Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 3841 - 3870 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

Effect Of Control Of Fluid Balance On Sleep Apnea In Peritoneal Dialysis With Volume Overload State: A Pre- And Post- Experimental Study, Seelwan Sathitratanacheewin Jan 2023

Effect Of Control Of Fluid Balance On Sleep Apnea In Peritoneal Dialysis With Volume Overload State: A Pre- And Post- Experimental Study, Seelwan Sathitratanacheewin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Sleep apnea is prevalent in end-stage kidney disease (ESKD) patients undergoing peritoneal dialysis (PD). Fluid overload and upper airway edema are suspected contributors, but the impact of fluid balance control on sleep apnea remains unexplored. We conducted a pre- and post-intervention study on 14 stable PD patients with volume overload. All underwent overnight polysomnography (PSG) at baseline. A fluid balance control intervention was implemented. Successful intervention was defined as maintaining actual body weight within 1.5 kg of estimated dry weight and reducing overhydration fluid. The primary outcome was a change in apnea-hypopnea index (AHI) assessed by polysomnography. Ten patients achieved …


ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในระยะยาวกับระดับความดันโลหิตและอุบัติการณ์โรคความดันโลหิตสูงในกำลังพลกองทัพบก กองทัพบกไทย, ศรัณย์ ผู้บรรเจิดกุล Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในระยะยาวกับระดับความดันโลหิตและอุบัติการณ์โรคความดันโลหิตสูงในกำลังพลกองทัพบก กองทัพบกไทย, ศรัณย์ ผู้บรรเจิดกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันทั่วโลกกำลังประสบปัญหาการเพิ่มสูงขึ้นของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนที่มีการรับสัมผัสฝุ่นละอองเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายในหลากหลายระบบไม่ว่าจะเป็น ระบบทางเดินหายใจ ระบบต่อมไร้ท่อ หรือแม้แต่ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้มีการศึกษามากมายจากประเทศพัฒนาแล้วพบว่าฝุ่นละออง PM2.5 มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิต ซึ่งการศึกษาในลักษณะดังกล่าวยังมีไม่มากในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในกลุ่มสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 กับอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและความดันโลหิต ในกำลังพลกองทัพบก ประเทศไทย ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Cox proportional hazard model และ Multivariable linear mixed models ที่ค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (95% confidence intervals) โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 40,984 คน ผลการศึกษาพบว่า “ระดับฝุ่นละออง PM2.5 พื้นฐาน” มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่สำหรับระดับความดันโลหิตพบเพียงแนวโน้มในเชิงบวกอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเท่านั้น สำหรับ “ระดับฝุ่นละออง PM2.5 ที่เปลี่ยนแปลงไป” พบความสัมพันธ์ทั้งอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและพบลักษณะความสัมพันธ์ในรูปแบบ J-shaped จากการศึกษานี้ โดยสรุปการศึกษานี้พบผลกระทบของระดับฝุ่นละออง PM2.5 ต่ออุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิต ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระดับ PM2.5 ในระดับบุคคล มีแนวโน้มจะส่งผลต่ออุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตมากกว่าเมื่อเทียบกับฝุ่นละออง PM2.5 ในระดับพื้นที่ ในกำลังพลกองทัพบกประเทศไทย


ผลของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดต่อคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สมเจตน์ โตสำราญ Jan 2023

ผลของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดต่อคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สมเจตน์ โตสำราญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของปัญหางานวิจัย การฟังเพลงพื่อการรักษากำลังเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักวิจัยเพื่อใช้เป็นตัวเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักดื้อยา งานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดต่อคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชัก ระเบียบวิธีการวิจัย งานวิจัยนี้เป็นการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมโดยศึกษาข้ามกลุ่มและแยกด้วยจุดกำเนิดชักอัตราส่่วน 1:1 การศึกษาดำเนินการ 2 คืนโดยในแต่ละคืนแบ่งเป็นช่วงเวลาพื้นฐานและช่วงเวลาการศึกษา ผลการศึกษาได้แก่จำนวนคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติและสัดส่วนของผู้ป่วยที่มีการลดลงของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติมากกว่า 25 % ผลการศึกษา โดยรวม ผู้ป่วย 16 คนจาก 26 คนมีการลดลงของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อได้ฟังเพลงโมสาร์ทเมื่อเทียบกับกลุ่มที่นอนอย่างต่อเนื่องที่ลดลงเพียง 9 คน. การวิเคราะห์ระหว่างกลุ่มแสดงให้เห็นว่าคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติในช่วงการศึกษาน้อยกว่าในกลุ่มโมสาร์ท, 39.5 (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 89) vs 56.5 (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 114); p = 0.007. การศึกษาภายในกลุ่มและภายในบุคคลให้ผลการศึกษาในลักษณะเดียวกัน สรุป การศึกษานี้แสดงให้เห็นหลักฐานของผลของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดลดคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชักได้ โดยผู้ป่วยที่มีจุดกำเนิดชักจากเทมโพรอลตอบสนองต่อเพลงโมสาร์ทได้ดีกว่านอกเทมโพรอล


การศึกษาเปรียบเทียบค่าการทำงานของไตหลังจากการเปลี่ยนยาต้านไวรัสจากสูตรทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท+เอ็มไทรซิทาบีน+เอฟาไวเรนสเป็นสูตรยาต้านสูตรทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/ลามิวูดีน/โดลูทิกราเวียร์ หรือโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีนในผู้ป่วยเอชไอวีที่สามารถกดไวรัสในเลือดได้ในประเทศไทย, สมาธิ ปัทมธรรมกุล Jan 2023

การศึกษาเปรียบเทียบค่าการทำงานของไตหลังจากการเปลี่ยนยาต้านไวรัสจากสูตรทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท+เอ็มไทรซิทาบีน+เอฟาไวเรนสเป็นสูตรยาต้านสูตรทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/ลามิวูดีน/โดลูทิกราเวียร์ หรือโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีนในผู้ป่วยเอชไอวีที่สามารถกดไวรัสในเลือดได้ในประเทศไทย, สมาธิ ปัทมธรรมกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของปัญหางานวิจัย: ทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/ลามิวูดีน/โดลูทิกราเวียร์ (TLD) ได้รับการนำมาใช้เป็นยาต้านเอชไอวีสูตรแรกสำหรับการรักษาผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีทุกรายตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกปี 2019 และแนวทางการรักษาเอชไอวีของประเทศไทย ดังนั้นผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีในประเทศไทยที่ใช้ ทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/เอ็มไทรซิทาบีน/เอฟาไวเรนส จะถูกเปลี่ยนมาใช้ TLD อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่เปรียบเทียบค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) ในผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีในประเทศไทยที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีที่มียาทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรทเป็นยาหลักที่ได้รับการเปลี่ยนไปใช้เป็นสูตร TLD เทียบกับโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีน ระเบียบวิธีการวิจัย: ผู้วิจัยได้คัดผู้เข้าร่วมการศึกษาเป็นผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีที่มีสามารถกดไวรัสเอชไอวีในเลือดได้ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ปี ที่กำลังใช้ยาต้านเอชไอวีสูตรที่มียาทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท+เอ็มไทรซิทาบีน+เอฟาไวเรนส เพื่อเปลี่ยนไปใช้สูตร TLD เทียบกับเปลี่ยนไปใช้สูตรโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีน ภายในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ 2 แห่งโดยการเลือกสูตรยารักษาตัดสินใจโดยแพทย์เจ้าของไข้ ผลการวิจัยหลัก คือการเปลี่ยนแปลงของค่า eGFR ที่คำนวณโดยครีเอตินินใน 24 สัปดาห์ ผลการศึกษารองคือการเปลี่ยนแปลงของค่าแอลดีแอล น้ำหนักตัว และ ดัชนีมวลกายใน 24 สัปดาห์ ผลการศึกษา: จากผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 53 ราย ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมวิจัย 28 รายในกลุ่ม TLD และ 15 ราย ในกลุ่มโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีน พบว่าข้อมูลพื้นฐานได้แก่อายุเฉลี่ย และดัชนีมวลกายในกลุ่มโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีนสูงกว่ากลุ่ม TLD คือ 50.47 ปีเทียบกับ 37.68 ปี (p=0.04) และ 24.99 เทียบกับ 21.27 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (p


The Effect Of High Dose Emblica Officinalis Fruit Powder On Cough Suppression During Advanced Diagnostic Bronchoscopy Compare To Dextromethorphan And Placebo: A Double Blinded Randomized Controlled Trial, Sarocha Phiphitsaengjan Jan 2023

The Effect Of High Dose Emblica Officinalis Fruit Powder On Cough Suppression During Advanced Diagnostic Bronchoscopy Compare To Dextromethorphan And Placebo: A Double Blinded Randomized Controlled Trial, Sarocha Phiphitsaengjan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

BACKGROUND Coughing during bronchoscopy related to patient’s discomfort and difficulty performing the procedure. EBUS bronchoscopy was found to be one of significant factors related to cough. Emblica officinalis (EO) is widely used as traditional herb, one of the effects is cough suppression and was found to be dose related. OBJECTIVES To study the efficacy of high-dose EO as oral premedication before EBUS bronchoscopy in cough suppression effect compared to dextromethorphan and placebo. METHODS Patients age 18 - 80 years old underwent EBUS bronchoscopy were randomized into 3 groups to take the drugs as premedication; EO 1500 mg, dextromethorphan (Dx) 60 …


Efficacy Of Lower Dose Of Dexamethasone Premedication In Patient Receiving Docetaxel-Based Chemotherapy In Preventing Hypersensitivity Reaction: A Randomized Controlled Trial, Sitthichai Chanmaniloet Jan 2023

Efficacy Of Lower Dose Of Dexamethasone Premedication In Patient Receiving Docetaxel-Based Chemotherapy In Preventing Hypersensitivity Reaction: A Randomized Controlled Trial, Sitthichai Chanmaniloet

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Infusion of docetaxel carries the risk of hypersensitivity reactions (HSR), prompting the use of dexamethasone (DEXA) premedication to mitigate this risk. However, the appropriate dosage has been a subject of debate. In our study, we investigated the efficacy of a lower dose of DEXA compared to a higher dose in preventing HSR. Method: A non-inferiority crossover randomized controlled trial was conducted. Patients aged 18 years or older receiving docetaxel-based chemotherapy were included, excluding those on concurrent steroid use or with diabetes mellitus. Patients received either a high dose of DEXA (16 mg/day) from the day before docetaxel infusion until …


การศึกษาความสัมพันธ์ของระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก, สาโรจน์ หัตถกิจพาณิชกุล Jan 2023

การศึกษาความสัมพันธ์ของระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก, สาโรจน์ หัตถกิจพาณิชกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก เป็นภาวะหัวใจขาดเลือดที่รุนแรง โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูง ปัจจุบันมีข้อมูลที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) ที่สูง จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น ในอดีตยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับระดับระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของระดับระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก และเพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้น วิธีวิจัย ทำการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยเก็บข้อมูลผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก ที่ได้รับการสวนหัวใจ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2560 ถึง 31 ธันวาคม 2565 วิเคราะห์ระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) และจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบ ในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก เพื่อหาความสัมพันธ์ของระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก และหาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้น ผลการวิจัย ผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียกที่ได้รับการสวนหัวใจ จำนวน 927 คน มีอายุ 22 ถึง 100 ปี (อายุเฉลี่ย 58 ปี) เป็นเพศชาย 715 คน (77.1%) และเพศหญิง 212 คน (22.9%) จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบ และระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) พบว่าผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบ 1 เส้น ตีบ 2 เส้น และตีบ 3 เส้น มีค่าไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) เฉลี่ย 129, 136 และ 126 mg/dL ตามลำดับ ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.23) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ โรคความดันโลหิต ระดับน้ำตาลสะสมมากกว่าเท่ากับ 7% และระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) มากกว่าเท่ากับ 190 mg/dL (p = 0.008, 0.016, …


การศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางโภชนาการของวิธีการให้กรดอะมิโนขณะฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือด: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม, โสภณ ดำรงสุกิจ Jan 2023

การศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางโภชนาการของวิธีการให้กรดอะมิโนขณะฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือด: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม, โสภณ ดำรงสุกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของงานวิจัย: การสูญเสียกรดอะมิโนระหว่างการฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายทำให้ภาวะสูญเสียโปรตีนและพลังงานมีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นการให้กรดอะมิโนเพื่อชดเชยส่วนที่สูญเสียจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีมาตรฐานในการให้กรดอะมิโนว่าวิธีใดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด วัตถุประสงค์งานวิจัย: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางโภชนาการของวิธีการให้กรดอะมิโนที่ชั่วโมงสุดท้ายของการฟอกเลือดและการให้แบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดโดยประเมินผลจากระดับอัลบูมิน ระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (TCTR20230401003) ในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยตัวกรองชนิดประสิทธิภาพสูงที่มีภาวะทุพโภชนาการระดับเล็กน้อยและมีระดับอัลบูมินในเลือดระหว่าง 3.5 และ 3.9 กรัมต่อเดซิลิตร มีการสุ่มแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มที่ให้กรดอะมิโนแบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดโดยให้สารละลายกลูโคส 100 มิลลิลิตรตามด้วยสารอาหารชนิดกรดอะมิโน 200 มิลลิลิตรที่โดยพิจารณาเริ่มให้หลังจากเริ่มฟอกเลือดจนสิ้นสุดการฟอกเลือด และกลุ่มที่ให้สารอาหารชนิดเดียวกันที่ชั่วโมงสุดท้ายของการฟอกเลือดโดยให้ที่ 60 นาทีสุดท้ายก่อนสิ้นสุดการฟอกเลือด โดยประเมินผลลัพธ์ด้วยระดับอัลบูมินที่เปลี่ยนแปลง ระดับกรดอะมิโนในเลือด ระดับกรดอะมิโนในน้ำยาฟอกเลือด ดัชนีชี้วัดทางโภชนาการ รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนระหว่างสองกลุ่ม ผลการศึกษา: จากการศึกษาติดตามระยะเวลา 3 เดือนมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 48 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 68.9 ± 12.8 ปี และคะแนน MIS เฉลี่ย 6.4 ± 2.8 คะแนน รวมทั้งลักษณะพื้นฐานไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม พบว่าในกลุ่มที่ให้กรดอะมิโนแบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดมีระดับอัลบูมินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 3.75±0.14 เป็น 3.94±0.22 กรัมต่อเดซิลิตร (p


ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนกับโรคเบาหวานในกำลังพลกองทัพบกประเทศไทย, อภิสร ลอออรรถพงศ์ Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนกับโรคเบาหวานในกำลังพลกองทัพบกประเทศไทย, อภิสร ลอออรรถพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอนเป็นปัญหาทางสิ่งแวดล้อมสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชากรทั่วโลก โดยทำให้เกิดผลกระทบต่อหลายระบบในร่างกาย เช่น ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ ระบบต่อมไร้ท่อ แต่จากการศึกษาที่ผ่านมาผลกระทบจากการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 กับโรคเบาหวาน ยังมีข้อมูลค่อนข้างจำกัดโดยเฉพาะในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 กับระดับน้ำตาลในเลือด และอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานในกำลังพลกองทัพบก โดยวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติ Mixed-effects parametric survival analysis (Weibull distribution) และ Multivariable linear mixed model โดยมีกำลังพลทหารจำนวนทั้งสิ้น 21,325 คน ในการวิเคราะห์ข้อมูลพบความสัมพันธ์ระหว่าง " PM2.5 พื้นฐาน " และ " PM2.5 ที่เปลี่ยนแปลง" กับอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานประเภท 2 อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับควอไทล์ที่ 1 และ มีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะ PM2.5 ที่เปลี่ยนแปลงจะชัดเจนมากกว่า PM2.5 พื้นฐาน


Sensitivity And Specificity Of Nanopore Sequencing For Detection Of Methicillin-Resistant Staphylococcus Aureus And Methicillin-Resistant Staphylococcus Epidermidis In Blood Culture Sample, Onjira Mangkalamanee Jan 2023

Sensitivity And Specificity Of Nanopore Sequencing For Detection Of Methicillin-Resistant Staphylococcus Aureus And Methicillin-Resistant Staphylococcus Epidermidis In Blood Culture Sample, Onjira Mangkalamanee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Nanopore sequencing enables rapid DNA/RNA analysis without amplification. Implementing this for point-of-care testing reduces time delays in traditional AST methods, potentially enhancing patient outcomes. We aim to evaluate the performance of Oxford Nanopore Technologies sequencing from positive blood culture for bacterial identification and antimicrobial susceptibility prediction in S. aureus and S. epidermidis by detecting the mecA gene. Methods: We conducted a cross-sectional descriptive study on individuals with positive blood cultures identifying S. aureus and S. epidermidis over a 12-month period from April 2023 to March 2024. Bacterial DNA was extracted from the blood culture specimens, and then sequenced in …


ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักและการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อมิตตา คัญทัพ Jan 2023

ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักและการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อมิตตา คัญทัพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักที่มารักษา ณ คลินิกผู้ป่วยนอก ของคลินิกจิตเวชผู้ใหญ่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 113 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พศ.2566 - กุมภาพันธ์ พศ. 2567 โดยผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดความพึงพอใจในความสัมพันธ์ Relationship Assessment Scale (RAS) ฉบับภาษาไทย 3) แบบประเมินการเห็นคุณค่าในตนเอง The Rosenberg’s Self Esteem Scale (RSE) ฉบับภาษาไทย 4) แบบประเมินความรุนแรงของอาการซึมเศร้า Beck Depression Inventory - IA (BDI-IA) ฉบับภาษาไทย โดยใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมาน ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในความสัมพันธ์ระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 80.5 มีการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 49.6 ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักไม่มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเองอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ (Multiple Linear Regression) พบว่า ความถี่ของความขัดแย้งกับคู่รักในช่วงระยะเวลา 3 เดือน (β= -0.503) อายุ (β= -0.300) และ อิทธิพลของความสัมพันธ์แบบคู่รักที่ส่งผลต่ออาการของโรคซึมเศร้า (β= -0.274) สามารถร่วมกันทำนายตัวแปรความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักได้ ร้อยละ 45.0 และ ระดับความรุนแรงของอาการโรคซึมเศร้า (β= -0.610) สามารถทำนายตัวแปรการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักได้ ร้อยละ 37.3 เมื่อควบคุมตัวแปรอื่นๆคงที่


Dosimetric Comparison Of Imrt, Co-Planar Vmat, Non-Coplanar Vmat And Hyperarc For Multiple Brain Metastases Srs, Aksarapak Thawornnittayakul Jan 2023

Dosimetric Comparison Of Imrt, Co-Planar Vmat, Non-Coplanar Vmat And Hyperarc For Multiple Brain Metastases Srs, Aksarapak Thawornnittayakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Multiple brain metastases patients are typically treated by stereotactic radiosurgery (SRS) or whole brain radiation therapy (WBRT). In addition, there are advanced techniques for treating multiple brain metastases such as 3-dimensional Conformal Radiation Therapy (3D-CRT), Intensity Modulated Radiation Therapy (IMRT), and Volumetric Modulated Arc Therapy (VMAT). A new isocentric VMAT technique called HyperArc was developed for non-coplanar, it is an automated setting for couch angle and collimator angle. This study aims to compare the dosimetric effect for a single isocenter among Intensity Modulated Radiation Therapy, Volumetric Modulated Arc Therapy, and HyperArc for multiple brain metastases stereotactic radiosurgery. For 25 patients …


The Sequences Of Dexterity And Tremor During Motor Fluctuations And Transitions From Off To On And Coping Strategies In Parkinson’S Disease Patients, Ornanong Udomsirithamrong Jan 2023

The Sequences Of Dexterity And Tremor During Motor Fluctuations And Transitions From Off To On And Coping Strategies In Parkinson’S Disease Patients, Ornanong Udomsirithamrong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Sequences of Dexterity and Tremor During Motor Fluctuations and Transitions from OFF to ON And Coping Strategies in Parkinson’s Disease Patients Background: Chronic use of levodopa in Parkinson’s disease (PD) often leads to development of motor complications, marked by fluctuating clinical benefits, the emergence of parkinsonian symptoms (OFF), and periods of improvement (ON). These motor fluctuations impair daily activities and quality of life. This study examines the dynamics of motor fluctuations during the transition from OFF to ON, specifically focusing on finger dexterity, bradykinesia, and tremor, by employing objective measurements. Additionally, we assess medication challenges during the OFF period …


ผลลัพธ์ของการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาฟูโรซีไมด์ด้วยการใช้ยาฟูโรซีไมด์ร่วมกับยาขับปัสสาวะตัวที่สองเปรียบเทียบกับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว, เอลิษา คุณาจุลลานนท์ Jan 2023

ผลลัพธ์ของการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาฟูโรซีไมด์ด้วยการใช้ยาฟูโรซีไมด์ร่วมกับยาขับปัสสาวะตัวที่สองเปรียบเทียบกับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว, เอลิษา คุณาจุลลานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะสัมพันธ์กับผลลัพธ์ในการรักษาที่ไม่ดี ในปัจจุบันหลักฐานเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการใช้ยาขับปัสสาวะในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังมีไม่มาก การศึกษานี้เป็นการศึกษาผลลัพธ์ของการใช้ยาขับปัสสาวะชนิดที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์เปรียบเทียบกับการใช้ยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียวในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะ ระเบียบการวิจัย เป็นการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวบรวมผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเฉียบพลันที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะ และมานอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะคือ การได้รับยาฟูโรซีไมด์มากกว่าหรือเท่ากับ 240 มิลลิกรัมต่อวัน และการใช้ยาขับปัสสาวะตัวที่สองคือ การใช้ยาขับปัสสาวะกลุ่มอื่นร่วมกับการใช้ยาฟูโรซีไมด์ โดยที่ตัวแปรที่ต้องการศึกษาคืออัตราการเสียชีวิตภายใน 90 วัน ภายหลังการออกจากโรงพยาบาล ผลการศึกษา มีผู้ป่วยทั้งหมด 985 คน โดยที่ 197 คนอยู่ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะตัวที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์ และอีก 788 คนอยู่ในกลุ่มที่ได้รับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว พบว่า อัตราการเสียชีวิตภายใน 90 วัน หลังออกจากโรงพยาบาลของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 37.6 และร้อยละ 33.4 ตามลำดับ, P = 0.27) แต่ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะตัวที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์พบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าคริเอตินินในเลือดที่น้อยกว่ากลุ่มที่ใช้ยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 15.2% และร้อยละ 30.8 ตามลำดับ, P


การศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล กับ คำแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน, กานต์เดชพงศ์ ศรีธัญรัตน์ Jan 2023

การศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล กับ คำแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน, กานต์เดชพงศ์ ศรีธัญรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในอดีตพบว่าการบริโภคคาร์โบไฮเดรตย่อยยากในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนร่วมกับกรดไหลย้อนมีผลทำให้การคลายทำของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายมากขึ้นซึ่งเป็นกลไกหนึ่งของโรคกรดไหลย้อน และทำให้โรคกรดไหลย้อนมีอาการมากขึ้น ทางผู้วิจัยต้องการศึกษาประสิทธิภาพของการแนะนำการรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน วิธีการดำเนินการวิจัย: ผู้ป่วยที่มีอาการจำเพาะต่อโรคกรดไหลย้อนอันได้แก่แสบร้อนหน้าอกหรือเรอเปรี้ยวที่มีความรุนแรงและความถี่ของตัวโรคผ่านการตอบแบบสอบถาม Reflux Disease Questionnaire (RDQ) มีคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 3 หลังจากที่หยุดยาลดกรดชนิด Proton pump inhibitor เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ร่วมกับรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตย่อยยากมากกกว่า 7หน่วยต่อสัปดาห์จะได้รับการแบ่งกลุ่มแบบสุ่มเป็น 2กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล(Structural Individual Low FODMAP Dietary Advice (SILFD+)) และ กลุ่มได้รับการแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม Usual dietary advice (Usual advice) โดยจะคัดผู้ป่วยผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนร่วมออก ทั้งสองกลุ่มจะได้รับคำแนะนำตามมาตรฐานได้แก่ ลดน้ำหนักกรณีที่มีน้ำหนักเกิน หลีกเลี่ยงกับรับประทานอาหารมื้อดึก หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ งดสูบบุหรี่ และนอนยกศีรษะสูงกรณีที่มีอาการช่วงเวลากลางคืน สำหรับในกลุ่ม SILFD+ จะได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม ได้แก่ 1) ตรวจสอบรายการอาหารในช่วง 1สัปดาห์ก่อนเข้าร่วมการศึกษา 2) ตรวจสอบว่ามีรายการใดบ้างที่เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยยาก 3) แนะนำให้เปลี่ยนรายการคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยยากให้เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่าย จากนั้นติดตามการรักษาที่ 4สัปดาห์ เพื่อเปรียบเทียบทั้งสองกลุ่มโดยประเมินจาก ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษา (โดยกำหนดนิยามคือ มีความรุนแรงและความถี่ของตัวโรคผ่านการตอบแบบสอบถาม Reflux Disease Questionnaire (RDQ) มีคะแนนน้อยกว่า 3) คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยผ่านแบบสอบถาม Gastrointestinal Quality of Life Index (GIQLI) และพารามิเตอร์จากการวัดความเป็นกรดและความต่างศักย์ที่หลอดอาหารส่วนปลายในช่วง 2ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารเที่ยง ผลการศึกษา: ผู้ป่วยทั้งหมด 55ราย (ค่ามัธยฐานอายุ 52 (37-61) ปี เป็นผู้หญิง 41 ราย) เป็นกลุ่ม SILFD+ 29 ราย และกลุ่ม Usual advice 26 ราย ทั้งสองกลุ่มมีพื้นฐานความรุนแรงและความถี่ของโรคกรดไหลย้อน ปริมาณหน่วยคาร์โบไฮเดรตย่อยยากเท่ากัน หลังครบ 4สัปดาห์ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มมีอัตราส่วนของผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(27.6% vs. 19.2%, p=0.47) …


Dose Evaluation Of A Deep Learning-Based Synthetic Ct Generation In Head And Neck Cancer For Photon And Proton Therapy, Ailada Kuibumrung Jan 2023

Dose Evaluation Of A Deep Learning-Based Synthetic Ct Generation In Head And Neck Cancer For Photon And Proton Therapy, Ailada Kuibumrung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

MRI has been increasingly implemented for the treatment planning process and the MRI-only workflow in both photon and proton therapy. This study aims to investigate and explore the accuracy of dose calculations in head and neck region based on synthetic CT (sCT) images, using the commercial software methods for both volumetric modulated arc therapy (VMAT) and intensity modulated proton therapy (IMPT) plans. The sCT images were generated from MRI images for five head and neck cancer cases that underwent VMAT and IMPT by MRI Planner commercial software. The mean absolute error (MAE) and mean error (ME) within the body, bone …


ผลระยะสั้นของการให้อัลบูมินต่อระดับวิตามินดี (แคลซิไทรออล) ในซีรั่มของผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง, ฑิตาพร รุ่งระวี Jan 2023

ผลระยะสั้นของการให้อัลบูมินต่อระดับวิตามินดี (แคลซิไทรออล) ในซีรั่มของผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง, ฑิตาพร รุ่งระวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: ภาวะตับแข็งระยะท้ายเป็นภาวะที่มีการอักเสบเพิ่มขึ้นในร่างกายเป็นปริมาณมากนำไปสู่การล้มเหลวของอวัยวะสำคัญหลายอย่าง ข้อมูลในปัจจุบันพบว่าอัลบูมินซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญของร่างกาย นอกจากจะมีคุณสมบัติในการคงสารน้ำไว้ในหลอดเลือดแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบในร่างกาย การศึกษาหลายการศึกษาก่อนหน้าพบว่า การให้อัลบูมินขนาดสูงในผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายสามารถทำให้สารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบลดลงได้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการให้อัลบูมินกับกระบวนการอักเสบในร่างกาย งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาว่าผลในการลดการอักเสบของอัลบูมินนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของวิตามินดีซึ่งมีผลในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันหรือไม่ วิธีการวิจัย: งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้า รวบรวมคนไข้จากคลินิกโรคตับของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง ผู้ป่วยที่ได้เข้าร่วมการศึกษาจะได้รับอัลบูมินทางหลอดเลือดดำในระดับสูง (80 กรัมของอัลบูมิน) ในระยะเวลา 1 สัปดาห์ โดยมีเป้าหมายดูการเปลี่ยนแปลงของระดับวิตามินดีทั้งในรูปออกฤทธิ์คือ 1,25 (OH)2 วิตามินดี และ 25 (OH) วิตามินดีก่อนและหลังได้รับอัลบูมิน รวมถึงดูการเปลี่ยนแปลงของระดับสารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบก่อนและหลังได้รับอัลบูมินด้วยเช่นกัน ผลการศึกษา: ผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้องทั้งสิ้น 17 รายถูกรวบรวมเข้าสู่การศึกษานี้ สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดตับแข็งคือภาวะตับแข็งจากแอลกอฮอล์ ตามด้วยภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับ ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง และสาเหตุอื่นๆ ผู้ป่วย 10 รายมีความรุนแรงของตับแข็งในระดับ B ตามการประเมินโดยระบบ Child-Pugh score ส่วนผู้ป่วยที่เหลืออีก 7 รายเป็นตับแข็งระยะ Child-Pugh score C ค่าเฉลี่ยของ Model End-Stage Liver Disease-sodium (MELD-Na) อยู่ที่ 15.7 ± 5.11 สำหรับผลของระดับวิตามินดี พบว่าค่าของ 1,25 (OH)2 วิตามินดี ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติหลังได้รับอัลบูมิน (p = 0.011) ในขณะที่ 25 (OH) วิตามินดีก็ลดลงเช่นกันแต่ไม่มีนัยยะสำคัญทางสถิติ (p = 0.101) ส่วนระดับสารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบที่สำคัญอย่างอินเตอร์ลิวคีน 1 เบต้า อินเตอร์ลิวคิน 6 ทูเมอร์เนโครสิสแฟคเตอร์อัลฟ่า และอินเตอร์เฟอร์รอนแกมม่าก็มีการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติหลังได้รับอัลบูมิน (p = 0.043, 0.037, 0.005 และ 0.02 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตามเมื่อนำมาวิเคราะห์แบบสหสัมพันธ์พบว่าไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติระหว่างการเปลี่ยนแปลงของระดับอัลบูมินและการเปลี่ยนแปลงของระดับวิตามินดีทั้ง 1,25 (OH)2 วิตามินดี และ 25 (OH) วิตามินดีรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับสารอักเสบไซโตไคน์ สรุป: การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติของวิตามินดีในรูปออกฤทธิ์คือ …


The Conversion Rate And Associated Factors Of Mild Cognitive Impairment To Dementia: A Retrospective Cohort In Thai Tertiary Care Setting, Nichaporn Chiracharasporn Jan 2023

The Conversion Rate And Associated Factors Of Mild Cognitive Impairment To Dementia: A Retrospective Cohort In Thai Tertiary Care Setting, Nichaporn Chiracharasporn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Dementia is a common neurocognitive disorder associated with aging, causing considerable distress and impairment for both affected individuals and their families. Mild cognitive impairment (MCI) serves as an intermediate stage of cognitive decline between normal aging and dementia, with an increased risk of progressing to dementia. Meterial and methods: A retrospective cohort study was carried out by reviewing the out-patient medical records of the patients visiting King Chulalongkorn Memorial Hospital, a Thai tertiary care hospital, from 2018 to 2019. 200 participants aged 50 years and above with MCI were enrolled and followed for 3 years. Results: Among recruited participants, …


ความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ, อธิษฐ์ สันติดำรงกุล Jan 2023

ความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ, อธิษฐ์ สันติดำรงกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในเลือดคือ ภาวะที่ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดปกติ แต่ตรวจพบไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ซึ่งเป็นผลบวกลวงจากวิธีการตรวจวัดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดด้วยเอนไซม์ ภาวะนี้มักถูกวินิจฉัยผิด ซึ่งทำให้ผู้ป่วยอาจได้รับยาลดไขมันโดยไม่จำเป็น และเนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมนั้นมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การคัดกรองด้วยค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวและการวินิจฉัยด้วยการตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ วิธีการศึกษา: การศึกษานี้มีรูปแบบเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง โดยใช้ฐานข้อมูลจากแผนกผู้ป่วยนอก รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ขั้นแรก ทำการศึกษานำร่องเพื่อหาค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ของอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาว เพื่อนำมาใช้แยกผู้ป่วยเสี่ยงสูงต่อภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม หลังจากนั้นหาผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงรุนแรงและมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงกว่าค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ โดยใช้ข้อมูลจากช่วงตุลาคม 2564 ถึงมกราคม 2567 จากนั้นเลือกผู้ป่วยตามเกณฑ์คัดเข้าและไม่มีเกณฑ์คัดออกเพื่อตรวจไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและปัสสาวะซ้ำ การตรวจพบไตรกลีเซอไรด์สูงทั้งในเลือดและปัสสาวะ บ่งบอกว่าผู้ป่วยมีภาวะกลีเซอรอลสูงทั้งในเลือดและปัสสาวะ จึงนำไปสู่การวินิจฉัยภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม ผลการวิจัย: การศึกษานำร่องโดยใช้ข้อมูลจาก 137,771 ตัวอย่างพบว่าค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อยู่ที่ 0.71 และจากข้อมูลทั้งหมด 276,215 ตัวอย่างพบผู้ป่วยไตรกลีเซอไรด์สูงรุนแรง 806 ราย ในจำนวนนี้มี 69 รายซึ่งมีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรงและมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงกว่า 0.71 เข้าร่วมวิจัย คุณลักษณะของประชากรได้แก่อายุเฉลี่ย 54 ปี เป็นเพศชาย 58 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักเฉลี่ย 71.8 กิโลกรัม ดัชนีมวลกาย 27.1 และ 84 เปอร์เซ็นต์ได้รับยาลดไขมัน ตรวจพบภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม 2 ราย จากผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง 806 ราย คิดเป็น 0.25 เปอร์เซ็นต์ มีผู้ป่วยรายหนึ่งตรวจพบไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเท่ากับ 751 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะเท่ากับ 10,619 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เนื่องจากผู้ป่วยมีปัญหาไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรงโดยไม่ตอบสนองต่อลดไขมัน อีกทั้งยังมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงถึง 1.99 ผู้ป่วยรายนี้มีอาจมีภาวะขาดเอนไซม์กลีเซอรอลไคเนส สรุปผล: นี่คือการศึกษาครั้งแรกเกี่ยวกับความชุกของภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูงปลอม อัตราส่วนไตรกลีเซอร์ไรด์ต่อดัชนีความขุ่นขาว และการตรวจวัดไตรกลีเซอร์ไรด์ในปัสสาวะ สามารถนำมาใช้ช่วยในการวินิจฉัยภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูงปลอมได้จริงในทางคลินิก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอร์ไรด์สูงรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อยาลดไขมัน การเข้าใจขั้นตอนในการตรวจวัดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ด้วยเอนไซม์ และสาเหตุที่ทำให้เกิดผลบวกลวง นั้นสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยได้รับยาลดไขมันโดยไม่จำเป็น


อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดภายใต้ระบบประกันสุขภาพในประเทศไทย, ศุภวิชญ์ ชุมสันติวุฒิ Jan 2023

อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดภายใต้ระบบประกันสุขภาพในประเทศไทย, ศุภวิชญ์ ชุมสันติวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกเป็นปัญหาสำคัญในด้านสาธารณสุขของประชากรทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย อุบัติการณ์ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในประเทศยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุของภาวะทุพพลภาพและการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในประเทศ ถึงแม้ในปัจจุบันผู้ป่วยทุกรายได้รับการรักษาตามมาตรฐาน คือการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด แต่การเข้าถึงของยาและเวชภัณฑ์บางชนิดยังถูกกำจัดด้วยบางสิทธิการรักษาอยู่ ทำให้เกิดความแตกต่างกันของคุณภาพการรักษาในระหว่างสิทธิการรักษา ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งในระยะสั้นและยาวได้ วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี ของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียก หลังจากการรักษาการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด ระหว่างสิทธิประกันสุขภาพของภาครัฐในประเทศไทยต่าง ระเบียบวิจัย: การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ใช้สิทธิประกันสุขภาพของภาครัฐในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เก็บข้อมูลผ่านฐานข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ของระบบบริหารงานของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยและสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง และนำมารวบรวมและวิเคราะห์ ผลวิจัยหลักคืออัตราการเสียชีวิตที่ 1 ปี โดยใช้สถิติ ANOVA, Chi-square และ Survival analysis ผลการศึกษา: ผู้ป่วยจำนวน 1,077 รายเป็นเพศชายร้อยละ 74.6 อายุเฉลี่ยที่ 60.5 (SD 13.6) ปี ถูกแบ่งตามสิทธิประกันสุขภาพที่ใช้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ประกันสุขภาพถ้วนหน้า 546 ราย (50.7%), ระบบสิทธิประกันสังคม 199 ราย (18.5%) และระบบสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ 332 ราย (30.8%) พบอัตราการเสียชีวิตที่ 1 ปีในผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่มคือ 10.6, 4.2, และ 6.5 ตามลำดับ (p


ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ธัชดนัย ชูโต Jan 2023

ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ธัชดนัย ชูโต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อจะศึกษาความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หากได้ทราบถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ดังกล่าว ก็จะเป็นประโยชน์ในการเป็นแนวทางเพื่อสร้างเสริมประสิทธิภาพในการทำงานได้ ซึ่งจะส่งผลที่ดีกับสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 488 คน ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2566 – มีนาคม พ.ศ.2567 โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาตอบ แบบสอบถามทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยมีคำถาม 6 ส่วน ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป, 2) แบบวัดประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร, 3) แบบวัดความไวของอารมณ์ความรู้สึก, 4) แบบสอบถามสุขภาพทั่วไป, 5) แบบประเมินความยืดหยุ่นทางอารมณ์, 6) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม นำเสนอเป็นค่าสัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หลังจากนั้นทำการวิเคราะห์หาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และความเกี่ยวข้องระหว่างความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิต โดยใช้สถิติทดสอบไคสแควร์ หลังจากนั้นทำการวิเคราะห์หาปัจจัยทำนายความยืดหยุ่นทางอารมณ์ที่สูง โดยอาศัยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกโดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 58.0) มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย 61.58 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน=7.30) ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 77.9) มีภาวะสุขภาพจิตอยู่ในระดับปกติ และส่วนใหญ่ (ร้อยละ 73.2) มีประสิทธิภาพในการปฎิบัติงานอยู่ในระดับสูง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ที่สูง ได้แก่ อายุมากกว่า 34 ปี (p


ความชุกและพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี, จิราวรรณ นิ่มแพร Jan 2023

ความชุกและพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี, จิราวรรณ นิ่มแพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก พฤติกรรม ทัศนคติ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ ได้ทำการศึกษาในทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี ช่วงเดือนกรกฎาคม - กันยายน ปี 2566 จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามทัศนคติต่อการใช้สารเสพติด แบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ แบบสอบถามความผิดปกติของการใช้สารเสพติด และการตรวจปัสสาวะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ผลการศึกษาพบความชุกการใช้สารอย่างน้อยหนึ่งชนิดตลอดช่วงชีวิตและช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 86.7 และ 71.5 ตามลำดับ สารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ใบกระท่อม กัญชา และสารผสมน้ำต้มใบกระท่อม พบผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ (82.68%) กัญชา (50.00%) มีความเสี่ยงระดับปานกลาง ในกลุ่มผู้ใช้สารแต่ละชนิด พบความผิดปกติจากการใช้สาร 76.76%, 37.38%, 37.37%, 34.14%, 27.27, 26.67% ในกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, กัญชา, ใบกระท่อม สารผสมน้ำต้มใบกระท่อมและกลุ่มแอมเฟตามีน ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงลบต่อการใช้สารเสพติด การมีระดับการศึกษาที่ต่ำและมีรายได้เพียงพอเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และเป็นปัจจัยทำนายการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี (P


คุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และความเกี่ยวข้องของคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักกับสุขภาพจิต ของนิสิตระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิศชามญช์ เจียมวิจิตรกุล Jan 2023

คุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และความเกี่ยวข้องของคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักกับสุขภาพจิต ของนิสิตระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิศชามญช์ เจียมวิจิตรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และสุขภาพจิตของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3) เพื่อศึกษาความเกี่ยวข้องระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก กับสุขภาพจิตของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีการศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี จำนวน 416 คน ที่มีคู่รักอยู่ในปัจจุบันและมีระยะเวลาในการคบหากับคู่รักไม่ต่ำกว่า 3 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยเป็น แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ดังนี้ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก 3) แบบสอบถาม General Health Questionnaire ฉบับภาษาไทย และ 4) แบบสอบถามการมีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยนำเสนอค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติ chi-square test, Pearson’s correlation และวิเคราะห์หาปัจจัยทำนายโดยใช้สถิติ logistic regression analysis ผลการศึกษา นิสิตนักศึกษาจำนวน 416 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 62.7) เคยมีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก (ร้อยละ 85.1) คะแนนคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักในภาพรวมอยู่ที่ระดับสูง (ร้อยละ 46.9) นิสิตเกือบครึ่ง (ร้อยละ 45.9) มีสุขภาพจิตผิดปกติ ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสุขภาพจิตที่ผิดปกติ ได้แก่ การศึกษาในกลุ่มสาขาวิชากลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และกลุ่มวิทยาศาสตร์กายภาพ การมี GPA เทอมล่าสุดต่ำกว่า 3.32 (p


ความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ไปรยวัชร อำพนราชมณี Jan 2023

ความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ไปรยวัชร อำพนราชมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเป็นมา : กรมสุขภาพจิตปี 2564 พบว่าคนไทยมีความเครียด 9.4% และมีความเครียดสูงสุดอยู่ที่กรุงเทพมหานคร 14.1% ซึ่งความเครียดมีสาเหตุมาจากการทำงาน วัตถุประสงค์ : ศึกษาความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บข้อมูลทางออนไลน์จากผู้แทนยาที่ดูแลในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นระยะเวลา ≥ 6 เดือน อายุ ≥ 22 ปี ชายและหญิง 330 คน โดยใช้แบบสอบถาม 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) ประเมินความรู้สึกเครียดต่อปัจจัยการทำงาน และ 3) ประเมินพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด ผลการศึกษา : ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 33 ปี ผู้แทนยาส่วนใหญ่ 2 ใน 3 มีความเครียดระดับปานกลาง 50.57% ส่วนพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด พบว่าส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีระดับการปฏิบัติดี 62.8% และมีความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด เชิงเส้นตรงในทางสถิติ ที่ระดับ 0.01 (P-value


ความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชน เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย, ภวิษยา จิตสมานกุล Jan 2023

ความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชน เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย, ภวิษยา จิตสมานกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงาน และคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชนในกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross-sectional study) โดยเก็บข้อมูลจากผู้ช่วยทันตแพทย์จำนวน 370 คนที่ทำงานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเครียดสวนปรุง (SPST-20) แบบประเมินภาวะหมดไฟ (MBI-GS) และแบบประเมินคุณภาพชีวิต (WHOQOL-BREF-THAI) เป็นเครื่องมือวิจัยในการศึกษานี้ โดยทำการเก็บข้อมูลแบบออนไลน์และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Multiple Linear Regression วิธี Stepwise กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ช่วยทันตแพทย์ส่วนใหญ่มีความเครียดระดับปานกลาง (ร้อยละ 41.3) และคุณภาพชีวิตที่ดี (ร้อยละ 66.2) แต่ไม่พบภาวะหมดไฟ (ร้อยละ 96.8) ในกลุ่มตัวอย่างนี้ โดยปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดได้แก่ ชั่วโมงการทำงาน (B=4.531, p=0.009) และประสบการณ์การทำงาน (B=-9.945, p=0.012) ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานได้แก่ ภาระหนี้สิน (B=8.298, p


Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina Jan 2023

Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction: Falls are the leading cause of injury in older adults, resulting in worsening comorbidities, bone fractures, post-fall syndrome, and soft tissue injuries. This retrospective study aims to investigate the association between fall risk and the Montreal Cognitive Assessment (MoCA) scores, as well as other risk factors, among older adults in Thailand. Methods: Data on patients who experienced a fall within a 12-month period were collected from medical records at the Geriatric Excellence Center, King Chulalongkorn Memorial Hospital. Potential fall risk factors available in the medical records included ability to perform activities of daily living, level of dependency, depression, cognitive …


Comparison Of Post-Operative Pain Between Intraosseous Multimodal Injection And Periarticular Multimodal Injection In Simultaneous Bilateral Total Knee Arthroplasty – A Randomized Controlled Trial, Patcharavit Ploynumpon Jan 2023

Comparison Of Post-Operative Pain Between Intraosseous Multimodal Injection And Periarticular Multimodal Injection In Simultaneous Bilateral Total Knee Arthroplasty – A Randomized Controlled Trial, Patcharavit Ploynumpon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction: Early postoperative pain poses a challenge for surgeons to manage after total knee arthroplasty (TKA). Various techniques have been employed to optimize pain reduction, including Periarticular Multimodal Analgesia (PMA), recognized as a safe and effective method. Our study aims to enhance PMA through a combined intraosseous injection (PMA-I) and compare it with standard PMA. Methods: Forty patients undergoing simultaneous bilateral TKA surgery were enrolled. Patients were randomized to receive PMA-I on one side of the knee, while the contralateral knee received standard PMA. Pain scores, bleeding, and range of motion (ROM) were assessed in both groups. Results: The PMA-I …


ความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียน ที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1, ศุภาพิชญ์ แก้ววัชระรังษี Jan 2023

ความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียน ที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1, ศุภาพิชญ์ แก้ววัชระรังษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียนที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1 เก็บข้อมูลจากเด็กวัยเรียนอายุ 9-12 ปี จำนวน 429 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ส่วน ได้แก่ แบบเก็บข้อมูลพื้นฐานและปัจจัยทางจิตสังคม แบบวัดสัมพันธภาพในครอบครัวฉบับภาษาไทย แบบสำรวจความกลัวของเด็กและวัยรุ่นฉบับภาษาไทย และแบบประเมินภาวะวิตกกังวลสำหรับเด็กฉบับภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนการกลัวความตายและสิ่งที่เป็นอันตราย มากเป็นอันดับหนึ่ง (Mean = 3.75, SD = 0.79) มีภาวะวิตกกังวลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจจะคุกคามตนเอง ระดับน้อย ร้อยละ 62.6 มีอุปนิสัยวิตกกังวล ระดับมาก ร้อยละ 53.4 มีรูปแบบสัมพันธภาพครอบครัวแบบค่อนไปทางสมดุล ร้อยละ 62.9 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับความกลัวที่สูงขึ้น ได้แก่ เพศหญิง อายุที่น้อย การมีความต้องการพิเศษ การเป็นบุตรลำดับรอง รายได้รวมต่อเดือนของครอบครัวน้อยกว่า 10,000 บาท การไม่ได้อยู่อาศัยกับพ่อแม่ ส่วนปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับภาวะวิตกกังวลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจจะคุกคามตนเองที่สูงขึ้น ได้แก่ อายุที่น้อย การเป็นบุตรลำดับรอง รูปแบบสัมพันธภาพในครอบครัวที่สมดุลน้อย การมีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติความต้องการพิเศษ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับอุปนิสัยวิตกกังวลที่สูงขึ้น ได้แก่ เพศหญิง ระดับชั้นการศึกษาที่เพิ่มขึ้น รูปแบบสัมพันธภาพในครอบครัวที่สมดุลน้อย สรุป ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางจิตสังคมมีความสัมพันธ์กับความกลัวและความวิตกกังวล จึงเป็นแนวทางให้เข้าใจและออกแบบโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะบุคคลได้ต่อไป


Non-Contrast Abbreviated Mri For The Detection Of Hepatocellular Carcinoma (Hcc) In Patients With Li-Rads Lr-2, Lr-3, And Lr-4 Observations In Mri, Soe Thiha Maung Jan 2023

Non-Contrast Abbreviated Mri For The Detection Of Hepatocellular Carcinoma (Hcc) In Patients With Li-Rads Lr-2, Lr-3, And Lr-4 Observations In Mri, Soe Thiha Maung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background and Aims: Given limited ultrasound sensitivity in hepatocellular carcinoma (HCC) surveillance, and few prospective studies exploring non-contrast abbreviated MRI (NC-AMRI) for this purpose, this study aimed to assess the diagnostic performance of NC-AMRI in detecting HCC. Methods: This prospective study involved cirrhotic patients with LI-RADS LR-3 and LR-4 observations detected on contrast-enhanced MRI (CE-MRI) during HCC surveillance. Patients underwent an average of three complete CE-MRI rounds at 3-6 months interval, with follow-up lasting approximately 12 months. NC-AMRI included diffusion-weighted (DWI), T2-weighted imaging (T2WI-FS), and T1-weighted gradient imaging (T1WI). NC-AMRI protocol images were separately analyzed for diagnostic performance, with subgroup …


The Influence Of Fit Of Underpants Worn On Semen Quality, Harnam Kaur Jan 2023

The Influence Of Fit Of Underpants Worn On Semen Quality, Harnam Kaur

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Infertility in general has seen an upward trend in recent period. Male infertility has an estimated increase rate of 0.291% per year since 1990. Several factors have been studied as a cause of male infertility including idiopathic factors. One of the idiopathic factors in concern is clothing, which may increase intra-scrotal temperature. The genital heat stress has been reported to influence semen quality. Based on this factor, the previous studies done to discover association between type of underwear and semen quality have shown varying results that cannot be generalized to over-all population. This study aimed to assess the influence …