Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 3121 - 3150 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

กลยุทธ์การนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน, กมลชนก ดวงคำ Jan 2023

กลยุทธ์การนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน, กมลชนก ดวงคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 2) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรคของการการนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 3) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การดำเนินงานนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยผสานวิธี ประชากรคือ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีประชากร 170 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง 120 โรงเรียน ได้สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิโดยใช้สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเป็นเกณฑ์ และมีผู้ให้ข้อมูลแต่ละโรงเรียน 5 คน ดังนี้ ครูใหญ่ จำนวน 1 คน และผู้ช่วยครูใหญ่หรือหัวหน้างาน 4 ฝ่าย จำนวน 4 คน รวม 600 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจําเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังภาพรวมของการนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ในระดับมาก ซึ่งด้านการวางแผนการนิเทศภายใน มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดและดัชนีความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจ ตระเวนชายแดน มีค่าสูงสุด คือ ด้านการสร้างสื่อและเครื่องมือการนิเทศ เมื่อทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมพบว่า จุดแข็ง จำนวน 17 ประเด็น จุดอ่อน จำนวน 3 ประเด็น โอกาส จำนวน 6 ประเด็น และภาวะคุกคาม จำนวน 6 ประเด็น กลยุทธ์การนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก 5 กลยุทธ์รอง และ 20 วิธีดำเนินการ ซึ่งมีกลยุทธ์หลัก คือ 1) ขับเคลื่อนให้มีการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการการนิเทศภายใน 2) พัฒนาการสร้างความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ และโรงเรียนเครือข่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการนิเทศภายใน และ 3) ยกระดับการกำกับติดตามผลการดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียน


การพัฒนาโปรแกรมการเคลื่อนไหวพื้นฐานโดยใช้การออกกำลังกายแบบสถานีร่วมกับการจัดกิจกรรมเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัวของนักเรียนประถมศึกษา, ปิยณัฐ ศรีชะตา Jan 2023

การพัฒนาโปรแกรมการเคลื่อนไหวพื้นฐานโดยใช้การออกกำลังกายแบบสถานีร่วมกับการจัดกิจกรรมเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัวของนักเรียนประถมศึกษา, ปิยณัฐ ศรีชะตา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมการเคลื่อนไหวพื้นฐานโดยใช้การออกกำลังกายแบบสถานีร่วมกับการจัดกิจกรรมเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัวของนักเรียนประถมศึกษา 2) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนประถมศึกษาจำนวน 40 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่ายในโรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นและผ่านเกณฑ์คัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ระยะก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และ ทดสอบด้วยสถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยกิจกรรม 6 กิจกรรม ประกอบด้วย (1) กิจกรรม ย่อ – ยก (2) กิจกรรม กระโดด – สไลด์ (3) กิจกรรม เขย่ง – นิ่ง (4) กิจกรรม ก้าว – ย่อ (5) กิจกรรม สปริง – เด้ง และ (6) กิจกรรม เกร็ง – ค้าง โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีค่าดัชนีความสอดคล้องเฉลี่ยเท่ากับ 1.0 2) ประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัว หลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ ค่าเฉลี่ยของคะแนนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัวหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนานวัตกรรมโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการชี้แนะทางปัญญาและกลุ่มศึกษาทั้งคณะ, มารุต ทรรศนากรกุล Jan 2023

การพัฒนานวัตกรรมโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการชี้แนะทางปัญญาและกลุ่มศึกษาทั้งคณะ, มารุต ทรรศนากรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนานวัตกรรมโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการชี้แนะทางปัญญาและแนวคิดกลุ่มศึกษาทั้งคณะ และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น โดยเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม โดยงานวิจัยนี้ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาประกอบด้วย ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพ ปัญหา แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและวิเคราะห์ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรม เครื่องมือวัดและประเมินผล และตรวจสอบคุณภาพโปรแกรมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ระยะที่ 3 การทดลองใช้โปรแกรมฯ และระยะที่ 4 การปรับปรุงโปรแกรมฉบับเสร็จสมบูรณ์ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาใหม่ในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก จำนวน 6 คน ที่เป็นอาสาสมัคร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ประกอบด้วย ค่ามัธยฐาน ร้อยละ และ สถิตินันพาราเมตริก Wilcoxon Signed Rank Test ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการชี้แนะทางปัญญาและกลุ่มศึกษาทั้งคณะเป็นนวัตกรรมการพัฒนาวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาที่ใช้การฝึกประสบการณ์เรียนรู้ขณะปฏิบัติงานจริงที่ไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้กับผู้เข้าร่วมโปรแกรม โดยโปรแกรมเป็นเครื่องมือของหน่วยงานระดับนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาในการพัฒนากลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาใหม่ครั้งละตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และใช้การรวมกลุ่มสนับสนุนของสมาชิกที่มี 3 บทบาท คือ (1) ผู้ชี้แนะแนวทางการเปลี่ยนแปลง (change leader) (2) ผู้เสริมสร้างกำลังใจ (mentor) และ (3) ผู้สนับสนุนด้านวิชาการ (academic provider) โดยกลุ่มสนับสนุนจะร่วมกันจัดกิจกรรมผ่านหน่วยประสบการณ์เรียนรู้ 3 หน่วย แต่ละหน่วยมี กระบวนการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสร้างความตระหนัก (aware) (2) การสร้างการมีส่วนร่วม (engage) (3) การลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง (enable) (4) การสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงาน (empower) (5) การชี้แนะตรวจสอบความยั่งยืน (sustain) และสามารถใช้กลยุทธ์เสริม 2 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) การแก้ไขทักษะเฉพาะด้านเป็นรายบุคคล (reskills) และ (2) การเสริมสร้างกำลังใจรายบุคคล (refresh) และใช้การประเมินตามสภาพจริงจากงานที่ผู้บริหารปฏิบัติโดยใช้คะแนนรูบริกแบบผสมผสาน 5 ระดับ …


การพัฒนาบอร์ดเกมชีววิทยาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พีรวิชญ์ กันนา Jan 2023

การพัฒนาบอร์ดเกมชีววิทยาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พีรวิชญ์ กันนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิจัยและพัฒนาบอร์ดเกมชีววิทยาเรื่อง ระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างในการวิจัยนี้ ได้แก่ 1) ครูมัธยมศึกษาตอนปลายผู้สอนชีววิทยา จำนวนทั้งสิ้น 108 คน 2) นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกรุงเทพมหานคร จำนวน 50 คน และ 3) ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเนื้อหาและการออกแบบจำนวน 9 ท่าน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการในการนำไปใช้ฯ แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบทดสอบความสามารถในการคิดอย่างอย่างมีวิจารณญาณ และแบบรายงานการตัดสินใจภายในเกม วิเคราะห์ผลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกันด้วยสถิติทดสอบทีและวิเคราะห์เนื้อหาแบบรายงานการตัดสินใจภายในเกม โดยผลการวิจัยมีดังนี้ 1. ครูชีววิทยาส่วนใหญ่มีความเห็นว่าโรงเรียนมีความพร้อมด้านสถานที่และเวลาในการจัดกิจกรรมอยู่ในระดับมาก และให้ความสำคัญในการพัฒนาต่อความสามารถในการตัดสินใจสูงที่สุด 2. บอร์ดเกมชีววิทยาเรื่อง ระบบภูมิคุ้มกัน เป็นบอร์ดเกมรูปแบบนิรนัยและโน้มน้าวใจ โดยมีองค์ประกอบสำคัญ คือ บทบาทของผู้เล่น สถานการณ์ภายในเกม การให้ข้อมูลป้อนกลับและการสรุปผล 3. คะแนนความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนภายหลังใช้บอร์ดเกมชีววิทยาสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น .01 โดยนักเรียนสามารถระบุข้อมูลสำคัญ ลงข้อสรุปได้ในหลายกรณีและตัดสินใจพร้อมทั้งอธิบายเหตุผลได้อย่างสมเหตุสมผล


ความเชื่อของครูอนุบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาการคอมพิวเตอร์ ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ภัทริกา ปรีดาศักดิ์ Jan 2023

ความเชื่อของครูอนุบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาการคอมพิวเตอร์ ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ภัทริกา ปรีดาศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเชื่อของครูอนุบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาการคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเป้าหมายการเรียนรู้ 2) ด้านการจัดการเรียนรู้ และ 3) ด้านบทบาทครู ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 1-3 จำนวน 476 คน จากโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อของครูอนุบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยภาพรวมมีความเชื่ออยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.48) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดเห็นสูงที่สุด คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ (x̄ = 4.50) รองลงมาคือ ด้านบทบาทครู (x̄ = 4.49) และ ด้านเป้าหมายการเรียนรู้ (x̄ = 4.46) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า 1) ด้านเป้าหมายการเรียนรู้ พบว่า ครูอนุบาลมีความเชื่อ อยู่ที่ระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดเห็นสูงที่สุด คือ ด้านการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ (x̄ = 4.55) รองลงมาคือ ด้านการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (x̄ = 4.45) และด้านการเขียนโค้ดอย่างง่ายโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ (x̄ = 4.37) ตามลำดับ 2) ด้านการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครูอนุบาลมีความเชื่ออยู่ที่ระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดเห็นสูงที่สุด คือ ด้านการจัดสื่อและสภาพแวดล้อมสูงที่สุด (x̄= 4.67) รองลงมาคือ ด้านการจัดกิจกรรม (x̄ = 4.43) และด้านการประเมินผลการเรียนรู้ (x̄ = 4.39) …


แนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู, นิษฐ์รตี โชติวัฒน์คุณาธร Jan 2023

แนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู, นิษฐ์รตี โชติวัฒน์คุณาธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของหลักสูตรในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู 2) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมหลักสูตรในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครูที่แตกต่างกัน 3) เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ลักษณะของหลักสูตรโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ตัวอย่าง คือ เอกสารหลักสูตรโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครูที่สถาบันคุรุพัฒนาให้การรับรอง ปีการศึกษา 2561 – 2562 ได้ตัวอย่างทั้งสิ้น 44 หลักสูตร ผู้วิจัยใช้แบบวิเคราะห์เอกสาร ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยาย ระยะที่ 2 การวิเคราะห์การเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ตัวอย่าง คือ ครูประจำการระดับชั้นปฐมวัย ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา ใช้การสุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) รวมจำนวนตัวอย่าง 400 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ระยะที่ 3 ร่างแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ใช้ข้อมูลที่ได้จากระยะ 1 และ 2 นำมาเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน โดยการสนทนากลุ่มเพื่อปรับแก้ไขแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ลักษณะหลักสูตรการพัฒนาครู พิจารณาใน 3 ประเด็น คือ 1) เนื้อหาหลักสูตร ในปีการศึกษา 2561 ส่วนใหญ่เป็นสาระวิทยาศาสตร์ จำนวน 13 หลักสูตร (ร้อยละ 59.09) แตกต่างกับปีการศึกษา 2562 ส่วนใหญ่เป็นสาระบูรณาการสาระ จำนวน 13 หลักสูตร (ร้อยละ 45.46) 2) ด้านรูปแบบกิจกรรม แบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 2.1) ประเภทหลักสูตร โดยปีการศึกษา 2561 เป็นหลักสูตรประเภทปกติทั้งหมดจำนวน 22 หลักสูตร (ร้อยละ 100) ปีการศึกษา 2562 ส่วนใหญ่เป็นประเภทปกติ จำนวน 16 หลักสูตร …


พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม Jan 2023

พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการฟื้นพลังทางดิจิทัล กรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลนักเรียน 2) สำรวจสภาพพฤติกรรมของครูในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียนและระดับครูที่มีต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,089 คน และครู จำนวน 43 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามภูมิภาคและขนาดโรงเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติการวัดเชิงจิตมิติทางด้านความตรงและความเที่ยง ข้อคำถามในงานวิจัยนี้มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (I-CVI) ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 และมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเชิงโครงสร้าง (S-CVI) เท่ากับ 0.83 ค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach’s Alpha ของแต่ละตัวบ่งชี้มีค่าตั้งแต่ 0.610 ถึง 0.865 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม R และ Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square (121) = 318.904, p < .001, RMSEA = 0.039, CFI = 0.985, TLI = 0.978, SRMRW = 0.018, SRMRB = 0.079, AIC = 18935.931, BIC = 19395.289) โดยมีรายละเอียดผลการวิจัยดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียน แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลและการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DRS = .548, p < .001; BDGM->DSE = .902, p < .001) ในขณะที่การรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDSE->DRS = .399, p = .005) นอกจากนี้ยังพบว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลผ่านการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DSE->DRS = .360, p = .005) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .908 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับครู แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B TSC->DSE = .657, p < .001) รวมถึงมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DRS = .811, p < .001) นอกจากนี้ยังอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนผ่านการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DSE->DRS = .085, p < .001) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .896 ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้นักเรียนมีการฟื้นพลังทางดิจิทัลต้องเริ่มส่งเสริมจากการสร้างกรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลให้เกิดขึ้นกับนักเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าครูที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอีกด้วย


การพัฒนาเครื่องมือประเมินความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู, บัณฑิต โชคอำนวยกิจ Jan 2023

การพัฒนาเครื่องมือประเมินความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู, บัณฑิต โชคอำนวยกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบและพัฒนาเครื่องมือวัดความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู 2) วัดระดับความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความยึดมั่นผูกพันทางการเรียน ความท้อถอยทางการเรียน ความเชื่อในวิชาชีพครู และความตั้งใจที่จะประกอบวิชาชีพครูของนักศึกษาครู ตัวอย่างวิจัย คือ นักศึกษาครูระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 359 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเบ้ ความโด่ง การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ความยึดมั่นผูกพันทางการเรียน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความกระตือรือร้นทางการเรียน 2) ความทุ่มเทอุทิศตนในการเรียน และ 3) ความหลงใหลในการเรียน ความท้อถอยทางการเรียน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความอ่อนล้าในการเรียน 2) ทัศนคติเชิงลบต่อการเรียน และ 3) ความรู้สึกไร้ความสามารถในการเรียน แบบวัดความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย 55 ข้อคำถาม มีคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหา (IOC > .60) มีคุณภาพด้านความเที่ยง (ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค = .960 และมีค่าสัมประสิทธิ์โอเมกา = .959) และมีความตรงเชิงโครงสร้าง โดยโมเดลการวัดความยึดมั่นผูกพันทางการเรียน และความท้อถอยทางการเรียน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 2) นักศึกษาครูที่เป็นตัวอย่างวิจัยมีค่าเฉลี่ยความยึดมั่นผูกพันทางการเรียนอยู่ในระดับมาก และความท้อถอยทางการเรียนอยู่ในระดับน้อย 3) ความยึดมั่นผูกพันทางการเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับความเชื่อในวิชาชีพครู และความตั้งใจที่จะประกอบวิชาชีพครู แต่มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับความท้อถอยทางการเรียน นอกจากนี้ความท้อถอยทางการเรียน ยังมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับความเชื่อในวิชาชีพครู และความตั้งใจที่จะประกอบวิชาชีพครู


การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านสภาพภูมิอากาศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, ธีร์จุฑา กองสิงห์ Jan 2023

การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านสภาพภูมิอากาศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, ธีร์จุฑา กองสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) เพื่อประเมินคุณภาพของหลักสูตร งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยและพัฒนา ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยายและเชิงทดลอง ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ 1) ผู้ให้สัมภาษณ์ในด้านการจัดการเรียนรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือสิ่งแวดล้อมศึกษา จำนวน 6 ท่าน 2) นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตร 2) แบบประเมินเอกสารหลักสูตร และแบบประเมินเอกสารประกอบหลักสูตร 3) แบบประเมินผลงานนักเรียน และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อหลักสูตรการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลการวิจัย พบว่า 1. ลักษณะสำคัญที่ควรมีในหลักสูตร ได้แก่ 1) ด้านเนื้อหาทางเศรษฐกิจ สังคม ความเป็นพลเมืองโลก การปรับตัว บรรเทา และรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) การจัดการเรียนรู้ใช้รูปแบบสถานการณ์เป็นฐาน ปัญหาเป็นฐาน 3) นำบริบทของนักเรียนในแต่ละพื้นที่มาปรับใช้ในการจัดการเรียนรู้ 2. หลักสูตรประกอบด้วย 4 หน่วยการเรียนรู้ ผลประเมินองค์ประกอบหลักสูตรมีความเหมาะสมมาก (M = 2.7, SD = 0.29) และผลประเมินเอกสารประกอบหลักสูตรในหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 มีความเหมาะสมปานกลาง (M = 2.47, SD = 0.29) หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 มีความเหมาะสมปานกลาง (M = 2.37, SD = 0.22) หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 มีความเหมาะสมมาก (M = 2.67, SD = 0.21) และหน่วยการเรียนรู้ที่ 4 มีความเหมาะสมมาก (M = 2.62, SD = 0.34) 3. ผลการประเมินคุณภาพหลักสูตร ผู้วิจัยพิจารณาผลการนำหลักสูตรไปใช้จริงกับตัวอย่างวิจัย พบว่ามีนักเรียนร้อยละ …


นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาตามแนวคิดผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า, จรัสนันท์ ตรียัง Jan 2023

นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาตามแนวคิดผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า, จรัสนันท์ ตรียัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการและกรอบแนวคิดผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาตามแนวคิดผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาตามแนวคิดผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งเป็น 3 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 6,788 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 378 โรงเรียน โดยใช้สูตรของ Yamane ที่ความเชื่อมั่น 95% ในการคำนวณกลุ่มตัวอย่างและใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูแนะแนว จำนวน 1,134 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และความต้องการจำเป็น ผลการวิจัย พบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการประกอบด้วย การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการวัดและการประเมินผล กรอบแนวคิดผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า ประกอบด้วย การค้นพบสิ่งที่รักที่จะทำ ทำอย่างมีความสุขและมีคุณค่า การทำในสิ่งที่โลกต้องการและมีคุณค่า การสร้างคุณค่าจากสิ่งที่ทำ การวางแผนเส้นทางเพื่อไปสู่การได้ทำในสิ่งที่รักได้ดีอย่างมืออาชีพ และการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับไว 2) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ด้านการจัดการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร และด้านการวัดและการประเมินผล ตามลำดับ ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาตามแนวคิดผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า ด้านการวัดและการประเมินผล มีค่าความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมา คือ การพัฒนาหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน ตามลำดับ 4) นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาตามแนวคิดผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า มีชื่อว่า “นวัตกรรมการบริหารวิชาการพลิกโฉมคุณภาพผู้เรียนเพื่อส่งเสริมการเป็นผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า” ประกอบด้วย 1) นวัตกรรมจุดมุ่งหมายของหลักสูตรพลิกโฉมผู้เรียนให้เป็นผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า 2) นวัตกรรมเสริมหลักสูตรพลิกโฉมผู้เรียนให้เป็นผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า และ 3) นวัตกรรมการประเมินพลิกโฉมการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้ออกแบบชีวิตที่มีคุณค่า


โปรแกรมพัฒนาชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษาตามแนวคิดการสนทนาเพื่อการไตร่ตรองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, สิตา ทายะติ Jan 2023

โปรแกรมพัฒนาชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษาตามแนวคิดการสนทนาเพื่อการไตร่ตรองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, สิตา ทายะติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมพัฒนาชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษาตามแนวคิดการสนทนาเพื่อการไตร่ตรองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของการใช้โปรแกรมพัฒนาชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษาตามแนวคิดการสนทนาเพื่อการไตร่ตรองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดหลายครั้งแบบอนุกรมขนานเวลา ซึ่งนักศึกษากลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 25 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษา แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบบันทึกการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบจับคู่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ การวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีหลักการสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1) การสะท้อนคิดลึกซึ้งจากประสบการณ์เรียนภาษาในพื้นที่ปลอดภัย ผ่านการถามและฟังอย่างตั้งใจ เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ 2) การคัดเลือกหัวข้อสนทนาที่สอดคล้องกับประสบการณ์ร่วมของผู้เรียน กระตุ้นการไตร่ตรองและถกเถียงเชิงสร้างสรรค์ ผ่านคำถามปลายเปิดท้าทายความคิด 3) การมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ผ่านการพูดสะท้อนคิด ทบทวนความคิด ความรู้สึก แสดงทรรศนะร่วมกัน และโต้แย้งเมื่อเผชิญความขัดแย้งในความคิด นำไปสู่การปรับเปลี่ยนความเชื่อ และการกระทำ 4) การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนบทบาทการพูดสะท้อนคิด เรียนรู้มุมมองของคู่สนทนา เชื่อมโยงความคิดระหว่างประสบการณ์การเรียนรู้ของตนและคู่สนทนา เสนอกลยุทธ์ในการพัฒนาการเรียนรู้ภาษาของตนเอง 5) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เชิงไตร่ตรอง เน้นสังเกตการเปลี่ยนแปลงภายในด้านความเชื่อ และพฤติกรรมการเรียนภาษา ผ่านการบันทึกการเรียนรู้ สะท้อนคิดร่วมกัน ให้และรับฟังข้อมูลป้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรม พบว่า 1) นักศึกษาที่เข้าร่วมโปรแกรมมีชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษาหลังเข้าร่วมโปรแกรมโดยภาพรวมและจำแนกตามมิติของชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษาสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) เมื่อเปรียบเทียบชุดความคิดเติบโตด้านการเรียนภาษาของนักศึกษาที่เข้าร่วมโปรแกรมจำนวน 4 ครั้ง ในภาพรวม ผลการวัดครั้งหลังสูงกว่าครั้งก่อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นการเปรียบเทียบระหว่างการวัดครั้งที่ 2 และการวัดครั้งที่ 3 ที่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์ Jan 2023

การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ 2) เพื่อทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) เพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นตามกลุ่มสถาบันในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาพยาบาล จำนวน 235 คน จากวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ แบบประเมินตนเองของนักศึกษาพยาบาลต่อสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ในโมเดลด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด จากโปรแกรม LISREL 8.72 1. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 12 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 1 ความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ องค์ประกอบที่ 2 ความสามารถในการให้การพยาบาล แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ความสามารถด้านการพยาบาล ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปฏิบัติการพยาบาลด้วยหลักจริยธรรม องค์ประกอบที่ 3 ความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การมีเจตคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีการตัดสินใจและปฏิบัติในสิ่งที่เหมาะสม และฝึกทักษะและพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุและครอบครัวในการดูแลตนเอง องค์ประกอบที่ 4 ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การจัดกิจกรรมส่งเสริมให้กับผู้สูงอายุ ทักษะการให้คำปรึกษาทางสุขภาพ และทักษะการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพและป้องกันโรค 2. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2(29)=37.94, p=.124, RMSEA=.036, CFI=.999, NFI=.995, NNFI=.997) โดยความสามารถในการให้การพยาบาลมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูงที่สุด (B=.996) รองลงมาคือความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ (B=.954) ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (B=.944) และความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ (B=.862) ตามลำดับ 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุของนักศึกษาพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าโมเดลไม่แปรเปลี่ยนตามสังกัดทั้งในรูปแบบและน้ำหนักองค์ประกอบ แต่พบว่าเมริกซ์ความแปรปรวน-ความแปรปรวนร่วมของพารามิเตอร์ความคลาดเคลื่อนจากการวัดแปรเปลี่ยนตามสังกัด


แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน, กัญญ์รวี บ่อสุวรรณ Jan 2023

แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน, กัญญ์รวี บ่อสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ของนักเรียน จึงควรมีแนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ มีความเฉพาะของกลุ่มอย่างเหมาะสม และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสังเคราะห์ตัวบ่งชี้ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ 2) เพื่อจัดกลุ่มครูตามระดับความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือน โดยวิธีการวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมความพร้อมการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน งานวิจัยนี้แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนในการจัดการเรียนการสอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 ท่าน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ระยะที่ 2 การวิเคราะห์ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างวิจัยเป็นครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ในเขตภาคกลาง จำนวน 144 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบ 2 ขั้นตอน โดยใช้แบบสอบถาม ตรวจคุณภาพของเครื่องมือในด้านความตรงเชิงเนื้อหา และความเที่ยงแบบพหุมิติ (Omega=.971 - .984) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง (latent profile analysis) ด้วยโปรแกรม Mplus และระยะที่ 3 การพัฒนาแนวทางการส่งเสริมความพร้อมการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน โดยใช้ผลการวิจัยในระยะที่ 2 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ตัวบ่งชี้ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ 1) สมรรถนะทางเทคโนโลยีตามโมเดล TPACK 2) ทัศนคติต่อการใช้เทคโนโลยี และ3) ทรัพยากรห้องปฏิบัติการเสมือน โดยสร้างเครื่องมือวัดความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ แบบลิเคิร์ท ตั้งแต่ 1 - 5 (ไม่เห็นด้วยน้อยที่สุดจนถึงเห็นด้วยมากที่สุด) จำนวน 42 ข้อ 2. ผลการจัดกลุ่มครูตามโปรไฟล์ ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม เขตภาคกลาง ตามความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ สามารถจำแนกครูได้เป็น 3 กลุ่ม (VLMR =219.881, p=0.0965) และ (AIC =2,628.07, BIC=2,740.923 , Adjusted …


รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, จิรภัทร เอี่ยมเจริญลาภ Jan 2023

รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, จิรภัทร เอี่ยมเจริญลาภ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2) เพื่อพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาสภาพและความต้องการการใช้แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิตจำนวนทั้งหมด 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ แบบสอบถามสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ กลุ่มตัวอย่างในการพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนการสร้างสรรค์ผลงาน จำนวน 3 ท่าน ด้านหลักสูตรและการสอน จำนวน 2 ท่าน ด้านเทคโนโลยีการศึกษาจำนวน 2 ท่าน รวมจำนวน 7 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ และ 2) แบบประเมินรับรองรูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ และกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 52 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ 1) แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ 2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) คำถามนำสำหรับการสะท้อนคิด 4) แบบประเมินการสร้างสรรค์ผลงาน และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ ผู้วิจัยกำหนดเวลาในการทดลอง 5 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way Repeated Measure ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. การศึกษาสภาพและความต้องการการใช้แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต พบว่า ความต้องการจำเป็นในการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เมื่อนำมาจัดลำดับความต้องการจำเป็น คือ ด้านที่ 1 ด้านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และ ด้านที่ 2 ด้านการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมผลงานในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ 2. รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ผู้สอน 2) ผู้เรียน 3) กิจกรรมการเรียนรู้ 4) แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ และ 5) การประเมินผล …


การเปรียบเทียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง, กัญฐิมาภรณ์ นุตระ Jan 2023

การเปรียบเทียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง, กัญฐิมาภรณ์ นุตระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อวิเคราะห์ตัวแปรแทนประสิทธิภาพการใช้ครูที่เหมาะสมกับสภาพการทำงานในปัจจุบัน 2) เพื่อออกแบบเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทน และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง โดยวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ศึกษาด้วยการสัมภาษณ์สภาพการทำงานของครูในปัจจุบันกับครูจำนวน 8 คน วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ศึกษาด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลกับผู้ทรงคุณวุฒิ ครู และผู้อำนวยการโรงเรียน และวัตถุปะสงค์ข้อที่ 3 ศึกษาด้วยการเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูระหว่างการรายงานตนเองและตัวแปรแทนกับครู 23 คน ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) หลักฐานของการเป็นตัวแปรแทนแบ่งได้ 3 ลักษณะ ได้แก่ หลักฐานรูปธรรมสามารถจับต้องได้ เช่น คำสั่งปฏิบัติงานและภาพถ่ายการทำงาน หลักฐานแบบพฤติกรรม เช่น การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานและการเข้าห้องสอนตรงเวลา และหลักฐานนามธรรม เช่น ความรู้สึก/พฤติกรรมเกี่ยวกับความสำเร็จของครู และเป้าหมายในชีวิต 2) ตัวแปรแทนแบ่งได้เป็น 2 ประเภทตามลักษณะของข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น วิธีการมอบหมายงานและเป้าหมายในการเป็นครู ข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น จำนวนครั้งที่ทำงานสอนและงานอื่น ๆ ได้ถูกต้อง ครบถ้วน และส่งตรงเวลา ส่วนระบบเก็บรวบรวมข้อมูลของตัวแปรแทนแบ่งเป็น 3 หน้าหลักได้แก่ หน้ากรอกข้อมูลของครู ประกอบด้วย ปุ่มเชื่อมหน้า ช่องกรอกข้อมูลแบบต่าง ๆ และตัวนำทาง ฯลฯ หน้าแสดงข้อมูลของครูรายบุคคลและหน้าแสดงข้อมูลของครูในภาพรวม ประกอบด้วย แถบเมนู ปุ่มเข้าสู่ระบบ และส่วนแสดงผลแบบต่าง ๆ ฯลฯ 3) ผลการเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างตัวแปรแทนและการรายงานตนเองแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองสอดคล้องกันและสามารถใช้แทนกันได้ กลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองความสอดคล้องกันบางส่วน ซึ่งการนำตัวแปรไปใช้จำเป็นต้องพิจารณาความต้องการใช้ประโยชน์จากสารสนเทศ และกลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองไม่สอดคล้องกัน ยังไม่เหมาะสมกับการใช้เป็นตัวแปรแทน หรือใช้แทนกัน


แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร Jan 2023

แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ 2) เพื่อศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธีประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม จากกลุ่มเป้าหมาย ครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 จำนวน 445 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบสองขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 ที่ให้ข้อมูลจำนวน 10 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ความตระหนักรู้และยอมรับในอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง 2) การประเมินตนเองตามเพศวิถี 3) ความเชื่อมั่นในตนเองและการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและครอบครัว 2. ผลการศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ของทั้ง 4 องค์ประกอบ และศึกษาใน 3 ด้าน คือ 1) ด้านเนื้อหาสาระ 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติของทั้ง 4 ประกอบและในแต่ละด้าน อยู่ที่ระดับการปฏิบัติค่อนข้างมาก ยกเว้นในระดับรายข้อที่พบระดับการปฏิบัติค่อนข้างน้อย คือ การกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับเพศกำเนิด ในองค์ประกอบที่ 1 ด้านเนื้อหาสาระ เนื่องจากพบว่ามีการจัดการเรียนการสอนเฉพาะในรายวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา 3. แนวทางการจัดการเรียนการสอน 1) ด้านเนื้อหาสาระ ควรกำหนดเนื้อหาสาระครอบคลุมตัวบ่งชี้ของทั้ง 4 องค์ประกอบ โดยสอดแทรกเนื้อหาสาระตามตัวชี้วัดที่ปรากฎในหลักสูตรปัจจุบันทุกกลุ่มสาระรายวิชาในลักษณะบูรณาการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ ครูควรใช้วิธีอภิปรายกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการตั้งคำถาม สืบค้น สะท้อนกลับ ตระหนักถึงการแสดงออกทางเพศสภาวะ และการประยุกต์ใช้ความรู้ให้เหมาะสมกับประสบการณ์ของแต่ละคน และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ควรจัดสภาพแวดล้อมครอบคลุมทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยา


การส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิมโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ, ดานา โมหะหมัดรักษาผล Jan 2023

การส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิมโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ, ดานา โมหะหมัดรักษาผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ส่งเสริมให้พี่เลี้ยงและแกนนำเด็กออกแบบเกมการเรียนรู้สำหรับเด็กในมูลนิธิโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ และ 2) เพื่อถอดบทเรียนการส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) โดยทำการวิจัยร่วมกับพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิอัลเกาษัร จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 20 คน จัดกระบวนการตามแผนการส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิม รวมจำนวนทั้งสิ้น 30 ชั่วโมง ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบบันทึกการเรียนรู้ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบบันทึกการสนทนากลุ่มเพื่อประเมินเกมการเรียนรู้ จากการดำเนินการวิจัย พบว่าสามารถส่งเสริมให้พี่เลี้ยงและแกนนำเด็กออกแบบเกมการเรียนรู้โดยใช้กลไกหรือกติกาของเกมเดิม (Re-theme) ได้เกมการเรียนรู้จำนวนทั้งสิ้น 7 เกม แต่มีเกมการเรียนรู้ที่ผ่านการทดลองเล่นและปรับปรุงเกมครบ 3 ครั้ง จำนวน 2 เกม ได้แก่ เกม Bingo Emotion และเกมธุรกิจพันล้าน ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการทำกิจกรรมกับเด็กในมูลนิธิต่อไปได้ นอกจากนี้ ผลการถอดบทเรียนของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กได้สะท้อนว่ากระบวนการช่วยสร้างความรู้สึกกล้าทำสิ่งใหม่ ๆ สร้างการมีส่วนร่วม สามารถนำเกมการเรียนรู้ที่ออกแบบและกระบวนการออกแบบเกมการเรียนรู้ไปใช้และการต่อยอดในอนาคต รวมถึงได้พัฒนาตนเองทั้งด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติอีกด้วย


ภาวะหมดไฟในการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของครูอนุบาลในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร, ธนภรณ์ จรรยาขันติกุล Jan 2023

ภาวะหมดไฟในการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของครูอนุบาลในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร, ธนภรณ์ จรรยาขันติกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานของครูอนุบาลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องใน 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยทางสภาพแวดล้อมในการทำงาน และ (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของครูอนุบาล กลุ่มตัวอย่างคือ ครูอนุบาลที่กำลังสอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 และ 2 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 260 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติไคร์สแควร์ และสถิติการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า พบภาวะหมดไฟในการทำงานของครูอนุบาล คิดเป็นร้อยละ 44.60 โดยความความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานคือ ด้านประชากรศาสตร์คือ อายุ ด้านลักษณะนิสัยคือ บุคลิกภาพ และด้านครอบครัวคือ รายได้ต่อครัวเรือน มีภาวะหมดไฟในการทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านประชากรศาสตร์คือ สถานภาพสมรส ด้านสุขภาพคือ จำนวนชั่วโมงการออกกำลังกาย และจำนวนชั่วโมงการพักผ่อน มีภาวะหมดไฟในการทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับความความสัมพันธ์ของปัจจัยทางสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานคือ ด้านภาระงานในโรงเรียน ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพในโรงเรียน และด้านความคาดหวังในวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสภาพแวดล้อมทางกายภาพในโรงเรียน มีอิทธิพลทางบวกต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน ส่วนภาระงานในโรงเรียน และความคาดหวังในวิชาชีพ มีอิทธิพลทางลบต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน


การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรม :กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร, ธนพร สายวงศ์ปัญญา Jan 2023

การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรม :กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร, ธนพร สายวงศ์ปัญญา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมในจังหวัดกำแพงเพชรสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา จังหวัดกำแพงเพชร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญ 12 ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอนแบบใช้ทีมเป็นฐาน จำนวน 2 ท่าน ด้านศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 3 ท่าน ด้านการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ จำนวน 2 ท่าน และด้านการเห็นคุณค่าและการสร้างความซาบซึ้ง จำนวน 5 ท่าน 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน โรงเรียนราษฎร์ปรีชาวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อใช้ทดลองนวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลก่อนและหลังเรียน แบบประเมินการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนระหว่างการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ และแบบสัมภาษณ์ผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม “นำเที่ยวเมืองเก่า เล่าเรื่องกำแพงเพชร” วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติทดสอบที (Paired Samples t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลวิจัยพบว่า นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 2 แผน ประกอบไปด้วย กิจกรรมการนำเที่ยวและออกแบบกิจกรรมเพื่อเป็นแนวทางการประชาสัมพันธ์โบราณสถาน จากการสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ใหม่ “PATE Model” โดยใช้หลักการของขั้นตอนการจัดกิจกรรมได้มาจากการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (P,E) สอดแทรกการเห็นคุณค่าและสร้างความซาบซึ้งในขั้นตอนการปฏิบัติงานศิลปะจากทฤษฎีการสร้างความซาบซึ้ง (A) การแบ่งกลุ่มและการทำแบบวัดก่อนและหลังทำกิจกรรมจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน (T) สิ่งที่จะได้รับคือ ทักษะหลัก ได้แก่ 1) ทักษะการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ 2) ทักษะการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ และทักษะรอง ได้แก่ 1) ทักษะการทำงานเป็นทีม และ 2) ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 นักเรียนผู้เข้าร่วมการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรม : กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร มีความรู้ความเข้าใจสูงกว่าก่อนการใช้นวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีระดับการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร สูงกว่าก่อนการใช้นวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พฤติกรรมที่แสดงออกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่าด้านการตอบสนองอยู่ในระดับมากที่สุด …


การพัฒนารูปแบบการสอนปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริงแบบสืบสอบและแบบเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, นภสร ศรีสมบัติ Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการสอนปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริงแบบสืบสอบและแบบเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, นภสร ศรีสมบัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริงแบบสืบสอบและแบบเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนฯ ตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ คือ 1) ครูวิชาวิทยาศาสตร์ จำนวน 10 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 15 คน ตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินรูปแบบการสอน 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบจำนวน 3 แผน 3) เว็บไซต์ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ 2) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรูปแบบการสอนฯ 3) แบบทดสอบการรู้วิทยาศาสตร์ 4) แบบสำรวจความคิดเห็นต่อการเรียนตามรูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และการทดสอบค่าที่ (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. รูปแบบการสอนฯ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สื่อการสอนและสื่อปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริง 2) กิจกรรมการเรียนรู้ 3) กลยุทธ์เสริมการเรียนรู้ และ 4) การวัดและประเมินผล และมีขั้นตอนการสอน 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นกระตุ้นคิดด้วยคำถาม 2) ขั้นวางแผนปฏิบัติการ 3) ขั้นปฏิบัติการเสมือนจริง 4) ขั้นนำเสนอผลปฏิบัติการ 5) ขั้นสรุปผล 2. ผลของการใช้รูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้น พบว่า 2.1) นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนฯที่พัฒนาขึ้น มีค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้วิทยาศาสตร์หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) นักเรียนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้น ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูงที่มีต่อการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปรางทิพย์ วดีศิริศักดิ์ Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูงที่มีต่อการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปรางทิพย์ วดีศิริศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศระหว่างการทดลองของนักเรียนที่เรียนรู้ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม จำนวน 1 โรงเรียน โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive selection) และใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi- experimental design) เครื่องมือที่ใช้วิจัยประกอบด้วย แบบวัดการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา แบบสังเกตพฤติกรรมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา แบบสัมภาษณ์ และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าทดสอบที (Paired samples t-test) วิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาจำแนกรายองค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเข้าถึง 2) การประเมินค่า และ 3) การสร้าง พบว่านักเรียนมีการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกองค์ประกอบ ทั้งนี้นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศโดยภาพรวมดีขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนคือก่อนเรียนนักเรียนมีระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ระดับต่ำมาก คิดเป็นร้อยละ 13.33 ระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 20 แต่หลังเรียนนักเรียนมีระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศอยู่ในระดับ ดีมาก คิดเป็นร้อยละ 13.33 ระดับดี คิดเป็นร้อยละ 80 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง มีพัฒนาการการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งในภาพรวมและจำแนกตามองค์ประกอบ


การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาด้วยวิธีการตั้งคำถามตนเองร่วมกับเทคนิคเควสชั่นฟอมูเลชั่น, ปนัดดา ศรีประทุมรักษ์ Jan 2023

การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาด้วยวิธีการตั้งคำถามตนเองร่วมกับเทคนิคเควสชั่นฟอมูเลชั่น, ปนัดดา ศรีประทุมรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์พัฒนาการอ่านโดยเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนประถมศึกษาก่อนและหลังทดลอง ภายหลังจากการเรียนรู้ด้วยวิธีการตั้งคำถามตนเองร่วมกับเทคนิคเควสชันฟอมูเลชั่น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนเอกชน ปีการศึกษา 2566 จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบไปด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการอ่านด้วยการตั้งคำถามตนเองร่วมกับเทคนิคเควสชันฟอมูเลชั่นเรื่องการอ่านเพื่อความเข้าใจ จากการให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน หาค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 2) แบบทดสอบเกี่ยวกับการอ่านเพื่อความจากการให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน หาค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.67 วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x ̅) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนการอ่านเพื่อความเข้าใจทั้ง 4 ระดับ ได้แก่ ระดับการอ่านตามตัวอักษร ระดับการอ่านตีความ ระดับวิจารณญาณ และระดับการนำไปใช้หรือการประยุกต์ใช้ โดยการทดสอบค่า t ของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยรวมของการอ่านเพื่อความเข้าใจ และคะแนนเฉลี่ยของคะแนนการอ่านเพื่อความเข้าใจ ประกอบด้วย ระดับการอ่านตามตัวอักษร ระดับการอ่านตีความ ระดับวิจารณญาณ หลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนเฉลี่ยระดับการนำไปใช้หรือการประยุกต์ใช้หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างไม่มีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน, พริ้วฝน เทียนศรี Jan 2023

ปัจจัยส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน, พริ้วฝน เทียนศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน 2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน ขั้นตอนที่ 1 ใช้การวิจัยเอกสารอย่างเป็นระบบ(Systematic Review) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน ขั้นตอนที่ 2 สร้างแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลเชิงสำรวจจากนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศไทย จำนวน 514 คน มาวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) หาความสัมพันธ์และอิทธิพลจากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ของปัจจัยที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน ขั้นตอนที่ 3 จัดการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจสอบและหาแนวทางการประยุกต์ใช้ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน ผลวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน มี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเทคโนโลยีและทรัพยากร ด้านการเรียนรู้ ด้านสังคม ด้านโครงสร้างและกระบวนการ โดยส่งผลให้เกิดความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสร้างสรรค์ ด้านการบูรณาการศาสตร์เพื่อการสร้างสรรค์ ด้านการสร้างเครือข่ายทางสังคม 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน พบว่า (1) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ปัจจัยด้านเทคโนโลยีและทรัพยากร ปัจจัยด้านการเรียนรู้ ปัจจัยด้านสังคม ปัจจัยด้านเชิงโครงสร้างและกระบวนการ และความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณของปัจจัยส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน พบว่า ปัจจัยทั้ง 4 ด้าน สามารถอธิบายความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชนได้ร้อยละ 61 (R2= 61) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R) เท่ากับ 0.78 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางการประยุกต์ใช้ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้งในเชิงกายภาพและรูปแบบเสมือน จัดตั้งหน่วยงานเพื่อส่งเสริมและสร้างเครือข่ายสนับสนุนความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม รวมทั้งพัฒนาครูและบุคลากรของสถานศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การจัดการทรัพยากร การออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้แบบองค์รวมที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และทักษะของผู้เรียนนอกเหนือจากเนื้อหารายวิชา


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ Core ที่มีต่อความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ภัทราวดี เพิ่มประยูร Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ Core ที่มีต่อความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ภัทราวดี เพิ่มประยูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์การวิจัยนี้ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 60 และ 4) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE ระหว่างเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 35 คน ใช้เวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 12 คาบเรียน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียน แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ฉบับก่อนและหลังเรียน และใบกิจกรรมความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ระหว่างเรียน มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนที่เรียนรู้จากการใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE มีความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE มีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE มีพัฒนาการที่ดีขึ้น


การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานเพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความ เป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา, พิพัฒน์ ทัพเจริญ Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานเพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความ เป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา, พิพัฒน์ ทัพเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 45 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินรูปแบบการเรียนรู้และเครื่องมือวิจัย จำนวน 7 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. หลักการหรือแนวคิดเกี่ยวกับการสอน 2. วัตถุประสงค์ 3. กระบวนการเรียนการสอน 4. การวัดและประเมินผล โดยองค์ประกอบด้านการเรียนการสอนแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นสำรวจ 2) ขั้นเรียนรู้ 3) ขั้นประเมินผล 4) ขั้นนำไปใช้ และ 5) ขั้นประยุกต์ความรู้และเผยแพร่ผลงาน 2) ผลของการเสริมสร้างทักษะการอ่าน เขียนภาษาไทย ของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมิฟิเคชัน โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -23.55 และผลของการสอบถามวัดความตระหนักในความเป็นไทย ของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนรตามแนวคิดเกมิฟิเคชัน โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -13.78 3) ผลการนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา พบว่า ผลการประเมินรูปแบบอยู่ในระดับดีมาก โดยมีค่า (x ̅= 4.72, S.D. = 0.10) และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายระหว่างทักษะการอ่าน เขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียน มีค่า .434 ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ


บทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตของเด็กวัยอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้, มาวัฎดะฮ์ สาและ Jan 2023

บทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตของเด็กวัยอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้, มาวัฎดะฮ์ สาและ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาบทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตของเด็กวัยอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใน 3 ด้าน ได้แก่ การเป็นแบบอย่าง การจัดสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยา และการสนับสนุนการเรียนรู้จากความล้มเหลว ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ปกครองของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1-3 จำนวน 380 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ผู้ปกครอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ผู้ปกครองส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตแก่เด็กวัยอนุบาล อยู่ในระดับมาก (M=4.03) ทั้ง 3 ด้าน เมื่อพิจารณารายด้าน พบข้อสรุป ได้แก่ 1) การสร้างสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยามีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงที่สุด (M=4.18) โดยผู้ปกครองแสดงความรักกับบุตรอย่างสม่ำเสมอ และมีการทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อช่วยสร้างระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ ให้กับสมาชิกในครอบครัว รองลงมาคือ 2) การเป็นแบบอย่าง (M=3.99) โดยผู้ปกครองมองหามุมมองเชิงบวกในทุกสถานการณ์ แม้จะเผชิญกับความท้าทายหรืออุปสรรค และเชื่อว่าทุกปัญหาต้องมีทางแก้ไข มักมองหาวิธีเปลี่ยนสถานการณ์ที่ยากลำบากให้กลายเป็นโอกาส รวมไปถึงการวางเป้าหมายชีวิตด้วยกรอบคิดติดยึดเติบโต และ 3) การสนับสนุนการเรียนรู้จากความล้มเหลว (M=3.91) โดยผู้ปกครองให้เวลาแก่เด็กในการเล่นอิสระ โดยไม่กำหนดกฎเกณฑ์มากเกินไป และให้เด็กมีส่วนร่วมในงานบ้าน เพื่อฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่ตนเอง โดยแบ่งงานบ้านออกเป็นงานเล็ก ๆ ง่าย ๆ ให้เด็กทำตามความสามารถ เช่น เก็บของเล่น เก็บกวาดโต๊ะอาหาร รดน้ำต้นไม้ นอกจากนี้ ผู้ปกครองพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับอารมณ์ต่าง ๆ เช่น สุข เศร้า โกรธ กลัว และแสดงตัวอย่างจากสถานการณ์จริงให้เด็กเห็น อ่านหนังสือนิทานที่มีเพื่อหาเกี่ยวกับอารมณ์และเล่นบทบาทสมมุติ ที่แสดงตัวละครอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจอารมณ์ในบริบทที่สนุกสนาน


การพัฒนาแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วรเชษฐ แซ่เจีย Jan 2023

การพัฒนาแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วรเชษฐ แซ่เจีย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ทุนทางวิชาชีพ เป็นคุณลักษณะที่ช่วยสนับสนุนให้ครูสามารถปฏิบัติงานสอนได้ดีและช่วยให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพในระยะยาว ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนสังคม และทุนการตัดสินใจ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ (1) เพื่อพัฒนาแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2) เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (3) เพื่อพัฒนาเกณฑ์ปกติสำหรับแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ (4) เพื่อเปรียบเทียบระดับทุนทางวิชาชีพของครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอนในช่วงชั้น ปีประสบการณ์การสอน และระดับวิทยฐานะต่างกัน การวิจัยนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 การพัฒนาข้อคำถามของแบบวัดและตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของเครื่องมือ ผู้วิจัยกำหนดตัวอย่างในการวิจัยเป็นครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 461 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 2 แบบวัด ได้แก่ (1) แบบวัดทุนทางวิชาชีพที่พัฒนาขึ้น 36 ข้อ และ (2) มาตรวัดความปรารถนาของสังคม BIDR-16 (Balanced Inventory of Desirable Responding-16) เพื่อนำไปศึกษาด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและเชิงยืนยัน โดยใช้โปรแกรม Jamovi และ LISREL ระยะที่ 2 ผู้วิจัยนำแบบวัดที่พัฒนาขึ้นไปเก็บข้อมูลและได้ตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามสมบูรณ์ จำนวน 1,152 ตัวอย่าง เพื่อพัฒนาเกณฑ์ปกติและเปรียบเทียบระดับทุนทางวิชาชีพของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้โปรแกรม SPSS และ R ในการวิเคราะห์ ผลการวิจัย พบว่า (1) มาตรวัดที่พัฒนาขึ้นมีค่า IOC ระหว่าง 0.57-1.00 แสดงว่ามีความตรงเชิงเนื้อหา เมื่อนำไปทดลองใช้ (n = 56) พบว่ามีค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในและแบบประกอบ เท่ากับ .862 และ .889 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับสูง (2) เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (n = 231) พบว่าโมเดลการวัดของมาตรวัดทุนทางวิชาชีพครูที่พัฒนาขึ้นนั้นมีความเที่ยงเพิ่มขึ้นภายหลังตัดข้อความเหลือ 16 ข้อ โดยยังคงโครงสร้างโมเดลการวัดอันดับหนึ่งของแต่ละองค์ประกอบย่อยไว้ได้ และเมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (n = …


การนำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, วนาลี หนูสม Jan 2023

การนำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, วนาลี หนูสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน 2) นำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน วิธีการศึกษามี 2 ประเภท คือ การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ผ่านการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบมีเกณฑ์ (Criterion Sampling) ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ปัจจัยเชิงทุนทางวัฒนธรรม และปัจจัยเชิงทุนทางสังคมของผู้ปกครองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองสามารถมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพได้ โดยทุนทั้ง 2 ด้านนี้สามารถส่งผลต่อกันและส่งผลไปยังทุนในด้านอื่น ๆ ได้ การมีความรู้ในเรื่องอาชีพทำให้ผู้ปกครองสามารถให้ข้อมูลแก่เยาวชน สร้างทัศนคติด้านอาชีพ และสนับสนุนปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้ โดยหากมีทุนทางวัฒนธรรมน้อยผู้ปกครองที่มีทุนทางสังคมสูงจะใช้ทุนที่เป็นความสัมพันธ์กับเครือข่ายนี้ในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อการมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพทดแทน 2. พื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองที่ช่วยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพได้นั้นอยู่ในลักษณะพื้นที่ผสมผสาน ที่มีการจัดกิจกรรมในรูปแบบการให้ความรู้ การจัดอบรม และเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถจัดให้เกิดขึ้นได้ผ่านการกำหนดแผนงาน โครงการ การสร้างความร่วมมือ จากกระทรวงศึกษาธิการ หรือที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่เป็นผู้มีข้อมูลและดูแลด้านการศึกษาของเยาวชน


การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, วรรณา ชนชนะชัย Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, วรรณา ชนชนะชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 94 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินและรับรองรูปแบบฯ แผนการจัดการเรียนรู้ เว็บไซต์ตามรูปแบบฯ แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ และแบบสอบถามวัดความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบพหุคูณภายหลังการวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการเรียนรู้ฯ ที่พัฒนาขึ้น มี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สื่อเทคโนโลยีและกิจกรรม 2) กระบวนการเรียนการสอน 3) การประเมินผล โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นเข้าสู่บทเรียนด้วยบริบท 2) ขั้นเสริมประสบการณ์ 3) ขั้นเรียนรู้แนวคิดสำคัญ 4) ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ เป็นดังนี้ 1) นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องหลังเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่มีระดับความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกัน เมื่อเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องมีความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ฯ พบว่า ผลการประเมินรูปแบบการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับมากที่สุด


รูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิทยานนท์ ขาวสังข์ Jan 2023

รูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิทยานนท์ ขาวสังข์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือการจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) เปรียบเทียบผลการใช้รูปแบบการสอนฯ และ 3) วิเคราะห์ระดับพัฒนาการทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนหลังจากการเรียนด้วยเครื่องมือการจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวในรูปแบบการสอนโดยใช้วิธีแก้ปัญหาร่วมกับเทคนิคแบบทีม คู่ เดี่ยว ตัวอย่างการวิจัยคือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนในรายวิชาสมองกลฝังตัว จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัยได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนเทคโนโลยี 2) รูปแบบการสอนฯ 3) แผนการจัดกิจกรรมเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนฯ 4) แบบวัดการคิดเชิงคำนวณ 5) แบบสังเกตการคิดเชิงคำนวณของนักเรียน วิเคราะห์ผลข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติบรรยายและการวิเคราะห์ Wilcoxon Signed Ranks Test วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการสอนฯ มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบการสอน 2) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 4) แนวทางการวัดและประเมินผล ผลการตรวจสอบคุณภาพ พบว่า รูปแบบการสอนฯ มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ที่กำหนด อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย (x̄) = 4.49 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.52 แสดงว่ารูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและสามารถนำไปทดลองใช้ได้ 2. นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนฯ โดยรวมมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ 3. คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์เฉลี่ยการคิดเชิงคำนวณของนักเรียน เท่ากับ 9.00 ซึ่งมีพัฒนาการอยู่ในระดับต้น