Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 451 - 480 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
การใช้ประโยชน์จากเศษกากกาแฟเพื่อเพิ่มความพรุนตัวในดินเผา : แนวทางสู่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม, ณัฐณิชา จิตต์ต่างวงศ์
การใช้ประโยชน์จากเศษกากกาแฟเพื่อเพิ่มความพรุนตัวในดินเผา : แนวทางสู่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม, ณัฐณิชา จิตต์ต่างวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDGs) เป็นความท้าทายในระดับโลกพร้อมกับการประยุกต์แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นการช่วยสร้างความยั่งยืนให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเติบโตขึ้นของธุรกิจร้านกาแฟอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัญหาเศษกากกาแฟเหลือใช้ในแต่ละวันมีจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย นำมาซึ่งความจำเป็นในการแก้ปัญหาและจัดการเศษกากกาแฟ Self dripper cone เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชงกาแฟดริปที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมีลักษณะการใช้งานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากไม่มีการใช้กระดาษกรองในการดริปกาแฟ โดยใช้ลักษณะความพรุนตัวของเซรามิกในการชงกาแฟ อย่างไรก็ตามในขั้นตอนการผลิตนั้นยังไม่เป็นที่เปิดเผย จึงเป็นที่มาของจุดประสงค์ในงานวิจัยครั้งนี้คือ 1. เพื่อศึกษาและทดสอบความพรุนตัวของดินเผาจากการผสมอินทรีย์ในดิน เพื่อให้ความเหมาะสมกับการดริปกาแฟ 2. เพื่อสร้างแนวทางการจัดการกากกาแฟในธุรกิจร้านกาแฟได้อย่างสร้างสรรค์ โดยการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และนำข้อสงสัยดังกล่าวมาตั้งสมมติฐานในการหาความพรุนตัวของดินเผาที่มีส่วนผสมจากสารอินทรีย์ที่มีลักษณะเป็นผงที่เมื่อผ่านการผสมกับดินและผ่านการเผาแล้วกากกาแฟที่มีลักษณะเป็นผงจะหายไปจนเกิดเป็นความพรุนตัวของดินเผาและออกมาเป็นวัสดุที่เหมาะสำหรับการออกแบบและนำมาใช้เป็น Self dripper cone ในการศึกษาในช่วงต้นเลือกใช้ 1.กากกาแฟจากเครื่องชงเอสเพรสโซ่ขนาดกากกาแฟ 200-700 ไมครอน 2. กากกาแฟจากเครื่องชงเอสเพรสโซ่ขนาดกากกาแฟ 1100-1300 ไมครอน มาทดสอบเพื่อหาความพรุนตัว โดยใช้ดินเผาทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ดินแม่ริม ดินเหมืองกุง ดินอุดรธานี และดินสโตนแวร์สีดำ (ดินของบริษัทคอมพาวด์เคลย์) มาเป็นวัสดุในการทดสอบกับกากกาแฟ เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่เหมาะกับการทำ Self dripper cone และสามารถนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาและใช้ประโยชน์ทางธุรกิจร้านกาแฟได้อย่างดี
ผลกระทบของความชัดเจนในภาษีต่อใบอนุญาตทางศีลธรรม: การปฏิบัติการในห้องทดลองทางเศรษฐศาสตร์, นพอนันต์ สาลี
ผลกระทบของความชัดเจนในภาษีต่อใบอนุญาตทางศีลธรรม: การปฏิบัติการในห้องทดลองทางเศรษฐศาสตร์, นพอนันต์ สาลี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ใบอนุญาตทางศีลธรรม (Moral licensing) เป็นหนึ่งในอคติทางความคิด (Cognitive Bias) ที่แสดงให้เห็นถึง แนวโน้มที่ผู้คนเต็มใจทำผิดศีลธรรมมากขึ้น หลังจากทำสิ่งที่ถูกศีลธรรม อคติดังกล่าวถูกสร้างได้จากหลายปัจจัยหนึ่งในนั้นคือ “ความชัดเจนในการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากสินค้า” หรือ กระบวนการเก็บแบบภาษีโดดเด่น (Tax Salience) ซึ่งทำให้ผู้บริโภครับรู้ว่าตนได้มีส่วนร่วมในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมผ่านการจ่ายภาษี ราวกับว่าเขาได้ทำความดีไปแล้ว โดยงานวิจัยนี้ศึกษาผลของ ใบอนุญาตทางศีลธรรม ที่ถูกสร้างจากการเก็บภาษีที่มีความชัดเจน ผ่านการบริจาคทางสิ่งแวดล้อม รวมถึง การแสดงการรับรู้การลงทุนของรัฐบาลเพื่อลดทอนผลในข้างต้น, การเปรียบเทียบผลในการชดเชยทางศีลธรรม (Moral Cleansing) ซึ่งเป็นผลในทางตรงกันข้าม กับใบอนุญาตทางศีลธรรม โดยใช้การปฏิบัติการในห้องทดลองทางเศรษฐศาสตร์ (Laboratory Experiment) ผลการวิจัยพบว่า ผลของใบอนุญาตทางศีลธรรม และ การชดเชยทางศีลธรรม มีความสัมพันธ์ในด้านลบ และ ด้านบวก ต่อการบริจาคทางสิ่งแวดล้อมตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญ โดยผลทั้งสองมีขนาดผลที่ไม่สมมาตร ทั้งนี้ยังไม่พบผลของการรับรู้การลงทุนของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบล้วนชี้ให้เห็นว่า กระบวนการจัดเก็บภาษีที่มีความชัดเจน สามารถส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดการตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผล (Rational Thinking) และ ดังนั้น การออกแบบนโยบายภาษี โดยเฉพาะภาษีสิ่งแวดล้อม จึงควรคำนึงถึงผลกระทบทางพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผลที่อาจตามมา
ผลกระทบของการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล (Esg) ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาในภูมิภาคเอเชีย, ปิย์วราภัสร ภัทรกมลเนตร์
ผลกระทบของการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล (Esg) ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาในภูมิภาคเอเชีย, ปิย์วราภัสร ภัทรกมลเนตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันหลายประเทศได้ให้ความสำคัญ และตระหนักถึงผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจ โดยการศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม หรือธรรมาภิบาล (ESG) ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียทั้งหมด 26 ประเทศ ในปีพ.ศ. 2543 ถึงปีพ.ศ. 2563 โดยนำข้อมูลทุติยภูมิในมิติแต่ละด้านมาจัดทำเป็นดัชนี ESG ผ่านการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (Principal Component Analysis) และใช้การประมาณการด้วย System Generalized Method of Moments เพื่อหาผลกระทบของการดำเนินงานด้าน ESG ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งพบว่าการดำเนินงานด้าน ESG ที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเล็กน้อยสำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชีย และผลกระทบของการดำเนินงานในแต่ละด้านของ ESG ยังส่งผลลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นกัน ทั้งนี้ สาเหตุอาจเกิดจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงในช่วงแรกเริ่ม ในขณะที่ผลดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต้องใช้เวลาในการเห็นผล ดังนั้น ผู้ที่รับผิดชอบหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายควรมีแนวทางความช่วยเหลือทั้งด้านการเงิน และอื่นๆให้แก่ภาคธุรกิจหรือภาคส่วนอื่นๆที่ดำเนินงานด้าน ESG เพื่อช่วยให้สามารถพัฒนาและดำเนินงานตามหลัก ESG ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์เทคโนโลยีของแนวทางการผลิตไฮโดรเจนสำหรับกระบวนการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอลและเปลี่ยนเมทานอลเป็นโอลิฟินส์, กันตภณ มานิมนต์
การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์เทคโนโลยีของแนวทางการผลิตไฮโดรเจนสำหรับกระบวนการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอลและเปลี่ยนเมทานอลเป็นโอลิฟินส์, กันตภณ มานิมนต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของโลก โดยเฉพาะจากกระบวนการแครกเกอร์แนฟทาด้วยไอน้ำ (Steam Naphtha Cracking) การดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (Carbon Capture and Utilization: CCU) จึงเป็นแนวทางที่ได้รับความสนใจเพื่อลดการปล่อย CO2 หนึ่งในกระบวนการที่มีศักยภาพคือ ไฮโดรเจนของคาร์บอนไดออกไซด์ (Hydrogenation of CO2) เพื่อผลิตเมทานอล ซึ่งเมทานอลสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการแปรรูปเป็นโอเลฟินส์ (Methanol-to-Olefins: MTO) ได้อีกด้วย งานวิจัยนี้ศึกษาแนวทางการผลิตไฮโดรเจนซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญของกระบวนการ โดยศึกษา3 ประเภท ได้แก่ ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen) จากกระบวนการ Steam Methane Reforming (SMR), Autothermal Reforming (ATR) และ SMR ร่วมกับ ATR, ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue Hydrogen) และไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) จากกระบวนการอิเล็กโทรไลซิส (AEL) โดยทำการจำลองกระบวนการด้วย Aspen Plus และประเมินค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ด้วยค่า LCOH (Levelized Cost of Hydrogen) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ไฮโดรเจนสีเทาแบบ SMR มี LCOH ต่ำที่สุดที่ 1.03 USD/kg H2 แต่ปล่อย CO2 สูงสุด 13.44 kg CO2/kg H2 ขณะที่ไฮโดรเจนสีน้ำเงินให้การลด CO2 ที่ดีขึ้น 6.85 kg CO2/kg H2 ด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 1.16 USD/kg H2 ส่วนไฮโดรเจนสีเขียวปล่อย CO2 ต่ำที่สุดแต่มีต้นทุนสูงสุดที่ 4.38 USD/kg H2 ดังนั้นการเลือกใช้แหล่งผลิตไฮโดรเจนที่เหมาะสมจึงมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพและความยั่งยืนของกระบวนการผลิตเมทานอลและโอเลฟินส์ในอนาคต
Temperature Control In The Steam Methane Reformer Using Model Predictive Control Based On A Neural Network Model, Rasiq Dipta Alkindi
Temperature Control In The Steam Methane Reformer Using Model Predictive Control Based On A Neural Network Model, Rasiq Dipta Alkindi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Hydrogen is a critical energy vector, and magnetic heating reactors represent a promising production technology where current-induced magnetization raises system temperature. Due to the nonlinear and complex thermal dynamics, this study applies a hybrid Echo State Network (ESN) and Long Short-Term Memory (LSTM) model to capture system behavior, combining ESN’s nonlinear dynamic identification with LSTM’s ability to learn long-term dependencies. Hyperparameters were optimized for best performance at 30 reservoir nodes, 0.5 spectral radius, 0.9 connectivity, batch size 4, 50 LSTM units, and 60 epochs. The ESN-LSTM models with 3-input and 4-input feature sets were tested on three winding coil geometries …
Ecgconvt : A Hybrid Cnn And Vision Transformer Model For 12-Lead Ecg Images Classification, Mudassar Khalid
Ecgconvt : A Hybrid Cnn And Vision Transformer Model For 12-Lead Ecg Images Classification, Mudassar Khalid
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cardiovascular diseases (CVDs) are the most common cause of human deaths globally, and they can be controlled by early diagnosis and accurate classification of the electrocardiograms. The Electrocardiogram, commonly known as an ECG, is a very affordable technique to know about the health of the heart from 12 different angles by using 12-Leads to capture the heart's electrical activity. A hybrid deep learning model is proposed in this study to classify the different heart diseases. The deep learning model is composed of a CNN(Xception) to capture all the local feature-maps of the images and a vision transformer (ViT) to study …
รวมเรื่องสั้น "ชุดเฒ่า" ของมนัส จรรยงค์ : อารมณ์ขันกับการวิพากษ์สังคม, ชุติภา สุวิมล
รวมเรื่องสั้น "ชุดเฒ่า" ของมนัส จรรยงค์ : อารมณ์ขันกับการวิพากษ์สังคม, ชุติภา สุวิมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการวิพากษ์สังคมและกลวิธีสร้างอารมณ์ขันเพื่อวิพากษ์สังคมในเรื่อง “ชุดเฒ่า” ของมนัส จรรยงค์ จำนวน 59 เรื่อง ซึ่งตีพิมพ์ระหว่างพุทธทศวรรษ 2490-2500 ผลการศึกษาพบว่ารวมเรื่องสั้น “ชุดเฒ่า” ของมนัส จรรยงค์นำเสนอแนวคิดวิพากษ์สังคมที่โดดเด่น 4 แนวคิด ได้แก่ แนวคิดวิพากษ์การรับวัฒนธรรมอเมริกัน แนวคิดวิพากษ์การกลายเป็นสังคมทุนนิยม แนวคิดวิพากษ์ความวุ่นวายทางการเมือง และแนวคิดวิพากษ์นโยบายรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เขียนใช้อารมณ์ขันเป็นเครื่องมือหลักในการนำเสนอแนวคิดดังกล่าวและมีกลวิธีสร้างอารมณ์ขันที่โดดเด่น 3 ประการ ได้แก่ การสร้างอารมณ์ขันผ่านโครงเรื่องและเนื้อเรื่อง การสร้างอารมณ์ขันผ่านตัวละคร และการสร้างอารมณ์ขันผ่านกลวิธีทางภาษา ผลการศึกษาทำให้เห็นว่าเรื่องชุดนี้ชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต่อคนชนบท อารมณ์ขันในเรื่องสั้นเหล่านี้นอกจากจะสร้างความสำเริงอารมณ์แล้วยังช่วยเอื้ออำนวยให้ผู้ประพันธ์สามารถแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ต่อประเด็นที่ละเอียดอ่อนในช่วงที่สังคมอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการ
Do Regulatory Announcements Still Cause Price Volatility? : A Pre- And Post-Msr Analysis Of The Eu Ets, Pornnapat Kuleung
Do Regulatory Announcements Still Cause Price Volatility? : A Pre- And Post-Msr Analysis Of The Eu Ets, Pornnapat Kuleung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines whether the introduction of the Market Stability Reserve (MSR) has changed how the EU Emissions Trading System (EU ETS) responds to regulatory policy announcements affecting EUA supply and demand. Using event study and volatility analysis, it compares 81 events across Pre-MSR (before 2019) and Post-MSR (after 2019) periods.Cumulative abnormal returns (CARs) are estimated via a mean-adjusted model and tested using Welch’s t-test. Volatility is assessed through a GARCH(1,1) model, with structural differences evaluated using a Likelihood Ratio Test and a bootstrap test.Findings show that the MSR has reduced overreaction and volatility in specific contexts—particularly during recurring supply-related …
ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลด้วยการฝึกการเรียงแก้วที่มีต่อทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย, ธนกร ป้านสุวรรณ์
ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลด้วยการฝึกการเรียงแก้วที่มีต่อทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย, ธนกร ป้านสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง และ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 73 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 36 คน และกลุ่มควบคุม 37 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือในวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลด้วยการฝึกการเรียงแก้ว จำนวน 8 แผน ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.95 และ 2) แบบทดสอบทักษะกีฬาแฮนด์บอล 3 ทักษะ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.96 3) แบบวัดการประสานงานระหว่างมือกับตา Alternate Hand Wall Toss Test ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลคำนวณค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ของคะแนนการประสานงานระหว่างมือกับตา โดยการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คะแนนเฉลี่ยของทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีเพียงทักษะการเลี้ยงบอลเพียงทักษะเดียวที่มีผลไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลผ่านกิจกรรมการเรียงแก้วสามารถพัฒนาการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายได้
นวัตกรรมการบริหารวิชาการที่ส่งเสริมทักษะแบบตัวทีของนักเรียนสำหรับโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร, ทัศวรรณ คำทองสุข
นวัตกรรมการบริหารวิชาการที่ส่งเสริมทักษะแบบตัวทีของนักเรียนสำหรับโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร, ทัศวรรณ คำทองสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการและกรอบแนวคิดทักษะแบบตัวทีของนักเรียนสำหรับโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาระดับทักษะแบบตัวทีของนักเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร 3) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการที่ส่งเสริมทักษะแบบตัวทีของนักเรียน สำหรับโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครและ 4) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการที่ส่งเสริมทักษะแบบตัวทีของนักเรียนสำหรับโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยใช้การวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Method Design) แบ่งเป็น 5 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการและกรอบแนวคิดทักษะแบบตัวที ประเมินกรอบแนวคิดโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน ระยะที่ 2 ศึกษาระดับทักษะแบบตัวทีตามการรับรู้ของครู กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู จำนวน 357 คน ระยะที่ 3 ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ หัวหน้ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและกิจกรรมเสริมหลักสูตร จำนวน 2,124 คนของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ระยะที่ 4 ศึกษาแนวทางการบริหารวิชาการที่ส่งเสริมทักษะแบบตัวทีโดยศึกษาจากสถานศึกษาที่มีแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน 3 โรงเรียน ระยะที่ 5 การพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการที่ส่งเสริมทักษะแบบตัวที ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน ประเมินนวัตกรรมการบริหารวิชาการที่ส่งเสริมทักษะแบบตัวทีของนักเรียน โดยการสนทนากลุ่ม จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยที่ใช้ในแต่ละระยะประกอบด้วย แบบประเมินระดับทักษะแบบตัวที แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของนวัตกรรมต้นแบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติบรรยาย การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย (1) ด้านการพัฒนาหลักสูตร (2) ด้านการจัดการเรียนการสอนและ (3) ด้านการวัดและประเมินผล 2) ระดับทักษะแบบตัวทีของนักเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครตามการรับรู้ของครูผู้สอนที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ทักษะภาวะผู้นำ ( = 4.15, S.D. = 0.58) …
การพัฒนาหลักเสรีภาพในการทำสัญญาภายใต้ระบบทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสของไทย, วิมพัทธ์ ราชประดิษฐ์
การพัฒนาหลักเสรีภาพในการทำสัญญาภายใต้ระบบทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสของไทย, วิมพัทธ์ ราชประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โดยทั่วไป ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายครอบครัวกำหนดที่เรียกว่า “ระบบทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสตามกฎหมาย” แต่ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสดังกล่าวคงไม่เหมาะสมกับคู่สมรสได้ทุกคู่ จึงจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้คู่สมรสมีเสรีภาพในการทำสัญญาเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสได้ด้วยซึ่งเรียกว่า “ระบบทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสตามสัญญา” ระบบทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสตามสัญญาจำต้องอยู่ภายใต้หลักการจำกัดเสรีภาพในการทำสัญญาซึ่งตั้งอยู่บนความได้สัดส่วนระหว่างเสรีภาพในการกำหนดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสกับความมั่นคงของความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส ในปัจจุบัน ระบบทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสตามสัญญาของประเทศไทยปรากฏปัญหาสำคัญสี่ประการอันได้แก่ ประการแรก ข้อจำกัดของช่วงเวลาในการทำสัญญา สัญญาระหว่างสมรสมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสตามกฎหมายซึ่งต่างจากสัญญาก่อนสมรส จึงทำให้คู่สมรสไม่สามารถทำสัญญาเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสในระหว่างสมรสได้ ประการที่สอง ข้อจำกัดของเนื้อหาในการทำสัญญา สัญญาก่อนสมรสของประเทศไทยถูกตีความให้จำกัดเนื้อหาไว้เฉพาะการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสบางส่วนเท่านั้น ทั้งยังไม่มีการกำหนดระบบทรัพย์สินทางเลือกระหว่างคู่สมรส คู่สมรสจึงไม่สามารถกำหนดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินได้อย่างเต็มที่ ประการที่สาม ปัญหาเกี่ยวกับวิธีการทำและวิธีการเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญา ระบบทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสตามสัญญาของประเทศไทยยังมิได้กำหนดเงื่อนไขก่อนทำสัญญาไว้เป็นการเฉพาะ และยังมีการจำกัดช่องทางในการเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาไว้เฉพาะการร้องของต่อศาล ประการที่สี่ ปัญหาเกี่ยวกับผลผูกพันของสัญญาที่มีต่อคู่สมรส ระบบทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสตามสัญญาของประเทศไทยมิได้ให้อำนาจศาลในการแทรกแซงผลผูกพันของสัญญา แม้จะปรากฏเหตุอันไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งเกิดขึ้นต่อคู่สมรสก็ตาม ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการประกันความมั่นคงของความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสจนเกิดความไม่ได้สัดส่วนในการจำกัดเสรีภาพในการทำสัญญาของคู่สมรส จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับสัญญาก่อนสมรส สัญญาระหว่างสมรส และกำหนดระบบทรัพย์สินทางเลือกระหว่างคู่สมรส
ข้อพิจารณาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในราชกิจจานุเบกษา : หลักการประมวลผลข้อมูลเท่าที่จำเป็น เปรียบเทียบกับสหราชอาณาจักรและนิวซีแลนด์, ศุกลภัทร โพธิ์ทอง
ข้อพิจารณาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในราชกิจจานุเบกษา : หลักการประมวลผลข้อมูลเท่าที่จำเป็น เปรียบเทียบกับสหราชอาณาจักรและนิวซีแลนด์, ศุกลภัทร โพธิ์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การนำเรื่องไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาประเทศไทยเป็นมาตรการการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของทางราชการเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบในเรื่องสำคัญที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเรื่องที่จะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาสามารถจำแนกออกเป็น 4 ประเภท คือ ประเภท ก ฉบับกฤษฎีกา ประเภท ข ฉบับทะเบียนฐานันดร ประเภท ค ฉบับทะเบียนการค้า และประเภท ง ฉบับประกาศและงานทั่วไป แต่ทั้งนี้ เรื่องที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาดังกล่าวมีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไว้ด้วย จึงมีประเด็นปัญหาว่า การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเป็นไปตามหลักการประมวลผลข้อมูลเท่าที่จำเป็นตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมที่มีการประกาศข้อมูลส่วนบุคคลและรายการข้อมูลส่วนบุคคลในราชกิจจานุเบกษาประเทศไทยแต่ละประเภท โดยเปรียบเทียบกับกิจกรรมที่มีการประกาศใน United Kingdom Gazette และ New Zealand Gazette ซึ่งสามารถสรุปผลการศึกษาใน 2 ประเด็นดังนี้ (1) ประเด็นเรื่องกิจกรรมที่มีการประกาศข้อมูลส่วนบุคคล โดยราชกิจจานุเบกษาประเทศไทยทั้ง 4 ประเภท มีการประกาศกิจกรรมที่มีการประกาศข้อมูลส่วนบุคคลมากกว่า United Kingdom Gazette และ New Zealand Gazette แต่ไม่ได้มีจำนวนมากกว่าอย่างที่มีนัยสำคัญ และ (2) ประเด็นเรื่องรายการข้อมูลส่วนบุคคล โดย (ก) ราชกิจจานุเบกษาประเทศไทย ประเภท ก เปิดเผยรายการข้อมูลส่วนบุคคลมากกว่า United Kingdom Gazette และ New Zealand Gazette ซึ่งโดยส่วนใหญ่เปิดเผยเหมาะสมกับกิจกรรมที่ประกาศแล้ว แต่กิจกรรมประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งอาจเป็นการเปิดเผยมากเกินความจำเป็น (ข) ราชกิจจานุเบกษาประเทศไทย ประเภท ข ไม่ได้เปิดเผยรายการข้อมูลส่วนบุคคลน้อยกว่า United Kingdom Gazette และ New Zealand Gazette ซึ่งโดยส่วนใหญ่เปิดเผยเหมาะสมกับกิจกรรมที่ประกาศแล้ว แต่กิจกรรมในกลุ่มงานสถาปนาและถอดถอนอาจเป็นการเปิดเผยมากเกินความจำเป็น (ค) ราชกิจจานุเบกษาประเทศไทย ประเภท ค ไม่ได้เปิดเผยรายการข้อมูลส่วนบุคคลน้อยกว่า United Kingdom Gazette และ New Zealand Gazette และเปิดเผยเหมาะสมกับกิจกรรมที่ประกาศแล้ว และ (ง) ราชกิจจานุเบกษาประเทศไทย ประเภท ง เปิดเผยรายการข้อมูลส่วนบุคคลมากกว่า United …
กลยุทธ์การสื่อสารตราสินค้าบุคคลของนักดนตรีกลางคืนและปัจจัยในการต่อยอดทางอาชีพ, ณัฐชภัค เทศน้อย
กลยุทธ์การสื่อสารตราสินค้าบุคคลของนักดนตรีกลางคืนและปัจจัยในการต่อยอดทางอาชีพ, ณัฐชภัค เทศน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสร้างและสื่อสารตราสินค้าบุคคล ของนักดนตรีกลางคืนเพื่อการต่อยอดทางอาชีพ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสนทนากลุ่มกับนักดนตรี 10 คน ที่แบ่งเป็นกลุ่มนักดนตรีในผับที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์ และ ผู้ทรงอิทธิพลระดับมาโครอินฟลูเอ็นเซอร์ บนช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต๊อก ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้ทรงอิทธิพลระดับไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์ สร้างแบรนด์ผ่าน ความเป็นมืออาชีพและทักษะการแสดงสดที่โดดเด่น ขณะที่กลุ่มผู้ทรงอิทธิพลระดับ มาโครอินฟลูเอ็นเซอร์ เน้นภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและจริงใจโดยใช้ชื่อเสียงเดิมเป็นฐาน ทั้งสองกลุ่มใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ โดยใช้ช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต๊อก เป็นช่องทางหลักในการสร้างการรับรู้เพื่อนำไปสู่การจ้างงาน มากกว่าสร้างรายได้โดยตรง การสร้างตราสินค้าบุคคลที่แข็งแกร่งจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อยอดอาชีพของนักดนตรีกลางคืน ในยุคดิจิทัล ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ควบคู่ไปกับความสามารถทางดนตรี
การศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน, ศุภธิดา ผลแย้ม
การศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน, ศุภธิดา ผลแย้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 19 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการหรือผู้บริหารด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน แพทย์เวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน คณะกรรมการหลักสูตรหรืออาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับงานด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน หัวหน้าพยาบาลเวชศาสตร์การบินหรือลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ จำนวน 4 คน และพยาบาลเวชศาสตร์การบินหรือลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามแบบปลายเปิด และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน 2) นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและนำมาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าระดับความสำคัญ 3) นำข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามประมาณค่าความสำคัญมาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง ผลการวิจัย พบว่า บทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน ประกอบด้วย 6 บทบาท ดังนี้ 1) ด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาลเวชศาสตร์การบินจำนวน 16 ข้อ 2) ด้านผู้จัดการนิรภัยการบินและนิรภัยภาคพื้น จำนวน 8 ข้อ 3) ด้านผู้จัดการความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยง จำนวน 16 ข้อ 4) ด้านผู้ประสานงานและสื่อสาร จำนวน 11 ข้อ 5) ด้านผู้นำการทำงานเป็นทีม การจัดการ และการให้คำปรึกษา จำนวน 18 ข้อ และ 6) ด้านผู้พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการบริการ จำนวน 11 ข้อ
การวิจัยและพัฒนาแนวทางสำหรับหลักสูตรครุศาสตร์เพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรม โดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม, ธีรยุทธ สัจจะบุตร
การวิจัยและพัฒนาแนวทางสำหรับหลักสูตรครุศาสตร์เพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรม โดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม, ธีรยุทธ สัจจะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สมรรถนะพหุวัฒนธรรมเป็นหัวใจสำคัญสำหรับครูในการจัดการเรียนการสอนภายใต้บริบทของห้องเรียนที่ผู้เรียนมีความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน การวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน แนวโน้ม และทิศทางการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตร 2) เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมด้วยวิธีการวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม และ 3) เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรม การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาสภาพทั่วไปและทิศทางของการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตรผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก คือ 1) วิเคราะห์สภาพทั่วไปของการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมจากเอกสารหลักสูตรครุศาสตร์ จำนวน 35 หลักสูตร 2) สังเคราะห์คุณลักษณะของตัวแทรกแซงที่มีประสิทธิภาพสำหรับการส่งเสริมคุณลักษณะพหุวัฒนธรรมของผู้เรียนระดับอุดมศึกษา จากบทความวิจัยทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 18 บทความ และ 3) การวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตร จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 เป็นการวิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมเพื่อนำไปใช้เป็นหลักคิดในการจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตร ตัวอย่างวิจัยเป็นผู้ใช้หลักสูตรครุศาสตร์ จำนวน 61 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างซึ่งพัฒนามาจากข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยระยะที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม และระยะที่ 3 เป็นการจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรเพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมโดยสังเคราะห์มาจากข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัย ซึ่งแนวทางการพัฒนาได้รับการวิพากษ์ความเป็นไปได้และประเมินความเหมาะสม จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ผลการวิจัยที่สำคัญพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตรครุศาสตร์มีการดำเนินการอย่างไม่เป็นระบบและขาดความชัดเจน หลักสูตรส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาด้านวิชาการและเทคโนโลยีการศึกษา ถึงแม้ว่าคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะปรากฏอยู่บ้างในวัตถุประสงค์และผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังแต่ยังไม่ได้กำหนดให้ชัดเจน ประกอบกับการขาดกลไกสนับสนุนในเชิงระบบส่งผลให้การส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมขึ้นอยู่กับความตื่นตัวของผู้สอนมากกว่าการถูกกำหนดให้เป็นองค์ประกอบหลักในระดับหลักสูตร 2. กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมที่ได้จากการวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม คือ 1) ควรมุ่งเน้นการสร้างเจตคติที่เปิดกว้างต่อความหลากหลาย พร้อมทั้งออกแบบระบบการเรียนรู้ให้เน้นการมีส่วนร่วม การลงมือปฏิบัติจริง และปลูกฝังสมรรถนะพหุวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบในทุกช่วงชั้นปี 2) ควรออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์การเรียนรู้ด้วยกิจกรรมที่เน้นการแลกเปลี่ยนเชิงความแตกต่างทางวัฒนธรรม รวมถึงการออกแบบรายวิชาให้มีกิจกรรมกลุ่มที่คละพื้นฐานของนิสิตอย่างเป็นระบบ ตลอดจนจัดให้มีการเผชิญกับประสบการณ์ภาคสนามที่เน้นผู้เรียนจากหลากหลายวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมด้วยกิจกรรมสะท้อนผลการเรียนรู้เพื่อยกระดับจากประสบการณ์ส่วนตัวสู่การตระหนักรู้ทางวิชาชีพ และ 3) พัฒนารูปแบบการประเมินผลที่ตอบสนองต่อกระบวนการปฏิสัมพันธ์ที่ตระหนักรู้ในความแตกต่างหลากหลาย 3. เอกสารแนวทางการพัฒนาหลักสูตรเพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นสื่อกลางเชิงนโยบายและการปฏิบัติที่เชื่อมโยงระหว่างข้อเสนอเชิงวิชาการและแนวทางการพัฒนาที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับสถาบันทั้งในด้านการออกแบบหลักสูตร การบูรณาการพัฒนาสมรรถนะพหุวัฒนธรรมผ่านเนื้อหารายวิชา วิธีการจัดการเรียนรู้ การประเมินผล ตลอดจนการใช้เป็นกรอบสำหรับการกำหนดทิศทางของนโยบายการผลิตครูที่ตอบสนองต่อสังคมพหุวัฒนธรรมในอนาคต
กลยุทธ์การบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม, กนกวรรณ การุญ
กลยุทธ์การบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม, กนกวรรณ การุญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาและกรอบแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม 2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม 3) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods Design) ใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) และข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 393 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้บริหารโรงเรียน 281 คน และครูกลุ่มบริหารวิชาการ 429 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 3 งาน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนรู้ และ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม ประกอบด้วย 7 ด้าน คือ (1) สิทธิในการแสดงออกอย่างเสรีของปัจเจกบุคคล (2) สิทธิการมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน (3) สิทธิทางการเมือง (4) สิทธิในความมั่นคงทางสังคมและได้รับบริการทางสังคม (5) ความยุติธรรมเชิงความเชื่อมโยง (6) ความยุติธรรมเชิงกระจายทรัพยากร และ(7) ความยุติธรรมเชิงวัฒนธรรม 2) สภาพปัจจุบันของการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านการพัฒนาหลักสูตรในสิทธิทางการเมืองมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการพัฒนาหลักสูตรในสิทธิทางการเมือง และสิทธิในความมั่นคงทางสังคมและได้รับบริการทางสังคมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากัน ทั้งนี้ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคมสูงที่สุด คือ ด้านการวัดและประเมินผลในสิทธิในการแสดงออกอย่างเสรีของปัจเจกบุคคล สิทธิการมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และสิทธิในความมั่นคงทางสังคมและได้รับบริการทางสังคม 3) กลยุทธ์การบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้ (1) พลิกโฉมการวัดและประเมินผลที่เสริมสร้างความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์รอง (2) พลิกโฉมการจัดการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความเป็นพลเมืองกับความยุติธรรมทางสังคม ประกอบด้วย 2 …
การพัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาโดยใช้แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับร่วมกับการสะท้อนข้อมูลย้อนกลับด้วยคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4, ภูรินที กุลธงเกตุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) สำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับในวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุศาสตร์ 3) พัฒนาระบบการทดสอบเพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาโดยใช้แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับร่วมกับการสะท้อนข้อมูลย้อนกลับด้วยคอมพิวเตอร์ออนไลน์ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 4) ตรวจสอบคุณภาพของระบบ การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 สำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน ระยะที่ 2 พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับพร้อมสร้างข้อมูลย้อนกลับ และระยะที่ 3 พัฒนาระบบวินิจฉัยออนไลน์ สำหรับตัวอย่างวิจัยและวิธีการวิจัยในระยะที่ 1 สำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนจากนักเรียน 160 คน ด้วยแบบสอบสองระดับชนิดปลายเปิด ระยะที่ 2 พัฒนาและทดลองใช้เครื่องมือแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับฉบับร่าง 33 ข้อ กับนักเรียน 420 คน วิเคราะห์คุณภาพด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเบ้และความโด่ง การวิเคราะห์ความยากและอำนาจจำแนกตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิมและทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ การวิเคราะห์ความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลการตอบสนองข้อสอบ การวิเคราะห์ความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในด้วยค่าอัลฟ่าของครอนบาค และการวิเคราะห์ความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์เทคนิคคิดออกเสียงโดยใช้ค่าคัปปาของโคเฮน จากนักเรียน 57 คน จากนั้นคัดเลือกแบบสอบสมบูรณ์ 11 ข้อ และสร้างข้อมูลย้อนกลับแบบทั่วไปและข้อมูลย้อนกลับเพื่อการปรับปรุง ส่วนในระยะที่ 3 พัฒนาระบบวินิจฉัยออนไลน์ด้วย Google Workspace และตรวจสอบคุณภาพระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และประเมินความพึงพอใจของผู้เชี่ยวชาญและความพึงพอใจของตัวอย่างนักเรียนที่ใช้ทดสอบระบบจำนวน 140 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้: 1) ผลการสำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน พบว่า นักเรียนมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุศาสตร์จำนวน 24 รายการ โดยในมโนทัศน์ที่ 1 เรื่องลักษณะทางพันธุกรรม พบมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนมากที่สุดคือ "ลักษณะเด่นคือลักษณะที่มองเห็นได้ชัดเจน และเป็นลักษณะที่ต้องการของบุคคล เช่น จมูกโด่งเป็นลักษณะเด่นเพราะสวย ส่วนลักษณะด้อยคือลักษณะที่พบได้มากหรือไม่แตกต่างจากกลุ่ม" ซึ่งพบในนักเรียนคิดเป็นร้อยละ 29.38 2) ผลการพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับ พบว่า แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับที่พัฒนาขึ้น มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิมและทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ และได้มีการคัดเลือกข้อสอบที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปพัฒนาแบบสอบที่ใช้ในระบบวินิจฉัย จำนวน 11 ข้อ จากแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับ ฉบับร่างจำนวน 33 …
Investigation Of Molecular Interactions In Electrocatalysis Using Atomic Force Microscopy, Parivat Phiphatbunyabhorn
Investigation Of Molecular Interactions In Electrocatalysis Using Atomic Force Microscopy, Parivat Phiphatbunyabhorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Electrocatalysis at the nanoscale is fundamentally governed by molecular interactions, but these processes remain poorly understood due to their difficulty to directly investigate and their complex nature. In this study, atomic force microscopy (AFM)-based force spectroscopy is employed to investigate interfacial forces and reactivity in two representative systems: the electrochemical deterioration and healing of Au nanothin films on n-type silicon and the electrocatalytic reduction of MEA-CO2 adduct on Cu electrocatalysts. In the Au nanothin film system, observing that surface degradation is mediated by anionic cluster interactions and modulated by intrinsic band bending and surface energy effects. Remarkably, 20-nm Au films …
กองทัพเรือกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2560 - 2579, ณภัทร ไกรฤกษ์
กองทัพเรือกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2560 - 2579, ณภัทร ไกรฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทที่มิใช่การรบของกองทัพเรือไทย โดยเฉพาะในด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในบริบทของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น ภัยธรรมชาติ ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงมนุษย์ การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ กลไกการจัดการ และบทบาทของกองทัพเรือผ่านกรอบแนวคิดทฤษฎีสถาบันเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal Institutionalism) ที่เน้นความร่วมมือระหว่างรัฐและบทบาทของสถาบันระหว่างประเทศในการสร้างระเบียบและข้อตกลงร่วม งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพผ่านการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและแหล่งข้อมูลต่างประเทศและในประเทศ ผลการวิจัยพบว่า กองทัพเรือไทยได้พัฒนากลไกการจัดการ เช่น ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ และเข้าร่วมการฝึกร่วมระดับภูมิภาคและระดับโลก เช่น การฝึก Cobra Gold, Blue Strike และ Pacific Partnership ตลอดจนมีการส่งกำลังช่วยเหลือในเหตุการณ์สำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สึนามิปี พ.ศ.2547 และภารกิจในประเทศอินโดนีเซีย การศึกษาชี้ให้เห็นว่ากองทัพเรือไทยไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อภารกิจความมั่นคงในรูปแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในความมั่นคงยุคใหม่ ที่เน้นความร่วมมือระดับภูมิภาคและสากล เพื่อรองรับภัยคุกคามที่ซับซ้อนและขยายตัวมากขึ้น
นโยบายต่างประเทศของไทย: บทบาทและผลกระทบของนโยบายฟรีวีซ่าต่อความมั่นคงของไทย, ณภัทร ชีวาภิสัณห์
นโยบายต่างประเทศของไทย: บทบาทและผลกระทบของนโยบายฟรีวีซ่าต่อความมั่นคงของไทย, ณภัทร ชีวาภิสัณห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หัวข้อวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อศึกษาผลกระทบของนโยบายฟรีวีซ่าต่อความมั่นคงของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นที่ความเสี่ยงเชิงความมั่นคงที่เกิดขึ้นควบคู่กับความพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว ในปี พ.ศ.2557 จนถึงปัจจุบันที่ประเทศไทยดำเนินนโยบายฟรีวีซ่ากับหลายประเทศเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว การศึกษานี้เริ่มต้นจากการสำรวจพัฒนาการของนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวตั้งแต่แคมเปญ Amazing Thailand จนถึงนโยบายฟรีวีซ่าล่าสุด โดยมุ่งวิเคราะห์ความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาความมั่นคงของรัฐพร้อมทั้งเปรียบเทียบกับกรณีศึกษาจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่เคยประสบปัญหาความมั่นคงจากการเปิดพรมแดนแบบไร้เงื่อนไขจากการศึกษา พบว่าแม้การใช้ฟรีวีซ่าจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ในระยะสั้น แต่หากไม่มีโครงสร้างรองรับที่เพียงพอ เช่น ระบบประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ฐานข้อมูลร่วม หรือกลไกติดตามหลังการเข้าเมือง ก็อาจกลายเป็นช่องว่างที่เปิดโอกาสให้เกิดอาชญากรรมข้ามชาติการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้วีซ่าผิดประเภท หรือการตั้งถิ่นฐานแบบผิดกฎ ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายใหม่ในมิติความมั่นคง ผลการวิจัยชี้ว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ตัวนโยบายฟรีวีซ่า แต่เกิดจากความไม่สอดคล้องกันของหน่วยงานภาครัฐและข้อจำกัดด้านศักยภาพของกลไกสนับสนุนภายในประเทศ ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมคือการพัฒนาเครื่องมือเชิงนโยบาย เช่น ระบบข้อมูลร่วม ระบบติดตามที่มีประสิทธิภาพ และการวัดคุณภาพนักท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือกับประเทศต้นทาง เพื่อลดความเสี่ยงและเสริมความยั่งยืนให้นโยบายฟรีวีซ่าในบริบทของประเทศไทย
Evaluating The Severity Of Disc Herniation : A Comparative Analysis Of Standing Spine Radiographs And Mri Findings, Suttinont Surapuchong
Evaluating The Severity Of Disc Herniation : A Comparative Analysis Of Standing Spine Radiographs And Mri Findings, Suttinont Surapuchong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objective: The degree of spinal canal compromise in lumbar disc herniation (LDH) significantly influences treatment outcomes. Although magnetic resonance imaging (MRI) remains the gold standard for assessing LDH severity, limited access in primary and secondary care settings can delay diagnosis and referral. This study aimed to determine whether radiological parameters observed on standing spine radiographs can predict the severity of LDH and support timely referral for advanced care. Methods: In this retrospective cross-sectional study, patients diagnosed with LDH who underwent both standing whole-spine radiographs and lumbar MRI between June 2014 and January 2024 were included. Radiographic parameters evaluated included disc …
Participatory Training On Health Literacy To Improve Body Composition Among Female Overweight And Obese-High School Students, Phatthalung Province, Thailand : A Quasi Experimental Study, Chamaiporn Thongphet
Participatory Training On Health Literacy To Improve Body Composition Among Female Overweight And Obese-High School Students, Phatthalung Province, Thailand : A Quasi Experimental Study, Chamaiporn Thongphet
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Children and adolescents aged 5-19 over 340 million were overweight and obese, the prevalence has risen dramatically. Overweight and obesity are linked to more deaths worldwide than underweight. Using health literacy-focused strategies, the intervention was robust in achieving reductions for participants of varying health literacy status. This study aimed to evaluate the effect of “Participatory Training Health Literacy” on reducing risk behavior and improving body composition among the female overweight and obese high school students, Phatthalung province, Thailand. The study design was 2 designs including cross-sectional study (n=572) design and quasi- experimental research (intervention=36 and control=31). The assessment had conducted …
การพัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ, กวินนา แก้วเพ็ชร
การพัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ, กวินนา แก้วเพ็ชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ และ 2) ประเมินคุณภาพระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ โดยมีตัวอย่างวิจัย คือ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ระดับชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 103 คน จาก 5 มหาวิทยาลัย โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ ระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพของระบบจาก 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ ความสอดคล้องในการตรวจให้คะแนนระหว่างระบบและผู้ตรวจที่เป็นมนุษย์ ประสิทธิผลของระบบ ความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 1. แบบสอบเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษที่พัฒนาขึ้น จำนวน 4 ข้อ มีการประยุกต์โครงการสร้างและรูปแบบมาจากข้อสอบเขียนประเภทที่ 1 ของ IELTS โดยมีการปรับบริบทและสถานการณ์ให้เหมาะสมกับการเป็นข้อสอบสำหรับนิสิต นักศึกษาคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และมีการปรับใช้เกณฑ์ในการตรวจให้คะแนนของ IELTS เช่นเดียวกัน โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินมีทั้งสิ้น 4 เกณฑ์ ได้แก่ การตอบสนองต่อโจทย์ (Task achievement) ความสอดคล้องต่อเนื่อง (Coherence and Cohesion) คำศัพท์ (Lexical Resource) และความถูกต้องและความเหมาะสมของไวยากรณ์ (Grammatical Range and Accuracy) ซึ่งเกณฑ์การประเมินถูกปรับเป็น 5 ระดับ (0-4 คะแนน) เพื่อความเหมาะสมกับความสามารถของผู้สอบ ซึ่งเมื่อตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบพบว่า มีค่าความยากอยู่ระดับปานกลาง และมีอำนาจจำแนกที่ดี เมื่อตรวจสอบความเที่ยงของผลการวัดตามทฤษฎีสรุปอ้างอิงพบว่า ความเที่ยงแบบอิงเกณฑ์ โดยการตรวจให้คะแนนโดยผู้สอบ 2 คน ด้วยการออกแบบการวัดแบบไขว้อยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือ (Absolute G-Coefficient=0.75) และสหสัมพันธ์ภายในชั้นของแต่ละข้ออยู่ในระดับที่มีความเห็นพ้องร่วมกันสูงมาก (.994 ถึง 1.000) 2. ระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ ที่พัฒนาขึ้นด้วยภาษา JavaScript โดยมีระบบการทำงานแบบเบ็ดเสร็จในระบบ (Standalone) ซึ่งภายในประกอบไปด้วยข้อสอบวัดทักษะการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษ จำนวน 4 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบ …
ผลกระทบของฟังก์ชันกระตุ้นต่อประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลของเครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์, จินจุ เจริญยิ่งไพศาล
ผลกระทบของฟังก์ชันกระตุ้นต่อประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลของเครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์, จินจุ เจริญยิ่งไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์เป็นหนึ่งในแนวทางที่มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพข้อมูล อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า ผลลัพธ์ทางทฤษฎีจากการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์ที่มีข้อจำกัด กับ เครือข่ายประสาทเทียมแบบผลลัพธ์เดียว และผลลัพธ์เชิงปฏิบัติจากการเปรียบเทียบเครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์ กับเครือข่ายประสาทเทียมแบบผลลัพธ์เดียวยังคงมีความแตกต่างกัน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาผลกระทบของฟังก์ชันกระตุ้นในชั้นซ่อนที่มีต่อประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลของเครือข่ายประสาทเทียมในการจำแนกประเภทแบบไบนารี โดยทำการศึกษาในฟังก์ชันกระตุ้น 4 ชนิด ได้แก่ ฟังก์ชัน Sigmoid, ReLU, Leaky ReLU (LReLUs) และ Exponential Linear Units (ELUs) ภายใต้โครงสร้างประสาทเทียม 2 ประเภทที่ใช้เกณฑ์ในการกำหนดโหนดซ่อนแตกต่างกัน โดยจากผลการวิจัยพบว่า ฟังก์ชัน sigmoid เป็นฟังก์ชันกระตุ้นที่สามารถทำให้ประสิทธิภาพเชิงปฏิบัติมีค่าใกล้เคียงกับผลลัพธ์เชิงทฤษฎีมากที่สุดในโครงสร้างทั้ง 2 ประเภท
ผลของการเปิดบ้านรูปแบบจักรวาลนฤมิตและรูปแบบออนไลน์ ที่มีต่อความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6, ชัญญา ม่วงหุ้มทรัพย์
ผลของการเปิดบ้านรูปแบบจักรวาลนฤมิตและรูปแบบออนไลน์ ที่มีต่อความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6, ชัญญา ม่วงหุ้มทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต่อกิจกรรมเปิดบ้านคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างรูปแบบวิดีทัศน์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ กับรูปแบบจักรวาลนฤมิต (Metaverse) โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลองกับนักเรียน 61 คน แบ่งเป็นสองกลุ่มทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบจักรวาลนฤมิตมีความพึงพอใจสูงกว่ารูปแบบวิดีทัศน์ในทุกด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านรูปภาพและเทคนิคการนำเสนอ และภาพรวมกิจกรรม โดยมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ในด้านการรับรู้คุณค่าตราสินค้า พบว่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในทุกมิติ ได้แก่ การรู้จักชื่อตราสินค้า การรับรู้ตราสินค้า ความสัมพันธ์ และความภักดีต่อตราสินค้า ผลการวิจัยสรุปว่า รูปแบบจักรวาลนฤมิตสามารถเพิ่มความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าได้ดีกว่ารูปแบบวิดีทัศน์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การกำหนดวาระ กรอบ และแนวทางในการนำเสนอข่าวความเชื่อ ไสยศาสตร์และหวยของสื่อมวลชนภายใต้กรอบจริยธรรมสื่อ, วิจิตรา วัชนะประพันธ์
การกำหนดวาระ กรอบ และแนวทางในการนำเสนอข่าวความเชื่อ ไสยศาสตร์และหวยของสื่อมวลชนภายใต้กรอบจริยธรรมสื่อ, วิจิตรา วัชนะประพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจการกำหนดวาระข่าวสาร กรอบเนื้อหาการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวยภายใต้กรอบจริยธรรมสื่อ และเพื่อหาแนวทางในการนำเสนอข่าวเรื่องความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวยของสื่อมวลชนในบริบทปัจจุบัน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อศึกษาประเด็นข่าวที่เกี่ยวกับความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวย บนเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กสำนักข่าวออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสามอันดับแรกในปี พ.ศ. 2566 ได้แก่ สำนักข่าวไทยรัฐออนไลน์ สำนักข่าวข่าวสดออนไลน์ และสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ และการสัมภาษณ์เชิงลึก 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กองบรรณาธิการสำนักข่าวออนไลน์ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และนักมานุษยวิทยาและวัฒนธรรมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวยมีความหนาแน่นที่สุดในวันประกาศผลสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยแต่ละสำนักข่าวมีแนวโน้มการรายงานที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ เว็บไซต์ข่าวมีแนวโน้มการนำเสนอผ่านข้อความและภาพประกอบ ขณะที่เพจเฟซบุ๊กใช้รูปแบบที่หลากหลาย เช่น การโพสต์ลิงก์ ไลฟ์สด และคลิปวิดีโอ เพื่อดึงดูดผู้ชม การนำเสนอข่าวมักให้ความสำคัญกับกรอบความสนใจของผู้คนในสังคม เช่น เรื่องความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข การเสี่ยงโชค พิธีกรรม และการทำนายดวงชะตา การปฏิสัมพันธ์ของผู้รับสารประเด็นที่มีปฏิสัมพันธ์สูงสุดคือเรื่องความเชื่อ รองลงมาคือเรื่องตัวเลข และพิธีกรรม ความเห็นของผู้ชมสะท้อนถึงความสนใจในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและโชคลาภอย่างชัดเจน ทั้งนี้พบข้อบกพร่องด้านจริยธรรมในข่าวที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เช่น การขาดคำอธิบายที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ งานวิจัยได้เสนอแนวทางปรับปรุงเพื่อยกระดับการนำเสนอข่าวในมิติที่สอดคล้องกับจริยธรรมสื่อสารมวลชนโดยการสร้างกรอบแนวปฏิบัติที่ใช้งานได้จริงในการนำเสนอข่าวความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวยต้องสร้างภายใต้บริบทปัจจุบันของสังคมเป็นสำคัญ คำนึงถึงหลักจริยธรรมของการนำเสนอข่าว คุณค่าข่าวประโยชน์สาธารณะ และความอยู่รอดของสื่อ โดยต้องคิดแนวปฏิบัติอย่างครอบคลุมภายใต้ข้อจำกัดในมิติต่าง ๆ ดังนี้ มิติด้านวัฒนธรรม มิติด้านเทคโนโลยี มิติด้านเศรษฐกิจ และมิติด้านสังคมการเมือง
ประสิทธิภาพของการทำนายความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานร่วมกับความเสี่ยงการเกิดโรคความดันโลหิตสูงด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการจำแนกประเภทหลายเลเบล, วรรษา สุดใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในทางการแพทย์ การเรียนรู้เชิงลึกนิยมนำมาใช้ในการสร้างตัวแบบพยากรณ์ซึ่งค่อนข้างให้ผลที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับตัวแบบดั้งเดิมแต่บางครั้งผู้ป่วยสามารถเป็นโรคพร้อมกันได้มากกว่าหนึ่งโรค การเรียนรู้เชิงลึกจึงถูกพัฒนาให้สามารถทำนายพร้อมกันได้หลายโรค เรียกว่าโครงข่ายประสาทเทียมประเภทจำแนกหลายเลเบล ถึงแม้โครงข่ายประสาทเทียมจะมีความสามารถที่ดีสำหรับการพยากรณ์แต่ยังมีความท้าทายในข้อมูลบางกลุ่มที่ข้อมูลมีจำกัด วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีความสนใจที่จะทำการศึกษาโดยต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของตัวแบบโดยรวมด้วยการใช้เลเบลผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกันมาศึกษาผ่านข้อมูลโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงซึ่งเป็นโรคที่มักเกิดร่วมกัน แบ่งการทดลองเป็นสองส่วนคือส่วนข้อมูลจำลองและข้อมูลจริงเพื่อเปรียบเทียบระหว่างโครงข่ายประสาทเทียมแบบป้อนไปข้างหน้าหลายเลเบลกับหนึ่งเลเบล ผลการศึกษาพบว่าในโครงข่ายประสาทเทียมหลายเลเบลให้ผลที่ดีในทางทฤษฎีที่ทดสอบกับข้อมูลจำลอง แต่ในข้อมูลจริงผลลัพธ์ของการใช้เลเบลที่มีความเกี่ยวข้องกันไม่สามารถลดค่าฟังชันการสูญเสียได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่มีข้อดีคือช่วยลดความรุนแรงของปัญหา overfit ได้และสามารถให้ประสิทธิภาพการพยากรณ์ยังคงเทียบเท่าการใช้หนึ่งเลเบล
Ecological Toxicology Impact From Soap Manufacture: Applications Of Carbon Footprint For Organization And Carbon Footprint Of Product, Tanaporn Chanaphirak
Ecological Toxicology Impact From Soap Manufacture: Applications Of Carbon Footprint For Organization And Carbon Footprint Of Product, Tanaporn Chanaphirak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The assessment of greenhouse gases to identify ways to reduce global warming was of enormous importance worldwide. This study assessed the carbon footprint of an organization and the carbon footprint of products within the herbal soap manufacturing industry, following the guidelines of the Thailand Greenhouse Gas Management Organization (TGO). It also evaluated the environmental toxicity of soap production. The study found that the organization’s carbon footprint amounted to 551 tCO2 equivalent, with Scope 3 emissions being the highest at 359 tCO2 equivalent, followed by Category 1 products and services, which accounted for 208 tCO2 equivalent. Scope 1 emissions were 176 …
First-Order Geometric Integer-Valued Autoregressive Model With Covariates, Adisak Seedamad
First-Order Geometric Integer-Valued Autoregressive Model With Covariates, Adisak Seedamad
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this thesis, we propose two integer-valued time series consisting of (1) the single parameter first-order geometric integer-valued autoregressive (SGINAR(1)) model with covariates and (2) the first-order geometric integer-valued autoregressive GINAR(1) model with covariates. In our study, we obtain the innovation distribution using stationary properties and obtain moment properties of two models. In addition, we obtain parameter estimation by using the conditional least squares (CLS) method and the penalized conditional least squares (PCLS) method. Finally, we conduct simulation studies and apply to real data.
แหล่งที่อยู่และแบบจำลองการกระจายของจิ้งเหลนภูเขาสกุล Sphenomorphus Fitzinger, 1843 ในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน, ธนกฤต สัมพันธ์แพ
แหล่งที่อยู่และแบบจำลองการกระจายของจิ้งเหลนภูเขาสกุล Sphenomorphus Fitzinger, 1843 ในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน, ธนกฤต สัมพันธ์แพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จิ้งเหลนภูเขาในสกุล Sphenomorphus Fitzinger, 1829 เป็นจิ้งเหลนที่มีความหลากหลายทางชนิดและมีพฤติกรรมตามธรรมชาติที่มักหลบซ่อนตัว จึงทำให้จิ้งเหลนสกุลนี้หลายชนิดยังขาดข้อมูลแหล่งที่อยู่และข้อมูลทางภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะชนิดที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขาสูงในทางภาคเหนือ นอกจากในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน พบจิ้งเหลนภูเขา 3 ชนิด ได้แก่ จิ้งเหลนภูเขาเกล็ดเรียบ จิ้งเหลนภูเขาอินเดีย และจิ้งเหลนภูเขาแกรนดิสัน แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลแหล่งที่อยู่และการศึกษาขอบเขตการกระจายของจิ้งเหลนเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแหล่งที่อยู่ของจิ้งเหลนภูเขาในอุทยานแห่งชาติดอยภูคาและประเมินภูมิศาสตร์การกระจายโดยใช้แบบจำลองการกระจายของชนิด (species distribution modeling; SDM) การสำรวจในภาคสนามใช้วิธีสำรวจแบบพบเห็นตัวร่วมกับการกำหนดเส้นสำรวจ ข้อมูลแหล่งที่อยู่และข้อมูลปัจจัยสภาพแวดล้อมนำมาวิเคราะห์ด้วยการทดสอบไคสแควร์และการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก จากนั้นนำข้อมูลพิกัด GPS จากการสำรวจภาคสนาม ข้อมูลตัวอย่างอ้างอิงในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ข้อมูลจาก GBIF และการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ มาทำการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองการกระจายของชนิดร่วมกับปัจจัยสภาพอากาศจาก WorldClim ทั้ง 15 ปัจจัย และปัจจัยเชิงพื้นที่ 2 ปัจจัย ได้แก่ ความสูงจากระดับน้ำทะเล และ ความลาดชัน จาก OpenDataSoft ด้วยโปรแกรม MaxEnt ผลการศึกษาแหล่งที่อยู่พบว่า จิ้งเหลนภูเขาเกล็ดเรียบอาศัยอยู่ในป่าเบญจพรรณ จิ้งเหลนภูเขาอินเดียอาศัยอยู่ในป่าสนและป่าดิบเขา และ จิ้งเหลนภูเขาแกรนดิสันอาศัยอยู่ในป่าดิบเขาเท่านั้น ผลการศึกษาแหล่งที่อยู่ย่อยพบว่าก้อนหิน เป็นองค์ประกอบที่พบได้มากที่สุดในพื้นที่อาศัยของจิ้งเหลนภูเขาเกล็ดเรียบ และกองใบไม้เป็นองค์ประกอบที่พบได้มากที่สุดในพื้นที่อาศัยของจิ้งเหลนภูเขาอินเดียและจิ้งเหลนภูเขาแกรนดิสัน การวิเคราะห์องค์ประกอบหลักตัวแปรสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้แหล่งที่อยู่ย่อยของจิ้งเหลนภูเขาเกล็ดเรียบ จิ้งเหลนภูเขาอินเดีย และ จิ้งเหลนภูเขาแกรนดิสัน คือ อุณหภูมิอากาศ ระดับความสูงจากน้ำทะเลและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ตามลำดับ ผลการศึกษาแบบจำลองการกระจายของชนิด พบว่าปัจจัยสำคัญสำหรับการทำนายแหล่งที่อยู่ของจิ้งเหลนภูเขาเกล็ดเรียบและจิ้งเหลนภูเขาอินเดียคือ อุณหภูมิช่วงรายวันเฉลี่ย และ ปัจจัยสำคัญสำหรับการทำนายแหล่งที่อยู่ของจิ้งเหลนภูเขาแกรนดิสันคือปริมาณน้ำฝนตามฤดูกาล และยังพบว่าแนวโน้มการกระจายของจิ้งเหลนภูเขาเกล็ดเรียบอยู่บริเวณพื้นที่ราบเชิงเขา จิ้งเหลนภูเขาอินเดียอยู่บริเวณตามแนวเทือกเขาและ จิ้งเหลนภูเขาแกรนดิสันอยู่บริเวณยอดเขาสูงของอุทยานแห่งชาติดอยภูคาเท่านั้น ผลของการศึกษาที่ได้สามารถนำมาใช้ในการวางแผนการอนุรักษ์และยังแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้แบบจำลองถิ่นอาศัยในการทำนายแผนที่การกระจายทางภูมิศาสตร์ของสัตว์เลื้อยคลาน