Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 691 - 720 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

Legal Loopholes And Uncertainties Of Nominee Structures Under Foreign Business Law Of Thailand: Comparative Analysis With Austrian Investment Law, Harald Hinterer Jan 2024

Legal Loopholes And Uncertainties Of Nominee Structures Under Foreign Business Law Of Thailand: Comparative Analysis With Austrian Investment Law, Harald Hinterer

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Laws and regulations concerning foreign direct investments in Thailand are at an all-time high. One of the most relevant legal bases for foreign direct investment is the Foreign Business Act B.E. 2542 (1999) (the “FBA”), which imposes restrictions on certain business activities. This research paper critically examines the effectiveness of the FBA in regulating foreign direct investment, with particular attention to nominee structures that may be used to circumvent statutory ownership restrictions. While the FBA aims to strike a balance between attracting foreign investment and protecting national interests, by focusing solely on capital shareholding, it contains loopholes which permit a …


Legal Reform Of Delivery Of Goods Without The Original Bill Of Lading In China: Study Of The Rotterdam Rules, Shuting Wu Jan 2024

Legal Reform Of Delivery Of Goods Without The Original Bill Of Lading In China: Study Of The Rotterdam Rules, Shuting Wu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The delivery-against-document principle is a fundamental principle in the international maritime transport trade order and also an obligation that the carrier should fulfil when delivering the goods. In recent years, the issue between transaction security and transaction convenience have emerged with the entry into force of regional agreements such as RCEP. In practice, carriers often deliver goods without original bills of lading for the sake of cost and efficiency, leading to a series of legal disputes. Countries around the world have not formed a unified legal system for this either, and a chaotic situation has emerged in legislation. This research …


Settlement Of Labor Dispute In Thailand: Establishing A Private Labor Dispute Settlement Organization, Nuthapach Worapichaiyut Jan 2024

Settlement Of Labor Dispute In Thailand: Establishing A Private Labor Dispute Settlement Organization, Nuthapach Worapichaiyut

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The settlement of labor dispute process is a process use to address the labor dispute between employers and employees. The interest-based labor dispute arises from the employer and employee on the demand to obtain an agreement relating to working conditions, including but not limited to wages, welfare, and on working days and hours. This type of labor dispute differs from right-based labor dispute, which includes issues such as unpaid wages, severance, or unfair dismissal. Both types of labor disputes require their own proper processes for resolution.The settlement of the interest-based labor dispute in Thailand has been prescribed in the Labor …


แนวคิดของจูดิธ บัตเลอร์เรื่องเพศสภาวะการแสดงและการโอบรับกลุ่มผู้ข้ามเพศ, พันธุ์เอก เซียะสมาน Jan 2024

แนวคิดของจูดิธ บัตเลอร์เรื่องเพศสภาวะการแสดงและการโอบรับกลุ่มผู้ข้ามเพศ, พันธุ์เอก เซียะสมาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทสนทนาเชิงวิพากษ์ระหว่างกลุ่มผู้ข้ามเพศกับกลุ่มต่อต้านเพศสภาวะในขบวนการสตรีนิยม โดยมุ่งหวังให้เกิดพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความเห็นที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ วิทยานิพนธ์นี้เสนอให้แนวคิดเรื่องเพศสภาวะการแสดงซึ่งมีบทบาทสำคัญในปรัชญาสตรีนิยมและทฤษฎีเควียร์ ทำหน้าที่เป็นกรอบทฤษฎีกลางเพื่ออธิบายและเชื่อมโยงความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย การศึกษาเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์แนวคิดพื้นฐานเรื่องการแบ่งแยกระหว่างเพศสรีระ และเพศสภาวะเพื่อวางรากฐานในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับผู้ข้ามเพศ ต่อจากนั้น ผู้วิจัยได้สำรวจบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ของการรับรู้เกี่ยวกับผู้ข้ามเพศ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นสำคัญจากองค์ความรู้ด้านการแพทย์และจิตวิทยาในศตวรรษที่ 20 ควบคู่ไปกับการศึกษาทัศนะของกลุ่มสตรีนิยมแบบถอนรากถอนโคน โดยเน้นการวิเคราะห์ผลงานของเจนิซ จี เรย์มอนด์ เพื่อทำความเข้าใจฐานคิดของกลุ่มที่คัดค้านแนวคิดเรื่องเพศสภาวะ ในส่วนถัดมาวิทยานิพนธ์จะนำเสนอปรัชญาผู้ข้ามเพศผ่านการวิเคราะห์งานเขียนของจูเลีย เซราโน ก่อนจะประยุกต์ใช้แนวคิดเพศสภาวะการแสดงเพื่อวิพากษ์และประเมินข้อถกเถียงสำคัญที่มักปรากฏในการแลกเปลี่ยนระหว่างสองกลุ่มดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจอันลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อความหลากหลายทางเพศในบริบทของสตรีนิยมร่วมสมัย


ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดตราดภายหลังบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544, ธัชพงศ์ สุตันตั้งใจ Jan 2024

ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดตราดภายหลังบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544, ธัชพงศ์ สุตันตั้งใจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดตราด ภายหลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการจัดการข้อพิพาทชายแดนในระบบระหว่างประเทศ การวิเคราะห์ผ่านกรอบทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิกเผยให้เห็นว่าแม้จะมีกฎหมายระหว่างประเทศรองรับและความพยายามสร้างกลไกความร่วมมือผ่านแนวคิดพื้นที่พัฒนาร่วมแต่ข้อพิพาทดังกล่าวยังไม่ได้รับการระงับอย่างถาวร การวิเคราะห์เชิงคุณภาพจากข้อมูลประวัติศาสตร์ กฎหมายและนโยบายระหว่างประเทศชี้ให้เห็นว่าความยืดเยื้อของข้อพิพาทมีรากฐานมาจากปัจจัยสำคัญสามประการ ประการแรกคือการยึดมั่นในหลักอธิปไตยของรัฐและปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติซึ่งทำให้การประนีประนอมกลายเป็นเรื่องยาก ประการที่สองคือมิติทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับความทรงจำในยุคอาณานิคมส่งผลต่อการรับรู้และการตอบสนองต่อข้อพิพาทของทั้งสองฝ่าย ประการสุดท้ายคือความไม่ชัดเจนและการตีความที่แตกต่างกันในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะเรื่องการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเล การศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกทางการทูตในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนโดยเฉพาะในระบบระหว่างประเทศที่อยู่ภายใต้สภาวะอนาธิปไตย รัฐต่างยึดมั่นในอำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลักทำให้การหาทางออกที่ยั่งยืนเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยมากกว่าเครื่องมือทางกฎหมายและการทูตเพียงอย่างเดียว


ความร่วมมือทางการทหารระหว่างไทยกับอินเดีย ปี ค.ศ. 2007 – 2024, นพชัย โคตรสาขา Jan 2024

ความร่วมมือทางการทหารระหว่างไทยกับอินเดีย ปี ค.ศ. 2007 – 2024, นพชัย โคตรสาขา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์ความร่วมมือทางการทหารระหว่างประเทศไทยกับอินเดียในช่วงปี ค.ศ. 2007–2024 โดยใช้กรอบแนวคิด “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของฮันส์ มอร์เกนธอ เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจแรงผลักดันเชิงยุทธศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าความร่วมมือทางการทหารระหว่างไทยกับอินเดียยังคงจำกัดอยู่ในระดับพื้นฐาน เช่น การฝึกอบรมบุคลากรและการฝึกร่วมเป็นบางครั้ง มากกว่าการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์หรือความร่วมมือด้านความมั่นคงในเชิงลึก หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญคือ การที่ไทยไม่มีภัยคุกคามร่วมอย่างชัดเจนกับอินเดีย เช่นเดียวกับกรณีอินเดียกับเวียดนาม ซึ่งมีความตึงเครียดต่อจีนเป็นแรงผลักดัน ทำให้ระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับอินเดียไม่อาจยกระดับสู่ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ภายใต้พลวัตความมั่นคงในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก การขยายความร่วมมือทางทหารกับอินเดียอย่างต่อเนื่องกลับกลายเป็น “ความจำเป็น” ที่จะช่วยเสริมสร้างสมดุลอำนาจและเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ท้ายที่สุด สารนิพนธ์เสนอว่า การพัฒนาความสัมพันธ์ไทยกับอินเดียในด้านความมั่นคง ควรดำเนินควบคู่กับการสร้าง “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่อาจช่วยยกระดับความร่วมมือให้มีลักษณะใกล้เคียงกับกรณีความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับเวียดนามในอนาคต


กองทัพอากาศไทยกับนโยบายด้านความมั่นคงทางอวกาศ (พ.ศ.2560 - 2567), ธัญชลิต สุดชูเกียรติ Jan 2024

กองทัพอากาศไทยกับนโยบายด้านความมั่นคงทางอวกาศ (พ.ศ.2560 - 2567), ธัญชลิต สุดชูเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถด้านอวกาศของกองทัพอากาศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2560-2567 โดยผู้วิจัยได้ใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีสัจนิยมเชิงรับ และแนวคิดระบอบความมั่นคง มาวิเคราะห์พฤติกรรมของกองทัพอากาศที่ตอบสนองต่อภัยคุกคามทางอวกาศในมิติต่าง ๆ ผลการศึกษาพบว่า กองทัพอากาศเผชิญภัยคุกคามทางอวกาศหลายด้าน เช่น การรบกวนสัญญาณดาวเทียม การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ การถูกสอดแนมจากระบบดาวเทียมต่างประเทศ และภัยคุกคามทางไซเบอร์ ส่งผลให้กองทัพอากาศปรับโครงสร้างด้วยการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทางอวกาศ พัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ และเสริมสร้างความร่วมมือทั้งในระดับชาติและนานาชาติ พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายแบบสัจนิยมเชิงรับ ที่เน้นการพึ่งพาตนเองและการป้องกันมากกว่าการรุกราน ขณะเดียวกันกองทัพอากาศยังให้ความสำคัญกับการเสถียรภาพและส่งเสริมความร่วมมือผ่านการมีส่วนร่วมในบรรทัดฐานและกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศตามแนวคิดระบอบความมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติทางอวกาศในยุคที่มีการแข่งขันทางอวกาศระหว่างมหาอำนาจทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น รวมถึงเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและรักษาอธิปไตยของไทยในมิติอวกาศอย่างยั่งยืน


ความท้าทายของระบบพหุภาคี : ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ในช่วงปี 2558 – 2565, นภัสสร ปูรณคุปต์ Jan 2024

ความท้าทายของระบบพหุภาคี : ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ในช่วงปี 2558 – 2565, นภัสสร ปูรณคุปต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของระบบพหุภาคีในศตวรรษที่ 21 โดยนำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) เป็นกรณีศึกษา วัตถุประสงค์ของการวิจัยของสารนิพนธ์มุ่งเน้นไปที่การตอบคำถามว่าการดำเนินการของความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ในช่วงปี 2558 – 2565 สะท้อนความท้าทายของระบบพหุภาคีในศตวรรษที่ 21 อย่างไร กล่าวคือ ในช่วงปี 2558 เป็นปีที่เอเปคกำลังเข้าสู่การเร่งรัดการดำเนินการ 5 ปีสุดท้ายก่อนถึงเป้าหมายโบกอร์ แต่ด้วยสถานการณ์โลก ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่มีความผันผวน ส่งผลให้เอเปคไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้จากการศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ สารนิพนธ์ฉบับนี้ได้ข้อค้นพบว่า ความท้าทายในการดำเนินการของเอเปคเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ปัจจัยจากการเมืองภายในประเทศ ปัจจัยจากการเมืองระหว่างประเทศ ปัจจัยจากความท้าทายของโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการแพร่ระบาดของโรค นอกจากนี้ ปัจจัยข้างต้นเป็นเหตุให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ทำให้องค์กรและสถาบันพหุภาคีอ่อนแอลง โดยเฉพาะในกรณีเอเปคที่เป็นความร่วมมือเพื่อเศรษฐกิจ แต่ในตลอดระยะเวลา 3 ทศวรรษนั้น กลับทำให้เกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำระหว่างเขตเศรษฐกิจมากขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมา เอเปคจะประสบความสำเร็จในด้านการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนมากขึ้น แต่ความท้าทายอื่น ๆ ยังคงทำให้เอเปคยังห่างไกลจากการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ ในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา เป็นปีที่เอเปคประสบกับปัญหาทั้งการไม่สามารถจัดการประชุม การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการไม่สามารถกำหนดเจ้าภาพจัดการประชุมในปี 2566 เป็นต้นไปได้ สะท้อนถึงความไม่มั่นคงขององค์กร อย่างไรก็ดี สมาชิกเขตเศรษฐกิจยังคงมีความพยายามในการขับเคลื่อนการดำเนินการ จึงได้ริเริ่มวิสัยทัศน์ฉบับใหม่ที่คงรากฐานจากเป้าหมายโบกอร์ และได้เพิ่มการให้ความสำคัญประเด็นหลักในยุคปัจจุบัน เพื่อให้เอเปคเป็นองค์กรที่มีความเป็นปัจจุบัน ทันโลก และยังคงมีความสำคัญต่อไปได้จากข้อค้นพบข้างต้น สารนิพนธ์จึงมีข้อเสนอแนะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจภายในองค์กร การกำหนดเป้าหมายให้เป็นรูปธรรม และร่วมกันแก้ไขปัญหาความท้าทายร่วมกัน และการส่งเสริมสันติภาพโดยไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการของสถาบันพหุภาคีในภาพรวมยังคงความต่อเนื่อง และมีความสำคัญในโลกยุคทศวรรษที่ 21 ต่อไป


นโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานกับความมั่นคงทางการเมืองของจีน, มัณฑิรา เล่าอิทธิโชติ Jan 2024

นโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานกับความมั่นคงทางการเมืองของจีน, มัณฑิรา เล่าอิทธิโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานกับความมั่นคงทางการเมืองของจีน โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนเลือกปรับใช้นโยบายดังกล่าวเพื่อจัดการแก้ไขกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลลัพธ์จากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดดภายหลังจากการเปิดประเทศใน ค.ศ. 1978 ซึ่งจีนพึ่งพาอาศัยเชื้อเพลิงฟอสซิลจากภาคพลังงานในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด การศึกษาวิจัยนี้อาศัยทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิกใหม่ (Neoclassical Realism) ของ กิดเด็น โรส เป็นกรอบในการวิเคราะห์ โดยพบว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเล็งเห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและส่งผลร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนจีน อีกทั้งยังเป็นสาเหตุหลักของการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ปัญหาดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในฐานะองค์กรที่มีอำนาจรัฐสูงสุดและพรรครัฐบาลเดียวของจีน ทำให้จีนเลือกดำเนินนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานสะอาดเพื่อบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ สร้างบรรยากาศระหว่างประเทศที่เอื้อให้จีนส่งออกเทคโนโลยีพลังงานสะอาดภายใต้การดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างคล่องตัว รวมถึงส่งเสริมบทบาทของจีนในฐานะรัฐมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบและเป็นแบบอย่างที่ดี โดยการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมในการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและระบบการปกครองแบบสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีนอันเป็นองค์ประกอบสองประการที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการเมืองของจีนซึ่งเป็นแก่นหลักของความมั่นคงแห่งชาติจีน


การปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านความมั่นคงและการป้องกันตนเองของญี่ปุ่นภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ปี 2022, นภัสสร การสะสม Jan 2024

การปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านความมั่นคงและการป้องกันตนเองของญี่ปุ่นภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ปี 2022, นภัสสร การสะสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านความมั่นคงและการป้องกันตนเองของญี่ปุ่นภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ปี ค.ศ.2022 ที่มีลักษณะเชิงรุกมากขึ้นผ่านการประกาศใช้เอกสารด้านความมั่นคงฉบับใหม่ ซึ่งประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy: NSS) ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ (National Defense Program Guidelines: NDPG) และแผนการเตรียมกำลังด้านการป้องกันประเทศ (Defense Buildup Program: DBP) โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายดังกล่าว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ในบริบทของความไม่แน่นอนในระบบพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ช่วงการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในสมัยแรก ตลอดจนภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะจากจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย ได้ผลักดันให้รัฐบาลคิชิดะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงในเชิงรุกตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ฉบับปี ค.ศ.2022 ที่เป็นไปในลักษณะของการกระจายความเสี่ยงหลายมิติ (multi-layered hedging) กล่าวคือ ญี่ปุ่นจะเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง และพัฒนาความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับประเทศพันธมิตรอื่นไปพร้อมกับการรักษาไว้ซึ่งพันธมิตรกับสหรัฐฯ เพื่อที่จะรับประกันความมั่นคงของตนจากท่าทีที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ และป้องกันตนเองจากภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก


การรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021, ปาลิตา จรูญเธียรมหกุล Jan 2024

การรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021, ปาลิตา จรูญเธียรมหกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021 โดยมุ่งสำรวจพลวัตร พัฒนาการ และความท้าทายในการมีส่วนร่วมในขบวนการต่อต้านระบอบเผด็จทหารของกลุ่ม ผ่านกรอบแนวคิด Contentious Politics เป็นแนวคิดหลักและ Performativity เป็นแนวคิดเสริม โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ทั้งการวิเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึก จากการศึกษาพบว่าการรัฐประหารไม่เพียงแต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองระดับชาติแต่ยังเป็นจุดผลักดันให้กลุ่ม LGBTQIA+ และผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นแนวหน้าในการเคลื่อนไหว ด้วยการปรับยุทธศาสตร์ ขยายพื้นที่ และเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร จนกลายเป็น "ตัวแสดงทางการเมือง" ที่ท้าทายระเบียบอำนาจเดิม และเสนอข้อเรียกร้องของตนในฐานะส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวของกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศมีลักษณะเป็นการท้าทายกรอบความชอบธรรมทางสังคมและการเมือง เช่น การประท้วงตะเมน และการแสดงออกทางร่างกายที่ขัดต่อบรรทัดฐานทางเพศ ซึ่งใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือในการต่อต้านโครงสร้างอำนาจชายเป็นใหญ่และเผด็จการ นอกจากนี้ขบวนการดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ สะท้อนถึงพลวัตของการเคลื่อนไหวข้ามพรมแดน (Transnational Contentious Politics) งานวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมียนมาเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับการเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศและการรัฐประหารได้เปิดพื้นที่ใหม่ในการนิยามความเป็นพลเมืองที่หลากหลายและมีศักดิ์ศรีมากยิ่งขึ้น


การเปลี่ยนแปลงมาตรการของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์, รังสิมันตุ์ ตันจริง Jan 2024

การเปลี่ยนแปลงมาตรการของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์, รังสิมันตุ์ ตันจริง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการประกอบสร้างความมั่นคงของไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเริ่มต้นจากชาวจีนที่อพยพเข้ามาในไทยโดยมีเจตนาแอบแฝงทำธุรกิจผิดกฎหมายหรือเรียกว่า “จีนเทา” ซึ่งมักจะตั้งฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์บริเวณเพื่อนบ้านของไทย และใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการหลอกหลวงคนไปเป็นแรงงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยรูปแบบของอาชญากรรมเหล่านี้มีความซับซ้อน และเชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์การตอบสนองของหน่วยงานในไทยต่อปัญหาคอลเซ็นเตอร์ที่เปลี่ยแปลงไปจากเดิม หลังจากที่ไทยถูกกระตุ้นโดยตัวแสดงบางตัว ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้ออกมาตรการพิเศษต่างๆ เพื่อมาบังคับใช้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยเฉพาะในช่วงเวลานั้นๆ ผลการศึกษา พบว่าหน่วยงานของไทยได้มีการปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเน้นการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและเห็นผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงของประเทศต้นทางและประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อจำกัดในด้านการบังคับใช้กฎหมาย การจัดการฐานข้อมูล และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


พุทธศาสนากับการทูตซอฟต์พาวเวอร์ของอินเดียในสมัยโมดี (ปี ค.ศ. 2014 – 2024), ปภัสรา ทักษาดิพงษ์ Jan 2024

พุทธศาสนากับการทูตซอฟต์พาวเวอร์ของอินเดียในสมัยโมดี (ปี ค.ศ. 2014 – 2024), ปภัสรา ทักษาดิพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งพินิจความเชื่อมโยงและความสำคัญของการใช้พุทธศาสนา ผ่านการทูตซอฟต์พาวเวอร์ในช่วงที่นเรนทรา โมดี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดียระหว่างปี ค.ศ. 2014 – 2024 โดยเน้นศึกษาลักษณะการทูตซอฟต์พาวเวอร์เชิงพุทธศาสนา และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์การต่างประเทศของแนวทางดังกล่าว ผ่านแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ของโจเซฟ เอส. ไนน์ จูเนียร์ จากการศึกษาพบว่า แม้ว่าอินเดียจะเป็นรัฐโลกวิสัยที่มีความเป็น พหุวัฒนธรรมสูง และแม้โมดีและพรรคภารตียชนตาจะยึดถือแนวคิดชาตินิยมแบบฮินดู เป็นหลัก แต่ในช่วงปี ค.ศ. 2014 – 2024 พุทธศาสนาก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของ การต่างประเทศในฐานะเครื่องมือทางการทูตที่รัฐบาลวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ ภายใต้นโยบายปฏิบัติการตะวันออกและยุทธศาสตร์เพื่อนบ้านมาก่อนแบบเชิงรุก โดยมีหน่วยงานสำคัญอย่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการร่วมดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติระยะยาว ขยายอิทธิพลในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงยกระดับภาพลักษณ์ของอินเดียในฐานะดินแดนพุทธภูมิที่สำคัญและมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ซึ่งปูทางไปสู่การก้าวขึ้นเป็นผู้นำซีกโลกใต้ในอนาคต


การพัฒนาการทูตระดับท้องถิ่นระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในรูปแบบความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ, ศรายุทธ มีโภคา Jan 2024

การพัฒนาการทูตระดับท้องถิ่นระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในรูปแบบความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ, ศรายุทธ มีโภคา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้เป็นการศึกษาการทูตในระดับท้องถิ่น รูปแบบความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (Sister city) กรณีศึกษาระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาสาเหตุ แรงจูงใจที่ญี่ปุ่นส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศ รวมทั้งวิเคราะห์ให้เห็นถึงประโยชน์ ปัญหาและอุปสรรคของความร่วมมือดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการทูตระดับท้องถิ่นของไทย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพใช้กรอบแนวคิดการทูตคู่ขนาน (paradiplomacy) หรือแนวคิดการทูตระดับหน่วยงานภายใต้รัฐ (sub-national diplomacy) ใช้ในการอธิบายการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของญี่ปุ่น ว่าเพราะเหตุใดจึงสามารถดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศได้ โดยพบว่าญี่ปุ่นมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีอิสระและอำนาจตัดสินใจที่เด็ดขาด รวมทั้งมีการออกกฎหมายที่เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศ และที่สำคัญมีองค์กรเฉพาะที่คอยสนับสนุนและประสานงานการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศ ถึงแม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการดำเนินกิจกรรมกับต่างประเทศ แต่ผลจากความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดฟุกุโอกะ ที่ได้นำประโยชน์จากความร่วมมือดังกล่าวมาพัฒนาเมืองของตนเองให้ดียิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการทำความร่วมมือหรือข้อตกลงกับต่างประเทศส่งผลดีต่อการพัฒนาในระดับท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและความเป็นมิตรกับประเทศที่เป็นคู่ความสัมพันธ์อีกด้วย


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้ยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” ของญี่ปุ่น, ศิรินภา พุฒแก้ว Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้ยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” ของญี่ปุ่น, ศิรินภา พุฒแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการหันมาใช้นโยบาย “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” (Free and Open Indo-Pacific: FOIP) ของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีการคานอำนาจ (Balance of Power) และทฤษฎีการป้องปราม (Deterrence Theory) เป็นฐานวิเคราะห์ เพื่ออธิบายพฤติกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นในการตอบสนองต่อการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และความไม่แน่นอนในบทบาทของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากแนวคิด “เอเชีย-แปซิฟิก” ไปสู่ “อินโด-แปซิฟิก” ซึ่งญี่ปุ่นได้ใช้ FOIP เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเอกภาพ ทางยุทธศาสตร์กับพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐอเมริกา จากการศึกษาพบว่า FOIP ของญี่ปุ่นพัฒนาจากวิสัยทัศน์ความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจไปสู่การเป็นยุทธศาสตร์เชิงป้องปรามที่ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคงทางทะเล เศรษฐกิจ และการทูต โดยญี่ปุ่นได้ประสานความร่วมมือกับประเทศในกรอบ Quad ขยายงบประมาณด้านกลาโหม และเน้นกลไกการป้องปรามแบบขยาย (Extended Deterrence) ที่เน้นการยับยั้งภัยคุกคามจากจีนโดยไม่เผชิญหน้าโดยตรง ทั้งนี้ นโยบาย FOIP ของญี่ปุ่นยังสะท้อนถึงการปรับบทบาทของประเทศในฐานะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเน้นการรักษาเสถียรภาพผ่าน หลักนิติธรรม ความร่วมมือพหุภาคี และการถ่วงดุลอำนาจในระบบระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 21


การทูตเชิงกดดันโดยการใช้กำลังทางเรือของฝรั่งเศสต่อสยามในกรณีวิกฤตการณ์ ร.ศ.112, วีร์ ส่งเจริญ Jan 2024

การทูตเชิงกดดันโดยการใช้กำลังทางเรือของฝรั่งเศสต่อสยามในกรณีวิกฤตการณ์ ร.ศ.112, วีร์ ส่งเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาการใช้กำลังทางเรือของฝรั่งเศสในการเข้าดำเนินการทางการทูตเชิงกดดันต่อไทย ซึ่งประสบผลสำเร็จจนส่งผลให้ไทยต้องยอมปฏิบัติตามสิ่งที่ฝรั่งเศสเรียกร้อง โดยนำเสนอผ่านแง่มุมการทูตเรือปืนและการทูตเชิงกดดัน เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทูตเรือปืนในการเป็นเครื่องในการทูตเชิงกดดันในช่วงยุคสมัยดังกล่าวที่ส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์ไทย โดยใช้ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการทูตเรือปืน การใช้กำลังทางเรือแบบจำกัดและการทูตเชิงกดดัน โดยผลการศึกษาพบว่า เหตุผลที่ฝรั่งเศสประสบความสำเร็จในการดำเนินการทางการทูตเชิงกดดันต่อไทยโดยใช้กำลังทางเรือเป็นเครื่องมือสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลหลักสามประการ ประกอบด้วย ประการแรกคือลักษณะเฉพาะของไทยซึ่งประกอบด้วยสองข้อย่อยได้แก่ ลักษณะภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยต่อการใช้กำลังทางเรือและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ซึ่งรัฐทุกรัฐมีความมุ่งมั่น และต้องการที่จะรักษาไว้ซึ่งเอกราชอธิปไตยของตน ประการที่สองคือกำลังทางเรือนั้นมีคุณสมบัติพิเศษที่เหมาะสมแก่การใช้เป็นเครื่องมือดำเนินการทางการทูตซึ่งได้แก่ความยืดหยุ่น ประการสุดท้ายคือการทูตเชิงกดดัน ซึ่งฝรั่งเศสได้สร้างความตระหนักให้ไทยเห็นถึงขีดความสามารถในการสร้างความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นหากข้อเรียกร้องไม่ถูกปฏิบัติตาม แรงจูงใจของตนในการให้ได้มาซึ่งข้อเรียกร้องและความเร่งด่วนในการต้องตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง โดยที่ฝรั่งเศสได้สื่อสารให้ฝ่ายไทยได้รับทราบถึงข้อเรียกร้องอย่างชัดเจน และไม่ได้เรียกร้องล่วงล้ำผลประโยชน์ที่สำคัญของไทย นั่นคือความเป็นเอกราชอธิปไตยตลอดจนความปลอดภัยขององค์พระประมุข


อุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียและความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย, อภิสิทธิ์ วงศ์เดอรี Jan 2024

อุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียและความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย, อภิสิทธิ์ วงศ์เดอรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษางานนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างอุดมการณ์ชาตินิยมในอินโดนีเซียกับความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยเน้นการวิเคราะห์ขบวนการชาตินิยมในอินโดนีเซียและนโยบายต่างประเทศสมัยประธานาธิบดีซูการ์โนในช่วงกระบวนการสร้างชาติของอินโดนีเซียและภายหลังจากมาเลเซียได้รับเอกราช ขบวนการชาตินิยมในอินโดนีเซียมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ยุคอาณานิคมดัตช์และมีบทบาทสำคัญในการรวมกลุ่มทางสังคมเพื่อผลักดันการประกาศเอกราชของอินโดนีเซียในปี ค.ศ. 1945 ซูการ์โนนำเสนอแนวคิดปัญจศีล (Pancasila) เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ รวมถึงการใช้นโยบายเผชิญหน้า (Konfrontasi) กับมาเลเซียเพื่อต่อต้านการจัดตั้งสหพันธ์มาเลเซียซึ่งหมายรวมถึงการต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษผู้อยู่เบื้องหลัง อินโดนีเซียได้ดำเนินการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต เศรษฐกิจ และการทหารกับมาเลเซีย อีกนัยหนึ่งเพื่อเป็นการเบี่ยงเบนปัญหาเศรษฐกิจภายในอินโดนีเซีย และเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการรักษาอำนาจของตนโดยอาศัยอุดมการณ์ชาตินิยมเป็นตัวขับเคลื่อน หลังสิ้นสุดยุคซูการ์โนแม้อินโดนีเซียจะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคซูฮาร์โต และใช้นโยบายต่างประเทศแบบประนีประนอมมากขึ้น แต่แนวคิดชาตินิยมยังคงสืบสานต่อและฝังลึกในความรู้สึกความเป็นปฏิปักษ์ต่อมาเลเซีย ซึ่งปรากฏในเหตุการณ์ความขัดแย้งร่วมสมัยระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียทั้งในด้านกีฬา เช่น การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในปี ค.ศ. 2011 และ 2017 รวมถึงด้านวัฒนธรรม เช่น นาฏกรรมของชาวบาหลีที่มีชื่อว่าเพนเดท (pendet) และผ้าบาติก เพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียรวมถึงการสะท้อนของแนวคิดชาตินิยมต่อเหตุการณ์ความขัดแย้งร่วมสมัยในด้านกีฬา และด้านวัฒนธรรม การวิจัยชิ้นนี้จึงใช้แนวคิดชุมชนจินตกรรม (Imagined Community) ของ Benedict Anderson และแนวคิดชาติพันธุ์-สัญลักษณ์นิยม ของ Anthony D. Smith เป็นกรอบการวิเคราะห์


ผลกระทบการผนวกไครเมียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต): การเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซีย, วสุพล ครุอำโพธิ์ Jan 2024

ผลกระทบการผนวกไครเมียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต): การเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซีย, วสุพล ครุอำโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซียภายหลังจากการผนวกไครเมียว่ามีความสำคัญต่ออำนาจทางทะเลและความมั่นคงของรัสเซียอย่างไร เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลลัพธ์จากการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำว่าสามารถสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตได้อย่างไร โดยผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดสมุททานุภาพ (sea power) และทฤษฎีสัจนิยมเชิงโครงสร้างสำหรับการอธิบายการเสริมสร้างอำนาจทางทะเลของรัสเซียจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตจากการศึกษาพบว่า รัสเซียมีเป้าประสงค์ในการดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาและการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา เพื่อรักษาความมั่นคงทางทะเล การขยายอิทธิพลทางทะเล และใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการต่อต้านการขยายตัวของนาโต รัสเซียปรับเปลี่ยนแนวคิดการครองทะเล (command of the sea) ของกองเรือทะเลดำที่จากเดิมมีความพยายามในการแผ่ขยายอำนาจทางทะเลออกนอกภูมิภาคเปลี่ยนผ่านสู่การผสมผสานการปฏิบัติการทางทะเลและทางบก และการปฏิบัติการในสงครามอสมมาตรหรือสงครามลูกผสมในภูมิภาค แนวโน้มการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำเริ่มเห็นความสำคัญและเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในช่วงหลังจากการผนวกไครเมียเสร็จสมบูรณ์ทางพฤตินัย แนวโน้มดังกล่าวนำมาซึ่งการแสดงอำนาจทางทหารและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียและนาโต ผลลัพธ์จากการแข่งขันทางอำนาจที่มีความตึงเครียดสูงจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้การคาดการณ์การกระทำต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงผิดพลาดและบานปลายอยู่เสมอจนนำมาสู่สภาวะทางแพร่งทางความมั่นคง (security dilemma) ให้เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียกับนาโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตจะมีแนวโน้มเลวร้ายลงจนไม่สามารถสร้างความประนีประนอมต่อกันได้เลย


การจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา : สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติฯ, อาชว์ สุวรรณพงษ์ Jan 2024

การจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา : สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติฯ, อาชว์ สุวรรณพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง การจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการการท่องเที่ยวของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากในปัจจุบัน และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาการจัดการสถานที่ท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนในระยะยาว โดยการวิจัยนี้ใช้วิธีการเชิงคุณภาพ ผ่านการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การศึกษาข้อมูลจากงานวิจัยและเอกสารอื่น ๆ ตลอดจนการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบไปด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ประชาชนในพื้นที่ตำบลเดิมบาง หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน รวมถึงบุคคลสำคัญและอดีตข้าราชการระดับสูงของจังหวัดสุพรรณบุรีผลการวิจัยพบว่า การจัดการพื้นที่ของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติฯ จะประสบความสำเร็จต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน โดยมีการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ การประชาสัมพันธ์ที่ทันสมัย และการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน การกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวและสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมจากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนในบริบทของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่เป็นเอกภาพจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาสามารถบรรลุเป้าหมายของความยั่งยืนในสามมิติหลัก ได้แก่ 1) มิติด้านสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ 2) มิติด้านสังคม ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน และ 3) มิติด้านเศรษฐกิจ โดยการสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้สู่คนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน


จิตรกรรมร่วมสมัย ชุดพฤติกรรมการตกหลุมรัก, สิระ หอมจันทร์ Jan 2024

จิตรกรรมร่วมสมัย ชุดพฤติกรรมการตกหลุมรัก, สิระ หอมจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยและสร้างสรรค์ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างงานจิตรกรรมที่เกิดจากการพิจารณาแรงบันดาลใจส่วนตัว ผ่านการค้นคว้าข้อมูล ทบทวนวรรณกรรมและพัฒนาเป็นงานศิลปะ เพื่อเข้าใจเหตุผลการตกหลุมรัก ซึ่งเป็นพื้นฐานในบริบทชีวิตประจำวัน โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลภาคเอกสาร การศึกษาผลงานศิลปิน และพัฒนาเป็นงานสร้างสรรค์ ที่มีการสอดแทรกและเชื่อมโยงแนวความคิด รูปแบบ รูปทรง ความหมายทางสี สัญลักษณ์ และสัญญะในงานทัศนศิลป์ นอกจากนี้งานในวิจัยได้นำทฤษฎีด้านความรัก ทฤษฎีจิตวิทยา ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ และ ด้านศิลปะ มาใช้การในการศึกษา ผลของการศึกษาข้อมูลและทดลองสร้างสรรค์สรุปได้ว่าการตกหลุมรักจะเกิดขึ้นจาก การรับรู้ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) การรับรู้ทางกายภาพ คือ สายตา ที่เป็นอวัยวะอันสำคัญที่สุด เพราะการมองเห็นทำให้ อาจนำไปสู่ความชอบ และ เกิดการตกหลุมรัก 2) การรับรู้ทางอารมณ์ คือ ความรู้สึกที่สนองตอบรับให้เกิดอารมณ์ภายใต้ความคิด ทั้งนี้ แนวทางการสร้างสรรค์ผลงานจิตกรรม ที่ผู้วิจัยสนใจนำเสนอ จึงมีลักษณะรูปแบบของ ศิลปะลัทธิจุลนิยม (Minimalism) ที่ สามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่ซับซ้อนในเชิงองค์ประกอบ แต่มีการตีความหมายจากสัญลักษณ์ และความสนใจชุดสีของ ลัทธิประชานิยม (Pop Art) ที่มีสีสันสดใส ตีความหมายเหตุผลผ่านงานจิตรกรรม เกิดเป็นชุดผลงานจิตรกรรม 4 ชุด ได้แก่ 1) ระยะที่ 1 เน้นการใช้วัสดุ 2) ระยะที่ 2 เน้นการวาดข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน 3) ระยะที่ 3 เน้นการใช้สีเปรียบเทียบความรู้สึก 4) ระยะที่ 4 ศิลปะนิพนธ์ เน้นการใช้สีชมพูและการใช้รูปทรงหัวใจ ซึ่งในผลงานชุดที่ 4 สามารถตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับ 3 ระยะก่อนหน้า


แนวทางการส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก, สุประภา วิวัฒนิวงศ์ Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก, สุประภา วิวัฒนิวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการเห็นคุณค่าในตนเองในการปฏิบัติงานของครูระดับประถมศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษา และ2) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองในการปฏิบัติงานครูของครูประถมศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูประถมศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษา จำนวน 817 คน และกลุ่มเป้าหมายในการสนทนากลุ่ม คือ ผู้บริหารโรงเรียน นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการเห็นคุณค่าในตนเองของครูประถมศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก ในลักษณะทางกายภาพ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ส่วนข้อเสนอแนะจากคำถามปลายเปิด พบว่า ครูในโรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่ภาคภูมิใจในบทบาทตนเองจากความทุ่มเทในการสอน ความสำเร็จของนักเรียน และจิตวิญญาณความเป็นครู แม้มีอุปสรรค เช่น ภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอนหรือความร่วมมือที่ไม่เพียงพอ แต่ครูสามารถปรับตัวเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานได้ 2) การเห็นคุณค่าในตนเองของครูประถมศึกษาขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ ลักษณะทางกายภาพ เช่น การแต่งกาย สุขภาพ และบุคลิกภาพที่ดี ซึ่งช่วยส่งเสริมความมั่นใจ ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และแรงจูงใจในการทำงาน ลักษณะส่วนบุคคล เช่น ทัศนคติ ความสามารถ และนิสัย ก็มีผลต่อ Self-Esteem ครูที่ปรับตัวได้ดีและได้รับการสนับสนุนเหมาะสมจะมีความมั่นใจในการพัฒนา หากเผชิญความเครียดโดยไม่มีการดูแลอาจส่งผลลบต่อคุณค่าในตนเอง ความสัมพันธ์ในสังคมก็มีบทบาทสำคัญ ครูที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริหาร เพื่อนร่วมงาน และผู้ปกครอง จะรู้สึกภาคภูมิใจในบทบาทของตน บรรยากาศองค์กรที่เกื้อหนุน การเปิดโอกาสให้ครูแสดงศักยภาพ ช่วยเสริมแรงบันดาลใจและความมั่นคงในอาชีพครูอย่างยั่งยืน


ผลการใช้ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานที่มีต่อทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, นันทน์ธร บรรจงปรุ Jan 2024

ผลการใช้ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานที่มีต่อทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, นันทน์ธร บรรจงปรุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงคำนวณของกลุ่มทดลอง โดยเปรียบเทียบก่อนการทดลองและหลังการทดลอง 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการของทักษะการคิดเชิงคำนวณระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใช้สำหรับ กลุ่มทดลอง 2) ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบปกติเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใช้สำหรับ กลุ่มควบคุม 3) แบบทดสอบวัดความสามารถทักษะการคิดเชิงคำนวณ ใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 4) แบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากผลงานของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) รวมถึงการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่าง 2 กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent samples t-test) การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่าง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1.ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการคิดเชิงคำนวณของกลุ่มทดลองหลังการใช้ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานด้านสูงกว่าก่อนการใช้ชุดกิจกรรมโค้ดดิ้งแบบผสมผสานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการของทักษะการคิดเชิงคำนวณระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการของทักษะการคิดเชิงคำนวณระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า คะแนนเฉลี่ยพัฒนาการของทักษะการคิดเชิงคำนวณระหว่างกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนาชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ, ประภากร ศรีอรุณรัศมี Jan 2024

การพัฒนาชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ, ประภากร ศรีอรุณรัศมี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการเขียนสะกดคำที่เกิดขึ้นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม 2) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะด้านการเขียนสะกดคำและศึกษาพัฒนาการด้านการเขียนสะกดคำของนักเรียนก่อน-หลังใช้ชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีปัญหาด้านเขียนสะกดคำ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา (R&D) คัดเลือกตัวอย่างวิจัยด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจงโดยเป็นนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ครูประจำชั้นที่สอนวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) แบบฝึกทักษะด้านการเขียนสะกดคำ 3) แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเที่ยงของแบบสอบ การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติการทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการหลังการใช้ชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ทักษะด้านการเขียนสะกดคำ ด้วยการหาคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการเขียนสะกดคำประกอบไปด้วยประเด็นปัญหาหลักด้านทักษะและความรู้เรื่องการสะกดคำ 2) ผลการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของชุดเครื่องมือมีค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา ตั้งแต่ 0.60 – 1.00 และค่าความเที่ยงจากสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาร์คของแบบทดสอบ ก่อนและหลังเรียน มีค่าเท่ากับ .95 และ .94 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับดี 3) การเปรียบเทียบค่าสถิติการทดสอบก่อนและหลังการใช้ชุดเครื่องมือ คะแนนก่อนเรียน (M = 4.76 , SD = 3.50) คะแนนหลังเรียน (M = 10.20 , SD = 4.14) ค่าคะแนนทีได้เท่ากับ 10.97 ค่า p เท่ากับ .001 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการเขียนสะกดคำ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังใช้ชุดเครื่องมือ โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 4.76 เป็น 10.20


โปรแกรมส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันของครูในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์การศึกษาพิเศษสู่โรงเรียนเรียนรวม, นภา จำปาทิพย์ Jan 2024

โปรแกรมส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันของครูในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์การศึกษาพิเศษสู่โรงเรียนเรียนรวม, นภา จำปาทิพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของทักษะการทำงานร่วมกันของครูในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์การศึกษาพิเศษสู่โรงเรียนเรียนรวม 2) ศึกษาปัจจัยสนับสนุนและปัญหาอุปสรรคของการทำงานร่วมกันของครู และ 3) พัฒนาต้นแบบโปรแกรมส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันของครู การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสมวิธี แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามครูศูนย์การศึกษาพิเศษ 31 คน และครูผู้ประสานงานเรียนรวม 14 คน จาก 6 จังหวัด และ 3) การสัมภาษณ์เชิงลึกครูจากกลุ่มที่มีทักษะสูงและกลุ่มกำลังพัฒนา จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูทั้งสองกลุ่มมีระดับทักษะการทำงานร่วมกันในระดับมาก โดยด้านหลักความร่วมมือมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 3.75) รองลงมาคือด้านการมีสัมพันธภาพและการสื่อสารที่ดี (M = 3.57) ครูผู้ประสานงานเรียนรวมมีค่าเฉลี่ยการรับรู้สูงกว่าครูศูนย์การศึกษาพิเศษในทุกด้าน 2) ปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่ชัดเจน กระบวนการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพ การนิเทศติดตามอย่างเป็นระบบ การสนับสนุนจากผู้บริหารและผู้ปกครอง ส่วนอุปสรรคหลัก ได้แก่ ข้อจำกัดด้านเวลาและภาระงาน การขาดความรู้ของผู้ปกครอง ความไม่ต่อเนื่องของการประสานงาน การขาดทรัพยากร และ 3) ต้นแบบโปรแกรมส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันของครูในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์การศึกษาพิเศษสู่โรงเรียนเรียนรวมที่พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิด Design Thinking เป็นกรอบการออกแบบ ประกอบด้วย 6 โมดูล ได้แก่ 1) หลักการและความสำคัญของการทำงานร่วมกัน 2) การพัฒนาทักษะการสื่อสารและสัมพันธภาพ 3) การวางแผนและประเมินผลร่วมกัน 4) การพัฒนาระบบสนับสนุนและทรัพยากร 5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และ 6) การนิเทศติดตามและพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิว่าโปรแกรมมีความสอดคล้องกับนโยบายและบริบทการทำงานจริง มีความเหมาะสม มีประโยชน์ มีความเป็นไปได้ และมีแนวโน้มได้รับการยอมรับ


ผลการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามกรอบแนวคิด การใช้-ปรับแต่ง-สร้างสรรค์ ที่มีต่อความสามารถในการคิดเชิงระบบของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, จักกริช เทียมเมือง Jan 2024

ผลการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามกรอบแนวคิด การใช้-ปรับแต่ง-สร้างสรรค์ ที่มีต่อความสามารถในการคิดเชิงระบบของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, จักกริช เทียมเมือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงระบบของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามกรอบแนวคิดการใช้-ปรับแต่ง-สร้างสรรค์ และ 2) ศึกษาความสามารถในการคิดเชิงระบบของนักเรียน ตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 16 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัยแบบทดลองเบื้องต้น กลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบการคิดเชิงระบบและแบบประเมินแบบจำลองคอมพิวเตอร์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขนาดอิทธิพลและสถิติ Wilcoxon matched pairs signed-ranks และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาจากพฤติกรรมการสร้างแบบจำลองฯของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการคิดเชิงระบบของนักเรียนหลังเรียนด้วยกรอบแนวคิดการใช้-ปรับแต่ง-สร้างสรรค์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูง (Effect Size = 0.88) 2) กระบวนการคิดเชิงระบบของนักเรียนพัฒนาอย่างเป็นลำดับจากขั้น โดยแสดงพฤติกรรมที่สะท้อนถึงทักษะ 3 ด้าน ได้แก่ (1) การระบุการจัดระบบ นักเรียนวิเคราะห์องค์ประกอบของระบบและระบุความสัมพันธ์ในระบบย่อยอาหารได้ (2) การวิเคราะห์กระบวนการของระบบ นักเรียนวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ได้ และ (3) การสร้างแบบจำลองของระบบ นักเรียนออกแบบ และสร้างแบบจำลองใหม่ตามสถานการณ์ โดยวิเคราะห์สาเหตุและคาดการณ์ผลลัพธ์ตามการเปลี่ยนแปลงภายในระบบได้


ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ด้วยเกมเป็นฐานร่วมกับกลยุทธ์เสริมต่อการเรียนรู้ที่มีต่อความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย, ประนิดา ภูจอม Jan 2024

ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ด้วยเกมเป็นฐานร่วมกับกลยุทธ์เสริมต่อการเรียนรู้ที่มีต่อความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย, ประนิดา ภูจอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อน และหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมเสริมต่อการเรียนรู้เป็นฐาน 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างเรียนโดยใช้บอร์ดเกมเสริมต่อการเรียนรู้เป็นฐาน กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่กำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน 16 คาบ คาบละ 60 นาที มีการเก็บ รวบรวมข้อมูลโดยใช้ 1) แบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนและหลังเรียน โดยวัดความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเลขคณิตของคะแนนความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ระหว่างก่อนและหลังเรียนด้วยสถิติทดสอบทีแบบไม่อิสระต่อกัน (t-test) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) Quiz 1-8 โดยวัดความเปลี่ยนแปลงความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนหลังจบกิจกรรมแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเลขคณิตของคะแนนความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ผลจากการศึกษา พบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้บอร์ดเกมเสริมต่อการเรียนรู้เป็นฐาน มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไม่มีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และคะแนนความเปลี่ยนแปลงความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยรวมที่คะแนนสูงที่สุดคือความสามารถในการตีความ


การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทการนิเทศของครูพี่เลี้ยง, ศราวุธ รามศรี Jan 2024

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทการนิเทศของครูพี่เลี้ยง, ศราวุธ รามศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทการนิเทศของครูพี่เลี้ยง (2) เพื่อวิเคราะห์ผลของกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทของการนิเทศของครูพี่เลี้ยงที่มีผลต่อการพัฒนากรอบคิดติดยึดด้านการคิดออกแบบและสมรรถนะด้านการคิดออกแบบของนักศึกษาครู โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยในครั้งนี้ประกอบไปด้วย (1) เป้าหมายการวิจัย คือนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์จำนวน 2 กลุ่ม กลุ่มละ 4 คน โดยจะดำเนินการวิจัยกับนักศึกษาครูกลุ่มที่ 2 โดยการวิเคราะห์ข้อมูลผลของการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทการนิเทศของครูพี่เลี้ยง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบ 2. แบบวัดกรอบคิดติดยึดด้านการคิดออกแบบ และ 3. แบบประเมินสมรรถนะด้านการคิดออกแบบ ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทการนิเทศของครูพี่เลี้ยง มีการพัฒนาจากวงจรที่ 1 ไปวงจรที่ 2 ดังต่อไปนี้ ในขั้นที่ 1 จะเพิ่มกิจกรรมการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ในขั้นที่ 2 จัดกิจกรรมเปรียบเทียบว่าคำถามใดเป็นคำถามเปิดกว้างและคำถามใดเป็นคำถามไม่เปิดกว้าง ขั้นที่ 3 กิจกรรมฝึกตั้งเงื่อนไข “What if…” ขั้นที่ 4 จัดกิจกรรมการเชื่อมโยงแนวคิดแผนหน้าเดียว และขั้นที่ 5 ให้นักศึกษาครูนำกิจกรรมที่ออกแบบไว้ไปใช้ในห้องเรียนจริงของตนเอง และผลการประเมินกรอบคิดติดยึดด้านการคิดออกแบบของนักศึกษาครูหลังการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมกรคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทการนิเทศของครูพี่เลี้ยง นักศึกษาครูทั้ง 4 คนมีระดับกรอบคิดติดยึดด้านการคิดออกแบบเต็ม 15 คะแนนในทุกด้าน โดยส่วนของระดับสมรรถนะด้านการคิดออกแบบ ของนักศึกษาครูหลังการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดออกแบบของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ในบริบทการนิเทศของครูพี่เลี้ยง นักศึกษาครูทั้ง 4 คน มีสมรรถนะด้านการคิดออกแบบระดับดีเยี่ยมในทุกสมรรถนะ


การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการทดลองความเป็นจริงเสมือนเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กุลภัทร เอี่ยมธาราชัย Jan 2024

การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการทดลองความเป็นจริงเสมือนเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กุลภัทร เอี่ยมธาราชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แม้ว่าการทดลองจะมีความสำคัญต่อการพัฒนามโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่หัวข้อ แรง และการเคลื่อนที่ ยังมีข้อจำกัดของการทดลองจริงในชั้นเรียน ในด้านความคลาดเคลื่อนที่ทำให้ไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวล และความเร่งได้ งานวิจัยนี้จึงเป็นการวิจัยและพัฒนาที่มีเป้าหมายเพื่อ 1) พัฒนาสื่อนวัตกรรมการทดลองเสมือนจริง เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวล และความเร่ง และ 2) ศึกษาผลการพัฒนาระดับมโนทัศน์กับตัวอย่างนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการเรียน วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ จำนวน 14 คน โดยเลือกนักเรียนด้วยวิธีเลือกแบบอาสาสมัคร เครื่องมือในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ แบบสนทนากลุ่มผู้ใช้สื่อ แบบประเมินความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อ และแบบวัดมโนทัศน์แบบเลือกตอบสองระดับ จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า สื่อนี้มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมและสอดคล้องที่ 4.41 มีลักษณะเป็นการทดลองเสมือนจริงบนแอปพลิเคชันติดตั้งบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ร่วมกับอุปกรณ์สวมศีรษะเพื่อแสดงภาพ ใช้สถานการณ์การทดลองการเคลื่อนที่ของยานอวกาศ ในมุมมองแบบบุคคลที่ 2 ค่าจากการวัดมีความคลาดเคลื่อน 5% ที่ใกล้เคียงการทดลองจริงและสามารถสรุปผลการทดลองอย่างมีประสิทธิภาพ และสื่อนี้สามารถพัฒนาระดับมโนทัศน์ของนักเรียน โดยความถี่ของระดับมโนทัศน์ ไม่มีมโนทัศน์ (NU) และ มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน (SM) ลดลงร้อยละ 17.86 และ 8.33 ในขณะที่ระดับมโนทัศน์ มโนทัศน์ที่ถูกต้องบางส่วน (PU) และ มโนทัศน์ที่ถูกต้อง (SU) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.57 และ 22.62 ตามลำดับ


การพัฒนาชุดการเรียนการสอนบทสนทนาภาษาไทยระดับกลางโดยใช้ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมสำหรับนักศึกษาจีน, ธวรุตต์ จุลคีรี Jan 2024

การพัฒนาชุดการเรียนการสอนบทสนทนาภาษาไทยระดับกลางโดยใช้ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมสำหรับนักศึกษาจีน, ธวรุตต์ จุลคีรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง "การพัฒนาชุดการเรียนการสอนบทสนทนาภาษาไทยระดับกลางโดยใช้ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมสำหรับนักศึกษาจีน" นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการเรียนการสอนบทสนทนาภาษาไทยระดับกลางโดยใช้ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม และ 2) ศึกษาผลการใช้ชุดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา แบบแผนการวิจัยเป็นแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง ประชากร คือ นักศึกษาจีนที่เรียนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศระดับกลางในสถาบันอุดมศึกษาในกรุงเทพมหานครที่เปิดสอนภาษาไทยให้นักศึกษาจีน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักศึกษาจีนที่เรียนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศระดับกลางในสถาบันอุดมศึกษาในกรุงเทพมหานคร จำนวน 11 คน โดยใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและการทดลอง คือ ชุดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1) กิจกรรมการเรียนการสอน 4 ขั้น 2) วัตถุประสงค์การเรียนการสอน 3) สาระการเรียนรู้ 4) สื่อการเรียนการสอน 5) เกณฑ์การให้คะแนนความสามารถในการสนทนาภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศระดับกลาง 6) แบบประเมินท้ายหน่วยการเรียนรู้ 7) แผนการจัดการเรียนการสอน 8) แบบฝึกปฏิบัติและเฉลย 9) แบบทดสอบก่อนและหลังการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอน รวมทั้งมีคู่มือครูและคู่มือนักศึกษาหรือบัตรคำสั่งงานสำหรับการใช้งานชุดการเรียนการสอน และ 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถการพูดสนทนาภาษาไทยระดับกลางของนักศึกษาจีนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนฯ สูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนฯ


การจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยโดยใช้ปรบทเพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความเพลิดเพลินในการอ่านสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, โชคอำนวย เอี่ยมนเรพร Jan 2024

การจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยโดยใช้ปรบทเพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความเพลิดเพลินในการอ่านสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, โชคอำนวย เอี่ยมนเรพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาขั้นตอนการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยโดยใช้ปรบท และ 2) ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยโดยใช้ปรบท ที่มีต่อการอ่านเพื่อความเข้าใจและความเพลิดเพลินในการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษา การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ที่ศึกษาประสิทธิผลของขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ตัวอย่างวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเอกชนชายล้วนขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 52 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบวัดการอ่านเพื่อความเข้าใจและแบบวัดความเพลิดเพลินในการอ่านก่อนและหลังการทดลอง และเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยโดยใช้ปรบทที่พัฒนาขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยโดยใช้ปรบทเพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความเพลิดเพลินในการอ่านสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) ขั้นเตรียมการคัดเลือกบทอ่าน มีขั้นตอนย่อย คือ สำรวจความรู้เดิมของนักเรียน และ คัดเลือกปรบทที่สัมพันธ์กับบทอ่าน และ (2) ขั้นจัดการเรียนรู้ มีขั้นตอนย่อย คือ (2.1) การสร้างความสนใจ (2.2) การอ่านตัวบทหลัก (2.3) การอ่านปรบท และ (2.4) การสะท้อนเจตคติ และ 2) ผลการทดลองใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยโดยใช้ปรบทมีความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและความเพลิดเพลินในการอ่านสูงหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05