Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 3811 - 3840 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

Characteristics Of Two-Dimensional Ionization Chamber Array For Patient-Specific Quality Assurance In Pencil Beam Scanning Proton Therapy, Nuttida Rawiwan Jan 2023

Characteristics Of Two-Dimensional Ionization Chamber Array For Patient-Specific Quality Assurance In Pencil Beam Scanning Proton Therapy, Nuttida Rawiwan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Proton therapy is an advanced technique that uses positive particles in external treatment. It can spare normal tissue and increase tumor control probability. In radiotherapy, patient-specific quality assurance is an important part, but according to protons’ characteristics, especially finite range, it is challenging to do verification because when the density has changed the finite range will have drastic changes. Although the two-dimensional ionization chamber array is used for patient-specific quality assurance in pencil beam scanning proton therapy, most studies investigate the IBA MatriXX as the dosimetry device, and few studies explored the PTW OCTAVIUS 1500XDR. This research aims to determine …


A Study Of The Characteristics And Associative Factors In Alterations Of Plantar Pressure In Parkinson’S Patients With Freezing Of Gait, Thanawan Tiraweerakhajorn Jan 2023

A Study Of The Characteristics And Associative Factors In Alterations Of Plantar Pressure In Parkinson’S Patients With Freezing Of Gait, Thanawan Tiraweerakhajorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Freezing of gait (FOG) poses a significant challenge in advanced Parkinson’s Disease (PD), manifesting as abrupt interruptions in forward movement within the gait cycle. Plantar pressure, notably heel strike dynamics, has emerged as a pivotal parameter associated with FOG. Materials and Methods: A retrospective analysis was conducted on clinical data and Strideway® System records from PD patients diagnosed with FOG via gold standard objective gait. Demographics, clinical assessments, plantar pressure metrics, and spatiotemporal gait parameters were collected. Results: 100 PD patients with FOG were included. Plantar pressure during the heel strike phase exhibited reductions in stages 2-3, with an …


ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมในรังสีแพทย์ ประเทศไทย, ธนชาต ฟักสอาด Jan 2023

ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมในรังสีแพทย์ ประเทศไทย, ธนชาต ฟักสอาด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมจัดเป็นกลุ่มอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดวงตาและการมองเห็นซึ่งเกิดจากการใช้สายตามองหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมในรังสีแพทย์ของไทย เนื่องด้วยรังสีแพทย์เป็นแพทย์เฉพาะทางที่ถือว่ามีระยะเวลาการทำงานกับหน้าจอแสดงผลของคอมพิวเตอร์ที่ยาวนาน การศึกษานี้มีรูปแบบการวิจัยแบบภาคตัดขวาง ดำเนินการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามตอบด้วยตนเองรูปแบบออนไลน์และได้รับการตอบกลับรวมทั้งสิ้น 285 คน นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวแปรและวิเคราะห์การถดถอยแบบลอจิสติก ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความชุกของการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมสูงถึง ร้อยละ 82.81 โดยมีอาการที่พบได้บ่อยที่สุดสามอันดับแรก คือ อาการแสบตา อาการตาแห้ง และอาการปวดตา ตามลำดับ และมีปัจจัยส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รังสีแพทย์ที่มีอนุสาขา (aOR = 0.19, 95% CI: 0.06-0.60) และรังสีแพทย์ที่มีโรคประจำตัวทางตาอยู่เดิม (aOR = 4.97, 95% CI: 1.74-14.14) ส่วนปัจจัยด้านการทำงานที่มีความเกี่ยวข้อง ได้แก่ มีการพักสายตาระหว่างการทำงาน (aOR = 0.15, 95% CI: 0.05-0.46) และการใส่หน้ากากอนามัยระหว่างทำงาน (aOR = 0.20, 95% CI: 0.08-0.49) สรุปได้ว่ารังสีแพทย์ไทยนั้นมีความชุกของการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมสูง การตระหนักและให้ความสำคัญกับการพักสายตาเป็นระยะระหว่างที่ทำงานน่าจะช่วยป้องกันและลดโอกาสเกิดกลุ่มอาการนี้ได้


Prevalence Of Obstructive Sleep Apnea And Accuracy Of Home Sleep Apnea Test (Type 3) For Obstructive Sleep Apnea Diagnosis In Difficult To Treat Asthma, Tidarat Somruesaen Jan 2023

Prevalence Of Obstructive Sleep Apnea And Accuracy Of Home Sleep Apnea Test (Type 3) For Obstructive Sleep Apnea Diagnosis In Difficult To Treat Asthma, Tidarat Somruesaen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

BACKGROUND Prevalence of obstructive sleep apnea (OSA) was previously reported to be higher in asthma particularly in severe and difficult-to-treat subgroups, about 74.5% However, there is currently no available data from Thailand to define the accuracy of type 3 home sleep apnea test for the OSA diagnostic in difficult to treat asthma. OBJECTIVES: The primary objective is to study the prevalence of OSA in patients with difficult-to-treat asthma. The secondary objective is to assess the accuracy of type 3 home sleep apnea test (HSAT) for OSA diagnosis compared to standard type 1 polysomnography in patients with difficult-to-treat asthma. METHODS: Patients …


ความชุกของรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กในผู้ป่วยภาวะปริชานบกพร่องเล็กน้อย และโรคอัลไซเมอร์ไม่รุนแรงที่คลินิกความจำ, ธัชมัย สมิตะสิริ Jan 2023

ความชุกของรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กในผู้ป่วยภาวะปริชานบกพร่องเล็กน้อย และโรคอัลไซเมอร์ไม่รุนแรงที่คลินิกความจำ, ธัชมัย สมิตะสิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ: โรคอัลไซเมอร์เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันเนื่องจากส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน การรักษาด้วยยาแอนติบอดีชนิดเดี่ยวที่ยับยั้งอะไมลอยด์เริ่มมีบทบาทในผู้ป่วยระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อยและภาวะสมองเสื่อมไม่รุนแรง โดยมีข้อห้ามของการให้ยาคือรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็ก ได้แก่ รอยเลือดออกในสมองขนาดเล็กและรอยโรคเนื้อขาวของสมอง เป็นต้น และในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาความชุกของรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กในกลุ่มผู้ป่วยระยะนี้อย่างเจาะจง ผลการศึกษานี้คาดว่าจะเป็นข้อมูลที่มีบทบาทในการพิจารณาความคุ้มค่าของการบำบัดด้วยยาแอนติบอดีชนิดเดี่ยวที่ยับยั้งอะไมลอยด์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในประเทศไทย วิธีการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบตัดขวางในคลินิกความจำ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคอัลไซเมอร์ตามเกณฑ์ทางคลินิก ที่อยู่ในระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อยและสมองเสื่อมไม่รุนแรงที่มีอาการด้านความจำเด่นจะเข้ารับการทำแบบทดสอบเชิงปริชานและทำภาพฉายสมองด้วยคลื่นสั่นพ้องแม่เหล็ก โดยผู้ที่มีโรคทางกายรุนแรงและทำภาพฉายสมองได้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์จะถูกนำออกจากการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่เข้าเกณฑ์จะได้รับการประเมินรอยโรคสมองขาดเลือดขนาดเล็กและการฝ่อของสมองโดยประเมินด้วยตา ข้อมูลลักษณะพื้นฐานและคะแนนแบบทดสอบเชิงปริชานได้จากเวชระเบียน มีการประเมินความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กโดยรวมร่วมกับวิเคราะห์สหสัมพันธ์ต่อคะแนนแบบทดสอบเชิงปริชาน ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยจำนวน 102 รายในการศึกษา ประกอบด้วยระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อย 73.5 เปอร์เซ็นต์ และระยะสมองเสื่อมไม่รุนแรง 26.5 เปอร์เซ็นต์ อายุเฉลี่ยที่การวินิจฉัยคือ 75.0 ± 8.0 ปี ครึ่งหนึ่งของตัวอย่างทั้งหมดพบรอยเลือดออกขนาดเล็กของสมอง โดยมีเพียง 17.6 เปอร์เซ็นต์ที่มีรอยโรค 4 ตำแหน่งขึ้นไป และเมื่อรวมกับกลุ่มที่มีคะแนน Fazekas มากกว่า 3 คะแนนหรือมีรอยเลือดออกขนาดเล็กของสมอง 4 ตำแหน่งขึ้นไปพบว่ามีทั้งสิ้น 20 ราย หรือ 19.6 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดไม่พบรอยเลือดออกบนผิวสมองหรือรอยโรคสมองขาดเลือดที่สัมพันธ์กับหลอดเลือดขนาดใหญ่ นอกจากนี้ กลุ่มที่ไม่พบรอยเลือดออกขนาดเล็กของสมองมีคะแนน TMSE สูงกว่า (25.4 เทียบกับ 23.5; p = 0.009) และกลุ่มที่มีคะแนน MTA น้อย จะมีคะแนน TMSE และ MoCA ที่สูงกว่า (26.4 เทียบกับ 22.7; p < 0.001 และ 22.1 เทียบกับ 19.2; p = 0.001 ตามลำดับ) ในการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างอ่อนระหว่างคะแนน SVD ทั้งสองแบบต่อคะแนน TMSE (r = -0.371 และ -0.384 ตามลำดับ; p < 0.001) และมีความสัมพันธ์เชิงลบปานกลางระหว่างคะแนน MTA ต่อคะแนน TMSE & MoCA (r = -0.631 และ -0.443 ตามลำดับ; p < 0.001) สรุป: กลุ่มผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อยและสมองเสื่อมไม่รุนแรงเพียง 19.6 เปอร์เซ็นต์ ที่มีรอยโรคจากภาพฉายสมองอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นข้อห้ามในการรักษาด้วยยายับยั้งอะไมลอยด์แบบแอนติบอดีชนิดเดี่ยว ซึ่งผลลัพธ์นี้มีประโยชน์ในการพิจารณาบทบาทของการรักษาโรคอัลไซเมอร์ของประเทศไทยในอนาคต


ประสิทธิภาพการลดสารพิษที่จับกับโปรตีนของยาเซเวลาเมอร์ในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดและมีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม - การรายงานผลเบื้องต้น, นภัส ศรีฟ้า Jan 2023

ประสิทธิภาพการลดสารพิษที่จับกับโปรตีนของยาเซเวลาเมอร์ในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดและมีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม - การรายงานผลเบื้องต้น, นภัส ศรีฟ้า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ: P-cresol (pCS) เป็นสารพิษยูรีเมียที่จับกับโปรตีนที่สัมพันธ์กับอัตราเสียชีวิตและโรคหัวใจในผู้ป่วยฟอกเลือด เทคนิคการฟอกเลือดในปัจจุบันไม่สามารถกำจัดสารเหล่านี้ได้ ข้อมูลในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นการลดการสร้าง การลดการดูดซึมด้วยยาบางชนิด และรักษาการทำงานของไตที่เหลืออยู่ให้นานที่สุด ยาเซเวลาเมอร์เป็นสารเรซินที่ใช้จับฟอสเฟตในทางเดินอาหารและยังมีฤทธิ์จับสารพิษเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตามการศึกษาฤทธิ์การดูดซับสารพิษเหล่านี้ยังมีจำกัดในผู้ป่วยฟอกเลือด วัตถุประสงค์: การศึกษา open-label multicenter randomized controlled trial เพื่อศึกษาผลของ ยาเซเวลาเมอร์ต่อการลดสารพิษยูรีเมีย pCS เมื่อเทียบกับยาแคลเซียมคาร์บอเนต ในผู้ป่วยฟอกเลือดที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง วิธีการและเครื่องมือ: ผู้ป่วยฟอกเลือดที่มีระดับฟอสเฟตในเลือดสูงจะถูกสุ่มให้รับยาเซเวลาเมอร์หรือแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นเวลา 24 สัปดาห์ โดยปรับขนาดยาตามระดับฟอสเฟตในเลือดตามแนวทางเดียวกันของการศึกษานี้เพื่อให้ระดับฟอสเฟตอยู่ในช่วง 3.5-5.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ตัวอย่างเลือดเก็บในการศึกษาสัปดาห์ที่ 4, 8, 16 และ 24 หลังเริ่มยา ค่าความต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของ pCS ของทั้งสองกลุ่มถูกวิเคราะห์โดยใช้ linear mixed model รวมถึงการวิเคราะห์ในกลุ่มย่อยที่แบ่งโดยการทำงานของไตที่เหลืออยู่ ขนาดยาของยาจับฟอสเฟต ความถี่การฟอกเลือด ระดับการควบคุมฟอสเฟตเฉลี่ยในเลือด และปริมาณโปรตีนที่ได้รับ ผลการศึกษา: การศึกษามีผู้ป่วยทั้งสิ้น 73 ราย มีผู้ออกจากการศึกษา 3 ราย เหลือผู้ป่วยในกลุ่มยาเซเวลาเมอร์และแคลเซียมกลุ่มละ 35 ราย โดยวิเคราะห์ข้อมูลแบบ per-protocol พบว่า มีอายุเฉลี่ย 55.1 ± 15.1 ปี ผู้ที่ยังมีการทำงานของไตเหลืออยู่อย่างน้อย 100 มิลลิลิตรต่อวันคิดเป็นร้อยละ 44.3 การวิเคราะห์เบื้องต้นที่ 16 สัปดาห์พบว่าระดับฟอสเฟตลดลงใกล้เคียงกันทั้งสองกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงของ pCS ไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่ม แต่พบแนวโน้มการลดลงของ pCS ในกลุ่มที่ได้รับยาเซเวลาเมอร์ในกลุ่มย่อยที่มีการทำงานของไตเหลืออยู่น้อยกว่า 100 มิลลิลิตรต่อวัน (geometric mean ratio 0.64[95%CI: 0.44, 0.91]) และกลุ่มย่อยที่ได้รับยาจับฟอสเฟตขนาดสูง (geometric mean ratio 0.64 [95%CI: 0.47, 0.88]) อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมยังไม่พบความแตกต่างกัน (p=0.10 และ p=0.47, ตามลำดับ) สรุปผลการศึกษา: …


การตอบสนองของแอนติบอดีหลังวัคซีนโควิด-19 ชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ เข็มกระตุ้น ในผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ระดับเม็ดเลือดขาวชนิด Cd4 มากกว่า 200 เซลล์/มม.3 และ น้อยว่าหรือเท่ากับ200 เซลล์/มม.3, นภนต์ หิรัญบูรณะ Jan 2023

การตอบสนองของแอนติบอดีหลังวัคซีนโควิด-19 ชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ เข็มกระตุ้น ในผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ระดับเม็ดเลือดขาวชนิด Cd4 มากกว่า 200 เซลล์/มม.3 และ น้อยว่าหรือเท่ากับ200 เซลล์/มม.3, นภนต์ หิรัญบูรณะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของการศึกษา: ในยุคหลังการระบาดใหญ่ ที่คนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันทั้งจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ และ การฉีดวัคซีน แม้ว่าจะมีการยืนยันถึงการป้องกันการดำเนินโรครุนแรงจากเชื้อโควิด-19 และ สามารถป้องกัน เชื้อข้ามสายพันธุ์ที่เป็นกังวลได้แล้วก็ตาม ความสำคัญของการกระตุ้นด้วยวัคซีน mRNA ยังคงถูกด้อยค่าไป ทางผู้วิจัยศึกษาภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ในกลุ่มบุคคลที่ติดเชื้อ HIV โดยเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่มีระดับเซลล์ CD4 T >200 เซลล์/มม.³ และ ≤200 เซลล์/มม.³ วิธีการทำการศึกษา: การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบ prospective cohort จัดทำขึ้นที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ ศูนย์ประสานความร่วมมือระหว่างไทย ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ เพื่อการศึกษาวิจัยทางคลินิกด้านโรคเอดส์ (HIV-NAT) ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2566 ถึงมีนาคม พ.ศ.2567 โดย ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV (PLWH) ที่เข้าร่วมการศึกษา อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสต่อเนื่อง และ มีการฉีดวัคซีน COVID-19 อย่างน้อย 2 โดส ข้อห้ามในการเข้าร่วมคือความล้มเหลวของการควบคุมไวรัส การใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือ monoclonal antibody ก่อนหน้านี้ การฉีดวัคซีนหรือการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในช่วง 3 เดือน โดยทางทีมวิจัยประเมิน ผลลัพธ์ของการทดสอบแอนติบอดีต่อต้าน RBD (anti-RBD IgG) และ การตรวจภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ surrogate virus neutralization test (sVNT) ต่อสายพันธุ์โควิด ดั้งเดิม, โอไมครอน ที่กำลังมีการระบาดในช่วงเวลานั้น โดยวัดผลที่ก่อนฉีด และ 4 สัปดาห์หลังฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีน mRNA ชนิด bivalent original/ Omicron BA.4-5 (mRNA-1273.222, BNT16b2) โดยมีเป้าหมายการวัดผลลัพธ์หลัก คือ ค่า geometric mean …


มุมมองและพฤติกรรมการปรับตัวของนักแสดงวายไทยที่มีต่อบทบาทการแสดง ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แฟนคลับ และภาวะสุขภาพจิต, นลินี ยศไพบูลย์ Jan 2023

มุมมองและพฤติกรรมการปรับตัวของนักแสดงวายไทยที่มีต่อบทบาทการแสดง ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แฟนคลับ และภาวะสุขภาพจิต, นลินี ยศไพบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความหลากหลายทางเพศกำลังเป็นกระแสในตลาดปัจจุบัน โดยเฉพาะซีรีส์ชายรักชาย หรือที่รู้จักกันในชื่อ ซีรีส์วาย ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกชั้นนำในอุตสาหกรรมนี้ ความนิยมนี้นำไปสู่การเปิดรับสมัครนักแสดงหน้าใหม่จำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการที่เติบโตไประดับนานาชาติ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative study) ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งมีโครงสร้าง (semi-structured in-depth interview) อ้างอิงคําถามสัมภาษณ์จากการทบทวนวรรณกรรม ที่เกี่ยวข้อง และศึกษาในกลุ่มตัวอย่างนักแสดงซีรีส์วายไทยจํานวน 18 ราย วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) จากการถอดคําสัมภาษณ์แบบคําต่อคํา (verbatim) การรับรู้ตนเอง พฤติกรรมการปรับตัวจากการเปลี่ยนบทบาทจากบุคคลธรรมดาไปสู่บุคคลที่มีชื่อเสียง ความสับสนในอัตลักษณ์ทางเพศจากบทบาทการแสดงซีรีส์วาย และความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน และภาวะสุขภาพจิตของนักแสดง เช่น ความกลัวการโดนประเมินเชิงลบ การจัดการความเครียด การสนับสนุนจากครอบครัว และแผนการในอนาคต ผู้เข้าร่วมการวิจัยมีประสบการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบต่อสุขภาพจิต การรับรู้ตนเอง คุณค่าในตนเอง การจัดการความเครียด และสภาพจิตใจโดยรวม


ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต, ปีใหม่ อมรกาญจนวัฒน์ Jan 2023

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต, ปีใหม่ อมรกาญจนวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตยังมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไปที่ไม่มีโรคไต ซึ่งสาเหตุหลักของการเสียชีวิตคือการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่ทราบถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต การศึกษานี้จึงต้องการศึกษาหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต วัตถุประสงค์งานวิจัย: เพื่อศึกษาหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต กระบวนการและระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษาแบบย้อนหลังแบบ Retrospective cohort study ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ปี และได้รับการปลูกถ่ายไตที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในช่วงปี พ.ศ.2553 – 2565 โดยรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การรักษา และผลลัพธ์ของการปลูกถ่ายไต เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกและผลลัพธ์ของการปลูกถ่ายไตระหว่างผู้ที่มีหรือไม่มีภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือด (โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, ได้รับการทำหัตถการเกี่ยวกับเส้นเลือดหัวใจ, ภาวะหัวใจวาย, โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน, โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน, การเสียชีวิตจากโรคหัวใจ) โดยใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบ competing risk เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับภาวะดังกล่าว ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายที่เข้าเกณฑ์การวิจัยทั้งหมด 553 ราย มีอายุเฉลี่ย 44.1±11.9 ปี, ค่ามัธยาฐานระยะเวลาการติดตามหลังการปลูกถ่ายไตเท่ากับ 6.15 ปี (พิสัย 3.7-9.0 ปี), ค่ามัธยฐานในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่ากับ 3.34 ปี (พิสัย 1.1-6.1 ปี), อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่ากับ 16.2 (12.43–21.10) ต่อประชากร 1,000 คนต่อปี ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต ได้แก่ อายุของผู้รับบริจาคไต (subdistribution hazard ration[SHR], 1.05; 95%confidence interval[95%CI], 1.02-1.08), โรคเบาหวานก่อนปลูกถ่ายไต (SHR, 6.08;95%CI, 2.87-12.9), การเกิดโรคเบาหวานหลังการปลูกถ่ายไต (SHR, 2.7;95%CI, 1.06-6.84), ภาวะปฏิเสธไตปลูกถ่ายชนิด T-cell mediated rejection(TCR) (SHR, 3.0;95%CI, 1.22-7.37), ภาวะปฏิเสธไตชนิด antibody-mediated rejection(ABMR) (SHR, 3.38;95%CI, 1.13-10.09), ระดับของแคลเซียมหลังการปลูกถ่ายไต (SHR, 0.59;95%CI, 0.37-0.94), และอัตราการทำงานของไต (SHR, 0.98;95%CI, 0.97-0.99) สรุปผลการศึกษา: …


ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขในสังกัดกองทัพอากาศ, ปรมัตถ์ กัลยาวุฒิพงศ์ Jan 2023

ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขในสังกัดกองทัพอากาศ, ปรมัตถ์ กัลยาวุฒิพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้บุคลากรมีสุขภาพที่ดี โดยบุคลากรด้านสาธารณสุขเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันและสนับสนุนเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพภายในองค์กร การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบพรรณนาภาคตัดขวางเพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขสังกัดกองทัพอากาศจำนวน 14 หน่วยงาน ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของบุคลากรในกองทัพอากาศเป็นหลัก ได้แก่ กองเวชศาสตร์ป้องกัน สถาบันเวชศาสตร์การบิน โรงพยาบาลกองบินและ หน่วยงานสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคในบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ประกอบด้วย 20 คำถาม 5 ทักษะ แจกให้กับบุคลากรด้านสาธารณสุขทุกคนในหน่วยงานที่กำหนด ได้รับการตอบกลับ 235 ตัวอย่าง คิดเป็นอัตราตอบกลับร้อยละ 60.41 ผลการศึกษาพบว่าคะแนนความรอบรู้ ฯ เฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ร้อยละ 74.46 ซึ่งอยู่ในระดับมีปัญหา โดยทักษะที่มีปัญหามากที่สุดคือทักษะการนำไปใช้ และพบว่ากลุ่มที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพฯสูง ได้แก่ ช่วงอายุ 19-30 ปี จบการศึกษาระดับสูง มีการการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอาชีพเภสัชกร โดยสรุปบุคลากรด้านสาธารณสุขในกองทัพอากาศบางส่วนอาจมีแนวทางในการจัดการตนเองที่ดียังไม่มากพอ ดังนั้นแต่ละหน่วยงานควรมีกิจกรรมเพื่อให้บุคลากรสามารถจัดการตนเองในเรื่องสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น เช่น จัดกิจกรรมให้บุคลากรมาแลกเปลี่ยนวิธีดูแลสุขภาพของตนกับผู้อื่น เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจและนำไปสู่การประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตนต่อ


ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง, พัชริดา กลิ่นพยอม Jan 2023

ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง, พัชริดา กลิ่นพยอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์งานวิจัย: ศึกษาความสัมพันธ์ของ พฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลโดยการประเมินจากแบบสอบถามกับภาวะ peritonitis ที่มาของงานวิจัย: การติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง (peritonitis) ถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของการฟอกไตทางช่องท้องและส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนการฟอกไตไปเป็นการฟอกไตทางเส้นเลือด (Hemodialysis transfer; HD transfer) การศึกษานี้จึงมีจุดประสงค์หลักเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลและผลลัพธ์ของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง วิธีการศึกษา: พฤติกรรมส่วนบุคคลถูกประเมินจากสถานพยาบาล 22 แห่งในประเทศไทยจาก Thailand and Practice Patterns Study (PDOPPS) ระหว่างปี พ.ศ.2559 ถึง ปี พ.ศ.2564 การประเมินพฤติกรรมสุขภาพอนามัยถูกประเมินจากแบบสอบถามทั้งหมด 8 ข้อ โดยแบบคำตอบคือ ใช่ และ ไม่ใช่ ซึ่งการแปลผลคะแนนสุขภาพอนามัยระดับแย่คือคะแนนรวมมากกว่าหรือเท่ากับ 3 คะแนน โดยใช้ Cox proportional hazards model regression และ Poisson regression incidence rate ratio (IRR) ในการประเมินความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ของการล้างไตทางช่องท้องอื่น ๆ เช่น peritonitis, ระยะเวลาเปลี่ยนไปเป็นทำ HD transfer(time to HD transfer), death ผลการศึกษา: จากผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องจากสถานพยาบาล 22 แห่งในประเทศไทยทั้งหมด 669 คนมีรายงานพฤติกรรมสุขภาพอนามัย มีรายงานการเกิดสุขภาพอนามัยระดับแย่ร้อยละ 6 ของในผู้ป่วยล้างไตทางท้องที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมดซึ่งเป็นสัดส่วนที่มีจำนวนมากในผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยที่มีคนดูแล ผลลัพธ์คือแบบสอบถามสุขภาพอนามัยระดับแย่สัมพันธ์กับการเกิด peritonitisและระเวลาที่สั้นลงของการเปลี่ยนไปฟอกเลือด แต่ไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิต ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวได้มีการจัดการกับตัวแปรที่เกี่ยวข้องเช่น อายุ เพศ ระยะเวลาการล้างไตทางช่องท้อง โรคประจำตัว สถานที่วิจัย ระดับอัลบูมิน สรุปผลการศึกษา: พฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการเกิด peritonitis, ระยะเวลาที่เปลี่ยนไปฟอกเลือด แต่ไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตแต่อย่างไรก็ตามควรมีการค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อประเมินประสิทธิภาพของแบบสอบถามในการวิจัยนี้


การศึกษาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีนเอ็มซีโฟร์อาร์และพีโอเอ็มซีในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักและผลลัพธ์หลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก, พริมพลอย กรีวิโรจน์ Jan 2023

การศึกษาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีนเอ็มซีโฟร์อาร์และพีโอเอ็มซีในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักและผลลัพธ์หลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก, พริมพลอย กรีวิโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: โรคอ้วนส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมน้ำหนักโดยตรงซึ่งทำให้เกิดโรคอ้วนรุนแรงตั้งแต่เด็ก การศึกษาในต่างประเทศพบความชุกของการกลายพันธ์ุของยีน MC4R บ่อยที่สุด รองมาคือยีน POMC ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาถึงความชุกของการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก วิธีการศึกษา: ผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยอายุ 18-70 ปี ที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2554 ถึงเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2566 ได้รับการเจาะเก็บเลือดเพื่อตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ด้วยวิธี Sanger sequencing และติดตามต่อเนื่องหลังการผ่าตัดที่ 3, 6, 12, 18, 24 เดือน และหลังจากนั้นทุก 1 ปี วัตถุประสงค์หลักของการศึกษาคือการหาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก วัตถุประสงค์รองคือความแตกต่างของการลดลงของน้ำหนักตัวและการหายของโรคเบาหวานหลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักระหว่างผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีนกับผู้ที่ไม่มีการกลายพันธุ์ของยีน การศึกษานี้ลงทะเบียนในงานวิจัยทางคลินิกของประเทศไทย หมายเลข TCTR20221109004 ผลการวิจัย: ผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยจำนวน 220 ราย ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีน MC4R ชนิดใหม่ในผู้ป่วย 3 ราย (ร้อยละ 1.4) โดยผู้ป่วย 1 รายพบการกลายพันธุ์ชนิดใหม่แบบ missense mutation คือ c.904T>C และผู้ป่วย 2 รายพบการกลายพันธุ์ชนิดใหม่แบบ frameshift mutation คือ c.597_599del CAT ผู้ป่วย 9 ราย (ร้อยละ 4.1) พบ Single-nucleotide polymorphisms (SNPs) ที่ยังไม่มีรายงานว่ามีความสำคัญทางคลินิก ผู้ป่วย 9 ราย (ร้อยละ 4.1) พบการกลายพันธุ์ของยีน POMC ที่ยังไม่มีรายงานว่ามีความสำคัญทางคลินิก …


การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายในการทำนายการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะและการได้รับการรักษาจากเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติในผู้ที่ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ, พีรพัฒน์ กวีวรญาณ Jan 2023

การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายในการทำนายการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะและการได้รับการรักษาจากเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติในผู้ที่ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ, พีรพัฒน์ กวีวรญาณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการวิจัย: เครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติมีข้อบ่งชี้ในการรักษาภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะและป้องกันการเสียชีวิตฉับพลัน โดยข้อบ่งชี้ของการฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติเพื่อป้องการการเสียชีวิตฉับพลันแบบปฐมภูมิในปัจจุบันอาศัยพียงค่า Left ventricular ejection fraction (LVEF) ที่น้อยกว่า 35% ทั้งในคนไข้โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic cardiomyopathy) และกล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวผิดปกติ (Dilated cardiomyopathy) แต่เนื่องจากการวัดค่า LVEF มีข้อจำกัดมากมาย ได้แก่ ความแปรปรวนระหว่างวิธีตรวจ ความแปรปรวนระหว่างผู้ตรวจ ความสามารถในการทำซ้ำ และยังขาดความไวในการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของระยะบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricular systolic dysfunction) เปรียบเทียบกับการตรวจเสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายที่เหนือกว่า จึงเป็นที่มาของการศึกษาเสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายเพื่อทำนายการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะในผู้ที่ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ วิธีการดำเนินวิจัย: การศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2558 ถึง 31 สิงหาคม 2566 ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic cardiomyopathy) และกล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวผิดปกติ (Dilated cardiomyopathy) ทุกคนที่เข้ารับการฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์โดยรวบรวมทั้งข้อบ่งชี้ปฐมภูมิและทุติยภูมิ โดยรวบรวมผู้ที่มีภาพจากการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงที่เหมาะสมสำหรับการนำมาวิเคราะห์เสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย และต้องมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะตรวจดังกล่าวเป็นจังหวะไซนัส ผู้ที่ได้รับการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงนานกว่า 6 เดือนนับจากวันที่ได้รับการฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ และ มีข้อมูลการติดตามหลังฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติน้อยกว่า 3 เดือนจะถูกคัดออกจากการศึกษา โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานจากเวชระเบียน และวิเคราะห์เสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายโดยซอฟต์แวร์ TOMTEC ผลการศึกษาหลักได้แก่อัตราเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะโดยอาศัยเสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย และ ผลการศึกษารองได้แก่อุบัติการณ์และลักษณะทางคลินิกของคนไข้ที่เกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะ ผลการศึกษา: ผู้ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติในทั้งหมด 170 คน โดยได้รับการวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic cardiomyopathy) 130 คน และ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวผิดปกติ (Dilated cardiomyopathy) 26 คน โดยถูกคัดออกทั้งสิ้น 95 คน (ไม่มีผลตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงภายใน 6 เดือนก่อนฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจ 53 คน, คลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงเป็น Atrial fibrillation 10 คน, ภาพการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงไม่เหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์เสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย 26 คน, และมีข้อมูลการติดตามหลังฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติน้อยกว่า 3 เดือน 6 คน) คงเหลือทั้งสิ้น 61 ราย …


การเปรียบเทียบผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ระหว่างการใช้หน้ากากกับหลอดเป่าแบบกัดในอาสาสมัครปกติและผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง, ไพลิน บุญกะยะ Jan 2023

การเปรียบเทียบผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ระหว่างการใช้หน้ากากกับหลอดเป่าแบบกัดในอาสาสมัครปกติและผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง, ไพลิน บุญกะยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของงานวิจัย : การตรวจสไปโรเมตรีย์เป็นการวัดปริมาตรอากาศที่เป่าผ่านเซนเซอร์ การตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหลอดเป่ามักมีปัญหาลมรั่วรอบปาก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรง การตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหน้ากากจึงอาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถอมหลอดเป่าได้ ยังไม่มีการศึกษาที่แสดงความสอดคล้องของค่าที่ได้จากการตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหน้ากาก และหลอดเป่าแบบกัดทั้งในคนปกติและผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรง วัตถุประสงค์งานวิจัย : เพื่อศึกษาความสอดคล้องของค่า forced expiratory volume in 1 second (FEV1) และ forced vital capacity (FVC) ระหว่างการใช้หน้ากากเปรียบเทียบกับหลอดเป่าแบบกัดในการทดสอบสไปโรเมตรีย์ ในผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง วิธีการศึกษา : ทำการเปรียบเทียบผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ที่วัดได้จากการเป่าผ่านหน้ากากและหลอดเป่าแบบกัด ในอาสาสมัครปกติและ ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง โดยอาสาสมัครทั้งสองกลุ่มจะต้องทำการเป่าผ่านอุปกรณ์ทั้งคู่ และมีการสุ่มลำดับวิธีการทดสอบ ค่าที่วัดได้แก่ค่า FEV1, FVC, peak expiratory flow, maximum inspiratory pressure (MIP) และ maximum expiratory pressure (MEP) โดยวิเคราะห์ความสอดคล้องของค่าที่วัดได้จากการเป่าผ่านอุปกรณ์ทั้งคู่ โดยใช้สถิติ intraclass correlation coefficientcy (ICC)ความแตกต่างของค่าที่วัดได้ ระยะเวลาที่ใช้ทดสอบ และ ความพึงพอใจของผู้ทดสอบ ผลการศึกษา : ได้รวบรวมอาสาสมัครปกติจำนวน 32 ราย และอาสาสมัครผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรงจำนวน 32 ราย การทดสอบสไปโรเมตรีย์ โดยผ่านหน้ากาก และหลอดเป่าแบบกัด พบว่ากลุ่มอาสาสมัครปกติพบความสอดคล้องในระดับสูงมากของค่า FEV1 (ICC=0.972), FVC (ICC=0.992), และ SVC (ICC=0.989) และในกลุ่มผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรงพบความสอดคล้องระดับสูงมากของค่า FEV1 (ICC=0.917), FVC (ICC=0.970), SVC (ICC=0.955) และ MIP (ICC=0.913), พบค่าความแตกต่างของระยะเวลาการทดสอบ MIP และ MEP maneuver ระหว่างหน้ากากและหลอดเป่าแบบกัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และไม่พบความแตกต่างด้านความพึงพอใจของทั้งสองอุปกรณ์ (p- value=0.256) สรุปผลการศึกษา : ผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหน้ากากและหลอดเป่าแบบกัด มีความสอดคล้องกันของทั้งสองอุปกรณ์ในระดับสูงมาก ทั้งค่า FEV1 …


Determination Of The Surface Dose Correction Factors For Various Detectors In Proton Scanning Therapy, Pakjira Saruang Jan 2023

Determination Of The Surface Dose Correction Factors For Various Detectors In Proton Scanning Therapy, Pakjira Saruang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Proton therapy delivers tumors doses precisely but concerns about skin toxicity due to energy dispersion beyond the Bragg peak remain. Accurate surface dose measurement is crucial for calculating the radiation dose patients receive. Studying factors that improve measurement accuracy is essential, as current methods are challenging and often inaccurate. This research aims to determine the surface dose correction factors (Scf) for various detectors in spot scanning beam proton therapy and study the effect of surface dose according to various clinical factors. The PTW Advanced Markus, PTW Roos chamber and IBA FC65-G Farmer chamber were utilized to measure the surface dose …


Prognostic Factors For Treatment Outcomes In Epilepsy Patients With Hippocampal Sclerosis In King Chulalongkorn Memorial Hospital, Pharanpong Taemeeyapradit Jan 2023

Prognostic Factors For Treatment Outcomes In Epilepsy Patients With Hippocampal Sclerosis In King Chulalongkorn Memorial Hospital, Pharanpong Taemeeyapradit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Study aimed to identify predictors and develop a guided prediction tool for persistent seizures in a large hippocampal sclerosis (HS) cohort to aid early referral for epilepsy surgery in at-risk patients. Materials and Methods: We studied patients with temporal lobe epilepsy and hippocampal sclerosis (TLE-HS). We evaluated demographic data, seizure characteristics, and MRI findings to identify predictors of persistent seizures. Cumulative incidence function and competing risk analysis were used. A prediction tool for persistent seizures was developed based on significant predictors. Results: Of 568 TLE-HS patients. Five predictors of persistent seizures were identified: seizure frequency >50 times/month, psychiatric comorbidity, …


อัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, มยุรา นิเทศนพกุล Jan 2023

อัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, มยุรา นิเทศนพกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การใช้พลังงานขณะพักและขณะทำกิจกรรมมีความแตกต่างกันตามช่วงอายุและรูปแบบการทำกิจกรรม ผู้สูงอายุมีอัตราการใช้พลังงานต่างจากช่วงอายุอื่น และผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีการใช้พลังงานในการหายใจเพิ่มขึ้น การประมาณอัตราการใช้พลังงานในกลุ่มผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจึงมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอัตราการใช้พลังงานในขณะทำกิจกรรม และยังไม่มีการศึกษาในประชากรกลุ่มนี้ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในภาวะอาการคงที่เปรียบเทียบกับอัตราการใช้พลังงานในผู้สูงอายุสุขภาพดี วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเพื่อประเมินอัตราการใช้พลังงานขณะพักและขณะทำกิจกรรมต่างๆ 6 กิจกรรมที่มีความหนักแตกต่างกันในผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในภาวะคงที่และผู้สูงอายุสุขภาพดี โดยคัดเลือกอาสาสมัครที่มีอายุมากกว่า 60 ปี วัดอัตราการใช้พลังงานโดยใช้ค่า oxygen uptake (VO2) ขณะนอนนิ่งเป็นระยะเวลา 10 นาที และขณะทำกิจกรรมเป็นระยะเวลา 5 นาที ได้แก่ ยืนแกว่งแขน กวาดพื้น ยืนพับผ้า ปั่นจักรยาน เดินสายพานความเร็ว 1.5 mph, 0% grade และความเร็ว 1.8 mph, 5% grade โดยเปรียบเทียบอัตราการใช้พลังงานในแต่ละกิจกรรมของอาสาสมัครทั้งสองกลุ่ม และเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิงมาตรฐาน ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 55 คน เป็นผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 26 ราย (เพศชาย 25 ราย คิดเป็น 96.2%) และผู้สูงอายุสุขภาพดี 29 ราย (เพศชาย 15 ราย คิดเป็น 51.7 %) มีอายุเฉลี่ย±SD 69.2±5.6 ปี และ 64.1±4.5 ปีตามลำดับ โดยมีความรุนแรงของการอุดกั้นทางเดินหายใจระดับปานกลาง (FEV1 74.5%, IQR 53-82) คิดเป็น 50% พบว่าอัตราการใช้ออกซิเจนในการทำกิจกรรมแกว่งแขนของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีค่าเฉลี่ยของอัตราการใช้พลังงานมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุสุขภาพดี (VO2 7.9±1.4 เทียบกับ 6.8±1 mL/kg/min ตามลำดับ, P=0.001) แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในขณะทำกิจกรรมอื่น สรุปผล: ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีอัตราการใช้พลังงานในกิจกรรมแกว่งแขนสูงกว่าผู้สูงอายุสุขภาพดี แต่ไม่พบความแตกต่างของอัตราการใช้พลังงานระหว่างสองกลุ่มในการทำกิจกรรมอื่น


การแปลงแผนภาพลำดับที่มีตัวยืนยงสถานะเป็นไทม์ออโตมาตา, ศุภพิชญ์ แสงมณี ฐิตารีย์เดชากุล Jan 2023

การแปลงแผนภาพลำดับที่มีตัวยืนยงสถานะเป็นไทม์ออโตมาตา, ศุภพิชญ์ แสงมณี ฐิตารีย์เดชากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในช่วงการออกแบบระบบหลังจากที่ได้รับความต้องการมาแล้ว และได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นข้อตกลงตามความต้องการของระบบแล้ว แผนภาพลำดับคือส่วนสำคัญที่อธิบายถึงพฤติกรรมของระบบที่มีปฏิสัมพันธ์กัน เป็นประโยชน์มากเพื่อให้กลุ่มผู้พัฒนาเห็นการทำงานเชิงพฤติกรรมของระบบ และมองพฤติกรรมของระบบไปทิศทางเดียวกันได้ สามารถใช้ในการทวนสอบข้อตกลงของระบบว่าครบถ้วน สมบูรณ์หรือไม่ แต่แผนภาพลำดับมีปัญหาเรื่องไม่สามารถทวนสอบแบบอัตโนมัติได้ ต้องใช้การวิเคราะห์และทวนสอบโดยการตัดสินใจของมนุษย์ และพฤติกรรมในบางระบบมีรูปแบบเชิงไม่กำหนด มีความซับซ้อนและไม่สามารถทวนสอบได้ งานวิจัยนี้เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจึงคิดวิธีการทวนสอบข้อตกลงตามความต้องการของระบบของแผนภาพลำดับ โดยใช้แบบจำลองเชิงรูปนัยชื่อ ไทม์ออโตมาตาโดยการเปรียบเทียบและวิเคราะห์โครงสร้างแผนภาพลำดับที่มีตัวยืนยงสถานะตามหลักยูเอ็มแอลเวอร์ชัน 2.0, 2.5 และเครื่องมือ UPPAAL นิยามกฎการแปลงและพัฒนาเครื่องมือสำหรับใช้ในการแปลงแผนภาพลำดับที่มีตัวยืนยงสถานะเป็นไทม์ออโตมาตา เริ่มแปลงแผนภาพลำดับที่มีตัวยืนยงสถานะด้วยแฟ้มข้อความเป็นแฟ้มเอกซ์เอ็มแอลของเครื่องมือ UPPAAL จำลองและทวนสอบไทม์ออโตมาตาตามคุณสมบัติที่สนใจที่เขียนด้วยสูตร TCTL โดยในการทดสอบเครื่องมือแปลงแผนภาพลำดับที่มีตัวยืนยงสถานะเป็นไทม์ออโตมาตากับกรณีศึกษาพบว่า สามารถช่วยให้ผู้พัฒนาระบบสามารถเห็นพฤติกรรมเชิงระบบและนำมาสู่การปรับปรุงแผนภาพให้สอดคล้องกับข้อตกลงตามความต้องการของระบบ และทวนสอบระบบได้ผลลัพธ์ออกมาน่าพึงพอใจและเป็นไปตามข้อตกลงตามความต้องการของระบบ


การบูรณาการระบบความมั่นคงสารสนเทศตามมาตรฐานไอเอสโอ/ไออีซี 27001 กับการจัดการโครงการซอฟต์แวร์, วชิรวิทย์ เซียวสกุล Jan 2023

การบูรณาการระบบความมั่นคงสารสนเทศตามมาตรฐานไอเอสโอ/ไออีซี 27001 กับการจัดการโครงการซอฟต์แวร์, วชิรวิทย์ เซียวสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การบูรณาการระบบการจัดการความมั่นคงสารสนเทศและการจัดการโครงการซอฟต์แวร์มีความสําคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อมูลที่เกิดขึ้นในระบบสารสนเทศน้ันมีความละเอียดอ่อน เช่น ข้อมูลทางการเงิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น ซึ่งหากข้อมูลสารสนเทศดังกล่าวถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของข้อมูล หรือถูกนําไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง จะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูล รวมถึงองค์กรที่ให้บริการระบบสารสนเทศดังกล่าว ดังนั้นระบบการจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงสารสนเทศจึงจําเป็นต้องบูรณาการเข้ากับการจัดการโครงการในทุกขั้นตอนของวัฏจักรการพัฒนาซอฟต์แวร์ ปัจจุบันโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์มักจะเกิดในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติแบบสกรัมจะช่วยเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ นอกจากนี้ยังมีความท้าทายในการบูรณาการระบบการจัดการความมั่นคงสารสนเทศกับการจัดการโครงการซอฟต์แวร์แบบสกรัมเฟรมเวิร์กคือ จากการรักษาความสมดุลระหว่างมาตรการความมั่นคงสารสนเทศที่มีความเข้มงวดกับระเบียบวิธีแบบสกรัมที่เน้นความรวดเร็วและคล่องตัว โครงงานนี้ผู้จัดทําโครงงานได้นําเสนอการบูรณาการระบบการจัดการความมั่นคงสารสนเทศกับการจัดโครงการซอฟต์แวร์แบบสกรัม โดยอ้างอิงจากมาตรฐานสากล ความต้องการของระบบจัดการความมั่นคงสารสนเทศ (ISO/IEC 27001:2022) มาตรการควบคุมความมั่นคงสารสนเทศ (ISO/IEC 27002:2022) และ การจัดการความเสี่ยง (ISO/IEC 31000:2018) นอกจากนี้ผู้จัดทําโครงงานได้อ้างอิงองค์ความรู้ด้านการจัดการโครงการซอฟต์แวร์แบบสกรัม จากการจัดการโครงการของสถาบันการจัดการโครงการ (Project Management Institute) และคู่มือสกรัมจากองค์กรแนวทางปฏิบัติสกรัม (Scrum Guides Organization) โดยกระบวนการที่ผ่านการบูรณาการแบ่งออกเป็น 6 ขั้นตอน ซึ่งได้ออกแบบรายละเอียดกิจกรรมและบทบาทของผู้เกี่ยวข้องที่เกิดขึ้นในแต่ละกิจกรรม เพื่อให้การจัดการโครงการซอฟต์แวร์มีความมั่นคงสารสนเทศอย่างทนทาน พร้อมทั้งพัฒนาเครื่องมือต้นแบบสำหรับการจัดการความมั่นคงสารสนเทศของโครงการซอฟต์แวร์แบบสกรัม ซึ่งช่วยสนับสนุนให้การจัดการโครงการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงปริมาณและความเข้มข้นของตะกอนแขวนลอยในแม่น้ำโขงสายประธาน, คมกริช อินนันชัย Jan 2023

การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงปริมาณและความเข้มข้นของตะกอนแขวนลอยในแม่น้ำโขงสายประธาน, คมกริช อินนันชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แม่น้ำโขงเป็นส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ที่อยู่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยหล่อเลี้ยงการดำรงชีวิตของผู้คนหลายล้านคนผ่านการจัดหาทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งอาหาร น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และเป็นแหล่งพลังงาน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางยุคของโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่กำลังขยายตัวตามแนวแม่น้ำโขงสายหลักและแม่น้ำสาขา เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานในภูมิภาคที่เพิ่มมากขึ้น ก็นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนตามธรรมชาติของน้ำและการพัดพาตะกอนที่ต้องเผชิญกับการขัดขวางจากโครงสร้างขนาดใหญ่เหล่านี้ ก่อให้เกิดความท้าทายที่สำคัญต่อความสมบูรณ์ระบบนิเวศของแม่น้ำ การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงปริมาณและความเข้มข้นของตะกอนแขวนลอยในแม่น้ำโขงสายประธาน ในลุ่มน้ำโขงตอนล่างช่วงที่ไหลผ่านประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงค่าความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการไหลของน้ำและปริมาณตะกอนแขวนลอยในช่วงปี พ.ศ. 2560 ถึง พ.ศ. 2566 ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของปริมาณตะกอนแขวนลอยเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีตที่จัดเก็บในช่วงเวลาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2515 โดยการแบ่งข้อมูลเป็น 3 ช่วงเวลาตามการเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งศึกษาแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของตะกอนแขวนลอย โดยการวิเคราะห์ได้ใช้ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดปริมาณน้ำและตะกอนแขวนลอย จำนวน 5 สถานี ได้แก่สถานีเชียงแสน สถานีเชียงคาน สถานีหนองคาย สถานีมุกดาหาร และสถานีโขงเจียม ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของปริมาณตะกอนแขวนลอยรายปี เปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต พบว่า ปริมาณตะกอนแขวนลอยลดลงคิดเป็นร้อยละ 32.61 – 91.17 ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ปริมาณตะกอนแขวนลอยสะสมของแต่ละสถานี ในส่วนของการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของความเข้มข้นตะกอนแขวนลอย ทั้งความเข้มข้นเฉลี่ยรายปี ความเข้มข้นช่วงฤดูน้ำหลากเฉลี่ย และความเข้มข้นช่วงฤดูน้ำแล้งเฉลี่ย ทำการวิเคราะห์แนวโน้มด้วยวิธี Mann-Kendall โดยมีค่าทดสอบอยู่ที่ -2.89 ถึง -5.06 แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการลดลงของความเข้มข้นตะกอนแขวนลอยอย่างมีนัยสำคัญในทุกสถานี


การพัฒนาโครงการก่อสร้างอาคารโดยใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาอาคารธุรกิจค้าปลีกร้าน Mr.Diy ประเทศไทย, ธงพรหม จุลรักษา Jan 2023

การพัฒนาโครงการก่อสร้างอาคารโดยใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาอาคารธุรกิจค้าปลีกร้าน Mr.Diy ประเทศไทย, ธงพรหม จุลรักษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาโครงการก่อสร้างโดยการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนขยายสาขาธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาตัวอย่างแบบจำลองอาคารร้านค้าปลีก MR DIY ขนาด 600 ตารางเมตร โดยเลือกใช้วัสดุก่อสร้างตามแนวทางของ LEED และข้อมูลการประเมินคาร์บอน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าวัสดุก่อสร้างแบบดั้งเดิม เช่น ปูนฉาบและกระเบื้องมี Embodied Carbon ที่สูง อาคารต้นแบบมีค่า OTTV (Overall Thermal Transfer Value) เท่ากับ 36.83 Watt/m² และค่า RTTV (Roof Thermal Transfer Value) เท่ากับ 5.49 Watt/m² ซึ่งทั้งสองค่าผ่านตามเกณฑ์มาตรฐาน แสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการถ่ายเทความร้อนและการประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิผล การนำหลอดไฟ LED มาใช้ช่วยลดการใช้พลังงานลง 48% และลดการปลดปล่อยคาร์บอนลง 18,758 kgCO2e การเปลี่ยนมาใช้ระบบแอร์แบบ Inverter ช่วยลดการใช้พลังงานลง 25% และลดการปลดปล่อยคาร์บอนลง 19,932 kgCO2e ขณะเดียวกัน การติดตั้งระบบ Solar Cell ช่วยลดการใช้พลังงานลง 36% และลดการปลดปล่อยคาร์บอนลง 39,270 kgCO2e ต่อปี การวิเคราะห์ทางการเงินแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเหล่านี้มีความคุ้มค่า มีระยะเวลาคืนทุนที่เหมาะสมและมีประโยชน์ระยะยาวในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน


แนวทางการบริหารจัดการเพื่อมุ่งสู่โรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา โรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์, ณัฐวัฒน์ สุกใส Jan 2023

แนวทางการบริหารจัดการเพื่อมุ่งสู่โรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา โรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์, ณัฐวัฒน์ สุกใส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการเพื่อมุ่งสู่โรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษา โรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการโรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่พบในการบริหารจัดการ และเสนอแนะแนวทางเพื่อความยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร บทความ สื่อออนไลน์ และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหาร ผู้จัดการ และพนักงานของโรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์ จำนวน 16 คน ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริหารมีความตั้งใจที่จะเข้าร่วมโครงการ Green Hotel ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงเผชิญกับปัญหาด้านการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนและการพัฒนาบุคลากร อย่างไรก็ตาม จุดแข็งสำคัญของโรงแรมคือผู้บริหารที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและเป็นแบบอย่างในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอแนะจากการศึกษา ได้แก่ การออกนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน และการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อมประจำปี เพื่อให้โรงแรมสามารถพัฒนาเข้าสู่ Green Hotel และนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว


การวิเคราะห์การจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม กรณีศึกษาบริษัทจดทะเบียนในรายชื่อหุ้นยั่งยืน กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค, ธัญญลักษณ์ บุญลพ Jan 2023

การวิเคราะห์การจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม กรณีศึกษาบริษัทจดทะเบียนในรายชื่อหุ้นยั่งยืน กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค, ธัญญลักษณ์ บุญลพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้ศึกษากรอบแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารายชื่อหุ้นยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในมิติสิ่งแวดล้อม ด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค พบว่า มีแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่สอดคล้องกับแนวคิด Triple Bottom Line ที่วัดประสิทธิภาพของการดำเนินธุรกิจไม่เพียงแค่จากมุมมองการทำกำไรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ทั้งนี้สามารถถอดบทเรียนและนำไปประยุกต์ใช้ภายในองค์กร โดยเริ่มจากการจัดตั้งคณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเมินความเสี่ยง โดยระดับความเสี่ยงสูงที่สุด คือ ความเสี่ยงจะโดนมาตรการกีดกันทางการค้าด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงจากภาวะร้อนจัด และภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวัตถุดิบหลักขององค์กร ต่อมาประเมิน และวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร มี 64,998.88 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็น Scope 1 (7%), Scope 2 (7%) และ Scope3 (86%) และเสนอแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ให้มีการจัดทำโครงการ และกำหนด KPI เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การติดตั้งโซลาร์รูฟ การใช้เชื้อเพลิงสะอาด หรือการเปลี่ยนเครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆมาเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟ และเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล และวัตถุดิบจากธรรมชาติ


แนวทางการพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต, ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น Jan 2023

แนวทางการพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต, ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ระดับความสำคัญ ประสิทธิภาพ และเสนอแนวทางพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่หาดป่าตอง จำนวน 400 คน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการการท่องเที่ยว จำนวน 12 คน ใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสำคัญและประสิทธิภาพ โดย 1) พฤติกรรมนักท่องเที่ยว พบว่า ส่วนใหญ่ท่องเที่ยว 2 ครั้งต่อปี ในวันเสาร์-อาทิตย์ เฉลี่ย 2 วันต่อครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อการพักผ่อน รับรู้ข้อมูลการท่องเที่ยวจากสื่อบุคคล ตัดสินใจท่องเที่ยวด้วยตนเอง นิยมเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อน จัดการท่องเที่ยวด้วยตนเอง เดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคล ให้ความสนใจกิจกรรมการรับประทานอาหารในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว พักในโรงแรม ใช้จ่ายในการเดินทาง 10,001-15,000 บาทต่อครั้ง ใช้จ่ายเป็นค่าที่พักแรมมากที่สุด 2) นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญต่อการจัดการด้านการเดินทางและการขนส่งมากที่สุด 3) นักท่องเที่ยวประเมินการจัดการประสิทธิภาพด้านการเดินทางและการขนส่ง โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4) สามารถสร้างแนวทางได้สามแนวทาง คือ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล


การวิเคราะห์ความเสี่ยงของการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน, ศุภฤกษ์ พุกพัก Jan 2023

การวิเคราะห์ความเสี่ยงของการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน, ศุภฤกษ์ พุกพัก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง อีกนัยหนึ่งคือเทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี ค.ศ. 2030 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี ค.ศ. 2065 โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาการวิเคราะห์ความเสี่ยงและเสนอกลยุทธ์ของ CCS ที่มีผลต่อการบริหารจัดการในประเทศไทย พบว่า ผลการวิเคราะห์ผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วย TOE, SWOT อาทิ เช่น 1) การสร้างกองทุนในการบริหารจัดการโดยตรง 2) การหาแหล่งเงินทุนในการอุดหนุน 3) การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของข้อมูลในการ MMV และกลยุทธ์ของเทคโนโลยี CCS อาทิ เช่น 1) การปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบทางภาษีเพื่อรองรับการยกเว้นภาษี 2) การเสนอสิทธิประโยชน์และการลดหย่อนภาษีสำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนภายในประเทศ 3) การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ MMV ให้กับประชาชนรับทราบผ่านช่องทางต่าง ๆ และขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการศึกษาข้อมูลเชิงเทคนิคหรือเชิงนโยบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าของการดำเนินงานเป็นระยะ ๆ และเร่งรัดการขับเคลื่อนการสนับสนุนเชิงนโยบาย มาตรการ หรือกลไกต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถให้ประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมายที่ได้กำหนดไว้


ทัศนคติ การรับรู้ และความคาดหวังของประชาชนต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง, อาทิตยา ศิริน้อย Jan 2023

ทัศนคติ การรับรู้ และความคาดหวังของประชาชนต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง, อาทิตยา ศิริน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

“ตลาดคาร์บอน” (Carbon Market) กลไกหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยโครงการหนึ่งที่สำคัญคือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) ซึ่งป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนแห่งแรกเพื่อซื้อขายคาร์บอนเครดิต ดำเนินการตั้งแต่ ปี 2558 งานวิจัยนี้จึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติ การรับรู้ และความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต โดยการสัมภาษณ์ร่วมกับแบบสอบถาม พบว่า ประชาชนในชุมชนบ้านโค้งตาบางส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของป่าชุมชนในระดับมาก มีทัศนคติต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับมากที่สุด มีการรับรู้หรือความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับมาก มีความคาดหวังต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับมากที่สุด และมีความคาดหวังต่อแนวทางในการบริหารจัดการรายได้จากการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับมาก ทั้งนี้ ทัศนคติและการรับรู้ของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินโครงการประสบผลสำเร็จ และจากความคาดหวังของประชาชน คณะกรรมการป่าชุมชนสามารถกำหนดแผนเพื่อบริหารจัดการรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตนอกเหนือจากที่ต้องนำไปดูแลรักษาป่าตามระเบียบกรมป่าไม้


ค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอจากการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอด้วยคลื่นความถี่สูงกับชนิดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันและผลลัพธ์ความพิการ, วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล Jan 2023

ค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอจากการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอด้วยคลื่นความถี่สูงกับชนิดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันและผลลัพธ์ความพิการ, วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอจากการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอด้วยคลื่นความถี่สูงกับโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็งและโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็งและผลลัพธ์ความพิการ วิธีการวิจัย การศึกษาเชิงวิเคราะห์ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่รับการรักษาในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบตัวแปรเดียวและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบหลายตัวแปรในการทำนายชนิดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันและผลลัพธ์ความพิการที่ 3 เดือนหลังการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน ผลการวิจัย ผู้ป่วย 43 คน (ร้อยละ 47.3) เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็ง ค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็ง (0.81 มิลลิเมตร ± 0.15 มิลลิเมตร) สูงกว่าในผู้ป่วยสาเหตุอื่น (0.66 มิลลิเมตร ± 0.14 มิลลิเมตร, p


การศึกษาการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพื่อเปรียบเทียบการกำจัดสารยูริมิกที่จับกับโปรตีน โดยใช้ตัวกรองชนิดที่มีรูกรองใหญ่พิเศษในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องรับการฟอกเลือดด้วยวิธีออนไลน์ฮีโมไดอะฟิลเตรชั่นแบบพรีไดลูชั่น เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยวิธีมาตรฐาน, รสนันท์ ชูแสงเลิศวิจิตร Jan 2023

การศึกษาการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพื่อเปรียบเทียบการกำจัดสารยูริมิกที่จับกับโปรตีน โดยใช้ตัวกรองชนิดที่มีรูกรองใหญ่พิเศษในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องรับการฟอกเลือดด้วยวิธีออนไลน์ฮีโมไดอะฟิลเตรชั่นแบบพรีไดลูชั่น เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยวิธีมาตรฐาน, รสนันท์ ชูแสงเลิศวิจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มาของปัญหา : ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องได้รับการฟอกเลือด พบว่าจะมีภาวะความเจ็บป่วย และอัตราการเสียชิวิตในระยะยาวมากกว่าคนปกติ เนื่องจากแม้ว่าจะได้รับการฟอกเลือดแล้ว แต่ก็ยังมีสารพิษที่จับกับโปรตีน (protein-bound uremic toxins, PUBT) และสารพิษที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ (large molecular weight uremic toxins, LMWT) จากวิธีมาตรฐาน (hemodialysis,HD) มาเป็นวิธีฮีโมไดอะฟิลเตรชั่น (hemodiafiltration, HDF) ซึ่งต้องอาศัยงบประมาณที่มาก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาตัวกรอง จากตัวกรอง high-flux มาเป็นตัวกรองที่มีขนาดรูกรองใหญ่พิเศษ (super high-flux dialyzers, SHF) แต่พบว่าไม่มีความแตกต่างกันในการกำจัดสารพิษข้างต้น จึงเป็นที่มาของการศึกษานี้ว่าการนำตัวกรอง SHF มาประกอบกับการฟอกเลือดด้วยวิธี HDF สามารถกำจัดสารพิษเหล่านี้ได้มากขึ้นหรือไม่ เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยวิธี HD ระเบียบวิธีวิจัย : การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายที่ปัสสาวะน้อยกว่า 100 มิลลิลิตร จำนวน 14 ราย และได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมโดยวิธี HDF และ HD โดยใช้ตัวกรองรูใหญ่พิเศษ ELISIO-21HX เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ และได้รับการฟอกเลือดด้วยวิธีเดิมก่อนเข้าวิจัยเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ จากนั้นสลับวิธีการฟอกเลือดเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์เช่นกัน เปรียบเทียบความสามารถในการกำจัด PBUT (free and total indoxyl sulfate, IS) and LMWT (β2-microglobulin, kappa and lambda free light chains) รวมถึงติดตามระดับอัลบูมินในเลือด และวัดการสูญเสียอัลบูมินในน้ำยาไตเทียม มีการติดตามภาวะโภชนาการ มวลกล้ามเนื้อ และสำรวจคุณภาพชีวิตระหว่างการศึกษาวิจัย ผลการศึกษา : การฟอกเลือดด้วยวิธี HD และ HDF ด้วยตัวกรอง SHF กำจัด free และ total IS ได้ไม่แตกต่างกัน …


ประสิทธิภาพของการใช้ยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์ ที่รักษาด้วยยาไซทาราบีน ขนาดปานกลางหรือสูงระหว่างช่วงการรักษาหลังโรคสงบ, วรางคนา อัศววงศ์สวัสดิ์ Jan 2023

ประสิทธิภาพของการใช้ยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์ ที่รักษาด้วยยาไซทาราบีน ขนาดปานกลางหรือสูงระหว่างช่วงการรักษาหลังโรคสงบ, วรางคนา อัศววงศ์สวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของปัญหางานวิจัย: ปัจจุบันวิธีการรักษาหลักของมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์คือการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อชักนำให้โรคสงบ และการให้ยาเคมีบำบัดรักษาหลังโรคสงบเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังเหลืออยู่ให้หมดไป ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยหลังได้รับยาเคมีบำบัด คือ ภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งนำไปสู่การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้น การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น และยังทำให้เพิ่มอัตราการเสียชีวิตได้ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยนี้ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์ที่รักษาด้วยยาไซทาราบีนขนาดปานกลางหรือสูงระหว่างช่วงการรักษาหลังโรคสงบ ระเบียบวิธีการวิจัย: สำหรับการศึกษาแบบไปข้างหน้า (ช่วงเดือนมกราคม ถึง ธันวาคม พ.ศ.2567) ผู้ป่วยทุกราย จะได้รับยาลีโวฟลอกซาซินขนาด 750 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลาทั้งหมด 10 วัน เริ่มในวันที่ 5 หลังได้ยายาไซทาราบีน ครบแล้ว จากนั้นติดตามอาการและเฝ้าระวังภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ โดยเปรียบเทียบผลกับการศึกษาแบบย้อนหลัง(ช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2563 ถึง ธันวาคม พ.ศ.2566) ซึ่งผู้ป่วยไม่ได้รับประทานยาลีโวฟลอกซาซิน โดยผลการศึกษาหลักคืออัตราการเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยที่เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 36 คน เป็นเพศชายร้อยละ 60 อายุเฉลี่ย 45 ปี ขนาดยาไซทาราบีนเฉลี่ย 2.5 g/m2 แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซิน 12 คน และไม่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซิน 24 คน พบว่ากลุ่มที่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซินมีอัตราการเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำที่น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (33.3% vs. 100%, P


ความสัมพันธ์ของดัชนีมวลกายต่อ อัตราการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลของ ผู้ป่วยที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก, วสุพล มโนมัยพันธุ์ Jan 2023

ความสัมพันธ์ของดัชนีมวลกายต่อ อัตราการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลของ ผู้ป่วยที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก, วสุพล มโนมัยพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นหลัง: ความขัดแย้งเกี่ยวกับโรคอ้วนถูกสังเกตในโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยผู้ป่วยที่มีน้ำหนักมากกว่าโอกาสรอดชีวิตป่วยที่ผอม อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งนี้ในบริบทของ ภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่และขาดหลักฐานโดยเฉพาะในประชากรไทย การศึกษานี้มุ่งหวังที่จะชี้แจงผลกระทบของดัชนีมวลกายต่อการรอดชีวิตในระยะสั้นและระยะยาวในผู้ป่วย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก วิธีการ: การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์ย้อหลังข้อมูลผู้ป่วยจากทะเบียน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก ของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในช่วงสิบปี (พ.ศ. 2555-2565) วัตถุประสงค์หลักคือการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกาย และการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก ผลลัพธ์รอง ได้แก่ การประเมินอัตราการเสียชีวิตที่ 30 วันและ 1 ปี โดยจำแนกดัชนีมวลกายผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่ม คือ ดัชนีมวลกาย ต่ำ = 23 กก./ม^2). ข้อมูลการเสียชีวิตถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยแบบหลายตัวแปรเพื่อปรับค่าสำหรับปัจจัยที่อาจสร้างความสับสน เช่น อายุ, เพศ, โรคร่วม, และตัวแปรการรักษา ผลการศึกษา: หลังจากที่ข้อมูลไม่สมบูรณ์ของผู้ป่วย 61 คนถูกตัดออก, ผู้ป่วย STEMI จำนวน 1,776 คนถูกจัดกลุ่มตามดัชนีมวลกาย (BMI) ได้แก่ กลุ่ม BMI ต่ำ (100 คน), กลุ่ม BMI ปกติ (570 คน) และกลุ่ม BMI สูง (1,106 คน). การศึกษาพบว่าอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำที่สุดใพบนกลุ่ม BMI สูง (6.8%) เมื่อเทียบกับกลุ่ม BMI ปกติ (10.2%) และกลุ่ม BMI ต่ำ (15%). การวิเคราะห์เชิงเดี่ยวพบว่า ดัชนีมวลกาย สูงมีส่วนทำให้อัตราการเสียชีวิตลดลง (OR 0.642, 95% CI 0.449-0.919, p=0.016 เทียบกับ ดัชนีมวลกาย ปกติ; OR 0.412, 95% CI 0.227-0.749, p=0.004 เทียบกับ …