Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 481 - 510 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
Geomorphological Evolution Of The Mun River, Surin Province Northeastern Thailand, Chutiwat Sawangkit
Geomorphological Evolution Of The Mun River, Surin Province Northeastern Thailand, Chutiwat Sawangkit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
From 1973 to 2023, the Mun River in Surin Province, Thailand, underwent geomorphological evolution. This study examines changes in channel parameters to determine how human activity and natural processes affect river shape. This study measures changes in four important geomorphological parameters channel sinuosity, radius of curvature, channel width, and channel length by analyzing the data from C (ERT), satellite imagery, and topographic maps. A dynamic meandering process that has created oxbow lakes, neck and chute cut-offs, and other geomorphological features throughout time is visible on satellite photos. Significant morphological changes have been brought about, notably, by the building of dams, …
Does Fdi Affect The Hotel Room Rates In Yangon?, Khine Thu Thu
Does Fdi Affect The Hotel Room Rates In Yangon?, Khine Thu Thu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Using the hedonic pricing theory, this study investigates the relationship between Foreign Direct Investment (FDI) and hotel room rates in Yangon, Myanmar. Using a dataset of 168 hotels from Yangon, we examined how FDI influences hotel room rates for weekdays and weekends. Our analysis employs the Log-Linear OLS regression model, by using affiliation to a chain, size of hotels, hotel stars rating, service provided by the hotels, location of the hotels, presence of the online, and online customer review ratings on Agoda, Booking.com, Trip.com, and Expedia. We find that FDI has a positive correlation with hotel room rates in Yangon. …
อวัตถุศึกษาของแรงงานมัคคุเทศก์กับการสะสมทุนร่วมสมัย, นัสรอน สะอีดี
อวัตถุศึกษาของแรงงานมัคคุเทศก์กับการสะสมทุนร่วมสมัย, นัสรอน สะอีดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเป็นอวัตถุของแรงงานมัคคุเทศก์ และแรงงานเสี่ยงของมัคคุเทศก์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยชี้ให้เห็นถึงการสะสมทุนในศตวรรษที่ 21ที่ส่งผลกระทบต่อแรงงานมัคคุเทศก์กลุ่มนี้ ผ่านการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษา จากการสำรวจเอกสาร และการลงพื้นที่เก็บข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งมีโครงสร้างจาก ผู้ให้สัมภาษณ์ที่เป็นแรงงานมัคคุเทศก์ทั้งหมดจำนวน 10 คน ผลการศึกษา พบว่า แรงงานมัคคุเทศก์เป็นแรงงานอวัตถุ เนื่องจากต้องใช้ความคิด อารมณ์ และความรู้สึกในการสร้างมูลค่าให้กับผลงานผ่านการเล่าเรื่องราว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ สร้างการรับรู้สร้างอารมณ์และความรู้สึกที่น่าจดจำให้กับนักท่องเที่ยว ยิ่งไปกว่านั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้พยายามอธิบายว่ามัคคุเทศก์เป็นแรงงานอวัตถุที่ใช้ทักษะประเภทหนึ่ง ในการทำงานมากกว่าอาชีพอื่นเป็นพิเศษ คือการใช้อารมณ์ในการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นกระบวนการในการจัดการอารมณ์และการแสดงออกเพื่อตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของงานนำเที่ยว นอกจากนี้ ค้นพบว่าแรงงานมัคคุเทศก์ต้องเผชิญกับสถานะแรงงานเสี่ยงเช่นเดียวกัน โดยศึกษาจากลักษณะของการทำงานนำเที่ยว ทั้งในด้านของงานที่มีลักษณะชั่วคราว งานที่ไม่มีความแน่นอน งานที่ขาดความมั่นคงและขาดสวัสดิการ จากการศึกษาในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงวิถีการทำงาน การจ้างงาน และผลกระทบของแรงงานมัคคุเทศก์ท่ามกลางการสะสมทุนร่วมสมัย ทำให้มัคคุเทศก์อยู่ในสภาวะงานเสี่ยงที่ไม่สามารถ มีความมั่นคง และมองเห็นอนาคตตนเอง อันจะเป็นความเสี่ยงในเชิงการยกระดับมาตรฐาน ในคุณภาพชีวิตและการดำรงชีวิตของมัคคุเทศก์
ผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด - 19 ต่อพฤติกรรมการเล่นพนันในกลุ่มนักพนันชาวไทย, สุรางคนางค์ อยู่เย็น
ผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด - 19 ต่อพฤติกรรมการเล่นพนันในกลุ่มนักพนันชาวไทย, สุรางคนางค์ อยู่เย็น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเล่นพนันของนักพนันชาวไทยในช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเป็นนักพนันที่มีปัญหา ตลอดจนศึกษาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อการเป็นนักพนันที่มีปัญหาของนักพนันชาวไทยด้วย โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจของโครงการศึกษาสถานการณ์ และผลกระทบการพนันในประเทศไทยประจำปี พ.ศ. 2562 และปี พ.ศ. 2564 ที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้ข้อมูลที่แสดงถึงความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระดับจังหวัดจากประกาศคำสั่งการกำหนดเขตพื้นที่ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงใช้ข้อมูลจังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และข้อมูลจำนวนสถานีตำรวจของแต่ละจังหวัดจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ Logistic Regression Model ร่วมกับเทคนิค Difference in Differences (DID) ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการเล่นพนันของนักพนันชาวไทยในช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีลักษณะใกล้เคียงกัน ทั้งในแง่ของความถี่ในการเล่น จำนวนเงินวางเดิมพัน ประเภทของการพนันซึ่งการพนันที่นิยมเล่น คือ สลากกินแบ่งรัฐบาล และนักพนันส่วนใหญ่ถูกประเมินว่าเป็นนักพนันที่มีความเสี่ยงปานกลางที่จะเป็นนักพนันที่มีปัญหา สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าจะเป็นในการเป็นนักพนันที่มีปัญหาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ เขตที่พักอาศัย จังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน และจำนวนสถานีตำรวจ นอกจากนี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลให้ความน่าจะเป็นในการเป็นนักพนันที่มีปัญหาลดลงในระดับประเทศ แต่เมื่อพิจารณาในระดับจังหวัด พบว่า นักพนันที่อยู่ในจังหวัดที่มีความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากกว่ามีความน่าจะเป็นในการเป็นนักพนันที่มีปัญหาสูงกว่านักพนันที่อยู่ในจังหวัดที่มีความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 น้อย อาจเนื่องมาจากนักพนันเหล่านั้นมักได้รับผลกระทบที่ทำให้มีปัญหาจากการเล่นพนันที่สูงกว่า เช่น เกิดความเครียด มีปัญหาเรื่องสุขภาพ และประสบปัญหาทางด้านการเงินจากการเล่นพนันที่มากกว่าด้วย ซึ่งปัญหาในกลุ่มของนักพนันที่มีปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขประเภทหนึ่งที่ต้องได้รับการแก้ไข ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำหน้าที่ออกนโยบายเพื่อควบคุมหรือบรรเทาปัญหาในกลุ่มนักพนันที่มีปัญหา เช่น จัดตั้งหน่วยงานบำบัดผู้เป็นนักพนันที่มีปัญหาหรือทำการออกนโยบายควบคุมการเข้าถึงการเล่นพนันในสังคม
The Kathina Robe Offering Festival In Myanmar: Unveiling Social Dynamics And Cultural Identity, May Zin Nyunt
The Kathina Robe Offering Festival In Myanmar: Unveiling Social Dynamics And Cultural Identity, May Zin Nyunt
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research paper examines the Kathina Robe Offering Festival in Myanmar, a major cultural and religious event that has plays an important role in building social cohesion, preserving cultural identity, and perpetuating Buddhist beliefs. Anchored in the Theravada Buddhist practices of generosity (dana), merit-making, and rejoicing, the Kathina Festival is a significant expression of communal and religious values in Myanmar's diverse society. This study aims to identify the multi-faceted role played by the Kathina festival in urban and regional perspectives, and it explains how it is used to create community cohesiveness in Yangon, or how local cultural nuances differ from …
Improving Question Answering Retrieval System Through Multi-Result Ranking Model, Danupat Khamnuansin
Improving Question Answering Retrieval System Through Multi-Result Ranking Model, Danupat Khamnuansin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Recent trends in various industries involve integrating artificial intelligence (AI) systems to enhance operational efficiency. Among these advancements, AI-supported question-answering (QA) systems have gained significant attention. These systems typically employ a two-stage process, integrating QA system capabilities with Information Retrieval (IR) methods. The introduction of the Retrieval Question Answering (ReQA) has further refined this process, offering a more practical solution, aiming to improve real-world applicability. Considering the wide availability of diverse QA retrieval models, employing a combination of multiple systems presents as a viable solution. However, the approach to combining QA retrieval systems remains relatively limited. We propose a method …
Exploring The Enablers And Barriers Of Stakeholder's Collaboration Of Maas Platform: A Case Study Of Bangkok, Sirawit Chinvanichai
Exploring The Enablers And Barriers Of Stakeholder's Collaboration Of Maas Platform: A Case Study Of Bangkok, Sirawit Chinvanichai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigates the implementation of Mobility as a Service (MaaS) to address fragmented transport services in Bangkok, focusing on identifying enablers, barriers, and concerns for MaaS adoption while quantifying evaluation criteria to determine the most suitable MaaS model. A mixed-methods approach was employed, beginning with a literature review to identify initial enablers and barriers, which were refined through expert meetings. Semi-structured interviews with 14 experts provided deeper insights into Bangkok’s transport context and potential MaaS models, while an AHP survey involving 12 experts quantified and prioritized the evaluation criteria. The findings highlight the roles and responsibilities of MaaS application …
วิธีปฏิบัติของครูในการส่งเสริมความคิดเกี่ยวกับตนเองของเด็กวัยอนุบาลในกรุงเทพมหานคร, ปัญชญา แก้วมาลัยรัตน์
วิธีปฏิบัติของครูในการส่งเสริมความคิดเกี่ยวกับตนเองของเด็กวัยอนุบาลในกรุงเทพมหานคร, ปัญชญา แก้วมาลัยรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาวิธีปฏิบัติของครูในการส่งเสริมความคิดเกี่ยวกับตนเองของเด็กวัยอนุบาลในกรุงเทพมหานครใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเป็นแบบอย่างการมีความคิดที่ดีเกี่ยวกับตนเอง 2) ด้านการชี้แนะมุมมองที่ดีเกี่ยวกับตนเอง และ 3) ด้านการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความสำเร็จ ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 1-3 จำนวน 445 คน จากโรงเรียนในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำแนกตามสังกัด ได้แก่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า วิธีปฏิบัติของครูในการส่งเสริมความคิดเกี่ยวกับตนเองของเด็กวัยอนุบาล ในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (M = 4.14) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนการปฏิบัติสูงที่สุด คือ ด้านการชี้แนะมุมมองที่ดีเกี่ยวกับตนเอง (M = 4.28) รองลงมาคือ ด้านการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความสำเร็จ (M = 4.08) และด้านการเป็นแบบอย่างการมีความคิดที่ดีเกี่ยวกับตนเอง (M = 4.05) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า 1) ด้านการเป็นแบบอย่างการมีความคิดที่ดีเกี่ยวกับตนเอง ครูมีการปฏิบัติอยู่ที่ระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงที่สุด คือ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น (M = 4.30) โดยครูส่วนใหญ่ชื่นชมการกระทำที่ดีของตนเองให้เด็กฟังด้วยการเล่าเกี่ยวกับการกระทำที่ดีของตนเองในการทำกิจวัตรประจำวัน การช่วยเหลือผู้อื่น หรือลักษณะนิสัยที่ดีของตนเอง อุปสรรคที่พบคือ เด็กมักจะเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของคนรอบตัวและนำไปใช้กับคนอื่น แนวทางแก้ไขคือ ครูควรพูดคุยกับผู้ปกครองเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในห้องเรียนเพื่อสอบถามถึงสาเหตุและขอความร่วมมือในการช่วยปรับพฤติกรรมเด็ก รวมถึงระมัดระวังการแสดงพฤติกรรมทั้งของตนเองทั้งในและนอกห้องเรียน 2) ด้านการชี้แนะมุมมองที่ดีเกี่ยวกับตนเอง ครูมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนการปฏิบัติสูงที่สุด คือ การสอนเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่น (M = 4.61) โดยครูส่วนใหญ่ให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับผลงานของเด็ก ด้วยการนำผลงานของเด็กให้ผู้อื่นชื่นชม บอกสิ่งที่ดีในผลงานของเด็กและให้คำแนะนำเพิ่มเติมโดยไม่นำไปเปรียบเทียบกับคนอื่น อุปสรรคที่พบคือ เด็กในห้องเรียนมีระดับความสามารถแตกต่างกัน แนวทางแก้ไขคือ ครูต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ธรรมชาติของเด็กและใช้วิธีการชี้แนะที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน 3) ด้านการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความสำเร็จ พบว่า ครูมีการปฏิบัติอยู่ที่ระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนการปฏิบัติสูงที่สุดคือ การกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้า (M …
การพัฒนาการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูโดยใช้การวิเคราะห์รูปแบบลำดับและการตัดสินใจแบบพิจารณาหลายเกณฑ์, กณิชชา ศิริศักดิ์
การพัฒนาการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูโดยใช้การวิเคราะห์รูปแบบลำดับและการตัดสินใจแบบพิจารณาหลายเกณฑ์, กณิชชา ศิริศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ความรอบรู้ทางการเงินเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่รวมถึงนิสิตครูในด้านการจัดการการตัดสินใจทางการเงินที่ซับซ้อน เครื่องมือแบบโต้ตอบ เช่น การ์ดเกมทางการศึกษา เป็นวิธีการที่ดีในการสร้างทักษะเหล่านี้ การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งค้นหาวิธีการในการออกแบบการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลในกลุ่มนิสิตครู มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ระดับความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครู 2) พัฒนาต้นแบบการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครู 3) วิเคราะห์รูปแบบลำดับและการตัดสินใจแบบพิจารณาหลายเกณฑ์ของนิสิตครูระหว่างการเล่นการ์ดเกม และ 4) เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงระดับความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัล ระหว่างนิสิตครูที่เรียนผ่านโมดูลออนไลน์กับนิสิตครูที่เล่นการ์ดเกม โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ในระยะที่ 1 เป็นการพัฒนาแบบวัดความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูผ่านการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและการศึกษาเอกสารงานวิจัย ตรวจสอบคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหา ความเที่ยง และความตรงเชิงโครงสร้าง จากนั้น นำไปใช้ในการวิเคราะห์ระดับความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนสามทาง ในระยะที่ 2 ได้นำผลจากการสัมภาษณ์กลุ่มนิสิตประกอบกับผลในระยะที่ 1 มาพัฒนาต้นแบบการ์ดเกมและนำไปทดลองกับนิสิตครูจำนวน 36 คน โดยใช้การวิเคราะห์รูปแบบลำดับและการตัดสินใจแบบพิจารณาหลายเกณฑ์ รวมทั้งเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของระดับความรอบรู้ของนิสิตครูที่เล่นการ์ดเกมและนิสิตครูที่เรียนผ่านโมดูลออนไลน์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. พบปฏิสัมพันธ์รายคู่ระหว่างประเภทมหาวิทยาลัยและกลุ่มสาขาวิชา (F(2)= 3.736, p= .025, Partial eta squared= .02) โดยค่าเฉลี่ยระดับความรอบรู้ทางการเงินของนิสิตครูที่เรียนในกลุ่มสาขาวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาขาอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยราชภัฎสูงกว่ามหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ 2. ต้นแบบการ์ดเกมมีหลักการออกแบบสำคัญคือ 2.1) ครอบคลุมองค์ประกอบความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัล 2.2) มีการแข่งขันระหว่างผู้เล่น 2.3) นำประสบการณ์เดิมมาปรับใช้ในการตัดสินใจ 2.4) เรียนรู้จากเรื่องที่ง่ายไปสู่เรื่องที่ซับซ้อน 2.5) มีเป้าหมายย่อยภายในเกม และ 2.6) การออกแบบลักษณะและส่วนประกอบของการ์ดที่เหมาะสม ผู้เล่นที่ชนะเกมคือผู้ที่สามารถบริหารจัดการทรัพย์สินได้ดีและมีทรัพย์สินมากที่สุดเมื่อจบเกม 3. รูปแบบลำดับที่ผู้เล่นที่ชนะเกมเลือกใช้มากที่สุดมี 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่ 1 กระจายความเสี่ยง รูปแบบที่ 2 แบบเน้นสกุลเงินดิจิทัล และรูปแบบที่ 3 แบบเน้นกลุ่มเสี่ยงปานกลางและสูง โดยประเภทรูปแบบลำดับที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการเงินดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ รูปแบบที่ 1 กระจายความเสี่ยง 4. คะแนนพัฒนาการความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูที่ได้เล่นการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลสูงกว่ากลุ่มที่เรียนโมดูลออนไลน์
การสังเคราะห์แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคสำหรับนักเรียนประถมศึกษา, กรองทอง โตวรวิรัตน์
การสังเคราะห์แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคสำหรับนักเรียนประถมศึกษา, กรองทอง โตวรวิรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการดำเนินชีวิตนั้นทุกคนต้องประสบกับปัญหา หรืออุปสรรค ความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาทักษะชีวิตของนักเรียนให้เติบโตพร้อมจะฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพ และปัญหาในการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคสำหรับนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อสังเคราะห์แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคสำหรับนักเรียนประถมศึกษา ใช้การวิจัยเชิงผสานวิธี โดยใช้แบบสำรวจสภาพ และปัญหา การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 856 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสำรวจสภาพ และปัญหาในการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคสำหรับนักเรียนประถมศึกษา เป็นลักษณะแบบประมาณค่า 5 ระดับ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพ และปัญหาการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคสำหรับนักเรียนประถมศึกษาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตร ด้านสภาพแวดล้อม และบรรยากาศการเรียนรู้ ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการวัด และประเมินผล มีสภาพในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก แต่มีปัญหาในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับปานกลาง 2) แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคสำหรับนักเรียนประถมศึกษา ประกอบไปด้วย ด้านหลักสูตร (1) การวิเคราะห์หลักสูตรโรงเรียน และ (2) การบูรณาการความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคเข้ากับตัวหลักสูตร ด้านสภาพแวดล้อม และบรรยากาศการเรียนรู้ (1) สร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ที่เหมาะสม และ (2) การจัดสภาพห้องเรียน และ (3) การทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างโรงเรียน ครู และผู้ปกครอง ด้านการจัดการเรียนรู้ (1) การวางแผนการจัดการเรียนรู้ (2) การวิเคราะห์นักเรียน และ (3) การดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรค และด้านการวัด และประเมินผล (1) การจัดทำเอกสารแนวทางในการวัด และประเมินผล (2) กระบวนการวัด และประเมินผลนักเรียนหลากหลายรูปแบบ และ (3) การติดตามความก้าวหน้า
การประเมินความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21, ขนิษฐา นิ่มดำ
การประเมินความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21, ขนิษฐา นิ่มดำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษา 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของครูสุขศึกษา ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาของครูสุขศึกษา ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูสุขศึกษาในโรงเรียน สังกัด สพฐ. จำนวน 252 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์จัดลำดับความสำคัญ โดยใช้สูตร Priority Needs Index แบบปรับปรุง (PNImodified) และการศึกษาแนวทางการวิจัย โดยใช้หลักการแนวคิดของความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษาด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา ในภาพรวมจัดอยู่ในระดับปานกลางถึงน้อยทุกด้าน ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในภาพรวมจัดอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 2) ความต้องการจำเป็นของครูสุขศึกษา ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษา มีดัชนีความต้องการจำเป็นในทุกด้าน โดยด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา มีความจำเป็นมากที่สุด (PNImodified= 0.72) ขณะที่ด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา มีความจำเป็นน้อยที่สุด (PNImodified= 0.51) และ 3) แนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษาในภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงตามลำดับ พบว่าความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ลำดับแรกคือ ด้านสาระการเรียนรู้เพศศึกษา รองลงมาคือ ด้านวัตถุประสงค์การจัดการเรียนรู้เพศศึกษาด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา ด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา ด้านหลักการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา และด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา ตามลำดับ
รูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, นันทนา บุตรดาเคน
รูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, นันทนา บุตรดาเคน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการรูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบเทคโนโลยี สนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย และ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการรูปแบบ เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ผู้วิจัยคัดเลือกตัวอย่างจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) ได้แก่ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรุงเทพมหานคร ที่จัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 384 คน จากการคำนวณด้วยสูตรของ Cochran (1977) และตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้รูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposing sampling) ได้แก่ นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมทางตลิ่งชัน สำนักงานเขตตลิ่งชัน จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการรูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย 2) แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญแบบมีโครงสร้าง 3) แบบประเมิน รูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย 4) แนวทางการใช้รูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย 5) เกณฑ์การประเมินการรู้ดิจิทัลของนักเรียนแบบรูบริค และ 6) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของตัวอย่างที่ใช้การวิจัยโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์สภาพและความต้องการโดยใช้ดัชนีความสำคัญของลำดับความต้องการจำเป็นหรือ Modified Priority Needs Index: PNImodified และ 3) วิเคราะห์การรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย โดยใช้ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way Repeated Measure ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) สภาพและความต้องการรูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งฯ แบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านกระบวนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัล 2) รูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งฯ ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) Learner and Instructor 2) Learning Environment and Support …
Optimization Of Energy From Building Integrated Photovoltaic Of High-Rise Buildings In Thailand, Min Khant
Optimization Of Energy From Building Integrated Photovoltaic Of High-Rise Buildings In Thailand, Min Khant
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This project is to find the method to optimize the energy from Building Integrated Photovoltaic System in high rise building. Firstly, the solar irradiance potential of vertical surfaces of high-rise building is analyzed in Bangkok, Thailand. With these irradiance values, the optimal size and placement of BIPV module on east, west and south façades of the building is analyzed in order to minimize the building energy usage from the electricity grid. The BIPV system is optimized using the Genetic Algorithm Optimization method in MATLAB. The output results include the optimal surface area used by BIPV module in east, west and …
Pit Design And Mine Planning Of Nong Wa Sub-Basin, Sin Pun Coal Deposit, Southern Thailand, Gbenga Timilehin Adewumi
Pit Design And Mine Planning Of Nong Wa Sub-Basin, Sin Pun Coal Deposit, Southern Thailand, Gbenga Timilehin Adewumi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Nong Wa is a sub-basin located within the Sin Pun coal deposit, which has no history of mining activities. This study focused on the planning and design of the sub-basin pit, potentially paving the way for future mining operations in the region. The objective of the research was to evaluate the economic viability of coal extraction and to develop an optimized pit to maximize resource recovery. To achieve this objective, a coal seam model of the deposit was created using advanced modeling software such as AutoCAD and MineSight. The seam model was used to design the ultimate pit, pushback, and …
Development Of Pesticide Labeling Literacy Scale In Thai Rice Farmer, Phiranut Saeneewong Na Ayuttaya
Development Of Pesticide Labeling Literacy Scale In Thai Rice Farmer, Phiranut Saeneewong Na Ayuttaya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research was designed as a mixed methods study that aimed to 1) develop and validate a pesticide labeling literacy scale for Thai rice farmers. and 2) evaluate the pesticide labeling literacy level by using the scale development among 400 Thai rice farmers in the central region of Pathum Thani, Chachoengsao, Suphan Buri, Nakhon Sawan, Chi Nat, Sing Buri, Uthai Thani, and Phra Nakhon Si Ayutthaya. The population was selected using a simple random sampling method. Descriptive statistics were used to analyze the general information of rice farmers. The factor analysis of the pesticide labeling literacy scale components (all 5 …
Kukrit Pramoj's Four Reigns As World Literature: Translation And The Worlding Of Siam, Nuttapong Boonyasri
Kukrit Pramoj's Four Reigns As World Literature: Translation And The Worlding Of Siam, Nuttapong Boonyasri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
While contemporary world literature theories encourage the global circulation of national literatures, the full potential of the term “world”in world literature, as argued by Cheah (2016), remains underemphasized. Normative forces such as teleological time and worlding influence how national literatures are received globally. This paper argues that MR Kukrit Pramoj’s Four Reigns (1981) offers an alternative reading through Cheah’s (2016) concept of world literature, positioning the novel as a contestation of European teleological time. As the novel transcends its geographical and cultural origins, the transformative potential of translation reshapes the normative forces influencing its global reception. This study examinesthe worlding …
การศึกษาบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม, อัมรินทร์ อรัญญกานนท์
การศึกษาบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม, อัมรินทร์ อรัญญกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงบรรยาย เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 18 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าแนวโน้มความสำคัญของบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม และขั้นที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันคำตอบ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยควอไทล์อีกครั้ง เพื่อสรุปเป็นบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม ประกอบด้วย 6 บทบาท จำนวน 87 ข้อรายการ ดังนี้ 1) ด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม จำนวน 40 ข้อ 2) ด้านผู้สอนและให้คำปรึกษา จำนวน 11 ข้อ 3) ด้านผู้ประสานงานและสื่อสาร จำนวน 7 ข้อ 4) ด้านผู้จัดการความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยง จำนวน 10 ข้อ 5) ด้านผู้พัฒนาคุณภาพการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยไตเทียม จำนวน 12 ข้อ และ6) ด้านผู้สร้างและใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี จำนวน 7 ข้อ
Distribution Pattern And Risk Factors Of Foot And Mouth Disease Outbreaks In Java Island, Indonesia, Virgilius Martin Kelake Kedang
Distribution Pattern And Risk Factors Of Foot And Mouth Disease Outbreaks In Java Island, Indonesia, Virgilius Martin Kelake Kedang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Indonesia experienced new outbreaks of foot and mouth disease (FMD) in 2022 after being officially free from the disease for several decades. The outbreak started in April 2022 in East Java and rapidly spread to many regions in Indonesia. This study aimed to investigate the distribution pattern and risk factors associated with the FMD outbreaks in Java Island, Indonesia, from 2022 to 2023. Descriptive, spatial, spatiotemporal, and risk factor analyses were employed to examine the outbreak dynamics and contributing factors. The results indicated that the outbreaks were distributed across the island, with East Java being the most affected region. The …
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปออนไลน์, ชิดชนก เดชทองพงษ์
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปออนไลน์, ชิดชนก เดชทองพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ซอฟต์แวร์โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปออนไลน์หลังจากผ่านช่วงโควิด-19 ก็ได้รับความนิยมและใช้งานกันมากขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งสัดส่วนการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นนั้นส่วนใหญ่เป็นการใช้ซอฟต์แวร์ของผู้ผลิตต่างประเทศ เนื่องจากมีฟังก์ชั่นที่ตอบสนองตรงตามความต้องการมากกว่า และถึงแม้รัฐบาลไทยจะมีการออกมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และมาตรการค่าใช้จ่ายซอฟต์แวร์ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าแล้ว แต่ก็มีเงื่อนไขการเข้าร่วมรับการส่งเสริมบางประการที่เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปออนไลน์บางรายจากการศึกษาพบว่า มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี ซึ่งธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ในช่วงแรกจะยังไม่มีกำไรเพื่อเสียภาษีทำให้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการนี้เท่าที่ควร ซึ่งเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดคือ การกำหนดเงินทุนเงินลงทุนขั้นต่ำจากค่าจ้างสะสม 1,500,000 บาทต่อปีนับจากหลังยื่นของการส่งเสริม และมาตรการค่าใช้จ่ายซอฟต์แวร์ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ส่วนนี้ก็เป็นมาตรการแต่ละช่วงเท่านั้นมีการกำหนดอายุ ซึ่งล่าสุดจะต้องซื้อช่วงปี 2564 – ปี 2565 เท่านั้น จึงทำให้การสนับสนุนดังกล่าวไม่ต่อเนื่องดังนั้น ประเทศไทยควรมีการปรับปรุงมาตรการและประโยชน์ทางภาษีให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการภาษี โดยการนำมาตรการต่างประเทศมาปรับใช้เพื่อช่วยลดความเสี่ยง ลดต้นทุนการพัฒนา ซอฟต์แวร์โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปออนไลน์ของประเทศไทยให้ตรงตามความต้องการต่อการใช้งานได้มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนในอนาคต
การศึกษาแนวทางในการกำหนดหน้าที่ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีให้มีหน้าที่รายงานธุรกรรมต้องสงสัยในร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 : ศึกษาเปรียบเทียบประเทศนิวซีแลนด์และประเทศสิงคโปร์, ถวิกา สุภาษิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีมีหน้าที่ในการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ซึ่งเป็นมาตรฐานของ FATF ที่ประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติในเรื่องดังกล่าวและจากการประเมินตามมาตรฐานของ FATF โดย APG ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกนั้นแนะนำให้ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดหน้าที่ดังกล่าวให้กับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีเป็นผู้มีหน้าที่รายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยขึ้นมาและได้มีการให้ทางสภาวิชาชีพบัญชีให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวว่าการกำหนดหน้าที่ให้เป็นผู้มีหน้าที่รายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีนั้นยังคงมีปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มภาระที่เกินขอบเขต การไม่มีแนวทางในการพิจารณาลักษณะธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย การขัดต่อจรรยาบรรณทางวิชาชีพในเรื่องการรักษาความลับของลูกค้า และการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติมาตรา 89/25 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ทำให้การกำหนดหน้าที่ดังกล่าวยังไม่สามารถบังคับใช้ในประเทศไทย จากปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวทำให้มีการศึกษาแนวทางจาก FATF รวมทั้งแนวทางในต่างประเทศ โดยเอกัตศึกษาฉบับนี้ได้ศึกษาแนวทางจากประเทศนิวซีแลนด์และประเทศสิงคโปร์ที่มีการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องนี้แล้ว และทั้งสองประเทศดังกล่าวเป็นสมาชิกทั้ง FATF และ APG จึงมีแนวทางที่เป็นตามมาตรฐานสากลที่สามารถนำมาศึกษาเพื่อปรับใช้กับการกำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีเป็นผู้มีหน้าที่รายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากผลการศึกษาจากแนวทางในต่างประเทศพบว่า หน่วยงานกำกับดูแลได้มีการจัดทำแนวทางในการปฏิบัติตามกฎหมายการฟอกเงินสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี จึงเสนอให้ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินควรมีการจัดทำแนวทางปฏิบัติในการทำหน้าที่เป็นผู้มีหน้าที่รายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยและหน้าที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี โดยมีการกำหนดลักษณะธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยเพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีเป็นแนวทางในการพิจารณาลักษณะธุรกรรมที่ต้องมีการรายงานกับทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นอกจากนี้เสนอให้มีมาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อช่วยลดอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มธุรกิจเพื่อแบ่งปันข้อมูลในการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงของลูกค้า การจัดอบรมให้กับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี และการนำเทคโนโลยีมาใช้โดยมีการพัฒนาเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวสามารถเป็นแนวทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินใช้ในการปรับปรุงการกำหนดหน้าให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีเป็นผู้มีหน้าที่ในการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยที่เหมาะสมกับประเทศไทย
การทบทวนงานเร่ขายสินค้าภายใต้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560, พัศภัสสรณ์ สิริทองสาคร
การทบทวนงานเร่ขายสินค้าภายใต้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560, พัศภัสสรณ์ สิริทองสาคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงหลักการความเป็นมาและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับงานเร่ขายสินค้าซึ่งเป็นอาชีพสงวนของคนไทย โดยการปรับให้งานเร่ขายสินค้าหลุดพ้นจากบัญชีหนึ่ง งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในปัจจุบันในการนี้งานเร่ขายสินค้าอยู่คู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนานและเป็นอาชีพที่สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับประเทศไทยจากการขายอาหารข้างทาง ริมถนน หรือทางเท้า ในชื่อที่เรียกกันว่า Street Food ซึ่งเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องจากทั่วโลกและถือเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมทางอาหารอีกด้วยจากการศึกษากฎหมายของต่างประเทศพบว่า เงื่อนไขในการประกอบอาชีพงานเร่ขายสินค้าใช้ระบบใบอนุญาตและมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพงานเร่ขายสินค้า ผู้วิจัยจึงเสนอแนะแนวทางนี้ เพื่อให้ งานเร่ขายสินค้าหลุดออกจากบัญชี 1 ของอาชีพสงวนที่ห้ามให้คนต่างด้าวทำเด็ดขาด เปลี่ยนมาเป็นให้คนต่างด้าวทำได้โดยการใช้ระบบใบอนุญาตการประกอบอาชีพนั้นมีประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยเป็นอย่างมากรวมทั้งด้านความมั่นคงของประเทศที่จะสามารถตรวจสอบและควบคุมจำนวนคนต่างด้าวที่เข้าประเทศและการที่ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบอาชีพงานเร่ขายสินค้าและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตอีกด้วย แต่ทั้งนี้จะต้องมีการออกกฎหมายที่เข้มงวดและรัดกุมเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมาย
มาตรการทางภาษีเพื่อควบคุมการเก็งกำไรจากการเข้าถือครองอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุดของคนต่างชาติ, เพชรนภา ชาตะมีนา
มาตรการทางภาษีเพื่อควบคุมการเก็งกำไรจากการเข้าถือครองอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุดของคนต่างชาติ, เพชรนภา ชาตะมีนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การที่พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้าถือครองกรรมสิทธิ์ใน ห้องชุดได้ แต่ไม่มีมาตรการทางภาษีที่เหมาะสมเพื่อควบคุมแรงจูงใจในการเก็งกำไรของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับราคาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยของไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จึงเป็นโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้าเก็งกำไรในห้องชุดจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาห้องชุดในพื้นที่ที่ชาวต่างชาติประสงค์จะเก็งกำไรนั้นปรับตัวสูงขึ้นจนเกินความสามารถที่คนไทยจะซื้อได้ อุปสงค์ภายในประเทศจึงลดลง แต่ราคาของห้องชุดกลับไม่มีการปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด เพราะนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้เล็งเห็นโอกาสจากกำลังซื้อและจำนวนอุปสงค์ของคนต่างชาติ จึงไม่ได้มีการปรับราคาห้องชุดให้เหมาะสมกับคนไทยและยังมีการพัฒนาโครงการอาคารชุดใหม่ ๆ มาอย่างต่อเนื่องยิ่งไปกว่านั้น มาตรการนี้ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมใกล้เคียงอย่างอุตสาหกรรมโรงแรมจาก การที่นักลงทุนต่างชาติให้เช่าห้องชุดแบบรายวันและรายเดือนในราคาที่ถูกกว่า ทำให้โรงแรมในบริเวณโดยรอบมีลูกค้าน้อยลงและได้รับรายได้น้อยลง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อนิติบุคคลอาคารชุด และผู้ที่อยู่อาศัยในอาคารชุดนั้น ๆ จากการไม่จ่ายชำระค่าส่วนกลาง หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎ ข้อบังคับของการอยู่อาศัยร่วมกันในอาคารชุด รวมถึงกรณีการนำห้องชุดไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ซึ่งสร้างความไม่สงบเรียบร้อยในสังคมอีกด้วยเอกัตศึกษาฉบับนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาปัญหาจากการเก็งกำไรในห้องชุดของนักลงทุนต่างชาติ มาตรการทางภาษีที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย และมาตรการทางภาษีที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศ ได้แก่ รัฐออนแทริโอ ประเทศแคนาดา ประเทศสิงคโปร์ และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงกฎหมายและหาแนวทางแก้ไขปัญหาการเก็งกำไรของต่างชาติในตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทห้องชุดในประเทศไทยจากการศึกษา ผู้เขียนพบว่า การเข้าถือครองอสังหาริมทรัพย์ประเภทห้องชุดของคนต่างชาติโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็งกำไรนี้ ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อคนไทยที่ต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยซึ่งมีการจ่ายภาษีจากการอุปโภคและบริโภคในไทย และธุรกิจโรงแรมของไทยที่มีการจ่ายภาษีจากเงินได้ที่เกิดขึ้น เพราะ นักลงทุนต่างชาติไม่ได้เข้ามาอุปโภคและบริโภคในไทย รวมถึงเงินได้ที่เกิดจากการให้เช่ารายวันและรายเดือนนั้นมักไม่ได้นำมายื่นจ่ายชำระภาษีในไทย นอกจากนี้ มาตรการทางภาษีที่มีอยู่ของไทยในปัจจุบันนั้นสร้างภาระภาษีให้กับนักลงทุนต่างชาติในอัตราที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศทั้ง 3 ประเทศที่ได้ทำการศึกษา ซึ่งมี การกำหนดภาระภาษีพิเศษให้กับต่างชาติที่เข้ามาซื้อที่อยู่อาศัยในอัตราระหว่างร้อยละ 7.5 – 60 ของราคาตลาด ตามความรุนแรงของปัญหาการเก็งกำไรของต่างชาติในแต่ละประเทศ ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นควรว่าต้องมีการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมจากคนต่างชาติที่เข้ามาซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย โดยกำหนดให้มีการจัดเก็บอากรแสตมป์เพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ ออกเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลรัษฎากร โดยกำหนดเพิ่มเป็นหมวดที่ 8 ของภาษีตามประมวลรัษฎากร จัดเก็บกับบุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทยหรือไม่ใช่ผู้ที่ได้รับสถานะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทย โดยบุคคลเหล่านี้ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเมื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่ที่กำหนดในประเทศไทย และจ่ายชำระพร้อมกับที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยที่กรมที่ดิน โดยกำหนดอัตราภาษีให้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 – 25 ซึ่งถือเป็นอัตราภาษีที่ไม่สูงเกินไปจนเป็นการกีดกันการเข้าถึงของต่างชาติ และไม่ต่ำเกินไปจนไม่ส่งผลกระทบต่อ การตัดสินใจของนักลงทุน รวมถึงมีข้อยกเว้นทางภาษีให้กับผู้ที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศในกรณีที่บุคคลนั้นได้รับการคุ้มครองโดยรัฐตามกฎหมายคุ้มครองผู้ลี้ภัย หรือเป็นคู่สมรสของประชาชนไทย และต่างชาติกลุ่มที่มีศักยภาพสูง 4 กลุ่มที่เข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศผ่านวีซ่าประเภท Long-Term Resident Visa หรือ LTR Visa ให้สามารถซื้อที่อยู่อาศัยโดยเสียภาษีเท่ากับอัตราที่ประชาชนไทยเสียได้สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยแห่งแรก และกำหนดสิทธิขอคืนภาษีให้ในกรณีที่มีการเปลี่ยนที่อยู่อาศัยตามเงื่อนไขที่กำหนดหรือในกรณีที่ต่างชาติรายนั้นกลายเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยภายใน 4 ปี นับแต่วันที่ซื้อหรือได้มาซึ่งที่อยู่อาศัย
แนวทางการกำกับดูแลธุรกิจการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวัน, ภคมน วิตตางกูร
แนวทางการกำกับดูแลธุรกิจการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวัน, ภคมน วิตตางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาถึงแนวทางการประกอบธุรกิจการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวันในประเทศไทย เนื่องจากในปัจจุบันพบว่าประเทศไทยยังไม่มีการกำกับดูแลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเอกัตศึกษานี้จะศึกษาถึงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของประเทศไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน และศึกษาหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของสาธารณรัฐเกาหลี เนื่องจากมีบริบททางสังคม และแนวทางการดูแลผู้สูงอายุโดยบุคคลในครอบครัวที่คล้ายคลึงกันกับประเทศไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและนำเสนอแนวทางการประกอบธุรกิจการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวันในประเทศไทยต่อไปจากการศึกษาพบว่า ในประเทศไทยมีกฎหมายกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเพียงการดูแลผู้สูงอายุในสถานประกอบการ และการดูแลผู้สูงอายุในสถานที่พำนักของผู้สูงอายุเท่านั้น ซึ่งมีการกำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นที่เหมือนกันเกี่ยวกับ (1) การประกอบการ โดยจะต้องมีการขอใบอนุญาตประกอบการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ (2) คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงาน ที่มีกำหนดอายุขั้นต่ำและลักษณะต้องห้ามของผู้ปฏิบัติงาน แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีลักษณะของกิจกรรมที่เป็นครั้งคราว และไม่เป็นประจำเหมือนกับการดูแลผู้สูงอายุในสถานประกอบการหรือสถานที่พำนักของผู้สูงอายุ อนึ่ง จากการศึกษาและพิจารณาหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของสาธารณรัฐเกาหลี พบว่ามีการกำกับดูแลเบื้องต้นที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ มีการกำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นที่เหมือนกันเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตประกอบการและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงาน ตามเหตุที่ได้กล่าวมา ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลสำหรับการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวันไว้ขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์การประกอบการและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานจากลักษณะงานที่ให้บริการ โดยหลักจะอ้างอิงจากหลักเกณฑ์การประกอบการและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานจากธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุในสถานที่พำนักของผู้สูงอายุ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับหลักเกณฑ์การประกอบการและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานในการกำกับดูแลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงานใช้เป็นแนวทางในการช่วยเหลือ ดูแล ส่งเสริม และฟื้นฟูสุขภาพ แก่ผู้สูงอายุด้วยบริการที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้สูงอายุ ทั้งนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลก็จะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจดังกล่าว สามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมีคุณภาพและมีความยั่งยืน
แนวทางการนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงานซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายจ้างหรือไม่สามารถเบิกคืนได้มาหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประเภท 40(1) สำหรับพนักงานประจำ, เรณุกา จักราบาท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันกฎหมายภาษีอากรของผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีรายได้ประเภท 40(1) หรือเงินได้จากการทำงานประจำอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายอัตราเหมาที่ 50% และต้องไม่เกิน 100,000 บาท การหักค่าใช้จ่ายของเงินได้บุคคลธรรมดาประเภท 40(1) นั้นจำกัดและอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าเงินได้ประเภทอื่น อีกทั้งการจำกัดด้วยอัตราเหมาและเพดานการหักค่าใช้จ่ายทำให้ไม่สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปหรือวิถีการทำงานที่เปลี่ยนไป เพราะการอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายนี้ใช้มาตั้งแต่ปี 2560 ทำให้การหักค่าใช้จ่ายของพนักงานที่มีเงินเดือนประจำนั้นยังขาดความเป็นธรรม ไม่ยึดหยุ่นตามสภาพเศรษฐกิจ อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับหลักการของค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดเงินได้ ทำให้ไม่สอดคล้องหลักของการจัดเก็บอากรที่ดีอย่างไรก็ตาม การอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายตามกฎหมายไทยนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์และอังกฤษ การอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายของทั้งสองประเทศยึดหลักของการหักค่าใช้จ่ายตามจริง โดยอยู่บนหลักการของการหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการจ้างงานโดยไม่สามารถเบิกคืนได้หรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายจ้าง โดยอนุญาตให้หักค่าใช้ตามจริงโดยสะท้อนสภาวะของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป มีความเป็นธรรมและยืดหยุ่น การศึกษาการหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานโดยการอนุญาตให้หักตามจริงของประเทศสิงคโปร์และอังกฤษจะสามารถช่วยให้เสนอแนะแนวทางการหักค่าใช้จ่ายของพนักงานประจำได้ โดยสามารถให้เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งตามจริงหรือกำหนดอัตราล่วงหน้าสำหรับบางรายการที่ต้องใช้การคิดคำนวณ เช่น ค่าทำงานจากที่บ้าน ค่าเดินทาง เป็นต้น การหักค่าใช้จ่ายนั้นจะต้องอยู่บนหลักการของการหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการจ้างงานโดยไม่สามารถเบิกคืนได้หรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายจ้าง หากได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากนายจ้าง เฉพาะส่วนที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจะสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ อีกทั้งการหักค่าใช้จ่ายต้องเป็นลักษณะเฉพาะเจาะจงซึ่งถูกกำหนดโดยนายจ้างไม่ใช่ลักษณะของค่าใช้จ่ายทั่วไปที่สามารถหักจากค่าลดหย่อนส่วนตัว หากเป็นทรัพย์สินถาวรหรือส่วนตัวประเภทยานพาหนะ เช่น รถยนต์ ไม่อนุญาตให้หักเป็นค่าใช้จ่าย ส่วนทรัพย์สินอื่นขึ้นกับกฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายนั้นไม่ควรเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท โดยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจ้างงานต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดรายได้ของพนักงานเท่านั้น การอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายตามจริงของประเทศสิงคโปร์และอังกฤษจะสามารถช่วยให้เสนอแนะแนวทาง การนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงานซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายจ้างหรือไม่สามารถเบิกคืนได้มาหักเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประเภท 40(1) โดยสะท้อนต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงานที่แท้จริงตามเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป แทนการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 50 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ตามหลักภาษีอากรที่ดีได้
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย, กัญชลี ชัยวิวัฒน์ตระกูล
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย, กัญชลี ชัยวิวัฒน์ตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากรูปพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชาชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาสุขภาพโดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases – NCDs) ซึ่งเป็นโรคที่กินเวลานาน ก่อให้เกิดค่ารักษาในระยะยาว และเป็นสาเหตุในการเสียชีวิตของคนไทยจำนวนมากในแต่ละปี ผู้ที่เปราะบางและด้อยโอกาสทางสังคมจะเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบสูง ทำให้ผู้คนตกอยู่ในความยากจนทุกปีและส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ การไม่ออกกำลังกายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่เพิ่มความเสียงต่อการเสียชีวิตจากโรค NCDs ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ แม้ทุกคนจะตระหนักดีว่าการออกกำลังกายมีผลดีต่อสุขภาพ แต่คนจำนวนมากก็ยังละเลยการออกกำลังกายเพราะไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย ปัญหาสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือมีอุปสรรคที่ขัดขวางการออกกำลังกาย หลายประเทศทั่วโลกได้ร่วมกันจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Gold – SDGs) ซึ่งเป็นชุดเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกที่ได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย โดยมีการผสานแนวคิดด้านสุขภาพและการออกกำลังกายไว้ในหลายมิติ ในส่วนเป้าหมายระดับชาติ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561 – 2580 ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทยภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยในทุกมิติรวมทั้งมิติด้านการมีสุขภาวะที่ดีผ่านการออกกำลังกาย และมีการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการออกกำลังกายด้วยแผนแม่บทการส่งเสริมกิจกรรมทางกายของกระทรวงสาธารณะสุขเอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการกำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย เนื่องจากรัฐสามารถใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้คนออกกำลังกายได้ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและลดอุปสรรคในการออกกำลังกายของประชาชน เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการออกกำลังกายมากขึ้น แต่ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมให้คนออกกำลังกาย จึงต้องทำการศึกษาแนวทางจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลกที่ระบบภาษีมีการบรรเทาภาระภาษีเหมือนกับประเทศไทยและได้ใช้นโยบายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการกีฬาและการออกกำลังกายมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551ผู้ศึกษามีความเห็นว่าประเทศไทยควรมีการกำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และจูงใจให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการออกกำลังกายทั้งในระดับประเทศและระดับความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย
แนวทางการให้สิทธิประโยชน์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่สถานสาธารณกุศลซึ่งให้เช่าแก่ผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, จอมขวัญ สงวนกิจพัฒนา
แนวทางการให้สิทธิประโยชน์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่สถานสาธารณกุศลซึ่งให้เช่าแก่ผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, จอมขวัญ สงวนกิจพัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันทั้งราคาอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่รายได้ของประชาชนไม่ได้มีการเพิ่มมากขึ้นตาม ทำให้แม้แต่การหาเช่าที่อยู่อาศัยก็เป็นเรื่องยากสำหรับผู้มีรายได้น้อยซึ่งไม่มีทุนทรัพย์มากพอ ปัจจุบันการเคหะแห่งชาติมีโครงการบ้านเคหะสุขประชา โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย โครงการบ้านตั้งต้น เพื่อช่วยเหลือปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดด้านสถานที่ การกำหนดคุณสมบัติด้านอายุ และจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยซึ่งมีไม่มากพอรองรับความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย และมาตรการอื่นที่รัฐใช้แก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ก็เป็นการสนับสนุนการซื้อมากกว่าการเช่า ซึ่งนอกจากจะทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นจนโอกาสที่ผู้มีรายได้น้อยจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองยากขึ้นแล้ว ยังทำให้มีอุปสงค์การเช่าเพิ่มขึ้น ในขณะที่อุปทานการเช่าไม่มีมากพอจะตอบสนอง รัฐบาลจึงควรมีมาตรการเพิ่มอุปทานการเช่าที่อยู่อาศัยเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนมากกว่าการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยอาจอาศัยความร่วมมือกับองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรหรือสถานสาธารณกุศลให้สามารถจัดหาที่อยู่อาศัยที่ราคาถูกกว่าราคาตลาดแก่ผู้มีรายได้น้อยได้อย่างเพียงพอรองรับต่อปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ การคิดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของสถานสาธารณกุศลตามประกาศกระทรวงการคลังนั้น ปัจจุบันมีการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้สถานสาธารณกุศลตามมาตรา 8 (7) ของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 จำกัดแต่เพียงทรัพย์สินที่มิได้ใช้หาผลประโยชน์เท่านั้น ซึ่งจากการศึกษา พบว่ามีหลายกรณีที่สถานสาธารณกุศลมีการนำทรัพย์สินให้เอกชนเช่าเพื่อหาประโยชน์ แต่ทรัพย์สินส่วนนั้นจะไม่ได้รับการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะเป็นการใช้ทรัพย์สินโดยมีการคิดค่าตอบแทน อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับสภากาชาดไทยซึ่งเป็นหนึ่งในสถานสาธารณกุศลภายใต้ประกาศกระทรวงการคลังเช่นกัน แม้จะใช้หาผลประโยชน์กลับได้รับยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอยู่ดีตามมาตรา 8 (4) ของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ดังนั้น หากสถานสาธารณกุศลจะมีการให้เช่าพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยโดยคิดค่าเช่าจำนวนน้อยเป็นราคาที่จับต้องได้กับผู้มีรายได้น้อย ในกรณีนี้จึงสมควรที่จะมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยิ่งกว่ากรณีการใช้ทรัพย์สินเพื่อหาผลประโยชน์ของสภากาชาดไทย เพราะแม้จะเป็นการหาผลประโยชน์โดยมีการคิดค่าตอบแทน แต่ประโยชน์ที่ได้ก็มีเพียงเล็กน้อยจากการยอมคิดค่าเช่าในราคาไม่แพงให้แก่ผู้มีรายได้น้อย และเป็นการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักการใช้ประโยชน์ที่สูงที่สุดและดีที่สุด (Highest and Best Use) ของภาษีทรัพย์สิน รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาการเช่าที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นการช่วยเหลือสังคมตามวัตถุประสงค์ของสถานสาธารณกุศลอย่างแท้จริง ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงศึกษาการให้สิทธิประโยชน์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่สถานสาธารณกุศลซึ่งให้เช่าแก่ผู้มีรายได้น้อยของประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐออริกอนและแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและมีการกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการเช่าของผู้มีรายได้น้อยในไทย รวมถึงวิเคราะห์ข้อควรพิจารณาในการปรับใช้เพื่อให้มีความสอดคล้องและเหมาะสมกับประเทศไทยมากยิ่งขึ้น
ศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่เชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ : กรณีศึกษา เรือด่วนเจ้าพระยา, เทวี นาคะ
ศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่เชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ : กรณีศึกษา เรือด่วนเจ้าพระยา, เทวี นาคะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะบริบทโดยรอบและลักษณะการเชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆบริเวณท่าเรือด่วนเจ้าพระยา เพื่อหาศักยภาพและข้อจำกัดพร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่เชื่อมต่อบริเวณท่าเรือด่วนเจ้าพระยา โดยการหาความสัมพันธ์ของจำนวนผู้โดยสารกับลักษณะบริบทโดยรอบและลักษณะการเชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ รวมทั้งพิจารณาข้อมูลด้านการใช้ประโยชน์อาคารประเภทต่างๆ ข้อมูลด้านประเภทและจำนวนระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆที่รองรับ ข้อมูลด้านระยะห่างที่ใกล้ที่สุดระหว่างท่าเรือถึงจุดระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ และข้อมูลด้านระยะทางที่ไกลที่สุดในการขนส่งของระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ (Correlation Analysis) ร่วมกับการเปรียบเทียบปริมาณผู้โดยสารกับกลุ่มคุณลักษณะท่าเรือด่วนเจ้าพระยาเพื่อหาข้อบ่งชี้สำคัญ และนำมาสรุปศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่เชื่อมต่อบริเวณท่าเรือด่วนเจ้าพระยาที่เกิดขึ้นผลการศึกษาพบว่าศักยภาพของพื้นที่เชื่อมต่อบริเวณท่าเรือด่วนเจ้าพระยาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นการใช้ประโยชน์อาคาร ความหลากหลายการใช้ประโยชน์อาคาร และการใช้ประโยชน์อาคารในแต่ละประเภท ตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชน (TOD) แต่เกิดจากความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ เพื่อเปลี่ยนถ่ายการเดินทางเป็นหลัก ทั้งในด้านของระบบขนส่งมวลชนเสริม ทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลาย ความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อเรือ-ราง รวมทั้งสถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณโดยรอบท่าเรือก็เป็นอีกหนึ่งในศักยภาพที่ทำให้เกิดการเดินทางด้วยเรือด่วนเจ้าพระยาเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่าข้อจำกัดของพื้นที่เชื่อมต่อที่เกิดขึ้นมาจากตำแหน่งที่ตั้งท่าเรือที่มีข้อจำกัดด้านการพัฒนาหรืออยู่ห่างจากถนนสายหลักในลักษณะของซอยลึกตัน ทำให้ขาดความสามารถในการเชื่อมต่อระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้มีการใช้งานท่าเรือแค่เพียงบางช่วงเวลาเท่านั้น
Survey On Chinese Tourists' Perception With The Safety Of Consumption Places Environment In Bangkok, Sinan He
Survey On Chinese Tourists' Perception With The Safety Of Consumption Places Environment In Bangkok, Sinan He
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In recent years, Thailand's tourism industry has grown rapidly and has gradually become an important part of the country's economic composition. However, in the post Covid-19 era, as the global economy has been hit by Covid-19, many threats to security have arisen and tourists are worried about their safety. Bangkok, as the capital of Thailand, a country that relies on tourism, has to consider how to change the environment design to make tourists to Thailand feel safer. This is because some dangerous incidents in Bangkok have made Chinese tourists skeptical about the safety of shopping places. Also, from the previous …
การแปลศัพท์เฉพาะด้านภาพยนตร์ในหนังสือวิชาการ เรื่อง Cinematography: Theory And Practice For Cinematographers And Directors ของ Blain Brown, นนทพจน์ ไชยูปถัมภ์
การแปลศัพท์เฉพาะด้านภาพยนตร์ในหนังสือวิชาการ เรื่อง Cinematography: Theory And Practice For Cinematographers And Directors ของ Blain Brown, นนทพจน์ ไชยูปถัมภ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและหาแนวทางในการแปลคำศัพท์เฉพาะด้านภาพยนตร์ในหนังสือเรื่อง Cinematography: Theory and Practice For Cinematographers and Directors, Third Edition ของ Blain Brown ผู้วิจัยคัดเลือกคำศัพท์ทั้งสิ้น 30 คำ โดยมีสมมติฐานของการวิจัยว่า ในการแปลศัพท์เฉพาะด้านภาพยนตร์ให้สามารถถ่ายทอดความหมายได้ถูกต้องและเหมาะสมนั้น จะต้องใช้กลวิธีการแปลทั้งหมดสองวิธี ได้แก่ 1) แปลแบบตีความโดยใช้คำที่มีอยู่แล้วในภาษาปลายทางและใช้แนวทางบัญญัติศัพท์โดยวิธีทาบเทียบ (Mapping-Matching) ตามแนวทางของสมศีล ฌานวังศะ (ม.ป.ป.) และ 2) แปลแบบถ่ายเสียงพร้อมเติมคำอธิบายสั้น ๆ และใช้แนวทางบัญญัติศัพท์โดยวิธียืมตรง (Direct Borrowing) ตามแนวทางของสมศีล ฌานวังศะ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่ากลวิธีการแปลเป็นไปตามสมมติฐานคือ (1) แปลแบบตีความโดยใช้คำที่มีอยู่แล้วในภาษาปลายทางและใช้แนวทางบัญญัติศัพท์โดยวิธีทาบเทียบ (Mapping-Matching) ตามแนวทางของสมศีล ฌานวังศะ (ร้อยละ 73.3) และ (2) แปลแบบถ่ายเสียงพร้อมเติมคำอธิบายสั้น ๆ และใช้แนวทางบัญญัติศัพท์โดยวิธียืมตรง (Direct Borrowing) ตามแนวทางของสมศีล ฌานวังศะ (ร้อยละ 26.7) ซึ่งสอดคล้องกับกลวิธีการแปลศัพท์เฉพาะในงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ งานวิจัยของ วิภาดา เปรมวุฒิ (2533) โอซ่า มาร์คลุนด์ (2011) และทรงวุฒิ บุริมจิตต์ (2550) คือมีการใช้กลวิธีการแปลแบบตรงตัวและแบบไม่ตรงตัว และไม่พบกลวิธีการแปลโดยการแทนที่แนวคิดทางวัฒนธรรมในสังคมของผู้อ่านภาษาปลายทาง
การพัฒนาทักษะการใช้จินตนาการ สมาธิ และการใช้ร่างกายเพื่อการแสดง ละครเดี่ยว : กรณีศึกษาการแสดงละครเรื่อง นอนไม่หลับ, บุญธิดา ชุนสิทธิ์
การพัฒนาทักษะการใช้จินตนาการ สมาธิ และการใช้ร่างกายเพื่อการแสดง ละครเดี่ยว : กรณีศึกษาการแสดงละครเรื่อง นอนไม่หลับ, บุญธิดา ชุนสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักแสดงใช้เครื่องมือของนักแสดง ด้านทักษะจินตนาการ การใช้สมาธิ และการใช้ร่างกาย ในการฝึกการแสดงเพื่อให้เกิดความสมจริงและน่าเชื่อถือในแต่ละตัวละคร โดยบทละครเวทีการแสดงเดี่ยวเรื่อง “นอนไม่หลับ” ของนิกร แซ่ตั้ง นักแสดงต้องสามารถแสดงเป็นตัวละครหลายบทบาท หลายสถานการณ์ และต้องสื่อสารกับผู้ชมอีกด้วย การวิจัยนี้ใช้กระบวนการฝึกทักษะการแสดงและสังเคราะห์จากแนวคิดของนักทฤษฎีการละครที่มีความสำคัญ จากทั้ง คอนสแตนติน สตานิสลาฟกี้ (Constantin Stanislavski)สเตลล่า แอดเลอร์ (Stella Adler) ไมเคิล เชคคอฟ (Michael Chekchov) ทั้งนี้การวิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์ผลจากการฝึกซ้อมเพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจากกระบวนการฝีก บันทึกวิดีทัศน์ และการฝึกซ้อมการแสดงร่วมกับผู้กำกับการแสดง ประเมินการแสดงจากอาจารย์ที่ปรึกษา รวบรวมผลการประเมินจากการนำเสนอผลงานของผู้วิจัย เก็บข้อมูลแบบสอบถามจากผู้ชม และเสวนาพูดคุยแลกเปลี่ยนจากผู้ทรงวุฒิหลังจบการแสดงของผู้วิจัย ผลการศึกษาพบว่า การฝึกการปฏิบัติด้วยแนวทางการฝึกจินตนาการ สมาธิ ร่างกาย ที่มีความสม่ำเสมอและต่อเนื่องจะช่วยทำให้นักแสดงเชื่อในสถานการณ์ของตัวละครได้ และมีความกังวลที่ลดลง และมีความอิสระเป็นตัวละครมากยิ่งขึ้นขณะแสดง