Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 3151 - 3180 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
กิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ กับทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, ศรัณยา หนูใหญ่ศิริ
กิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ กับทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, ศรัณยา หนูใหญ่ศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการใช้ชุดกิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่มีต่อทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเอง ของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 19 คนที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดทักษะสมองอีเอฟกลุ่มทักษะกำกับตนเองในกิจกรรมนาฏศิลป์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติทดสอบวิลคอกซัน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการคัดเลือกข้อมูลที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนในแต่ละทักษะจากบันทึกพฤติกรรมของนักเรียน ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่พัฒนาขึ้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเองของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น ได้แก่ 1) ทักษะการจดจ่อใส่ใจ 2) ทักษะการควบคุมอารมณ์ และ 3) ทักษะการติดตามประเมินตนเอง ชุดกิจกรรมนี้มีกิจกรรม 5 กิจกรรมหลัก จำแนกเป็น 10 กิจกรรมย่อย ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมนาฏศิลป์ที่ผสมผสานกับหลักของการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ 4 ข้อ คือ การเคลื่อนไหวโดยให้ความสำคัญกับ 1) การทำงานของส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย 2) การใช้พื้นที่และทิศทางในการเคลื่อนไหว 3) การใช้แรงและน้ำหนักในการเคลื่อนไหว และ 4) ความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ความสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งที่อยู่รอบตัวขณะเคลื่อนไหวร่างกาย โดยได้ลำดับกิจกรรมตามลักษณะการเคลื่อนไหวจากการเคลื่อนไหวเพียงบางส่วนของร่างกาย หรือที่มีความซับซ้อนน้อย ไปสู่กิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายในหลายส่วน ทั้งหมด หรือซับซ้อนขึ้น แต่ละกิจกรรมมีขั้นตอน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) เตรียมกายให้พร้อม 2) ซักซ้อมเคลื่อนไหว 3) ได้ลงมือปฏิบัติ 4) สะท้อนคิดเพื่อพัฒนา 2. หลังการใช้ชุดกิจกรรม ปรากฏว่า นักเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการมีทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเองสูงกว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาโดยจำแนกตามทักษะ พบว่า ทุกทักษะมีคะแนนเฉลี่ยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาผลการเปลี่ยนแปลงโดยจำแนกตามระดับคุณภาพของการแปลผลค่าคะแนน พบว่า ในภาพรวมนักเรียนทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงทุกทักษะ ซึ่งได้แก่ ทักษะการจดจ่อใส่ใจ ทักษะการควบคุมอารมณ์ และทักษะการติดตามประเมินตนเองไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างน้อย 1 ระดับ
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ, สุธิดา พงษ์เสือ
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ, สุธิดา พงษ์เสือ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ พนักงานบริษัทเอกชนระดับปฏิบัติการ จำนวนทั้งหมด 30 คน ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 2) แบบประเมินและรับรองรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 3) แผนการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 4) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ One-way repeated measure ANOVA ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการฝึกอบรมผสมผสานที่พัฒนาขึ้น มี 5 องค์ประกอบ คือ 1) วัตถุประสงค์การฝึกอบรม 2) ผู้ดำเนินการฝึกอบรมและผู้เข้าอบรม 3) สื่อเทคโนโลยี 4) กระบวนการฝึกอบรม 5) การวัดและประเมินผล และมีขั้นตอนการฝึกอบรม ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ 1) การเตรียมความพร้อมในการฝึกอบรมแบบผสมผสาน 2) ระหว่างการฝึกอบรมแบบผสมผสาน 3) หลังการฝึกอบรมแบบผสมผสาน และแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอน (1) เกริ่นนำและให้ความรู้ (2) ศึกษาสถานการณ์เรียนรู้ตามสภาพจริง (3) ศึกษาปัญหาและแก้ไขปัญหา (4) เสริมความรู้ (5) แบ่งปันข้อมูลในสังคมเครือข่ายการเรียนรู้ (6) อภิปรายและสรุปผล (7) วัดและประเมินผล พบว่า พนักงานที่ฝึกอบรมโดยใช้รูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ มีสมรรถนะทางวิชาชีพหลังฝึกอบรมสูงขึ้นกว่า ก่อนฝึกอบรมและระหว่างฝึกอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยและผลสำเร็จของการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบเชิงรุกของครูมัธยมศึกษา, ลดา โรจนเกียรติสกุล
ปัจจัยและผลสำเร็จของการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบเชิงรุกของครูมัธยมศึกษา, ลดา โรจนเกียรติสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่หนึ่ง คือ เพื่อสังเคราะห์ลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบเชิงรุก โดยใช้การวิจัยเอกสาร สังเคราะห์ข้อมูลหลักการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและหลักการจัดการเรียนรู้การอ่านเพื่อความเข้าใจ ได้ผลการวิจัยเป็นลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบเชิงรุก 3 ประการ คือ 1) การจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความร่วมกับการนำเสนอผลการอ่านผ่านการพูดและเขียนเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนและครู 2) การจัดการเรียนรู้การอ่านวิเคราะห์และประเมินค่าที่ส่งเสริมกระบวนการคิดวิเคราะห์และวิจารณญาณ 3) การจัดการเรียนรู้การอ่านที่เชื่อมโยงชีวิตจริงผ่านการสำรวจและสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของการอ่านเพื่อการเรียนรู้และการนำผลการอ่านไปปรับใช้ในชีวิตจริง วัตถุประสงค์ที่สองของการวิจัย คือ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและผลสำเร็จของการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบเชิงรุกของครูมัธยมศึกษา โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากร คือ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ สุ่มผู้ตอบแบบสอบถามแบบแบ่งชั้นตามขนาดโรงเรียน จำนวน 175 คน ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ จำนวน 50 คน โรงเรียนขนาดใหญ่ จำนวน 50 คน โรงเรียนขนาดกลาง จำนวน 45 คน โรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 30 คน โดยใช้แบบสอบถาม 40 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่และร้อยละ จากนั้นสุ่มผู้ให้สัมภาษณ์แบบหลายขั้นตอน จำนวน 18 คน ในโรงเรียนที่นักเรียนประสบความสำเร็จในการอ่านจากโรงเรียน 4 ขนาด จำนวน 8 คน และโรงเรียนที่นักเรียนได้ผลสัมฤทธิ์การอ่านต่ำกว่ามาตรฐานจากโรงเรียน 3 ขนาด จำนวน 10 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบเชิงรุก คือ ครูจบการศึกษาตรงสาขาการสอนภาษาไทย มีประสบการณ์มากกว่า 5 ปี สอนภาษาไทยเป็นหลัก การจัดการเรียนรู้การอ่านร่วมกับการนำเสนอผลการอ่านผ่านการพูดและเขียน พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์และวิจารณญาณ เชื่อมโยงชีวิตจริงผ่านการสำรวจและสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของการอ่าน โรงเรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้การสนับสนุนแหล่งเรียนรู้ โครงการพัฒนาทักษะภาษาไทย ฐานการอ่านในชุมชน เขตพื้นที่การศึกษาสนับสนุนสื่อการสอนอ่าน นวัตกรรมการอ่าน จัดสรรอัตรากำลัง จัดอบรมพัฒนาบุคลากร มหาวิทยาลัยจัดโครงการค่าย ส่งนิสิตสาขาการสอนภาษาไทยออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ อนุญาตให้บุคลากรภายในเป็นวิทยากรโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบเชิงรุก ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์การอ่านต่ำกว่ามาตรฐาน คือ ครูจบการศึกษาไม่ตรงสาขาการสอนภาษาไทย มีประสบการณ์น้อยกว่า 5 ปี สอนภาษาไทยควบคู่กับวิชาอื่น การจัดการเรียนรู้การอ่านด้วยการบรรยาย …
ความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์และการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง, อภินันท์ โพธิ์แก้ว
ความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์และการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง, อภินันท์ โพธิ์แก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็ม 2) ศึกษาระดับความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน 3) ศึกษาลักษณะการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน 4) เปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็ม 5) ศึกษาระดับความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ และ 6) ศึกษาลักษณะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 14 โรงเรียน จำแนกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 414 คน เพื่อศึกษาความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง และกลุ่มที่ 2 จำนวน 398 คน เพื่อศึกษาความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง ตามลำดับ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ แบบสัมภาษณ์ลักษณะการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ และแบบสัมภาษณ์ลักษณะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ความถี่และสถิติร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำมากที่สุด โดยมีระดับความสามารถ 4 ระดับ คือ ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ พอใช้ ดี และดีมาก 3) นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับดีมากและระดับดีสามารถใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในการแสดงหรืออธิบายข้อมูลในชีวิตจริง และแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ชัดเจน ในขณะที่นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับพอใช้และระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ สามารถใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในการแสดงหรืออธิบายข้อมูลในชีวิตจริงได้แต่ไม่ชัดเจน และไม่สามารถสร้างตัวแทนทางคณิตศาสตร์เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาได้ 4) นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำมากที่สุด โดยมีระดับความสามารถ 4 ระดับ คือ ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ พอใช้ ดี และดีมาก และ 6) นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับดีมากและระดับดีสามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในชีวิตจริงได้ถูกต้องชัดเจน และสามารถหาข้อสรุปของความสัมพันธ์ในชีวิตจริงได้อย่างสมเหตุสมผล ในขณะที่นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับพอใช้และระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ สามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในชีวิตจริงได้ถูกต้องเพียงบางส่วนหรือไม่ถูกต้อง แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปของความสัมพันธ์ในชีวิตจริงได้อย่างสมเหตุสมผล
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน, อารียา ศิลปเมธากุล
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน, อารียา ศิลปเมธากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนและเพื่อศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้สถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนสำหรับนิสิตศิลปศึกษาระดับปริญญาตรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การวิจัยระยะที่ 1 ระยะศึกษาเอกสารและรวบรวมข้อมูล โดยเก็บข้อมูลจากการศึกษาและวิเคราะห์งานเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การลงภาคสนาม และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญแบบเชิงลึก 2 ด้าน จำนวน 10 ท่าน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปศึกษา และผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา การวิจัยระยะที่ 2 ระยะพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบของนวัตกรรมการเรียนรู้ สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ สื่อประกอบการเรียนรู้ และสร้างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยระยะที่ 3 ระยะทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 จำนวน 30 คน สาขาวิชาศิลปศึกษาในรายวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ ภาคเรียนที่ 1/2566 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินคุณภาพสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินคุณภาพเนื้อหาสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมผู้เรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อนวัตกรรมการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบของการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ และความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมไทย 2. เนื้อหากิจกรรม ประกอบไปด้วย เนื้อหาพื้นฐานทางประวัติความเป็นมาของงานสถาปัตยกรรมไทย ประเภทของงานสถาปัตยกรรมไทย แนวความคิดและคติความเชื่อในการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรมไทย องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมไทย และตัวอย่างงานศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง 3. การจัดกิจกรรม โดยมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ ขั้นเตรียมความรู้พื้นฐาน ขั้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขั้นวางแผนกิจกรรม ขั้นสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นสรุปผลและนำเสนอผลงาน และขั้นประยุกต์ใช้และประเมินผล 4. สื่อการเรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์ และสื่อการเรียนรู้จริงเสมือนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 5. การวัดและประเมินผล โดยประเมินจากความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ พบว่าผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.50, SD. = .61) และการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน พบว่าผู้เรียนเกิดการใฝ่รู้ และอยากจะสืบหาความรู้ต่อยอดด้วยตนเองส่งผลให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสถาปัตยกรรมไทยมากยิ่งขึ้น
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปานเรขา นามประกาย
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปานเรขา นามประกาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับมัธยมศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยายและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลจากการวิจัย พบว่า 1. สภาพการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยภาพรวม พบว่า ครูมีระดับการปฏิบัติมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยรายด้าน พบว่า ในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยรายด้านในการปฏิบัติน้อยที่สุด เนื่องจากครูละเลยการนำผลลัพธ์หรือนวัตกรรมไปใช้ รวมถึงการพิจารณาผลลัพธ์ ปรับปรุงเพิ่มมูลค่าผลลัพธ์ ในขณะที่ด้านสื่อการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยรายด้านในการปฏิบัติมากที่สุด เนื่องจากครูส่วนใหญ่นำสื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอนเพื่อเอื้อให้นักเรียนสะดวกต่อการค้นคว้าแนวคิดใหม่ ๆ ขยายขอบข่ายแนวคิดของตนเองอย่างไม่จำกัด 2. แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 2.1 การเตรียมการสอน คัดเลือกเนื้อหาและสอดแทรกสถานการณ์ปัญหาที่กระตุ้นความสนใจ เพื่อให้นักเรียนมีมุมมองในการสร้างแนวคิดที่หลากหลายและอิสระ 2.2) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยคัดเลือกวิธีการสอนที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตามกระบวนการนวัตกรรม เปิดโอกาสในนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ 2.3) สื่อการเรียนการสอน เลือกใช้สื่อที่สามารถเชื่อมโยงแนวคิดและกระบวนการพัฒนาผลลัพธ์หรือนวัตกรรม 2.4) การวัดและประเมินผล วัดและประเมินผลโดยพิจารณาความสามารถในการสร้างแนวคิดและพัฒนาแนวคิดสู่ผลลัพธ์หรือนวัตกรรมตามกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนประถมศึกษา, ธมลวรรณ กานต์กิตติธร
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนประถมศึกษา, ธมลวรรณ กานต์กิตติธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในสังคมปัจจุบัน เด็กยังต้องได้รับการพัฒนาในเรื่องความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนสามารถพัฒนาการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนได้ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานกับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามปกติ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/9 จำนวน 31 คน และมีกลุ่มควบคุมเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/10 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการสอนวิชาสังคมศึกษาที่มีการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 2) แผนการสอนวิชาสังคมศึกษาแบบปกติ 3) แบบวัดการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 4) แบบสังเกตการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียน 5) แบบสัมภาษณ์นักเรียน ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลและทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการคำนวณหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียน โดยใช้สถิติวิเคราะห์ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (คะแนนเฉลี่ย=36.55) สูงกว่าก่อนเรียน (คะแนนเฉลี่ย=32.90) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p=.017) 2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (คะแนนเฉลี่ย=36.55) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (คะแนนเฉลี่ย=33.47) อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=1.361, p=.179)
Strengthening China's Response To Economic Losses Caused Byship Oil Pollution: Advancing Compensation Mechanisms, Meiyi Gai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
China's oil pollution compensation system, established relatively late, has an imperfect legal framework, leading to numerous issues in claim settlements. Frequent oil pollution incidents significantly damage its marine ecosystem and harm affected parties. Despite initial efforts, China's compensation framework is less effective than those of developed countries. This paper examines the current challenges in China's compensation mechanism for ship oil pollution damage, drawing lessons from Canada and the United States, and proposing improvements. Through a comprehensive literature review and comparative analysis, the study identifies legislative strengths and weaknesses, aiming to improve China's system by adopting a dual-track compensation mechanism that …
The Development Of Weight Management Model “Weightcut” For Community Pharmacists’ Practice, Pairin Supsongserm
The Development Of Weight Management Model “Weightcut” For Community Pharmacists’ Practice, Pairin Supsongserm
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Obesity is one of the health problems that could cause health and economic and social impacts. However, few community pharmacists provided weight management services (WMS) and there has not been standard practice for weight management by community pharmacists in Thailand. The objectives of this study were: 1) to systematically review factors affecting community pharmacists' intention and weight management service provision in various countries; 2) to explore factors affecting community pharmacists' intention and weight management service provision in Thailand by using survey; and 3) to develop weight management service called “WeightCut” for community pharmacy practice in Thailand. From systematic review, lack …
Protective Effect Of Naringenin Against Indomethacin-Induced Lysosomal Toxicity, Kaitsuda Saiprom
Protective Effect Of Naringenin Against Indomethacin-Induced Lysosomal Toxicity, Kaitsuda Saiprom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
An increase in lysosomal membrane permeabilization (LMP) impaired lysosome integrity causing release of cathepsin B, and subsequently may contribute to cell death. Indomethacin, which is a non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs), caused apoptosis through generation of cell stress, and disruption of mitochondria and lysosome functions. Recently, it was reported that naringenin, a natural bioactive flavonoid, elicited cytoprotection against indomethacin toxicity in Caco-2 cells. This study investigated the effect of naringenin on indomethacin-induced lysosome toxicity in human colon carcinoma Caco-2 cells. Cells were pretreated with naringenin (100 µM) for 24 h before incubating with indomethacin for another 48-72 h. At the end …
Determination Of Valsartan Enantiomers By Ligand-Exchange Chromatography Using Chiral Mobile Phase Additives, Chanbopha Tho
Determination Of Valsartan Enantiomers By Ligand-Exchange Chromatography Using Chiral Mobile Phase Additives, Chanbopha Tho
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A simple, accurate, and low-cost effective method has been introduced in this study for separation of valsartan enantiomers using ligand-exchange chromatography as chiral mobile phase additives. The optimized method was found using a mobile phase system of 57%(v/v) methanol, adding 1.5 mM of L-isoleucine as the chiral selector along with 0.5 mM of cupric sulfate and 10 mM of sodium acetate, adjusted to pH 6.1. The flow rate was 0.8 mL/min with a temperature of 400C. The injection volume was 10 µL and detected at 210 nm. The stationary phase was a reversed-phase C18 Zorbax Eclipse Plus (250 mm x …
Development Of Plant-Produced Proteins For Treatment And Prevention Against Rsv Type A (Rsv-A), Nuttapat Pisuttinusart
Development Of Plant-Produced Proteins For Treatment And Prevention Against Rsv Type A (Rsv-A), Nuttapat Pisuttinusart
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Respiratory Syncytial Virus (RSV), a highly contagious virus known to cause severe respiratory illnesses, poses a significant health threat, particularly impacting vulnerable populations such as young children, the elderly, and immunocompromised individuals. It is a leading cause of lower respiratory tract infections, often resulting in serious complications like pneumonia and bronchiolitis. Despite its substantial impact, there is currently only an approved RSV vaccine specifically designed for the elderly, emphasizing the urgency of continued research in this area for developing broader coverage of the population. The plant expression platform for producing therapeutic proteins offers a cost-effective and scalable solution, presenting a …
การวิเคราะห์กระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ยาใหม่ที่มีระบบการนำส่งยารูปแบบใหม่สำหรับตัวยาเมโธเทรกเซทที่เคยได้รับการขึ้นทะเบียนยาแล้ว, โรดา วินเนอร์ อิเลนวาเยอร์
การวิเคราะห์กระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ยาใหม่ที่มีระบบการนำส่งยารูปแบบใหม่สำหรับตัวยาเมโธเทรกเซทที่เคยได้รับการขึ้นทะเบียนยาแล้ว, โรดา วินเนอร์ อิเลนวาเยอร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภูมิหลัง: งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาข้อกำหนดด้านระเบียบยาเมโธเทรกเซทที่ใช้ระบบนำส่งยาอนุภาคนาโนแบบใหม่ซึ่งประกอบด้วยเมทริกซ์ของไลโปโซม ซึ่งเป็นระบบนำส่งที่มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความจำเพาะต่อเป้าหมาย และลดความเป็นพิษของยาเมโธเทรกเซท. วัตถุประสงค์: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบหาประเภทการขอขึ้นทะเบียน กระบวนการและข้อกำหนดการขึ้นทะเบียนยาใหม่ สำหรับยาเมโธเทรกเซทในระบบนำส่งไลโปโซมในประเทศต่าง ๆ. วิธีวิจัย: วิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลเว็บไซต์ระเบียบยาแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และประเทศไทย โดยอาศัยเกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มประเทศที่จะศึกษาจากความชุกของโรคที่เป็นข้อบ่งชี้หลักของยาเมโธเทรกเซท (โรคมะเร็งเต้านม) ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความเป็นไปได้ทางตลาด และระบบการควบคุมกำกับดูแลระบบยาที่เข้มแข็ง ข้อมูลที่รวบรวมได้แก่ ข้อมูลทางเคมี การผลิต และการควบคุม ข้อมูลทั่วไป และข้อมูลทางคลินิกของยาอนุภาคขนาดนาโนที่ตั้งตำรับใหม่ รวบรวมข้อมูลคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์เป้าหมาย และข้อมูลคุณประโยชน์และความเสี่ยง จากข้อมูลผลิตภัณฑ์ยาเมโธเทรกเซทในระบบนำส่งไลโปโซมสำหรับการรักษาโรคมะเร็งที่ได้รับการอนุมัติสองผลิตภัณฑ์ โดยใช้เครื่องมือประเมินคุณประโยชน์และความเสี่ยง จัดการและประเมินข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์ข้อมูล. ผลวิจัย: ยาเมโธเทรกเซทในระบบนำส่งไลโปโซมแบบใหม่มีข้อมูลคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์เป้าหมายคล้ายคลึงกับผลิตภัณฑ์ยาต้านมะเร็งในท้องตลาดทั้งสองผลิตภัณฑ์เมื่อเปรียบเทียบจากข้อบ่งใช้เดียวกัน แต่การประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และการศึกษาทางคลินิกแบบครบถ้วนยังคงจำเป็นเพื่อใช้ประกอบการประเมินตามข้อกำหนดการขอขึ้นทะเบียน กระบวนการขอขึ้นทะเบียนตำรับยาอาจอาศัยมาตรา 505(b)(2) สำหรับการประเมินตามกระบวนการมาตรฐาน ซึ่งอาจขอประเมินแบบเร่งด่วนด้วยได้. สรุปผล: กระบวนการขอขึ้นทะเบียนของยาตั้งตำรับใหม่ซึ่งใช้อนุภาคนาโนเป็นส่วนประกอบ ยังคงต้องการการศึกษาข้อมูลทั่วไป ข้อมูลทางคลินิก และข้อมูลด้านคุณภาพไม่แตกต่างจากการขอขึ้นทะเบียนยาชนิดใหม่ เพื่อเป็นการรับรองประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของตำรับยาใหม่ดังกล่าว.
Cytotoxic Compounds From Dendrobium Ochreatum Against Human Lung Cancer H460 Cells, Natthaphitcha Khunsantiphong
Cytotoxic Compounds From Dendrobium Ochreatum Against Human Lung Cancer H460 Cells, Natthaphitcha Khunsantiphong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The chemical analysis of crude extracts from Dendrobium ochreatum ethanol revealed 12 compounds. Among them, dendroochreatene, a novel discovered compound, and 11 previously identified compounds were found: atraric acid, docosyl trans-ferulate, moscatilin, cinnamic acid, β-hydroxypropiovanillone, loddigesiinol C, dihydroconiferyl dihydro-p-coumarate, indole-3-aldehyde, vanillic acid, naringenin, and 2,4,7-trihydroxy-9,10-dihydrophenanthrene. Structural elucidation of these compounds was achieved through MS, IR, UV, and NMR spectroscopic analyses, corroborated by comparison with existing literature data. The cytotoxicity evaluation against NCI-H460 non-small cell lung cancer cells employed two methods: direct cell testing and literature review. Moscatilin demonstrated the most potent inhibitory activity against this cancer type, with an IC50 …
Evaluation Of Skin Irritation And Anti-Acne Efficacy Of Asiatic Acid Loaded Solid Lipid Microparticle In Patients With Mild-To-Moderate Acne Vulgaris, Panalee Jongpanyangarm
Evaluation Of Skin Irritation And Anti-Acne Efficacy Of Asiatic Acid Loaded Solid Lipid Microparticle In Patients With Mild-To-Moderate Acne Vulgaris, Panalee Jongpanyangarm
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to study the physicochemical properties, including physical appearance, percentage of labeled amount (%LA), and release profile, of Asiatic acid (AA) encapsulated in solid lipid microparticles (SLM) composed of 10% and 15% cetyl alcohol with poloxamer 188 (F6 and F12). The results indicated that F12 demonstrated a significantly higher %LA and exhibited a release kinetic that fit the Higuchi model with a slower sustained-release profile compared to F6. Thus, F12 was selected for further clinical study. A controlled, split-face, single-blind clinical trial was conducted over 7 weeks with twelve female participants aged between 25 and 48 years (average …
ผลของการใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมในผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟารินระยะแรก ณ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, ธานุพล พิมพา
ผลของการใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมในผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟารินระยะแรก ณ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, ธานุพล พิมพา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการเริ่มต้นและปรับขนาดยาโดยใช้วาร์ฟาริน โนโมแกรมในผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟาริน ณ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ วิธีการดำเนินการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ในอาสาสมัครที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟารินขณะเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ระหว่างเดือน สิงหาคม ถึง พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 โดยกลุ่มทดลองจะได้รับการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินโดยใช้วาร์ฟารินโนโมแกรม และกลุ่มควบคุมจะได้รับการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินโดยดุลยพินิจของแพทย์ ประเมินสัดส่วนของอาสาสมัครที่มีค่า INR อยู่ในช่วง 2.0 – 3.0 ภายใน 14 วัน ผลการวิจัย: จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 98 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 49 ราย และกลุ่มทดลอง 49 ราย ผลลัพธ์ของการวิจัยพบว่าสัดส่วนของอาสาสมัครที่มีค่า INR อยู่ในช่วง 2.0 – 3.0 ภายใน 14 วันหลังได้รับยาวาร์ฟารินของกลุ่มที่เริ่มต้นและปรับขนาดยาโดยใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมมากกว่ากลุ่มที่เริ่มต้นและปรับขนาดยาโดยแพทย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (44.9% และ 24.5%, p=0.034) ขนาดยาวาร์ฟารินเริ่มต้นเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (2.1 มิลลิกรัมต่อวัน และ 2.2 มิลลิกรัมต่อวัน, p= 0.666) สรุป: การใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมในการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินส่งผลให้ค่า INR เข้าสู่ช่วงเป้าหมายของการรักษาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมมีความปลอดภัยเทียบเท่ากับการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินโดยแพทย์
ผลจากการรักษาเสริมของยากลุ่ม Sodium-Glucose Cotransporter 2 Inhibitors ต่ออัตราการกรองของไตในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาต้านระบบ Renin-Angiotensin, พิมลพรรณ พงษ์กล่ำ
ผลจากการรักษาเสริมของยากลุ่ม Sodium-Glucose Cotransporter 2 Inhibitors ต่ออัตราการกรองของไตในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาต้านระบบ Renin-Angiotensin, พิมลพรรณ พงษ์กล่ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงอัตราการกรองของไต (estimated glomerular filtration rate, eGFR) ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการรักษาเสริมด้วยยากลุ่ม sodium-glucose cotransporter 2 inhibitors (SGLT2 inhibitors) ร่วมกับยาต้านระบบ renin-angiotensin (RAS blockers) เทียบกับกลุ่มที่ได้รับ RAS blockers วิธีการ: งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ในโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ การศึกษาคัดเลือกผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 18 ปีขึ้นไป ระยะเวลาตั้งแต่มกราคม พ.ศ. 2560 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2564 เข้างานวิจัยจำนวน 350 ราย กลุ่มศึกษา คือ กลุ่มที่ได้รับยากลุ่ม SGLT2 inhibitors ร่วมกับ RAS blockers 175 ราย กลุ่มควบคุม คือ กลุ่มที่ได้รับยากลุ่ม RAS blockers 175 ราย ผลลัพธ์ของการศึกษา คือ ค่าอัตราการกรองของไต น้ำตาลสะสมฮีโมโกลบิน ความดันโลหิต และน้ำหนักตัวซึ่งวัด ณ เดือนที่ 0, 3, 6 และ 12 ผลการวิจัย: อัตราการกรองของไตระหว่างกลุ่มศึกษาและกลุ่มควบคุมทั้งในเพศหญิงและเพศชายไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีเพศหญิงเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราการกรองของไตที่ P=0.024 น้ำตาลสะสมฮีโมโกลบินของทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีระยะเวลาการเกิดโรคเบาหวานและค่าน้ำตาลสะสมฮีโมโกลบินพื้นฐานเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าน้ำตาลสะสมฮีโมโกลบินที่ P=0.003 และ P
การตรวจจับมะม่วงและนับผลผลิตด้วยการเรียนรู้เชิงลึก, อภิศักดิ์ จันทร์ดา
การตรวจจับมะม่วงและนับผลผลิตด้วยการเรียนรู้เชิงลึก, อภิศักดิ์ จันทร์ดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มะม่วงเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย จึงมีความต้องการคาดการณ์ผลผลิตเพื่อวางแผนขั้นตอนการเก็บเกี่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้ ได้นำเสนอการตรวจจับผลมะม่วงบนลำต้นด้วยโมเดลการเรียนรู้เชิงลึก Mask R-CNN โดยใช้โครงข่ายแบบ RestNext-101-32x8d สำหรับสกัดคุณลักษณะ ทั้งได้พัฒนาการเพิ่มความหลากหลายของข้อมูลในการเรียนรู้โมเดลการลบวัตถุด้วยการบดบังบางส่วน Random Erasing with Partial Occlusion เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแก้ไขปัญหาการบดบังของวัตถุ โดยมีผลลัพธ์การตรวจจับ [email protected] ที่ 0.879, Precision ที่ 0.944, Recall ที่ 0.790 และ F1-score ที่ 0.860 โดยมีค่า Precision, Recall, F1-score เพิ่มขึ้น 0.022, 0.004 และ 0.011 ตามลำดับ เนื่องจากโมเดลตรวจจับไม่สามารถที่จะคาดการณ์ผลผลิตได้ทั้งหมด พบว่าผลมะม่วงไม่ได้แสดงออกภายนอกต้นทั้งหมด มีจำนวนผลมะม่วงที่อยู่ภายในลำต้นจำนวนมาก งานวิจัยนี้ได้นำเสนอ การคาดการณ์ผลผลิตที่ได้ผลลัพธ์จากการตรวจจับผลมะม่วง ด้วยโมเดลการถดถอย ซึ่งวิเคราะห์การถดถอยของข้อมูลที่บันทึกได้จากการนับจริงบนลำต้น เทียบผลลัพธ์การนับจากโมเดลการตรวจจับ จากผลการทดลองดีที่สุด ผลลัพธ์การนับจากโมเดลตรวจจับ ของภาพถ่ายลำต้นมะม่วงในระดับสายตา ลักษณะเห็นทั้งต้นแบบ 2 ด้าน โดยการใช้ฟังก์ชันการถดถอยแบบพหุนามดีกรีสี่ และการประมาณค่าพารามิเตอร์แบบแกร่งด้วยฟังก์ชัน Huber ได้ผลลัพธ์ค่าเฉลี่ยของค่าสัมบูรณ์เปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อน (MAPE) ที่ 25.04% ต่อต้น ค่าเฉลี่ยผลต่างสัมบูรณ์ (MAE) ที่ 5.52 ผลต่อต้น จากการพัฒนา สามารถนำระบบปรับใช้งานกับสถานการณ์จริง เพื่อคาดการณ์ผลผลิตมะม่วงบนลำต้นได้
A Study On The Order Of Multiple Attributives In Chinese Noun Phrases, Weiwei Wu
A Study On The Order Of Multiple Attributives In Chinese Noun Phrases, Weiwei Wu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to analyze the order and factors influencing the sequence of multiple attributives in Chinese noun phrases, to aid Thai learners of Chinese in understanding and accurately using multiple attributives. Five types of words can modify the head noun: nouns, pronouns, number + quantifier combinations, adjectives and classifiers, and verbs. The frequency of multiple attributives is inversely proportional to the number of attributive items, meaning that two-item attributives are used most frequently, while five-item attributives are the least common. The most frequently used words are adjectives and number + quantifier combinations and the most frequently used semantic attributive …
Development Of A Pseudotype-Based Neutralization Test For Sars-Cov-2 Antibody Measurement, Kunlanan Charsangbong
Development Of A Pseudotype-Based Neutralization Test For Sars-Cov-2 Antibody Measurement, Kunlanan Charsangbong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The gold standard for measuring anti-SARS-CoV-2 neutralizing antibody is a live-virus neutralization test (VNT). However, VNT is rather complex and must be performed in a biosafety level 3 facility. Therefore, a gene-encoding spike protein of the original SARS-CoV-2 variant was designed to develop a lentivirus-based SARS-CoV-2 pseudotype in this study to replace the live virus, which can be conducted in a biosafety level 2 facility. The 2nd generation lentiviral pseudotype with green fluorescent protein (GFP) and the 3rd generation lentiviral pseudotype with luciferase as a reporter system, respectively, provided a sufficient titer (TCID50/mL) for a neutralization test. However, the 3rd …
An Investigation Into The Substitutions Of English Articles By L1 Chinese Learners, Yuhan Huang
An Investigation Into The Substitutions Of English Articles By L1 Chinese Learners, Yuhan Huang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The English article system is a challenge for English second language learners, especially for learners whose language background is an articleless language. The objectives of the present study were to investigate L1 Chinese learners' problems of English article substitutions and find out possible causes of L1 Chinese learners' English article substitutions. It was hypothesized that L1 Chinese learners had problems of English article substitutions and that, based on Error Analysis, both non-existence of articles and complexity of the English article system caused English article substitutions by L1 Chinese learners. The participants in the study consisted of 60 speakers of Mandarin …
Ip Development Strategies For Chinese Theaters In The Context Of The Creative Industries, Daiyi Yang
Ip Development Strategies For Chinese Theaters In The Context Of The Creative Industries, Daiyi Yang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the context of the Chinese creative industries and the digital age, this study derived a definition of theater IP from the general point of view and the context of the Internet: 1) the theater original work, which is protected by IP law for its creativity and originality, where the protected interests include ownership of rights and interests ; 2) having a high degree of market recognition and exhibiting both cultural communication value and commercial worth ; and 3) as a core factor that increases the integration and expansion activity of the theater with other creative industries and media communication …
The Investigation Of Using Dynamic Assessment To Enhance English Academic Vocabulary Knowledge Of Thai Low Proficiency Undergraduate Students, Duangkamon Klungthong
The Investigation Of Using Dynamic Assessment To Enhance English Academic Vocabulary Knowledge Of Thai Low Proficiency Undergraduate Students, Duangkamon Klungthong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Students in university settings require English academic vocabulary to succeed in academic English (Phoocharoensil, 2015). Vocabulary learning strategies (VLS) are tools to help learners acquire and improve vocabulary knowledge (Nation, 2001), and an examination of the dynamic nature of employing VLS should be conducted (Gu, 2020). Dynamic assessment (DA) is an alternative assessment that consistently and systematically combines assessment and instruction to help learners reach their zone of proximal development (ZPD) by using mediation from more competent others (Lantolf & Poehner, 2004). Thus, this study used DA to equip learners with VLS to learn academic vocabulary. The study aimed to …
The Effects Of Speaking Portfolios On Speaking Ability And Interactional Competence Of Thai Efl Undergraduate Students, Pirada Anuwech
The Effects Of Speaking Portfolios On Speaking Ability And Interactional Competence Of Thai Efl Undergraduate Students, Pirada Anuwech
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Interactional competence has been in the lime light of L2 instruction and assessment over the recent decades as well as the use of portfolio assessment in language classrooms to provide students with opportunities to monitor their own progress as well as enhancing their language skills. This present study was thus conducted to examine the effects of using speaking portfolios on speaking ability and interactional competence of Thai EFL undergraduate students in order to serve three major objectives as follows: 1) to examine the effects of using speaking portfolios on students’ speaking ability ; 2) to examine the effects of using …
การแปลการเล่นคําจากหนังสือ The Unofficial Harry Potter Joke Book: Great Guffaws For Gryffindor ของ Brian Boone, เพ็ญสิริ บุญแสนแผน
การแปลการเล่นคําจากหนังสือ The Unofficial Harry Potter Joke Book: Great Guffaws For Gryffindor ของ Brian Boone, เพ็ญสิริ บุญแสนแผน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแปลการเล่นคําจากหนังสือ The Unofficial Harry Potter Joke Book: Great Guffaws for Gryffindor ของ Brian Boone จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ตัวบทเป็นการนำเสนอมุกตลกหลากหลายรูปแบบในบริบทของหนังสือและภาพยนตร์ชุดเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งการนำเสนอมุกตลกนั้นมีการใช้การเล่นคำที่โดดเด่น การแปลการเล่นคำในคู่ภาษาที่มีลักษณะการใช้ภาษาที่แตกต่างกันนั้นมีความท้าทายและไม่อาจทำได้ง่าย ผู้วิจัยนำแนวทางการแปลการเล่นคำของเดิร์ก เดอลาบาสติตา มาใช้เป็นแนวทางในการแปลการเล่นคำในตัวบท ประกอบกับการศึกษาโครงสร้างและบทบาทการเล่นคำในภาษาอังกฤษและภาษาไทย และแนวทางการนำเสนอความตลกในบริบทภาษาไทย เพื่อให้เข้าใจลักษณะการเล่นคำและสามารถถ่ายทอดบทแปลที่รักษาไว้ซึ่งการเล่นคำและความตลกได้อย่างเหมาะสม ผลการวิจัยพบว่า การแปลเพื่อรักษาการเล่นคำในตัวบทมุกตลกซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของสารนิพนธ์เล่มนี้ สามารถทำได้โดยใช้แนวทางการแปลการเล่นคำของเดิร์ก เดอลาบาสติตา และคำนึงถึงลักษณะการเล่นคำที่เหมาะสมและเป็นไปได้ในภาษาไทย รวมถึงสร้างสรรค์ความตลกในบทแปลตามแนวทางการนำเสนอความตลกที่รวบรวมโดยนารีรัตน์ บุญช่วย จึงทำให้สามารถถ่ายทอดบทแปลที่คงไว้ซึ่งการเล่นคำที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับและสร้างความตลกสนุกสนานให้กับผู้อ่านบทแปลได้
การแปลคำที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยในวรรณกรรมเรื่อง ไม้ดัด ของ สุภา สิริสิงห หรือนามปากกา โบตั๋น, กัญญภัทร วันดี
การแปลคำที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยในวรรณกรรมเรื่อง ไม้ดัด ของ สุภา สิริสิงห หรือนามปากกา โบตั๋น, กัญญภัทร วันดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทฤษฎีและแนวทางการแปลตัวบทวรรณกรรม ประเภทนวนิยาย เพื่อแปลนวนิยายเรื่อง ไม้ดัด มุ่งศึกษาในประเด็นการแปลคำที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องนี้ และนำเสนอตัวอย่างการแปลที่มีคุณภาพและมีสมมูลภาพกับต้นฉบับให้มากที่สุด กรอบการวิเคราะห์ที่นำมาใช้ในการศึกษา คือ แนวคิดเกี่ยวกับการแปลวรรณกรรมของวัลยา วิวัฒน์ศรและแนวทางการแปลคำทางวัฒนธรรมของแอนโธนี พิม (Anthony Pym) มาใช้เพื่อเป็นแนวทางในการแปลวรรณกรรมประเภทนวนิยาย ตลอดจนการใช้แนวทางการวิเคราะห์ตัวบทประเภทนวนิยายของวัลยา วิวัฒน์ศรในการวิเคราะห์และเพื่อถ่ายทอดสารในต้นฉบับ มาประยุกต์ใช้ร่วมกับการนำแนวทางการแบ่งประเภทคําทางวัฒนธรรมที่เสนอโดยยูจีน ไนด้า (Eugene Nida) หลังจากที่ได้นำทฤษฎีและแนวทางการแปลข้างต้นมาประยุกต์ใช้การแปล ผู้วิจัยพบว่าทฤษฎีและข้อมูลดังกล่าวมีส่วนช่วยการแปลได้จริง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการแปลและการแก้ปัญหาที่พบในตัวบทประเภทนี้ได้อย่างเหมาะสม เพราะมีการใช้ปรับใช้แนวทางการแปลคำทางวัฒนธรรมของแอนโธนี พิมอย่างหลากหลายแนวทางนำไปสู่การถ่ายทอดตัวบทในแต่ละบริบทที่แตกต่างกันได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
การแปลศัพท์เฉพาะด้านระบาดวิทยาในหนังสือวิชาการเรื่อง Basic Epidemiology ของ Ruth Bonita, อนุตรศักดิ์ รัชตะทัต
การแปลศัพท์เฉพาะด้านระบาดวิทยาในหนังสือวิชาการเรื่อง Basic Epidemiology ของ Ruth Bonita, อนุตรศักดิ์ รัชตะทัต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและหาแนวทางการแปลคำศัพท์เฉพาะทางด้านระบาดวิทยาในตำรา Basic epidemiology ของ Ruth Bonita จากคำศัพท์เฉพาะทางที่คัดสรรจำนวนทั้งสิ้น 30 คำและบทความต้นฉบับที่คัดสรร โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่า แนวทางการวิเคราะห์ตัวบทของคริสติอาเน นอร์ด (Cristiane Nord) แนวทางการแปลแบบตีความและยึดความหมายของ ฌอง เดอลิลส์ (Jean Delisle) แนวทางการแปลคำสร้างใหม่ของปีเตอร์ นิวมาร์ก (Peter Newmark) และองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบาดวิทยา จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการแปลคำศัพท์เฉพาะทางด้านระบาดวิทยาที่คัดสรร เพื่อถ่ายทอดความหมายของคำศัพท์เฉพาะทางได้อย่างถูกต้อง มีสมมูลภาพและคงความเป็นศัพท์เฉพาะทาง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าทฤษฎีและแนวทางการแปลดังกล่าว สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการแปลคำศัพท์ทางระบาดวิทยาปละบทความที่คัดสรรได้ตามสมมติฐาน
ประมวลศัพท์เรื่องการตลาดบริการ, ณัชชารีย์ พาณิชธนสิน
ประมวลศัพท์เรื่องการตลาดบริการ, ณัชชารีย์ พาณิชธนสิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอประมวลศัพท์การตลาดบริการซึ่งประกอบด้วยศัพท์เกี่ยวกับกลยุทธ์การวางแผนการตลาดบริการ การวัดคุณภาพและการวิเคราะห์ปัญหาของการให้บริการ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาทฤษฏีที่เกี่ยวข้องและกระบวนการจัดทำประมวลศัพท์ เพื่อนำประมวลศัพท์ที่ได้มาใช้เป็นเอกสารอ้างอิงสำหรับผู้เชี่ยวชาญในสาขา นักศึกษา นักการตลาด นักแปล ล่าม รวมถึงบุคคลทั่วไปที่สนใจศึกษาทางด้านการตลาดบริการ การจัดทำประมวลศัพท์การตลาดบริการนั้นได้มีการอ้างอิงทฤษฏีและแนวทางในการจัดทำประมวลศัพท์ที่นักศัพทวิทยาได้นำเสนอไว้ โดยแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การกำหนดหัวข้อ วัตถุประสงค์การศึกษา ขอบเขตการศึกษา และกลุ่มเป้าหมาย (2) การทบทวนวรรณกรรมทางศัพทวิทยาและศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการตลาดบริการ (3) การสร้างคลังข้อมูลภาษาและการดึงศัพท์จากคลังข้อมูล (4) การสร้างมโนทัศน์สัมพันธ์ของศัพท์ในสาขาการตลาดบริการ และ (5) การจัดทำบันทึกข้อมูลศัพท์เบื้องต้น การจัดทำบันทึกข้อมูลศัพท์ รวมถึงการเขียนคำนิยามเพื่อนำมาใช้ในการกำหนดศัพท์เทียบเคียงในภาษาไทย ประมวลศัพท์การตลาดบริการประกอบด้วยศัพท์ทั้งหมด 31 คำ โดยจัดเรียงตามกลุ่มมโนทัศน์สัมพันธ์ และลำดับของมโนทัศน์ในมโนทัศน์สัมพันธ์ การนำเสนอศัพท์แต่ละคำประกอบด้วยศัพท์ภาษาอังกฤษ ศัพท์ภาษาไทย ประเภทของคำทางไวยากรณ์ ขอบเขตข้อมูลที่พบศัพท์ มโนทัศน์สัมพันธ์พร้อมคำอธิบายบริบทที่พบศัพท์ นิยามศัพท์ รูปศัพท์อื่น และข้อมูลอ้างอิง
Does Esg Matter In Corporate Takeover?, Sann Wai Lhyan
Does Esg Matter In Corporate Takeover?, Sann Wai Lhyan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As Environmental, Social, and Governance scores (ESG) are increasingly becoming aware to the public, it is imperative to understand the impact of ESG on firm values, especially in the Asia-Pacific region, as it is home to a diverse and rapidly growing economy, including emerging markets. Therefore, the purpose of this study is to investigate the relationship between ESG and firm value using the takeover market as an empirical setting. The primary focus of the study involves examining the influence of ESG on the occurrence of takeovers through binary logistic regression. Subsequently, the study explores the association between ESG and target …
Does Esg Performance Impact Financial Distress Risk? Evidence From Asia-Pacific Markets, Methee Srikranjanapert
Does Esg Performance Impact Financial Distress Risk? Evidence From Asia-Pacific Markets, Methee Srikranjanapert
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigates the relationship between Environmental, Social, and Governance (ESG) performance, represented by ESG scores, and Probability of Financial Distress Risk (FDR), as proxied by Ohlson O-Score, for firms operating in the Asia-Pacific region from 2010 to 2022. In addition, the aforementioned relationship during economic crisis and the level of market development is also investigated. The findings reveal a negative association between ESG performance and the probability of FDR in which the increase in ESG performance reduces the likelihood of FDR. Notably, the environmental and social pillars of ESG consistently exhibit negative relationship with FDR, with the social pillar …