Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 3871 - 3900 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
Tuberculosis Treatment And Outcomes Among Diabetes And Non-Diabetes Mellitus Individuals: A Retrospective Cohort Study Using Indonesia’S Tuberculosis Information System (Sitb) Registry Data 2019 – 2022, Happy Ary Satyani
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Tuberculosis (TB) is one of the 13th leading causes of death from a single infectious agent in the world in 2019. Some of the factors that influence the tuberculosis incident in the world are caused by undernourishment, HIV infection, alcohol use disorders, smoking, and diabetes. The median prevalence of diabetes data from the Global Health Observatory in the 30 high TB burden countries approximated 8% (Interquartile range [IQR]: 6-9%) and more than >=10 % in other countries in Africa and Papua New Guinea. It is also predicted that between 2019 and 2045 the statistic of diabetes will increase approximately 50% …
Genetic Analysis Of Antithrombin Deficiency In Thai Patients With Thrombosis, Zinab Omer Rahmtallah Idris
Genetic Analysis Of Antithrombin Deficiency In Thai Patients With Thrombosis, Zinab Omer Rahmtallah Idris
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Antithrombin (AT) is a non-enzymatic protein critical for coagulation system regulation. It plays a pivotal role in inhibiting thrombin and factor Xa, which are essential for clot formation. Hereditary AT deficiency is a strong risk factor for occurrences and recurrences of venous thrombosis This study investigates the genetic basis of AT Thai patients with thrombosis, focusing on the SERPINC1 gene, which encodes AT. The research included 15 thrombosis patients who had low AT without known acquired causes and 6 controls with normal AT levels. Samples from these participants underwent PCR amplification and Sanger DNA sequencing to identify and characterize genetic …
การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดจากกากกาแฟและใบจามจุรี, จิตรภาณุ อัศวพิชญโชติ
การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดจากกากกาแฟและใบจามจุรี, จิตรภาณุ อัศวพิชญโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาการนำกากกาแฟและใบจามจุรีที่เป็นมูลฝอย มาใช้ในการพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดนางรมทอง เพื่อเป็นวัสดุทางเลือกนอกจากวัสดุดั้งเดิมที่มีการใช้เพาะเลี้ยงเห็ด อย่างขี้เลื่อยไม้ยางพารา จากการทดลอง พบว่าการใช้กากกาแฟเป็นส่วนผสมในอัตราส่วนร้อยละ 30 ของน้ำแห้งก้อนเห็ด สามารถเพิ่มปริมาณโปรตีนและน้ำหนักของผลผลิตที่ได้เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยผลผลิตดอกเห็ดมีน้ำหนักเฉลี่ยที่ 80.33±2.15 กรัม และมีปริมาณโปรตีนที่ 35.08±0.59% แต่เวลาที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยใช้เวลาเพาะเลี้ยงเฉลี่ยประมาณ 64 วัน และมีปริมาณคาเฟอีน 1.70 มก./ล. ในผลผลิตดอกเห็ด และการใช้ใบจามจุรีเป็นวัสดุผสมที่อัตราส่วนร้อยละ 30 ของน้ำหนักแห้งก้อนเห็ด ให้ผลผลิตในด้านของน้ำหนักและโปรตีน รวมถึงเวลาในการเพาะเลี้ยงที่เทียบเท่ากับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยมีค่า 55.90±3.18 กรัม และ 31.64±0.76% ตามลำดับ รวมถึงใช้ระยะเวลาการเพาะเลี้ยงเฉลี่ยประมาณ 37 วัน จากการศึกษาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในผลผลิตดอกเห็ด พบว่าปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในผลผลิตเห็ดนางรมทองมีปริมาณที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในแต่ละรูปแบบสัดส่วนผสม และก้อนเห็ดที่ผ่านการเก็บเกี่ยว มีส่วนประกอบของเถ้าที่น้อยกว่า 15% โดยน้ำหนักแห้ง และไม่มีส่วนประกอบของซัลเฟอร์ สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลได้ หากมีการลดความชื้นก่อนการนำไปใช้
การพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากรีไซเคิลพอลิสไตรีนผสมผงไม้ไผ่, ณัฐภัทร หัชชะวณิช
การพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากรีไซเคิลพอลิสไตรีนผสมผงไม้ไผ่, ณัฐภัทร หัชชะวณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากพอลีสไตรีนรีไซเคิล (RPS) ผสมกับผงไม้ไผ่ (BB) ที่ได้จากตะเกียบไม้ไผ่ใช้แล้ว เตรียมโดย เครื่องอัดรีดพลาสติกสกรูคู่ (Twin Screw Extruder) แล้วนำไปขึ้นรูปด้วยกระบวนการ ฉีดขึ้นรูป (Injection Molding Machine) โดยกำหนดอัตราส่วนของผงไม้เป็น 10, 20, 30 และ 40 %wt โดยตัวเมทริกซ์ของไม้พลาสติกคอมโพสิตเกิดจากการผสม RPS กับ อีวีโอเอช รีไซเคิล (REVOH) ในอัตราส่วน EVOH คือ 70, 60, 50, 40 30 เเละ 20 %wt ผลการทดลองพบว่าอัตราส่วนของเมทริกซ์ที่ดีที่สุดคือ 60:40 %wt และอัตราส่วนที่ดีที่สุดสำหรับไม้พลาสติกคอมโพสิตคือ 70:30 %wt โดยค่าสมบัติทางกลค่าลดลงตามปริมาณของ BB ที่เพิ่มขึ้น โดยมีการศึกษาการใช้สาร PE-G-MA ในปริมาณ 3%, 5% และ 7% %wt เพิ่มเติมโดยเลือกใช้ BB ที่อัตราส่วน 30 %wt และ 40 %wt ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า อัตราส่วนไม้พลาสติกคอมโพสิต 70:30 %wt ที่มีสาร PE-G-MA 3 %wt มีค่าสมบัติทางกลสูงสุด แต่เมื่อเพิ่มปริมาณสาร PE-G-MA เป็น 5% และ 7% %wt ค่าสมบัติทางกลจะลดลงตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในอัตราส่วนไม้พลาสติกคอมโพสิต 60:40 %wt ค่าสมบัติทางกลกลับเพิ่มขึ้นตามปริมาณสาร PE-G-MA ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สูตรที่ดีที่สุดของไม้พลาสติกคอมโพสิตคือ อัตราส่วน Blend 60:40 %wt โดยใส่สาร PE-G-MA 7 %wt นอกจากนี้ การคำนวณต้นทุนผลิตภัณฑ์พบว่ามีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 31 …
การประเมินด้านพลังงานสำหรับการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, จันทร์จิรา ศรีทอง
การประเมินด้านพลังงานสำหรับการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, จันทร์จิรา ศรีทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แผนอนุรักษ์พลังงานในช่วงปี พ.ศ. 2561-2580 หรือ EEP 2018 ได้กำหนดเป้าหมายที่จะลดความเข้มการใช้พลังงานลงร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 2580 เมื่อเทียบกับ ปี พ.ศ. 2553 และภาคขนส่งเป็นสาขาเศรษฐกิจที่มีการใช้พลังงานสูง จึงกำหนดเป้าหมายลดการใช้พลังงานไว้ที่ร้อยละ 36 ของเป้าหมายพลังงานที่ต้องการลดทั้งหมด และได้บรรจุมาตรการการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า เป็นหนึ่งในมาตรการอนุรักษ์พลังงานภาคขนส่ง งานวิจัยนี้ศึกษาการประเมินปริมาณพลังงานเมื่อมีการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมถึงประเมินต้นทุนพลังงาน และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในปี พ.ศ. 2565 โดยขั้นตอนการทดสอบอัตราการใช้พลังงานเป็นไปตาม REGULATION (EU) No. 134/2014 ขับขี่บนแชสซีไดนาโมมิเตอร์ด้วยการใช้รูปแบบวัฏจักรการขับขี่มาตรฐาน WMTC, stage 2 ผลการทดสอบอัตราการใช้พลังงานของรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็น 9.5 เท่าของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สามารถประเมินต้นทุนพลังงาน และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในคิดเป็น 8.7 และ 4.9 เท่าของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตามลำดับ และผลของปริมาณพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครด้วยสัดส่วน 100% ของจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสมในปี พ.ศ. 2565 สามารถลดปริมาณพลังงานได้ 2,931,807,066 kWh/year และสามารถลดต้นทุนพลังงานรวมถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 12,535,425,318 บาท/ปี และ 653,310 tCO2e/year ตามลำดับ และเพื่อเพิ่มทางเลือกในการประเมินความเป็นไปได้และการกำหนดทิศทางของนโยบายให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้จึงได้เสนอการประเมินปริมาณพลังงาน รวมถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และต้นทุนพลังงาน เมื่อมีการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์ระดับประสิทธิภาพพลังงานเบอร์ 5 จากการวิเคราะห์ผลของอัตราการใช้พลังงานของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์เบอร์ 5 พบว่ามีอัตราการใช้พลังงานเป็น 2 เท่าของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านเกณฑ์เบอร์ 5 เมื่อมีการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์เบอร์ 5 พบว่า สามารถลดปริมาณพลังงาน รวมถึงต้นทุนพลังงานและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้น้อยกว่าการทดแทนด้วยด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านเกณฑ์เบอร์ 5 ประมาณ 2 เท่า
การศึกษาต้นทุนการทดแทนเรือตรวจการณ์ด้วยอากาศยานไร้คนขับ, คุณาธิป หวังจิตต์
การศึกษาต้นทุนการทดแทนเรือตรวจการณ์ด้วยอากาศยานไร้คนขับ, คุณาธิป หวังจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาต้นทุนปฏิบัติการของเรือตรวจการณ์และอากาศยานไร้คนขับของกองทัพเรือ ซึ่งประกอบด้วยต้นทุนเงินลงทุน ต้นทุนการบริหาร และต้นทุนการปฏิบัติการ โดยรวบรวมสถิติข้อมูลรายงานสถานะของเรือ รายงานความสิ้นเปลืองของเรือตรวจการณ์และอากาศยานไร้คนขับ รายงานสถิติ การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.2566 และนำข้อมูลมา ทำการวิเคราะห์เพื่อให้ทราบต้นทุนปฏิบัติการของเรือเรือตรวจการณ์และอากาศยานไร้คนขับ เป็นเงิน บาทต่อวัน ผลการวิจัยพบว่า ต้นทุนปฏิบัติการของเรือ ต.113 มีต้นทุนเฉลี่ย 109,646.74 บาทต่อวัน ต้นทุนปฏิบัติการของ เรือ ต.997 มีต้นทุนเฉลี่ย 150,192.48 บาทต่อวัน และในส่วนของอากาศยานไร้คนขับรุ่น RQ-21 A Blackjack มีต้นทุนเฉลี่ย 228,890.85 บาทต่อวัน อากาศยานไร้คนขับรุ่น Schiebel Camcopter S – 100 มีต้นทุนเฉลี่ย 255,982.03 บาทต่อวัน การทราบต้นทุนปฏิบัติการของเรือตรวจการณ์และอากาศยานไร้คนขับของกองทัพเรือจะทำให้กองทัพเรือตัดสินใจเลือกใช้เรือตรวจการณ์หรืออากาศยานไร้คนขับออกปฏิบัติราชการและใช้ในการวางแผนปฏิบัติการให้เหมาะสมกับพื้นที่ปฏิบัติงาน สอดคล้องกับความมุ่งหวังของภารกิจของกองทัพเรือในแต่ละปีงบประมาณได้อย่างประสิทธิภาพ และคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับ
การกำหนดนโยบายการสั่งซื้ออย่างเหมาะสมกรณีศึกษาบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มประเภทเบียร์ Abc, ชานนท์ จันทรศรี
การกำหนดนโยบายการสั่งซื้ออย่างเหมาะสมกรณีศึกษาบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มประเภทเบียร์ Abc, ชานนท์ จันทรศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการกำหนดนโยบายการสั่งซื้ออย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดปัญหาปริมาณพัสดุบรรจุคงคลังสูงเกินความจำเป็นในขณะที่ยังรักษาระดับการให้บริการลูกค้าให้อยู่ในระดับมากกว่าที่ 95% โดยการกำหนดกลุ่มเป้าหมายศึกษาจากการวิเคราะห์ ABC Analysis มาเป็นพัสดุบรรจุกล่องลูกฝูกที่มีมูลค่าสูงสุดทั้งหมด 2 รายการ โดยการกำหนดนโยบายการสั่งซื้ออย่างเหมาะสมจะใช้การกำหนดปริมาณการสั่งซื้อ จุดสั่งซื้อใหม่ และต้นทุนรวมซึ่งเป็นผลลัพธ์จากต้นทุนการสั่งซื้อและต้นทุนการจัดเก็บพัสดุบรรจุคงคลัง โดยใช้ข้อมูลปริมาณการใช้งานย้อนหลัง 12 เดือนในการวิเคราะห์ จากผลการศึกษาของบริษัทกรณีศึกษาในการเปรียบเทียบของแผนการผลิตต่อนโยบายพัสดุบรรจุ พบว่านโยบาย ROP อาจจะไม่ตอบโจทย์ต่อนโยบายการสั่งพัสดบรรจุที่มีแผนการผลิตมีการเปลี่ยนแปลง (Revise) ในทุกๆสัปดาห์ใ นการทบทวนแผนการผลิตอาจจะจำเป็นจะต้องมีการทบทวนเป็นรายสัปดาห์อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ต่อเดือน เนื่องจากจะได้มีการเปรียบเทียบ Actual ตอแผนการผลิตที่เกิดขึ้นเป็นรายสัปดาห์ โดยพบว่าพัสดุบรรจุจำนวน 2 ประเภท คือ กล่องลูกฝูก 620ml พบว่า เมื่อการการทบทวนนโยบายใหม่ในการสั่งพัสดุบรรจุทุกสัปดาห์ต้นทุนรวมลดลงถึง 23% ซึ่งสามารถเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บได้ 48% เมื่อเทียบกับนโยบายเดิม และกล่องลูกฝูก 320ml เมื่อการการทบทวนนโยบายใหม่ในการสั่งพัสดุบรรจุทุกสัปดาห์ต้นทุนรวมลดลงถึง 46% ซึ่งสามารถเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บได้ 62% โดย 2 ประเภทนี้ยังรักษาระดับการให้บริการลูกค้าให้อยู่ในระดับมากกว่าที่ 95%
ปัจจัยการไม่ส่งคืนอุปกรณ์ ณ จุดขาย (Pos): กรณีศึกษา บริษัท Abc, ชานน ดาราไก
ปัจจัยการไม่ส่งคืนอุปกรณ์ ณ จุดขาย (Pos): กรณีศึกษา บริษัท Abc, ชานน ดาราไก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการไม่ส่งคืนอุปกรณ์ ณ จุด ขายและหาแนวทางการป้องกันการไม่ส่งคืนอุปกรณ์ ณ จุด ขายเพื่อให้ผู้ให้บริการเช่าซื้ออุปกรณ์ ณ จุด ขาย นำไปใช้พัฒนามาตรการป้องกันและติดตามตรวจสอบการคืนสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรวบรวมสถิติข้อมูลร้านค้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน 2566 ที่มีการเช่าซื้ออุปกรณ์ ณ จุด ขาย ผลการวิจัยพบว่า ธุรกิจประเภทร้านอาหารมีความเสี่ยงสูงต่อการไม่คืน อุปกรณ์ ณ จุด ขาย มากกว่าธุรกิจประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะร้านอาหารประเภทยำ รวมถึงระยะเวลาการเช่าที่ยาวนานขึ้น ส่งผลต่อการคืน อุปกรณ์ ณ จุด ขาย เนื่องจากยิ่งผ่อนชำระนานเท่าไร ร้านค้ายิ่งใกล้โอกาสการเป็นเจ้าของ อุปกรณ์ ณ จุด ขาย มากขึ้นเท่านั้น และจะเป็นเจ้าของเมื่อ เช่าซื้อครบ 36 เดือน เชื่อมโยงกับจำนวนครั้งที่ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมการชำระหนี้ของลูกค้า ดังนั้นลูกค้าที่มีประวัติผิดนัดชำระหนี้บ่อยครั้ง มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ส่งคืนอุปกรณ์ โดยเฉพาะร้านอาหารที่ตั้งอยู่แบบเดี่ยว(Stand-alone) มีโอกาสไม่คืนอุปกรณ์สูงที่สุดมากกว่าร้านที่ตั้งในห้างสรรพสินค้าหรือตามตลาดนัด ดังนั้นการทราบถึงปัจจัยเหล่านี้ที่มีผลเหล่านี้ ทางบริษัทสามารถนำปัจจัยเหล่านี้ ไปปรับปรุงนโยบายและวิเคราะห์ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและติดตามตรวจสอบการคืนสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้ากรณีศึกษาบริษัทขนส่งด่วน: กรณีศึกษา, ทิฆัมพร ศิริโชคมงคลชัย
การเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้ากรณีศึกษาบริษัทขนส่งด่วน: กรณีศึกษา, ทิฆัมพร ศิริโชคมงคลชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้เป็นการใช้โปรแกรมเอ็กเซล โซลเวอร์ (Excel Solver) ในการเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่มีความเหมาะสมในการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ของบริษัทกรณีศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบจำลองคณิตศาสตร์สำหรับหาตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมของศูนย์กระจายสินค้าและวิเคราะห์หาความคุ้มทุนการตั้งศูนย์กระจายสินค้าเพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งหรือต้นทุนต่ำที่สุดและนำข้อมูลด้านปัจจัยมาวิเคราะห์ร่วม ผลจากการศึกษาพบว่าพื้นที่ที่มีความเหมาะสมมากที่สุดในการตั้งศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ คือ จังหวัดอยุธยา ซึ่งมีความหนาแน่นของปริมาณพัสดุขาเข้ามากที่สุดและมีความคุ้มทุนในการดำเนินงาน โดยต้นทุนเฉลี่ยและต้นทุนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากมีการเปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ของบริษัทกรณีศึกษาโดยใช้กระบวนการลำดับขั้นเชิงวิเคราะห์ พบว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุด 3 อันดับแรก คือ ปัจจัยด้านการขนส่ง ปัจจัยด้านการเงิน และปัจจัยด้านแรงงาน คิดเป็น 63 เปอร์เซ็นของค่าน้ำหนักความสำคัญของปัจจัยทั้งหมด ผลการวิเคราะห์มีความสอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ได้จากเอ็กเซล โซลเวอร์ ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์และสรุปผลการลงทุนในการเปิดศูนย์กระจายสินค้าในพื้นที่ที่ได้โดยโปรแกรมเอ็กเซล โซลเวอร์
การหาค่าที่เหมาะสมที่สุดในการขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ในการขนส่งทางทะเล, ณัฐพร ปึงศิริเจริญ
การหาค่าที่เหมาะสมที่สุดในการขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ในการขนส่งทางทะเล, ณัฐพร ปึงศิริเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาธุรกิจตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้ในการขนส่งทางทะเล ความไม่สมดุลของตู้คอนเทนเนอร์เปล่าอันเป็นปัญหาที่เป็นหนึ่งในปัญหาหลักของธุรกิจสายเรือและเจ้าของตู้คอนเทนเนอร์ โดยในการศึกษาความไม่สมดุลนี้มีการศึกษาท่าเรือทั้งหมด 7 แห่ง ศึกษาสถานะของตู้คอนเทนเนอร์เปล่าในแต่ละสัปดาห์และข้อมูลการพยากรที่มีการจัดทำล่วงหน้า รวมถึงศึกษาเส้นทางตารางเรือ เพื่อนำไปสร้างแบบจำลองสำหรับการวางแผนขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์เปล่า วัตถุประสงค์ของแบบจำลองคือหาจำนวณและเส้นทางที่ให้ค่าดีที่สุดที่เป็นไปได้โดยนำข้อจำกัดด้านการขนส่งอย่างตารางเวลาของเรือและจำนวณระวางสำหรับตู้คอนเทนเนอร์เปล่าที่สามารถใช้ในการขนส่งได้สูงสุดเพื่อให้ได้กำไรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสูงสุด แบบจำลองนี้ใช้การทดลองด้วยการใช้ Solver เพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของแต่ละความเป็นไปได้ ทั้งนี้แบบจำลองที่สร้างขึ้นนี้จะสามารถนำไปช่วยผู้ปฏิบัติงานในการวางแผนการขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์เปล่าที่ขนส่งระหว่างท่าที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลของตู้เปล่าของแต่ละท่าภายใต้ข้อจำกัดในด้านการขนส่ง ซึ่งผลที่ได้จากแบบจำลองเทียบกับการขนย้ายที่เกิดขึ้นจริงจากการวางแผนด้วยประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านมา พบว่าผลลัพธ์ที่ได้จากแบบจำลองให้ค่ากำไรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมากกว่าการขนย้ายจริง ทั้งนี้มีการทดสอบแบบจำลองซ้ำเพื่อยืนยันผลจากแบบจำลอง พบว่าทุกแบบจำลองให้ค่าที่ดีกว่าผลของการวางแผนโดยผู้ปฏิบัติงาน
การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสานในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า: กรณีศึกษา บ้านสองแควพัฒนา จังหวัดเชียงราย, ธัญลักษณ์ เกตุโสภา
การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสานในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า: กรณีศึกษา บ้านสองแควพัฒนา จังหวัดเชียงราย, ธัญลักษณ์ เกตุโสภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสานในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า กรณีศึกษา บ้านสองแควพัฒนา จังหวัดเชียงราย โดยพิจารณาจากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเพิ่มจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของชุมชนที่มีอยู่เดิม แบ่งรูปแบบการติดตั้งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบระบบพลังงานน้ำเครื่องยนต์ดีเซล รูปแบบระบบพลังงานน้ำและแสงอาทิตย์ สำรองด้วยแบตเตอรี่ รูปแบบพลังงานน้ำและแสงอาทิตย์ สำรองด้วยแบตเตอรี่และเครื่องยนต์ดีเซล ด้วยวิธีวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ของโครงการ โดยใช้ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ อัตราผลตอบแทนทางการเงิน อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน และต้นทุนพลังงานไฟฟ้า รวมถึงพิจารณาผลประโยชน์จากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของระบบผลิตไฟฟ้า ผลการศึกษาพบว่าระบบพลังงานน้ำและแสงอาทิตย์ สำรองด้วยแบตเตอรี่มีความน่าลงทุนมากที่สุด มีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุนมากที่สุด คือ 1.15 และมีต้นทุนพลังงานต่อหน่วยต่ำที่สุด คือ 15.53 บาทต่อหน่วย และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 26,020 kgCO2eq/ปี ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การประเมินข้อร้องเรียนผู้ใช้บริการระบบรถไฟฟ้าสาธารณะ, ธรรมยศ จำปาทิพย์พงศ์
การประเมินข้อร้องเรียนผู้ใช้บริการระบบรถไฟฟ้าสาธารณะ, ธรรมยศ จำปาทิพย์พงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงส์เพื่อเพื่อศึกษาข้อร้องเรียนและประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อระบบการขนส่งรถไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อใช้หาแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการของระบบการขนส่งรถไฟฟ้าสาธารณะ โดยใช้ข้อมูลจากข้อร้องเรียนของผู้โดยสารที่ใช้บริการระบบการขนส่งรถไฟฟ้าสาธารณะสายสายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) นำมาพัฒนาแบบบสอบถาม ซึ่งออกแบบตามหลัก SERVQUAL Model เพื่อสอบถามและเก็บข้อมูลผู้โดยสารแล้วจึงนำข้อมูลจากแบบสอบถามมาหาค่าช่องว่างของการให้บริการ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ จัดลำดับความต้องการของผู้โดยสารพร้อมทั้งความต้องการ และแนวทางการปรับปรุงคุณภาพ เพื่อลดช่องว่างการให้บริการ โดยจากผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เคยใช้บริการจำนวน 400 คนพบว่า ความคาดหวังโดยรวมของมิติการให้บริการทั้ง 5 มิติมีคะแนนอยู่ที่ 4.1 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง และคุณภาพที่ผู้ใช้บริการได้รับโดยรวมของมิติการให้บริการทั้ง 5 มิติมีคะแนนอยู่ที่ 3.6 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูงเช่นกัน จากการวิเคราะห์แบบสอบถามพบว่าความต้องการของผู้โดยสารที่สำคัญที่สุด ที่ต้องการให้ผู้ให้บริการปรับปรุงคือเรื่องการจัดการและความสะดวกในการเข้าถึง ตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารอัตโนมัติ และการจัดการการจราจร ดังนั้นการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าควรคำนึงถึงการปรับปรุงให้เหมาะสมกับความต้องการและความคาดหวังของผู้ใช้บริการ เพื่อลดช่องว่างในการให้บริการนอกจากนี้ แต่หากผู้ให้บริการรถไฟฟ้าได้ทำตามมาตรฐานการให้บริการที่กำหนดแล้ว ซึ่งเป็นมาตรฐานที่มีความสมเหตุสมผลและได้รับการยอมรับระดับสากลแล้ว ผู้ใช้บริการควรมองปัญหาและสิ่งที่เกิดขึ้นในมุมมองของผู้ให้บริการเพื่อให้สามารถใช้บริการได้อย่างพึงพอใจและมีคุณภาพที่ดีขึ้นได้อีกด้วย
ความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคในการใช้บริการเสริมขนส่งพัสดุ แบบด่วน, นันทิชา แสนจินดา
ความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคในการใช้บริการเสริมขนส่งพัสดุ แบบด่วน, นันทิชา แสนจินดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นเพื่อประเมินมูลค่าความเต้มใจที่จะจ่ายเพิ่มเติม สำหรับการยกระดับการให้บริการเสริมขนส่งพัสดุ แบบด่วน โดยการใช้วิธีแบบจำลองทางเลือกหรือการวิเคระห์องค์ประกอบร่วม (Conjoint Analysis) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากผู้ใช้บริการขนส่งพัสดุ แบบด่วน ทั้งหมด 120 ราย การศึกษาครั้งนี้ใช้การออกแบบ Orthogonal เพื่อสร้างการทดลองทางเลือกสำหรับรูปแบบการให้บริการ โดยในแต่ละทางเลือกของรูปแบบการให้บริการได้นำเสนอชุดคุณลักษณะที่จะประกอบไปด้วย ระยะเวลาการจัดส่ง, ระบบประกันการจัดส่ง, อัตราค่าบริการ การบริการส่วนบุคคล และการบริการกล่องพัสดุฟรี สำหรับระดับการให้บริการพื้นฐานจะมีระยะเวลาการจัดส่งแบบปกติภายใน 1 – 2 วัน, ระบบประกัน 2,000 บาท, อัตราค่าบริการ 45 บาท และ การให้บริการศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า ในขณะที่ระดับการให้บริการจะมีระยะเวลาการจัดส่งแบบใหม่ภายใน 40 นาที, ระบบประกัน 3,000 บาท, อัตราค่าบริการ 50 บาท และ 55 บาท, การให้บริการส่วนบุคคล 24 ชั่วโมง และการบริการกล่องพัสดุฟรี ซึ่งมีการสมมุติสถานการณ์ทางเลือกเพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกระหว่างแนวทางการให้บริการพื้นฐานและระดับการให้บริการ โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละรายจะได้รับชุดสถานการณ์ทางเลือกทั้งหมด 6 ชุดสถานการณ์ เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกชุดสถานการณ์ที่พึงพอใจมากที่สุด จากผลวิเคราะห์พบว่า ผู้ใช้บริการยินยอมที่จะจ่ายเพิ่ม 7 บาทต่อกิโลกรัมให้กับบริการกล่องพัสดุฟรีและยินยอมที่จะจ่ายเพิ่ม 6 บาทต่อกิโลกรัม หากสามารถส่งในระยะทาง 15 กิโลเมตรได้ภายใน 40 นาที จากผลการศึกษาในครั้งนี้ทำให้สามารถวิเคราะห์ความเต็มใจที่จะจ่าย ประเมินมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่าย สามารถนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะในการวางกลยุทธ์ของผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งพัสดุ แบบด่วน ในการออกแบบและกำหนดราคาค่าบริการที่เหมาะสมและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง
แนวทางการใช้ประโยชน์ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต, นงนภัส วรรณกนก
แนวทางการใช้ประโยชน์ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต, นงนภัส วรรณกนก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการใช้ประโยชน์ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต ทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต ในกรณีที่บริษัทกรณีศึกษา ไม่สามารถจัดหาตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต ให้เพียงพอต่อความต้องการส่งออก ของกลุ่มสินค้าข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ใน 3 เส้นทางหลัก คือ เส้นทางไทย-เอเชีย เส้นทางไทย-โอเชี่ยนเนีย และเส้นทางไทย-แอฟริกา โดยใช้แบบสอบถาม(Questionnaire Survey) ถึงแนวทางการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต ทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต 2 ตู้ เน้นที่ระดับการยอมรับได้เมื่อมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นของผู้ส่งออกใน 3 รายการหลัก คือ ค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์(Freight) ค่าภาระค่าภาระยกขน/เคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ภายในท่า(THC) และค่าลากตู้คอนเทนเนอร์ จากการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 24 บริษัท ที่มีปริมาณการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต มากกว่า 100 ตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นไปในระยะเวลา 1 ปี จากจำนวนลูกค้าทั้งหมดมากกว่า 300 ราย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 61 ของจำนวนการจองตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต เพื่อใช้ในการส่งออก เฉพาะกลุ่มสินค้าข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง พบว่า เมื่อมีการเสนอใช้ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต ทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต ในกลุ่มสินค้าดังกล่าว เส้นทางไทย-โอเชี่ยนเนีย (ร้อยละ 29 ของกลุ่มตัวอย่าง) ซึ่งเป็นเส้นทางระยะกลาง มีความเป็นไปได้มากที่สุด ที่ผู้ส่งออกจะยอมรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในค่าระวาง ค่าTHC และค่าลากตู้คอนเทนเนอร์ ที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด เส้นทางไทย-แอฟริกา (ร้อยละ 33 ของกลุ่มตัวอย่าง) ซึ่งเป็นเส้นทางระยะไกล มีการยอมรับในค่าระวาง และค่าTHC ที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด แต่ยอมรับในค่าลากตู้คอนเทนเนอร์ที่เพิ่มขึ้นได้เพียงร้อยละ 50 ของผู้ส่งออกในเส้นทางนี้ และ เส้นทางไทย-เอเชีย (ร้อยละ 38 ของกลุ่มตัวอย่าง) ซึ่งเป็นเส้นทางระยะสั้นที่สุด และมีส่วนต่างของค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตและขนาด 40 ฟุตน้อยที่สุด …
แนวทางการกำหนดนโยบายการสั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์ กรณีศึกษาโรงพยาบาลกองบินแห่งหนึ่ง, ประภัสสร ประชุมพันธ์
แนวทางการกำหนดนโยบายการสั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์ กรณีศึกษาโรงพยาบาลกองบินแห่งหนึ่ง, ประภัสสร ประชุมพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายการสั่งซื้อ กรณีศึกษาโรงพยาบาลกองบินแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานพยาบาลของรัฐขนาดเล็ก โดยในปัจจุบันโรงพยาบาลไม่มีทั้งการกำหนดระบบการสั่งซื้อที่ชัดเจนขาดตัวชี้วัด ทางด้านการบริหารพัสดุคงคลังเพื่อวัดการขาดคลังของยาและเวชภัณฑ์ มีข้อจำกัดในการใช้ระบบการตรวจสอบระดับ พัสดุคงคลังเป็นรอบ (Periodic review System ) คือตรวจสอบระดับคงคลังทุกสิ้นเดือนเท่านั้น การดำเนินการจัดซื้อปัจจุบัน ใช้การตรวจสอบรายการยาและเวชภัณฑ์ทีละรายการ และผู้ปฏิบัติงานใช้ประสบการณ์ในการกำหนดปริมาณการสั่งซื้อ ทำให้ต้องใช้ระยะเวลานานในการปฏิบัติงานจัดซื้อ และมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดในการสั่งซื้อ เกิดปัญหาทั้งมียาและเวชภัณฑ์ มากเกินความจำเป็น (Overstock) เสี่ยงต่อการเกิดยาและเวชภัณฑ์หมดอายุและยาขาดคลังจากการสั่งซื้อพัสดุที่ไม่เพียงพอ ต่อความต้องการ การศึกษาเริ่มจากศึกษาข้อมูลคลังยาและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาล ได้ยาและเวชภัณฑ์ที่มีข้อมูลเพียงพอ ทั้งหมด 61 รายการ นำมาจัดกลุ่มโดยใช้ VEN Analysis เป็นการจัดกลุ่มตามความสำคัญทางการรักษา หลังจากนั้น ใช้การแบ่งกลุ่มตาม K – Means Cluster Analysis วิเคราะห์ข้อมูลด้านปริมาณการใช้ยาและเวชภัณฑ์ (Z-score) และค่าความแปรปรวนระหว่างเดือน (C.V.) พบว่ายาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ในงานวิจัยมีความแปรปรวนระหว่างเดือนสูง (C.V) > 0.25 กำหนดระดับการให้บริการ จากนั้นกำหนดนโยบายพัสดุคงคลังและคำนวณพารามิเตอร์ที่ใช้กำหนดนโยบายพัสดุคงคลัง โดยยาและเวชภัณฑ์ส่วนใหญ่ใช้แบบจำลองระดับคงคลังเป้าหมาย (Order up to level; OUL) โดยมีรอบการสั่งคงที่ (Fixed time model) ในการศึกษาเป็นหลัก ยกเว้นยาในกลุ่มที่มีในกลุ่มที่มีความสำคัญทางการรักษามาก ลักษณะความต้องการ การใช้ยาและเวชภัณฑ์ไม่แน่นอนมีความแปรปรวนระหว่างเดือนสูง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยซึ่งมีผลถึงแก่ชีวิต จึงไม่ควรมีการขาดแคลนยา ต้องมีการติดตามระดับพัสดุอย่างต่อเนื่อง (continuous review) การกำหนดจุดสั่งเติมจะใช้ระบบ Two-Bin System ผลการศึกษาพบว่านโยบายใหม่ที่กำหนดขึ้น สามารถรักษาระดับการให้บริการตามรอบการสั่งซื้อ (Cycle service level) และอัตราการเติมเต็มสินค้า (Fill rate) เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละกลุ่ม ตัวอย่างเช่น ปัจจุบัน ยาในกลุ่มโรคเรื้อรังบางรายการ มีระดับการให้บริการตามรอบการสั่งซื้อ (Cycle service level) เพียง 41.67% หลังการปรับปรุง สามารถรักษาระดับการให้บริการตามรอบการสั่งซื้ออยู่ที่ 85% ในขณะเดียวกัน สามารถลดปริมาณพัสดุคงคลังลงได้ นอกจากนี้ นโยบายปัจจุบันทำให้ยาและเวชภัณฑ์ส่วนใหญ่เกิดการหมดอายุโดยบางรายการมีปริมาณพัสดุคงคลังในมือ (Days of supply) สูงที่สุดถึง 2550 วัน …
การศึกษาทิศทางค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ จากความสัมพันธ์ของค่าระวางระหว่างเรือตู้คอนเทนเนอร์ และเรือสินค้าเทกองแห้ง, ปริฉัตร โชยดิรส
การศึกษาทิศทางค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ จากความสัมพันธ์ของค่าระวางระหว่างเรือตู้คอนเทนเนอร์ และเรือสินค้าเทกองแห้ง, ปริฉัตร โชยดิรส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ และเรือสินค้าเทกองแห้งในช่วงก่อน, ระหว่าง และหลังวิกฤตการณ์โควิด-19 เพื่อนำผลวิเคราะห์ทิศทางความสัมพันธ์ของค่าระวางมาประมาณการค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ โดยในการวิจัยจะทำการนำข้อมูลค่าระวางทั้งสองชนิดมาวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย ซึ่งจะวิเคราะห์ความสัมพันธ์จากผลลัพธ์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของข้อมูลที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง และพิจารณาผลลัพธ์ค่า R-Square ที่ได้ ว่าข้อมูลค่าระวางทั้งสองชนิดมีความเหมาะสมในการนำมาสร้างสมการเส้นตรงจำลองเพื่อมาการพยากรณ์ค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์หรือไม่ โดยทำการเปรียบเทียบข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง กับข้อมูลที่ได้จากการแทนค่าลงในสมการในช่วงเวลาต่างๆ ผลการวิจัยพบว่าจากการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ทิศทางค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ และเรือสินค้าเทกองแห้ง ไม่มีความสัมพันธ์กันเลยในช่วงก่อนโควิด-19 แต่มีความสัมพันธ์เป็นไปในทิศทางเดียวกันในช่วงระหว่างโควิด-19 และช่วงหลังโควิด-19 จึงนำผลลัพธ์จากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่ายมาสร้างสมการจำลองของทั้งสองช่วงที่มีความสัมพันธ์กัน โดยในช่วงระหว่างโควิด-19 โดยสมการเส้นตรงที่ได้สามารถพยากรณ์ตัวแปรตามได้แม่นยำ 49.9% และช่วงหลังโควิด-19 สมการเส้นตรงที่ได้สามารถพยากรณ์ตัวแปรตามได้แม่นยำ 70% โดยเมื่อเปรียบเทียบผลต่างของค่าระวางที่ได้จากการแทนค่า และข้อมูลจริงนั้นผลต่างออกมามีค่าใกล้เคียงกัน จึงทำให้สรุปได้ว่าสมการเส้นตรงจำลองที่ได้มาสามารถนำไปใช้ในการพยากรณ์ค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อทราบค่าระวางเรือสินค้าเทกองแห้งได้ จากสมการในช่วงระหว่างโควิด-19 และหลังระบาดโควิด-19
การกำหนดนโยบายการสั่งซื้อวัตถุดิบที่เหมาะสม กรณีศึกษา โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิว, ปรียานุช อดิเรกสันต์
การกำหนดนโยบายการสั่งซื้อวัตถุดิบที่เหมาะสม กรณีศึกษา โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิว, ปรียานุช อดิเรกสันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษามุ่งเน้นการกำหนดนโยบายการสั่งซื้อวัตถุดิบ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าคงคลังและจัดการวัตถุดิบที่มีมากเกินความจำเป็น โดยยังคงสามารถรักษาระดับการบริการไว้ที่ 97% ได้ตามเป้าหมาย สำหรับวัตถุดิบ ทั้ง 6 รายการที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของวัตถุดิบที่มีมากเกิน (Excess stock) กับ กลุ่มวัตถุดิบที่ไม่มีการเคลื่อนไหว (Obsolete stock) และเลือกนำมาศึกษาในงานวิจัยในครั้งนี้ งานวิจัยนี้เริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ดังเช่น ข้อจำกัดต่างๆในการสั่งซื้อ ข้อมูลของรายการวัตถุดิบที่ต้องการศึกษา จากนั้น หารูปแบบความต้องการของรายการวัตถุดิบทั้ง 6 รายการ โดยใช้ Average No-Demand Interval (ADI) และ Coefficient of Variation Squared (CV2) พบว่าแบ่งได้เป็นทั้งหมด 2 รูปแบบ คือ 1. Erratic Demand 2. Lumpy Demand จากนั้นหารอบการสั่งที่มีการแจกแจงแบบปกติ แล้วจึงนำมากำหนดนโยบายโดยใช้วิธี Periodic Review ดังนี้ 1. Erratic Demand รอบการสั่งซื้อทุก 2 เดือนใช้นโยบายการสั่ง (T,s,S) และรอบการสั่งทุก 3-4 เดือนใช้นโยบายการสั่ง (T,S) 2. Lumpy Demand รอบการสั่งทุก 6 เดือนใช้นโยบายการสั่ง (T,S) จากนั้นทดสอบด้วยการจำลองสถานการณ์ พบว่าค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าคงคลังลดลง 4% (58,971.85 บาท) และยังคงรักษาระดับการให้บริการไว้ได้ที่ 97%
การวิเคราะห์เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างแผงโซล่าเซลล์แบบหน้าเดียวและแบบสองหน้า บนทุ่นลอยน้ำในจังหวัดสระบุรี, วัลลภ ยอดเสนี
การวิเคราะห์เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างแผงโซล่าเซลล์แบบหน้าเดียวและแบบสองหน้า บนทุ่นลอยน้ำในจังหวัดสระบุรี, วัลลภ ยอดเสนี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการประเมินพลังงานไฟฟ้าจากการติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ แบบทุ่นลอยน้ำ กรณีที่เลือกติดตั้งแผงโซล่าเซลล์แบบหน้าเดียวและแบบสองหน้า พร้อมทั้งประเมินความคุ้มค่าการลงทุน ในลักษณะวิเคราะห์เปรียบเทียบพลังงานไฟฟ้ากับต้นทุนการลงทุนและดำเนินการที่แตกต่างกัน ข้อมูลในการออกแบบติดตั้งได้จากโครงการอ้างอิงภายในพื้นที่แหล่งน้ำ ณ จังหวัดสระบุรี เปรียบเทียบความคุ้มค่าการลงทุนด้วยตัวบ่งชี้ทางการเงิน ได้แก่ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าตลอดอายุโครงการ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ อัตราผลตอบแทนภายในและระยะเวลาคืนทุน จากผลการประเมินพบว่าพลังงานไฟฟ้าของการติดตั้งรูปแบบแผงโซล่าเซลล์แบบหน้าเดียว ตลอดอายุโครงการได้เท่ากับ 33,103,493 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ขณะที่รูปแบบแผงโซล่าเซลล์แบบสองหน้าได้เท่ากับ 34,136,578 กิโลวัตต์-ชั่วโมง เป็นพลังงานไฟฟ้าสูงกว่าแผงโซล่าเซลล์แบบหน้าเดียว ร้อยละ 3.12 ในส่วนผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความคุ้มค่าด้วยตัวชี้บ่งทางการเงิน สำหรับรูปแบบการติดตั้งด้วยแผงโซล่าเซลล์แบบหน้าเดียวและแบบสองหน้า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าตลอดอายุโครงการ เท่ากับ 1.33 และ 1.44 บาทต่อหน่วย มูลค่าปัจจุบันสุทธิ เท่ากับ 64,991,271 และ 64,843,834 บาท อัตราผลตอบแทนภายใน เท่ากับ ร้อยละ 33.34 และ 32.16 ระยะเวลาคืนทุน 3.41 และ 3.56 ปี ตามลำดับ บ่งบอกให้เห็นว่าแผงโซล่าเซลล์แบบหน้าเดียว มีความคุ้มค่าในการลงทุนมากกว่าแผงโซล่าเซลล์แบบสองหน้า สำหรับการติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ อ้างอิงรูปแบบและพื้นที่ติดตั้งจากโครงการ ณ จังหวัดสระบุรี
การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนค่ารถควบคุมอุณหภูมิสำหรับขนส่งสินค้าเกษตรระหว่างดำเนินการเองหรือว่าจ้างผู้ให้บริการจากภายนอก กรณีศึกษา บริษัท A, ศิริภัทร ศีตสาธิต
การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนค่ารถควบคุมอุณหภูมิสำหรับขนส่งสินค้าเกษตรระหว่างดำเนินการเองหรือว่าจ้างผู้ให้บริการจากภายนอก กรณีศึกษา บริษัท A, ศิริภัทร ศีตสาธิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ต้นทุนของการดำเนินการรถควบคุมอุณหภูมิบริษัท A และการจัดจ้างจากภายนอก เพื่อดูความเป็นไปได้ที่จะใช้รถจากการจัดจ้างจากภายนอก ในกลุ่มลูกค้าที่มีการส่งออกสินค้าประเภทผัก-ผลไม้และกล้วยไม้ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ และศึกษาวิเคราะห์น้ำหนักและคะแนนของปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกรถควบคุมอุณหภูมิไปให้บริการลูกค้าของผู้บริหารและผู้จัดการ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการจัดหารถควบคุมอุณหภูมิคันใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนในอนาคต งานวิจัยใด้วิเคราะห์ข้อมูลที่บริษัท A ได้เข้าไปรับส่งสินค้ากลุ่มผัก-ผลไม้และกล้วยไม้ที่รถของบริษัท A ได้เข้าไปรับ-ส่งสินค้าในระหว่างมกราคม-ธันวาคม 2565 พบว่ามีการให้บริการทั้งหมด 17 พื้นที่ คือ สามพราน, ศรีราชา, รามคำแหง, นิคมโรจนะ, ตลาดไท, กำแพงแสน, บางเขน, บางพลี, หมู่บ้านนักกีฬา, กระทุ่มแบน, พุทธมณฑลสาย 3, พุทธมณฑลสาย 4, ศาลายา, พระประแดง, ลำลูกกา, จัตุจักร และคลอง 14 เพื่อใช้ในการเริ่มต้นงานวิจัยจึงได้ทำการจัดกลุ่มพื้นที่ โดยใช้เงื่อนไข 3 ด้าน คือ ด้านประเภทสินค้า ได้แก่ กลุ่มผัก-ผลไม้ และกลุ่มกล้วยไม้ ด้านระยะทาง ได้แก่ ระยะทางใกล้, ระยะทางกลาง และระยะทางไกล ด้านความถี่ในการเข้ารับสินค้า ได้แก่ ความถี่ต่ำ, คสามถี่กลาง และความถี่สูง ได้กรณีศึกษาทั้งหมด 10 กรณีศึกษา นำมาใช้คำนวนหาต้นทุนคงที่ ต้นทุนแปรผัน และต้นทุนรวมต่อปี โดยแบ่งวิธีการคำนวณเป็นอายุการใช้งานรถ 15 ปี, อายุการใช้งานรถ 10 ปี และอายุการใช้งานรถ 5 ปี ในการดำเนินการรถควบคุมอุณหภูมิของแต่ละกรณีศึกษาและต้นทุนรวมทั้งหมดในปี 2565 เปรียบเทียบกับต้นทุนในกรณีที่จะต้องจัดจ้างจากภายนอกทั้งหมด โดยได้ข้อมูลด้านราคามาจากผู้ให้บริการ 5 ราย รวมไปถึงยังได้สอบถามถึงปัจจัยสำคัญ 5 ปัจจัย คือ ต้นทุนที่ใช้ในการดำเนินงาน, ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ, ความสามารถของผู้ให้บริการ, ความพร้อมของผู้ให้บริการ และค่าสะดวกในการทำงาน โดยใช้วิธีค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ผลจากการศึกษาเห็นด้วยว่าบริษัท A ควรดำเนินการให้บริการรถควบคุมอุณหภูมิโดยรถของบริษัทต่อไป เพราะว่าต้นทุนรวมต่อปีในการดำเนินการที่ต่ำกว่าการจัดจ้างจากภายนอก พบว่ากรณีศึกษาที่ต้นทุนรวมต่อปีมีความแตกต่างน้อยที่สุด คือ กรณีศึกษาที่ 5 กลุ่มผัก-ผลไม้ ระยะไกล ความถี่ต่ำ (นิคมโรจนะ) และกรณีศึกษาที่ …
การประเมินวัฏจักรชีวิตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เทคโนโลยียานยนต์มลพิษต่ำในภาคขนส่งทางถนน, วิภาสพล อ่อนสอาด
การประเมินวัฏจักรชีวิตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เทคโนโลยียานยนต์มลพิษต่ำในภาคขนส่งทางถนน, วิภาสพล อ่อนสอาด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบเทคโนโลยียานยนต์และประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลตลอดอายุการใช้งาน ด้วยวิธีการประเมินวัฏจักรชีวิตด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น สำหรับการศึกษานี้จะเริ่มต้นจากประเมินวัฏจักรชีวิตเชื้อเพลิง (Fuel cycle) ตั้งแต่แหล่งกำเนิดของพลังงานเชื้อเพลิง ได้แก่ น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ น้ำมันดีเซล ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied petroleum gas) ก๊าซธรรมชาติอัด (Compressed natural gas) พลังงานไฟฟ้า และพลังงานไฮโดรเจน ไปสู่การขับเคลื่อนสำหรับยานยนต์สันดาปภายใน (Internal combustion engine vehicle) และยานยนต์ไฟฟ้า (Electric vehicle) ต่อมาประเมินวัฏจักรชีวิตของยานยนต์ (Vehicle cycle) ตั้งแต่การผลิตยานยนต์ไปสู่การกำจัดซาก จากนั้นจึงวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งวัฏจักรชีวิตเชื้อเพลิง และวัฏจักรชีวิตของยานยนต์ ซึ่งผลการศึกษาพบว่ายานยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง ยานยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (E0) ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (E0) และยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ มีศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรได้ถึงร้อยละ 33.15, 30.44, 13.85 และ 13.07 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายใน (E0) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานหลักในปัจจุบัน นอกจากเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่ปล่อยมลพิษต่ำแล้ว เชื้อเพลิงประเภทชีวภาพ เป็นแนวทางเลือกอย่างหนึ่งที่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การพัฒนากระบวนการการจัดหาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กรณีศึกษา การจัดหาคอนเน็กเตอร์เพื่อประกอบชุดสายไฟในธุรกิจการบิน, สุรดา บริบูรณ์พานิช
การพัฒนากระบวนการการจัดหาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กรณีศึกษา การจัดหาคอนเน็กเตอร์เพื่อประกอบชุดสายไฟในธุรกิจการบิน, สุรดา บริบูรณ์พานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาและพัฒนากระบวนการจัดหาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเลือกกรณีตัวอย่างการจัดหาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อประกอบชุดสายไฟในธุรกิจการบิน งานวิจัยฉบับนี้ได้ทำการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนร่วมในการทำงานเพื่อศึกษาความต้องการของลูกค้าและวิเคราะห์หาจุดอ่อนของกระบวนการทำงานปัจจุบันซึ่งพบว่ามีปัญหาด้านวิธีการทำงาน ด้านราคา ด้านเวลาและด้านจำนวนการสั่งซื้อ เพื่อขจัดปัญหาดังกล่าวจึงได้ทำการนำเสนอกระบวนการทำงานใหม่ 9 ขั้นตอนมาใช้ปรับปรุงและพัฒนากระบวนการจัดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผลการศึกษาจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 3 ราย ด้วยวิธีการ 5W1H แล้วทำการวิเคราะห์ปัญหาด้วยแผนภูมิก้างปลา จากนั้นออกแบบการทำงานใหม่ทั้ง 9 ขั้นตอน ดังนี้ 1) กำหนดความต้องการเฉพาะที่ร้องขอต่อวัตถุดิบจากข้อมูลความต้องการของลูกค้า 2) กำหนดซัพพลายเออร์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมโดยรวบรวมข้อมูลจากระบบSAP 3) ประเมินความสามารถเพื่อลดจำนวนซัพพลายเออร์โดยใช้ข้อจำกัดที่ลูกค้าร้องขอมาทำการเลือกซัพพลายเออร์ 4) เตรียมรายการประมูลโดยการออกแบบฟอร์มการร้องขอให้เสนอราคา 5) ขอให้เสนอราคาด้วยวิธีการส่งอีเมลไปที่ซัพพลายเออร์ที่กำหนด 6) ตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับและวิเคราะห์ใบเสนอราคา หากข้อมูลไม่ครบถ้วนต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่ 7) ติดต่อซัพพลายเออร์เพื่อแก้ไขข้อมูลใบเสนอราคา 8) ประเมินและคัดเลือกผู้ส่งมอบหลายรายด้วยกระบวนการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น และขั้นตอนที่ 9 นำเสนอผู้ชนะการประมูลโดยเลือกซัพพลายเออร์ที่ได้ค่าความสำคัญรวมสูงสุด สุดท้ายวัดผลประสิทธิภาพหลังการดำเนินงานด้วยทำการประเมินความพึงพอใจของการทำงานในรูปแบบใหม่ และทำการเปรียบเทียบเวลาทำงานจริงก่อนและหลังปรับปรุงกระบวนการทำงานซึ่งพบว่าขั้นตอนใหม่สามารถลดเวลาการทำงานลงได้
การศึกษาต้นทุนโลจิสติกส์ของการขนส่งสินค้าทางอากาศ กรณีศึกษาของบริษัท Abc, สุรศักดิ์ ลิ่มศรีพุทธิ์
การศึกษาต้นทุนโลจิสติกส์ของการขนส่งสินค้าทางอากาศ กรณีศึกษาของบริษัท Abc, สุรศักดิ์ ลิ่มศรีพุทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนของการขนส่งทางอากาศ จากคลังสินค้าของผู้ขายที่ตั้งอยู่ที่ฮ่องกงมายังประเทศไทย โดยศึกษาต้นทุนขนส่งของการสินค้า และต้นทุนการดำเนินงานของลูกค้า (ร้านค้า) เพื่อนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการนำส่งสินค้าไปยังลูกค้า (ร้านค้า) สำหรับการขนส่งการขนส่ง 1 เที่ยวต่อสัปดาห์ กับ 2 เที่ยวต่อสัปดาห์ การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก เปรียบเทียบต้นทุนโลจิสติกส์ของการขนส่งสินค้าทางอากาศ ซึ่งรวบรวมจากค้าใช้จ่ายต่างๆ ที่ถูกเรียกเก็บจากตัวแทนขนส่ง ใบเสนอราคา โดยต้นทุนที่นำมาวิเคราะห์ ได้แก่ ต้นทุนการขนส่งที่เกิดขึ้นต้นทาง ค่าระวางสินค้า และค่าจ่ายที่เกิดขึ้นปลายทาง โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เช่น ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) โดยใช้โปรแกรม Excel วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเปรียบต้นทุนที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่งการขนส่งแบบ 1 เที่ยวต่อสัปดาห์ กับ 2 เที่ยวต่อสัปดาห์ ส่วนที่สองจะเป็นการสัมภาษณ์สัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของบริษัทกรณีศึกษา ได้แก่ ผู้จัดการร้านค้า ผู้จัดการทั่วไป ผู้ช่วยผู้จัดการโลจิสติกส์ จำนวน 4 ท่าน เกี่ยวกับรูปแบบการขนส่ง ผลการวิจัยพบกว่าการขนส่งแบบ 2 เที่ยวต่อสัปดาห์ ค่าขนส่งมีสัดส่วนมากที่สุด และค่าใช้จ่ายที่ถูกเรียกเก็บตามใบตราส่งสินค้าหรือใบขนสินค้ามีสัดส่วนรองลงมา โดยที่การขนส่ง 1 เที่ยวต่อสัปดาห์ จะทำให้ค่าใช้จ่ายที่ถูกเรียกเก็บใบตราส่งสินค้าหรือใบขนสินค้าลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งปัจจุบัน ทั้งนี้จากการสัมภาษณ์พบว่าการลดจำนวนเที่ยวลงทำให้ง่ายต่อการจัดการ รับสินค้า รวมถึงเวลาลดลง พนักงานของร้านสามารถสร้างโอกาสในการขายมากขึ้น แต่ทั้งนี้ปริมาณสินค้ายังเป็นของกังวลหากมีปริมาณสินค้ามากกว่าปกติ อาจะต้องใช้พนักงานมากกว่า 2 คนในการรับสินค้า โดยการส่ง 1 เที่ยวต่อสัปดาห์ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเนื่องจากมีต้นทุนโลจิสติกส์ที่ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งในปัจจุบัน
การประเมินคลัสเตอร์เพื่อตั้งโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอยชุมชนกรณีศึกษาจังหวัดเชียงราย, อมรเทพ อรรถอาภา
การประเมินคลัสเตอร์เพื่อตั้งโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอยชุมชนกรณีศึกษาจังหวัดเชียงราย, อมรเทพ อรรถอาภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะทำให้เกิดความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 การแปลงของเสียเป็นพลังงาน (WtE) มีความสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว แต่ด้วยความซับซ้อนของขั้นตอนการจัดตั้งโรงไฟฟ้าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โครงการไม่บรรลุตามเป้าหมาย งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การประเมินจำนวนคลัสเตอร์ที่เหมาะสมของสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย 116 แห่งในจังหวัดเชียงรายเพื่อจัดตั้งโรงไฟฟ้า WtE บน 3 ฉากทัศน์ และประเมินศักยภาพกำลังการผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับปริมาณขยะ ใช้โปรแกรม QGIS คัดกรองสถานที่ฯ ซึ่งคำนึงถึงปัจจัยทางด้านสังคมและกฏหมายเป็นหลัก พบว่ามี 19 แห่งที่มีศักยภาพทำเลที่ตั้ง ใช้ซอฟต์แวร์ ออเรนจ์ กำหนดปริมาณคลัสเตอร์ที่เหมาะสมโดยเคมีนส์และค่าซิลลูเอท พบว่าการแบ่งเป็น 3 คลัสเตอร์เหมาะสมที่สุด และฉากทัศน์ขนส่งมีปริมาณขยะของ Outlier น้อยที่สุด ศักยภาพการผลิตไฟฟ้า 7.69 MWe รองมาคือฉากทัศน์ศูนย์กลาง 7.66 MWe และฉากทัศน์เชื้อเพลิง 7.57 MWe จากงานวิจัยมีข้อเสนอแนะว่าฉากทัศน์ขนส่งเหมาะสมที่สุดสำหรับจังหวัดเชียงรายเนื่องจากการขนาดกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าในแต่ละคลัสเตอร์มีการกระจายต่ำที่สุด, มีปริมาณขยะของสถานที่ฯที่เป็น outlier น้อยที่สุด อีกทั้งตำแหน่งที่ตั้งของโรงไฟฟ้าจะอยู่จุดที่เข้าถึงสะดวกที่สุดดังนั้นจะส่งผลกระทบต่อสังคมและชุมชนในแง่ของการสัญจรน้อยที่สุดด้วย
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการออมเงินบนแอปพลิเคชันเพื่อให้ความรู้ด้านการออมเงินสำหรับเด็กมัธยมปลาย, กมลวรรณ ดิลกฑรรศนนท์
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการออมเงินบนแอปพลิเคชันเพื่อให้ความรู้ด้านการออมเงินสำหรับเด็กมัธยมปลาย, กมลวรรณ ดิลกฑรรศนนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้พัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการออมเงินบนแอปพลิเคชัน เพื่อให้ความรู้ด้านการออมเงินสำหรับเด็กมัธยมปลาย เพื่อศึกษาปัจจัยที่สำคัญและความเป็นไปได้ในการสร้างสื่อการเรียนรู้ด้านการออมเงิน ตัวแอปพลิเคชันคาดหวังว่าจะช่วยให้เด็กไทย เกิดความตระหนักถึงการออมเงิน และมีพฤติกรรมการออมเงินและการจัดสรรเงินได้ก่อนเข้าสู่วัยทำงาน วิจัยนี้ได้กล่าวถึงการสํารวจและวิเคราะห์พฤติกรรม รวมถึงความต้องการ ในการใช้แอปพลิเคชันของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ กลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน ทั้งสิ้น 603 คน โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้ให้ความสนใจในการใช้สื่อการเรียนรู้ด้านการออมเงินบนแอปพลิเคชัน คิดเป็นร้อยละ 46.9 และ 42.8 ตามลําดับ
การสร้างแบบจำลองเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพคลังสินค้าขาเข้า, เอกกมน เอมโอด
การสร้างแบบจำลองเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพคลังสินค้าขาเข้า, เอกกมน เอมโอด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มุ้งเน้นการปรับปรุงกระบวนการรับเข้าสินค้าของคลังสินค้า โดยใช้คลังสินค้าอีคอมเมิร์ซเป็นกรณีศึกษา วัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการรับเข้าสินค้า ทดสอบแนวทางการปรับปรุงเพื่อลดระยะเวลาการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวม ซึ่งวิธีการที่ใช้ในการวิจัย คือการเก็บรวบรวมข้อมูลเวลากระบวนการรับเข้าสินค้า เพื่อนำมาเป็นข้อมูลนำเข้าใส่โปรแกรมการจำลองสถานการณ์ (Arena Simulation) โดยทำการจำลองสถานการณ์แนวทางการปรับปรุงกระบวนการรับเข้าสินค้าทั้งหมด 3 แนวทาง เพื่อนำผลจากการจำลองสถานการณ์แนวทางการปรับปรุงทั้ง 3 แนวทางมาเปรียบเทียบกัน ผลที่ได้จากการจำลองสถานการณ์ สามารถสรุปได้ว่า แนวทางการเพิ่มจำนวนพนักงานรับเข้าสินค้ามีความเหมาะสมที่สุดในการนำมาปรับใช้กับคลังสินค้าอีคอมเมิร์ซกรณีศึกษา เนื่องจากสามารถช่วยลดเวลาที่ใช้ในการทำงานรวมโดยเฉลี่ย 40.52% ไม่เกิดการทำงานล่วงเวลา และอรรถประโยชน์ของพนักงานโดยรวมเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 31% รวมถึงจากการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในแต่ละแนวทางการปรับปรุงนั้นพบว่า แนวทางการเพิ่มจำนวนพนักงานช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 16% เมื่อเทียบกับการจ่ายค่าล่วงเวลาแบบสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าแนวทางการเพิ่มจำนวนพนักงานรับเข้าสินค้ามีความเหมาะสมในการนำมาปรับใช้กับคลังสินค้าแห่งนี้ เพื่อทำให้กระบวนการรับเข้าสินค้ามีประสิทธิภาพดีขึ้นและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นได้ดีที่สุด
การออกแบบและพัฒนาฉลากโภชนาการสำหรับผู้แพ้อาหาร, ชนัญรัช โชติกุลบวร
การออกแบบและพัฒนาฉลากโภชนาการสำหรับผู้แพ้อาหาร, ชนัญรัช โชติกุลบวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการออกแบบและพัฒนาฉลากโภชนาการสำหรับผู้แพ้อาหาร โดยเน้นการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้บริโภคที่มีภาวะแพ้อาหารสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจมากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้เริ่มจากการศึกษาพฤติกรรมการอ่านฉลากโภชนาการของผู้แพ้อาหาร รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อหาข้อมูลปัญหาและความต้องการของผู้ใช้ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาและออกแบบฉลากโภชนาการที่เหมาะสม และทำการทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย ผลการวิจัยพบว่า ฉลากโภชนาการที่พัฒนาขึ้นสามารถลดเวลาในการอ่าน และเพิ่มความเข้าใจและความมั่นใจในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของผู้แพ้อาหารได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่าการออกแบบฉลากด้วยการใช้ไอคอนและสีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารข้อมูล ทำให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้และเข้าใจข้อมูลได้รวดเร็วและชัดเจนยิ่งขึ้น บทคัดย่อนี้สรุปผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบฉลากโภชนาการที่ชัดเจนและเป็นมิตรกับผู้ใช้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีภาวะแพ้อาหาร ซึ่งจะช่วยให้การเลือกซื้ออาหารเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับประเมินคุณลักษณะเพื่อแนะนำสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่สนใจ, จักริน บูรณะนิตย์
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับประเมินคุณลักษณะเพื่อแนะนำสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่สนใจ, จักริน บูรณะนิตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ออกแบบ พัฒนา และทดสอบแอปพลิเคชันสำหรับประเมินคุณลักษณะเพื่อแนะนำสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่สนใจ โดยการประยุกต์หลักการด้านคุณลักษณะของคนจากหลักจิตวิทยา รวมทั้งศึกษาการยอมรับนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จากการสัมภาษณ์ครูแนะแนวที่มีประสบการณ์แนะแนวอาชีพนักเรียนทั้งหมด 12 คน พบกระบวนการในการใช้คุณลักษณะของความชอบและความถนัดในการเริ่มต้นสำรวจตัวตนและทำความเข้าใจอาชีพ ซึ่งนำไปสู่การออกแบบและพัฒนานวัตกรรม หลังจากทดสอบและปรับปรุงนวัตกรรมจากผลตอบรับของผู้ใช้งาน นำไปสู่การศึกษาการยอมรับนวัตกรรมแอปพลิเคชันสำหรับประเมินคุณลักษณะเพื่อแนะนำสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่สนใจ ผ่านการปล่อยต้นแบบในโลกออนไลน์มีผู้เข้ามาทดลองใช้และตอบแบบสอบถามทั้งหมด 131 คน พบว่านวัตกรรมมีผลทำให้กลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นกลุ่มไม่ชัดเจนเลย ไม่มีเป้าหมายหรือทิศทางอาชีพที่สนใจ เปลี่ยนไปเป็นกลุ่มที่มีเป้าหมายชัดขึ้น แนวทางการใช้ข้อมูลความชอบและความถนัด โดยการใช้ Cosine similarity ให้ผลตลอดรับในด้านความสอดคล้องกับเป้าหมายอาชีพของคุณตอนนี้อยู่ในระดับกลาง แต่ผลการแนะนำอาชีพช่วยในการตัดสินใจในการเลือกเรียนต่อหรือสมัครงานอยู่ในระดับสูง แอปพลิเคชันสำหรับประเมินคุณลักษณะเพื่อแนะนำสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่สนใจ ช่วยให้เกิดการทบทวนในสายอาชีพมากยิ่งขึ้น
A Feasibility Study On Alternative Printed Labelinspection Methods As Part Of Quality Control Forsmes In Thailand, Chutiwat Thammasiri
A Feasibility Study On Alternative Printed Labelinspection Methods As Part Of Quality Control Forsmes In Thailand, Chutiwat Thammasiri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
หนังสือกลิ่นสามมิติเพื่อการเรียนรู้ทักษะและจินตนาการในชีวิตประจำวันสำหรับผู้พิการทางสายตาในประเทศไทย, ณภัสร์ฉัตร วิทยานันท์
หนังสือกลิ่นสามมิติเพื่อการเรียนรู้ทักษะและจินตนาการในชีวิตประจำวันสำหรับผู้พิการทางสายตาในประเทศไทย, ณภัสร์ฉัตร วิทยานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาหนังสือกลิ่นสามมิติเพื่อการเรียนรู้ทักษะและจินตนาการในชีวิตประจำวันสำหรับผู้พิการทางสายตาในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาปัจจัยที่สำคัญในการเสริมสร้างพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กพิการทางสายตาที่มีอายุเทียบเท่า 6-12 ปี และศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างสื่อการเรียนรู้สำหรับผู้พิการทางสายตา เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองของผู้พิการทางสายตาอย่างเท่าเทียม ให้ผู้ใช้งานได้ใช้เพื่อพัฒนาประสาทสัมผัสทางด้านการสัมผัส และการดมกลิ่น เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยผู้วิจัยมุ่งหวังว่าหนังสือกลิ่นสามมิตินี้จะเป็นประตูสู่โลกแห่งการเรียนรู้และจินตนาการที่ไร้ขีดจำกัด เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาได้สัมผัสถึงความงดงามของโลกใบนี้ผ่านประสาทสัมผัสที่พวกเขามี และได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ โดยงานวิจัยนี้ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูล พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ และสำรวจความพึงพอใจร่วมกับผู้ใกล้ชิดกับผู้พิการทางสายตา เพื่อสร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้ที่ไม่เพียงแต่พัฒนาประสาทสัมผัส แต่ยังเติมเต็มชีวิตประจำวันของพวกเขาด้วยประสบการณ์ในรูปแบบใหม่ได้
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์สำหรับน้ำยาเคลือบปกป้องงานศิลปะจากน้ำยาเซลลูโลส, ธนริศย์ ตันติศรัญรัตน์
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์สำหรับน้ำยาเคลือบปกป้องงานศิลปะจากน้ำยาเซลลูโลส, ธนริศย์ ตันติศรัญรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้วิเคราะห์ความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์สำหรับน้ำยาเคลือบปกป้องงานศิลปะจากน้ำยาเซลลูโลส เนื่องจากผู้บริโภคมีความสนใจในภาพวาดศิลปะเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ด้วยเทคโนโลยีนาโนคอมโพสิต และประเมินศักยภาพทางการตลาดผ่านการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ 7 คน และการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ผลการศึกษานำมาใช้ในการออกแบบกลยุทธ์การตลาดเพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถพัฒนาเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้บริโภคคาดหวังว่าน้ำยาเคลือบปกป้องงานศิลปะจากน้ำยาเซลลูโลสจะปกป้องและรักษาคุณภาพของภาพวาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของศิลปิน ผู้บริโภคยังต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสมเหตุสมผล การสำรวจพบว่าความสนใจในผลิตภัณฑ์อยู่ที่ 72.68% ข้อสรุปสำคัญในการออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดคือการสร้างช่องทางจัดจำหน่ายที่เข้าถึงง่ายและสะดวก รวมถึงการระบุกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน และการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่ง่ายและไม่เปลี่ยนแปลงคุณค่าของงานศิลปะ จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินสำหรับการจ้างผลิต (OEM) ด้วยเงินลงทุน 2,100,000 บาท การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงินเมื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคา 350 บาท และคาดการณ์ส่วนแบ่งตลาดที่ 5% พบว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า โดยมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของธุรกิจ (NPV) เป็นบวกที่ 15,068,820 บาท และมีอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) สูงถึง 87.5% นอกจากนี้ ธุรกิจยังมีระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) ที่สั้นเพียง 2.21 ปี สรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลือบปกป้องงานศิลปะจากน้ำยาเซลลูโลสมีศักยภาพและความเป็นไปได้ในการพัฒนาเพื่อเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์