0.989) รองลงมาคือ ประสบการณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับกระบวนการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ (TE = 0.242) ส่วนความสามารถทางสติปัญญา ลักษณะบุคลิกภาพด้านลบ และลักษณะบุคลิกภาพด้านบวก ไม่ส่งผลต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ณัฐนันท์ สาริโก Jan 2024

การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ณัฐนันท์ สาริโก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษา (Extending Concepts through Language Activities: ECOLA) ที่มีต่อการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่างวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนสาธิตมัธยมศึกษาสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษา จำนวน 3 หน่วยการเรียนรู้ คือ หน่วยการเรียนรู้บันเทิงคดีประเภทสัจนิยม หน่วยการเรียนรู้สารคดี และหน่วยการเรียนรู้บันเทิงคดีประเภทเรื่องราว โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การระบุวัตถุประสงค์การสื่อสาร 2) การอ่านในใจเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์และภารกิจที่กำหนด 3) การตกผลึกความรู้ความเข้าใจผ่านการเขียน 4) การอภิปรายผลการอ่าน และ 5) การเขียนและเปรียบเทียบผลการอ่านก่อนและหลังการอภิปราย และ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดการอ่านเพื่อความเข้าใจ ซึ่งครอบคลุมการอ่านเพื่อความเข้าใจ 4 ระดับ ได้แก่ ระดับข้อเท็จจริง ระดับการวิเคราะห์ ระดับการประเมินค่า และระดับการประยุกต์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ dependent sample t-test ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยการอ่านเพื่อความเข้าใจหลังการจัดกิจกรรมเท่ากับ 27.43 คะแนน (S.D. = 2.80) ซึ่งสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนที่มีค่าเฉลี่ย 21.27 คะแนน (S.D. = 5.28) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาคะแนนการอ่านเพื่อความเข้าใจจำแนกตามระดับทั้ง 4 คือ ระดับข้อเท็จจริง ระดับวิเคราะห์ ระดับประเมินค่า และระดับประยุกต์ พบว่าหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษา นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกระดับ แสดงให้เห็นว่า กระบวนการขยายมโนทัศน์ผ่านกิจกรรมทางภาษามีผลต่อการพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ


Legally Literate But Disempowered: Urban Refugees And National Screening Mechanism In Thailand, Andrew Wai Phyo Kyaw Jan 2024

Legally Literate But Disempowered: Urban Refugees And National Screening Mechanism In Thailand, Andrew Wai Phyo Kyaw

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This dissertation examines the relationship between legal literacy, empowerment, and protection outcomes among urban refugees and asylum seekers in Thailand, focusing on the 2019 National Screening Mechanism (NSM). Thailand, a non-signatory to the 1951 Refugee Convention and hosting about 5,500 refugees mainly in Bangkok, lacks formal refugee laws. Its recent NSM reflects limited progress in regional protection mechanisms, functioning within a framework that emphasizes state security over human security. The study posits that urban refugees understand the law, like the NSM, but remain powerless because Thailand's approach prioritizes security over protection. This study addresses three interconnected research questions that investigate …


มโนทัศน์ด้านความมั่นคงของกองทัพไทยต่อการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2566, โจเซฟ แดเวนโพรท์ Jan 2024

มโนทัศน์ด้านความมั่นคงของกองทัพไทยต่อการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2566, โจเซฟ แดเวนโพรท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในกิจการระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกคือการเกิดการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาว่าการสร้างประเด็นความมั่นคงจากภายนอกต่อภูมิภาค ประกอบกับพลวัตภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศไทย ส่งผลอย่างไรต่อการรับรู้ด้านความมั่นคงของผู้นำกองทัพในกองทัพไทย โดยใช้แนวทางแบบองค์รวมซึ่งรวมถึงการวิจัยเอกสาร การสำรวจความคิดเห็นของนายทหารไทย และการสัมภาษณ์ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นที่กองทัพไทยในฐานะกลไกการสร้างการรับรู้ และวิเคราะห์ว่าพัฒนาการด้านความมั่นคงทั้งภายนอกและภายในได้ส่งอิทธิพลต่อมุมมองของกองทัพไทยอย่างไร งานวิจัยนี้เสนอข้อค้นพบหลักสามประการ ประการแรก ผู้นำกองทัพไทยมองว่ารัฐมหาอำนาจไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทยมากเท่ากับเมื่อไม่กี่ปีก่อน ประการที่สอง กองทัพไทยยังคงให้ความสำคัญกับปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับเสถียรภาพภายในและอธิปไตยของชาติ มากกว่าภัยคุกคามจากภายนอก ประการที่สาม การที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มีความขัดแย้งข้ามพรมแดนในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้การรับรู้ถึงภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้านลดลง และเน้นให้เห็นถึงความต้องการเสถียรภาพและความเป็นกลางท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ งานวิจัยนี้มีส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการรับรู้ด้านความมั่นคงของไทยในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนที่ประเทศไทยต้องเผชิญในการดำเนินยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยพยายามรักษาความสัมพันธ์อย่างสมดุล ควบคู่ไปกับการธำรงความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ผลการศึกษานี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการที่สนใจพลวัตด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผลกระทบที่กว้างขึ้นจากการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก


การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์: กรณีศึกษาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองจังหวัดตาก, ยศศักดิ์ นะเสือ Jan 2024

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์: กรณีศึกษาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองจังหวัดตาก, ยศศักดิ์ นะเสือ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์: กรณีศึกษาผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองจังหวัดตาก” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการค้ามนุษย์ในกรณีชาวต่างชาติที่ถูกหลอกไปทำงานในเมียนมา วิเคราะห์สภาพปัญหาในการบูรณาการการคุ้มครองผู้เสียหาย และนำเสนอแนวทางพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมให้สอดคล้องกับมาตรการ NRM โดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าหน้าที่ภาครัฐและภาคประชาสังคม รวมทั้งวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า การบูรณาการความร่วมมือยังขาดความชัดเจนทั้งด้านโครงสร้างการประสานงาน บทบาทหน้าที่ การแบ่งปันข้อมูล และการตีความสถานะผู้เสียหาย โดยเฉพาะกรณี forced criminality ที่มีลักษณะซับซ้อนและข้ามพรมแดน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ขาดแนวทางประเมินที่ครอบคลุม นำไปสู่ความล่าช้า ความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ และความเสี่ยงที่ผู้เสียหายจะถูกปฏิบัติในฐานะผู้กระทำผิด แทนที่จะได้รับความคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ การจัดทำแนวทางคัดแยกผู้เสียหายที่คำนึงถึงบริบท forced criminality โดยเน้นหลักการไม่ลงโทษผู้เสียหาย (non-punishment principle) และการสร้างเครื่องมือประเมินที่ใช้ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาฐานข้อมูลกลางที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและลดความซ้ำซ้อน รวมถึงการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในทุกระดับ ทั้งนี้เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้เสียหายให้สอดคล้องกับบริบทอาชญากรรมข้ามชาติและหลักสิทธิมนุษยชนสากล


แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์: กรณีศึกษา หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์, วชิรวิทย์ ทองลิ้ม Jan 2024

แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์: กรณีศึกษา หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์, วชิรวิทย์ ทองลิ้ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบวิธีการหลอกลวง สภาพปัญหาในการป้องกันและปราบปราม และแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ปฏิบัติงานและทำคดีอาชญากรรมไซเบอร์ประเภทดังกล่าว จำนวน 7 คน แบ่งเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกลุ่มที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผลการศึกษาพบว่า การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์มีรูปแบบที่สำคัญ คือ การกระทำความผิดฐานฉ้อโกง โดยใช้ช่องทางอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ซึ่งอาชญากรจะพัฒนากลวิธีและกลอุบายในการหลอกลวงโดยอาศัยความก้าวหน้าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิธีการหลอกลวงอยู่เสมอ แต่ทุกวิธีการหลอกลวงล้วนแล้วอยู่บนพื้นฐานของการฉ้อโกงผ่านช่องทางออนไลน์และไม่มีเจตนาที่จะทำการซื้อขายมาตั้งแต่ต้น โดยสามารถแบ่งวิธีการหลอกลวงเป็น 5 ลักษณะ คือ หลอกลวงขายสินค้าปลอม หลอกลวงขายสินค้าโดยส่งมอบสินค้าที่ผิดประเภทหรือสินค้าอย่างอื่น หลอกลวงขายสินค้าแต่ไม่มีการส่งมอบสินค้า หลอกลวงโดยแอบอ้างว่าเป็นร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่มีอยู่จริง และหลอกลวงขายสินค้าโดยทำตัวเป็นคนกลาง ซึ่งจากการศึกษาพบปัญหาในการป้องกันและปราบปรามอยู่ 4 ประการ ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ปัญหาเกี่ยวกับการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และปัญหาเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ประเภทหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ ได้แก่ บูรณาการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน บริหารจัดการและกำหนดมาตรการสำหรับบัญชีธนาคารที่ถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้า กำกับดูแลการซื้อขายสินค้าออนไลน์จากภาครัฐ จัดระเบียบการใช้งานสื่อออนไลน์เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน เสริมสร้างศักยภาพในการสืบสวนและติดตามผู้กระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ในกรณีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ และสามารถลดจำนวนการกระทำความผิดในลักษณะนี้ได้


การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย: กรณีศึกษาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), มนัสวี เลิศฤทธิพงศ์ Jan 2024

การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย: กรณีศึกษาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), มนัสวี เลิศฤทธิพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) แนวทางที่เหมาะสมในการรับมือ และแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมที่เกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) วิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) คัดเลือกผูู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ได้แก่ นักบินตำรวจ 1 ท่าน สำนักงานการบินพลเรือน (CAAT) 1 ท่าน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 1 ท่าน อัยการ 2 ท่าน และประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) 1 ท่าน โดยใช้ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และพรรณนาถึงประเด็นต่างๆ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) ปัญหา รูปแบบ และวิธีการของการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่พบในประเทศไทย พบว่าเริ่มมีการกระทำผิด ซึ่งการกระทำผิดนั้นไม่สามารถระบุตัวตนของผู้กระทำผิดได้ เนื่องจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และมีการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยการกระทำผิดเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และรุกล้ำพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งยังไม่สามารถเอาผิดได้ จึงทำให้ทราบเพียงว่ามีการกระทำผิด (2) การรับมือเบื้องต้น ปัจจุบันจะมีเครื่องมือที่เรียกว่า Anti Drone ซึ่งอยู่ในการดูแลของทหาร เแต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ (3) แนวทางการป้องกันการกระทำผิด พบว่ายังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ทำให้การกระทำผิดยังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรมีหน่วยงานควบคุมดูแลอย่างจริงจัง และออกกฎหรือข้อบังคับเป็นแนวทางเดียวกัน ข้อเสนอแนะ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับหน่วยงานหรือศูนย์ที่จะดูแล ออกกฎหมายหรือนโยบาย จัดการและบริหารควบคุมให้มากขึ้น รวมถึงควรมีการกำหนดหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้มีความชัดเจน


แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร Jan 2024

แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง ศึกษากรณีแนวปฏิบัติของต่างประเทศที่สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง และพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 19 ราย ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสาร โดยกำหนดกรณีศึกษาเป็นทัณฑสถานหญิงกลางซึ่งเป็นสถานที่คุมขังแห่งแรกในประเทศไทยที่เริ่มทดลองนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ผลการศึกษา พบว่าการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง เผชิญกับสภาพปัญหา ได้แก่ การไม่สามารถดำเนินการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนประเภทรับสัมผัสเต็มรูปแบบที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต และการออกแบบเนื้อหาสถานการณ์เสมือนจริง และข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต ความครอบคลุมและความหลากหลายของเนื้อหาในสถานการณ์เสมือนจริง การคัดเลือกผู้ต้องขัง การขาดการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน ขณะที่กรณีศึกษาจากต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ประเทศสเปน ประเทศนิวซีแลนด์ ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมณี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการประยุกต์ใช้สำหรับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง ทั้งนี้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางครอบคลุม ได้แก่ การพัฒนารูปแบบการเชื่อมต่อเนื้อหาของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง การพัฒนาการออกแบบเนื้อหาให้มีความครอบคลุมและหลากหลายมากยิ่งขึ้น การพัฒนาการคัดเลือกผู้ต้องขัง การพัฒนาการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการพัฒนาการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน


Crisis Migration In Sri Lanka: Analyzing The Governance Of Transnational Actors In The Context Of War And Financial Crisis, Dolewaththa Gamage Niruka Sanjeewani Jan 2024

Crisis Migration In Sri Lanka: Analyzing The Governance Of Transnational Actors In The Context Of War And Financial Crisis, Dolewaththa Gamage Niruka Sanjeewani

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Crisis migration has become a critical issue in Sri Lanka due to the war and ongoing financial crisis. Drawing from this understanding, the research investigates crisis migration in Sri Lanka through five distinct chapters. The first chapter offers an overview of the entire research. The second chapter examines the evolution of classical humanitarianism and its shift towards new humanitarianism in the context of war in Sri Lanka. It focuses primarily on Tamil refugees in India and their repatriations from India to Sri Lanka. The third chapter examines the transnational spaces of the Tamil diaspora. The chapter elaborates on their involvement …


การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน Jan 2024

การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นที่ชายแดนถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนแอ (Vulnerable zone) ที่มักได้รับความเสี่ยงจากภัยคุกคามหลายประเภทอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน นักท่องเที่ยว ตลอดจนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายอาศัย “ความเปราะบาง ด้านความมั่นคง” (Security vulnerability) เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมซึ่งสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่และในประเทศอย่างยิ่งยวด ทั้งนี้ การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งวิเคราะห์อาชญากรรมในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของปัญหา รูปแบบ ลักษณะ สาเหตุ ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างตระหนักรู้แก่สังคม โดยการใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศ ได้แก่ เอกสาร ข่าวสาร กฎหมาย มาตรการภาครัฐ นโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีประสบการณ์ตรงในพื้นที่แม่สอดและประเทศเพื่อนบ้าน ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดนมีความจำเพาะเจาะจงเนื่องด้วยบริบทของพื้นที่ บริบทความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และนำไปสู่อาชญากรรมสำคัญ ได้แก่ อาชญากรรมไซเบอร์ อาชญากรรมคอปกขาว การลักลอบเข้าเมืองทั้งคนและสินค้า ยาเสพติด ลักลอบนำพาแรงงาน และการค้ามนุษย์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ ภูมิประเทศ สถานการณ์การเมืองเมียนมา มาตรการและนโยบายภาครัฐ และพบว่าอาชญากรรมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยแบบองค์รวม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างเรื้อรังและรุนแรง


พลวัตทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช: กรณีศึกษาการเลือกตั้งทั่วไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566, อัญชลี อ่อนศรีทอง Jan 2024

พลวัตทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช: กรณีศึกษาการเลือกตั้งทั่วไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566, อัญชลี อ่อนศรีทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตและพฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอำเภอปากพนังตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566 งานวิจัยชิ้นนี้ใช้วิธีการศึกษาโดยการวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 5 กลุ่ม อันประกอบไปด้วยนักการเมือง นักวิชาการท้องถิ่น สื่อท้องถิ่น หัวคะแนน และประชาชนในพื้นที่อำเภอปากพนัง ข้อค้นพบคือพลวัตทางการเมืองของคนอำเภอปากพนังจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงโดยช่วงแรกเป็นช่วงพรรคประชาธิปัตย์ตั้งมั่น (พ.ศ. 2544–2554) ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจในช่วงเวลานี้คือชวน หลีกภัย และความเป็นตัวแทนคนใต้ ต่อมาในช่วงเปลี่ยนแผ่นดินทางการเมือง (พ.ศ. 2562) ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นพรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งใช้บัตรเลือกตั้งหนึ่งใบแต่ได้สส. ทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ โดยการตัดสินใจเลือกเกิดขึ้นผ่านบารมีบุคคลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงนโยบายประชารัฐ จนถึงการเลือกตั้งช่วงที่ 3 เรียกได้ว่าเป็นช่วงการเมืองปากท้อง (พ.ศ. 2562-2566) กติกาบัตรเลือกตั้งกลับมากลับมาเป็นระบบคู่ขนาน ผสมกันระหว่างระบบเขตกับระบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้บัตรเลือกตั้งสองใบอีกครั้ง และครั้งนี้แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้หวนคืนที่นั่งอีกครั้ง แต่ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ เเต่เพราะกลไกและเครือข่ายทางการเมืองของตระกูล “เดชเดโช” ในขณะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงมีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับชัยชนะในคะแนน สส.แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้เห็นว่าพฤติกรรมทางการเมืองของคนอำเภอปากพนังเปลี่ยนแปลงจากการที่ตัดสินใจทางการเมืองผ่านอุดมการณ์และตัวบุคคล เป็นให้ความสำคัญกับนโยบาย และชีวิตความเป็นอยู่มากขึ้น กล่าวคือ คนปากพนังต้องการมีนายกคนดีเช่นเดิม หากแต่จะต้องควบคู่ไปกับเรื่องปากท้องโดยจะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้


นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา : ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (ค.ศ. 2009-2024), วรวรรณ ท้วมแสง Jan 2024

นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา : ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (ค.ศ. 2009-2024), วรวรรณ ท้วมแสง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้อภิปรายความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของการดำเนินนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาในรัฐบาลบารัค โอบามา รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลโจ ไบเดน โดยนำกรอบการศึกษาการเมืองเกี่ยวพัน (Linkage Politics) มาใช้สำหรับการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยจากการเมืองระหว่างประเทศกับการเมืองภายในของสหรัฐอเมริกา ปัจจัยภายในประเทศที่นำมาวิเคราะห์ประกอบด้วยบทบาทของผู้นำและผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจและบทบาทของกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ กอปรกับปัจจัยภายนอก ที่ประกอบด้วย เหตุการณ์ทางการเมืองในระบบระหว่างประเทศ บรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศและนโยบายต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา วิทยานิพนธ์ฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินนโยบายของวอชิงตัน การคาดการณ์แนวโน้มในการดำเนินนโยบายและบทบาทด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในอนาคต รวมถึงอธิบายกระบวนการและสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาต่อประเด็นสภาพภูมิอากาศโลก


ความเป็นผู้ประกอบการเชิงผัสสะและการก่อร่างทางวัฒนธรรมของความสมดุลในการทำงาน - ใช้ชีวิต: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างคนที่ทำงานในองค์การแนวระนาบกับคนทำงานไร้องค์การในกรุงเทพมหานคร, สุรเชษฏ์ คงเสงี่ยมวงศ์ Jan 2024

ความเป็นผู้ประกอบการเชิงผัสสะและการก่อร่างทางวัฒนธรรมของความสมดุลในการทำงาน - ใช้ชีวิต: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างคนที่ทำงานในองค์การแนวระนาบกับคนทำงานไร้องค์การในกรุงเทพมหานคร, สุรเชษฏ์ คงเสงี่ยมวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาความเป็นผู้ประกอบการเชิงผัสสะและการก่อร่างทางวัฒนธรรมของความสมดุลในการทำงาน-ใช้ชีวิต (Work-Life Balance) ผ่านการเปรียบเทียบประสบการณ์ของคนทำงานในองค์การแนวระนาบ (Heterarchical Organization) และคนทำงานไร้องค์การ (Freelancers) ในกรุงเทพมหานคร งานวิจัยใช้แนวทางชาติพันธุ์วรรณนาเชิงผัสสะ (Sensory Ethnography) และทฤษฎีปฏิบัตินิยมฝรั่งเศส (French Pragmatism) เพื่อวิเคราะห์ว่าผัสสะในสถานที่ทำงานมีส่วนต่อการตระหนักรู้และจัดการตนเองอย่างไร นำไปสู่การสร้าง Work-Life Balance แบบเฉพาะบุคคล ผู้วิจัยเสนอแนวคิด “ผู้ประกอบการเชิงผัสสะ” เพื่ออธิบายรูปแบบของแรงงานที่ไม่ได้มุ่งแต่ผลกำไร แต่ใช้ความรู้สึก อารมณ์ และสัญชาตญาณในการบริหารชีวิตการทำงาน วิทยานิพนธ์เสนอว่าสภาพแวดล้อมขององค์การและความยืดหยุ่นของฟรีแลนซ์ต่างมีผลต่อรูปแบบการสร้างสมดุลในชีวิตในเชิงวัฒนธรรม ผลการศึกษานี้มีนัยสำคัญต่อการออกแบบนโยบายและสภาพแวดล้อมการทำงานในภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกรุงเทพมหานคร ในศตวรรษที่ 21