Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 3091 - 3120 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
จิตรกรรมสื่อผสม : ร่องรอยของฉันและแม่, เนธิมา สุวรรณวงศ์
จิตรกรรมสื่อผสม : ร่องรอยของฉันและแม่, เนธิมา สุวรรณวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จิตรกรรมสื่อผสม : ร่องรอยของฉันและแม่ คือความพยายามสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะจิตรกรรมที่เผยเรื่องราว เรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ในอดีตของแม่และลูกสาว และการสะสมวัตถุทางความทรงจำต่าง ๆ ดังนี้ ผ้าถุงแม่ ภาพวาดในวัยเด็ก สมุด หนังสือเรียน และหนังสือนิทาน หนังสือการ์ตูน เพื่อถ่ายทอดความทรงจำส่วนบุคคลให้คลี่ออกในขณะที่ถูกโอบรัดด้วยสภาพสังคมวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปตามวันเวลา สิ่งเหล่านี้ยังได้นำเสนอความทรงจำส่วนบุคคลให้แปรเปลี่ยนเป็นความทรงจำร่วมแล้ว ก็ยังทำให้ชีวิตและความสัมพันธ์ของแม่และลูกสาวถักทอร่องรอยแห่งอดีตให้ปรากฏขึ้น ในขณะเดียวกันก็นำเสนอร่องรอยเหล่านั้นผ่านวัตถุความทรงจำดังกล่าว การประดิษฐ์สร้างใหม่ของวัตถุความทรงจำให้เป็นงานสร้างสรรค์ทางศิลปะ ได้นำเสนอภาพแทนประสบการณ์ในอดีตของแม่และลูกสาวให้ปรากฏอีกครั้ง และยังได้กระตุ้นเร้าผัสสารมณ์ให้รู้สึกถึงสิ่งที่ซึมซับอดีต แบ่งปันการรับรู้ร่วมต่อวัตถุทางความทรงจำ และสนองตอบต่อประสบการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นในความทรงจำให้ ทุก ๆ ห้วงขณะที่ชมงานสร้างสรรค์ทางศิลปะ โดยทั้งหมดนี้ ก็เพื่อเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์กับความทรงจำ กล่าวคือ ประสบการณ์ คือ อดีต ในขณะความทรงจำคือสิ่งปรากฏในปัจจุบัน โดยมีวัตถุทางความทรงจำเป็นสื่อในการเชื่อมรอยต่อระหว่างอดีตและปัจจุบัน
อัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ช่วยลดมลพิษสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมสีย้อมจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้ง สำหรับคนเมืองกลุ่มเจนเนอเรชั่นเอ็ม กรณีศึกษากลุ่มร้าน Healthy Juice Bar ในเขตกรุงเทพมหานคร, ประพาฬภรณ์ ธีรมงคล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methodology) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) วิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ร่วมกับการสร้างสรรค์อัตลักษณ์ต้นแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์การลดมลพิษสิ่งแวดล้อมจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้ง เพื่อนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มด้านอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ 2) เพื่อหาแนวทางในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสีย้อมจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้ง และ3) เพื่อหาแนวทางในการออกแบบอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่ช่วยลดมลพิษสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมสีย้อมจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้งสำหรับกลุ่มเจนเนอเรชั่นเอ็ม และแนวทางการตลาดผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์จากแนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ สำหรับวางจำหน่ายในร้าน Healthy juice bar เขตกรุงเทพมหานคร ด้วยแนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ (3R) จนขยะเหลือเป็นศูนย์ (Zero Waste) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคเปเปอร์ดอลล์ดาต้าเซท(Paper Doll Data Set) เพื่อหาองค์ประกอบทางการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้บริโภค เครื่องมือวิจัยเพื่อเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคกลุ่มประชากรคนเมืองเจนเนอเรชั่นเอ็ม (Generation M) อายุระหว่าง 29 – 44 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ค่าความถี่ และค่าร้อยละ สรุปผลการวิจัยได้ว่า ปริมาณกากเหลือทิ้งจากร้าน Healthy Juice Bar ในเขตกรุงเทพมหานคร เฉลี่ยต่อวัน 10 – 50 กิโลกรัม งานวิจัยนี้ดำเนินการรับกากจากร้านเฉลี่ยต่อครั้ง 5 – 10 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 10 ของปริมาณกากที่ทิ้งจากกระบวนการผลิตน้ำ การวิเคราะห์ค่าสีพบว่าเส้นด้ายที่ย้อมร้อนส่วนใหญ่จะได้ค่าความสว่างและค่าความเป็นสีเหลือง และย้อมเย็นจะมีค่าความมืดและค่าความเป็นสีน้ำเงิน ภาพรวมของผ้าทอด้วยเส้นด้ายฝ้ายย้อมสีจากจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้ง มีความคงทนของสีต่อความคงทนของสีต่อแสงและการซักล้าง ความคงทนของสีต่อแสง การซัก การซักแห้ง เหงื่อ และการเปลี่ยนแปลงหลังการซัก อยู่ในระดับปานกลาง มีการตกติดสีเล็กน้อยถึงปานกลาง ในส่วนการสร้างสรรค์ผลงานต้นแบบจากแนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ (3R) จนขยะเหลือเป็นศูนย์ (Zero Waste) เพื่อช่วยลดมลพิษสิ่งแวดล้อม มีแนวทางความเป็นไปได้ว่าสามารถเพิ่มมูลค่าให้ขยะที่เหลือทิ้ง และสร้างอัตลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ และนำไปสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นได้อย่างยั่งยืน ผู้บริโภคกลุ่มคนเมืองเจนเนอเรชั่นเอ็มมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ภายใต้ตราสินค้าพาธ วอร์โดบ (PRATH wardrobe) ที่ใช้แนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ (3R : …
การสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรในบทละครเรื่องพระอภัยมณี ของกรมศิลปากร, อดิเทพ เดชพรหม
การสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรในบทละครเรื่องพระอภัยมณี ของกรมศิลปากร, อดิเทพ เดชพรหม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง การสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรในบทละครเรื่องพระอภัยมณี ของกรมศิลปากร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการสวมบทบาทนางยักษ์ผีเสื้อสมุทรฉบับกรมศิลปากร โดยมีการศึกษาจากเอกสารวิชาการ การสัมภาษณ์ การทดลองแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม การรับชมการฝึกซ้อมและการรับชมการแสดง โดยมุ่งเน้นศึกษากลวิธีการสวมบทบาทเป็นนางผีเสื้อสมุทรในบทละครเรื่องพระอภัยมณีตอนเพลงปี่พิศวาสถึงเพลงปี่พิฆาต โดยศึกษารูปแบบและวิธีการปฏิบัติของ อาจารย์ธานิต ศาลากิจ ข้าราชการบำนาญ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ผลการวิจัยพบว่ากลวิธีปัจจัยสำคัญสำหรับการสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรนั้นมี 3 ประเด็นด้วยกันคือ 1. คุณลักษณะของผู้แสดงที่จะต้องมี เสียง ระดับกลาง เสียงไม่ทุ้มหรือแหลมจนเกินไปพูดชัดถ้อยชัดคำ ฉะฉาน ปฏิภาณไหวพริบที่ดีในการแก้ไขสถานการณ์เนื่องจากบทละครระบุให้มีเจรจารับส่งมุกตลกและใช้เพื่อดำเนินเรื่อง ฝีมือการรำที่สวยงาม มีจริตของตัวนางผสมนางยักษ์ วงและเหลี่ยมมีขนาดย่อมกว่ายักษ์ชาย การกระทบจังหวะหนักแน่น มีการก้าวข้างลงเหลี่ยมหลบเข่า กดเกลียวข้าง การชี้นิ้วมือ และรูปร่างใหญ่แต่สันทัด ส่วนสูง 160-165 เซนติเมตร โดยประมาณ 2. ผู้แสดงจะต้องมีขั้นตอนการสวมบทบาท โดยให้ความสำคัญกับการตีความบทละครอย่างละเอียดทุกคำ ทุกบรรทัด วิเคราะห์เพื่อประกอบสร้างนางผีเสื้อสมุทรให้เกิดความสมจริงตามบทละคร ขั้นตอนการสมมติบทบาทของผู้แสดงเป็นนางผีเสื้อสมุทรที่ผู้แสดงสร้างขึ้น การมุ่งเน้นอารมณ์เป็นหลักในการแสดงเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกออกมาให้ได้อย่างเต็มที่ และการฝึกฝนจนก่อให้เกิดความชำนาญ 3. การแสดง ผู้แสดงจะต้องทำความเข้าใจวิธีการถ่ายทอด ตัวละครนางผีเสื้อสมุทรที่ผู้แสดงได้ประกอบสร้างไว้ ในรูปแบบของนาฏกรรมที่ใช้แสดง โดยประกอบไปด้วย ท่ารำในการตีบทแบบมีคำร้อง ท่ารำกาแสดงขยายความรู้สึก (แบบไม่มีคำร้อง) เพลงหน้าพาทย์ การเจรจาตามบท การแสดงขยายความรู้สึก (เจรจาแทรกบท) สามารถแสดงอารมณ์ได้หลากหลาย ฉับไวในการสร้างอารมณ์และพลิกแพลงอารมณ์ แยกแยะระดับของอารมณ์ตามความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละครได้และสถานการณ์ การใช้อุปกรณ์ และการใช้พื้นที่เวที ผู้แสดงจึงต้องมีความเข้าใจและหมั่นฝึกฝนกลวิธีดังกล่าวนี้จนเกิดความชำนาญ จึงจะสามารถสวมบทบาทนางผีเสื้อสมุทรออกมาได้อย่างแยบยล
คราส: ปฏิบัติการภัณฑารักษ์ต่อแรงบันดาลใจจากเตือน พาทยกุล และแตรวง, ขจิตธรรม พาทยกุล
คราส: ปฏิบัติการภัณฑารักษ์ต่อแรงบันดาลใจจากเตือน พาทยกุล และแตรวง, ขจิตธรรม พาทยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คราส: ปฏิบัติการภัณฑารักษ์ต่อแรงบันดาลใจจากเตือน พาทยกุล และแตรวง เป็นผลงานสร้างสรรค์ด้านปฏิบัติการภัณฑารักษ์ที่ต้องการถ่ายทอดความเป็นมาของแตรวงควบคู่ไปกับเรื่องราวของนายเตือน พาทยกุล ด้วยการผจงถ้อยร้อยเรียงความเกี่ยวเนื่องทั้งสองให้ผนวกรวมกันในแต่ละจังหวะก้าวการพัฒนาของแตรวง รวมทั้งยังนำเสนอการสร้างสรรค์ปฏิบัติการภัณฑารักษ์ ผ่านการจัดแสดงแตรวง โดยจัดวางทุกจังหวะก้าวของพัฒนาการของแตรวงให้ดูเหมือนรอยต่อของแต่ละตอนการแสดงให้ซ้อนทับแต่กลับคลี่คลายออก และเคลื่อนออกทุกทิศทุกทาง คุณลักษณะเชิงอุปลักษณ์นี้ช่วยอธิบายการขยายตัวของแตรวงคือการผนวกรวมทุกความเป็นไปได้ ที่แตรวงเป็นไว้ข้างในพัฒนาการของแตรวง จนดูราวกับว่ากลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่มีข้างนอกหรือนอกเหนือความลื่นไหลของแตรวง นอกจากนี้ คุณลักษณะเชิงอุปลักษณ์ในผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้ได้นำเสนอการตีความ ‘คราส’ ใหม่ จากเดิมซึ่งหมายถึง ‘การซ้อนทับ’ มาเป็น ‘การผนวกรวม’ นัยยะและความหมายใหม่นี้คือการเปิดความคิดเชิงพื้นที่ที่สิ่งที่ประกอบขึ้นนั้น ๆ จะเชื่อมโยงเข้าหากันในทุก ความเป็นไปได้ที่ปรากฏขึ้น
พลังความมหาศาล, สิริยา จิตพิมลมาศ
พลังความมหาศาล, สิริยา จิตพิมลมาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พลังความมหาศาล เป็นศิลปะวิดีทัศน์จัดวางที่นำมโนทัศน์ความงามอันหาที่เปรียบมิได้ของอิมมานูเอล ค้านท์ มาสร้างประสบการณ์เชิงสุนทรียศาสตร์ผ่านวัตถุศิลปะ โดยนำเสนอปรากฏการณ์ธรรมชาติผ่านหน้าจอ Cycloramic ขนาด 14 x 5 เมตร ด้วยเทคนิค Video Projection วิดีทัศน์เป็นภาพซูมช้า ๆ เข้าสู่ใจกลางพายุสายฟ้าที่ดำเนินไปเรื่อย ๆ สู่ความอนันตภาพ โดยมีความน่าสะพรึงกลัวของสายฟ้า พลังพสุธากัมปนาท และบรรยากาศเสียงสายลมพายุ ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเผชิญหน้ากับพายุบนยอดอาคารสูงระฟ้าประสบการณ์เหล่านี้ได้เผยออกให้เห็นความไร้ขอบเขตและความกว้างใหญ่ไพศาล ในขณะที่ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวถูกปกคลุมด้วยพลังของธรรมชาติที่มีอำนาจเหนือกว่า ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากความประหวั่นพรั่นพรึงและความวิตกกังวลต่อพลังการทำลายล้างอันมหาศาล สภาวการณ์ที่ความงามอันหาที่เปรียบมิได้ที่ปรากฏขึ้นนี้ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์เชิงเสมือนจริง และประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ขึ้น ในขณะที่ความรู้สึกรื่นรมย์ต่อสภาวการณ์ดังกล่าวก็ปรากฏให้เห็นในงานศิลปะ และจินตนาการที่เป็นอิสระไร้ขอบเขต
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก, ธนาภรณ์ วีรเดช
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก, ธนาภรณ์ วีรเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสารการสืบค้นข้อมูลจากสื่อสารสนเทศ การสัมมนา การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์ ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัยและเกณฑ์การสร้างมาตรฐานในการยกย่องบุคคลต้นแบบทางด้านนาฏยศิลป์ นำข้อมูลมาตรวจสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ ผลการวิจัยพบว่าการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก มีรูปแบบในการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ทั้งสิ้น 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) บทการแสดงแบ่งออกเป็น 3 องก์ ประกอบด้วย องก์ที่ 1 อดีต องก์ที่ 2 ปัจจุบัน และองก์ที่ 3 อนาคต 2) ผู้วิจัยแสดงเดี่ยว ด้วยการผสมผสานทักษะการเต้นรวมทั้งนาฏยศิลป์ไทยประเพณี และนาฏยศิลป์สมัยใหม่ 3) ลีลานาฏยศิลป์ ใช้ลีลาการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน (Everyday movement) การด้นสด (Improvisation) ตามหลักนาฏยศิลป์สมัยใหม่ และนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ 4) เครื่องแต่งกายและการแต่งหน้าให้สอดคล้องกับบทการแสดง 5) อุปกรณ์ประกอบการแสดงใช้วัสดุที่เหลือใช้ 6) เสียงและดนตรีประกอบการแสดง ได้แก่ เสียงธรรมชาติ และดนตรีที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ 7) ฉากและพื้นที่การแสดง ใช้สถานที่จริงที่มีความสอดคล้องกับบทการแสดง 8) แสงใช้แสงธรรมชาติให้มีความสอดคล้องกับบทการแสดง นอกจากนี้พบว่ามีแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในครั้งนี้ 6 ประการ ได้แก่ 1) การคำนึงถึงความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก 2) การคำนึงถึงการสื่อสารกับกลุ่มผู้ชม 3) การคำนึงถึงความหลากหลายของรูปแบบการแสดง 4) การคำนึงถึงการใช้สัญลักษณ์ในผลงานนาฏยศิลป์ 5) การคำนึงถึงแนวคิดและทฤษฎีทางด้านทัศนศิลป์ นาฎยศิลป์และดุริยางคศิลป์ 6) การคำนึงถึงความคิดสร้างสรรค์ในงานนาฏยศิลป์ ทั้งนี้งานวิจัยฉบับนี้เป็นวิทยานิพนธ์เชิงสร้างสรรค์ทางด้านนาฏยศิลป์ที่มีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ในศาสตร์แขนงอื่น ๆ เพื่อก่อเกิดความรู้และสามารถเป็นแนวทางให้แก่ผู้ที่จะศึกษางานทางด้านนาฏยศิลป์สร้างสรรค์ต่อไปในอนาคต
พัฒนาการของกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย, ธราดล แก้วทิพย์รักษ์
พัฒนาการของกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย, ธราดล แก้วทิพย์รักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเรื่องพัฒนาการของกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย โดยวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของแนวความคิดและกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกไทยของคณะบ้านตุ๊กตุ่นหุ่นกระบอกไทย ศึกษาจากการแสดงของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2552 - 2564 และยังมีการศึกษาด้วยวิธีการสืบค้นข้อมูลจาก หนังสือ เอกสาร งานวิจัยต่างๆ การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย การลงพื้นที่สังเกตการณ์การแสดง ผู้วิจัยมุ่งศึกษาคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยซึ่งก่อตั้งโดย อาจารย์ ดร. นิเวศ แววสมณะ ในปี พ.ศ 2540 เป็นคณะหุ่นกระบอกที่มีความหลากหลายในด้านของงานการแสดง และด้านองค์ประกอบของการแสดง ในระยะเวลา 13 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 - 2564 คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย มีการแสดงทั้งหมด 19 เรื่อง ผู้วิจัยได้แบ่งแนวคิดการแสดงเป็น 2 ส่วน คือ 1.การแสดงหุ่นกระบอกไทยโดยการนำเรื่องมาจากวรรณคดีและวรรณกรรมท้องถิ่น 2.การแสดงหุ่นกระบอกโดยการนำเรื่องมาจากเนื้อหาที่ถูกแต่งขึ้นใหม่ การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยนั้นมิได้มีเพียงการแสดง หุ่นกระบอกไทยแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการพัฒนารูปแบบของการแสดง เนื้อเรื่อง รวมถึง ตัวหุ่นกระบอกให้มีความหลากหลาย และดึงดูดผู้ชมได้ ทำให้คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย โดยอาจารย์ ดร.นิเวศ แววสมณะได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ได้แก่ 1. รางวัลศิลปินผู้อนุรักษ์วัฒนธรรมดีเด่น กรุงเทพมหานคร สมาคมโรตารี่แห่งประเทศไทย 2550 2. รางวัลศิลปินวัฒนคุณาธร กระทรวงวัฒนธรรม 2555 3. รางวัลดีเด่นด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม 2558 4. รางวัลศิลปินผู้ประกอบวิชาชีพอนุรักษ์วัฒนธรรมดีเด่น กรุงเทพมหานคร สมาคมโรตารี่แห่งประเทศไทย 2559 5. รางวัล Mention Award การแสดงหุ่นกระบอกไทยเรื่องพระเนมิราช งานเทศกาลละครกรุงเทพ 2560 6. รางวัลครูช่างศิลปหัตกรรม โดยกรมส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ 2561 7. รางวัลผู้อนุรักษ์วัฒนธรรมยอดเยี่ยมโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประจำปี 2561 8. รางวัล Silver awards & The Best beautiful costume puppet งานเทศกาลหุ่นนานาชาติฮานอย …
ดุษฎีนิพนธ์การแสดงเพลงร้อง : บทเพลงแห่งตํานานอุปรากรศิลป์จีนร่วมสมัย, พลัง โลกศิลป์
ดุษฎีนิพนธ์การแสดงเพลงร้อง : บทเพลงแห่งตํานานอุปรากรศิลป์จีนร่วมสมัย, พลัง โลกศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ดุษฎีนิพนธ์การแสดงเพลงร้องบทเพลงแห่งตํานานอุปรากรศิลป์จีนร่วมสมัยมีจุดประสงค์เพื่อแสดงบูรณาการเทคนิคการขับร้องแบบตะวันตกและหลักการขับร้องแบบคลาสสิคจีนหรือที่เราเรียกกันว่าเพลงร้องศิลป์จีน เพื่อเพิ่มศักยภาพเทคนิคการขับร้อง วิธีการขับร้องภาษาจีนที่ได้นำความรู้มาจากประวัติศาสตร์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของเพลงร้องศิลป์จีนเป็นองค์ความรู้ที่นักร้องจีนได้ศึกษาและวิจัยมาโดยตลอด เป็นทรัพยากรทรงคุณทางศิลปะวัฒนธรรมจีน ไทยและจีนนั้นเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์และมิตรภาพมายาวนานตั้งแต่อดีต ซึ่งเพลงร้องศิลป์จีนเป็นบทเรียนที่นักเรียนจีนสายขับร้องทุกคน ต้องเรียนรู้กันและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในประเทศจีน บทเพลงศิลป์จีนนั้นเต็มไปด้วยดนตรีที่ไพเราะ และส่วนใหญ่จะใช้กวีจีนโบราณหรือเป็นบทเขียนกลอนเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงประวัติศาสตร์นั้นๆ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์จีนผ่านบทเพลงร้องศิลป์จีนทำให้เรารู้จักประเทศเพื่อนบ้านได้ดีขึ้นและเข้าใจกับประวัติศาสตร์จีนอย่างมีสุนทรียะ บทเพลงร้องศิลป์จีนสามารถนำมาพัฒนาเทคนิคการขับร้องแล้วยังเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมทำให้มิตรภาพไทยจีนมั่นคงยั่งยืน
ดุษฎีนิพนธ์ดนตรีสร้างสรรค์ : วรรณกรรมเพลงร้องร่วมสมัยแห่งกรุงสยามสำหรับเปียโนและขับร้อง, พูนสันต์ เตียรถ์ชัยวานิช
ดุษฎีนิพนธ์ดนตรีสร้างสรรค์ : วรรณกรรมเพลงร้องร่วมสมัยแห่งกรุงสยามสำหรับเปียโนและขับร้อง, พูนสันต์ เตียรถ์ชัยวานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
“ดุษฎีนิพนธ์ดนตรีสร้างสรรค์ : วรรณกรรมเพลงร้องร่วมสมัยแห่งกรุงสยามสำหรับเปียโนและขับร้อง” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์เพลงไทยสำหรับเปียโนและการขับร้องและเพื่อสร้างผลงานทางด้านดนตรีร่วมกันระหว่างศาสตร์ 2 แขนงคือ ศาสตร์ด้านดนตรีตะวันตกและศาสตร์ด้านดนตรีไทย ในกระบวนการสร้างสรรค์ได้ศึกษาข้อมูลจากวรรณกรรมเพลงร้องตะวันตกสำหรับเปียโนและการขับร้องในยุคโรแมนติก บทบาทของเปียโนในการบรรเลงร่วมการขับร้อง วรรณกรรมเปียโนเพลงไทยของบรมครูคนสำคัญ และวรรณกรรมเปียโนเพลงไทยในยุคศตวรรษที่ 21 เพื่อนำมาเป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์ผลงาน จากนั้นจึงลงมือประพันธ์ด้วยแนวคิด ทฤษฎีดนตรี และเทคนิคการประพันธ์เพลงตะวันตก ทดลองฝึกซ้อมและบรรเลงร่วมกับนักร้องด้วยแนวคิดและการตีความแบบการบรรเลงเปียโนตะวันตกร่วมกับการขับร้องตามแบบแผนไทย นำข้อบกพร่องมาขัดเกลาและปรับปรุงผลงาน จนได้เป็นผลงานเพลงสำหรับเปียโนและการขับร้องจำนวน 6 เพลง
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี, ปรียพรรณ ศรีธวัช
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี, ปรียพรรณ ศรีธวัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหารูปแบบและแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี ผลการวิจัยพบว่าได้ทั้งรูปแบบ และ แนวคิดดังนี้ 1) รูปแบบการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ ผู้วิจัยสามารถจำแนกตามองค์ประกอบในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์ทั้ง 8 ประการ ได้แก่ 1) บทการแสดง สร้างสรรค์ขึ้นจากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี โดยแบ่งบทการแสดง ออกเป็น เก้าองก์ 2) พื้นที่ในการแสดง ใช้พื้นที่แบบเปิดเพื่อความเป็นอิสระและมีความหลากหลายเหมาะสมกับองก์ต่าง ๆ ในการแสดง 3) ลีลานาฏยศิลป์ มีรูปแบบการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวันตามแบบนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่โดยใช้เทคนิคของเมอร์ซ คันนิงแฮม และพอล เทย์เลอร์ 4) นักแสดงเป็นผู้ที่สามารถสื่อสารท่าทางแบบนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ที่สามารถถ่ายทอดการสื่อสารความรู้สึกผ่านภาษาท่าทางได้อย่างตรงไปตรงมา 5) อุปกรณ์ประกอบการแสดงมีการใช้อุปกรณ์เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญเช่นกล้องจุลทรรศน์ (ชีววิทยา) ถ้วยตวง(เคมี) ตาชั่ง (กลศาสตร์) เพื่อช่วยสื่อสารเปรียบเทียบถึงความเป็นพหุศาสตร์ของงานวิจัย 6) เครื่องแต่งกาย ใช้เครื่องแต่งกายเรียบง่ายที่ไม่ระบุเพศ และใช้สีขาวเพื่อแทนความหมายของกระดาษสีขาวของเล่มงานดุษฎีนิพนธ์ 7) แสง ใช้แสงธรรมชาติ 8) เสียงและดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงใช้เสียงธรรมชาติ และเสียงสังเคราะห์ 2) แนวคิดหลังการสร้างสรรค์ผลงาน มี ห้าประการ ได้แก่ 1) กลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี ซึ่งจากการเป็นผู้มีประสบการณ์มากกว่า 50 ปี จึงมีกลยุทธ์ที่สำคัญคือ มีความคิดสร้างสรรค์สูงมีความสามารถที่ทั้งรู้ลึกและรู้กว้าง (Versatilist) ซึ่งเป็นการผสานรวม 2 ประเภท ทั้ง รู้ลึก (Specialist) และรู้กว้าง (Generalist) เข้าด้วยกัน คือเชี่ยวชาญในเรื่องหนึ่งแต่ขณะเดียวกันก็สามารถข้ามสายไปทำความเข้าใจเรื่องอื่นได้อย่างง่ายดายเมื่อจำเป็น และยังมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง ปรับตัวเป็นเลิศ เก่งทั้งเทคนิคและผู้คน จึงสามารถมองเห็นปัญหาได้ล่วงหน้า แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ให้คำแนะนำที่ทำให้งานเกิดคุณภาพ ทั้งยังมี กลยุทธ์ที่สร้างบรรยากาศผ่อนคลายทำให้นักวิจัยพร้อมในการเรียนรู้ และมีเวลาให้นักวิจัยเต็มที่อย่างทั่วถึงและยุติธรรม นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์ในการวางแนวทางกำหนดหัวข้อที่เป็นบรรทัดฐานไว้ล่วงหน้าทำให้ง่ายต่อนักวิจัยในการสืบค้น การอธิบายงาน และสะดวกแก่ผู้ที่ต้องการศึกษางานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในอนาคต 2) ความคิดสร้างสรรค์ทางด้านนาฏยศิลป์ มีการสร้างสรรค์งานที่ไม่เคยมีผู้ทำมาก่อนและยังมีมาตรฐานการเป็นต้นแบบศิลปินตามหลักของวิชชุตา …
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : ‘ตับเทศกาลเรือพระ’ สำหรับวงโมเดิร์นแจ๊สออร์เคสตรา, รัชกฤต ภาณุอัครโชค
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : ‘ตับเทศกาลเรือพระ’ สำหรับวงโมเดิร์นแจ๊สออร์เคสตรา, รัชกฤต ภาณุอัครโชค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง :‘ตับเทศกาลเรือพระ’สำหรับวงโมเดิร์นแจ๊สออร์เคสตรา เป็นชุดบทเพลงพรรณนาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประเพณีชักพระในจังหวัดสงขลาที่จัดขึ้นหลังวันออกพรรษา 1 วัน ตรงกับแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ณ สระบัวแหลมสมิหลา จากความเชื่อทางพุทธศาสนาเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จไปประจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา เมื่อครบพรรษาจึงเสด็จกลับลงมายังโลกมนุษย์ มีพุทธศาสนิกชนรอรับเสด็จเพื่ออันเชิญประทับบนบุษบกแล้วแห่แหนไปยังสถานที่ต่างๆ จึงเป็นที่มาของประเพณีชักพระที่สืบทอดกันมายาวนาน มีกิจกรรมด้านศาสนา มีการตกแต่งเรือพระด้วยประติมากรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอย่างงดงาม พร้อมดึงเอกลักษณ์ดนตรีสำเนียงพื้นบ้านภาคใต้มาผสมผสานกับดนตรีตะวันตกมีแนวทำนอง การประสานเสียงและการเรียบเรียงให้มิติของเสียงที่โดดเด่นน่าสนใจ บทเพลงทั้งหมดในชุดมี 8 เพลง ได้แก่ 1) พญานาค 2) วงล้อแห่งธรรมจักร 3) ตักบาตรเทโว 4) เคลื่อนพลเรือพระ 5) บันไดเงินบันไดทองบันไดแก้วมณี 6) บุษบก 7) พระพุทธเจ้าเปิดโลก และ 8) ประทานพร ความยาวโดยรวมประมาณ 40 นาที
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่สะท้อนถึงกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง, โอม วรรณะ
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่สะท้อนถึงกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง, โอม วรรณะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่สะท้อนถึงกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง” มีรูปแบบในลักษณะการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและแนวคิดหลังการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่สะท้อนถึงกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง โดยศึกษากลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง นาฏยศิลป์สร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย เกณฑ์การสร้างมาตรฐานในการยกย่องบุคคลต้นแบบทางด้านนาฏยศิลป์ที่มีต่องานวิจัย เพื่อเป็นพื้นฐานประกอบในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์ จากนั้นผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงเอกสาร สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย สื่อสารสนเทศอื่น ๆ ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผล และนำเสนอผลงานวิจัย ผลการวิจัยพบว่า การสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์ที่สะท้อนถึงกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง สามารถจำแนกตามองค์ประกอบในการสร้างสรรค์ผลงงานทางด้านนาฏยศิลป์ทั้งหมด 8 ประการ ได้แก่ 1) บทการแสดง สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ภายใต้ลักษณะของกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง แบ่งออกได้ทั้งหมด 9 องก์ โดยนำเสนอกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดงที่ปรากฏขึ้นจริงในสังคม 2) นักแสดง มีความรู้ ความสามารถทางด้านนาฏยศิลป์และศิลปะการแสดง 3) ลีลานาฏยศิลป์ นำเสนอผ่านรูปแบบนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ โดยใช้การเคลื่อนไหวแบบด้นสด การใช้ท่าทางในชีวิตประจำวัน ประกอบกับการเล่าเรื่องและการสลับบทของตัวละคร 4) เครื่องแต่งกาย ใช้การออกแบบจากหลักศิลปะมินิมอลลิสม์ (Minimalism) หลักทฤษฎีน้อยดีกว่ามาก (Less is more) และเครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวัน 5) เสียงและดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ใช้เสียงที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติทั้งหมด 6) อุปกรณ์ประกอบการแสดง ใช้แนวคิดสัญลักษณ์ มุ่งเน้นความเรียบง่าย และสื่อสารการแสดงได้ง่าย 7) พื้นที่การแสดง นำเสนอการแสดงบนพื้นที่แบบเปิดและมีความหลากหลายทางด้านสภาพแวดล้อม 8) แสง ใช้แสงธรรมชาติในแต่ละช่วงเวลาที่มีความแตกต่างกัน อีกทั้งมีแนวคิดหลังการสร้างสรรค์ผลงาน 6 ประการ ได้แก่ 1) แนวคิดเรื่องกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง 2) แนวคิดเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง 3) แนวคิดความคิดสร้างสรรค์ในงานนาฏยศิลป์ 4) แนวคิดความหลากหลายในงานนาฏยศิลป์ 5) แนวคิดทฤษฎีทางด้านศิลปกรรมศาสตร์ 6) แนวคิดของนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ ซึ่งผลการวิจัยทั้งหมดนี้มีความสอดคล้องและตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยทุกประการ
การออกแบบภาพประกอบโดยใช้แนวคิดการออกแบบเชิงบวก เพื่อส่งเสริมคุณค่าชุมชน สำหรับย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมือง กรณีศึกษาชุมชนย่านบางลำพู, คณิตา มีชูบท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาคุณค่าชุมชนในย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมือง โดยแนวคิดการออกแบบเชิงบวก 2) เพื่อสร้างหลักการออกแบบภาพประกอบในการส่งเสริมคุณค่าชุมชน สำหรับย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมืองโดยใช้แนวคิดการออกแบบเชิงบวก กรณีศึกษาชุมชนย่านบางลำพู โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ และมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาชุมชน จำนวน 8 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบภาพประกอบ จำนวน 5 คน 3) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่ชุมชน จำนวน 6 คน 4) กลุ่มผู้ประเมินผลการออกแบบจากกลุ่มคนที่อาศัยในชุมชนและนักท่องเที่ยว จำนวน 30 คน โดยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก อภิปรายกลุ่ม และแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่ได้คะแนนตามแนวคิดการออกแบบเชิงบวกมากที่สุด มีดังนี้ 1) ป้อมพระสุเมรุและสวนสันติชัยปราการ 2) มูลนิธิดุริยประณีต 3) พิพิธบางลำพู 4) วิธีการทำพานเงิน 5) วิธีการปักชุดโขน 6) มัสยิดจักรพงษ์ 7) ต้นลำพู 8) การทำข้าวต้มน้ำวุ้น 9) วัดบวรนิเวศวิหาร 10) การตีทองคำเปลว จากนั้นจึงนำมรดกวัฒนธรรมมาใช้ในการออกแบบภาพประกอบเพื่อส่งเสริมคุณค่าชุมชน โดยการหาองค์ประกอบการออกแบบภาพประกอบเฉพาะพื้นที่ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบภาพประกอบ ซึ่งผลการวิจัยได้เป็น 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วิธีเล่าเรื่องด้วยภาพ 2) รูปแบบ 3) เทคนิค 4) สื่อ ซึ่งทั้งหมดนี้ที่มีส่วนช่วยในการสื่อสารเรื่องราวประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และคุณค่าชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากนั้นจึงหาพื้นที่ชุมชนที่เหมาะสมในการออกแบบภาพประกอบเฉพาะพื้นที่ โดยการอภิปรายกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่ชุมชน ต่อไปจึงนำผลการวิจัยประยุกต์ใช้ในการออกแบบ แล้วจึงนำไปวัดประสิทธิภาพผลงานภาพประกอบเชิงบวก โดยการจัดนิทรรศการในชุมชนเพื่อประเมินความพึงพอใจและวัดประสิทธิภาพโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งได้รับผลประเมินจากผู้ชมนิทรรศการว่า ภาพประกอบสามารถกระตุ้นทำให้เกิดอารมณ์เชิงบวกที่มีต่อชุมชนได้เป็นอย่างดี
การออกแบบแอปพลิเคชันเพื่อไฮเปอร์โลคัลอีมาร์เก็ตเพลสสำหรับกลุ่มเจเนอเรชันวาย, ปวรงค์ บุญช่วย
การออกแบบแอปพลิเคชันเพื่อไฮเปอร์โลคัลอีมาร์เก็ตเพลสสำหรับกลุ่มเจเนอเรชันวาย, ปวรงค์ บุญช่วย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้สำหรับแอปพลิเคชันอีมาร์เก็ตเพลสเพื่อธุรกิจไฮเปอร์โลคัลบนอุปกรณ์ประเภทสมาร์ตโฟนสำหรับกลุ่มเจเนอเรชันวาย โดยมุ่งเน้นไปที่การหาแนวทางการออกแบบโครงร่าง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ เพื่อที่จะนำคำตอบไปใช้เป็นพื้นฐานในการออกแบบทางภาพในกระบวนการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ โดยดำเนินการวิจัยอิงไปตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบ โดยตั้งต้นจากการวิจัยผู้ใช้ไปสู่กระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ และนำผลงานการออกแบบโครงร่างไปทดสอบการใช้งานกับกลุ่มผู้ใช้เป้าหมายเป็นระยะ จากนั้นนำต้นแบบโครงร่างมาใช้ในการสร้างต้นแบบของแอปพลิเคชันโดยเลือกย่านถนนจันทน์เป็นกรณีศึกษา และใช้แนวคิดอัตลักษณ์ถิ่นที่ในการวิเคราะห์ย่านเป้าหมาย เพื่อหาแนวทางการกำหนดบุคลิกภาพและการใช้องค์ประกอบทางเรขศิลป์เพื่อแสดงถึงการประยุกต์ใช้คำตอบของงานวิจัยมาใช้ในการออกแบบจริง โดยได้คำตอบตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยดังนี้ วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ได้คำตอบออกมาเป็นแนวทางการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ คือ 1) เน้นความง่าย มีองค์ประกอบเท่าที่จำเป็น ให้ข้อมูลครบถ้วน และเอื้อต่อการกวาดสายตาดูเร็ว ๆ 2) ลำดับข้อมูล และองค์ประกอบเชิงโต้ตอบเป็นสัดส่วนสมเหตุสมผล การทำงานของสายตาและนิ้วหัวแม่มือสอดคล้องกัน 3) เอื้อต่อการใช้งานด้วยมือข้างเดียว และ 4) ให้ประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ได้คำตอบเป็นแนวทางการออกแบบโครงร่างแอปพลิเคชัน โดยได้ผลลัพธ์เป็นต้นแบบโครงร่างที่แสดงถึงการประยุกต์ใช้แนวคิดและทฤษฎี 3 กลุ่มในการออกแบบ ได้แก่ 1) แนวคิดทางการยศาสตร์ด้านกายภาพ 2) แนวคิดทางการยศาสตร์ด้านการมองเห็น และ 3) แนวคิดทางจิตวิทยา วัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ได้ต้นแบบของแอปพลิเคชันที่แสดงตัวอย่างการประยุกต์ใช้โครงร่างในการออกแบบจริง
ดุษฎีนิพนธ์การแสดงดนตรี : การตีความใหม่ในบทเพลงประกอบเปียโนยุคศตวรรษที่ 21, ศศิภา รัศมิทัต
ดุษฎีนิพนธ์การแสดงดนตรี : การตีความใหม่ในบทเพลงประกอบเปียโนยุคศตวรรษที่ 21, ศศิภา รัศมิทัต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการตีความบทเพลงคลาสสิกที่มีเปียโนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบรรเลง เพื่อเพิ่มพูนทักษะและศักยภาพในการบรรเลง การตีความ บทเพลง รวมถึงการนำออกแสดงอันเป็นการเผยแพร่ดนตรีเชมเบอร์ในประเทศไทย โดยศึกษา บทเพลงเชมเบอร์ที่สำคัญที่ได้รับการยกย่องเป็นมาตรฐาน รวมทั้งเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการบรรเลงเปียโนร่วมกับเครื่องดนตรีอื่นจากตำราและบทความวิชาการ และแบ่งอรรถาธิบายตามบทเพลงจากการแสดง 3 ครั้ง คือ 1) เปียโนและคลาริเน็ต 2) เปียโนและดับเบิลเบส และ 3) เปียโนและกลุ่มเชมเบอร์ ซึ่งประกอบด้วยบทเพลงประเภทโซนาตา คอนแชร์ตานเต เปียโนควินเท็ต เปียโนทรีโอ และบทเพลงลักษณะพิเศษ อาทิ แรปโซดี เอเลอร์จี เซเรเนด แฟนตาเซีย โดยให้ความสำคัญกับอารมณ์ บทบาท และสีสันของบทเพลงตามจินตภาพ การจัดสมดุลเสียงระหว่าง แนวเปียโนและเครื่องดนตรีอื่น ทิศทางของทำนองสอดแทรก การใช้เพเดิล การปรับโน้ต วงออร์เคสตราฉบับย่อให้เหมาะสมกับเทคนิคการบรรเลงเปียโน ซึ่งสามารถทำให้การบรรเลงเปียโนร่วมกับเครื่องดนตรีต่างชนิดมีความไพเราะ กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน มีอรรถรสที่แปลกใหม่และมีสีสัน
การพัฒนารูปแบบมาตรฐานการออกแบบสื่อดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจรายย่อยโดยใช้แนวคิดแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพของไมเออร์ส-บริกส์, ภัทระ สุขสิริกูร
การพัฒนารูปแบบมาตรฐานการออกแบบสื่อดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจรายย่อยโดยใช้แนวคิดแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพของไมเออร์ส-บริกส์, ภัทระ สุขสิริกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งประเภทบุคลิกภาพต่างๆ ของวิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) ของไทยโดยใช้แนวคิดแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพ Myers-Briggs Type Indicator (MBTI) ซึ่งนิยามตาม (สสว. ฉบับที่ 3, 2563) วิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) หมายถึงธุรกิจขนาดเล็กที่มีจำนวนการจ้างงานไม่เกิน 5 คน และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ส่วน MBTI หมายถึงแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพของไมเออร์ส-บริกส์ (Myers-Briggs Type Indicator) เป็นเครื่องมือประเมินบุคลิกภาพที่แบ่งคนออกเป็น 16 ประเภท ถูกพัฒนาโดย Katharine Cook Briggs และ Isabel Briggs Myers โดยอ้างอิงทฤษฎีของ Carl Jung งานวิจัยนี้มุ่งแบ่งประเภทบุคลิกภาพของวิสาหกิจรายย่อยไทยโดยประยุกต์ใช้แนวคิด MBTI ผ่านวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการวิจัยเอกสาร การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยแบ่งบุคลิกภาพออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ แม่ค้ามือทอง พ่อค้าหน้าหยก พ่อค้าอินดี้ และแม่ค้าปากแจ๋ว โดยมีการพรรณนาคุณสมบัติของแต่ละประเภทเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมโยงและประยุกต์ใช้กับตนเองได้ ผลการวิจัยนี้นำไปสู่การพัฒนารูปแบบมาตรฐาน (เทมเพลต) สื่อดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจรายย่อยไทย และมีประโยชน์ในการช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจตนเองมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานภาครัฐในการออกแบบนโยบายสนับสนุนที่เหมาะสม ตลอดจนสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความหลากหลายของบุคลิกภาพผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อยในประเทศไทย ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจรายย่อยไทยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับศักยภาพและบุคลิกภาพของผู้ประกอบการแต่ละราย
ดุษฎีนิพนธ์การวาทยกร : วรรณกรรมสร้างสรรค์บทเพลงร้องประสานเสียงโรแมนติกเยอรมันร่วมสมัย, ยสวันต์ มีทองคำ
ดุษฎีนิพนธ์การวาทยกร : วรรณกรรมสร้างสรรค์บทเพลงร้องประสานเสียงโรแมนติกเยอรมันร่วมสมัย, ยสวันต์ มีทองคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ดุษฎีนิพนธ์การวาทยกร : วรรณกรรมบทเพลงร้องประสานเสียงโรแมนติกเยอรมันร่วมสมัย เป็นงานวิจัยสร้างสรรค์ที่จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอแนวทางการอำนวยเพลงที่ผู้วิจัยสังเคราะห์ขึ้นผ่านการศึกษาทฤษฎีการเปล่งเสียงตามหลักสรีรศาสตร์ กลยุทธ์การเปล่งเสียงคำ การตีความบทกวียุคโรแมนติก และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อแนวความคิดของผู้ประพันธ์ โดยในงานวิจัยสร้างสรรค์ชิ้นนี้ ผู้วิจัยคัดเลือกบทเพลงร้องประสานเสียงที่ประพันธ์โดยผู้ประพันธ์เพลงชาวเยอรมันในรูปแบบของบทเพลงศาสนาทั้งที่ประพันธ์ขึ้นเป็นภาษาเยอรมันเช่น Wie lieblich sind deine Wohnungen โดยโยฮันเนส บรามส์ และภาษาอื่น ๆ เช่น Locus iste โดยอันโทน บรุคเนอร์ และ He, Watching Over Israel โดยเฟลิกซ์ เมนเดลโซน นอกจากนั้นยังมีบทเพลงนอกศาสนา เช่น Der Greis โดยฟรานซ์ โยเซฟ ไฮเดิน และ An die Sonne โดยฟรานซ์ ปีเตอร์ ชูเบิร์ต ทั้งนี้ผู้วิจัยยังนำเสนอบทประพันธ์เพลงที่ถูกเรียบเรียงขึ้นใหม่จากเพลงร้องศิลป์เยอรมัน เช่น บทประพันธ์ Morgen! โดยริคาร์ด ชเตราส์และผู้วิจัยยังได้เรียบเรียงบทเพลงศิลป์เยอรมัน Widmung โดยโรเบิร์ต ชูมันน์สำหรับวงขับร้องประสานเสียงแบบผสมตามแนวทางการประพันธ์เพลงต้นแบบอีกด้วย ทั้งนี้ ผู้วิจัยนำความรู้ที่สังเคราะห์ มาปรับใช้ในการฝึกซ้อมบทประพันธ์ที่คัดเลือกไว้ และได้เผยแพร่ผลงานผ่านการบันทึกเสียงและการบรรยายประกอบการแสดง พร้อมทั้งสรุปผลการวิจัยเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าในอนาคต
การออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยจากแนวคิดจักรราศีตะวันตก, สเตเฟนนี่ ไพลิน ทีล
การออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยจากแนวคิดจักรราศีตะวันตก, สเตเฟนนี่ ไพลิน ทีล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยที่เหมาะสมกับแนวคิดจักรราศีตะวันตกแต่ละราศี โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานโดยการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในเรื่องบุคลิกภาพของแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยและบุคลิกภาพของแต่ละราศีเพื่อนำไปสร้างเครื่องมือวิเคราะห์ผลหาความเชื่อมโยงโดยการสนทนากลุ่มเป็นวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้การวิจัยเชิงปริมาณในการวิเคราะห์และคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างการออกแบบแบรนด์โดยการสุ่มอย่างเป็นระบบแล้วจึงนำกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาสร้างเครื่องมือวิจัยด้วยการสนทนาแบบกลุ่ม เพื่อคัดเลือกตัวอย่างแบรนด์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคลิกภาพของแต่ละราศี จากนั้น ผู้วิจัยนำผลของกลุ่มตัวอย่างแบรนด์มาวิเคราะห์แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์ เพื่อสร้างเป็นคู่มือแนวทางการออกแบบแบรนด์สำหรับนักออกแบบ ผลสรุปของงานวิจัยพบว่าบุคลิกภาพของแต่ละราศี สามารถเชื่อมโยงกับบุคลิกภาพแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือย ทั้งโดยตรงและสอดคล้องกัน จนทำให้เกิดความแตกต่างกันทางบุคลิกภาพอย่างมีนัยยะสำคัญในแต่ละราศี นำมาซึ่งผลลัพธ์ทางการออกแบบแบรนด์ โดยในบางกลุ่มราศีมีความแตกต่างกันในทุกด้านอย่างมีนัยยะสำคัญ และบางกลุ่มราศีมีความคล้ายกันของคำตอบในบางด้านทางการออกแบบ ผลการวิจัยนี้เป็นแนวทางใหม่ทางการออกแบบแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยให้กับนักออกแบบ และผู้ประกอบการด้านสินค้าฟุ่มเฟือยที่มองหาแนวทางที่สร้างสรรค์แปลกใหม่สำหรับการสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้า โดยแนวทางการออกแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละราศียังสามารถสร้างการสื่อสารเรื่องราวทางการตลาด คุณค่าของสินค้า ความเป็นมาแบรนด์ ได้อย่างมีทิศทางที่แปลกใหม่ สามารถนำเสนอแนวทางที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์จากแนวทางการออกแบบได้มากขึ้นอีกด้วย
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : “วาโย” สำหรับวงออร์เคสตรา, สยาม แช่มช้อย
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : “วาโย” สำหรับวงออร์เคสตรา, สยาม แช่มช้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : “วาโย” สำหรับวงออร์เคสตรา คือบทประพันธ์เพลงที่มีลักษณะวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ โดยองค์ประกอบทั้งหมดที่เกิดขึ้นผ่านการที่ตีความจาก แนวคิดการทำสมาธิเพ่งกสิณ ปรัชญาจากพุทธศาสนา หลักคำสอนของศาสนาพุทธ ตรรกะของผู้วิจัย จิตนาการของผู้วิจัย และหลักความเป็นจริงโดยอิงจากการพิจารณาของผู้วิจัย กระบวนการตีความในแต่ละองค์ประกอบจะมาจากการค้นคว้าข้อมูลของผู้วิจัยและนำมาเชื่อมโยงเข้ากับหลักการประพันธ์บทเพลง ผู้วิจัยมีความประสงค์ที่จะถ่ายทอดหลักแนวคิดระหว่างศาสนากับหลักความเป็นจริง มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อต้องการนำเสนอสีสันของเสียง แนวคิดเนื้อหาดนตรี และมิติการเรียบเรียงเสียงประสาน โดยผู้วิจัยจะรวบรวมศึกษาขอมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการรังสรรค์ให้มีความเข้มข้นและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ผู้วิจัยต้องการเปิดโลกทัศน์ให้กับผู้ฟังถึงแนวคิดมุมมองต่อดนตรีประเภทนามธรรม รวมทั้งบทประพันธ์เพลงยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่สนใจ และเสริมสร้างทักษะในการประพันธ์กับผู้อื่นได้อีกด้วย
แนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพสำหรับเป้าหมายการเล่าเรื่องของเเบรนด์, อรรคพล ล่าม่วง
แนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพสำหรับเป้าหมายการเล่าเรื่องของเเบรนด์, อรรคพล ล่าม่วง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แบรนด์ที่มีเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่ชัดเจน รวมถึงเลือกการใช้วิธีดำเนินการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่เหมาะสมสามารถช่วยให้แบรนด์สื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตามแบรนด์ส่วนใหญ่ยังขาดวิธีดำเนินการเล่าเรื่องเพื่อการออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม วิจัยเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อระบุเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่เหมาะสมในการสร้างข้อมูลเชิงภาพ (2) เพื่อหาวิธีดำเนินการเล่าเรื่องที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทของเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ และ (3) เพื่อสร้างแนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพจากเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ โดยผู้วิจัยชิ้นนี้ดำเนินการในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มในรูปแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลสรุปงานวิจัยพบว่า 6 เป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ ได้แก่ (1) เป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์เพื่อให้องค์ความรู้ (2) เพื่อการอธิบาย (3) เพื่อให้ความบันเทิง (4) เพื่อแสดงความเอาใจใส่ หรือ การเห็นอกเห็นใจ (5) เพื่อให้สำรวจและสืบค้นเอง และ (6) เพื่อรับรองและสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมโยงกับวิธีดำเนินการเล่าเรื่องเพื่อหาแนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพที่หลายหลายและเหมาะสมกับข้อมูลนั้นๆ ของแบรนด์ได้ โดยในขั้นตอนการออกแบบจำเป็นตั้งต้นจากเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์และอัตลักษณ์ของแบรนด์ โดยผลของงานวิจัยครั้งนี้สามารถอำนวยความสะดวกแก่นักออกแบบและผู้รับผิดชอบแบรนด์ในการออกแบบข้อมูลเชิงภาพและสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ของแบรนด์ต่อไป
นวัตกรรมการออกแบบแฟชั่นไลฟ์สไตล์สปอร์ตแวร์จากการพัฒนาเส้นใยบัวหลวงผ่านกระบวนการพลาสมา, เอกศิษฏ์ มีประเสริฐสกุล
นวัตกรรมการออกแบบแฟชั่นไลฟ์สไตล์สปอร์ตแวร์จากการพัฒนาเส้นใยบัวหลวงผ่านกระบวนการพลาสมา, เอกศิษฏ์ มีประเสริฐสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยดุษฎีนิพนธ์นี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอและการออกแบบสร้างสรรค์เชิงศิลปกรรมศาสตร์ โดยใช้แนวคิดกระบวนการข้ามศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการและพัฒนานวัตกรรมการปรับปรุงคุณภาพเส้นใยบัวหลวง (Nelumbo nucifera Gaertn.) จากส่วนที่มิได้ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรตามแหล่งน้ำธรรมชาติและพื้นที่ศาสนสถานในประเทศไทย โดยใช้กระบวนการพลาสมา (Plasma Treatment) เพื่อเพิ่มมูลค่าและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างยั่งยืน โดยนำเส้นใยบัวหลวงที่ได้มาออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์สปอร์ตแวร์ (Lifestyle Sportswear) ที่มีอัตลักษณ์ และมีคุณสมบัติซึมซับน้ำได้ดี (Hydrophilic) และต่อต้านแบคทีเรีย (Antibacterial) นอกจากนี้ยังมุ่งหวังต่อยอดงานวิจัยสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) โดยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการออกแบบ วัสดุศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สิ่งทอ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและผลิตผลทางการเกษตรโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ พ.ศ. 2561-2580 ผลการศึกษาพบว่าเส้นใยบัวหลวงสามารถนำมาผสมกับเส้นใยฝ้าย หรือเส้นใยฝ้ายรีไซเคิล เพื่อเพิ่มความยาวและความแข็งแรง และแปรรูปเป็นสิ่งทอด้วยกระบวนการทอแบบทรงแบน (Flat Knitting) ซึ่งให้ความยืดหยุ่นได้ดีกว่าการทอแบบสานขัด (Weaving) เมื่อผ่านกระบวนการพลาสมาแบบ DBD Jet Roll to Roll Zinc Solution สิ่งทอที่ได้มีคุณสมบัติการซึมซับน้ำและไม่ซึมซับน้ำ (Hydrophobic) ในสัดส่วนที่ต่างกัน รวมถึงการเคลือบป้องกันสิ่งสกปรก (Dirt-repellent Coating) และสามารถเพิ่มคุณสมบัติต่อต้านแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ATCC 6538 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าการต้านแบคทีเรียอยู่ที่ร้อยละ (R) 89.08 หลังจากนั้นนำผ่านกระบวนการซัก 30 ครั้ง การประเมินค่าการต้านแบคที่เรีย พบว่า ค่าการต้านแบคทีเรียเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ (R) มากกว่า 99.99 งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมการพัฒนาเส้นใยบัวหลวงผ่านกระบวนการพลาสมาซิงค์โซลูชัน สามารถเป็นทางเลือกในอุตสาหกรรมแฟชั่น อุตสาหกรรมแฟชั่นไลฟ์สไตล์สปอร์ตแวร์ รวมถึงการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์สูงสุดตามหลักทฤษฎี Zero-Waste และ Circular Economy ที่เป็นกระบวนทัศน์ความยั่งยืนใหม่ “ของเสียที่ไม่เสียของ” ภายใต้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Sustainable)
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีปาร์ตี้แวร์ สำหรับกลุ่มเป้าหมายเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ จากการพัฒนาเส้นใยหญ้าลิเภา, นูรฮายาตี เซ็ง
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีปาร์ตี้แวร์ สำหรับกลุ่มเป้าหมายเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ จากการพัฒนาเส้นใยหญ้าลิเภา, นูรฮายาตี เซ็ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการนำเส้นใยหญ้าลิเภาซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นของจังหวัดนราธิวาสมาพัฒนาและสร้างสรรค์ให้เป็นรูปแบบของสิ่งทอใหม่ เพื่อให้มีคุณสมบัติและคุณภาพที่ดีขึ้นและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ในวงกว้าง งานวิจัยนี้ใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ มีขั้นตอนการดำเนินงาน 2 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การศึกษาคุณลักษณะ คุณสมบัติของหญ้าลิเภา และการทดลองพัฒนาเส้นใยหญ้าลิเภาให้มีขนาดและความเหนียวแน่นในระดับที่สามารถทอได้เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตสิ่งทอต่อไป ศึกษาด้วยกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและลงพื้นที่เก็บข้อมูล (2) การทดลองผลิตรูปแบบสิ่งทอใหม่จากเส้นใยลิเภาของจังหวัดนราธิวาสด้วยการทอผสมกับเส้นใยประเภทอื่น ผลการวิจัย ได้แก่ (1) หญ้าลิเภาเป็นพืชล้มลุกในตระกูลเฟิร์น ซึ่งที่พบในจังหวัดนราธิวาสนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่ หญ้าลิเภาเขา หญ้าลิเภาหยอง และหญ้าลิเภาที่ขึ้นอยู่ตามป่าละเมาะหรือชายป่า จากผลการทดลองสรุปได้ว่าหญ้าลิเภาที่ขึ้นอยู่ตามป่าละเมาะหรือชายป่านั้นสามารถนำมาเป็นเส้นใยเพื่อใช้ทอได้ โดยต้องผ่านกระบวนการทดลองพัฒนาเส้นใยในเรื่องของขนาดก่อนจากการทดลองพบว่าขนาดที่ดีที่สามารถนำไปทอร่วมกับเส้นใยอื่นได้จะต้องผ่านการขูดหลายรอบเพื่อให้ได้เส้นเล็กที่สุดถึง 10 รอบแล้วจึงนำไปหมักกับโคลนและน้ำด่างเป็นเวลาอย่างละ 1 ชั่วโมงถึง 1 คืนเพื่อให้เส้นใยมีสีที่สม่ำเสมอและทำให้เส้นมีความเหนียวขึ้นเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตสิ่งทอต่อไป (2) ผลจากการทดลองทอร่วมกันกับเส้นใยอื่น (2.1) โดยการทอผสมหญ้าลิเภาต่อไหม พบว่าความแน่นในการยึดตัวของหญ้าลิเภากับเส้นไหมสามารถยึดได้ปานกลาง ผ้าที่ได้มีความเรียบเงางาม บางพลิ้วไหวได้ดี สามารถโค้งงอได้อิสระ (2.2) หญ้าลิเภาต่อฝ้าย พบว่าความแน่นในการยึดตัวของหญ้าลิเภากับเส้นฝ้ายสามารถยึดได้ดี ผ้าที่ได้ไม่มีความเงา บางพลิ้วไหวได้เล็กน้อย สามารถโค้งได้ปานกลาง (2.3) หญ้าลิเภาต่อลินิน พบว่าความหนาแน่นในการยึดตัวของหญ้าลิเภากันเส้นใยลินินสามารถยึดได้ปานกลาง ผ้าที่ได้มีความเรียบเงาระดับปานกลาง พลิ้วไหวได้ปานกลาง สามารถโค้งได้ดี โดยคุณสมบัติของผ้าแต่ละชนิดสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นวัสดุทางเลือกใหม่ในอุตสาหกรรมแฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยชนิดที่ได้รับความพึงพอใจจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบมากที่สุดในการที่จะไปต่อยอดเป็นเสื้อผ้าคือการนำเส้นใยลิเภาทอร่วมกันกับไหมเนื่องจากไหมมีความเงางามตรงกับความต้องการของแฟชั่นไลฟ์สไตล์สำหรับกลุ่มเป้าหมายเจเนอเรชั่นเอ็กซ์มากที่สุด
ดุษฎีนิพนธ์ดนตรีสร้างสรรค์ : คีตวรรณกรรมบทเพลงสำหรับวงกรุงเทพมหานครโลว์สตริงออร์เคสตรา, วัชรพงค์ สุภัทรชัยวงศ์
ดุษฎีนิพนธ์ดนตรีสร้างสรรค์ : คีตวรรณกรรมบทเพลงสำหรับวงกรุงเทพมหานครโลว์สตริงออร์เคสตรา, วัชรพงค์ สุภัทรชัยวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้วิจัยได้ทำการวิจัยและสร้างสรรค์ผลงานดุษฎีนิพนธ์ คีตวรรณกรรมบทเพลงสำหรับวงกรุงเทพมหานครโลว์สตริงออร์เคสตรา ขึ้นเนื่องจากยังไม่มีบทเพลงเฉพาะสำหรับวงโลว์สตริงออร์เคสตราที่จะช่วยพัฒนากลุ่มเครื่องโลว์สตริงและแสดงเอกลักษณ์ของเครื่องดนตรีดังกล่าวที่เด่นชัดได้ ผู้วิจัยจึงประมวลเทคนิคการปฏิบัติเครื่องโลว์สตริงจากบทเพลงเอ็กเซิร์พเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการพัฒนาทักษะเครื่องโลว์สตริง โดยมุ่งเน้นสำหรับบรรเลงโดยวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยและสร้างสรรค์ประกอบด้วยบทเพลงที่มีเทคนิคการบรรเลงขั้นสูง มีการใช้เทคนิคสำคัญของเครื่องโลว์สตริงในบทเพลงสำหรับออร์เคสตราจำนวน 2 บท ได้แก่ 1) บทเพลง โลว์สตริงทรีโอสำหรับเชลโล ดับเบิลเบสและมาริมบา หรือ โหมโรงสามสหาย (ความยาวประมาณ 7 นาที) และ 2) บทเพลง โลว์สตริงออร์เคสตราอินเมโทรโปลิส (ความยาวประมาณ 40 นาที)
นวัตกรรมการออกแบบอัตลักษณ์ผ้าไหมแขมร์สะเร็น จากแนวคิดแจ็คการ์ค สู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ด้วยกลยุทธ์แฟชั่นแพ็ค สำหรับตลาดสากล, แพรวา รุจิณรงค์
นวัตกรรมการออกแบบอัตลักษณ์ผ้าไหมแขมร์สะเร็น จากแนวคิดแจ็คการ์ค สู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ด้วยกลยุทธ์แฟชั่นแพ็ค สำหรับตลาดสากล, แพรวา รุจิณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันผู้วิจัยเห็นถึงช่องว่างทางการตลาดของสินค้า ไฮเอนด์ของ แฟชั่น ตะวันตก ซึ่งในยุโรปเริ่มมีการนำนโยบาย แฟชั่นแพ็ค (Fashion pact) มาใช้ในการควบคุมคุณภาพสินค้า และความต้องการของ แบรนด์ แฟชั่นตะวันตก โดยผ้าที่แบรนด์ตะวันตกนิยมนำมาตัดเย็บสวนใหญ่จะมีโครงสร้างการทอแจ็คการ์ค ผู้วิจัยจึงหาแนวทางในการสร้างนวัตกรรม ทอผ้าแจ็คการ์ด แบบตะวันตก โดยใช้เทคนิคทุนทางวัฒนธรรมการทอผ้าไหมไทย แขมร์สะเร็น อีสานใต้ เพื่อออกแบบแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ตามฤดูกาลสากล ด้วยกลยุทธ์แฟชั่นแพ็ค (Fashion pact) สู่ตลาดแฟชั่นตะวันตก เป็นการเปิดตลาดและฐานผลิตเชิงพาณิชย์ ผ้าทอแจ็คการ์คตะวันตก ในอีสานตอนใต้ โดยขอบเขตการศึกษาคือ กลุ่มผู้ทอผ้า แขมร์สะเร็น ในจังหวัดสุรินทร์ ทำการศึกษาทุนวัฒนธรรมผ้าไหม แขมร์สะเร็น จังหวัดสุรินทร์ สิ่งทอสำหรับสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ โครงสร้างผ้าทอแจ็คการ์ค และทฤษฎีรื้อสร้าง และแนวโน้มกระแสนิยมสิ่งทอและสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์โดยการเก็บข้อมูลด้วยการสังเกตแบบรู้ตัว (Know observation) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งทอไหมพื้นบ้าน ช่างทอผ้า และ เจ้าของทุนทางวัฒนธรรมผ้าทอแขมร์สะเร็น หลังจากนั้น ทำการสัมภาษณ์ (Interview) ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งทอ และ การสัมภาษณ์ แบบ In-depth Interview ผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ เพื่อค้นหานวัตกรรมการออกแบบอัตลักษณ์ผ้าไหมแขมร์สะเร็น จากแนวคิดแจ็คการ์ค สู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ด้วยกลยุทธ์แฟชั่นแพ็ค สำหรับตลาดสากล
นวัตกรรมสิ่งทอเส้นใยเฮมป์ สู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์กลุ่มผู้สูงวัยญี่ปุ่น ด้วยแนวคิดบีซีจี (Bcg.), สุวิธธ์ สาดสังข์
นวัตกรรมสิ่งทอเส้นใยเฮมป์ สู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์กลุ่มผู้สูงวัยญี่ปุ่น ด้วยแนวคิดบีซีจี (Bcg.), สุวิธธ์ สาดสังข์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อหาแนวทางการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์(Lifestyle) จากนวัตกรรมสิ่งทอเส้นใยเฮมป์ (ประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจ) 2. เพื่อหาแนวทางการสร้างนวัตกรรมสิ่งทอเส้นใยเฮมป์ ด้วยแนวคิด BCG (ประโยชน์ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี) จากแนวทางการศึกษาสิ่งทอจากเส้นใยเฮมป์ ซึ่งกำลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตามองของไทยและกำลังพัฒนาในการเพาะปลูกและการเปิดการค้าเสรีที่เติบโตมากขึ้นในตลาดระดับโลก ผลการศึกษาพบว่าเฮมป์ เป็นเส้นใยชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาพัฒนาได้หลากหลาย ผู้วิจัยได้แนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งทอเส้นใยเฮมป์ ผสมผสานความรู้ทางภูมิปัญญา เพื่อการออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ เช่น การนำเส้นใยสิ่งทอที่มีความหลากหลายมาพัฒนาร่วมกันเพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์ โครงสร้างสิ่งทอภูมิปัญญาที่มีความสวยงามและมีคุณสมบัติที่ดีต่อการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น สามารถตอบโจทย์แนวทางยุทธศาสตร์ของประเทศด้านการวิจัยและนวัตกรรมก้าวหน้าอย่างยั่งยืนในทุกมิติ และมีความสอดคล้องต่อแนวคิด BCG อีกทั้งแนวทางดังกล่าว ยังเป็นการช่วยเพิ่มเสน่ห์ คุณคุณค่าสมบัติของเส้นใยเฮมป์ ของไทย ให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลก ทั้งด้านประสิทธิภาพที่ดี ความสวยงามน่าใช้งาน ความคงทนของเส้นใย การสวมใส่ที่นุ่มสบาย ตลอดจนสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าเชิงพาณิชย์ในตลาดสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์เพื่อการแข่งขันและการส่งออกในตลาดระดับโลก ทำให้ชื่อเสียงของเฮมป์ ไทยเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและสามารถพัฒนาทั้งในด้านสิ่งทออุตสาหกรรมและภูมิปัญญาควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรี สำหรับกลุ่มเป้าหมายรีดักชั่นนิสในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการพัฒนาเส้นใยในนาเกลือหวานจังหวัดปัตตานี ด้วยแนวคิดความยั่งยืน, ฮายานี มะลี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) หาแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอจากนาเกลือหวาน จังหวัดปัตตานี 2) เพื่อหาแนวทางการออกแบบสร้างสรรค์รูปแบบเครื่องแต่งกายสตรี สำหรับกลุ่มเป้าหมายรีดักชั่นนิส (Reductionists) ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการพัฒนาเส้นใยในนาเกลือหวาน จังหวัดปัตตานี ใช้ในรูปแบบวิจัยเชิงทดลอง ด้วยแนวคิดความยั่งยืนที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG การวิจัยนี้จัดทำขึ้นโดยมีขั้นตอนการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ, ศึกษาข้อมูลปฐมภูมิ รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลการทดลอง จากการพัฒนาเส้นใยในนาเกลือหวาน จังหวัดปัตตานี ด้วยแนวคิดความยั่งยืน พบว่า เมื่อสกัดสีจากทรัพยากรในนาเกลือหวาน จังหวัดปัตตานี จะให้สีที่มีความอ่อนละมุน และค่อนไปทางตุ่นมาก เนื่องจากแร่ธาตุในดินมีความเจือจางกว่านาเกลือในจังหวัดอื่นๆ ซึ่งพืชที่พบมากในบริเวณนาเกลือหวานปัตตานี คือ พืชสเป๊ะ (ผักเบี้ย) เมื่อสกัดสีมาแล้ว มีค่า PH อยู่ที่ 4.5 จะให้สีเหลืองอ่อนอมครีม และโคลนในนาเกลือหวานปัตตานี เมื่อนำมาสกัดแล้ว มีค่า PH อยู่ที่ 6.5 จะได้สีเหลืองตุ่นอมส้ม และหมักน้ำเกลืออีกครั้งหลังจากนำไปแช่ในสารช่วยย้อม (Mordant) ส่งผลให้สีมีความอิ่มตัวที่ต่างกัน และระดับของสีทีต่างกัน ซึ่งการพัฒนาเส้นใยในนาเกลือ จังหวัดปัตตานี นอกจากจะเป็นทรัพยากรที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรแล้ว ยังเป็นการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับแบบแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้วยโมเดลเศรษฐกิจความยั่งยืน BCG ที่มุ่งเน้นยกระดับการสร้างสิ่งแวดล้อมด้วยแนวคิดการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
รูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู, ธิติ ธาราสุข
รูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู, ธิติ ธาราสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบจากความฉลาดรู้ทางการเงินที่ส่งผลต่อการเป็นหนี้ของครู 2.เพื่อศึกษาผลการนำรูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครูกับกลุ่มเป้าหมายและ 3. เพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะแนวทางการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ สมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษากรุงเทพ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. องค์ประกอบของความฉลาดรู้ทางการเงินที่ส่งผลต่อการเป็นหนี้ของครูด้านความรู้ทางการเงิน ประกอบด้วย ด้านนโยบายคุ้มครองเงินฝาก (PROTECT) ด้านเครดิตบูโร (BUREAU) ด้านการคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อ (INTEREST) ด้านการหาร (DEVIDE) ด้านพฤติกรรมทางการเงิน ประกอบด้วย ด้านเปรียบเทียบข้อมูลก่อนซื้อ (COMPARE) ด้านจัดทำบัญชี (ACCOUNT) ด้านไตร่ตรองก่อนซื้อ (PONDER) ด้านจ่ายเงินตรงเวลา (ONTIME) ด้านการบริหารจัดการเงินเมื่อเงินไม่พอใช้ (MANAGE) ตามลำดับ และ ด้านทัศนคติทางการเงิน ประกอบด้วยด้านการออม (SAVING) ด้านการใช้เงิน (SPENT) 2. รูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ คือ 1) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 2) ผู้เรียน 3) ผู้จัดการเรียนรู้ 4) เนื้อหาสาระ 5) กิจกรรมการเรียนรู้ 6) ระยะเวลา 7) แหล่งความรู้และสื่อการสอน 8) สภาพแวดล้อม และ 9) การประเมินผลการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู ตามแนวคิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของ Kolb (1982) แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ประสบการณ์เชิงรูปธรรม ขั้นที่ 2 การสังเกต ไตร่ตรอง และทบทวน 3) สรุปหลักการและสร้างแนวคิดเชิงรูปธรรม และ ขั้นที่ 4 ขั้นลงมือปฏิบัติ ระยะที่ 2 ฝึกปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้และส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเงิน ระยะที่ 3 นำเสนอผลงานของการจัดการแผนการเงินของตนเองทั้งระยะสั้น กลาง …
รูปแบบการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, สหพัฒน์ สถาปนิกานนท์
รูปแบบการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, สหพัฒน์ สถาปนิกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาสภาพปัจจุบันและผลกระทบของสื่อดิจิทัลที่มีต่อนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2)วัดระดับความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 3)นำเสนอรูปแบบการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดิจิทัลที่พึงประสงค์ โดยมีตัวอย่าง คือ 1)นิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐทั้ง 4 ภูมิภาค จำนวน 464 คน แบ่งออกเป็น นิสิตนักศึกษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์ จำนวน 12 คน นิสิตนักศึกษาที่ใช้ในการวัดระดับความฉลาดทางดิจิทัล จำนวน 402 คน และนิสิตนักศึกษาที่ใช้ในการทดลองเพื่อประเมินประสิทธิผล และความพึงพอใจ จำนวน 50 คน 2)ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 12 คนใช้ในการสัมภาษณ์ และ 3)ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คนใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล แบบประเมินความเหมาะสมของ (ร่าง) รูปแบบ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านสถิติ อาทิ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบความต่าง โดยใช้การทดสอบที (t-test) ร่วมกับการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (one-way ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. สภาพปัจจุบัน และผลกระทบของสื่อดิจิทัลที่มีต่อนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต พบว่า นิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิตใช้งานสื่อดิจิทัลในวันที่มีเรียน และไม่มีเรียน ไม่แตกต่างกัน โดยมีแนวโน้มใช้งานอยู่ระหว่าง 10-16 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนใหญ่ใช้เครื่องมือในการเข้าถึงสื่อดิจิทัลมากกว่า 1 ชนิด โดยใช้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์เข้าถึงมากที่สุด เมื่อพิจารณาประเภทการใช้งาน พบว่า มุ่งเน้นใช้เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างกัน ใช้เพื่อความบันเทิง ใช้เพื่อการศึกษา ใช้ทำธุรกรรมทางการเงิน ใช้แสดงความคิดเห็น และใช้สร้างรายได้ ด้านประโยชน์ของสื่อดิจิทัล พบว่า มีทั้งประโยชน์ทางตรง และทางอ้อม ส่วนผลกระทบของสื่อดิจิทัล พบว่า มีผลกระทบต่อร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ด้านความเสี่ยงในการใช้งานสื่อดิจิทัล …
กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน, ณัฐพัฒฐ์ มุกดา
กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน, ณัฐพัฒฐ์ มุกดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ ของไพร-ไคเรน กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เลือกโดยใช้การเลือกแบบเจาะจง จำนวน 35 คน ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดสมรรถนะการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และแบบสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าทีแบบ t-test dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นดึงความรู้และประสบการณ์เดิม 2) ขั้นสังเกตหาข้อคาดการณ์ 3) ขั้นจัดโครงสร้าง 4) ขั้นนำไปใช้ และ 5) ขั้นขยายความคิด 2. การศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน พบว่า 1) สมรรถนะการสร้างแบบจำลองของนักเรียนที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลอง ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี ไคเรน มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงของสมรรถนะการสร้างแบบจำลองทั้งในภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบของสมรรถนะการสร้างแบบจำลองไปในทิศทางที่ดีขึ้น
โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ, อรวิภา ดุรงค์ธรรม
โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ, อรวิภา ดุรงค์ธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และ 2) เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 6 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาปัญหาและความต้องการจำเป็น 2) การพัฒนาโปรแกรม 3) การศึกษานำร่อง 4) การพัฒนาโปรแกรมฉบับใช้ทดลอง 5) การทดลองใช้โปรแกรม และ 6) การสรุปผล การปรับปรุงโปรแกรม และการจัดทำโปรแกรม ฉบับสมบูรณ์ เป้าหมายของการทดลองได้แก่ นักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพผู้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้แต่ขาดความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึก ชั้นปีที่ 2 จำนวน 25 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ทำการทดลองใช้โปรแกรม เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึก และแบบบันทึกการเรียนรู้ ใช้สถิติเชิงบรรยาย สถิติเปรียบเทียบด้วยการทดสอบ Wilcoxon Signed Rank Test การทดสอบ Wilcoxon Rank Sum Test การวิเคราะห์เนื้อหาด้วยวิธีการจัดกลุ่มข้อมูลและการเปรียบเทียบข้อมูล ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เป็นโปรแกรมที่ออกแบบตามหลักการของแนวคิดการใช้ละครเป็นฐานในการเรียนรู้ผสานกับหลักการของแนวคิดการแก้ปัญหาคู่ตามโมเดลการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ ประกอบไปด้วย 3 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1) ภาษาอังกฤษเพื่อการสัมภาษณ์ผู้ป่วยในการวินิจฉัย 2) ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารระหว่างการรักษา และ 3) ภาษาอังกฤษเพื่อการแนะนำหลังการรักษา ประกอบไปด้วยการปฐมนิเทศและบทเรียน 8 บทเรียน ได้แก่ 1) การรับผู้ป่วยใหม่ 2) การซักประวัติผู้ป่วย 3) การซักประวัติผู้ป่วยที่ยากต่อการสื่อสาร 4) การแจ้งและการอธิบายผลการตรวจ 5) การอธิบายวิธีการรักษา 6) การอภิปรายวิธีการรักษา 7) การแจ้งข่าวร้าย และ 8) การแนะนำหลังการรักษา ความยาว 60 ชั่วโมง ใช้เวลา 20 สัปดาห์ 2. ผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ พบว่าคะแนนความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกในภาพรวมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อย พบว่า …